นวัตกรรมผ้าทอ อีสาน-ล้านนา ร่วมสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565617

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

นวัตกรรมผ้าทอ อีสาน-ล้านนา ร่วมสมัย

เรื่อง ภาดนุ

ผ้าไทยคือสมบัติอันล้ำค่าของชาติที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จนพูดได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาสู่คนยุคปัจจุบันก็ไม่ผิดนัก ผ้าไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงาม บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะผ้าทอของอีสานและล้านนา แต่ด้วยความที่ผ้าไทยนั้นต้องดูแลและเก็บรักษาด้วยวิธีที่อาจจะยุ่งยาก รวมทั้งราคาที่ค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้ผ้าไทยได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แล้วถ้าหากเราใช้นวัตกรรมในยุคนี้ช่วยทำให้ผ้าไทยใส่ง่ายและดูแลง่ายยิ่งขึ้นล่ะ ก็ย่อมจะดีต่อคนไทยและชาวต่างชาติที่หันมาสนใจสวมใส่ผ้าไทยกันมากขึ้นแน่นอน

ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่านวัตกรรมผ้าทออีสาน-ล้านนาร่วมสมัยเป็นแคมเปญที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ทำขึ้นภายใต้ “โครงการเพิ่มมูลค่าผ้าทออีสานด้วยนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2561”

“หน่วยงานทั้ง 4 ที่ได้ร่วมมือกันนี้ จะส่งบุคลากรลงไปยังกลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อให้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้พวกเขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทอผ้า การย้อมผ้า รวมทั้งการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษเข้าไปในงานผ้าทอเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เส้นใยชนิดใหม่อย่างเส้นใยไผ่ เส้นใยฟิลาเจน (มีคอลลาเจนช่วยให้ผิวไม่ระคายเคือง) การเพิ่มคุณสมบัติในการสะท้อนน้ำ ต้านแบคทีเรีย ผ้าเนื้อนุ่มขึ้นและยับยาก การเลือกใช้ชุดสีและอารมณ์ของสีโดยนำวัฒนธรรมของภาคอีสาน เช่น โบสถ์บ้านบัวและดอกกล้วยไม้ช้างกระมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสีและลวดลาย อันคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของงานฝีมือช่างทอผ้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การย้อมสีธรรมชาติ การใช้เทคนิคการทอด้วยเส้นไหมขนาดเล็กละเอียดเนื้อนุ่ม การทอผสมเส้นไหมและเส้นใยธรรมชาติ เพื่อให้สวมใส่สบายและระบายความชื้นได้ดี เป็นต้น เรียกว่าเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อคนในชุมชนและเพิ่มอาชีพให้พวกเขาไปพร้อมกันด้วย ปัจจุบันผ้าทอที่ผ่านนวัตกรรมใหม่นี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีทั้งในญี่ปุ่นและในยุโรปเป็นอย่างดี เพราะเข้ากับเทรนด์อีโคเฟรนด์ลี ของโลก เนื่องจากผ้าทอของไทยที่ผ่านนวัตกรรมใหม่นี้จะมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง”

ด้าน อุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เผยว่า กรมวิทย์ฯ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ใช้สีธรรมชาติจากคราม ครั่ง ดอกดาวเรือง ฯลฯ มาประยุกต์ใช้ในการย้อมผ้าโดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยให้สีเหล่านี้ย้อมออกมาแล้วสีผ้าไม่ตก ที่สำคัญสีจากธรรมชาตินี้ยังสามารถปรับได้หลายเฉดสี และเมื่อนำมาออกแบบร่วมกัน ก็ต้องทำให้สีบนผ้าที่ทอออกมานั้นเป็นสีที่สม่ำเสมอและคงเส้นคงวาให้มากที่สุด ต่อมาก็คือนวัตกรรมการทอด้ายจากฝ้ายและไหมให้เป็นรูปแบบของผ้ายีนส์ โดยใช้กี่ทอผ้าที่มีอยู่ในชุมชน และสุดท้ายก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไปสู่ผู้ใช้ โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น Color ID Labeling ติดไว้ที่ผืนผ้า ฉะนั้นเมื่ออยากทราบประวัติความเป็นมาของผ้าทอว่าทำมากี่ผืน หรือมีคุณสมบัติอย่างไร ผู้ใช้ก็สามารถสแกน QR Code หรือ AR Code เพื่อดูข้อมูลของผ้าทอนั้นได้เลย

รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เสริมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า “แพรวา” เป็นผ้าทอของชาวภูไทใน จ.กาฬสินธุ์ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงาม แต่ข้อด้อยของผ้าแพรวาก็คือมีราคาค่อนข้างสูงนั่นเอง

“มหาวิทยาลัยของเราได้ลงไปพูดคุยกับชาวบ้านที่ทอผ้าแพรวา โจทย์สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้ผ้าแพรวามีราคาที่ถูกลง ก็สรุปได้ว่าแทนที่จะทอผ้าแพรวาทั้งผืนเหมือนแต่ก่อน เราก็เปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมในการทอผ้าแพรวาร่วมกับผ้าลินิน ซึ่งก็ช่วยให้ราคาของผ้าถูกลง แล้วเรายังออกแบบให้ทอเป็นผืนเล็กๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วยหรืออย่างผ้าซิ่นตีนแดงของ จ.บุรีรัมย์ เราก็ไปแนะนำให้ชาวบ้านออกแบบเป็นเสื้อคลุมที่สามารถใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้จำหน่ายได้มากขึ้น หรือนำผ้าฝ้ายทอมือของ จ.อุบลราชธานี มาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งการใช้เอนไซม์ที่ได้จากวิธีวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า ไมรัสเอนไซม์ ช่วยทำให้ผ้าทอมีเนื้อผ้าที่นุ่มยิ่งขึ้น หรือผ้าที่เก็บไว้นานๆ และมีกลิ่นอับ เราก็ใช้ไมโคร เอนไซม์ ช่วยให้ผ้านั้นมีกลิ่นที่หอมขึ้นได้”

ขณะที่ ป้อม-อัครเดช นาคบัลลังก์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา จ.เชียงใหม่ ผู้จัดงานออร์แกไนเซอร์ด้านวัฒนธรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยโบราณ ให้มุมมองในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

“ผมสะสมผ้าไทยมา 40 ปี และมีโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษเกี่ยวกับสิ่งทอรวมทั้งนำผ้าไทยมาทำเป็นชุดในการประกวดและชุดในละคร ที่คนจำได้ก็คือเรื่อง ‘วันนี้ที่รอคอย’ ‘ศิลามณี’ ‘เจ้านาง’ ‘เพลิงพระนาง’เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังนำผ้าไทยที่สะสมไว้มาเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงาขึ้นในตัวเมืองเชียงใหม่ (ซอยโรงแรมธารินทร์) อีกด้วย ผ้าไทยส่วนใหญ่ที่สะสมจะเป็นผ้าไทยโบราณจากทุกภาคของไทย เนื่องจาก 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ชาวต่างชาติจึงเริ่มให้ความสนใจผ้าไทยโบราณกันมาก แต่คนไทยเองกลับไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร ส่วนใหญ่มักไปนิยมเสื้อผ้าแบบฝรั่งแทน ผมสะสมผ้าไทยมาตั้งแต่ตัวเองยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคราชมงคลล้านนา ตอนที่เรียนอยู่ผมมักจะได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้จัดงานแฟชั่นอยู่บ่อยๆ กระทั่งมีการจัดงานประชุมนานาชาติขึ้นที่เชียงใหม่ในยุคนั้น ผมและเพื่อนจึงได้รับมอบหมายให้จัดแฟชั่นโชว์ผ้าไทยในแนวล้านนาย้อนยุคในงานเลี้ยงรับรองแขกต่างชาติที่มาประชุม โดยทำแฟชั่นโชว์ในชุดชาวล้านนาโบราณ ที่มีทั้งผ้าโพกหัว ผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยว การแต่งตัวแบบไทลื้อ ฯลฯ จนหลายปีต่อมาคนก็เริ่มยอมรับผ้าไทยกันมากขึ้นเรื่อยๆ”

ป้อมบอกว่า ผ้าทอของล้านนาที่มีความโดดเด่นก็คือผ้าตีนจก ส่วนผ้าทอของอีสานจะเป็นผ้ามัดหมี่ ซึ่งผ้าทั้งสองรูปแบบนี้มีเทคนิคการทอที่แตกต่างกัน โดยจะคงความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแห่งอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้างซึ่งเป็นอาณาจักรพี่น้องในอดีตไว้ครบถ้วน อาทิ ลายดอกไม้ ลายสัตว์ในป่าหิมพานต์ ไม้มงคล ฯลฯ เขาจึงนำผ้าไทย 2 หมื่นกว่าผืนที่เก็บสะสมไว้มาเริ่มจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งผ้าตีนจก ผ้าไทลื้อ ผ้าไทใหญ่ ผ้าในราชสำนักล้านนา รวมทั้งผ้าอีสาน ลาว เขมร ก็มีหมด

“ในยุคนี้ผ้าไทยเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ฉะนั้นเมื่อคนหันมาเริ่มใส่ผ้าไทยกัน เรื่องของวัสดุ การทอผ้า และการย้อมผ้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในสมัยก่อนเราอาจจะใช้วิธีทอผ้าและย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ ปั่นฝ้ายด้วยมือ แต่สีที่ย้อมธรรมชาติก็จะตกหรือซีดจางได้ง่าย เวลาตากจึงต้องตากในที่ร่ม ใส่เสร็จแล้วก็ต้องกลับเอาด้านในออกมาเพื่อไม่ให้โดนแดดเลียสีผ้า เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ชีวิตคนได้เปลี่ยนไป คนยุคใหม่อยากจะสวมใส่ผ้าไทยที่สามารถใส่ขึ้นรถไฟฟ้าได้ สามารถโดนแสงไฟในห้างได้ หรือทนต่อสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นนวัตกรรมจึงมีส่วนเป็นอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนมาใช้ผ้าไทยของคนในยุคนี้

ปัจจุบันจึงมีการปรับปรุงเทคนิคการทอ การย้อม และอื่นๆ โดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทอด้วยเส้นใยนาโน ทอด้วยเส้นใยที่ยืดหยุ่นได้ ทนทาน ใส่แล้วไม่ร้อน เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้สามารถนำมาผสมผสานกับผ้าไทยโบราณได้ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าละทิ้งรูปแบบ เอกลักษณ์ เทคนิคแบบโบราณ หรืออัตลักษณ์อย่างลวดลายไป หรือคนสูงอายุที่ทำอยู่ก็ต้องส่งเสริมให้พวกเขาทำต่อไป เพื่อไม่ให้มรดกนี้สูญหายไป

ปัจจุบันนี้นอกจากจะได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษตามที่ต่างๆ และรับจัดงานแนววัฒนธรรมแล้ว ผมยังมีแพลนว่าจะทำหนังสือเกี่ยวกับลวดลายผ้าไทยของอีสาน ล้านช้าง และล้านนาขึ้นมา รวมทั้งได้เปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงาที่ จ.เชียงใหม่ อีกด้วย” ติดตามที่ FB : Sbunnga Museum พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา

สำหรับ หนูสิ-สิริรัตน์ เรืองศรี มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2010 ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้ผ้าไทยมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม ทั้งในการทำงานและในชีวิตประจำวัน

“เดิมทีแล้วสิเป็นชาวเชียงใหม่ ตั้งแต่เด็กๆ เราก็โตมากับวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งจะมีการใช้ผ้าพื้นเมือง ผ้าประจำเผ่า ทำเครื่องนุ่งห่มและงานฝีมือต่างๆ ดังนั้นตั้งแต่เด็กๆ สิก็จะใส่ผ้าพื้นเมืองมาโดยตลอด เมื่อมีงานปีใหม่หรือกิจกรรมที่โรงเรียน ชุดของสิจะอลังการเสมอ เพราะคุณแม่จะตัดชุดให้ตลอด โดยใช้ผ้าฝ้ายทอมือของเผ่าม้ง เผ่าแม้ว และไทลื้อ นำมาออกแบบและตัดเป็นชุดสวยงาม เรียกว่าตั้งแต่โตมาสิมีชุดที่คุณแม่ตัดให้เยอะมาก ปัจจุบันนี้ยังเก็บไว้อยู่เลยค่ะ

ก่อนที่จะมาประกวดนางงาม สิก็เคยประกวดเวทีนางแบบมาก่อน เขาก็ให้ใส่เสื้อผ้าตามสไตล์ที่เราชอบ สิก็นำกระโปรงแม้วที่แม่ตัดให้มาใส่จนได้รับรางวัลพิเศษ ยิ่งตอนที่มาประกวดนางงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ด้วยนะ เราก็พรีเซนต์ชุดผ้าไทยเลยค่ะ คืองานไหนที่เราสามารถขอเขาใส่ชุดผ้าไทยได้ สิก็จะใส่ทันทีเลย โดยจะเตรียมมาเองทั้งหมด”

หนูสิบอกว่า ชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทยในความคิดของเธอแล้วมันมากกว่าความเป็นแฟชั่น แต่เป็นทั้งวัฒนธรรมและงานฝีมือที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งเราสามารถหยิบจับมาใช้ได้ทุกโอกาส

“สำหรับการมีนวัตกรรมเข้ามาใช้กับผ้าทออีสาน-ล้านนา สิมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายคนอาจคิดว่าผ้าทอนั้นดูแลยากเกินไป ตัดเย็บก็ยาก เก็บรักษาก็ยาก ใส่ก็ลำบาก เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ดูแลผ้าได้ง่ายขึ้น ใช้ได้คงทนยาวนานขึ้น ใช้ไปแล้วสียังสวยอยู่ หรือสีไม่ตก สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ชอบใช้ผ้าไทยทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นพ่อแม่เราเลยค่ะ การมีนวัตกรรมเกี่ยวกับผ้าทอเข้ามา จะช่วยต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมผ้าไทยได้ เพราะไม่เพียงแต่ขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรายังส่งไปขายยังต่างประเทศได้ด้วย ที่ผ่านมาอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทยที่จะศึกษาเทคนิคในการใช้หรือดูแลรักษาผ้าไทย แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้วเขาจะไม่รู้วิธี ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่ชาวต่างชาติจะสามารถใช้ผ้าไทยที่ดูแลรักษาง่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเผยแพร่ผ้าไทย รวมทั้งวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ”

อภิชยา เทือกสุบรรณ เรื่องบังเอิญที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565618

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

อภิชยา เทือกสุบรรณ เรื่องบังเอิญที่ลงตัว

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ชีวิตของคนบางคนนั้นกว่าจะได้อะไรมาก็ยากลำบากทำอะไรมาหลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่เวิร์กทำแล้วเลิกทำแล้วล้มไม่เป็นท่า แต่บางคนทั้งเก่งทั้งเฮงจังหวะชีวิตดีมีฝีมือจะเริ่มอะไรก็ง่ายทำได้ไม่เท่าไรก็มีตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จากหลักหมื่นเป็นหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่นาน เช่นเธอคนนี้แม้วัยเพียง 20 ปลายๆ ก็มีธุรกิจเล็กๆ มูลค่านับล้านเป็นของตนเอง อภิชยา เทือกสุบรรณ ผู้จัดการ-ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทยดูแลลูกค้าด้านการจับจ่ายใช้สอยที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

สาวสวยหน้าตาคมเข้มรูปร่างดีตามแบบฉบับสาวใต้และยังเป็นหลานสาวของนักการเมืองชื่อดัง แม้มีงานประจำทำอย่างมั่นคงแต่เธอก็มีธุรกิจที่ริเริ่มทำกับน้องสาว แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่ตั้งใจเพียงแค่คิดว่าจะทำเพื่อใช้เองแต่ด้วยเพื่อนๆ คนใกล้ชิดเห็นแล้วชื่นชอบก็ฝากสั่งฝากซื้อตามปากต่อปากไปเรื่อยๆ เริ่มจากเล็กๆ ก็เติบโตขึ้นทุกวันจากวันแรกจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้ว เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า เริ่มเรื่องมาจากน้องสาวของเธอซึ่งมีรูปร่างเล็กมักจะมีปัญหาในการซื้อกางเกงมาใส่ เนื่องจากไม่ได้ขนาดที่พอดีตัวเลย มีปัญหาตลอดช่วงเอวพอดี สะโพกหลวม ความยาวสะโพกไม่ได้ บางตัวสวยพอดีทุกอย่างแต่เป้ายิ้มเกือบๆ ดีแต่ยังไม่ดีจริงๆ สักที  น้องสาวจึงต้องไปตัดกางเกงใช้เอง ซึ่งไปจ้างช่างตัดก็จะราคาสูงกว่าการซื้อทั่วไป น้องสาวจึงต้องยอมจ่ายเพิ่ม ณ จุดนั้น เธอจึงไปตัดกางเกงใส่เป็นเพื่อนน้องสาว เพื่อหาผ้ามาเองจ้างตัดครั้งละหลายๆ ตัวราคาจะได้ลดลงบ้าง

เมื่อเธอนำกางเกงที่เลือกผ้าเอง สั่งตัดและออกแบบเองมาใส่ ก็เริ่มมีคนเห็นแล้วชมว่ากางเกงสวยพอดีตัว ผ้าก็ดีดูสวมใส่สบายก็เลยฝากตัดเผื่ออยู่หลายครั้ง ประกอบกับเธอต้องการไปสั่งตัดครั้งละ 4-5 ตัวขึ้นไปเพื่อให้ค่าผ้าและค่าตัดมีราคาลดลง จึงคิดเล่นๆ กับน้องสาวว่าลองสร้างแบรนด์แล้วขายออนไลน์กันดูไหมเพราะน้องสาวก็มีคนชมตลอดว่าซื้อกางเกงที่ไหนทรงสวยจัง มีออร์เดอร์แรกๆ จากเพื่อนๆ คนรู้จักครั้งละ 5-6 ตัวในระยะ 2-3 เดือนแรก

“งั้นรับออร์เดอร์อย่างจริงจังเลยไหม คิดตั้งชื่อแบรนด์ แล้วทำไซส์ให้หลากหลายขึ้น มีแบบให้เลือกสัก 3-4 แบบ ก็คิดชื่อแบรนด์ว่า Solasa คอนเซ็ปต์ของแบรนด์คือ เรียบแต่โก้ สีจะสะอาดตาพื้นๆ แนวสีออฟไวท์ สีกลางๆ แบบสีเอิร์ทโทน เพื่อให้เข้ากับเสื้อ กระเป๋า รองเท้าได้ง่ายๆ มีทั้งขายาวและขาสามส่วน” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นขายออนไลน์ผ่าน IG และเฟซบุ๊กอยู่เกือบปี ผลตอบรับดีมาก นอกจากนั้นเธอก็ไปออกงานกิฟต์ งานแฟร์ที่เน้นผลงานของคนรุ่นใหม่ ทำให้ตลาดของเธอกว้างขวางมากขึ้น จนมีช็อปใหญ่ๆ แถวสีลมและสยามที่จะนำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ใหม่ๆ แบรนด์ของคนรุ่นใหม่ ที่ขายผ่านออนไลน์

“เขาเคยเห็นงานของเรา ก็ติดต่อขอให้ไปวางขายที่ช็อปเหล่านี้มีอยู่ 2-3 แห่ง ก็มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กันในราคาที่ถูกกว่าห้างใหญ่ ซึ่งก็แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะกำลังการผลิตเราก็ไม่ได้เยอะพอที่จะไปวางจำหน่ายตามห้างทีละหลายๆ สาขา มันเกินกำลังเกินไปเพราะมันคืองานรองไม่ใช่งานหลัก เรามีงานประจำไม่อยากให้กระทบการมีวางจำหน่ายที่ร้านสัก 2-3 แห่งยังพอรับมือไหว” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

ดังนั้นเธอจึงพยายามทำงานรองนี้ให้พอดีๆ คือขายผ่านออนไลน์และมีหน้าร้านอยู่ 2-3 แห่งพอ ถ้าเป็นช่วงเทศกาล หรือมีงานอีเวนต์ใหญ่ๆ ก็จะไปออกงานพวกนี้สักปีละ 2-3 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นระดับที่รับมือได้ โดยเธอจะแบ่งหน้าที่กับน้องสาว น้องสาวดูแลการออกแบบและผลิต เธอจะดูเรื่องการตลาดและการขาย โดยใช้เวลาหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดในการทำงานอดิเรกนี้ พอลูกค้าสั่งออร์เดอร์มา เธอก็จะตอบช่วงเที่ยงและช่วงเย็น แพ็กของตอนค่ำ และไปส่งไปรษณีย์ ตอนเช้าวันเว้นวัน เธอบอกว่าโชคดีที่หลังๆ นี้มีเคอรี่ มีไลน์แมน มีไปรษณีย์เอกชนที่มารับถึงบ้านก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้บริหารเวลาได้ดีขึ้น ส่วนค่าขนมที่ได้จากงานอดิเรกนี้เธอก็จะเก็บไว้ไม่นำมาใช้ฟุ่มเฟือย โดยจะเก็บไว้ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไปดาวน์รถ หรือเก็บไว้เป็นทุนเวลาจะซื้อของราคาแพงๆ ซึ่งทำมาเกือบ 3 ปี ก็ถือว่าได้ค่าขนมเป็นกอบเป็นกำ

เรื่องต้องรู้ของอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565448

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

เรื่องต้องรู้ของอัลไซเมอร์

เรื่อง วรธาร ภาพ เอพี

วันอัลไซเมอร์ไลกตรงกับวันที่ 21 ก.ย.ของทุกปี เชื่อไหมว่าหลายคนสงสัยโรคอัลไซเมอร์กับสมองเสื่อมโรคเดียวกันหรือเปล่า?

อาการของโรคอัลไซเมอร์ต่างจากอาการหลงลืมของผู้สูงวัยอย่างไร? และอัลไซเมอร์ป้องกันได้หรือไม่?

ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล และ รศ.พญ.ศิวาพร จันทร์กระจ่าง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย พร้อมตอบข้อสงสัย

โรคสมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเสื่อมของความจำ การคิดอ่าน การวางแผน ตัดสินใจการใช้ภาษา ทักษะในการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมหรืออาชีพที่เคยทำได้ตามเดิม และอาจมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม 60-70% ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากการเซลล์สมองเสื่อม สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง พบในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจผสมกันทั้งสองอย่าง

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ สมองเสื่อมจากโรคพาร์กินสัน สมองเสื่อมจากเซลล์สมองเสื่อมชนิดต่างๆ

อาการอัลไซเมอร์กับอาการหลงลืมในผู้สูงวัย

อาการหลงลืมเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีอาการหลงลืมในเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะสั้นหรือหลงลืมความรู้ใหม่ แต่เหตุการณ์ในอดีตจะจำได้ดี และอาการหลงลืมนี้จะรวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น งานแต่งงาน แต่ถ้าเป็นผู้สูงวัยอาจจะลืมเรื่องชื่อหรือการนัดหมาย แต่มักจะนึกออกได้ในภายหลัง

1.การแก้ไขปัญหาและการวางแผน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะพบความเสื่อมในเรื่องการวางแผน การทำงาน การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิต รวมถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับตัวเลขและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องการบริหารบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นบางครั้งหรือเกี่ยวกับการเขียนเช็คเป็นบางครั้ง

2.การทำกิจกรรมในบ้าน ที่ทำงานหรือการพักผ่อน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถหลงทาง แม้จะเป็นเส้นทางประจำ การทำงบดุล รายจ่ายประจำตัว หรือเล่นเกมที่เคยเล่น ส่วนผู้สูงวัยอาจมีปัญหาเรื่องการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านที่ยุ่งยาก เช่น ปรับไมโครเวฟหรือเปิดโทรทัศน์ที่มีโปรแกรมหลากหลาย

3.การมองเห็นและการปรับระยะทาง ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือ การกะระยะทาง ความแตกต่างของสี ซึ่งอาจเกิดปัญหาในการขับรถหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ส่วนผู้สูงวัยปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้แต่สาเหตุมาจากโรคทางจักษุวิทยา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน หรือการเสื่อมของม่านตา

4.ปัญหาเกี่ยวกับการพูดและการเขียน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีปัญหาการเลือกใช้คำพูด ซึ่งทำให้ขาดการเชื่อมต่อของประโยคจึงทำให้พูดไม่ปะติดปะต่อหรือพูดไม่จบประโยคเนื่องจากหาคำที่เหมาะสมไม่ได้ บางครั้งทำให้หงุดหงิดเพราะหาคำพูดที่ถูกต้องไม่ได้

บางทีเรียกชื่อสิ่งของผิด เช่น เรียกปากกาเป็นดินสอ แว่นตาเป็นนาฬิกา ส่วนผู้สูงวัยอาจมีปัญหาในการหาคำพูดที่ถูกต้องบ้างเป็นบางครั้ง

5.การวางของผิดที่หรือหาของไม่เจอ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะวางของในที่ที่ไม่เคยวางหรือไม่ถูกต้อง เช่น ใส่แว่นตาในตู้เย็น และลืมสนิทไม่สามารถคิดย้อนกลับได้เลย บางครั้งกล่าวหาผู้ใกล้ชิดขโมยของไปเพราะหาไม่เจอ ส่วนผู้สูงวัยอาจวางของผิดที่ได้แต่ส่วนใหญ่มักจะนึกออกในภายหลัง

6.การตัดสินใจผิดพลาด ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มมีการตัดสินใจผิดพลาดและเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน การตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง การรักษาความสะอาดตัวเอง ส่วนผู้สูงวัยการตัดสินใจผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้บ้างแต่ไม่บ่อย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

7.การเข้าสังคมและการทำงาน ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มเก็บตัวลดงานอดิเรกกิจกรรมทางสังคม แม้แต่กีฬาที่ชื่นชอบ เพราะไม่สามารถจะทำได้ดีแบบเดิม ส่วนผู้สูงวัยบางทีอาจเก็บตัวเนื่องจากเบื่องาน เบื่อครอบครัว กิจกรรมทางสังคม หรือมีปัญหาด้านสุขภาพทางกาย

8.การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และบุคลิกภาพ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะแรกๆ และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พบบ่อยที่สุดคือภาวะซึมเศร้า มึนงง วิตกกังวล หวาดกลัว นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอนไม่มีสาเหตุ ผู้สูงวัยอาจมีสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือหงุดหงิดได้บ้างถ้ามีสาเหตุ เช่น กิจกรรมที่ทำเป็นประจำถูกเปลี่ยนแปลง

การป้องกันภาวะสมองเสื่อม

การป้องกันอัลไซเมอร์สามารถทำได้ตั้งแต่วัยเด็กโดย 1.มีการศึกษาที่เหมาะสมตามเกณฑ์ 2.รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนโดยการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินตั้งแต่วัยหนุ่มสาว

3.แก้ไขโรคหูตึง โรคซึมเศร้าตั้งแต่วัยกลางคน 4.ปรับปรุงการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน เดินเล่น รำมวยจีน กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นต้น 5.การพูดคุยพบปะผู้อื่นบ่อยๆ เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยง เข้าชมรมผู้สูงอายุ และ 6.พยายามมีสติในสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำและฝึกสมาธิอยู่ตลอดเวลา

มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565447

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

มารู้จักกองทุนรวมกันเถอะ!

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การใช้เงินทำงานมีด้วยกันหลายวิธี แต่ส่วนมากต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ หรือไม่ก็ต้องมีทุนเยอะในระดับหนึ่ง จนบางคนอาจมีคำถามว่า แล้วมันไม่มีการลงทุนที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดสร้างตัวบ้างเลยหรือไร

อ๊ะ! ไม่ต้องตีโพยตีพายไป เพราะเราจะพาไปทำความรู้จักกับหน่วยลงทุนความเสี่ยงต่ำที่เรียกกันว่า “กองทุนรวม” ตอนนี้เลย

กองทุนรวม (Mutual Funds) หากจะกล่าวโดยสรุปถึงความหมายของมันก็คือ เป็นการที่ผู้บริหารกองทุนนำเงินก้อนของเราไปร่วมลงทุนกับนักลงทุนรายย่อยอื่นๆ โดยเราไม่ต้องเป็นคนนำไปลงทุนเอง แต่จะเป็นการมอบให้กับผู้จัดการกองทุนนำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดตราสารหนี้ หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันเลยก็ได้ เพื่อให้เงินของเรานั้นได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบของกำไร

สิ่งที่เราทำก็เพียงแค่ ลงเงินกับกองทุน แล้วรอถอนเงินมาพร้อมกับผลตอบแทนนั่นเอง

สำหรับกองทุนรวมนั้นได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทแรกมีชื่อว่า “กองทุนปิด” ซึ่งจะมีกำหนดอายุเวลาสำหรับการไถ่ถอนเงินคืนจากกองทุนนั้นๆ หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ การลงทุนกับกองทุนปิดมีลักษณะคล้ายการนำเงินไปฝากประจำ เพียงแต่แทนที่เงินของเราจะนอนอยู่เฉยๆ ในบัญชี มันก็จะทำงานทำเงินให้กับเราในตลาดการเงินต่างๆ ซึ่งจะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนของเราว่าจะทำได้ดีแค่ไหน

อันที่จริงแล้วกองทุนชนิดนี้ก็มีความเสี่ยงในระดับหนึ่งเลย เพราะเมื่อเราลงเงินไปแล้ว จะไม่สามารถถอนคืนได้จนกว่าจะถึงกำหนด (ไม่เช่นนั้นก็ต้องเสียเงินเพื่อถอนมันออกมา) เราจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก แม้เราจะรู้ว่ามันจะเกิดการขาดทุนก็ตาม ด้วยเหตุนี้กองทุนปิดจึงเหมาะสำหรับคนที่มีเงินสำรอง

แต่หากคุณไม่อยากเผชิญความเสี่ยงมากเกินไป เราขอแนะนำให้รู้จักกับ “กองทุนเปิด” ที่หลักการโดยทั่วไปก็คล้ายกับกองทุนปิด เพียงแต่ความเสี่ยงจะน้อยกว่า เพราะเราสามารถถอนเงินก้อนคืนมาได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และแน่นอนว่าเมื่อความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนก็ย่อมต้องลดหลั่นลงมา

จึงขึ้นอยู่กับคุณแล้วละว่ามีความพร้อมแค่ไหน แต่หากคุณอยากลองลงทุนเพื่อศึกษาตลาดดูก่อน ก็อยากแนะนำกองทุนเปิด เพื่อศึกษาแนวทาง เรียนรู้ระบบและเทคนิคต่างๆ จากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้คุณคุ้นเคยกับการลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อศึกษาดีแล้ว คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วยในอนาคต

นอกจากกองทุนเปิดและกองทุนปิดแล้ว เรายังมีกองทุนอีกสองชนิดที่น่าสนใจจะมาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่เดินเข้าออก ทำธุรกรรมกับธนาคารบ่อยๆ ย่อมต้องเคยรู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อย่อของมันมาบ้างไม่มากก็น้อย ลองไปทำความรู้จักกับกองทุนนี้ดูสักหน่อย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือชื่อย่อว่า RMF) จัดเป็นกองทุนรวมพิเศษที่จัดตั้งขึ้น เพื่อตอบสนองผู้ที่มีวัตถุประสงค์คือต้องการออมเงินเพื่อเตรียมสำหรับการเกษียณอายุ ซึ่งหลักการของกองทุนนี้ก็คือ เราจะต้องลงทุนในกองทุนนี้ติดต่อกันจนกว่าจะถึงอายุตามเกณฑ์เกษียณ ซึ่งอาจมีการกำหนดที่แตกต่างกันไปตามสถาบันการเงิน โดยมากแล้วมักจะถึงอายุ 55 ปี

หรือหากคุณมีอายุเกิน 55 ปีแล้ว ก็สามารถใช้สิทธิในการซื้อต่อเนื่องในเวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป แล้วก็จะสามารถถอนเงินคืนได้ พร้อมผลตอบแทนโดยไม่ต้องเสียภาษี

กองทุนต่อมาคือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund หรือใช้ตัวย่อว่า LTF) หลักการโดยทั่วไปจะคล้ายกับกองทุน RMF โดยที่คุณต้องลงทุนซื้อหุ้นนี้ต่อเนื่องติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 ปี จึงจะได้สิทธิในการถอนเงินออกมาได้โดยไม่ต้องเสียภาษี

กองทุนพิเศษสองตัวนี้ หากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีจุดเด่นในเรื่องของ “การไม่ต้องเสียภาษี” และที่ดีกว่านั้นคือ สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย สำหรับด้านความเสี่ยงนั้นก็ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงไม่ใช่น้อยเลยเช่นกัน

แต่หากคุณเป็นผู้ที่มีเงินสำรองเพียงพอ แนะนำว่าให้ลงเงินกับกองทุนเหล่านี้ เพราะแม้ว่าในจุดหนึ่งมันอาจจะมีช่วงที่ขาดทุนบ้าง แต่หากคุณไม่ใจร้อนหรือกังวลเกินไป รอจังหวะฝากต่อไป พอถึงจุดหนึ่งมันก็จะค่อยๆ เพิ่มมูลค่ากลับมาเท่าเดิมได้ หรือไม่ก็เท่าทุนได้เช่นกัน

จุดสำคัญคือ “เราต้องมีเงินสำรอง” ไม่ใช่ลงเงินหมดจนไม่เหลืออะไร มันก็ย่อมทำให้เราประสบความลำบากในการดำรงชีวิตแบบปกติได้ แต่จำไว้ว่าหุ้นในกองทุนทั้งหลายนี้มีขึ้นมีลงเสมอ วันใดลงก็ต้องมีวันที่ขึ้น ขอเพียงเราอดทนรอถึงระยะหนึ่ง เราก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาเอง

ล้วงความคิดศิลปินรุ่นใหม่ เห็นคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ มองศิลปะ… นอกกรอบผืนผ้าใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565446

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ล้วงความคิดศิลปินรุ่นใหม่ เห็นคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ มองศิลปะ... นอกกรอบผืนผ้าใบ

เรื่อง กาญจนา

หากมองในภาพกว้างคำถามที่ว่า “อาชีพศิลปินอยู่รอดหรือไม่” คือปัญหาสากล ประเทศเยอรมนีมีศิลปินที่อยู่รอดเพียงร้อยละ 2 ส่วนในประเทศไทยมีไม่เกินร้อยละ 10

แต่ความท้าทายเรื่องการอยู่รอดของศิลปินดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของศิลปินรุ่นใหม่ ที่ต่างมองว่า ศิลปะคือสิ่งที่มากกว่าพู่กันและผืนผ้าใบ แต่เป็น “สาร” ที่สามารถ “สื่อ” ออกไปในรูปแบบใดก็ได้

ดังที่ปรากฏอยู่ในผลงานภายใต้โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ (Early Years Project) ครั้งที่ 3 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พิชญา ศุภวานิช หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า เป็นโครงการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงให้ทุน แต่ยังสร้างเครือข่ายศิลปินซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานจริงในระยะยาว โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิดของคำว่า Coeval ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ของศิลปินผ่านคำถามที่มีต่อสังคมร่วมสมัย สำรวจการดำรงอยู่ร่วมกับความเป็นอื่น ทั้งความคิด การเคลื่อนตัวของผู้คน ความเปลี่ยนแปลงของเมือง การเมืองในประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี

“โครงการนี้จะสร้างคลื่นลูกใหม่ที่สามารถเห็นชัดเจนว่าเขามาจากไหน ความสนใจเป็นยังไง และมีวิธีการสร้างงานแบบไหน โดยก่อนที่จะเกิดเป็นโครงการ เราสำรวจพบว่างานสนับสนุนอื่นจะเป็นการให้ทุนรางวัล คือเมื่อศิลปินได้เงินและได้แสดงงาน ศิลปินจะไม่เดินต่อ

ดังนั้น การเดินต่อของศิลปินเขาจะต้องไม่รู้แค่การสร้างผลงานด้วยเงินอย่างเดียว แต่ต้องรู้เรื่องอื่นด้วย เช่น รู้จักคนที่สามารถให้คำปรึกษา นักวิชาการ หรือภัณฑารักษ์ การสร้างเครือข่ายจึงไม่ใช่แค่เครือข่ายของศิลปิน แต่คือองคาพยพทั้งหมดที่จะช่วยให้เขาเดินต่อได้”

จากการดำเนินโครงการมาถึงปีที่ 3 ทำให้มองเห็นภาพใหญ่ของศิลปินรุ่นใหม่ว่า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่มาจากทั่วประเทศและหลากหลายมหาวิทยาลัย เห็นการใช้สื่อที่สร้างสรรค์เพราะศิลปินไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นนักวาด แต่ทำงานศิลปะที่เชื่อมโยงไปถึงสังคมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์

และที่สำคัญคือ เห็นกระแสความคิดที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นวิธีการมองสังคมที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง อย่างศิลปินรุ่นก่อนหน้าจะให้คำตอบแก่สังคม แต่ศิลปินรุ่นนี้ได้ตั้งคำถามแต่ไม่ให้คำตอบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดคำถามต่อและให้ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ได้เปิดรับใบสมัคร (Proposal) และสัมภาษณ์ศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นจากทั่วประเทศ จากนั้นได้คัดเลือกให้เหลือ 7 ศิลปินเพื่อรับทุนสร้างสรรค์ รับคำแนะนำจากศิลปินรุ่นพี่หรือนักวิชาการศิลปะ และได้จัดแสดงผลงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ

จากนั้นผลงานทั้งหมดจะถูกตัดสินเพื่อคัดเลือก 2 ผลงานสุดท้าย เพื่อรับทุนสนับสนุนการเดินทางของศิลปินและทุนในการเป็นศิลปินพำนัก ไปสร้างสรรค์ผลงานและจัดแสดงงานต่างประเทศ

“ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจงานศิลปะ อย่างคนที่ส่งผลงานเข้ามามีทั้งนักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์และเด็กจากคณะอื่นแต่มีความสนใจเรื่องนี้ รวมถึงกลุ่มคนที่เรียนจบแล้วและทำงานด้านอื่น แต่พอเห็นโครงการก็อยากส่งผลงานเข้ามาหรืออยากกลับมาทำงานศิลปะอีกครั้ง ซึ่งเป็นการมองในแง่สังคมศาสตร์แล้วว่าเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่าในการสนับสนุนศิลปินหลังจากเรียนจบ” หัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ กล่าว

ตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้จบจากคณะศิลปะแต่สนใจงานศิลปะ และผ่านเข้ารอบเป็น 1 ใน 7 ศิลปินคือ ณัท เศรษฐ์ฐนา จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปัจจุบันเขาทำงานด้านการออกแบบไฟคอนเสิร์ต ส่วนผลงานของที่กำลังจัดแสดงอยู่ชื่อ (Un) recognized Projection เป็นการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนรุ่นใหม่ในถิ่นอาศัยของคนรุ่นเก่า ภายใต้กระบวนการปรับเปลี่ยนของเมืองที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“ผมไม่ได้นิยามผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นอาร์ตหรือเป็นอะไร แต่มันคือพื้นที่ที่ผมสามารถสื่อสารมุมมองของตัวเอง และเพื่อแลกเปลี่ยนกับมุมมองของคนอื่น ซึ่งงานศิลปะก็ทำหน้าที่เช่นนี้คือเป็นสื่อเพื่อสื่อสารกับคนดู เป็นสื่อกลางระหว่างผมและคู่สนทนา”

เขากล่าวด้วยว่า ผลงานชิ้นนี้จะมีการปรับเปลี่ยนไปตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนที่จัดแสดง เฉกเช่นกับชีวิตของเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จวบจนวันสุดท้ายเขาจะรื้อโครงสร้างทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งชั่วคราวออก และเหลือไว้เพียงภาพถ่ายที่บันทึกความทรงจำ

อีกผลงานที่ผ่านเข้ารอบเป็นของช่างภาพหนุ่มที่ทำงานหาเงินมาเพื่อทำงานศิลปะ อัครวินท์ ไกรฤกษ์ วัย 33 ปี เจ้าของผลงาน Transforming เขากำลังกล่าวถึงมลภาวะทางอากาศในเมืองที่กำลังก่อสร้าง โดยได้สร้างห้องที่เสมือนอยู่ในกล้องจุลทรรศน์เผยให้เห็นภาพฝุ่นในกำลังขยาย 1 หมื่นเท่า เหมือนขยายสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นความจริงประจักษ์ชัด

“เมื่อต้นปีผมได้ยินข่าวพีเอ็ม 2.5 เลยสงสัยว่าทำไมข่าวนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมจึงหาคำตอบด้วยการค้นคว้าและตามหาว่าสิ่งที่อยู่ในอากาศมันคืออะไร และถ่ายก๊อบปี้ภาพฝุ่นจากเครื่องไมโครสโคป เพื่อเผยให้เห็นว่าสิ่งที่เรากำลังสูดเข้าร่างกายมันคืออะไร มันอันตรายแค่ไหน และหน้าแล้งครั้งต่อไปภาพที่เราเห็นอยู่นี้ก็จะกลับมา เพราะเมืองไทยกำลังก่อสร้างและสร้างหนักกว่าตอนต้นปีที่ผ่านมา”

อัครวินท์ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการนี้ว่า เป็นเพราะโอกาสที่จะได้จัดแสดงงานที่หอศิลปกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนหลากหลาย ทั้งคนรักศิลปะ ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงเด็กนักเรียน และเขาต้องการที่จะให้งานชิ้นนี้เข้าถึงคนหมู่มาก เพราะเขากำลังพูดถึงคือเรื่องมลภาวะทางอากาศซึ่งมันอยู่รอบตัวทุกคน

“คำว่าศิลปินก็แค่เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เป็นเสียงของประชาชนในอีกรูปแบบหนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ และเข้าถึงคนได้โดยไม่ได้บังคับใคร ไม่ต้องประกาศให้คนเชื่อ แต่ผู้ชมมีสิทธิคิด เหมือนงานชิ้นนี้ที่เป็นเสียงเล็กๆ และอาจไปจุดประกายต่อมสงสัยของคนอื่นให้มาหาคำตอบในเรื่องเดียวกัน” ช่างภาพหนุ่มกล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ภานรินทร์ สื่อจินดาภรณ์ นักออกแบบกราฟฟิกอิสระ นักครีเอทีฟอิสระ และศิลปินอิสระ วัย 23 ปี ได้สร้างสรรค์ผลงานชื่อ dnilb ผ่านศิลปะปฏิสัมพันธ์ เขาอธิบายแนวคิดของศิลปะปฏิสัมพันธ์ว่า เป็นศิลปะที่เรียกร้องให้คนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในแบบต่างๆ เพื่อสื่อสารในประเด็นเดียวกัน

สำหรับผลงานนี้คือ กระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน และความคุ้นชินต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่หลายครั้งดูไม่สมเหตุสมผล

“ศิลปะที่ผมเชื่อมันเป็นเรื่องของเมสเซจ (message) หรือสิ่งที่ต้องการสื่อสารมากกว่าประเภทของสื่อที่จะยึดติด งานของผมจึงใช้หลายสื่อหลายวิธีการในการพูดเพื่อสื่อสารกับสังคม”

ภานรินทร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันดำรงชีพด้วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ซึ่งแม้จะไม่ได้ถือพู่กันวาดภาพบนผืนผ้าใบ แต่ก็ยังสร้างสรรค์ศิลปะผ่านสื่อในรูปแบบอื่น

“เพราะศิลปะได้แทรกซึมอยู่ในทุกอย่างในชีวิตประจำวัน” เขากล่าวเช่นนั้น

ผลงานทั้ง 7 ชิ้นที่กำลังถูกจับตามองอยู่นี้ถูกคัดเลือกจากผู้คร่ำหวอดด้านศิลปะร่วมสมัยอย่าง จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่เป็นกรรมการเพียงคนเดียวในปีนี้ กล่าวว่า เขาและทางหอศิลปกรุงเทพฯ ได้ร่วมกันเฟ้นหาศิลปินรุ่นใหม่ที่ทำงานศิลปะแบบเน้นกระบวนการหรืองานศิลปะแบบกึ่งโครงการ (Project-Based) เพื่อเข้ามาใช้ช่วงเวลาระหว่างการจัดแสดงงาน 2 เดือนนี้ในการพัฒนางานต่อเนื่องไป

“เราพยายามมองหาศิลปินที่มีความสนใจหลายด้าน ไม่ใช่แค่ด้านศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองไปถึงสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง แล้วสร้างสรรค์ให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งสะท้อนถึงสภาพสังคมที่พวกเขาอยู่อาศัยออกมา”

นอกจากนี้ จิตติ ยังกล่าวถึงการอยู่รอดของศิลปินในปัจจุบันว่า การเป็นศิลปินเต็มตัวที่ผลิตงานศิลปะและขายงานศิลปะมีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 10 ที่สามารถอยู่รอด ดังนั้นการเป็นศิลปินเพียงอย่างเดียวจึงอยู่ยาก เช่นเดียวกับทัศนะของหัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ ที่มองว่า

“บ้านเรายังไม่มีทางออกอื่นทางศิลปะ เช่น ไม่มีแขนงงานที่เกี่ยวกับการติดตั้งงานศิลปะ ไม่มีนักวิจารณ์ เพราะยังเน้นไปที่ผู้ผลิตหรือตัวศิลปิน แต่ไม่สร้างอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินขึ้นมา ทำให้ทุกคนเป็นศิลปินเหมือนกันจนไม่มีที่ยืน”

ทว่าทุกวันนี้ศิลปินรุ่นใหม่มีทางออกมากขึ้น ประกอบกับทางมหาวิทยาลัยได้ปรับการเรียนการสอนให้ร่วมสมัย ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่มีทักษะและแนวคิดหลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอาชีพอื่นๆ ได้ จิตติ ชี้ว่า คำว่า “ศิลปินไส้แห้ง” ที่กลายเป็นคำนิยามของอาชีพศิลปินไปแล้วนั้น เป็นเพียงมายาคติ

“เนื่องจากคำนี้เกิดขึ้นในยุคทศวรรษที่ 60 ความเป็นศิลปะอยู่ตรงกันข้ามกับทุนนิยมหรือระบบหลักอย่างรัฐบาล ประหนึ่งสีขาวและสีดำ ซึ่งแตกต่างจากยุคนี้ที่ศิลปินมองศิลปะเป็นสีเทา ดังนั้นถ้าทุนนิยมตอบโจทย์ศิลปิน เขาก็ทำงานด้วย หรือถ้าศิลปินรู้วิธีทำงานกับรัฐ เขาก็จะอยู่รอด”

ร่วมชมแนวคิดของคนรุ่นใหม่ และงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินทั้ง 7 คน ได้ที่ห้องนิทรรศการหลักชั้น 9 หอศิลปกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้-25 พ.ย. 2561 ตลอดระยะเวลาบ่มเพาะจะเห็นการเดินทางของผลงานทั้งหมด ซึ่งน่าตื่นเต้นว่าเมื่อถึงวันสุดท้ายผลงานแต่ละชิ้นจะเปลี่ยนรสชาติและหน้าตาไปอย่างไร และที่สำคัญกว่าคือ คำถามของพวกเขาจะถูกตั้งคำถามต่อไปมากเท่าไร และกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงใดบ้างในสังคม

อนิวัฒน์ จูห้อง พัฒนาระบบตรวจจับตาอัจฉริยะ ช่วยเหลือผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565349

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

อนิวัฒน์ จูห้อง พัฒนาระบบตรวจจับตาอัจฉริยะ ช่วยเหลือผู้พิการ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทุกครั้งที่เห็นผลงานนวัตกรรมน่าตื่นตาตื่นใจจากมันสมองและฝีมือการสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าคนไทยก็คงจะอดภูมิใจกับอนาคตของชาติไม่ได้ อย่างเช่น ผลงานที่นำเสนอวันนี้ “สมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม” (Smart Eye-Tracking System) ระบบอัจฉริยะที่ควบคุมโดยการกรอกตา หรือระบบตรวจจับตาอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ของ แน็ค-อนิวัฒน์ จูห้อง นักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วัย 24 ปี โดยมี รศ.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ระดับอุดมศึกษา ในโครงการนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

แรงบันดาลใจสร้างสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม

ระบบตรวจจับตาอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือผู้พิการนี้ เป็นการพัฒนาระบบการตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาเพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ของตัวผู้พิการ เช่น การควบคุมวีลแชร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องใช้งาน รวมถึงการสื่อสารกับผู้ดูแลคนพิการหรือดูแลคนไข้ เป็นต้น โดยระบบนี้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม สามารถควบคุมระบบได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงด้วยการกรอกตา ถือเป็นระบบที่ใช้งานง่ายเหมาะสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่ประสบอุบัติเหตุที่ไม่สามารถขยับตัวได้

“นวัตกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แรงบันดาลใจผมได้จากการเห็นผู้พิการ หรือคนที่ป่วยบนเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และเป็นภาระของคนอื่น อยากให้คนพิการหรือคนไข้สามารถช่วยเหลือตัวเอง หรือพึ่งพาตัวเองได้บ้าง ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นทุกเวลา จึงเขียนโปรเจกต์นี้เสนอไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแล้วทางกรมก็พิจารณาให้ทุนมาพัฒนา ผมใช้เวลาพัฒนาผลงาน 1 ปีกว่าๆ ก็ส่งประกวดในโครงการนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2561 ที่ผ่านมา

ถือเป็นผลงานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการ ผู้ป่วยอัมพาต ตลอดจนคนไข้ที่วิกฤต หรือแม้แต่คนสูงวัยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ทำให้คนเหล่านั้นดำรงชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ช่วยตัวเองได้มากขึ้น เช่น บางกิจกรรมก็สามารถทำเองได้โดยไม่เป็นภาระของคนที่ดูแล เช่น ถ้าอยากดูทีวีก็แค่กรอกตาโฟกัสไปที่สัญลักษณ์ปุ่มทีวีที่อยู่หน้าจอซึ่งผมได้เขียนโปรแกรมไว้ทำให้คนที่ดูแลมีเวลาไปทำอย่างอื่น”

สมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.โน้ตบุ๊ก สำหรับไปติดตั้งกับอุปกรณ์ เช่น วีลแชร์ หรือเตียงนอนผู้ป่วยเพื่อให้ผู้พิการหรือผู้ป่วยนอนบนเตียงได้ใช้งาน 2.อาย แทร็กเกอร์ โมดูล (Eye-Tracker Module) เป็นกล้องอินฟราเรดที่จะแทร็กกับลูกตา ซึ่งต้องเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ 3.คอนโทรลเลอร์ หรืออุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการควบคุม เช่น วีลแชร์ โทรทัศน์ พัดลม

ในการทำงานของเครื่องนี้ ผู้ป่วยหรือผู้พิการจะกรอกตามองไปที่จอคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในการควบคุมวีลแชร์ หรือควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งาน โดยเวลาที่กรอกสายตาไปยังจอคอมพิวเตอร์ เคอร์เซอร์ที่ปรากฏบนจอแสดงผลจะเปลี่ยนตำแหน่งตามจุดจ้องมอง เช่น อยากดูทีวีก็แค่กรอกตาไปที่ปุ่มทีวีก็สามารถเปิดทีวี สามารถปรับลดเพิ่มเสียงได้ด้วยตาของตน หรือเปิดปิดพัดลมได้โดยไม่ต้องใช้มือหรือให้คนดูแลมาเปิดให้

“อยากดูหนังในอินเทอร์เน็ตหรือในยูทูบก็เพียงกรอกตามองไปยังปุ่มดูหนัง อยากเข้าห้องน้ำ (ในกรณีที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) เพียงกรอกตาไปที่ปุ่มทอยเล็ต (Toilet) เสียงทอยเล็ตๆ ก็จะดังออกลำโพงคอมพิวเตอร์ หรือหิวน้ำหรือข้าว ก็กรอกตาไปที่ปุ่มฮังกรี (Hungry) ให้คนดูแลอาจจะเป็นพยาบาลหรือญาติมาช่วยพาเข้าห้องน้ำ หรือหาอาหารมาให้ พร้อมกันนี้ ระบบยังสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของคนที่ดูแลได้อีกทางหนึ่ง โดยเราจะมีข้อความสำเร็จรูปที่ได้เขียนโปรแกรมไว้ ส่วนใหญ่เป็นชุดข้อความพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น หิวข้าว หิวน้ำ เข้าห้องน้ำ ไม่สบาย ฯลฯ ถ้าข้อความอื่นๆ ผู้พิการหรือคนไข้สามารถเขียนเองได้แต่อาจช้าหน่อย ด้วยการกรอกตาไปที่ตัวอักษรบนคีย์บอร์ดก็จะปรากฏข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้คนดูแลมาอ่าน หรือส่งเข้ามือถือก็ได้” แน็คเล่าถึงความอัจฉริยะของสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็มที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการและคนป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

ความโดดเด่นของนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องดังกล่าวจะมีความอัจฉริยะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้พิการ หรือคนไข้วิกฤตที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง กระนั้นก็ยังต้องมีคนคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ดี แต่เชื่อได้เลยว่าการที่ผู้พิการหรือคนไข้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย หรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ถ้ามีเครื่องนี้ใช้งานก็จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีชีวามากขึ้น จิตใจไม่หดหู่ และมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นภาระของคนที่ดูแลไปทั้งหมด

“ลองคิดดูถ้าคนไข้นอนติดเตียงไม่มีแอคทิวิตี้อะไรเลย ผมว่าชีวิตเขาคงเศร้าน่าดู ลองนึกภาพเราถ้าเกิดประสบอุบัติเหตุสภาพร่างกายเดินไม่ได้จะเศร้าขนาดไหน จากคนที่ไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรก็ได้ เปิดทีวี ขับรถ ทำงานหาเงินได้ แต่อยู่ๆ ทำอะไรไม่ได้เลยเป็นคนไข้ติดเตียงหรืออัมพาตต้องนั่งรถเข็น จิตใจจะหดหู่แค่ไหน เพราะฉะนั้นเครื่องนี้สามารถช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้ระดับหนึ่งและทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นภาระของคนอื่นไปทั้งหมด”

จุดเด่นของสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็ม อยู่ที่ใช้การงานที่ง่ายมาก ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุผู้พิการ ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สามารถคัฟเวอร์ได้หลายกลุ่ม ลองคิดดูว่าอุปกรณ์ทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่มีอยู่ในบ้านเราสามารถควบคุมได้หมดด้วยการกรอกตาแค่นั้นมันวิเศษแค่ไหน

“อุปกรณ์ตัวนี้ (อาย แทร็กเกอร์) ซึ่งเวลาใช้งานจะเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ตลอด แต่เราสามารถกำหนดเวลาติดตั้งให้กับคนไข้หรือผู้พิการในช่วงเวลาที่ต้องการได้ โดยที่คนดูแลไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เช่น อาจติดตั้งช่วงเช้ากับบ่าย ถ้าเขานั่งวีลแชร์ก็เอาเครื่องนี้พร้อมคอมพิวเตอร์ไปติดบนวีลแชร์ ถ้านอนบนเตียงก็ติดตั้งบนเตียงให้เขา ช่วงระหว่างที่เขานอนอยู่เฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็อาจเปิดทีวี ดูหนัง ฟังเพลง ฟังธรรมะ ได้ความบันเทิงและธรรมะดีๆ ทำให้ชีวิตมีชีวามีความสุขได้ ละมีกำลังใจในการดำรงชีวิตมากขึ้น” เจ้าของผลงานกล่าว

แนวคิดการสร้างนวัตกรรมและเป้าหมายอนาคต

หันมาที่แนวคิดในการสร้างนวัตกรรมอนิวัฒน์ บอกว่า ได้แนวคิดจากนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ สตีเฟน ฮอปกินส์ แต่ของฮอปกินส์จะติดเซ็นเซอร์ที่ควบคุมอุปกรณ์ไว้ที่แก้ม (ชีกเซ็นเซอร์) แต่เขามองว่าการเอาอุปกรณ์อะไรๆ มาติดที่ตัวคนไข้ดูรุงรังและใช้งานยาก ด้วยเหตุนี้จึงสร้างเครื่องนี้ขึ้นมาให้คนได้ใช้งานง่ายขึ้น เพียงแค่การกรอกตาไปที่จอคอมพิวเตอร์เท่านั้นก็สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ในระดับที่น่าพอใจ

นอกจากสมาร์ท อาย แทร็กกิ้ง ซิสเต็มแล้ว อนิวัฒน์ยังเคยสร้างสรรค์นวัตกรรมอีก 2 ผลงานในช่วงที่เรียนปริญญาตรี และมีการส่งประกวดในต่างประเทศมาแล้วประกอบด้วย เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเครื่องจำลองการทำงานของซีทีสแกนเพื่อดูออร์แกนต่างๆ ในร่างกาย

“ผมเลือกเรียนวิศวกรรมชีวการแพทย์ตั้งแต่ปริญญาตรีมาจนถึงปริญญาโท เพราะรวมทุกวิชาที่ผมชอบทั้งฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ และการแพทย์มาไว้ด้วยกัน อีกปีหนึ่งก็จบปริญญาโท จบแล้วก็จะต่อปริญญาเอก และอนาคตตั้งเป้าอยากทำงานเป็นนักวิจัยทางด้านการแพทย์ เพราะช่วงที่เรียนผมมีความสุขกับการทำวิจัย รู้สึกว่าการทำวิจัยเป็นสิ่งที่ผมสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ” อนิวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

8 ทักษะ สู่สุดยอดสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565346

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

8 ทักษะ สู่สุดยอดสตาร์ทอัพ

เรื่อง ราตรีแต่ง

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน อาชีพหมอ วิศวกร ตำรวจ คงเป็นคำตอบยอดฮิตของเหล่าเด็กๆ ยุคนั้น แต่ด้วยปรากฏการณ์เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้เป็นเพียงคนเล็กๆ ที่มีฝันใหญ่ๆ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ชุมชนเสมือนบนโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงคนได้ทั่วโลก หรือแอพพลิเคชั่นปฏิวัติวงการคมนาคม แกร็บ (Grab) และอูเบอร์ (Uber) ที่สร้างบริการทางเลือกรถสาธารณะผ่านแอพพลิเคชั่นทางออนไลน์

ธุรกิจเหล่านี้สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดฝันของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปเป็น “เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ” ความฝันที่ยิ่งใหญ่ และยุติความจำเจของการทำงานในออฟฟิศได้

กิตติรัตน์ ปิติพานิช ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ควรเตรียมความพร้อมด้านการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative) และด้านความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เน้นเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ โดยความพร้อมทั้ง 3 ด้านนี้ จะต้องมี 8 ทักษะ ดังต่อไปนี้

การใช้ความคิดสร้างสรรค์

เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity นั้นคงไม่ได้หมายถึงการริเริ่มไอเดียใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกใช้ความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างในการค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นี้มีความจำเป็นอย่างมากในการต่อสู้และสร้างความโดดเด่นในสนามธุรกิจอันดุเดือด

การทำงานร่วมกับผู้อื่น

แน่นอนว่าการประกอบธุรกิจ ย่อมไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว โดยการทำงานเป็นทีมในสไตล์ Co-Creation หากสมาชิกเกื้อหนุนกัน ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ ดังนั้นการรับฟังและยอมรับความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น เพื่อนำมาประยุกต์และต่อยอดในการพัฒนาชิ้นงานและแก้ไขปัญหาของทีม จึงเป็นสิ่งสำคัญในการต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ

การลงมือทำและความเป็นผู้ประกอบการ

การมีไอเดียสดใหม่และแตกต่างนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำธุรกิจ แต่การนำไอเดียดังกล่าวไปสร้างเป็นธุรกิจจริง จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจกลไกของธุรกิจ รวมทั้งสามารถวางแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หรือก้าวสู่การสร้างธุรกิจในแบบ Entrepreneurship ได้อย่างถูกต้อง เพราะหากไอเดียดีเพียงไร แต่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และเป็นระบบ ธุรกิจดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง

การสื่อสาร

การทำธุรกิจย่อมหนีไม่พ้นการนำเสนองาน ทั้งกับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ (Partner) ตลอดจนเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง ความสามารถในการถ่ายทอดความคิดและทัศนคติได้อย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งมีทักษะในด้านการติดต่อสื่อสาร Communication รู้วิธีนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ และสามารถโน้มน้าวใจผู้ฟังได้ จึงเป็นทักษะที่สำคัญ

นอกจากสร้างความเข้าใจแล้ว การสื่อสารที่ดียังคงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย

การคิดและมองแบบองค์รวม

หากการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ประเทศไทย ไม่ใช่การทำความเข้าใจได้แค่ลักษณะพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในด้านของการทำธุรกิจก็เช่นกัน การเป็นผู้ประกอบการที่ดี จึงไม่ควรโฟกัสเพียงแต่ธุรกิจของตัวเอง โดยไม่สนใจสภาวะแวดล้อมรอบข้างได้ในแบบที่เรียกว่าองค์รวม หรือ Holistic เช่น รูปแบบการตลาดของคู่แข่ง ฯลฯ และการมีความเข้าใจในมิติความรู้ที่หลากหลายและรอบด้าน รวมทั้งเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ สังคมและสภาพแวดล้อม ย่อมเป็นหนทางสู่การสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ

การเข้าใจปัญหา

ทุกปัญหามีทางออกและทุกอุปสรรคมีโอกาสเสมอ หากสามารถค้นหาสาเหตุ ข้อจำกัด และเงื่อนไขของปัญหานั้นได้ในแบบทะลุปรุโปร่ง ในแบบ Understanding และนำมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งนำมาเป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป ตลอดจนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีก

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีและวัสดุ

การนำเทคโนโลยีมาใช้ทุ่นแรงในการทำธุรกิจ หรือ Material and Technology Literacy ไม่ใช่เพียงหนทางของการลดเวลา ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางแห่งการสร้างโอกาสและความแตกต่าง หากมีความเข้าใจในระบบสั่งการและสามารถใช้งานเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งมีความรู้ในวิทยาการด้านวัสดุ

การจัดการความเปลี่ยนแปลงและความล้มเหลว

ทุกธุรกิจย่อมมีความล้มเหลว แม้ในเริ่มต้นอาจสวยหรูแต่ย่อมมีจุดตกต่ำในวันหนึ่ง ซึ่งมีคำศัพท์นิยามไว้ว่า Change and Failure Management ความเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของการดำเนินธุรกิจนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ รวมทั้งยินดีหากต้องเริ่มต้นใหม่ เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

กิตติรัตน์ ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า 8 ทักษะนี้มีความจำเป็นต่อการเติบโตเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถคนรุ่นใหม่ ทุกคนที่สนใจสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ผ่านชาลเลนจ์ในโครงการ “ชมรมนักออกแบบรุ่นเยาว์” หรือ Young Designer Club (YDC) เช่น เรียนรู้การออกแบบโลโก้ The Story Teller การออกแบบแนวทางการกำจัดขยะให้เป็นศูนย์

หรือการสร้างสรรค์เครื่องแบบนักเรียนแนวใหม่ และการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาดราม่าในงานกีฬาสี ซึ่งชาลเลนจ์ต่าง ๆ ล้วนส่งเสริมทักษะที่แตกต่างกันออกไป นอกจากทักษะที่จะได้พัฒนาแล้วนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้พบปะและได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบ ผ่านกิจกรรมการลงพื้นที่และการทำเวิร์กช็อป จึงอยากเชิญชวนให้เหล่าเยาวชนที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จรวมกลุ่มกัน มาร่วมโครงการดังกล่าว โดยสามารถสมัครและดูรายละเอียดได้ที่ http://www.youngdesignerclub.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10501 โทร.02-105-7400 หรือเว็บไซต์ youngdesignerclub.com หรือเฟซบุ๊ก youngdesignerclub

ออกกำลังกาย ให้คำนึงถึงช่วงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565347

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ออกกำลังกาย ให้คำนึงถึงช่วงวัย

เรื่อง วราภรณ์

การออกกำลังกายล้วนมีคุณ แต่หากออกกำลังกายในท่าที่ผิดและไม่เหมาะสมกับอายุ ก็อาจมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกาย

ครูโด้-ภักดี อรัณยะนาค ฟิตเนส โปรเฟสชั่นแนล แห่ง เวอร์จิ้น แอคทีฟ สยามดิสคัฟเวอรี่ แนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนอายุเลยเลขหลัก 4 ขึ้นไป ซึ่งปัญหาของคนวัยนี้คือ มักมีน้ำในข้อต่อน้อยลง เมื่อน้ำในข้อลดน้อยลงจึงเกิดอาการติดขัดที่ข้อต่อเกือบทุกบริเวณ เช่น หัวไหล่ หัวเข่า สะโพก ข้อเท้า ฯลฯ ดังนั้นคนวัยนี้จึงมีข้อจำกัดในการออกกำลัง หากออกกำลังกายไม่ดีโดยไม่ได้ดูข้อจำกัดของวัยและร่างกาย อาจส่งผลฉีกขาดของถุงน้ำที่อยู่ในข้อต่อ เช่น หลายคนนั่งเก็บของมีแรงกดดันลูกสะบ้าหรือข้อหัวเข่า ท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ ท่าสควอต เข้ามารักษาแนวหัวเข่าให้สควอตในท่าที่นั่งแล้วเลยปลายเท้า หรือคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม หากนั่งผิดท่าจะส่งผลมีแรงกดดันที่กระดูก ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบด้วยเช่นกัน

อีกทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่ออายุยิ่งมากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงตามอายุ การจะให้ผู้สูงอายุมาเล่นเวตจึงมีความเสี่ยงมากกว่าหนุ่มสาวปกติ ยิ่งออกกำลังกายในท่าที่ไม่ถูกท่าถูกวิธียิ่งส่งผลเสีย ต้องดูว่าผู้สูงอายุมีรูปร่างลักษณะเช่นใด เช่น หลังค่อมแต่อยากมีกล้ามเนื้อหน้าอกเหมือนในวัยหนุ่มสาว แต่ยิ่งเล่นหน้าอกเพื่อให้มีกล้ามที่หน้าอก กล้ามเนื้อหลังจะยิ่งอ่อนแรงยิ่งขึ้นทำให้หลังค่อมไปเรื่อยๆ เพราะกล้ามเนื้อหน้าอกกับหลังไม่เท่ากัน เป็นต้น

ต่อไปนี้ เป็นท่าออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุคือ ท่า Back Extension หรือท่าซูเปอร์แมน ท่านี้เหมาะกับคนสูงอายุ จะได้กล้ามเนื้อหัวไหล่ กล้ามเนื้อหลังส่วนบนและล่าง รวมถึงก้นและขาด้านหลังด้วย

ลักษณะการฝึกด้วยท่า Back Extension

1.เริ่มต้นจากการนอนลงบนเบาะที่มีเบาะซัพพอร์ตบริเวณช่วงสะโพก ให้ลำตัวช่วงบนเลยออกมาจากเบาะตั้งแต่ช่วงสะโพกขึ้นมา ให้ตั้งลำตัวเป็นแนวเส้นตรง มือทั้งสองชูกางไว้ด้านบนเหมือนท่าซูเปอร์แมน

2.ยกลำตัวให้หน้าอกลอยจากพื้น เกร็งค้างไว้ 2 วินาทีแล้วลง

3.แล้ววางลำตัวลง (ช่วงวางลำตัวลงให้หายใจเข้า) นี่คือแอดวานซ์ ท่านี้เหมาะกับคนที่มีปัญหาออฟฟิศซิมโดรม คนเดินหลังค่อม ท่านี้ดีกับหลัง ใครมีปัญหาเรื่องอาการปวดหลังทำท่านี้เหมาะที่สุดเพราะเป็นท่าที่สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหลัง

แพทย์ พยาบาล … ผลิตเท่าไรไม่เคยพอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565345

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

แพทย์ พยาบาล ... ผลิตเท่าไรไม่เคยพอ?

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : pixabay.com

ยิ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งมีความต้องการแพทย์และพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลเมื่อปี 2560 จากระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยแบ่งเป็นการผลิตบุคลากรแพทย์ ประมาณ 3,121 คน/ปี จากคณะแพทยศาสตร์ 21 แห่งทั่วประเทศ และสามารถผลิตบุคลากรด้านพยาบาล ประมาณ 1.1 หมื่นคน/ปี

ยังไม่นับรวมนักเทคนิคการแพทย์และแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ อีกราว 2,000 คน/ปี และทุกคนในทุกตำแหน่งล้วนมีงานรองรับชนิดที่เรียกได้ว่าล้นมือ

เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเอ็มโอยูด้านการแพทย์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กับคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นี่นับเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่า ประเทศไทยกำลังมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กำลังการผลิตนั้นมีอยู่จำนวนจำกัด ทางแก้ที่จำเป็นที่สุด คือ การขยายมหาวิทยาลัยที่พร้อมจะผลิตบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ

เปิดคณะแพทยศาสตร์ควรมีพี่เลี้ยง

ผศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เล่าถึงความจำเป็นในการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ว่า “เนื่องจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เปิดสอนทั้งในสายวิชาสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ เราจึงเปิดคณะพยาบาลศาสตร์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพราะเห็นว่าในสายสุขภาพนี้เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเกี่ยวในเรื่องของความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน

จึงมีแผนการเปิดคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่เกี่ยวกับสุขภาพของเราทุกคน ซึ่งเราก็ได้รับความกรุณาจากท่านอธิการบดี คณบดีทุกท่านจากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่เห็นความสำคัญในเรื่องการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการของคนไทย โดยรับเป็นสถาบันพี่เลี้ยงให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การดูแลของวชิรพยาบาล ที่มีความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย การที่มหาวิทยาลัยแพทย์เหล่านี้รับเป็นพี่เลี้ยงให้กับมหาวิทยาลัยอื่นที่จะเปิดหลักสูตรด้านการแพทย์ขึ้นมา จะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในงานวิจัย หลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรกระบวนการอบรมสัมมนา เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ ที่เป็นประโยชน์ต่อคณาจารย์และนักศึกษา

เมื่อมีความพร้อมในทุกด้านแล้ว ไม่นานก็น่าจะส่งตัวหลักสูตรและรายละเอียดต่างๆ ให้กับทางแพทยสภาวิชาชีพ รับรองหลักสูตรให้เรียบร้อยถึงจะเปิดอย่างเป็นทางการได้

เพราะว่าการเปิดคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องมีหลักสูตรให้กับแพทยสภาส่ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นคนตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินปี 2563 จะเปิดคณะแพทยศาสตร์ได้ ซึ่งเรามีแผนว่าในรุ่นแรกจะรับนักศึกษาทั้งหมด 32 คน ในรุ่นแรกแล้วก็รุ่นต่อไปจะรับอยู่ที่ 60 คน โดยจะมีอาจารย์แพทย์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เข้ามาร่วมสอนด้วย

บอกได้เลยว่าการเปิดคณะแพทยศาสตร์ขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอน และยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทยสภาอีกด้วย”

นักเรียนไทยไหลไปเรียนแพทย์ประเทศจีน

“อีกเหตุผลหนึ่งที่เราตัดสินใจเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่ใช่เพราะว่าเราเปิดคณะพยาบาลศาสตร์มา 10 ปี แล้วจึงมาเปิดคณะแพทยศาสตร์ แต่เป็นเพราะว่าปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่ประสบอยู่ในเวลานี้ ก็คือ การขาดบุคลากรทางการแพทย์ ในแต่ละปีเราผลิตออกมาไม่พอ

ประกอบกับทุกวันนี้นักศึกษาของเราต้องไปเรียนที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนไทยไปเรียนแพทย์ที่ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เพราะบ้านเราถูกจำกัดด้วยกำลังการผลิตแพทย์ไม่เพียงพอ เพราะมีไม่กี่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่เปิดคณะแพทยศาสตร์

ประกอบกับตัวเด็กนักเรียนหรือผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนแพทย์ เมื่อสอบในประเทศไทยไม่ได้ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ที่ทราบตรงนี้ก็เพราะว่าเราได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมผู้ปกครองของนักศึกษาชาวจีนที่มาเรียนกับเรา ก็พบว่ามีนักศึกษาไทยให้ความสนใจไปเรียนแพทย์ที่เมืองปักกิ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งปักกิ่งเป็นเมืองหลวงก็จะมีมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียง เปิดรับนักศึกษาต่างชาติ

ในขณะที่ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศไทย เป็นผู้สูงอายุ และในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการผลิตบุคลากรแพทย์จึงมีความจำเป็นมาก

แต่ว่าคนที่จะเรียนในคณะแพทย์จะต้องเป็นผู้เรียนในระดับหัวกะทิจริงๆ มีความเก่งมีความสามารถทางวิชาการทุกๆ ด้าน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการสอบแพทย์ จะมีความเข้มงวดในการสอบและการสอน เพราะเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ในชีวิตมนุษย์

จากปัญหาที่ผ่านมา ทางภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายมาว่าให้เพิ่มจำนวนการผลิตแพทย์เพิ่มอีกปีละ 3,000 คน ทางมหาวิทยาลัยจึงขานรับนโยบาย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าให้มีการเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์แล้วจะรับได้ง่ายขึ้น ความเข้มงวด ความละเอียดอ่อนในการคัดเลือก กระบวนการเรียนการสอน และเมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนจบออกไปแล้ว ไปสอบใบประกอบวิชาชีพจะต้องผ่านคุณภาพระดับสูงเหมือนเดิม”

เรียนแพทย์ในไทยอุ่นใจกว่าต่างประเทศ

ในงานแนะแนวการศึกษาแพทย์ในต่างประเทศของแพทยสภา ได้ให้ข้อมูลความรู้การเรียนแพทย์ในต่างประเทศไว้ว่า สำหรับคนที่สนใจจะเรียนแพทย์ในต่างประเทศแนะนำให้มาปรึกษากับแพทยสภาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมีมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งในแต่ละทวีป ที่แพทยสภาให้การรับรองหลักสูตรว่าสามารถเรียนได้มีความเหมาะสม

แต่การรับรองที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าเรียนแล้วจะกลับมาประกอบวิชาชีพแพทย์ในประเทศไทยได้เลย เรารับรองแค่หลักสูตรของเขาได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ แต่การจะกลับมาเป็นแพทย์จะต้องกลับมาสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ประเทศไทยเสียก่อน ถึงจะทำงานเป็นแพทย์ในประเทศไทยได้

ดังนั้น ในเบื้องต้นทางแพทยสภาขอแนะนำให้เรียนในประเทศไทยจะดีกว่า เพราะทุกวันการแพทย์ในประเทศไทยของเราก้าวหน้าไปมาก มีการเรียนการสอนแพทย์เฉพาะทางในทุกสาขา มีองค์ความรู้ในการวินิจฉัยเรื่องโรค มีหลักสูตรการเรียนการสอนและการฝึกหัตถการที่สอดคล้องกันตลอดหลักสูตร อีกทั้งในเรื่องภาษาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาแพทย์จะได้ทำการฝึกฝนการซักประวัติคนไข้ แต่หากต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศและจะทำงานเป็นแพทย์ในประเทศนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่หลักๆ แล้วหากต้องการเป็นแพทย์ในประเทศไทยก็อยากให้สอบเรียนที่บ้านเราจะดีกว่า หากสอบเท่าไรก็สอบไม่ติดก็อาจจะต้องพิจารณาว่าเรามีความเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ได้หรือไม่ เพราะคนที่จะเป็นแพทย์ได้จะต้องมีความรู้ความสามารถที่ดี เรียนจบไปแล้วต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้ป่วย

พยาบาลจองตัวตั้งแต่ตอนเรียน

หากเห็นตัวเลขพยาบาลที่ผลิตได้ต่อปีเป็นหลักหมื่นคน ดูแล้วก็น่าจะเพียงพอกับความต้องการของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ทำงานหนัก ต้องเข้ากะเวรหมุนเวียนกันอยู่ตลอด ทำให้พยาบาลส่วนหนึ่งลาออกจากงานไปประกอบอาชีพอื่น อีกส่วนย้ายไปทำงานให้กับคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชน หรือรับเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยตามบ้านซึ่งให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นแม้จะมีกำลังการผลิตที่ดูเพียงพอ แต่สุดท้ายพยาบาลก็ยังเป็นแรงงานที่ขาดตลาดอยู่เสมอ

ผศ.ดร.บังอร เสริมต่อว่า “นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ก็มีลักษณะที่คล้ายกับนักศึกษาแพทย์ คือ มีการผลิตในจำนวนที่จำกัดภายใต้การดูแลของสภาการพยาบาล สำหรับนักศึกษาพยาบาลของเรามีการผลิตได้ปีละ 120 คน แต่เห็นจำนวนขนาดนี้ต้องบอกเลยว่า นักศึกษาพยาบาลทุกคนจะมีโรงพยาบาลทั้งของภาครัฐและเอกชน มาจองตัวให้ทุนการศึกษา เพื่อที่ว่าเรียนจบไปแล้วจะได้ไปทำงานกับโรงพยาบาลของเขา ตั้งแต่เรียนเทอม 2 ปี 2 เรียกได้ว่าเข้ามาเรียนพยาบาลแล้วได้งานตั้งแต่ตอนเรียน และในแต่ละปีก็มีจำนวนผู้สนใจสมัครเรียนมากกว่าจำนวนที่นั่งเรียนทุกปี

ดังนั้น ในส่วนของวิทยาลัยพยาบาลทางมหาวิทยาลัยก็มีโครงการที่จะผลิตเพิ่มด้วยเช่นกัน โดยต้องร้องขอทางสภาการพยาบาลในการผลิตบุคลากรพยาบาลเพิ่ม เพราะว่าผลิตเท่าไรก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่ต้องการพยาบาลไปทำงานในสถานพยาบาลและคลินิกต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี

แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรแพทย์ หรือพยาบาล การเพิ่มกำลังการผลิตบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญในเวลานี้ก็จริง แต่สิ่งที่ยังต้องยึดมั่นไว้ ก็คือ ผลิตออกไปแล้วต้องเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ เป็นพยาบาลที่มีคุณภาพ การเรียนต้องเข้มข้นจริงจัง เพราะเมื่อพวกเขาเรียนจบออกไปแล้วจะต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ เกี่ยวข้องกับสุขภาพของเราทุกคน ต้องเป็นแพทย์ที่เก่ง รอบคอบ จริงจัง มีจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ มีจรรยาบรรณ ขยันหาองค์ความรู้ และมีคุณธรรม”

รุกขะ เทวะ ความเชื่อ ธรรมชาติ ความงามอันเร้นลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565319

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 21:05 น.

รุกขะ เทวะ ความเชื่อ ธรรมชาติ ความงามอันเร้นลับ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

คุณดูภาพถ่ายเหล่านี้แล้วจินตนาการอย่างไร เมื่อแรกเห็นรู้สึกถึงอะไร นัยทางศิลปะขึ้นอยู่ที่คุณตีความ ทว่าศิลปินก็พยายามสอดแทรกแนวความคิดที่ต้องการสื่ออย่างเต็มที่เพื่อให้ภาพเล่าเรื่องและกระทบใจคนดู

“รุกขะ เทวะ” นิทรรศการภาพถ่ายของ “สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์” ช่างภาพอาชีพที่คว้ารางวัลภาพถ่ายมาหลายเวที ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ภูมิหลังการศึกษานั้นจบสายวิทยาศาสตร์ (ปริญญาตรีเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทัศนมาตรศาสตร์ (Doctor of Optometry) มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

ภาพสายน้ำ กิ่งก้านรากไม้ ในมุมมองของศิลปินจึงอุปมาอุปไมยเป็นอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ ที่สัมพันธ์เกื้อกูลกันแม้มีหน้าที่แตกต่าง และแน่นอนว่ามันสำคัญ ขาดสิ่งใดไปอาจส่งผลให้ชีวิตนั้นสูญสิ้นได้

23 ผลงานเป็นการแสดงภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลและภาพสีครั้งแรกของสมศักดิ์ เพราะต้องการขับเน้นสีเขียว ซึ่งสื่อถึงธรรมชาติและให้ความเป็นต้นไม้ที่สุดแล้ว

ทุกภาพถ่ายจาก “ท่าปอมคลองสองน้ำ” จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวศึกษาเชิงนิเวศวิทยา ที่มีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ มีป่าพรุ ป่าดิบชื้น กับป่าชายเลนอยู่ติดกันอย่างกลมกลืน มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ซึ่งความพิเศษนี้เองที่จุดประกายจินตนาการของศิลปินให้โลดแล่น

จากวันแรกที่ลั่นชัตเตอร์ภาพแรก เขาใช้เวลาต่อไปอีกนับได้ 5 ปี “ปี 2556 ไปถ่ายรูปทำการท่องเที่ยว ผมเห็นรากไม้เหมือนมือจับกุมโคนต้นไม้อยู่ เป็นภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนั้นผมจินตนาการต่อว่าเหมือนมือดึงรากไม้เพื่อทำลาย หรือมือดึงรากไม้ยึดไว้เพื่อรักษาก็ได้ ก็เลยเกิดความคิดว่ามีอะไรที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา ภาพนั้นคือจุดประกาย

ภาพที่ 2 มีรากไม้ 2 ฝั่ง ผมก็มองเป็นปอด ตอนจัดองค์ประกอบถ่ายรากไม้คือปอด มีสายน้ำไหลผ่านตอนนั้นคิดถึงอากาศไหลผ่านปอด ซึ่งรูปทรงของต้นไม้ที่นั้นมีจุดที่เราไม่เคยคิดมาก่อน”

ในการถ่ายรูปสมศักดิ์ใช้เทคนิคการตกแต่งภาพน้อยมาก เพื่อต้องการนำเสนอความจริงของธรรมชาติให้มากที่สุด สิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาดูมีมิติ แสงสีนุ่มสลัว ต้องอาศัยไปถ่ายในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ให้เกิดความงามโดยไม่ได้ใช้โปรแกรมเข้ามาช่วย

“เวลาถ่ายภาพจะมีกระบวนความคิด แต่ละสถานที่เราทำการบ้านมาก่อน ตรงนั้นมีอะไรน่าสนใจ จะถ่ายทอดตามที่เรารู้สึกได้ไหม อีกอันหนึ่งเราเตรียมตัวไปแต่พอถึงหน้างานเรารู้สึกอีกแบบหนึ่ง

งานชุดนี้ต่างจากงานที่ผ่านๆ มาค่อนข้างเยอะ ทั้งในเรื่องของเทคนิค และเป็นครั้งแรกที่ถ่ายในพื้นที่ไม่ใหญ่มาก มีจุดให้เลือกน้อย

ผมไปตั้งแต่เช้ามืดอยู่เกือบทั้งวัน แล้วกลับไปตอนเย็นอีกที ถ่ายในหน้ามรสุมเยอะ เพราะถ้าเราถ่ายป่าดิบชื้น ป่าโกงกางจะได้ความเขียวชอุ่ม น้ำเยอะน้ำไหล มีตะไคร่ ต้นไม้สดชื่น

สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์

ผมไปประมาณ 4-5 ครั้งต่อปี ครั้งละประมาณ 7 วัน ใช้เวลาแต่ละจุด 1-3 ชั่วโมง ผมรอเวลา มันมีช่วงสั้นๆ ที่เหมาะสม ไปครั้งหนึ่งได้ภาพ 1-5 ใบ รอเวลาถ่ายกระแสน้ำ ตาน้ำที่ออกมาเป็นยังไง น้ำสัมพันธ์กับองค์ประกอบกับความรู้สึกที่ผมมีกับตรงนั้นด้วย

มีจินตนาการก่อนถ่ายแต่ละภาพ ไปดูรากไม้จุดนั้นมันชวนให้เรานึกถึงอะไร ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ถ่าย จุดหนึ่งนั่งเป็นชั่วโมงก็ไม่ได้ถ่าย

แสงที่ถ่ายมากที่สุดคือเช้ามืดหรือหลังพระอาทิตย์ตก เลือกช่วงนี้เพราะทำให้ภาพดูนุ่มนวลกว่าปกติโดยไม่ต้องตกแต่งเยอะ ผมต้องการสื่อธรรมชาติแต่ในแง่เทคนิคถ่ายออกมาก็สวยกว่าธรรมชาติจริงๆ ที่ตาเราเห็น ผมตั้งสปีดต่ำ ISO สูง มันช่วยทำให้ถ่ายสายน้ำในสภาวะที่มืดให้ได้แสงสื่อตามที่เรารู้สึก”

สมศักดิ์เคยลองถ่ายภาพที่อื่นแล้ว แต่ไม่มีที่ใดกระทบความรู้สึกของเขาได้และตรงคอนเซ็ปต์ ความเชื่อในอดีตกาลกับธรรมชาติ

นิทรรศการตั้งชื่อว่า รุกขะ เทวะ รุกขะ แปลว่า ต้นไม้ เทวะ แปลว่า เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสมือนเวลาที่เข้าป่ามีความเชื่อกราบไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา ไม่กล้าโค่นล้มต้นไม้เพราะเชื่อว่าทุกต้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ หากแต่กาลเวลาได้ลบเลือนความเชื่อเหล่านี้ เช่นนั้นการตั้งชื่อจึงแยกคำว่า รุกขะ เทวะ ออกจากกัน

“คำถามของงานนี้เราจะเชื่ออะไร ไม่ได้บอกให้ทุกคนกลับไปเชื่อเหมือนเดิม แล้วแต่คนจะเชื่อจะเลือกทำรักษาหรือทำลาย จริงๆ ตัวรุกขะ เทวะ พูดถึงความเชื่อ สิ่งลี้ลับ ภาพที่ออกมาแสงสีก็ดูเร้นลับ น่ากลัวสอดคล้องกับแนวความคิด เพราะขณะผมถ่ายผมยืนในที่มืด ตอนถ่ายผมก็รู้สึกขนลุก”

นิทรรศการศิลปะภาพถ่าย รุกขะ เทวะ จัดแสดงถึงวันที่ 30 ก.ย. ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดให้ชมเวลา 09.00-17.00 น. หยุดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และมีแผนจะจัดแสดงที่กรุงเทพฯ และ จ.กระบี่