กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อย่าประมาทธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/566010

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อย่าประมาทธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาเคลิสต้าร์หลังจากที่ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มานานกว่า 22 ปี สะสมประสบการณ์ทางด้านการเงินและการท่องเที่ยวมาจนข้นคลั่ก ในวัย 50 กะรัต เธอก็ขอลาออกมาเปิดธุรกิจเล็กๆ ในฝันเป็นของตัวเอง ก็คือการทำบริษัทท่องเที่ยวที่เน้นศิลปวัฒนธรรม เพื่อเข้าถึงชุมชน และประเพณีอันเก่าแก่ที่เคยเป็นตำนานที่คนท้องถิ่นเขาใช้ชีวิตกันกินอยู่อย่างไร ทั้งในและต่างประเทศ สำหรับเธอนั้นการเดินทางคือความสุข เธอจึงเลือกทำธุรกิจนี้ เพราะเวลาต่อจากนี้ไปอยากทำงานที่มีความสุข เป็นงานที่มีใจรักและออกแบบเวลาเป็นตัวของตัวเองได้

ซึ่งเพิ่งเปิดบริษัทได้เพียง 2 เดือนเศษ และเธอก็กำหนดรูปแบบวางแผนสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง โดยเธอจะใช้วิทยากรที่เป็นนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ในการถ่ายทอดเรื่องราว เพราะโดยส่วนตัวของเธอก็ชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่แล้วในแนว Local Experience เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ท่องเที่ยวเป็นเรื่องสนุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเธอก็เปิดทริปทัวร์ไปหลายทริปแล้ว

เนื่องจากการไปสำรวจเส้นทางที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งล่าสุดนี้ทำให้เธอต้องไปผจญภัยกับไต้ฝุ่น โดยเธอจะเดินทางไปเมือง MIE จากแผนการเดินทางของเธอนั้นจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว โดยไปช่วงวันที่ 30 ส.ค. กับทีมงานทั้งหมด 6 คน ก่อนไปก็เช็กข้อมูลแล้วว่าน่าจะกลับทัน คือกลับตอนค่ำและพายุจะเข้าตอนเที่ยงคืน วันที่ 4 ก.ย.

เธอบอกว่าเธอเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้งแล้ว ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ครั้งนี้เธอจะเริ่มต้นจากโอซากา ตอนจองตั๋วเครื่องบินก็เช็กข้อมูลบอกว่า ญี่ปุ่นจะมีพายุไต้ฝุ่นเข้าปีละ 27-30 ลูก และลูกนี้จะเป็นลูกที่ 21 ของปีนี้ชื่อ เชบี-JEBI แต่ทางทีมงานไม่อยากเลื่อน เพราะเตรียมงานไว้กับหลายฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นและทีมงานถ่ายทำรายการท่องเที่ยวที่เป็นพาร์ตเนอร์กันอยู่

“ก่อนเดินทางทางทีมงานก็เช็กจากแอพ http://www.WINDY.com ซึ่งเป็นแอพข่าวเรื่องพายุไต้ฝุ่นของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลจากแอพบอกว่าพายุเข้าหลังที่เรากลับแล้ว 1 วัน ซึ่งเว็บนี้ก็มีความแม่นยำพอสมควร เราจึงคิดว่าเราน่าจะทัน เพราะไฟลต์เรากลับเที่ยงคืนวันที่ 4 ก.ย. แต่พายุจะเข้าบ่ายๆ วันที่ 4 เราก็คิดในแง่ดีว่าเดี๋ยวลมก็น่าจะพาไปบ้าง คงไม่รุนแรงเท่าไร ก็บ้านเราไม่เคยมีพายุใหญ่ๆ แบบนี้ เราเลยอาจจะประมาทเกินไปหน่อย (หัวเราะ) ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเราก็ทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ครบตลอดเส้นทาง” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

เธอเล่าว่า วันที่ 3 ก.ย. ทางทีมงานทั้งหมดต้องค้างคืนที่ MIE อีก 1 คืน แต่ทางการท่องเที่ยวของเมืองมิเอะขอร้องให้ทีมงานออกจากพื้นที่ก่อนกำหนดตั้งแต่สายๆ วันที่ 3 เพราะทางเขาเกรงว่าหากพายุมาก่อนเวลา เช่น เช้าวันที่ 4 ก.ย. เขาจะมาส่งให้ ทีมของเธอออกจากพื้นที่ไม่ทัน เพราะเนื่องจากเมื่อพายุมาทุกคนจะต้องอยู่ในที่มั่น อยู่ในตึกอาคารหรือบ้าน ไม่ควรออกมาเดินทางอยู่บนถนนหนทางมันอันตราย ไฟอาจจะดับทั้งเมือง เวลาพายุมาหนักๆ ก็ไม่ควรขับรถ เพราะความเร็วของพายุจะแรงถึง 160-250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ดังนั้น ทีมงานของเธอจึงต้องออกจากเมืองมิเอะตั้งแต่วันที่ 3 เพื่อจะเดินทางไปโอซากาให้ทันวันที่ 4 ก.ย. สรุปว่า เช้าวันที่ 3 ก.ย. ทีมของเธอก็ออกจากเมืองมิเอะ 09.00 น. เพราะมีรายงานข่าวท้องถิ่นออกมาว่า เวลา 10.00 น. รถไฟฟ้าที่จะไปโอซากาทุกสายจะหยุดวิ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ของเมืองทุกฝ่ายจะเตรียมรับมือกับพายุ ต้องการระบายคนออกจากพื้นที่ไม่ให้เหลือตกค้าง พวกเธอจึงต้องไปขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายเวลา 10.00 น. ทำให้ขบวนรถไฟแออัดมากเพราะทุกคนมุ่งหน้าไปสนามบิน

แต่เนื่องจากเที่ยวบินของพวกเธอออกเที่ยงคืนจึงมีเวลาเหลือเยอะ เธอจึงจะเอากระเป๋าของทีมทั้งหมด 9 ใบไปฝากไว้ที่สำนักงานท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ๆ สนามบิน เพราะเราเหลือเวลาว่างอยู่ 8-9 ชั่วโมง ก็ไม่รู้จะไปนั่งรอแกร่วอยู่ที่สนามบินทำไม ก็หาที่ไปเดินเล่นรอเวลา ก็ไปเดินเล่นที่ตึกอิออนมอลล์ ที่ห่างไปประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร ซึ่งร้านค้าในห้างเริ่มทยอยปิดกันแล้ว

“นับเป็นความโชคดีมากที่พวกเราไม่เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สนามบินเลย เพราะหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ปรากฏว่าที่สนามบินคันไซ ซึ่งตั้งอยู่ในทะเล มีสะพานยื่นออกไประหว่างสนามบิน แล้วสะพานโดนเรือน้ำมันขนาดใหญ่ที่พายุซัดเข้ามาขนสะพานเชื่อมพัง แล้วน้ำจากพายุและทะเลก็ซัดเข้ามาในสนามบินเจิ่งนอง เห็นทั้งลมทั้งคลื่นน่ากลัวมากๆ ทำให้ไม่ปลอดภัย ช่วงบ่ายๆ ก็มีการประกาศปิดสนามบินและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดกว่า 800 เที่ยวบิน (จนถึงวันนี้สนามบินก็ยังปิดซ่อมแซมอยู่ไม่ได้เปิดใช้) พอเที่ยวบินยกเลิกคนเกือบพันคนก็ต้องแย่งกันหาโรงแรม ชุลมุนมากๆ” เธอเล่าด้วยความอ่อนใจ

เมื่อสนามบินปิด ยกเลิกเที่ยวบิน เธอและทีมงาน 6 คน พร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 9 ใบ ที่ไปฝากไว้ใกล้ๆ สนามบินที่จะปิดตอน 6 โมงเย็น พอถูกยกเลิกเที่ยวบิน คนจำนวนหลายร้อยคนก็ต้องการออกจากพื้นที่หรือหาโรงแรมพักไปก่อน ทางพวกเธอจึงแบ่งงานกัน บางคนก็หารถแท็กซี่ไปเอากระเป๋า อีกคนก็หาโรงแรม อีกคนก็หารถตู้จะออกไปยังโอซากา ซึ่งก็หารถไม่ได้

“มีน้องผู้ชาย 2 คนในทีมอาสาวิ่งจากอิออนมอลล์ วิ่งที่รับกระเป๋าใกล้ๆ สนามบิน ซึ่งเขาต้องวิ่งท่ามกลางสายฝนเกือบ 10 กิโลเมตร ทางเราก็หารถเพื่อจะไปรับน้องถ้าไปเจอกันกลางทาง อีกทีมก็หาโรงแรม ซึ่งเราหารถไม่ได้ และยังหาโรงแรมไม่ได้ด้วย คิดว่าถ้าไม่ได้จริงๆ ก็จะไปอาศัยวัดนอน หรือไปหาห้องคาราโอเกะนอนไปก่อน” เธอเล่าต่อไปเรื่อยๆ

ตอนที่หารถเพื่อจะไปรับกระเป๋าด้วยการหาแท็กซี่ ปรากฏว่าหารถไม่ได้เลย ขณะที่ลมและฝนเริ่มมาแล้ว ต้นไม้พัดรุนแรงโอนเอียงจนเกือบล้ม ป้ายโฆษณาหลุด หลังคาบ้านหลุดปลิว กระจกหลุด นั่นคือตัวพายุยังไม่เข้าเต็มที่นะ ประตูที่ร้อยห่วงโซ่ล็อกไว้เขย่าจนหลุดปลิวไปเลย รถบัสคันใหญ่ๆ ก็สั่นๆ เหมือนมีคนไปเต้นในรถสัก 100 คน แบบนั้นเลย

ทางเธอก็ตามข่าวตลอดเวลา โทรศัพท์ทุกเครื่องของคนญี่ปุ่นจะมีข้อความข่าวส่งให้รู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ พร้อมบอกคำแนะนำการปฏิบัติตัวว่าควรทำอย่างไร ข้อมูลล่าสุดบอกว่านี่เป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปีของโอซากา ซึ่งตอนที่ทีมงานเธอเช็กข่าวก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นนั้นไม่ได้บอกว่ารุนแรงถึงขนาดนั้น

แต่ในที่สุดเธอก็หาโรงแรมเล็กๆ ได้ แต่พอเข้าไปถึงโรงแรมปรากฏว่าย่านนั้นไฟดับทั้งถนนเลย ไม่มีอาหาร ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำอุ่นใดๆ ทั้งสิ้น โรงแรม 4 ชั้น ไม่มีลิฟต์ ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่กันขึ้นไป เธอต้องเปิดประตู หน้าต่าง ห้องนอนเพื่อให้ลมเข้ามาจะได้ไม่อบอ้าว แต่พอเปิดหน้าต่างก็มีลมมีฝนโปรยปรายเข้ามา แถมยังมียุงอีกด้วย ยุงกัดจนขาลาย นอนไม่ได้ หลับๆ ตื่นๆ ทุลักทุเลมาก ร้านอาหารต่างๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ก็ปิดหมดเลย หิวก็หิว อาหารที่เราเตรียมไป พวกมาม่า ขนม ก็หมดแล้วเหลือของกินเล่นอยู่ไม่กี่ซอง ก็แบ่งๆ กันกิน ซึ่งก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรเลย คืนนั้นทำให้เธอได้ทบทวนความคิดว่านี่ขนาดเตรียมพร้อมมาแล้วก็ยังรับมือไม่อยู่ ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่จริงๆ คนเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นอย่าทำลายสิ่งแวดล้อมให้มากจนเกินไป ดูแลรักษากันให้มากๆ อย่าประมาทกับภัยธรรมชาติ เขายิ่งใหญ่เกินจะรับมือได้

วันรุ่งขึ้นเธอพยายามออกจากเมืองนี้ เพื่อไปหาสนามบินอื่น เพราะสนามบินคันไซคงปิดยาวอีกหลายวัน  จึงต้องเข้าไปโตเกียว แต่รถไฟในเมืองนี้ก็ยังไม่เปิด เธอต้องพยายามไปเมืองถัดไปเพื่อไปขึ้นรถไฟชิงคันเซ็น เพราะแท็กซี่กับรถบัสไม่มีเลย เธอกับทีมงานต้องเดินลากกระเป๋าไป 3 กิโลเมตร ท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ เพื่อไปหารถไฟ

“ความน่ารักของคนญี่ปุ่นก็คือ ระหว่างทางผ่านบ้านเรือน เด็กๆ คนแก่ จะมาขอบคุณที่มาเที่ยวญี่ปุ่นขอบคุณที่มาเข้าโค้งคำนับพวกเรา แล้วบอกว่ามาอีกนะ อย่าเพิ่งเบื่อนะ มาเที่ยวอีก ขอบคุณๆ”

ในที่สุดเธอต้องไปต่อรถไฟถึง 3 ต่อ เป็นรถไฟหวานเย็น วนอยู่ในสถานีนาน 7 ชั่วโมงในโอซากา เพื่อจะได้เข้าเมืองไปหาชิงคันเซ็น ไปโตเกียว 3 ชั่วโมง พอไปถึงก็ค้างที่โตเกียว 1 คืน แล้วก็ไปนอนที่ชิบะ 1 คืน โชคดีที่โรงแรมที่ชิบะนั้นมีจุดชมวิวที่สวยงามมากๆ เป็นจุดที่เมื่อถึงเวลาปีใหม่คนญี่ปุ่นจะมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เป็นแสงแรกของปีใหม่ที่จุดนี้ เรียกว่า ฮักซิโนเดะ คือแสงแรกของแดนอาทิตย์อุทัย เพราะเรายังไม่ได้ตั๋วกลับ กว่าจะได้ตั๋วบินกลับไทยก็วันที่ 8 ก.ย. เราจึงต้องไปต่อที่เมือง KUJUKURI อีก 1 คืน เพื่อสำรวจเส้นทางเพิ่ม เพราะยังหาตั๋วกลับไม่ได้ก็ทำงานต่อเลย

จากเดิมที่จะไป 7 วัน เจอพายุต้องอยู่ต่ออีก กลายเป็น 10 วัน เธอบอกว่าคิดว่าวางแผนไปดีแล้วเตรียมพร้อมไปดีแล้วก็ยังไม่พอ เสื้อผ้าเอาไปเผื่อ 2 ชุดก็ไม่พอใส่ ต้องเอาชุดนอนมาใส่แทน เงินที่แลกไปว่าเผื่อๆ ไปเยอะก็ไม่พอ แม้ดอลลาร์ก็หมดเกลี้ยง มีบัตรเครดิตร้านใหญ่ๆ ก็ปิดหมด จะซักเสื้อผ้ามาใส่ซ้ำก็ไม่มีแดด มีแต่ลมพายุ

“นี่เป็นบทเรียนว่าอย่าประมาท เตรียมพร้อมไปแค่ไหนก็ยังไม่พอ โชคดีว่าไม่ได้ทำงานประจำแล้วไม่งั้นแย่แน่ ดีเลย์ไป 3-4 วันแบบนี้ เหมือนกับการไปผจญภัยเลยทริปนี้ มีเรื่องต้องลุ้นต้องแก้ปัญหากันทุกวัน โชคดีว่าแค่ลำบาก ทุลักทุเล แต่ไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับทีมงาน ตอนนั้นที่บ้านก็เป็นห่วง คืนที่พายุเข้าติดต่อกับที่บ้านไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเลย

“สิ่งที่ได้เรียนรู้คราวนี้ก็คือความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ในจักรวาล ธรรมชาติยิ่งใหญ่เสมอ ทำให้อัตตาเราเล็กลง จงเจียมตัวเจียมใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไรมากไป บอกตัวเองว่าได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว รอดมาได้ปลอดภัย เคยเจอพายุใหญ่ๆ แบบนี้ที่ญี่ปุ่นมาสองครั้ง ครั้งแรกติดอยู่ที่โรงแรมริมทะเล ออกไม่ได้ 3 วัน 3 คืน โรงแรมสั่นไหวไปหมด ธรรมชาติเขายิ่งใหญ่มากจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565926

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:51 น.

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง (2)

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style

ต่อจากฉบับที่แล้วเราพูดกันถึงความเป็นส่วนบุคคลในแง่ของร่างกายในส่วนของกายหยาบ ซึ่งในวันนี้เราจะพูดถึงในส่วนของกายละเอียดก็คือในส่วนของจิตใจ วิธีการมอง “ร่างกาย” นั้นมองได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองในแง่มุมไหน

ตัวอย่างเช่น หากจะมองร่างกายในแง่ของชีววิทยาล่ะ ร่างกายนี้ก็เป็นเพียงแค่พาหนะของหน่วยพันธุกรรมหรือยีน ดีเอ็นเอ (Gene, DNA) ที่ใช้อยู่เพียงชั่วคราวในการสืบต่อเผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ ตามหลักของวิวัฒนาการนั่นเอง (การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในประชากรของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เพื่อให้รุ่นต่อๆ ไปสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดต่อไปได้)

แล้วถ้ามองในแง่ของควอนตัมฟิสิกส์ล่ะ นั่นคือการมองร่างกายเป็นสสาร อนุภาค อะตอมหรือเซลล์ พลังงานในฟิสิกส์ไม่ว่าจะเป็นความร้อน แสงสว่าง พลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานศักย์ไฟฟ้า ที่สะสมอยู่ในวัตถุ กฎของแรงดึงดูดที่มีในระบบสุริยะ ทุกสรรพสิ่งสั่นสะเทือนเกิดเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นพลังชีวิต ซึ่งสำหรับโยคะแล้วพลังสั่นสะเทือนทุกชนิด คือ ปราณ (ปราณ คือ พลังงานที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งแทรกซึมอยู่ในมวลสารผ่านระบบจักรวาลในทุกระดับ ในโลกก็แทรกซึมอยู่ในพืช อาหาร น้ำ อากาศ เป็นต้น)

ในเทอมของโยคะ ความเป็นส่วนบุคคลในจิตใจนั้นไม่มี เพราะในโยคะสูตรพูดถึงการละทิ้ง การยอมแพ้ การปลดปล่อย (Vairagya, วิราคะ, Detachment)

จนกระทั่งผู้ฝึกสามารถรับรู้ถึงความชั่วคราวในโลกใบนี้เพื่อสามารถเข้าสู่การหลุดพ้นได้ (Moksha โมกษะ) การพัฒนาจิตใจคือส่วนที่สำคัญที่สุดเพื่อนำเราไปสู่โยคะขึ้นสูง (Higher Yoga) ดังนั้นความเป็นส่วนบุคคลมีแค่ทางร่างกายแต่ไม่มีทางใจเพราะจิตที่อิสระจะไม่มีการยึดติด

การตีความในภาพที่ 1 มาจากคุณเจน จิต ผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดสุดคลาสสิก ในภาพแรกเด็กน้อยค่อยๆ  คลายเชือกที่เกี่ยวพันรัดพันธนาการตัวเองไว้ลงไปเรื่อยๆ จนเบาลง ส่วนภาพที่ 2 คือ ภาพใบไม้ที่ค่อยๆ เฟดจางลงๆ จนกระทั่งหายไปหลอมรวมไปกับธรรมชาติทั้งสองเป็นการสื่อถึงการไม่ยึดติด ปล่อยวาง การสูญสลาย

วิราคะจะเกิดขึ้นได้เมื่ออัตตาไม่ยิ่งใหญ่ หากเราใช้อัตตาแต่น้อย ใช้ให้เป็นก็ใช้มันเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการดำรงชีวิตก็พอ ใช้ให้เหมาะสมเพื่อให้เราเอาตัวรอดได้ในสังคม หาเงิน เลี้ยงชีพ ทำหน้าที่ตามภาระความรับผิดชอบเพียงแค่นั้น จงอย่าให้มันเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือเป็นตัวแทนของทุกสิ่งของจิตวิญญาณ แล้วชักนำเราไปให้อยู่ใน “มายา” สู่ความโลภ ความอยากแบบไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเราตระหนักรู้ในร่างกายของตน ในจิตใจของตน ความเป็นปัจเจกของตัวตน สิ่งที่ทำให้ฉันเป็นฉัน คือความอหังการ ที่นำไปสู่โลกของจินตนาการและการแบ่งแยกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีเพียงแค่การละทิ้งความอหังการเท่านั้นจึงเป็นหนทางสู่ความเบาและอิสรภาพ

สุดท้ายนี้ขอฝากทิ้งท้ายด้วยคำพูดของกูรูจีท่าน บี เค เอส ไอเยนการ์ ว่า “การเดินทางที่แท้จริงของโยคะคือการย้อนกลับสู่ภายใน” (จากหนังสือฉบับแปล Light on Life)

แล้วพบกันฉบับหน้าค่ะ CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน  Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog 

จับเข่าคุยสองผู้บริหารสาวต่างขั้ว พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม + อรลดา เผ่าวิบูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:27 น.

จับเข่าคุยสองผู้บริหารสาวต่างขั้ว พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม + อรลดา เผ่าวิบูล

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ถึงจะจั่วหัวว่าต่างขั้ว เพราะในขณะที่ “เจี๊ยบ” อรลดา เผ่าวิบูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย เติบโตมาจากสายการเงิน ส่วน “แพร” พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกฎหมายและสินไหมทดแทน บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ที่ทั้งชีวิตหล่อหลอมมาในเบ้าของกฎหมาย

แต่เมื่อทั้งสองโคจรมาเจอกัน กลับกลายเป็น “Perfect Match” ที่ลงตัวราวกับอาหารจานเด็ดที่ผสานรสชาติเปรี้ยวหวานได้อย่างกลมกล่อม

แพร คือ กรมธรรม์ที่อัดแน่นไปด้วยสาระ

“เรารู้จักกันมา 2-3 ปี แต่เพิ่งได้มาทำงานร่วมกันประมาณ 1 ปี” เจี๊ยบในฐานะพี่ใหญ่เปิดฉากเล่าถึงความสัมพันธ์ที่ไม่น่าโคจรมาพบกันของทั้งคู่

“ช่วงแรกๆ ที่รู้จักกันจะเน้นไปที่เรื่องของงานมากกว่า จนปีที่แล้ว บริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เลยได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกับแพร ซึ่งตอนนั้นเราเหมือนสวมหมวกคนละใบคือ เจี๊ยบจะเป็นฝ่ายผู้ถือหุ้นเดิม และแพรเป็นตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามา”

ด้วยสถานะนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันมากขึ้น จากสถานะคำเรียกคุณที่ดูเหินห่าง ก็เริ่มอัพเลเวลสู่การเป็นพี่เป็นน้อง

“เราต้องทำงานร่วมกันตลอด ช่วงนั้นเป็นช่วงที่องค์กรต้องมีการเปลี่ยนผ่านหลายอย่าง เพราะเราเป็นบริษัทประกันภัยของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 76 ปี ตอนนี้เราต้องการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีเพื่อการทำงานที่มีความรวดเร็วและทันสมัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ลูกค้า การพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญให้บุคลากร และการจัดทัพองค์กรใหม่ด้วยการนำมืออาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากแวดวงประกันภัยเข้ามาบริหารงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำพาองค์กรไปสู่การแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตให้กับ TSI อย่างมั่นคงในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นความสัมพันธ์แบบพี่สาวน้องสาว แต่เจี๊ยบบอกว่า การทำงานร่วมกัน กลับทำให้เห็นแพรในมุมมองที่เป็นผู้ใหญ่

“เวลาทำงานร่วมกัน เขาเหมือนเป็นอีกส่วนผสม ที่ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าการตัดสินใจเราครบถ้วนรอบด้าน เพราะคนทำงานกฎหมายเขาจะรอบคอบอยู่แล้ว ที่สำคัญเวลามองปัญหา เขาจะพยายามมองอะไรโดยดึงตัวเองออกมาข้างนอก แล้วมองเข้ามาใหม่ เพราะฉะนั้นเราจะสบายใจมากถ้ามีเขาอยู่ และทำงานได้รวดเร็วมาก (เมื่อมีนักกฎหมายข้างๆ) ที่สำคัญเราเป็นคนตรงไปตรงมาทั้งคู่ เวลาคุยงานหรือตัดสินใจอะไร ไม่ต้องเสียเวลา ชักแม่น้ำทั้งสิบ”

สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่เข้ากันได้ดี เจี๊ยบมองว่า เพราะแพรมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวค่อนข้างสูง บางมุมอาจจะมีความเป็นน้องเล็กบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่คิดว่าจะเราต่างกันน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์บางอย่าง

“เห็นแพรวันนี้ บอกเลยนี่เป็นลุคที่เรียบที่สุดของเขา เขาเป็นคนแฟชั่นมากจนบางทียังแอบสงสัยว่านี่คือนักกฎหมายเหรอ (หัวเราะ) แต่ก็ยอมรับนะว่าหลายครั้งที่เรามองการแต่งตัวของเขาว่าเป็นสีสันดี เพราะเจี๊ยบจะแต่งตัวค่อนข้างเรียบ”

สำหรับเจี๊ยบ เธอเปรียบเทียบว่าแพรเหมือนเป็นกรมธรรม์ที่อัดแน่นไปด้วยประโยชน์ มีสาระ มีความคุ้มครอง

“เวลาเจี๊ยบทำงานมีหลายอย่างที่เราไม่รู้ มีความเสี่ยงหลายอย่างที่เราต้องเจอ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่ามีแพรไว้คืออุ่นใจ เหมือนซื้อประกันมีกรมธรรม์คุ้มครองให้เราเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องระวังหลัง”

เจี๊ยบ คือ เบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุด

“ช่วงที่มาทำงานด้วยกัน อาจเพราะเรามีแบ็กกราวด์อยู่ต่างประเทศมาคล้ายๆ กัน เราเลยมีมุมมองความคิดหลายๆ อย่างในการทำงานคล้ายกันมาก ที่สำคัญเราเป็นคนพูดตรงเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น หลายครั้งที่พอเราต้องมาแก้ปัญหาด้วยกัน เลยเหมือนเรายิ่งเข้ากันได้” แพรเล่าไปขำไป ก่อนจะเฉลยว่า

“เชื่อมั้ยว่า ตอนนี้เรานั่งทำงานห้องเดียวกัน จากแต่ก่อนแพรนั่งทำงานอยู่ชั้น 4 คุณเจี๊ยบตัดปัญหาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปปรึกษากัน ให้ย้ายไปทำงานห้องคุณเจี๊ยบเลย ส่วนห้องแพรก็ยกให้คนอื่นไป”

นอกจากจะถูกคอเรื่องงาน สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่คลิกกันอย่างรวดเร็ว อาจเพราะเคมีที่ตรงกัน

“แพรสังเกตว่าเวลาเราคุยอะไรกันก็ตาม ไม่ต้องพูดเยอะ พูดมานิดเดียวก็เข้าใจ ที่สำคัญคุณเจี๊ยบเข้าใจมุข 5 บาท 10 บาทของแพร (หัวเราะ) คุณเจี๊ยบไม่ดุนะคะ แต่เป็นคนเด็ดขาด เป็นคนให้โอกาสคน จริงจังในการทำงาน”

หลังจากฟังแต่เรื่องที่ทั้งคู่เข้าขากันได้ดีจนน่าอิจฉา มาถึงเรื่องที่ทั้งคู่เห็นต่างกันบ้าง งานนี้ทำเอาสาวนักกฎหมายคิดสักพักก่อนตอบว่า

“เรื่องงานไม่ค่อยมี จะมีคือบางครั้งแพรอาศัยความเป็นน้องเล็กมาใช้บ้าง ยกตัวอย่างอาหารเที่ยงมีปลาอยู่ข้างหน้า แพรจะไม่กิน จนคุณเจี๊ยบถามก็จะบอกว่า ไม่มีคนแกะให้ (หัวเราะ)”

ยังไม่สิ้นเสียงหัวเราะ เจี๊ยบที่นั่งอมยิ้มอยู่ข้างๆ ก็แซวให้ยิ่งเขินว่า “น้องก็รู้ตัวเนอะ”

ถามถึงข้อดีของการมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นคนรู้ใจ แพร ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า แพรเอนจอยอยู่กับเพื่อนรุ่นพี่ เพราะในความเป็นเด็ก ทำให้เรามีโอกาสจะได้เรียนรู้จากรุ่นพี่เยอะ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาตัวเอง

สำหรับแพรเธอเปรียบเทียบว่าพี่สาวคนสวย เหมือนกับเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดเวลานี้

“ในชีวิตแพรไม่ค่อยมีเรื่องตัวเลขเท่าไหร่ ในทางกฎหมายเราเน้นตัวอักษรเยอะ คนเรียนกฎหมายไม่ชอบเลขโดยพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอมาเจอคุณเจี๊ยบ เขาเป็นอีกด้านของเรา เขาเข้าใจตัวเลขที่ผุดขึ้นมาตลอด เพราะฉะนั้น สำหรับแพรในมุมหนึ่งที่บอกเป็นเบี้ย คือ สะท้อนถึงคุณเจี๊ยบในแง่ของผู้หญิงที่เก่งเรื่องตัวเลข การเงิน บัญชี

แต่อีกความหมายคือ เวลาที่เราจ่ายเบี้ยก็เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง สำหรับแพรถ้าการจ่ายเบี้ยนั้นอยู่ในมือคุณเจี๊ยบ แพรถือว่าเป็นเบี้ยประกันที่จ่ายแล้วคุ้มเงินที่สุด เพราะคุณเจี๊ยบเป็นเมนเทอร์ที่ดีมากๆ โดยเฉพาะในการทำงาน” แพรทิ้งท้าย

เปิดประตูไปอยู่นอกคอมฟอร์ตโซน กับ‘ผมม้าพาเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565920

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 11:03 น.

เปิดประตูไปอยู่นอกคอมฟอร์ตโซน กับ‘ผมม้าพาเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : ผมม้าพาเที่ยว

มนุษย์เงินเดือนที่ใช้วันหยุดไปกับการเดินทาง “บิว” สุรีพงศ์ เทพพิทักษ์ สาวผมม้าที่ชอบเขียนบันทึกการเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก ผมม้าพาเที่ยว จนกลายเป็นไอดอลของสาวออฟฟิศที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

“วันจันทร์ถึงศุกร์เราทำงาน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์บิวกับแฟนจะไปท่องเที่ยว โดยหาสถานที่ใกล้ๆ ที่สามารถขับรถไปได้ ไปเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน หรือถ้าไกลหน่อยก็จะวางแผนพ่วงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะเราสองคนคิดว่าการได้ไปเที่ยวคือการพักผ่อน คือการออกไปใช้ชีวิต และคือความสุขที่ได้ออกไปเจอ

สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทาง” วิศวกรออกแบบ วัย 27 ปี กล่าว

คาแรกเตอร์ของสาวผมม้าขาลุยคือ ภาพความสนุกและความสดใสที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ อยากแพ็กกระเป๋าไปตามรอย โดยปีนี้เธอท้าทายตัวเองด้วยการเดินป่าขึ้นเขาอย่างหนักหน่วงทั้งสันหนอกวัว ม่อนจอง ดอยมด ดอยหลวงตาก ดอยหนอก ภูสอยดาว เขาหลวง ลำคลองงู เขาโปกโล้น และใกล้ๆ นี้

ยังมีวางแผนไปภูอีเลิศ จ.เลย

“เรื่องราวในเพจจะเป็นการเล่าผ่านตัวบิวว่า เมื่อได้ไปยืนตรงนั้นแล้วรู้สึกยังไง เรามองเห็นอะไร รวมไปถึงระหว่างทางว่าเราเจออะไรบ้าง ซึ่งถ้าถามว่าบิวชอบเที่ยวแบบไหน ยังตอบไม่ได้ว่าสไตล์ของตัวเองคืออะไร เพราะบิวมีความสุขกับการเที่ยวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ดำน้ำ เดินป่า ขึ้นเขา เดินในเมือง ขอแค่ได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้เราก็พอแล้ว”

เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางทำให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทริป และทำให้เธอโตขึ้นผ่านการพบเจอผู้คน ทั้งมิตรภาพจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่อุปสรรคที่สอนให้แก้ปัญหาและก้าวข้ามความรู้สึกด้านลบให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง

นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เธอกับคนรักได้เรียนรู้กันและกัน ได้ช่วยเหลือกัน และได้สร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันซึ่งส่งผลให้ความรักแข็งแรงขึ้น

บิว กล่าวทิ้งท้ายถึงพนักงานประจำอย่างเธอว่า เวลาทำงานให้ทำงานอย่างเต็มที่ และอย่าลืมพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งการท่องเที่ยวคือตัวเลือกหนึ่งที่ทำให้ทุกคนออกไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้อยู่ในโลกที่ไม่เคยอยู่ และได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย

“แต่เชื่อเถอะว่า นอกคอมฟอร์ตโซนมีสิ่งสวยงามและมีความสุขรออยู่เสมอ”

เปิดประตูแล้วออกเดินทางไปกับเธอได้ที่เพจ ผมม้าพาเที่ยว ไดอารี่การเดินทางที่จะให้แรงบันดาลใจและจะทำให้เห็นว่าใครๆ ก็ไปเที่ยวได้แม้ต้องทำงานประจำ 

‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565917

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 10:41 น.

‘ใช้โอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุด’ ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ   

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ถ้าจะนึกถึง เอ-ลิสต์ ของบุคคลที่คร่ำหวอดกับการบริหารเพื่อเสริมทัพให้กับองค์กรได้ก้าวไปอย่างมั่นคง ม.ล.วัลลีวรรณ วรวรรณ คือหนึ่งในผู้บริหารที่เป็นทั้งสมองและหัวใจ ของบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น หรือชื่อเดิมที่คุ้นหูคนไทยมากว่า 50 ปี คือ บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2510 โดยกลุ่มธุรกิจ ตระกูลศรีวิกรม์

ปัจจุบันเป็นผู้นำในด้านการผลิตพรมทอมือและพรมทอเครื่องแอ็กซ์มินสเตอร์ระดับโลกในชื่อ “รอยัลไทย” และยังได้ขยายกิจการไปสู่การเป็นองค์กรระดับสากล โดยมีการลงทุนในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในประเทศอังกฤษ และลงทุนร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในธุรกิจวัสดุหุ้มบุในรถยนต์และรถโดยสาร โดยทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจได้ดำเนินกิจการเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก

ม.ล.วัลลีวรรณ ย้อนภาพในอดีตให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ดำเนินชีวิตเรียบๆ ตั้งแต่เด็ก มีหน้าที่เรียนก็เรียนและก็ตั้งใจทำให้ดี แต่ก็รักษาบาลานซ์ชีวิตคือไม่ได้คร่ำเคร่งอะไรมากนัก

“จนถึงทางแยกที่จะก้าวสู่สายอาชีพ ก็ยังไม่ค่อยรู้ถึงความชอบจริงๆ ของตัวเองเท่าไร จึงเลือกสาขาที่เรียนแบบกลางๆ ไว้ก่อน คือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุดผกผันของตัวเองอยู่ที่วันหนึ่งเพื่อนมาชวนไปสมัครสอบชิงทุนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเราก็ไปสมัครเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที โดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ แต่คนที่ได้นั้นกลับเป็นเรา ทำให้ชีวิตหลังการจบ ป.ตรี ก็ต้องบินไปเรียนต่อระดับ ป.โท สาขาการเงินและการตลาดที่ Sloan School of Management, Massachusetts Institute of Technology, USA ถ้าถามว่าที่นี่ทำให้เราแกร่งมาจนถึงวันนี้ไหม ก็ต้องบอกว่า ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราเรียนรู้ที่จะต้องต่อสู้กับชีวิต ฝึกให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย และเปลี่ยนมุมมองในการมองภาพตัวเองในอนาคตได้ชัดขึ้น

แต่ความแกร่งของเรานั้น กลับมาจากการที่เราได้มีประสบการณ์ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ที่ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นการใช้ทุนให้กับธนาคาร หลังจากที่เรียนจบกลับมานั่นเอง ที่นี่เราได้รับประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ด้านการเงินและการบริหาร ตั้งแต่สมัยที่ บัญชา ล่ำซำ ยังเป็นประธานฯ และยังมีผู้บริหารอีกหลายท่าน ซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ที่ได้ทุนมาเช่นกัน ต้องบอกว่าเราโชคดีที่เราได้เริ่มต้นการทำงานกับบุคคลเหล่านั้น”

จนกระทั่งเธอย้ายมาทำงานที่บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างกิจการของรัฐกับบริษัทเอกชน (ปัจจุบันเป็นส่วนงานหนึ่งของ PTT Global Chemical) ก็ได้ร่วมงานกับผู้บริหารเก่งๆ อีกหลายท่าน เช่น สิปปนนท์ เกตุทัต ชุมพล ณ ลำเลียง ศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ และอีกหลายๆ ท่าน

“เราก็นับถือท่านเป็นครูทางสายอาชีพของเรามาจนถึงวันนี้ จนในปี 2533 ได้รับการทาบทามจากคุณเฉลิมพันธ์และคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ให้เข้ามาช่วยทำงานในกลุ่มศรีวิกรม์ โดยได้เริ่มงานเป็นกรรมการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางนาเซ็นทรัล พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มศรีวิกรม์และกลุ่มเซ็นทรัล ก็ทำให้เราได้รับถ่ายทอดประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการมาจากท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นด้วย และได้ผ่านความยุ่งยากในช่วงเวลาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้ใช้ความรู้ความสามารถจัดการแก้ไขปัญหา ปรับโครงสร้างหนี้ และจัดการเรื่องการเงินของบริษัท”

จนเมื่อปี 2543 ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอร์เรชั่น หรืออุตสาหกรรมพรมไทย ในสมัยนั้น และเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีวิกรม์กรุ๊ป โฮลดิ้ง ตั้งแต่ปี 2555 และล่าสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2561 ก็ได้รับมอบหมายตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น การเป็นมืออาชีพที่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดขององค์กร ในวัยที่เกษียณแล้วของคนส่วนใหญ่ แต่ ม.ล.วัลลีวรรณ เหมือนเดินย้อนศร

“คือเราได้รับโอกาสนั้น ซึ่งก็พูดติดตลกกับน้องๆว่า ‘ชีวิตพี่เริ่มต้นเมื่ออายุ 60…’ มองว่าคนวัยเกษียณใน พ.ศ.นี้ ไม่ใช่ของล้ำค่าที่ต้องถูกกักเก็บไว้เพียงเพราะอายุถึงเกณฑ์ที่ถูกกำหนด หรือถึงวัยที่ต้องหมดไปกับการย้อนเวลาไปสังสรรค์ เล่าเรื่องเก่า และรอเวลาที่พบปะลูกหลานเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ายังมีพลังอยู่และยังมีงานที่ต้องดำเนินต่อไปให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะเป็นกำลังผลักดันให้มีแรงในการทำงาน

ยิ่งได้ทำงานร่วมกับคนหนุ่มที่พลังล้นอย่าง คุณเอ-พิมล ศรีวิกรม์ ประธานบริษัท ที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล บริหารงานอย่างมืออาชีพ และคิดบวกตลอดเวลา รวมถึงทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดใหม่ๆ จึงเป็นการเติมพลังให้ได้สดชื่น และกระปรี้กระเปร่าในการทำงาน”

จะเห็นได้ว่าสองสามปีก่อนหน้านี้ ม.ล.วัลลีวรรณ ก็ได้เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ร่วมกันพัฒนาไปกับทีม ส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในธุรกิจผลิตพรม และส่งออกพรมชั้นนำของโลก และทุกธุรกิจที่ถืออยู่ในมือก็เป็นธุรกิจที่มีอนาคต โดยตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ว่าจะสามารถแตะ 1 หมื่นล้านบาทให้ได้ สำหรับแผนการอนาคต เธอก็อยากมองเห็นบริษัทเติบโตไปในทิศทางที่มุ่งหวังไว้ ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและจะสร้างแนวทางไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต จะได้มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ความสำเร็จของ ม.ล.วัลลีวรรณ นั้น ถ้าจะให้สรุปความให้ได้ว่ามาจากสิ่งใด เธอบอกว่า

“เป็นเรื่องของการทำงานแบบมีเป้าหมาย มองไปข้างหน้า คิดวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้บรรลุผลตามเป้าหมาย มองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นและหาแนวทางป้องกันและแก้ไขตั้งแต่ก่อนจะเกิดเหตุ หากเราคิดรอบด้านแล้วจากข้อมูลทุกอย่างที่เรามีในขณะนั้นแล้วยังเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมา ก็จะไม่เสียเวลาโทษใครหรืออะไร แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

การเป็นผู้บริหาร นอกจากจะมองภาพรวมของบริษัทแล้ว ยังต้องมีความละเอียดในจุดที่ควรให้ความสนใจ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะสอนให้เราเรียนรู้ได้เอง” 

เปิดอาณาจักร แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าแม่ภารต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565694

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

เปิดอาณาจักร แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าแม่ภารต

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ได้ชื่อเป็นซีอีโอข้ามเพศที่รวยที่สุดในประเทศไทย “แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” แห่ง บริษัทเจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย นำเข้าลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากทั่วโลก ที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าแม่กินรวบไปทุกช่องสถานีโทรทัศน์

ช่องต่างๆ ล้วนซื้อลิขสิทธิ์จากเจเคเอ็นไปออกอากาศ โดยเฉพาะซีรี่ส์อินเดียที่ขายได้เป็นพันล้าน จนได้ฉายาว่า “เจ้าแม่ภารตพันล้าน”

ไม่เพียงนำคอนเทนต์จากทั่วโลกมาสู่ไทย แต่ แอน จักรพงษ์ ยังนำคอนเทนต์ไทยสู่สายตาประชาชนยังดินแดนอื่นด้วย อย่างการค้าคอนเทนต์กับประเทศเวียดนาม

“ประเทศเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านประเทศไทย มีทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายคลึงกับความเป็นไทย กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มโทรทัศน์ เจ้าของสื่อสารมวลชนทั้งหลาย เรียกว่าเทเลคอมมิวนิเคชั่นคอมปานีบรอดเคสเตอร์ เราคือธุรกิจบีทูบีไม่ใช่บีทูซี แต่ว่าคนที่เดินกันตามท้องถนนนั่นแหละคือลูกค้าของลูกค้าอีกทีหนึ่ง

เวลาเรานำสินค้าที่ดีคือคอนเทนต์ที่เขาสามารถสร้างเรตติ้งได้ เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าเขาคือใครในการบริโภค วัฒนธรรมของเขา ของเรา ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามนะ เมียนมา ลาว แคมโบเดีย หรือจีน เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเราหมดเลย”

ชั่วโมงชีวิตของ แอน จักรพงษ์ สนุกไปกับการทำงาน เดินทางไปเจรจาธุรกิจดูคอนเทนต์ทั่วโลก และในไทยใช้เวลาอยู่ที่บริษัทเต็มชั่วโมงทำงานทุกๆ วันที่อาณาจักรเจเคเอ็น บนพื้นที่ 15 ไร่ย่านศาลายา จ.นครปฐม

หาก “บ้าน” เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอให้ความสำคัญมากจะไม่รับแขกทางธุรกิจที่บ้าน ถ้าไม่เหนื่อยล้าเกินไปจะต้องกลับมานอนที่บ้านเสมอ

ล่าสุดทุ่มทุน 150 ล้านบาทซื้อบ้านในโครงการเดียวกัน 5 หลัง ให้ พ่อ แม่ น้องอยู่คนละหลัง มีป้ายชื่อขนาดใหญ่หน้าบ้านว่า “บ้านจักราจุฑาธิบดิ์”

มี 3 หลังติดกันอยู่ในกำแพงเดียวกัน มีทางเดินในสวนเชื่อมต่อกันแต่ละบ้าน แต่ละหลังมีชื่อเรียก คือ บ้านสุรสวดี บ้านอุมาเทวี และบ้านลักษมี ของเธอเองส่วนอีก 2 หลังอยู่ในซอยถัดไป คือ บ้านปารวดี และบ้านวิษณุ

“เพิ่งเสร็จย้ายมาอยู่ได้เดือนเดียวเอง เลือกทำเลนี้เพราะใกล้กับบริษัท เป็นโครงการไฮแอนด์เราต้องการซูเปอร์ซีเคียวริตี้ และต้องการความเป็นส่วนตัว”

แอน จักรพงษ์ เท้าความหลังตอนหนีออกจาก คฤหาสน์ปลายฟ้า มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “บ้านบนพื้นที่ 3 ไร่ มีสระว่ายน้ำลอยฟ้า แต่บ้านนั้นมีความทรงจำที่เราต้องเก็บสิ่งที่เราเป็น

พอเราออกมาก็ไปกราบคุณแม่ แล้วบอกว่าตอนนี้เราเป็นสตรีข้ามเพศพันล้านแล้วนะ แม่ยอมรับได้ไหม แม่บอกยอมรับได้ทุกอย่าง ร้องห่มร้องไห้กอดกันปานจะตายไปข้างหนึ่ง

ก็เลยบอกคุณแม่ว่าไม่อยากจะอยู่ในความทรงจำเก่าๆ แล้ว เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็แยกทางกัน ตัวแอนเองก็ออกมาจากบ้านท้ายสุดน้องสาวก็ตามกันมา

มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของการที่ว่าเราทนอยู่ไม่ได้แล้วกับสังคมเก่าๆ และการไม่ถูกยอมรับของคุณแม่สมัยก่อน แต่พอคุณแม่ยอมรับได้เรากลับรู้สึกอึดอัด เพราะการที่เราอยู่บ้านหลังเดียวกัน ที่จอดรถเดียวกัน ทางเข้าที่เดียวกัน ตลอดจนห้องอาหารที่เดียวกัน ห้องนอนก็ขึ้นบันไดทางเดียวกัน พูดง่ายๆ ถ้าอยู่บ้านหลังเดิมไม่สามารถพาผู้ชายเข้าบ้านได้เลย (หัวเราะ) เพราะจะถูกจับจ้อง แต่คุณแม่ก็ให้เกียรติมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

แต่เป็นความทรงจำที่เราไม่เคยลืมเนอะพอเราเป็นผู้หญิงเต็มตัวตอนอายุ 40 มันต้องมีความเข้าใจว่าทำยังไงเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว ก็เลยซื้อทั้งหมด 5 หลัง โดย 3 หลังแรกต่อกันเลย คุณแม่หลังหนึ่ง น้องสาวหลังหนึ่ง เราก็ได้เจอกัน

ที่สำคัญได้รู้ว่าใครมาใครไป หมายถึงว่าใครอยู่ ใครป่วยอะไรต่างๆ เพราะด้านหลังจะเป็น Service Corridor คือทุกคนที่เป็นทีมงานก็อยู่ด้านหลัง

มีที่จอดรถของใครของมัน ทางเข้าบ้านของใครของมัน แต่ถ้าวันไหนอยากกินข้าวด้วยกันก็มาบ้านเราได้ เพราะใหญ่สุดเป็นการตอบโจทย์ที่ดี เพราะเราคิดว่าการอยู่แบบกงสีทั้งในบ้านและที่บริษัทนี่อึดอัดมากนะถ้าบริหารไม่ดี”

บ้านลักษมี คือหลังของเธอ อยู่ด้านในสุดมีสระว่ายน้ำขนาดย่อม “ข้างสระมีสปา มีเซาน่า มีห้องสตรีม เราต้องการสระเล็กๆ ไว้แช่ให้คลายร้อน ไม่ต้องการใหญ่แบบคฤหาสน์ปลายฟ้าที่เราหนีออกมาเหมือนเป็นสโมสรให้คนมาว่ายน้ำเลยล่ะ แล้วไม่มีคนว่ายหรอก มีแอนคนเดียวสมัยก่อนตอนยังเป็นผู้ชายนะ เปลืองค่าดูแลมาก

เอาเข้าจริงๆ สระว่ายน้ำเราเอาไว้ใช้บำบัดตัวเรา จุ่มตัวลงไปหลังจากเซาน่า หลังจากสตรีม ก็ว่ายวนไปวนมาแล้วรู้สึกตัวเบาๆ ขึ้นมาอาบน้ำล้างตัวหน่อยแล้วก็นอนหลับสบาย”

ภายในตกแต่งแบบโมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ แน่นอนว่ามีกลิ่นอายภารต จากข้าวของเครื่องใช้ ชุดเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่เธอสรรค์สร้าง ชั้น 2 มีเพียงส่วนของห้องนอนห้องนั่งเล่นดูโทรทัศน์ และอีกพื้นที่ครึ่งหลังเป็น วอล์กอิน คลอเซต

“เวลาคุณเดินเข้ามาคุณจะรู้เลยว่านี่คือบ้านแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ แน่นอน ขึ้นมาก็จะเป็นห้องเก็บส่าหรี ห้องเก็บเครื่องเพชร ห้องเก็บกระเป๋า และชุดส่าหรีซึ่งมีมากกว่า 300 ชุดน่ะ มันเยอะมากมายมหาศาลเหลือเกินที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่าเรามีรสนิยมแตกต่างจากคนอื่น แต่อยู่บนพื้นฐานของคำว่าโมเดิร์นลักซ์ชัวรี่

มันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งเวลากลับมาบ้าน เพราะบ้านคือเรา เราก็คือบ้านทุกสิ่งทุกอย่างตอบโจทย์มาก ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน แอนมีห้องบอดี้การ์ดอยู่ด้านล่างด้วยนะ ก็คือบอดี้การ์ดอยู่กับเรา 24 ชั่วโมง”

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่นำเข้าและสร้างขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ “เรียกว่ามี สถาปนึก (หัวเราะ) เรานึกแล้วเขาก็เสกให้เรา เขาก็ทำสำเร็จมาให้เรา ก็มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากอิตาลี อะไรที่มันดีที่สุดในโลกก็จะมาอยู่ที่นี้หมด อยากจะให้ไปดูที่บริษัทนะ ของสะสมที่บริษัทคือจิตรกรรมมาจากทั่วโลกของแท้ ประเมินมูลค่าไม่ได้เลย”

ในพื้นที่ยังสร้างห้องของสะสมขนาดย่อม เพราะของจริงอยู่ที่บริษัท เป็นห้องกระจก มองจากห้องรับแขก สระว่ายน้ำ ห้องดูโทรทัศน์ก็เห็นของสะสมภายในเป็นงานประติมากรรมต่างๆ ที่เธอสะสมมาตั้งแต่ปี 2014

บ้านไม่ต้องหลังใหญ่โตมาก เฟอร์นิเจอร์ก็มีน้อยชิ้นเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ขึ้นชื่อแอน จักรพงษ์ น้อยแต่อลังการ เพราะโจทย์ของชีวิตต้องดีที่สุด ลักซ์ชัวรี่ที่สุด และสามารถสะท้อนตัวตนของเธอ

คิดใหม่ทำใหม่ ทำใจให้เย็นเพื่อสุขระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565693

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

คิดใหม่ทำใหม่ ทำใจให้เย็นเพื่อสุขระยะยาว

เรื่อง กันย์  ภาพ pixabay

เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวผ่านไป 9 เดือน อะไรที่คิดว่าจะทำจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นก็ยังไม่ได้เริ่มสักที

กลับมานั่งคิดย้อนไปว่าเรามัวแต่ทำอะไรอยู่ บางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจ เหมือนย่ำอยู่กับที่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเริ่มตรงไหน วันนี้มีเทคนิคการเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขในระยะยาวได้อย่างไร?

1.มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเอง

การที่จะทำอะไรสักอย่างสำเร็จต้องมาจากความสมัครใจ และความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง พูดง่ายๆ คือต้องอินกับสิ่งที่จะทำ เพราะถ้าเรารู้สึกมุ่งมั่นอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และไม่รู้สึกฝืนใจตัวเอง จะมีพลังใจที่จะทำและมีความสุขกับการได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อว่าถ้าเรามีใจที่มุ่งมั่น จุดหมายก็อยู่ไม่ไกล

2.ตั้งเป้าหมายแล้วไปให้ถึง

การมีเป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์ ลองสังเกตว่าคนที่มีเป้าหมายในชีวิตมักจะอยู่อย่างมีความหวัง มีการวางแผนการใช้ชีวิตที่ชัดเจน และมีกำลังใจในการต่อสู้ ต่างกับคนที่ไม่มีเป้าหมาย มักเดินไปเรื่อยๆ ไร้ทิศทาง รู้สึกว่างเปล่า ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าหรือมีความสุขกับปัจจุบันได้เต็มที่

เราควรตั้งเป้าหมายในชีวิตกันดู อาจจะไม่ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่โตหรือกินระยะเวลานานก็ได้ เช่น ตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกายภายใน 6 เดือน หรือจะเก็บเงินซื้อบ้านภายใน 3 ปี เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายเราก็จะมีแรงบันดาลใจรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่ออะไร แล้วระหว่างทางของเราก็จะมีความหมายในทุกวัน

3.รักตัวเองอย่างที่เป็น

หลายคนรู้สึกไม่ดีกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ยิ่งเวลาเจอคนที่สวยกว่า ดูดีกว่าก็มักอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับตัวเอง อีกทั้งสังคมบ้านเรายังมีการล้อเลียนรูปร่างหน้าตาของผู้อื่นอยู่มาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปมในใจ บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจ บางคนกลายเป็นคนอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราไม่ควรจะปล่อยให้มันมาทำร้ายเรา

ดังนั้น เราควรเริ่มต้นจากการเคารพและรักตัวเองให้ได้ก่อน เปลี่ยนความคิดทางลบให้เป็นพลังบวก จำไว้ว่าทุกคนมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง และไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ถ้าเมื่อไรที่เราทำได้ เมื่อนั้นเราจะมีความสุขอย่างที่เราเป็น

4.บุคลิกภาพสร้างได้

บุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนภายนอกมองเห็นและสามารถบ่งบอกถึงนิสัย ความใส่ใจในตัวเองของแต่ละคนได้ บุคลิกภาพหมายรวมถึงท่าทาง การวางตัว การเดิน การพูด การใช้สายตา การแต่งกาย ทรงผม ฯลฯ คนที่มีบุคลิกภาพแย่จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ คนที่มีบุคลิกภาพหม่นหมอง หดหู่ก็จะแสดงถึงความไม่มั่นใจ ซึ่งอาจจะส่งผลไปถึงงาน รวมถึงทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงพลังลบไปด้วย

เรื่องบุคลิกภาพจึงเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ส่งผลทั้งกับเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงาน จึงไม่ควรละเลยควรฝึกให้เป็นคนมั่นใจ มีมารยาท รู้จักวางตัว ใช้สายตาและน้ำเสียงเหมาะกับคู่สนทนาหรือประเภทของงานตรงหน้า แต่งกายให้สะอาดเหมาะสมถูกกาลเทศะอยู่เสมอ

5.หัดแต่งตัวและแต่งหน้า

การแต่งตัวแต่งหน้าไม่ใช่เพื่อคนอื่นแต่เพื่อตัวเราเอง การที่เรารู้จักเสริมจุดเด่นเพื่อกลบจุดด้อยจะทำให้เรามีความมั่นใจและรู้สึกภูมิใจในตัวเองเพิ่มขึ้น เมื่อเรารู้สึกดีจากภายในก็จะส่งผลให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีออร่าความสุขส่งต่อไปแก่ผู้คนรอบข้างและการรู้จักแต่งตัวแต่งหน้าจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และทำให้หน้าที่การงานราบรื่นอีกต่างหาก

6.ออกจาก Comfort Zone

เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ การที่เราออกจาก Comfort Zone ที่คุ้นเคยเพื่อเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างได้ผล เนื่องจากจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้พบผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายเพศและวัย เราจะได้เจอกับความท้าทาย เห็นโลกกว้างขึ้นและอาจจะเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

7.เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

การเปลี่ยนแปลงตนเองให้สำเร็จ ควรเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หมั่นหาความรู้เพิ่มอยู่ตลอดเวลา เช่น ลงอบรมเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ลงเรียนภาษาเพิ่ม ติดตามข่าวสาร อัพเดท เทรนด์อยู่เสมอ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเราเอง

8.ออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องของการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่การออกกำลังกายจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เลือดลมไหลเวียน ทำให้สวยจากภายใน ช่วยลดความรู้สึกอ่อนแรงหงุดหงิดไปได้ การกินอาหารเพื่อสุขภาพก็เช่นกันจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งและห่างไกลโรคภัย

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะทำให้เรารู้สึกกลัวหรือกังวล ไม่แน่ใจในอนาคต บางคนอาจจะรู้สึกขี้เกียจ ไม่มีแรงใจที่อยากจะทำ แต่เพราะโลกนี้ต้องหมุนต่อไป เราเองก็ต้องเดินไปข้างหน้าเช่นกัน

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ทำทุกวันให้ดีที่สุด ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ทางที่ดีขึ้นทีละนิดละน้อย เมื่อเราเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย จิตใจ และทัศนคติแล้วออร่าความสดใสก็จะเปล่งประกายออกมา เห็นไกลๆ ยังต้องเหลียวหลังมอง

นอกจากนี้ เราก็จะเป็นคนใหม่ที่รู้จักรักตัวเองและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลายได้

สัญญาณเสี่ยง‘เริ่มไม่มีเงินเก็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565692

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

สัญญาณเสี่ยง‘เริ่มไม่มีเงินเก็บ’

เรื่อง ราตรีแต่ง

“การเงินมีปัญหา ถึงเวลาต้องปฏิวัติ” มาปลดแอกชีวิตการเงินแบบเดิมๆ ยกเครื่องใหม่ ทั้งในเรื่องความคิด ไปจนเรื่องสร้างวินัย ทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่ออนาคตการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิม

บางคนอายุ 30 กว่าๆ แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือไม่เคยมีเงินเดือนเหลืออยู่ถึงสิ้นเดือน

มีใครเป็นแบบนี้บ้าง!?! วันเงินเดือนออกเงินเหลืออยู่ 10-20% ซึ่งการมีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น ถ้ามองในด้านการเงินถือว่าเสี่ยงมากๆ หากเรามีเงินไม่พอใช้ทุกๆ เดือน และไม่มีวี่แววว่ามันจะดีขึ้น นั่นหมายถึงว่า นอกจากคุณจะเก็บเงินไม่อยู่แล้ว ยังมีเงินไม่พอใช้จ่ายอีกด้วย

หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ก็บอกว่ารายได้น้อย แต่อยากให้ลองดูพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่ มีใครเข้าข่ายอะไรบ้าง

ทนเห็นป้ายเซลไม่ได้

ป้ายสีแดงๆ ที่เขียนว่า Sale มันสุดสะดุดตาและดึงดูดเราให้รี่เข้าร้านไปโดยรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงเอยด้วยการซื้อของชิ้นนั้นกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็ของมันลดราคา” การตัดสินใจซื้อเพียงเพราะเสียดายโอกาส กลัวว่าการเซลครั้งยิ่งใหญ่ 80-90% ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก(ทั้งที่มันก็มีปฏิทินเซลประจำทุกปี) แต่ความกลัวพลาดชิ้นเด็ดที่หมายตาไว้ รีบซื้อเลยดีกว่า แบบนี้ก็คงไม่มีเงินเก็บแน่นอน

แล้วจะมีวิธีแก้ไขนิสัยช่างซื้อแบบนี้อย่างไร ก็แค่คุณกำหนดงบประมาณไว้ในการช็อปปิ้ง 10% ทุกๆ เดือน เซลครั้งใหญ่ก็ซื้อได้ในงบ (ที่จำกัด) เอาน่า… อย่างไรก็ได้ชิ้นใหม่

คนเดือนชนเดือน เพราะชอบซื้อแบบนี้ เงินเก็บไม่มี ควรสร้างหนี้เป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่น ผ่อนคอนโด ทาวน์เฮาส์ ให้เป็นภาคบังคับให้เราต้องจ่าย วันหนึ่งผ่อนหมดก็จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

เงินเดือนออกแล้วติดหรู

บางคนยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นแบบนี้ สิ้นเดือนก็ต้องนั่งแท็กซี่ต้องไปดูหนัง ต้องหาของกินร้านอร่อยๆ ชีวิตก็เลยอยู่มันไปแบบนี้แหละ ไม่มีเงินเก็บแต่มีหนี้ ใช้เงินเก่งแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่มีการวางแผนเรื่องเงินเลย แต่วางแผนไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละหลายหมื่นบาทไปจนแสนบาทด้วยบัตรกดเงินสด

คิดว่ามีเงินก็ใช้หาความสุขเงินเดือน 4-5 หมื่นบาท สิ้นเดือนก็จ่ายบัตรเครดิต (มีแทบทุกธนาคาร) สร้างหนี้ใหม่มาอีกไม่จบไม่สิ้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ยังมีช่วงชีวิตหรูหราไว้ให้จดจำ แต่เคยคิดถึงอนาคตบ้างไหมว่า ชีวิตของคุณกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” มาบรรจบกันเมื่อไร?

ไม่เคยบังคับตัวเอง

ใครไม่เคยทำ ลองทำ วิธีนี้โดยกันเงินใช้รายวันแลกธนบัตร 100 บาทเอาไว้เลย ใช้วันละ 200 บาท ใส่ถุงซิปไว้ 30 วัน แต่ละวันก็เอาออกมาใช้ทีละซอง เมื่อก่อนไม่ได้ทำแบบนี้ต้องมากลุ้มใจจะใช้เงินพอถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า ส่วนเงินเก็บเปิดบัญชีเงินฝากแบบฝากทุกเดือน ปีที่ได้ขึ้นเงินเดือนมาก ก็เปิดเพิ่มอีก 1 บัญชี โดยตั้งใจว่าจะพยายามเก็บเงินให้ถึงตามเป้าหมาย

รักความเสี่ยง (ด้านลบ)

การพนัน แทงหวย แทงบอล ถ้าไม่ได้มีองค์ประจำตัวหรือแหล่งเลขเด็ดที่จะทำให้คุณร่ำรวยได้จากช่องทางนี้ เอาเงินและเวลาของคุณไปสร้างธุรกิจด้วยมือของคุณจะน่ายั่งยืนและภูมิใจกว่ามาก

ติดใช้แบรนด์เนม

ข้อนี้คงโดนใจสาวๆ หลายคน กับเหตุผลของการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบราคา 6 หลักนั้น มันขายต่อได้ ราคาไม่ตก แต่ในวงการซื้อขายกระเป๋าเพื่อเอากำไร นอกจากราคากระเป๋า 5-6 หลักแล้ว ยังจะต้องมีอุปกรณ์เสริมไว้ดูแลกระเป๋าอีก ทั้งสเปรย์กันน้ำ ทั้งชุดทำความสะอาด แม้กระทั่งพากระเป๋าไปทำสปาครั้งละหลายพันบาท

หากคุณผู้หญิงเปลี่ยนใจจากการเสพติดกระเป๋ามาเป็นเสพติดการลงทุนแทน นอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกแล้วยังมีโอกาสทำให้เงินต้นงอกเงยอีกด้วย

หากใครยังเลือกใช้ชีวิตที่ไม่มีเงินเก็บ ด้วยไลฟ์สไตล์ดังกล่าวมา จะทำให้ติดกับดักวงจรชีวิตมนุษย์เงินเดือน สุดท้ายชีวิตในวัยทำงานแบบหนูถีบจักรก็จะหมดลง พร้อมกับสมุดเงินฝากที่มีเงินเก็บอันน้อยนิดจนไม่เพียงพอสำหรับเกษียณตัวเอง ชีวิตแบบนี้คือชีวิตเสี่ยงที่สุดแล้ว

พระรุ่นใหม่สร้างงานศิลป์ เพื่อเด็กและเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565691

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

พระรุ่นใหม่สร้างงานศิลป์ เพื่อเด็กและเยาวชน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ คอลเลกชั่น พระปัญญาชัย

ถ้าพูดถึงศิลปินผู้สร้างงานศิลปะของ จ.เชียงราย ณ เวลานี้ใครๆ ก็ต้องนึกถึงอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผู้สร้างวัดร่องขุ่น แต่ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็ต้องยกให้พระปัญญาชัย พุทธรักขิโต วัย 43 ปี แห่งสวนธรรมภูศิลป์ อ.พาน จ.เชียงราย

ท่านเป็นพระหนุ่มที่มีใจรักในงานศิลปะตั้งแต่เด็ก พยายามศึกษาเรียนรู้งานช่างและงานศิลปะตั้งแต่เป็นสามเณรจนกระทั่งอุปสมบท ที่สำคัญสามารถถ่ายทอดงานช่างและงานศิลปะให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

วันนี้มารู้จักชีวิตและการทำงานศิลปะของพระอาจารย์ปัญญาชัย เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้จักท่านดีพอ

ชอบงานศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

พระอาจารย์ปัญญาชัยชอบงานศิลปะมาตั้งแต่จำความได้ สมัยเรียน ป.3-4 หลังจากเลิกเรียนกินอาหารเย็นก็จะให้คุณตาพาไปส่งที่บ้านช่างพื้นบ้านในหมู่บ้านเพื่อเรียนวาดภาพและงานปั้น จากนั้นก็มาฝึกฝนที่บ้านจนสามารถวาดรูปได้ดี ส่วนงานปั้นก็ทำได้ไม่เลว นำหน้าเด็กๆ รุ่นเดียวกัน

พระปัญญาชัย เล่าว่า สำหรับงานปั้นวัสดุที่ใช้ในสมัยเด็กส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและขี้ผึ้ง เพราะสมัยนั้นตามชนบทหาดินน้ำมันยาก ขี้ผึ้งพอหาได้ก่อน ส่วนดินเหนียวก็ไปเอาในบ่อน้ำ ผลงานที่ปั้นส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป สิงโต เป็นต้น

ผลงานปั้นที่สร้างความภูมิใจตอนเรียนประถมคือ งานปั้นพระพุทธรูป โดยใช้พระพุทธรูปที่โรงเรียนเป็นแบบปั้นขนาดหน้าตักประมาณ 1 ศอก

“ช่วงปั้นพระพุทธรูปนี้อาตมาอยู่ ป.3-4 พอปั้นเสร็จปล่อยให้ดินเซตตัวแล้วยกขึ้นรถเข็นมาที่บ้าน โยมแม่เห็นตอนแรกตกใจแต่ก็ชื่นชม ถ้าถามความรู้สึกเกี่ยวกับผลงานชั้นนี้ ด้วยวัยที่ยังเด็กรู้สึกชอบและมองว่ามีความงามในระดับหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจ คือการนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็นปลาช่อน เสร็จแล้วนำไปวางในร่องน้ำจงใจให้ยายเห็น อยากแกล้งยายเล่น พอยายมาเห็นก็นึกว่าเป็นปลาจริง”

ใฝ่รู้ มุ่งมั่น อุตสาหะในงานศิลปะ

ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 ได้ศึกษาเรียนรู้งานศิลปะกับช่างศิลป์พื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานจิตรกรรม ทั้งงานประติมากรรม ฝึกฝนพัฒนาตัวเองทุกวันจนมีความสามารถในเชิงศิลปะที่ค่อนข้างโดดเด่นกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

ต่อมาเรียนจบชั้นป. 6 ก็ได้บวชสามเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม และพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (มัธยมศึกษา) จนจบ ม.6 ที่วัดป่าซาง อ.พาน จ.เชียงราย ได้เรียนวิชาศิลปะเพิ่มเติมจากอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ

นอกจากนี้ ได้ใช้วันหยุดไปศึกษาดูงานตามวัดและสถานที่ต่างๆ กลับมาก็ฝึกหัดพัฒนาฝีมือ และซื้อหนังสือศิลปะ เช่น หนังสือลายไทย มาศึกษาและฝึกหัดวาดตาม จนสามารถจดจำลวดลายต่างๆ และเขียนได้เป็นอย่างดี

แค่นี้ยังไม่พอ สามเณรปัญญาชัยมักจะนั่งรถเดินทางไปดูงานก่อสร้างและเรียนรู้งานช่างหลากสาขา ไม่ว่าจะเป็นช่างปูน ช่างปั้น ช่างไม้ ช่างจิตรกรรมฝาผนัง ช่างโลหะ จากช่างที่ได้รับการว่าจ้างจากทางวัดต่างๆ ให้มาสร้างโบสถ์ วิหาร ซุ้มประตู กำแพง หอระฆัง หรือเสนาสนะอื่นๆ ยิ่งถ้ารู้ว่าเป็นช่างฝีมือดีมักจะไม่พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ด้วย

ด้วยความเป็นสามเณรที่มีใจใฝ่เรียนรู้ ทำให้ช่างคนแล้วคนเล่าเห็นแล้วให้ความเอ็นดูและยินดีถ่ายทอดวิชาความรู้งานศิลปะและงานช่างที่ตัวเองถนัดด้วยความเต็มใจ

พอได้วิชาความรู้จากครูช่างที่หลากหลายก็กลับมาฝึกฝนพัฒนาตนเอง ณ วัดที่จำพรรษา โดยงานปั้นก็ใช้ดินเหนียว ดินน้ำมันและปูนฝึกหัดจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพในระดับน่าพอใจ ขณะเดียวกันเวลาที่วัดมีการก่อสร้างและบูรณะที่เกี่ยวกับงานวาดและงานปั้นก็จะอาสาช่วยรวมทั้งยังไปทำให้วัดอื่นๆ อีกด้วย

“ผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาส่วนใหญ่เป็นงานพุทธศิลป์ เช่น พระพุทธรูป และผลงานที่อิงพุทธศาสนาหรือแฝงด้วยคติธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น ครั้งเกิดอธิกรณ์กับอดีตพระยันตระ อาตมาเกิดความรู้สึกสะเทือนใจเลยเขียนภาพสะท้อนความรู้สึกเกี่ยวกับวงการพระพุทธศาสนาในขณะนั้น เป็นรูปพระพุทธเจ้าทรงยืนหันหลังและมีเสมาธรรมจักรอยู่เบื้องหน้าพระองค์ ในใบเสมาธรรมจักรจะมีรอยร้าวเพื่อต้องการสื่อให้รู้ว่าภัยพระพุทธศาสนากำลังเกิดขึ้น ตามคติความเชื่อของเราชาวพุทธเชื่อว่าศาสนาพุทธจะอยู่ได้ 5,000 ปี บัดนี้ก็ล่วงเลยมาเกินกึ่งหนึ่งแล้ว เราก็เริ่มเห็นภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา”

ทำงานศิลปะเต็มตัวและถ่ายทอดงานศิลป์แก่คนรุ่นใหม่

ช่วงใกล้จบ ม.6 (อายุ 17-18 ปี) ต่อเนื่องถึงจบ ม.6 พระปัญญาชัย (ขณะนั้นยังเป็นสามเณร) ได้ทุ่มเทกับงานศิลปะทั้งงานจิตรกรรมและประติมากรรมอย่างมาก นอกจากขวนขวายด้วยตัวเองแล้วบางครั้งเจ้าอาวาสวัดที่เคยอยู่ด้วยและเจ้าอาวาสวัดที่รู้จักได้เมตตาพาไปแนะนำให้รู้จักและเรียนรู้งานจากช่างฝีมือดีหลายต่อหลายคน

ครั้งหนึ่งได้พาไปศึกษางานปั้นจากช่างปั้นที่จบจากอินเดีย ทำให้ได้รู้เทคนิคและสไตล์การปั้นแล้วกลับมาฝึกหัดด้วยตัวเองจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีและประณีตมากขึ้น

จากนั้นก็เข้าสู่โหมดของการทำงานศิลปะอย่างเต็มตัว เป้าหมายคือต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจ เริ่มต้นด้วยการช่วยงานวัดที่ตัวเองเคยอยู่อาศัยและจำพรรษามาก่อน เช่น วัดท่าฮ้อ วัดราษฎร์ดำรง จ.เชียงราย เป็นต้น โดยได้รับความไว้วางใจจากเจ้าอาวาสที่เชื่อมั่นในฝีมือให้รับผิดชอบงานปั้น เช่น ปั้นพระพุทธรูป พญานาค งานปั้นหน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา รวมทั้งงานจิตรกรรมและอื่นๆ

ผลงานที่ฝากไว้ในวัดที่เคยจำพรรษา ทำให้เจ้าอาวาสวัดอื่นๆ เห็นแล้วประทับใจ ติดต่อให้ไปทำที่วัดของตน นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษาอีกหลายแห่งใน จ.เชียงราย และใกล้เคียงติดต่อให้ไปปั้นพระพุทธรูปไว้ในโรงเรียน และจากภาพการทำงานที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและใจรักในงานศิลปะทำให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ นักศึกษาจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจและเรียนรู้งานศิลปะตั้งแต่ท่านยังเป็นสามเณร

“คนที่มาเรียนในช่วงแรกๆ จะเป็นเยาวชนในหมู่บ้านที่มาเห็นอาตมาทำงานก็อาสามาช่วยผสมปูน ช่วยยกนั่นยกนี่ จากนั้นก็มีเยาวชนจากหมู่บ้านใกล้เคียง และนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ในเชียงราย

ทุกครั้งที่ถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ก็สอนพวกเขาให้รู้จักการให้ การมีจิตใจสาธารณะ และการสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ชุมชน บ้านเกิด สถานศึกษาที่เคยเรียนถ้ามีฝีมือและมีโอกาสต้องตอบแทน

สิ่งหนึ่งที่อาตมาทำแล้วลูกศิษย์รับรู้ก็คือ เวลาที่อาตมาได้รับการติดต่อให้ไปปั้นพระพุทธรูป ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเป็นวัด หน่วยงานราชการ ชุมชน หมู่บ้าน หรือที่ไหนๆ ก็ตาม จะไม่มีค่าแรงให้และต้องทำฟรี อาตมาจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่าการสร้างพระพุทธรูปนั้นเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ เวลาสร้างให้ทุกคนอนุโมทนาบุญร่วมกัน และภูมิใจว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยฝีมือของเราเพื่อให้คนได้กราบไหว้บูชา แต่ถ้าลูกศิษย์รับงานเองก็แล้วแต่เขา เพราะเขาต้องอยู่ต้องกิน ต้องเลี้ยงครอบครัว”

ต้น-พรหมมินทร์ วิชา อายุ 36 ปี ศิษย์พระอาจารย์ปัญญาชัย เล่าว่า เรียนศิลปะกับพระอาจารย์ตั้งแต่ท่านอยู่วัดราษฎร์ดำรง อ.พาน เชียงราย ตอนนั้นเขากำลังเรียน ม.ต้น เห็นพระอาจารย์กำลังสร้างวิหาร ทำซุ้มประตูและหน้าต่างวิหาร เกิดอยากช่วยเลยขออาสาผสมปูนให้และเป็นลูกมือช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน โดยใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และหลังเลิกเรียนไปกับเพื่อนๆ 2-3 คน

“ต่อมาพระอาจารย์เห็นว่ามีความมุ่งมั่นเลยสนับสนุนให้วาดรูป โดยให้เรียนรู้ลายไทยเริ่มจากลายง่ายๆ แล้วขยับไปสู่ลายที่ยากและซับซ้อนขึ้น จนในที่สุดสามารถเรียนรู้ลายไทยได้เป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็สอนงานปั้นให้ เช่น ปั้นรูปพญานาค ปั้นรูปใบระกา ช่อฟ้า

ผมฝึกหัดเรียนรู้งานจิตรกรรมและประติมากรรมกับท่านเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนมีความสามารถในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมเป็นที่ยอมรับ มีการส่งประกวดและได้รับรางวัลมาหลายงาน ปัจจุบันก็ได้ใช้วิชาความรู้ตรงนี้สร้างอาชีพและรายได้ให้กับตัวเองจนแทบไม่มีเวลาว่าง ต้องขอบคุณพระอาจารย์ที่ทำให้ผมมีวันนี้”

สร้างศูนย์เรียนรู้ภูศิลป์เพื่อเด็กและเยาวชน

หลังจากอุปสมบทและทำงานศิลปะต่อเนื่องจากตอนเป็นสามเณรมาประมาณ 24 ปี ซึ่งระหว่างนั้นได้มีลูกศิษย์จากจังหวัดต่างๆ เช่น จ.น่าน พะเยา ตาก สุโขทัย เชียงใหม่ และจากอำเภอต่างๆ ใน จ.เชียงราย มาเรียนรู้และฝึกหัดด้วย

ต่อมาเมื่อปีที่ผ่านมา ท่านได้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ภูศิลป์ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนธรรมภูศิลป์ สถานที่พักปัจจุบัน เพื่อเปิดสอนศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรมงานไม้แกะสลัก งานโลหะ งานปูน รวมทั้งการสอนดนตรีพื้นเมืองล้านนา ซึ่งจะมีลูกศิษย์คอยช่วยสอนอีกด้วย

“อาตมามองว่าความรู้ที่เรียนด้วยความอุตสาหะทุ่มเทและใจรัก ก็อยากถ่ายทอดวิชาความรู้เหล่านี้ีให้กับอนุชนรุ่นหลัง ต้องการอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย นอกจากนี้คนที่เรียนยังสามารถนำวิชาความรู้นี้ไปสร้างสรรค์ชีวิตและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดี นำไปสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับชาติ ศาสนา รวมถึงส่งเสริมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตราบนานเท่านาน อาตมาหวังเพียงแค่นี้ เจริญพร” พระอาจารย์ปัญญาชัย กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือหนึ่งในพระดีและเป็นพระรุ่นใหม่ที่ชาวพุทธควรต้องส่งเสริมและให้กำลังใจ ล่าสุด ท่านได้รับการติดต่อจากพระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ ให้มาออกแบบใบเสมารอบพระอุโบสถ เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงจะได้เห็นผลงาน

วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ‘รถ กีตาร์ นาฬิกา โลกของผม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565621

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ‘รถ กีตาร์ นาฬิกา โลกของผม’

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“วรัตน์พล วรัทย์วรกุล” ผู้ก่อตั้งบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป นักธุรกิจออนไลน์ มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ รวมถึงการบริหารองค์กรบริหารทีมมาแล้วด้วยยอดขายพันล้าน ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อ บูม (Boom) สร้างเนื้อสร้างตัวจากธุรกิจการขาย จาก 17 ปีที่แล้ว เป็นพนักงานประจำรายได้ไม่ถึง 1 หมื่นบาท ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ แต่เขาไม่หยุดพัฒนาตัวเองใช้เวลาในวันหยุดเพียง 1 วัน ลงคอร์สเรียนต่างๆ หาความรู้เพิ่มเติม ใช้เวลานับ 10 ปี จากพนักงานรับโทรศัพท์ค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งจนเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด

“เงินเดือนล่าสุดก่อนลาออก 6 หมื่นบาท โอเคสำหรับเราแต่ไม่โอเคสำหรับการเลี้ยงครอบครัวให้ดี ตอนนั้นผมมีแฟนแต่ยังไม่มีลูก งานที่เราทำอยู่ยังหาความมั่นคง ดูแลคนข้างหลังเราไม่ได้”

เขาตัดสินใจลาออกมาขายกระเบื้องทางออนไลน์เพียงเดือนเดียวได้เงินมากกว่าทำงานทั้งปี จากนั้นก็เข้าสู่ธุรกิจการขายอย่างเต็มรูปแบบจากรายได้หลักพันบาทกลายเป็นหลักพันล้านบาท แต่วิถีชีวิตในครอบครัววรัตน์พลยังสมถะ หากแต่สังคมหน้าที่การงานภาพลักษณ์สำคัญ

“คนมองมาภาพลักษณ์ผมอาจจะดูอู้ฟู่ แต่เราสมถะนะ รู้หน้าที่ เวลาออกงานสังคมต้องมีภาพแบบนี้ เพื่อให้ไม่ต้องอธิบายเยอะเวลาคุยกับพาร์ตเนอร์ ให้เราดูน่าเชื่อถือเอาจริงๆ เดินลงจากรถญี่ปุ่นคนก็มองเราอีกแบบ เดินลงจากรถเฟอร์รารี แต่งตัวดีๆ ไปงาน สิ่งนี้ก็สำคัญ เมื่อก่อนผมก็มองว่าเป็นค่านิยมของคน มักประเมินค่าจากสิ่งที่เห็น ใครจะรู้แก่นแท้เป็นคนดีไม่ดี จนเมื่อเราได้เรียนรู้เจอผู้คนการที่คนประเมินเราจากภายนอกสำคัญ ภาพลักษณ์ของเราน่าเชื่อถือไม่น่าเชื่อถือ ผมเคยไปซื้อทีวีตอนนั้นแต่งตัวธรรมดาพนักงานไม่ดูแลไม่เทกแคร์ ถามคำตอบคำ อีกวันแต่งตัวดีๆ ไป การดูแลของพนักงานก็ต่างไป เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจ พอมาทำธุรกิจก็เข้าใจ ตอนทำงานแต่งตัวดีเป็นใบเบิกทางเจรจา ให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งอธิบายโปรไฟล์ เราพูดไปเขายังไม่เชื่อคำพูดเราเท่าภาพที่เห็นเลย แต่สุดท้ายจะดีลต่อไหมอยู่ที่ความสามารถของเรา”

เฟอร์รารี ความฝันชาติหนึ่งต้องได้ขับความชอบของผู้ชายมีอยู่ไม่กี่อย่าง รถ นาฬิกา ดนตรี กีฬา ซึ่ง วรัตน์พล ได้เติมเต็มความชอบของตัวเองเกือบครบอย่าง 599 GTB Fiorano หนึ่งในรถสปอร์ตแบบหายากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกเขาก็มีครอบครองได้ 2 ปี ซื้อด้วยเงินสดสนนราคา 20 กว่าล้านบาท

“ผมชอบเพราะเป็นรุ่นที่เครื่องใหญ่สะใจ ในประเทศไทยมี 10 คัน ผมชอบเฟอร์รารีเพราะโลโก้ม้า และชอบภาพลักษณ์ของรถ ดูโฉบเฉี่ยว ดูมีพลัง เป็นความฝันชาติหนึ่งต้องได้ขับซูเปอร์คาร์ยี่ห้ออื่นก็สนใจ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเฟอร์รารีต้องขับตอนหนุ่มๆ เพราะรถแรง ขับยากจะได้เอามันอยู่”

อีกคันที่เอาไว้ขับใช้งาน ปอร์เช่ 718 Boxster ราคา 7 ล้านกว่าบาท “เลือกรุ่นนี้อยากได้เปิดประทุนบ้าง คันนี้ขับใช้งานแทบทุกวัน และเพื่อไปต่างจังหวัดได้เปิดประทุน และก็มีรถมินิคูเปอร์ 4 ประตูสำหรับครอบครัว รถทุกคันสีแดง ส่วนตัวชอบสีแดงและเป็นสีที่ดูมีพลัง อีกอย่างซูเปอร์คาร์ถ้าสีเรียบๆ ผมว่าไม่ค่อยเหมาะกับตัวถังรถสีเปรี้ยวๆ แรงๆ จะดูรถสวย ผมชอบขับรถแต่ไม่เคยแข่งรถนะ มีรถมาหลายคันแล้ว ก็หลายยี่ห้อไล่ระดับขึ้นไป เป็นความชอบและเราอยากขับในเวลานั้นๆ อย่างตอนนี้เฟอร์รารีก็มีสมาคมไปทริปต่างจังหวัดก็ได้คอนเนกชั่นทางธุรกิจ ผมว่ารถกับผู้ชายเป็นของคู่กัน เราใช้รถก็บอกรสนิยมของเราได้ระดับหนึ่ง”

กีตาร์แฮนด์เมด โลกดนตรี

นอกจากลุคนักธุรกิจวรัตน์พลยังมีอีกลุคคือนักดนตรี มีกีตาร์ตัวโปรดถึง 8 ตัว ราคาอยู่ที่ตัวละ 1-2 แสนบาท

“แต่ละตัวเสียงไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ ทรงไม่เหมือนกัน เราแค่เลือกเสียงที่เราชอบ สไตล์ทรงที่ชอบ 8 ตัวชอบทุกตัว คนละทรงเล่นเพลงคนละกีตาร์ตัวเทพของผม เป็นงานแฮนด์เมดจากประเทศเยอรมนี มี 10 ตัวในโลก ตัวนี้ตัวที่ 7 ช่างกีตาร์ ชื่อ Nik Huber เป็นกีตาร์รุ่นครบรอบ 10 ปีในการผลิตของคนนี้ ซื้อมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ราคา 5 แสนบาท ผมชอบช่างคนนี้ เพราะเขาทำกีตาร์มีเอกลักษณ์เรื่องเสียง หางเสียงยาวมาก ก็งงว่าผลิตเสียงแบบนี้ได้ยังไง ผมว่าทรงมันสวย มีเสน่ห์แบบสรีระผู้หญิง โค้งเว้า เซ็กซี่ แฟลชเป็นรูปปลาวาฬ ทำจากหอยมุกมีมิติที่ลึกกว่า ใช้ไม้บราซิเลียนโรสวู้ด ซึ่งทุกวันนี้ห้ามตัดแล้ว กีตาร์มีกลิ่นของไม้กลิ่นแบบโกโก้ ตัวลูกบิดประดับด้วยหอย หน้ากีตาร์เป็นลายไม้ เป็นเฟรมลึกเหมือนคลื่นทะเล ผมชอบมาก เข้าใจตอนนี้ในไทยมีอยู่ตัวเดียว”

นาฬิกา โลกของการลงทุน

เครื่องประดับที่ใส่ติดตัวมีแค่นาฬิกา “มีนาฬิกา 12 เรือน มีโรเล็กซ์ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ และ AP (Audemars Piguet) ยี่ห้ออื่นผมไม่เล่น ขายไม่ได้ราคา 3 แบรนด์นี้บางรุ่นไม่ผลิตแล้ว ราคาก็ขึ้นจากที่ซื้อมาจริงๆ เป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่าได้เหมือนการลงทุน บางรุ่นราคาไหลเลยนะ อย่างปาเต๊ะรุ่น 5980 ตอนซื้อมายังผลิตอยู่ ตอนนี้ราคาตอนไป 2 ล้านกว่าแล้ว รุ่นที่เล่นกันหน้าปัดจะออกสีเหลี่ยม Nautilus มีทั้งสายทองคำขาว สายหนัง สายยาง AP รอยัล โอค ออฟชอร์ เรือนโตหน่อย หน้าปัดใหญ่ๆ เอาไว้ใช้เวลาแต่งตัวไปเที่ยวไปเป็นทางการ ผมชอบใส่เพราะเป็นรอยยาก โรเล็กซ์ซื้อไว้แต่ไม่ค่อยได้ใส่ ถ้าเทียบกับรถเหมือนเบนซ์ เก็บเงินได้ต้องเล่น ก่อนซื้อมาขายไปก็เยอะ เหมือนเราอยากได้เรือนใหม่ เอาจริงๆ เก็งผิด ก็มีนึกว่าเขาจะเลิกผลิตพอไม่เลิกก็ปล่อยไปหาซื้อตัวใหม่

เวลาซื้อนาฬิกา ผมคิด 2 อย่างแบบที่อยากใส่ และลงทุนซื้อไปไม่เจ็บตัวถ้าอยากขายต้องได้กำไร เพราะผมชอบเปลี่ยนนาฬิกา บางเรือนใส่ 2 ครั้ง ซื้อมา 3 เดือนก็ขายแล้ว นาฬิกาผมมองเป็นเครื่องประดับ ผู้ชายเจอกันก็มองนาฬิกากันนะ ว่าสวมใส่อะไร มองเสร็จก็เริ่มประเมินค่า คนนี้ประมาณนี้ ไม่ใชแค่สถานะ มันสะท้อนคาแรกเตอร์ด้วย มันคือความชอบของเรา เรือนที่แพงสุด 2 ล้าน ไม่กล้าซื้อแพงกว่านี้ ยังรู้สึกเสียดายเงินอยู่ ส่วนตัวผมแฮปปี้แล้วที่จะใส่แค่นี้ เกินกว่านี้เริ่มรู้สึกใส่แล้วไม่ปลอดภัยในชีวิต

นาฬิกาเหมือนเครื่องประดับเป็นตัวช่วยให้เราพูดน้อยลง ไม่ต้องมานั่งบรรยายสรรพคุณของตัวเองเท่าไร นาฬิกาเรือนที่ใส่บ่อยสุด คือ ปาเต๊ะ 5711 ซื้อจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เกือบ 2 ล้านบาท ตอนนี้ราคาขึ้นไปหน่อย เป็นสายหนังจระเข้สีดำ ตัวเรือนทองคำขาว ที่ชอบมันเบาบางดี แล้วพอใส่กับชุดดำเข้ากัน แต่งตัวง่ายกว่าสายเหล็กนะผมว่า”

วรัตน์พล บอกว่า ใช้เงินกับเรื่องส่วนตัวเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

“เหมือนสนองกิเลสตัวเอง และมันต่อยอดเป้าหมายการทำงาน การที่เราพิสูจน์ตัวเองว่า เราสามารถทำได้ พวกนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทำธุรกิจไปได้ง่ายขึ้น แล้วมันคือตัวเรา โลกของเรา รถก็เป็นงานอดิเรกที่ชอบ สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ กีตาร์โลกส่วนตัวในวัยเด็กของผม ผมไม่มีชีวิตวัยรุ่น ทำงานตั้งแต่อายุน้อย ส่วนนาฬิกาผมมองว่าการลงทุนชนิดหนึ่งและซื้อมาใช้ดีกว่าเงินฝากแบงก์”

รถ กีตาร์ นาฬิกา 3 ความชอบของนักธุรกิจหนุ่มที่กว่าจะมีวันที่เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบได้อย่างอิสระ ต้องแลกมากับการทุ่มเททำงานอย่างหนักในช่วงชีวิตวัยรุ่น