ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง “เที่ยวยะลา” ไม่น่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565315

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 19:52 น.

ชมทะเลหมอก-ชิมไก่เบตง "เที่ยวยะลา" ไม่น่ากลัว

“ยะลา”หนึ่งในเมืองน่าเที่ยวที่แสนจะเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งชายแดนใต้สุดของไทย

*******************************

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ยะลาเมืองชายแดนใต้สุดของประเทศ โดยเฉพาะ อ.เบตง เมืองชายแดนติดกับมาเลเซียที่กำลังได้รับการพัฒนาขนานใหญ่เพื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว จากภูมิประเทศที่สวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลายทั้งพุทธ มลายูมุสลิม และจีน ทำให้เบตงเป็นเมืองชายแดนที่เปี่ยมเสน่ห์

เบตงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรมอยู่หลายแห่ง อาทิ บ่อน้ำร้อนเบตง สวนดอกไม้เมืองหนาวหรือสถานที่ในเมือง เช่น หอนาฬิกาเมืองเบตง วัดกวนอิม และยังมีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เที่ยวเบตงต้องมาเดินชมหอนาฬิกาคู่บ้านคู่เมือง หอนาฬิกาแห่งนี้สร้างเป็นสัญลักษณ์จุดศูนย์กลางของเมือง ด้วยหินอ่อนขาวนวล

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย ระยะทางประมาณ 268 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร ผิวจราจรคู่กว้าง 7 เมตร ทางเท้าเดินกว้างข้างละ 1 เมตร เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2544

อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจุดซึ่งเป็นที่นิยม อาทิ สวนไม้ดอกเมืองหนาว เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ จัดแสดงดอกไม้นานาพรรณ และทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ทะเลหมอกสุดสวยของภาคใต้ และสวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหมอกที่จับตัวกันเป็นชั้นหนา เต็มผืนฟ้า ล่องลอยอยู่ตรงหน้าของผู้ที่เดินทางมาสัมผัส และที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งปี

จุดชมวิวไฮไลต์ของที่นี่อีกหนึ่งแห่ง คือ บริเวณยอดเขาฆูนุงซีลีปัต (ฆูนุงสาลี) ที่ต้องเดินป่าขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อชมทะเลหมอกในมุมมองกว้าง 360 องศาแบบอันซีน ปัจจุบันจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนนั้นมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะมาเลเซีย ช่วงเวลาในการเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกนั้นควรเดินทางขึ้นไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น โดยช่วง 9 โมงเช้าทะเลหมอกก็จะค่อยๆ จางหายไป

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างหนึ่งของเบตง คือ อาหาร เพราะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารทั้งไทย จีน และมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อย่าง นาซิดาแฆ อาหารมลายู ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวผัดรวมกันราดด้วยแกง ส่วนตำรับจีนก็คงไม่พ้นเมนูขึ้นชื่ออย่างไก่เบตง ไก่ต้มเนื้อนุ่ม ราดด้วยซีอิ๊วเบตงและน้ำมันงา อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญหากไปช่วงฤดูผลไม้ เบตงยังมากด้วยทุเรียนและลองกองรสชาติดีเยี่ยม รวมทั้งส้มโชกุนที่ขึ้นชื่อ

เมืองยะลาเป็นเมืองที่เปี่ยมเสน่ห์ รอคอยนักท่องเที่ยวมาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง อ.เบตง ซึ่งได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญอีกไม่นานนักเบตงจะเปิดใช้สนามบินพาณิชย์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ

หอนาฬิกาเบตง

สุรเกียรติ บุนนาค กีฬาและมายาต้องไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565310

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:55 น.

สุรเกียรติ บุนนาค กีฬาและมายาต้องไปด้วยกัน

เรื่อง ภาดนุ

หนุ่มเท่หุ่นนักกีฬา แพน-สุรเกียรติ บุนนาค มีผลงานละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ของค่ายมีเดีย สตูดิโอ ที่ผลิตร่วมกับค่ายพอดีคำ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 สี และเพิ่งลาจอไป ล่าสุดแพนก็เพิ่งปิดกล้องละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” ไปหมาดๆ และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่อง “หัวใจลูกผู้ชาย” เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานพิธีกรรายการ “เที่ยงบันเทิงสด” ทางช่อง 7 สีอีกด้วย

แม้จะเป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่งานรุมซะขนาดนี้ แต่ถ้ามีเวลาว่างเมื่อใด แพนก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ชอบเล่นกีฬามากๆ โดยเฉพาะการเตะฟุตบอล กีฬาแมนๆ ของลูกผู้ชาย ส่วนจะมีที่มาอย่างไรนั้น ไปพูดคุยกับเขากันเลย

“ผมชอบเตะฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว โดยจะเตะกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในหมู่บ้านเป็นประจำเลยครับ อีกอย่างผมเรียนโรงเรียนชายล้วนมาตลอด ฉะนั้นกีฬายอดฮิตก็ต้องเป็นฟุตบอลอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่ชื่นชอบที่สุดแล้ว”

คนเรามีสิ่งที่ตัวเองชอบไม่เหมือนกัน บางคนจึงเลือกในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป สำหรับแพน อดีตบอยแบนด์สุดเท่ เล่าว่าที่จริงแล้วเขาก็จำความไม่ค่อยได้นัก ว่าเล่นกีฬาเป็นตอนอายุเท่าไร แต่สำหรับเขาแล้ว กีฬานั้นเหมือนอยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้

“ผมจำไม่ค่อยได้จริงๆ ว่าเล่นฟุตบอลเป็นตอนไหน อายุเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงรู้สึกแบบนี้เช่นกัน ตั้งแต่เด็กๆ ผมเชื่อว่าทุกคนมีฝัน นั่นก็คือฝันอยากจะเป็นศูนย์หน้า หรืออยากจะเป็นผู้รักษาประตู หรือตั้งใจว่าจะหาเวลารวมก๊วนกันเตะบอลแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักเวลา แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าหลายคนเลือกเล่นกีฬาเพราะใจรัก เพื่อเป็นกิจกรรมยามว่าง หรือเพื่อสุขภาพ ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการที่ทำให้ผมหันมาเริ่มเล่นกีฬาอย่างฟุตบอล

ผมว่าการเริ่มต้นชีวิตที่ดีมาจากสุขภาพที่ดีครับ วันหนึ่งผมทำงานหนักถึงหนักมาก แต่ทำไมกีฬาถึงช่วยได้ แถมยังเล่นแบบไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักหน่ายด้วย พอมีเวลาปั๊บก็ต้องตั้งก๊วน รวมตัวกัน นัดหมายกันเพื่อมาเตะบอล จะค่ำแค่ไหน จะดึกจากงาน ถ้าใจมันสู้แล้ว ผมบอกได้เลยว่าทุกอย่างเรามีความสุขที่จะทำ แม้วันรุ่งขึ้นจะมาร้องโอดโอยว่า ขาแข้งพัง กระดูกเจ็บก็ตาม แต่เราก็ยังไหวเสมอ”

แพนเสริมว่า พอโตขึ้นฟุตบอลขยายผลในส่วนอื่นๆ ให้ดีขึ้นด้วย อาทิ ได้พบปะผู้คนมากขึ้น ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้น นอกจากการทำงานแล้ว ยังสร้างมิตรภาพใหม่ๆ จากการเตะฟุตบอลได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมา ผมเล่นละครเรื่อง ‘นักสู้สะท้านฟ้า’ ให้กับทางช่อง 7 พอเราทำงานในวงการบันเทิง เราก็จะมีก๊วนเพื่อนๆ ที่ชอบเตะฟุตบอลซึ่งเป็นดาราอยู่เยอะพอสมควร ปัจจุบันผมก็อยู่ในทีม Singha All Star ที่มีรุ่นพี่ดารานักแสดงหลายท่านร่วมทีมอยู่ด้วย เช่น พี่เต๋า สมชาย พี่มอส ปฏิภาณ พี่หนุ่ม ศรราม พี่ต๊อด ปิติ แล้วก็มีอีกทีมที่เป็นกลุ่มนักแสดงวัยเดียวกัน ชื่อทีมว่า Thunder Boy ซึ่งจะมี พี่ต๊ะ วง B-Mix อ้น กรกฎ แชป วรากร และอีกหลายคนเลยครับ

ถ้าจะเตะบอลกัน เราจะใช้เวลาในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เป็นหลัก หรือเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับงานละคร เวลาเตะกันทีก็จะเตะตั้งแต่เย็นๆ ยันเที่ยงคืนเลย เพราะเราเล่นกันแบบเพื่อสุขภาพ ไม่เล่นกันจริงจังเพื่อเอาแพ้เอาชนะ คือเราจะเซตเป็นเกมๆ ขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อทดสอบความคล่องตัวของทีม เพื่อทักษะที่กันลืม และเพื่อสุขภาพด้วย เพราะการเล่นฟุตบอลนี่แทบจะออกกำลังทุกส่วนจริงๆ ครับ”

แพนบอกว่า การที่เขาได้รู้จักพี่ๆ และเพื่อนๆ ทุกคน ถือเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการเล่นกีฬา เพราะสมาชิกทุกคนรักสุขภาพ และก่อตั้งทีมกันขึ้นมาเพื่อรวมตัวกันสร้างพลังวิเศษอย่างการเตะบอลเพื่อการกุศล เพื่อสร้างสรรค์พลังให้กับเยาวชน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องๆ ในอนาคต

“เวลาพวกผมไปเตะที่ไหนๆ พวกน้องๆ เยาวชนผู้ชายจะได้มีพลังและมีความหวังใหม่ และในอนาคตพวกผมก็อยากจะเป็นต้นแบบให้พวกเขาด้วย ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งหนทางสู่ความสำเร็จที่มาช่วยต่อยอดได้แบบไม่ต้องมีต้นทุน เพราะในอนาคตเราก็จะมีขุมกำลังสำคัญให้กับทีมชาติหรือพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาได้

ที่สำคัญ ผมไม่ได้มองว่าพวกเรามีศักยภาพในการผลักดันอะไรให้กับวงการกีฬาบ้านเราหรอก นะครับ เพียงแค่มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยพัฒนาเยาวชนก็พอแล้ว เพื่อไม่ให้พวกเขาไปหลงติดเกม หรือหลงไปติดยาเสพติด และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หลังเลิกเรียน แค่นี้ผมก็ว่าน่าดีใจแล้วละครับ”…ติดตามได้ที่ IG : pan_surakiat

เอกชยา สุขศิริ แทรกตัวอยู่ในขุนเขา (กับเพื่อนรู้ใจ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565307

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

เอกชยา สุขศิริ แทรกตัวอยู่ในขุนเขา (กับเพื่อนรู้ใจ)

เรื่อง/ภาพ วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ธัญลักษณ์ ชาวบ้านเกาะ

หน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ ก็อาจจะไม่ถึงขนาดนั้น หลายคนที่รู้จัก “เอกชยา สุขศิริ” บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง อาจรู้จักเขาดีอยู่แล้วจากเค้าลางและความเป็นตัวตนของ บก.หนุ่ม แต่วันนี้คือเรื่องเล่าของชีวิตอีกด้านที่ไม่วิ่งเร็วจี๋ ชีวิตอีกด้านที่ไม่วุ่นวาย ชีวิตอีกด้านที่น่าพิสมัยไม่น้อย

เอกชยาเล่าให้ฟังถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิต เขาเล่าว่าคงต้องเริ่มต้นจากชีวิตตอนเด็ก ซึ่งเติบโตขึ้นมากับคุณยาย คุณยายเป็นชาวสวนเมืองนนท์ จ.นนทบุรี ด้านคุณย่าเป็นชาวไร่ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เวลาเปิดเทอมก็เรียนหนังสืออยู่ที่สวนเมืองนนท์ ช่วยคุณยายทำสวน พอถึงช่วงปิดเทอมก็ไปช่วยคุณย่าทำไร่ที่เขาใหญ่

“ไปช่วยงานที่เขาใหญ่ ปากช่อง ทุกๆ ปิดเทอม ไปช่วยย่าทำไร่ เปิดเทอมก็ช่วยยายทำสวน โตขึ้นมากับวิถีแบบเกษตรกรรมรุ่นเก่า” เอกชยาเล่า

ทุกวันนี้ทำงานสื่อสารมวลชน แวดล้อมอยู่ด้วยออฟไลน์และออนไลน์วิถี หากแท้ที่จริงแล้วเอกชยามีรากจากชีวิตดั้งเดิมและพืชผลทางการเกษตร การขุดดิน การเก็บผัก การปลูกผักปลูกผลไม้ ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนอยู่ในตัวเองมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ช่วงอุดมศึกษาขาดหายไปบ้างเพราะการเล่าเรียนที่ต้องมุ่งมั่น

“เราถวิลหาสโลว์ไลฟ์ คือคำว่าหลงลืมนะ ต้องใช้คำนั้น จากช่วงเรียนหนังสือก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็ยิ่งห่างหาย เพราะเลือกทำงานสื่อ โดยตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 24 ปีเต็ม ก็หลงลืมไป”

กลับมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบจริงจัง ก็เมื่อถึงคราวตะวันตกดินของสื่อสิ่งพิมพ์ ก็คิดว่าควรกลับไปหารากของตัวเองได้แล้วล่ะ กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่เขาใหญ่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเปิดร้านอาหารที่เขาใหญ่ ชื่อร้าน ดี.เอ.ดี. คำย่อของ เดียร์แอนด์โด คาเฟ่ (deer and doe cafe) ตั้งอยู่ริมถนนธนะรัชต์ แล้วก็ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเองขึ้นที่นั่น

ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเก่า ตื่นเช้าขึ้นมา พาสุนัข 2 ตัวเดินเล่นในไร่ ไร่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมด้วยภูเขา บอกตัวเองว่าจะทำไร่ และได้บอกกับญาติผู้ใหญ่คือคุณอาว่าจะทำไร่ เรื่องของเรื่องคือใช้จริตของคนเมืองคิด คุณอาท้าทายว่า ขอให้ลองทำไร่ที่ผืนหน้าบ้านแปลงเล็กๆ ลองทำแค่นี้ ดูตรงนี้ก่อน

“เราทำไร่แบบจริตคนเมือง กั้นเขต ทำรั้วคาวบอย ลงทุกอย่างที่อยากกิน ทุเรียน มะม่วง มะยงชิด มะปราง เช้าขึ้นก็จับจอบจับเสียม ลงผลไม้ ยกแปลงเป็นอิฐตัวต่อ ทำให้สวย มีความสุขมาก เพียงแต่เอาเข้าจริง เราปลูกตอนหน้าแล้ง พอหน้าฝน เราต้องยอมแพ้ให้แก่หญ้า หญ้าท่วม (ฮา)”

ต่อมาเอกชยากลับมาทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับใหม่ เขาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงวันจันทร์-วันศุกร์ และวันเสาร์-อาทิตย์ก็กลับไปใช้ชีวิตที่เขาใหญ่ ถามถึงสโลว์ไลฟ์ ณ โมเมนต์นี้ เอกชยาตอบว่า ยากในชีวิตจริง แต่ก็ยังอยู่ในความพยายาม ขณะที่กำลังพูดอยู่นี้ก็ยังมองไม่เห็นต้นทุเรียนที่ปลูกไว้เลย เพราะดายหญ้าไม่ไหว เป็นสโลว์ไลฟ์ที่พ่ายแพ้ต่อหญ้า

อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยู่ในแผนระยะยาวของชีวิต มองไปยาวๆ ไกลๆ ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบบ้านไร่บ้านนา ก็เชื่อว่าจะยังรอคอยอยู่ที่นี่ และจะต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แน่ ปัจจุบันแปลงที่ดินหน้าบ้านให้หญ้าช่วยปกคลุม ส่วนร้านอาหารให้น้องสาวช่วยดูแล ทั้งในระยะยาวมีแผนจะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

“แผนสโลว์ไลฟ์ ที่คงไม่ใช่ไร่เพียวๆ แต่เราจะทำฟาร์มกวาง ต้องการจะเลี้ยงกวางให้สมกับชื่อร้านเดียร์แอนด์โด แถวนั้นไม่มีใครเลี้ยง ก็คิดว่าจะดึงนักท่องเที่ยวได้ ให้อาหาร ถ่ายรูป น่ารักๆ อันนี้เป็นแผน 5-6 ปีข้างหน้า”

ปัจจุบันขณะคือ ตั้งแต่วันศุกร์ช่วงเย็น-วันจันทร์ช่วงเช้า ก็ได้เป็นช่วงเวลาแห่งการรีชาร์จตัวเอง เหนื่อยกับงานกลับไปให้ภูเขาโอบกอด ชาวบ้านและเพื่อนบ้านก็น่ารักมาก หลายคนรู้จักพ่อ รู้จักย่า ก็จะเดินมาทักทายเลยว่า เคยทำงานกับย่านะ เคยดายหญ้าให้ย่านะ

“คุณอาซึ่งอยู่ที่นี่ ช่วยแนะนำว่า เพื่อนบ้านที่นี่ไม่เหมือนกรุงเทพฯ นะ ต้องยิ้มให้เขาก่อน ต้องทักทายเขาก่อน ทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกัน มิติความผูกพันที่น่าซาบซึ้งใจ”

สำหรับชีวิตที่นี่ เอกชยาเลี้ยงสุนัข ชื่อ “เขาใหญ่” ตัวผู้ พันธุ์ผสม ไซบีเรียน-ไทย อีกตัวชื่อ “ค้ำคูณ” สุนัขพันธุ์ลาบราเดอร์ ตัวเมีย นอกจากนี้ก็มีแมวจร ชื่อ “ที่ดิน” แมวน่าสงสาร มาขอข้าวกินที่ร้านอาหาร จากนั้นหายไปร่วม 2 อาทิตย์ กลับมาแข้งขาเสีย เดิน 3 ขา ถ้าปล่อยเอาไว้ ก็จะเดินแบะๆ และจะยิ่งเน่า เลยรับรักษาและรับอุปการะเสียเลย

แมวอีก 2 ตัว คือ “กัปตัน” กับ “โอเชียน” แมว 2 ตัวพันธุ์อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ ที่มีแฟนเพจของตัวเอง : พี่ก็แมวน้องก็เหมียว กัปตันและโอเชียนนี้ อยู่ด้วยกันกับเอกชยาตั้งแต่กรุงเทพฯ เมื่อย้ายมาอยู่เขาใหญ่ก็ย้ายมาด้วย ปรากฏว่าตอนย้ายกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้เอากลับ ซูเปอร์สตาร์ 2 ตัว ผ่ายผอมลงๆ จนล่าสุดผอมมาก กระทั่งต้องตัดสินใจวันนั้น ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว กลับมาอยู่ได้ 2 เดือนแล้ว อ้วนเหมือนเดิมแล้ว มันคิดถึงเรา รู้เลยว่ามันคิดถึงเรา ตัดสินใจเอามาเดี๋ยวนั้นเลย”

อ้อ ตอนนี้มีแมวเขาแหลมอีกตัวที่มาอยู่ด้วย มันเป็นแมวอยู่ติดที่ดิน มาขออยู่ด้วย หายไป 2 เดือน เพิ่งกลับมาได้ 2 อาทิตย์ ตอนแรกได้กลิ่นซากศพลอยมา ก็คิดว่าเขาแหลมคงเสียชีวิตไปแล้วแน่ แต่เขาแหลมก็กลับมาในสภาพสุดเยิน แต่แน่นอนที่มันยังมีชีวิตอยู่

“ดูแล” เพิ่งได้มา วันหนึ่งหมาเขาใหญ่เห่าไม่หยุด ออกไปดูก็เจอดูแลนอนตัวสั่นอยู่หน้าบ้าน ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็น “เพื่อนรู้ใจ” ของเอกชยา และทำให้ชีวิตบ้านไร่ของเขาสมบูรณ์ทั้งความรักความสุข ความห่วงหาอาทร จากเพื่อนแมวหมา 4 ขาบ้าง 3 ขาบ้าง

เอกชยาเล่าว่า ถ้าอยู่ไร่ก็จะทำอาหารกินเอง และเป็นเชฟเองสำหรับที่ร้าน โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็จะลุยทำอาหารสนุก มันมีความสุข ที่คนชมว่า เราทำอาหารได้อร่อย เจ้าตัวเป็นคนชอบกิน ก็จะรู้ว่าอะไรอร่อยและทำยังไงให้อร่อย อาหารไทยทำยังไง ที่นี่โขลกพริกแกงเอง พริกแกงเขียวหวาน แกงเหลือง ซื้อจากตลาดไม่อร่อย (อ่ะ) น้ำพริกบางอย่างต้องมีส่วนประกอบถึง 18 อย่าง แกงที่ร้าน โขลกเอง ถึงเครื่อง เคล็ดอยู่ที่ตรงนี้ ได้ชื่อว่าเป็น “ตัวพ่อพริกเผ็ด” ซิกเนเจอร์ที่โด่งดังคือ ส้มตำกะปิ แกงเหลือง แกงป่าเขาใหญ่เครื่องทะเล

จากชีวิตที่วิ่งวุ่น ต้องปรับตัวต้องยุ่งต้องกลายเป็นชีวิตที่ถูกบีบด้วยเงื่อนไขของเวลา แต่พอช่วงสุดสัปดาห์ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เออหนอ…เร็วที่สุดกับช้าที่สุดก็อยู่ด้วยกันได้ เติมเต็มด้วยเพื่อนรู้ใจที่ชักจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตที่พอใจ ชีวิตที่สามารถได้แอบไปแทรกตัวอยู่ในขุนเขาเป็นครั้งคราว ได้ทำร้านอาหารที่ชอบ ได้อยู่กับเพื่อนรู้ใจ (4 ขา) แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

สำหรับใครที่อยากกินอะไรแซ่บสุดแซ่บ พริกสุดพริก ตามไปกินได้ที่ ดี.เอ.ดี. โทร.08-6954-5656 หรือติดตามแฟนเพจ ดี.เอ.ดี. ตัวพ่อพริกเผ็ด

หลง(เสน่ห์) ไปกับทุกย่างก้าว ของ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565304

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 18:10 น.

หลง(เสน่ห์) ไปกับทุกย่างก้าว ของ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง” ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในฐานะ นักท่องเที่ยวที่พาไปหลง หลงใหล หลงเสน่ห์ หลงทางแต่โคตรสนุก เจ้าของแฟนเพจ “อาสา พาไปหลง”

เขาเคยมีนามสกุล เอเอฟ ต่อท้ายชื่อ เพราะเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดเรียลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 5

เขาเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ นักพากย์เสียง และพิธีกร

ตอนนี้…เขานิยามตัวเองเป็น “นักท่องเที่ยวฟลูไทม์”

เขาทำงานทุกอย่างข้างต้นเพื่อที่จะได้เงินไปท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวฟลูไทม์

“ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีโกลบางอย่าง ผมอยากไปเที่ยว หลังจากเราทำงานแต่งเพลง เหนื่อยล้า สมองพัง เราไปเที่ยว โอเคหายขี้เกียจ กลับมาทำงานจะได้มีเงิน ได้ไปเที่ยว

พาสต์แรกคือไปเที่ยว แล้วเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำงานเยอะๆ ได้เงินเยอะขึ้นก็ไปเที่ยวได้ไกลมากขึ้น”

เที่ยวจนเงินเก็บหมด เงินที่หามาได้ก็นำไปท่องเที่ยว เงินหมดแต่ไม่อยากหยุดเที่ยว…

นี่คือจุดเริ่มต้นของ…นักท่องเที่ยวฟลูไทม์ที่สามารถท่องเที่ยวได้ตามเป้าหมายและสามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อีกด้วย

“พอเราโตขึ้นอีกระดับ ไม่สามารถเอาเงินทั้งหมดไปเที่ยว ทำแบบเมื่อก่อนไม่ได้ ก็เกิดความคิด ลองทำรายการท่องเที่ยวเล็กๆ อาจจะได้สปอนเซอร์เป็นตั๋วเครื่องบินก็ทำในแฟนเพจ อาสา พาไปหลง”

แฟนเพจ รายการท่องเที่ยวมีมาก การที่จะทำให้คนมาสนใจจึงไม่ใช่แค่ภาพสวย สถานที่เก๋ไก๋ แต่ละรายการก็มีแนวทางของตัวเอง

อาสา พาไปหลง คือ ความเป็นตัวตนของว่านไฉ รวมทุกสิ่งที่เขาชอบ เขาเป็นผู้ชายอารมณ์ดี คิดบวก เพลง ท่องเที่ยว การใช้เสียง และการสังเกต พบปะ เรียนรู้ผู้คนโลกใหม่ๆ

“ผมทำอาชีพนักแต่งเพลง วิเคราะห์สิ่งต่างๆ เยอะมาก ทุกอย่างมีจุดตันของมัน ถ้าเราทำต้องใส่ความเป็นตัวเรามากกว่าให้เกิดสิ่งใหม่ ผมเชื่อในการอินโนเวชั่น การต่อยอดสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก ผมวิเคราะห์ว่า คนชอบดูอะไร

นี่คือการทำรายการกราฟที่ควรจะเป็นเส้นเรื่องควรเป็นยังไง เราเป็นใคร คนดูอยากได้อะไรจากเรา ถ้าเราเล่าเรื่องที่ไม่ใช่เราคนไม่มีทางเชื่อ

ผมเป็นคนเลอะเทอะประมาณหนึ่ง มีความไฮเปอร์นิดหนึ่ง ชอบพากย์เสียง ก็ลองกลับมาดูสิ จะเกิดรายการท่องเที่ยวแบบเลอะเทอะของเราได้ยังไง จึงประกอบร่างขึ้นมาได้ 10 เดือนแล้ว

ผมอ่านตัวเองเหมือนอ่านศิลปินที่เราทำงานให้เขา เป็นเรื่องที่โชคดี ผมทำงานครีเอทีฟต้องอ่านคน อ่านความเป็นไปของโลก อ่านลูกค้า อ่านฐานแฟนเพลง ผมวิเคราะห์เยอะมาก

ผมวิเคราะห์ตัวเอง ถ้าผมพูดเรื่องวิชาการคนไม่เชื่อ ผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย (หัวเราะ) ถ้าเรื่องสนุกเขาจะเชื่อ เพราะเราขี้โม้

ผมอินกับอะไรได้ง่าย ผมค่อนข้างเปิดใจในอะไรใหม่ๆ และผมก็เอนจอยในบางอย่าง ผมคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอสำหรับผม ทุเรศซวยขนาดไหนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

เราหลงทาง กินของไม่อร่อย กัดลิ้นตัวเอง แต่บางอย่างมันจะมีดี ทำให้เราไปต่อข้างหน้าได้ แล้วผมดันหลงรักมันจริงๆ ไม่ใช่จะเล่าให้บวก

ผมไปอินเดีย นิวเดลี วุ่นวาย สกปรกในมุมของหลายคน แขกขี้โกง มีแต่ลบๆๆๆ แต่คุณไม่รู้ไม่มองข้อดีของเขาว่านั้นคือเนเจอร์ของเขา คนเขาเยอะ เขาอยู่แบบนั้นเพราะว่าอากาศเขาเป็นแบบนี้ บ้านช่องเขาเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยเปิดใจรับมัน

เราต้องมองข้อดีก่อนเราจะเจอข้อดีต่อๆ ไปเยอะขึ้น เราชอบ หลงรักมันแล้ว เอามาเล่าให้ฟัง คนถึงอยากไปตามเราคิดให้บวกเสมอ”

ไม่ถึงปีแฟนเพจได้รับความนิยม “ตอนนี้ผมแค่รู้สึกว่า อยากอินสไปร์ใครบางคนที่เขาพูดคำว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำในสิ่งที่ตั้งใจ

อยากให้คนไปเที่ยวมากขึ้น ให้คนออกจากกรอบ ให้คนมีอิสระ ไม่ได้แค่ดูรูป เราเกิดมาโลกเราแคบมาก เราถูกจำกัดว่า ต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องทำงาน สุดท้ายยังไงมันค่อนข้างแคบมาก แต่ถ้าเราฉีกออกไป ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

ออกไปสูดอากาศที่แปลกจากรุงเทพฯ จากประเทศไทย ไปเจอผู้คนที่ยิ้มคนละแบบยิ้มคนละเรื่องกับเรา ออกไปเจอการหลงทางที่เรารับมือไม่ได้ แล้วร้องไห้ดูสิ มันทำให้เราหลุดจากความสุขแบบเดิม จากความเครียดแบบเดิม กับคำถามเดิมๆ ทำไมไม่รวย ผ่อนคอนโดไม่ได้ โลกมีอะไรมากกว่านั้น

อยากเที่ยวแต่ไม่มีเงินก็หาเงินสิครับ เงินหาไม่อยากนะ แค่คุณไม่หา ได้น้อยได้มากอีกเรื่องหนึ่ง มีแรงเยอะได้เยอะ ทุกอย่างมีการลงทุนเสมอ เรื่องของการท่องเที่ยว หาเงินได้เยอะก็ได้ไปไกล หาได้น้อยไปใกล้ๆ ทุกที่มีข้อดีเสมอ

ตอนนี้ผมทำได้ ผมเป็นนักเที่ยว ผมแต่งเพลงอิสระ ไม่อยากเขียนเราก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล มาเป็นนักท่องเที่ยวฟลูไทม์ก็ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่บ้าน (หัวเราะ) แต่มีความสุข สนุก ผมทำอะไรค้นหาความสนุกเสมอ มันเหนื่อยกว่าแต่งเพลงเยอะเลย

ออกเดินทาง 3-4 ทริป/เดือน แต่ละทริปประมาณ 5 วัน ตอนแรกๆ ไปคนเดียว ตอนนี้มีตากล้อง 2 คน ผมจะวางแผนไป 5 วัน ทำงาน 3 วัน ที่เหลือ 2 วัน ให้เขาได้หาความสนุก เผื่อเวลาให้เขาได้เที่ยวเสมอ”

เที่ยวจนหมดตัว แต่เติบโตขึ้น

สิ่งที่ว่านไฉมุ่งมั่นเสมอมาคือเส้นทางในสายดนตรี ศึกษาทางด้านดนตรีมาตลอด (มัธยมปลาย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล/อุดมศึกษา วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต)

“ก่อนหน้านี้ทำงานแต่งเพลง ท่องเที่ยวเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต ตอนเด็กผมอยากเป็นนักแต่งเพลง เรียนดนตรีอย่างเดียว ฝึกฝน พอเราทำอะไรจุดหนึ่งได้ ก็มีความชอบเข้ามาใหม่

ที่จุดประกายท่องเที่ยว พอเริ่มทำงานเยอะ แฟนบอกเที่ยวสิ ผมก็บอกดูทีวี ดูภาพก็ได้ไปเหมือนกัน แต่พอไปญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเอง มันอะเมซิ่ง อิสระจังเลย หลังจากนั้นเริ่มออกไปเที่ยวคนเดียว

ไปปาย นั่งรถไฟ ตอนนั้น 19 ปี มีหมาใจดำขึ้นรถไฟไปด้วย เจอฝรั่งเราก็กล้าคุย คุยไม่รู้หรอกแต่สนุกมาก ต่อๆ มาก็เริ่มแอดวานซ์ขึ้น กล้าคุยกับผู้คน เราอยากให้เขารู้ว่าเราคิดอะไร

ขยันทำงานได้เงินหลักหมื่นก็ไปเกาหลีคนเดียว เงินหมด ไปไม่เป็นหลงทาง เมาหลับนอนข้างถนน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่เป็นเรื่องใหม่ของผม ทุกคนไม่ควรลอกเลียนแบบ ตอนนั้นอายุ 20 ตื่นมาอยู่ไหนวะ มันเป็นวัยของผม แล้วผมก็เริ่มจริงจังกับการเที่ยว มีที่ไหนที่สวยตอนนั้นยังไม่มีใครรีวิวมากก็ไป รู้ตัวอีกทีใช้เงินหมดไปกับการท่องเที่ยว”

ว่านไฉไปเที่ยวมาหลายประเทศมาก ในทวีปเอเชียไปมาหมดแล้ว มูลค่าการท่องเที่ยวหลายล้านบาท จุดที่พลิกชีวิตตอนไปไอซ์แลนด์ ล่าแสงเหนือ

“แพงเหลือเกิน ตังค์ติดลบ เช็คไม่ออก ฉิบหายแล้ว ทำไงดี แต่ยังอยากมาอีก ไอซ์แลนด์มีรูปให้ดูเยอะ แต่พอไปเจอของจริง ผมไม่เคยเชื่อว่าจะสวยขนาดนี้มาก่อน มันสวยเหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้

ผมขับรถทุกคนที่ไปนั่งหลังรถ ผมขับรถไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกยิ้มตลอดเวลา มองไปทางไหนรู้สึกมหัศจรรย์มาก ลืมคิดว่าเงินหมดแล้วนะ ไม่มีเงินสักบาทในบัญชี แถมยังติดลบ รูดบัตรเครดิตจ่ายค่าตั๋วมา

ก็เลยคิดทำรายการ คนน่าจะชอบในมุมมองในสิ่งที่เราชอบ ลองทำรายการ ได้ตั๋วเครื่องบินก็ยังดี พอทำการบ้านกับตัวเอง อาสา พาไปหลง เพราะผมหลงตลอด ไม่ได้เที่ยวเก่ง ภาษาอังกฤษก็ไม่เก่ง มุมเบอะบะของเราก็เยอะ”

คลิปแรกที่เป็นแรงบันดาลใจต่อๆ มา คือ มัลดีฟส์ ติดสอยห้อยตามเพื่อนไปทำรายการท่องเที่ยว ตอนนั้นยังไม่ชำนาญการถ่ายกล้องวิดีโอด้วยซ้ำ

“ถ่ายปุ๊บบรรยากาศมันดี มัลดีฟส์ เมาดิบ เพลงก็มาแล้ว มันเป็นเนเจอร์ของเราทุกอย่างเป็นเพลง ผมเจอคนมัลดีฟส์ก็ขอเขามาร้องเพลงกับผมหน่อย กลับมาลองตัดต่อตอนนั้นทำไม่เป็นด้วย แต่เราวางโครงสำเร็จในหัวแล้ว

ตอนนั้นในเพจมีคนตาม 4,000-5,000 คน ผมลงโพสต์แล้วไปนอน ตื่นมาคลิปนั้นมีคนฟอลโล 1 แสนคน จากคนฟอลโลหลักหมื่นยังยากเลย (หัวเราะ)”

เมื่อแฟนเพจได้รับความนิยมก็มีสปอนเซอร์เข้ามา แต่ว่านไฉยืนยันไปถึงแฟนเพจว่า จะไม่ขายโฆษณาจนหมดเสน่ห์การท่องเที่ยว และเขาทำงานแต่งเพลงตามโจทย์ลูกค้า ศิลปินมาก่อน เข้าใจความสุขความสำเร็จของการทำงานว่าต้องคนละครึ่งทาง แต่อาจจะโอนเอียงเข้าข้างตัวเองหน่อยๆ

“ใครอยากให้ไปไหน เวลาตรงกันก็ไป ตอนนี้ยังคนละครึ่งทาง ความสุขในการทำอะไรสักอย่างเกิดจากคนละครึ่ง ถ้าเราเอาแต่ใจ เราไม่มีวันเปิดรับสิ่งใหม่ๆ

เราไปทำงาน เราได้เอนจอยด้วย คนดูได้รอยยิ้มจากรายการท่องเที่ยวของผม ลูกค้าได้ขาย มันคือกฎสามเหลี่ยม ลูกค้า ผม คนดู ทุกคนต้องมีความสุข ไม่ใช่ขายของ ถ้าสินค้าไปด้วยกันไม่ได้ผมก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล”

ทุกอย่างสวยงามอย่างที่มันเป็น

ว่านไฉเล่าประสบการณ์ทริปเที่ยวที่ลำบาก คือโดนโกงที่อินเดีย เพียงวินาทีแรกที่ลงจากรถไฟ ก็เจอกองทัพคนถีบสามล้อกรูเข้ามาห้อมล้อม

“ผมรู้สึกถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก จะหลอกได้ขนาดไหนเพราะผมไม่ได้เอาเงินมาเยอะ ฉากแรกที่เห็นหลังจากขึ้นสามล้อ เสาไฟแดงล้มระเนระนาด ถนนไม่มีเลน มั่วไปหมด คนแบกของเทินหัว แล้วสุดท้ายคนถีบสามล้อพาไปวัดปลอม และเรียกเงินสูงกว่าที่ตกลง”

ทุกอย่างติดลบ ตอนนั้นในใจว่านไฉดังก้องไปด้วยคำว่า “กูเกลียดอินเดีย”

หลังจากนั้นไปลาดักห์ ทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้อารมณ์ดีขึ้นมามากโข แต่ขากลับเจอลุงคนหนึ่งมาคุยกับเพื่อนร่วมทริปอาสาหาแท็กซี่ หาโรงแรมที่พักให้ ตอนนั้นสมองแล่นปรู๊ดไปถึงคำว่า มาหลอก มาโกงอีกแล้ว

“เราแบ่งขึ้นรถ 2 คัน ผมถึงโรงแรมแล้ว แต่อีกคันที่น้องสาวผมนั่งยังมาไม่ถึง ผมก็คิดว่าโดนหลอกเข้าอีกแล้ว ผมด่าพี่ที่ไปด้วยว่าเชื่อเขาทำไม ผมมีแต่ด่าๆๆ หงุดหงิดมาก ทุกอย่างติดลบไปหมด

สุดท้ายรถคันนั้นมา ความจริงเฉลยว่าลุงไม่ได้โกง เขาตั้งใจช่วย ผมนี่เข่าทรุดเลย เรานิสัยไม่ดี เราเลว เราจิตใจไม่ดี ผมน้ำตาคลอเบ้าเลย

ทุกคนจับมือขอบคุณลุง ผมยืนตัวเล็กลีบอยู่ข้างหลัง ละอายใจ ถามลุงทำไมถึงช่วย เขาบอกว่าครั้งหนึ่งมาเมืองไทย มาหลงๆ งงๆ เจอคนไทยช่วยแบบนี้แหละ แล้วเราแลกนามบัตรกัน โห เขารวยมาก เป็นซีอีโอ”

จากนั้นอักขระที่ประทับในใจกลายเป็นคำว่า “ผมตกหลงหลุมรักอินเดีย แล้วผมจะกลับมาอีก”

นี่เป็นบทเรียนทำให้ว่านไฉมองหาข้อดีเสมอแม้จะเจอข้อเสีย “ไปจีนถ้าเรานึกถึงอุจจาระก็จะเจอแต่อุจจาระ เวลาผมไปเที่ยว ไม่ใช่แค่ภาพสวยอย่างเดียว ภาพสวยนั้นอวดสกิลช่างภาพ แต่ผมเอาสิ่งที่ผมมีความสุขใส่ลงไป”

“หลง” ในความหมายของว่านไฉคือ “การที่เราหลงจะเจอเสน่ห์ ถ้าเราเที่ยวตามแบบฟอร์มที่คนอื่นไป ก็จะเห็นหอไอเฟล เห็นปราสาท มาเมืองไทยถ้าไม่หลงจะรู้จักวัดพระเแก้ว สยาม ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ถ้าหลงจะเจอวินมอไซค์ ผัดกะเพรา เช่นเดียวกัน การเดินทางไม่ได้อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ระหว่างทาง บรรยากาศ อาหาร”

สุดท้าย ว่านไฉ บอกว่า “ผมเป็นนักท่องเที่ยวฟลูไทม์ เป็นนักแต่งเพลงพาร์ตไทม์ เพราะเราเอาความสุขใส่ตัวเสมอ ผมทำแล้วคุณก็ทำได้เช่นกัน”

เรือใบมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565296

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 16:35 น.

เรือใบมด

เรื่อง สมาน สุดโต

ที่ห้องแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ที่เนินวง จันทบุรี นั้น ทางพิพิธภัณฑ์นำเรือชนิดต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงไว้ถึง 6 ห้อง คือ 1.ห้องแสดงสินค้าและชีวิตชาวเรือ โดยจำลองเรือสำเภา ขนาดเท่าของจริงมาตั้งแสดง โดยมีการสร้างหุ่นคนเรือ ลูกเรือ ไต้ก๋งเรือเท่าคนจริง ปฏิบัติงานในอิริยาบถต่างๆ เสมือนจริง ที่ทำงานตามหน้าที่ของตน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นำชมบอกว่าเรือสำเภาเป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

2.แนะนำการปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ โดยการจำลองสภาพแหล่งโบราณคดีใต้น้ำใน จ.จันทบุรี พร้อมเสนอวิธีการทำงานใต้น้ำให้ชมโดยไม่ต้องจินตนาการ 3.ห้องคลังวัตถุโบราณ จัดเป็นห้องพิเศษที่ใช้กระจกเป็นผนัง เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นโบราณวัตถุที่จัดเก็บด้านใน 4.ห้องเรือและชีวิตชาวเรือ แสดงเรือจำลองที่คนไทยในอดีตถึงปัจจุบันคุ้นเคยอย่างดี พร้อมทั้งระบุชื่อตามลักษณะเรือแต่ละชนิดไว้ด้วย ห้องนี้คือห้องประมวลบรรดาเรือที่ใช้ของคนทั่วประเทศว่ามีลักษณะอย่างไร บางชนิดหาดูได้ยากในชีวิตจริง เพราะการสัญจรทางน้ำหมดความสำคัญ 5.ห้องของดีเมืองจันท์ แน่นอนต้องแสดงของดีที่มีชื่อเสียงจันทบุรี ประวัติศาสตร์ การตั้งเมือง และห้องที่ 6.จัดแสดงชีวิตประวัติบุคคลสำคัญของจันทบุรี รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในบรรดาเรือจำลองที่นำมาแสดงนั้น มีเรือใบมด ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ได้แสดงวิธีจัดสร้างเรือใบมดด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบมด

ขอถ่ายทอดวิธีสร้างเรือใบมด ให้อ่านดังนี้ (1) เปลือกเรือทำด้วยไม้ยมหอม หนา 4 มิลลิเมตร จัดทำข้างขวา 1 แผ่น ข้างซ้าย 1 แผ่น รูปแบบและขนาดกำหนดในแบบแปลน ก็จะได้เปลือกเรือตามต้องการ ส่วนนี้ทรงเรียกว่าปลาแห้ง (2) ประกอบเปลือกเรือ หรือปลาแห้งเข้ากับแผ่นปิดท้ายเรือ ขอบด้านล่างของปลาแห้งผูกติดกันด้วยลวดตามรูที่เจาะไว้ ปลาแห้งจะห่อตัวเป็นรูปตัวเรือแล้วทากาวหยอดทิ้งไว้ กาวจะแห้งและติดแน่นแล้วตัดลวดที่ผูกไว้ชั่วคราวออก เสริมผ้าใยแก้วทับแนวให้แข็งขึ้น ไม่ต้องสร้างกงเรือ วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ที่พระองค์ทรงคิดค้นด้วยพระองค์เองให้เรือแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา (3) ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ไม้กระดูกงู ทวนหัวเรือ อะเส ฝักมะขาม เต้ารองรับ เสาฝากั้นภายในขอบที่นั่งแล้วทาสีภายในให้ทั่ว ทา 2 ถึง 3 เที่ยว เพื่อรักษาเนื้อไม้ ไม่ให้น้ำดูดซึมได้ ซึ่งจะทำให้เรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  (4) ปิดแผ่นดาดฟ้าเรือแล้วขัดแต่งผิวเรือภายนอกให้เรียบ แล้วจึงพ่นสีเรือตามต้องการ เมื่อสีแห้งดีแล้วจึงเริ่มประกอบอุปกรณ์แล่นใบ เช่น พุกผูกเชือกรอกต่างๆ เชือกเสา เพลา ใบ และชุดหางเสือเรือเป็นอันเสร็จ พร้อมลงน้ำได้

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ให้ข้อมูลว่า เรือใบมด

เรือมด หรือเรือใบมด เป็นเรือใบที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงออกแบบและทรงต่อขึ้นมาด้วยพระองค์เอง และได้จดลิขสิทธิ์เป็นสากล ประเภท International Moth Class ที่ประเทศอังกฤษ และพระราชทานชื่อเรือใบมดแปลงมาจากเรือใบ “ม็อธ” ซึ่งที่มาของชื่อทรงมีรับสั่งว่า “ที่ชื่อมดนั้น เพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี” ต่อมาทรงพัฒนาเรือแบบต่อๆ มาอีกโดยได้พระราชทาน ชื่อว่าเรือใบซูเปอร์มด และเรือใบไมโครมด

เรือใบมด มีความยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 11 นิ้ว เนื้อที่ใบเรือ 72 ตารางฟุต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงเรือใบมด เข้าทดลองแข่งขันที่ประเทศอังกฤษและได้อันดับที่หนึ่งในบรรดาเรือขนาดเดียวกัน

“ความจน” คือแรงผลัก สู่บันไดเป็นเจ้าของกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565268

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 12:45 น.

"ความจน" คือแรงผลัก สู่บันไดเป็นเจ้าของกิจการ

“เอกพันธ์ วนโกสุม” กว่าจะฝ่าฟันจนถึงฝัน ในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ใช้ในการเกษตรและกำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

*****************************

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ทุกคนมีความฝัน แต่เหตุผลล้วนต่างกัน เช่นเดียวกับ “เอกพันธ์ วนโกสุม” ก่อนที่เขาจะเป็น ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค. ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค (KWM) ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ใช้ในการเกษตรและกำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นอีกคนที่ฝ่าฟันและมุ่งมั่นกับสิ่งที่เขาตั้งเป้าไว้

จากครอบครัวที่คุณพ่อเป็นช่างซ่อมสารพัดอย่าง คุณแม่เป็นช่างเสริมสวย บ้านพักอยู่ในสลัม ทำให้วัยเด็กเมื่อวันวานต้องทำหลายอย่างเพื่อหาเงิน ตั้งแต่ขายไอศกรีม ขายดอกรัก ขายลูกชิ้นปิ้ง ขายพวงมาลัย วิ่งไปรอหน้าโรงพิมพ์เพื่อเอาเรียงเบอร์ไปขายในวันที่สลากกินแบ่งรัฐบาลออก เปิดร้านหนังสือให้เช่า

จุดที่ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นคนวิเคราะห์เก่ง คือ ตอนปิดเทอมเมื่อชั้น มศ.3 ไปขายจักรยานตามหมู่บ้าน หวังได้ค่าคอมมิชชั่นคันละ 50 บาท แต่ไม่มีใครซื้อสักคน เขาคิดว่า จริงๆ คนตัดสินใจซื้อจักรยาน คือ เจ้าของบ้านไม่ใช่แม่บ้าน จึงขอเปลี่ยนที่ไปเสนอขายใหม่ คือ ย่านออฟฟิศที่สีลม 7 วัน ขายใบจองซื้อจักรยานได้ 50 คัน แต่หัวหน้าเซลส์ไม่ยอมจ่ายเงินให้ตามจำนวน ย้ายไปขายเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ค่าคอมมิชชั่นเครื่องละ 500 บาท และมียอดขายเป็นอันดับ 1 อีกครั้ง แต่พอต้องโกนผมบวชให้คุณชวด ปรากฏไม่มีคนซื้อเหมือนก่อน แต่ก็ทำให้รู้ว่า “เรื่องบุคลิกและการแต่งตัวในการขายของเป็นสิ่งสำคัญ”

คุณเอกพันธ์ วนโกสุม

แม้วันใกล้เอนทรานซ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยยังมาช่วยพ่อซ่อมของ แต่ญาติมาบอกให้ไปอ่านหนังสือ และงงถึงวันนี้ว่าตัวเองสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล ได้

“เราโตมาแบบข้างถนน พ่อกับแม่มัวทำงานหาเงิน พ่อจะเป็นคนสบายๆ หน่อย แต่โชคดีที่แม่เป็นคนขยัน ทำให้เราขยันอดทนหาเงิน จนนำไปสู่การตั้งเป้าหมายว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการให้ได้และเรื่องราวในอดีตของผม มักเล่าให้ลูกทั้ง 3 คนฟังตลอดว่า ที่ผ่านมาพ่อเติบโตมาอย่างไร ไม่ได้มีตังค์มาก่อน ทุกอย่างคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต

เงินเดือนแรก 4,000 บาท หลังจบปริญญาตรี คือ ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัยบริษัทญี่ปุ่น และมีเพื่อนลากไปสมัครทำงานที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย แต่ขอไม่ทำเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ออก เพราะที่นั่นให้รายได้และสวัสดิการดี แล้วจะทำให้ไม่กล้าลาออกไปทำตามความฝันที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ

จนไปเป็นผู้จัดการโครงการที่ประเทศลิเบีย เงินเดือน 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ และไม่ได้รับการตอบรับจากคนงานคนไทยที่นั่น เพราะช่วงแรกช่วยเขาแก้ไขปัญหาเวลาเครื่องจักรมีปัญหาไม่ได้ เนื่องจากไม่มีความรู้ รู้แต่เรื่องเครื่องยนต์ จนใช้เวลา 1 เดือนอ่านหนังสือและดูแบบเครื่องจักรอย่างจริงจัง ในที่สุดกำแพงทั้งหมดก็หายไป

“ตัดสินใจไปลิเบีย เพราะต้องการเก็บเงินมาซื้อรถยนต์เพื่อไปเป็นเซลส์ สุดท้ายก็ได้บ้านทาวน์เฮาส์เล็กๆ มาด้วย 1 หลัง และกลับมาขายเครื่องจักรด้านก่อสร้างแท่นคอนกรีต ทั้งนำจากเมืองนอกมาขาย จนไปสู่การแกะแบบที่ไปดูจากต่างประเทศ แล้วมาแยกส่วนให้แต่ละโรงงานผลิต สุดท้ายประกอบเข้าไม่ได้ทั้งที่ไปขายลูกค้าล่วงหน้าแล้ว ตอนนั้นถือว่าได้ลองผิดลองถูกหลายอย่าง จนเรียนรู้ว่า การสร้างเครื่องจักรต้องมีแบบ และเริ่มศึกษาจนสามารถประยุกต์เอาความรู้เก่ามาประกอบของใหม่ได้

เมื่อรู้จักลูกค้ามากขึ้น มีโอกาสได้งานรับเหมาสร้างบ้านมา จึงชวนเพื่อนๆ มาทำ สุดท้ายเจ๊ง หมุนเงินกันระวิง และทำให้เรียนรู้ว่า อะไรที่ไม่มีความรู้เลยเราจะไม่ทำ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ก้าวสู่การมีธุรกิจของตัวเอง เกิดจากเป็นหุ้นส่วนกับเจ้านายเก่ามาขายเครื่องจักรแท่นปูน แต่วันหนึ่งเขาจะเลิก เขาจึงตัดสินใจแยกออกมาทำเอง เริ่มแรกมีลูกค้าเพียง 2 เจ้า จนปัจจุบันมีรายได้สูงสุด 400 ล้านบาท และแตกไลน์ธุรกิจเทรดดิ้งอะไหล่

จนไปเจอลูกค้าสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ให้ลองแกะแบบเครื่องจักรเพื่อผลิตชิ้นส่วนการเกษตร เพราะต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่ไทย จนปัจจุบันผลิตใบผาลและใบดันดินให้กับคูโบต้าทั้งหมด ส่วนโครงผาลและใบเกลียวผลิตให้บางรุ่นเท่านั้

ปัจจุบันเขามีหน้าที่บริหาร เพราะส่งต่อให้ลูกสาวคนโตที่เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ด้านเครื่องกลทั้งปริญญาตรีแลปริญญาโท เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนลูกชายคนที่ 2 ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เขาดูแลเรื่องเครื่องจักรตั้งแต่เด็ก จนจบปริญญาตรีและปริญญาโทที่ประเทศเยอรมนี เพราะมองแล้วว่าต้องให้ได้ดีกว่าพ่อ จนสามารถทำงานวิจัยและพัฒนาสินค้ามาช่วยต่อยอดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับบริษัท

“ลูกและลูกน้องที่ทำงานกันมา จะผลักดันให้เขาจบปริญญาโทให้หมด เพราะมองว่าถ้าลูกหรือลูกน้องมีความรู้เท่าเรา จะให้เขามาบริหารทำไม เราต้องให้คนที่ฉลาดกว่าเรามาเป็นผู้บริหาร บริษัทถึงจะได้อยู่รอดและเติบโตได้ ขณะที่ 2 บริษัทแรกที่ตั้งมาก่อน ก็ให้ลูกน้องบริหารไป วันหนึ่งเขาบริหารมาจู่ๆ ให้ลูกมาบริหาร จะมีลูกน้องที่ไหนอยู่กับเรา เขาก็ทิ้งเราไปหมด ส่วนลูกก็ต้องมาช่วยสร้างสรรค์งานในบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง 9 ปี แล้วเขาก็ต้องมีหน้าที่ทำให้เติบใหญ่ต่อไป เราต้องแฟร์กับทุกคนทั้งลูกน้องและคู่ค้า”

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนเป็นทุกวันนี้ เพราะความจนและความไม่มี ส่งผลให้เขารู้จักการต่อสู้ชีวิต วาดฝัน ตั้งมั่น พร้อมสร้างแรงผลักดันให้ตัวเอง จนปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการและสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

พระจันทร์ คางคก กระต่าย และเทพธิดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565262

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 11:49 น.

พระจันทร์ คางคก กระต่าย และเทพธิดา

เรื่อง มองตะเกียบเห็นป่าไผ่

คืนหนึ่ง เด็กน้อยเอ่ยถามแทรกเสียงถ่านไม้ปะทุในกองไฟ “แม่จ๋า ทำไมดวงจันทร์ถึงอ้วนกลมอีกแล้วล่ะ”

“เพราะดวงจันทร์กำลังตั้งท้องไงล่ะจ๊ะ”

“แล้วดวงจันทร์ออกลูกเป็นอะไรฮะ”

“รอพระจันทร์ท้องยุบ ลูกๆ ทั้งหลายก็ออกมาเป็นดาวเต็มฟ้า” แม่จ๋าตอบ…

ค่ำหนึ่งริมผนังดินใต้ชายคาฟาง กบร้องระงม “แม่ แม่ เทพคางคกบนดวงจันทร์อยู่ตรงไหน”

“นู่นแหนะ เห็นรอยตรงนั้นไหม นั่นไง ขาเทพคางคก”

“อ๋อ เหมือนกบท้องกลมที่พ่อเขียนไว้บนไหบ้านเรา ลายดวงจันทร์ก็มีจุดเหมือนเจ้าคางคกเลย”

ริมหน้าต่างข้างแสงจันทร์ จิ้งหรีดร้อง ย่าหลานสองคนกระซิบอยู่บนเตียง “ย่าจ๋า ทำไมดวงจันทร์ถึงเป็นผู้หญิง”

“พอโตเป็นสาว เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”…

คืนที่โคมไฟที่สว่างไสวด้วยเปลวเทียนยามค่ำ ในเสียงพูดจากันระหว่างครอบครัว “แม่ๆ เทพธิดาฉางเอ๋อกับคางคกไม่เห็นน่ารัก หนูชอบแบบที่ได้อยู่กับกระต่ายมากกว่า”

“กระต่ายก็กระต่าย แล้วเห็นรึยัง กระต่ายกำลังตำยาอยู่บนดวงจันทร์นู่น”…

ทำไมจึงมีวัฒนธรรมหลายหลาก ที่ให้พระจันทร์เกี่ยวข้องกับเพศหญิงโดยมิต้องนัดหมาย

ทั้งนี้ คนโบราณคงเห็นร่องรอยปุปะเปื้อนอยู่บนดวงจันทร์มากมายเช่นเดียวกับยุคเรา จุดเริ่มต้นจึงไม่น่าใช่เพราะพระจันทร์งามผ่องเหมือนสตรีงามนางไหน แต่น่าจะเป็นเพราะมีรหัสลับมากมายที่เชื่อมโยงระหว่างพระจันทร์และผู้หญิงเข้าด้วยกัน

เช่นในคติธรรมชาติของวัฒนธรรมจีนที่แบ่งโลกออกเป็นสองขั้วหยิน-หยาง น้ำ-ไฟ มืด-สว่าง และหญิง-ชาย พระจันทร์โดดเด่นสุกสว่างที่สุดเวลาค่ำคืน แล้วยังเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง

หยิน น้ำ ความมืด และเพศหญิง ย่อมถูกจัดกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน

ไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนพระจันทร์จะยังเกี่ยวข้องกับเพศแม่ซึ่งเป็นเพศแห่งการให้กำเนิดอีกอย่าง เด็กผู้หญิงจะถึงวัยตั้งท้องได้เมื่อเริ่มมีรอบเดือน และความสามารถในการตั้งท้องให้กำเนิดจะคงอยู่ตลอดจนรอบเดือนหมดไปจากชีวิต

การหลั่งเลือดของหญิงวัยเจริญพันธุ์ในเวลาประมาณทุกหนึ่งคาบเดือน จึงเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับระยะเวลาครบรอบเสี้ยว-เต็มดวงของพระจันทร์

ย้อนไปในยุคที่ชุมชนมนุษย์ยังไม่ก้าวหน้า ท่ามกลางภัยรอบด้านที่แวดล้อมชีวิตอันเปราะบาง อัตราการรอดชีวิตของทารกต่ำ และกำลังคนคือกำลังที่สำคัญที่สุดของชุมชน ทางรอดที่ตรงไปตรงมาของชุมชนและครอบครัวคือการเกิดให้มากเข้าไว้ ผู้คนจึงบูชาเพศแห่งการให้กำเนิด… บูชาผู้หญิง บูชาพระจันทร์

หนึ่งในหลักฐานการบูชาผู้หญิง คือตุ๊กตารูปสลักยุคหินที่สลักเป็นรูปหญิงอ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรมตั้งแต่ฝรั่ง (Venus Of Willendorf) ยันจีน(辽宁喀左东山嘴女神像)

รูปสลักที่ขุดพบไม่เน้นใบหน้า แต่เน้นเนื้อหนังมังสาและไขมันพอกพูน เป็นหญิงที่ถูกขุนจนสมบูรณ์ เป็นแม่พันธุ์แห่งการให้กำเนิดลูกชั้นยอด

ยิ่งเกิดมากยิ่งดี

นี่ยังเป็นที่มาที่วัฒนธรรมจีนและอีกหลายวัฒนธรรมบูชาสรรพสัตว์ประเภท ปลา กบ และคางคก

เพราะปลาและสัตว์ประเภทกบ มีลูกได้ครั้งละมากมาย ทั้งหมดยังมากับน้ำฝนและน้ำหลาก ที่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์งอกเงย กบร้องระงมเริงร่าในสายฝนยังพองตัวเข้าออกได้ ดูคล้ายตอนคนตั้งท้องที่พร้อมจะให้กำเนิดชีวิต

ในการสำรวจวัฒนธรรมเอ้อหลี่โถว (ช่วงยุคราชวงศ์เซี่ย) ค้นพบภาพ ปลา กบ วาดอยู่บนไหดินเผา หลายครั้งจะพบลายประดับเป็นจุดมากมายภายในกบตัวกลม จุดภายในตัวกบแทนลูกอ๊อด ซึ่งก็แทนการให้กำเนิดลูกหลาน

คนโบราณโฟกัสไปที่ความอัศจรรย์ในการให้กำเนิดของปลาและกบ และปรารถนาจะมีลูกมีหลานได้มากมายอย่างพวกมัน จึงนำภาพในจินตนาการมาจารึกไว้ตามเครื่องใช้ต่างๆ

ในอียิปต์มีเทพธิดา Heqet (เฮเคต) เทพธิดาองค์นี้มีตัวเป็นคนหัวเป็นกบ เป็นเทพแห่งการให้กำเนิดและการกลับชาติมาเกิด ส่วนในกลุ่มชนตระกูลไท-ไต ก็มีกลองกบ ฆ้องเขียด และพิธีกรรมบูชากบ ล้วนเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์

กบและคางคกที่พองลมส่งเสียงในหน้าฝน ยังทำให้นึกถึงดวงจันทร์ที่เว้าแหว่งแล้วกลับมากลม พร้อมกับการให้กำเนิดดวงดาวเสียนี่กระไร

ในยุคจ้านกว๋อ ซึ่งการบันทึกประวัติศาสตร์เริ่มงอกเงย ก็ปรากฏบันทึกที่มีเรื่องราวต้นเค้าเกี่ยวกับตำนานพระจันทร์กับเทพคางคก รวมถึงตำนานเทพธิดาฉางเอ๋อที่หนีจากโลกมนุษย์ไปอยู่บนดวงจันทร์

(เรื่องเทพธิดาฉางเอ๋อนั้น เป็นหนึ่งในต้นตำนานพิธีไหว้พระจันทร์ในทุกวันนี้)

แต่หากสันนิษฐานจากศิลปะบนวัตถุโบราณทั้งหลาย คาดว่าตำนานพระจันทร์กับเทพคางคกน่าจะเกิดขึ้นก่อนตำนานเทพธิดาฉางเอ๋อ

หลักฐานในบันทึกชิ้นแรกๆ ของจินตนาการว่ามีสัตว์บนดวงจันทร์อยู่ในบทกวี “天问 (เทียนเวิ่น)” ของชวีหยวน (กวียุคจ้านกว๋อที่เป็นต้นกำเนิดตำนานบ๊ะจ่าง)

ในบทกวีกล่าวถึงสัตว์ชนิดหนึ่งบนดวงจันทร์ (…顾菟在腹) แต่ยุคต่อมาตัวอักษรที่หมายถึงสัตว์ชนิดนั้น (菟) กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าหมายถึงสัตว์ประเภทใด ตัวอักษรนั้นคล้ายอักษรกระต่าย (兔) นักวิชาการจีนบางท่านคิดว่าตัวอักษรนั้นแปลว่าคางคก

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าจะเป็นที่มาแรกๆ ที่คางคกบนดวงจันทร์กลายร่างเป็นกระต่ายแทน

ตำนานพระจันทร์ คางคก กระต่าย จึงบูรณการกันหลากหลาย กลายเป็นตำนานนับสิบเวอร์ชั่น

เทพธิดาฉางเอ๋อที่เราไหว้กันในวันไหว้พระจันทร์จึงมีเพื่อนขึ้นไปอยู่แก้เหงาเป็นกระต่ายหยก หรือบางตำนานว่าคางคกสามขา หรือบางตำนานก็ว่า ฉางเอ๋อถูกสาปเป็นคางคกซะเองเลยก็มี

เสื้อคลุมที่ขุดพบในสุสานหม่าหวางตุย ซึ่งเป็นของของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีรูปคางคกท้องกลมลอยอยู่บนฟ้าพร้อมพระจันทร์เสี้ยวและกระต่าย เห็นได้ว่าความเชื่อเรื่องพระจันทร์และเทพคางคกยังคงเกี่ยวพันและสานต่อกันเรื่อยมา

และเป็นไปได้ที่เพราะว่ากระต่ายน่ารักคิกขุกว่า นานวันเข้าตำนานพระจันทร์กับคางคกจึงได้รับความนิยมลดลง จนตำนานเทพธิดาและกระต่ายน้อยครองตลาดส่วนใหญ่แทน

อย่างน้อยก็ไม่ถือว่าผิดคอนเซ็ปต์เท่าไร เพราะกระต่ายก็ออกลูกเยอะและบ่อยใช่ย่อย แถมยังน่ารักน่าชัง เป็นโลโก้นิตยสารปลุกใจเสือป่าก็น่ารัก อยู่บนกล่องขนมไหว้พระจันทร์ก็น่าทานมากกว่าคางคกตัวตะปุ่มตะป่ำตั้งเยอะแยะ

ชีวประวัติของ นีล อาร์มสตรอง บอกเราว่า บนพระจันทร์ไม่มีคางคก ไม่มีกระต่าย ไม่มีเทพธิดาฉางเอ๋อ แต่หลายคนเมื่อมองขึ้นดูดวงจันทร์ทีไร ก็ยังคงไม่วายพยายามหาร่องรอยของลายกระต่าย ลายคางคกบนดวงจันทร์

ภาพจินตนาการที่บรรพบุรุษเราจินตนาการเชื่อมโยงขึ้นทั้งหมดไม่มีอยู่จริง จะเคยมีก็แต่จิตใจของบรรพบุรุษ ที่ได้เห็น ได้คิด ได้คาดหวัง ซึ่งแสดงว่าพวกเขาเหล่านั้นได้ผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต พร้อมกับความพยายามอธิบายเชื่อมโยงสรรพสิ่ง ระหว่างตัวตนกับธรรมชาติ ระหว่างชีวิตอันบอบบางกับปรากฏการณ์อันน่าฉงน

ความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ ทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวของเราในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่เพียงแหงนขึ้นมองพระจันทร์ในค่ำคืนนี้ ก็จะเห็นภาพเดียวกันกับที่บรรพบุรุษของพวกเราเห็น หวังว่าทุกท่านคงจะสัมผัสได้ถึงจิตใจที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ความหวังและการดิ้นรนเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนอยู่รอดต่อไป ผ่านจินตนาการจากรุ่นสู่รุ่นนับพันปี

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (80)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565240

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (80)

เรื่อง วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย : สายสกุลรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับคุณประไพ สุจริตกุล เมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 2464 ต่อมาในวันที่ 4 เมษายน ปีเดียวกันนั้นเอง พระองค์ก็ได้สถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ วรวรรณ พระขนิษฐาของอดีตพระวรกัญญาปทาน ขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับทรงหมั้นและมีพระราชวินิจฉัยว่าจะได้ทรงทำการราชาภิเษกสมรสในภายหน้า และในปลายปีเดียวกันนั้นก็ได้สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ แต่ทั้งสองพระองค์มิได้อภิเษกสมรส หรือมีพระราชโอรส-ธิดาด้วยกัน ในที่สุดจึงต้องตัดสินพระทัยแยกกันอยู่

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ประสูติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2442 ณ วังวรวรรณ ตำบลแพร่งนรา จังหวัดพระนคร พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด มนตรีกุล มีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า ท่านหญิงติ๋ว ทั้งนี้พระองค์ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมจากเจ้าจอมมารดาเขียน ผู้เป็นย่ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ต่อมาได้เสด็จไปประทับอยู่กับสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

พระองค์ได้รับการศึกษาและมีวิถีชีวิตเยี่ยงสตรีสมัยใหม่ ทรงมีความคิดอ่านอิสรเสรี ซึ่งพระบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความรู้และความคิดที่กว้างไกลทันสมัย แม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูพระโอรส-ธิดา ก็ทรงให้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ไม่เข้มงวดดังการประพฤติปฏิบัติอย่างกุลสตรีโบราณ ทำให้เหล่าพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์มีความคิดเห็นกว้างขวาง และกล้าที่จะแสดงออกในวัตรปฏิบัติผิดแผกแตกต่างไป สตรีส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่อยู่ในกรอบของม่านประเพณีโบราณ

หม่อมเจ้าวรรณพิมล ทรงเปิดพระองค์อยู่ในสังคมชั้นสูงที่มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมและความบันเทิง ทำให้หลายคนต่างมองเห็นภาพความสนุกสดใสของบรรดาพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ไม่ยากนัก ซึ่งในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ตอนหนึ่งว่า “… ไม่มีผู้หญิงคนไทยครอบครัวใดที่จะช่างคุยสนุกสนานเท่าองค์หญิงตระกูลวรวรรณ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักพบมา…”

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ฉลองพระองค์เสือป่าหญิง

หม่อมเจ้าหญิงวรรณพิมล ทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรกที่ห้องทรงไพ่บริดจ์ในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท ซึ่งนับเป็นงานชุมนุมของพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งผู้ใหญ่และหนุ่มสาว ในงานนี้บรรดาท่านหญิงทั้งหลายของราชสกุลวรวรรณจึงเสด็จมาในงานนี้ด้วยหลายองค์ซึ่งรวมไปถึงพระภคินีคือ หม่อมเจ้าวรรณวิมล ซึ่งต่อมาได้ต้องพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอันมาก

ในกาลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนา หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี ขึ้นเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในฐานะพระคู่หมั้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน แต่กระนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผย ทั้งๆ ที่อยู่ระหว่างที่ทรงหมั้นอยู่ และพบว่าทรงติดต่อกันทางจดหมายเพื่อระบายความทุกข์ส่วนพระองค์ และหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถอนหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์ถึงหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เสมอ เช่น

รักสมรย้อนคนึงแสนซึ้งจิต ที่คิดผิดมาแต่ก่อนถอนใจใหญ่

แม้มิมัวหลงเลยเชยอื่นไป ก็คงได้ชื่นอุรามานานวัน

และ

นึกถึงเมื่อให้กล่องน้องยังห่าง ยังแรมร้างมิได้รักสมัครสม

ชอบกันฐานพี่น้องต้องอารมณ์ ตามนิยมเยี่ยงแยบแบบวงศ์วาร

โอ้งวยงงหลงงมชมที่ผิด จึงมิได้ใกล้ชิดยอดสงสาร

จนต้องแสนซึ้งค้อนร้อนรำคาญ ไร้สราญเหลือล้นจนวิญญา

และหลังจากการถอดถอนหมั้นเพียงไม่กี่เดือน ก็ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ 4 เมษายน ปี 2464 ขณะพระชันษาได้ 22 ปี และในวันที่ 8 กันยายน ปี 2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับทรงหมั้น และมีพระราชวินิจฉัยว่า จะได้ทรงทำการราชาภิเษกสมรส กระนั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ประทานกลอนเตือนพระสติ ความว่า

แม้ลูกรักพ่อขอให้นึก

แต่รู้สึกเสงี่ยมองค์อย่าหลงเหิม

ถึงแม่ติ๋วลอยละลิ่วก็ติ๋วเดิม

เดชเฉลิมบุญเราเพราะเจ้าเอย

หลังจากการเฉลิมพระยศได้เพียงหนึ่งเดือนสิบเก้าวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระสุจริตสุดา ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ปี 2464 และทรงตัดสินพระราชหฤทัย “แยกกันอยู่” กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ซึ่งยังมิได้อภิเษกสมรสกัน ต่อมาพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณก็ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ปี 2465 เสมือนรางวัลปลอบพระทัย

พระนางเธอลักษมีลาวัณ

การนี้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดา ได้ประทานบทกลอนปลอบพระทัยพระนางเธอลักษมีลาวัณ ความว่า

ลาภยศเหมือนบทละครเล่น สัตย์ธรรม์นั้นเป็นแก่นสาร

เมื่อเบียฬเพียรผดุงปรุงญาณ บิกบานกรุณาอารีย์

พ่อชราไม่ช้าจะลาสูญ สุดนุกูลสมรักลักษมี

ฉลาดคนึงพึ่งองค์จงดี สมศักดิ์จักรีเกษมพร

หลังจากนั้นพระนางเธอลักษมีลาวัณ ก็ทรงพอพระทัยที่จะแยกพระตำหนักไปประทับอยู่ห่างจากเจ้าพี่เจ้าน้อง ทรงประทับอยู่อย่างสันโดษ และเพื่อเลี่ยงความเงียบเหงาพระนางจึงทุ่มเทไปกับงานพระนิพนธ์ และการเขียนบทละครร้องและการรื้อฟื้นคณะละครปรีดาลัยของพระบิดา ทั้งนี้หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับส่วนแบ่งจากพระราชมรดก อาทิ เพชร, ทอง, สังวาล, กระโถนทอง และพานทอง

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพรรณนาไว้ว่า

รูปน้องประกอบเบญจาง คะลักษณะอย่าง

พิเศษพิสุทธิ์สตรี

ประภัสสรพรรณฉวี เกศางามมี

ละเลื่อมสลับแดงปน

เนตรแม้นดาราน่ายล ระยับอยู่บน

นภางคะเวหา

ส่วนพระกิริยาอัธยาศัย ก็งดงามนัก ดังพระราชนิพนธ์ ความว่า

งามพร้อมจริตกริยา ไพเราะวาจา

จะตรัสก็หวานจับใจ

เย็นฉ่ำน้ำพระหฤทัย สุจริตผ่องใส

สอาดประเสริฐเลิศดี

รู้จักโอบอ้อมอารี เอาใจน้องพี่

แลญาติมิตรทั่วกัน

ปราศจากฤษยาอาธรรพ์ โทโสโมหัน

ก็รู้จักข่มเหือดหาย

แต่ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงปลีกพระองค์ประทับอยู่เพียงผู้เดียว แม้เจ้าพี่เจ้าน้องจะคอยมาสนใจความเป็นอยู่แต่พระองค์ก็มิได้นำพา โดยรับสั่งด้วยสำนวนติดพระโอษฐ์ว่า “I don’t care” พระองค์มักมีปัญหากับเหล่าคนใช้และจบด้วยการไล่คนใช้ออก ท่ามกลางความเงียบเหงา พระองค์จึงทุ่มเทกับงานพระนิพนธ์มากขึ้น และเมื่อยิ่งมีพระชนมายุที่สูงขึ้นก็ทรงพอพระทัยในความวิเวกสันโดษ ทรงเก็บพระองค์ในพระตำหนักลักษมีวิลาศไม่มีพระประสงค์จะพบปะสังสรรค์กับผู้ใด

พระนางเธอลักษมีลาวัณ

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงแยกจากเจ้าพี่เจ้าน้องอยู่ตามลำพัง ณ พระตำหนักในซอยพร้อมพงศ์ริมคลองแสนแสบ ทรงใช้ชีวิตอย่างสงบ และทรงใช้เวลาว่างในการทรงพระนิพนธ์ร้อยกรอง บทละคร และนวนิยายไว้เป็นจำนวนมาก โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า “ปัทมะ” “วรรณพิมล” และ “พระนางเธอลักษมีลาวัณ” ทรงดำเนินกิจการคณะละครปรีดาลัยที่พระบิดาได้ทรงริเริ่มไว้ และรับคณะละครปรีดาลัยในพระอุปถัมภ์ ได้สร้างศิลปินนักแสดงที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก เช่น มารุต, ทัต เอกทัต และจอก ดอกจันทน์

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทรงย้ายไปประทับที่พระตำหนักลักษมีวิลาศ ถนนศรีอยุธยา และทรงพระนิพนธ์บทกวี และนวนิยาย เช่น ชีวิตหวาม เรือนใจที่ไร้ค่า ยั่วรัก โชคเชื่อมชีวิต ภัยรักของจันจลา และเสื่อมเสียงสาป

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงใช้ชีวิตเพียงลำพัง ต่อมาโดยใช้เวลาว่างให้หมดไปกับการทรงพระอักษรและนิพนธ์ไว้หลายเรื่อง โดยใช้นามปากกาว่า ปัทมะ และ วรรณพิมล โดยมีผลงานพระนิพนธ์ดังนี้

1.ยั่วรัก 2.ชีวิตหวาม 3.เสื่อมเสียงสาป

4.รักรังแก 5.สนเท่ห์เสน่หา 6.โชคเชื่อมชีวิต

7.เรือนใจที่ไร้ค่า 8.ภัยรักของจันจลา 9.หาเหตุหึง (บทละคร)

10.ปรีดาลัยออนพาเหรด (บทละคร) 11.เบอร์หก (บทละคร)

พระนางเธอลักษมีลาวัณ (ขวา) ทรงร่วมแสดงละครเรื่อง โพงพาง

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565166

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:49 น.

Knowing your body การรู้จักร่างกายตัวเอง ตอน 1

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ยิ่งเรารู้จักร่างกายตัวเองได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งดูแลตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าครูผู้สอนโยคะอาสนะทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจะรู้จักร่างกายของคุณดีกว่าตัวคุณเอง (ในปัจจุบันที่เน้นเรียนกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ) หากคุณเข้าใจตัวคุณเอง คุณจะหนักแน่น ยืนหยัดในแบบที่คุณเป็นและไม่มีใครมีสิทธิที่จะบังคับให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่ต้องการได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณแก่ขึ้น อายุมากขึ้น หรือเป็นมือใหม่ในการฝึกอาสนะ

ถ้าพูดถึงร่างกายสิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ โครงสร้างกระดูกที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด และอาจมีบางส่วนเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากเราไม่สามารถเข้าใจถึงโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง การค้นหาคำตอบด้วยการถามผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าเรา จะช่วยให้เราพัฒนาการฝึกได้

ในส่วนของการฝึกโยคะอาสนะ เป็นเรื่องปกติที่ส่วนใหญ่ผู้ฝึกและผู้ถ่ายทอดจะให้ความสำคัญในเรื่องของการทำท่าให้ถูกต้องตามหลักการของท่านั้นๆ มาเป็นอันดับแรกๆ เสมอ แม้ว่าการจัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้องเป็นไปตามหลักการของท่าอาสนะจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ธรรมชาติของโครงสร้างของร่างกายแต่ละคน

ในปี 1934 ท่านกฤษณมาจารยาได้เขียนหนังสือ Yoga Makaranda เนื้อหาในหนังสือครอบคลุมหลายเรื่องเกี่ยวกับโยคะ เช่น จักรา กริยา มุทรา พันธะในส่วนของอาสนะมีการอธิบายพร้อมภาพประกอบทั้งหมด 42 ท่า เท่าที่ครูจำได้ กูรูจีที่อินเดียเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านกฤษณมาจารยาเป็นคนที่เข้มงวดใน

กฎระเบียบต่างๆ ในการฝึกโยคะค่อนข้างมาก แต่กระนั้นในหนังสือเล่มนี้มีประโยคหนึ่งที่ท่านได้เขียนว่า “The very essence of yoga is that it must be adapted to the individual, not the other way around.” แปลเป็นไทยได้ว่า “สิ่งที่จำเป็นที่สุดของโยคะ คือการที่เราต้องเข้าใจการประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในทางตรงกันข้าม”

การจัดวางท่าอาสนะนั้นมีอยู่ ตั้งอยู่แล้ว โครงสร้างธรรมชาติของคนแต่ละคนนั้นก็มีอยู่เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องตระหนักคือการทำความเข้าใจรายละเอียดส่วนบุคคล แล้วปรับให้เหมาะสมกับอาสนะนั้นๆ ดังคำพูดยอดฮิตของเลสลี่ คามินอฟ ว่า “อาสนะไม่มีการวางแนว คนต่างหากที่มีการวางแนว” การวางแนว หมายถึง การจัดร่างกายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง Leslie Kaminoff  “Asanas don’t have alignment – people have alignment.”

ในความเห็นของครู “อาสนะ” เป็นสิ่งตายตัว “คน” เป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อเรานับร่างกายของส่วนบุคคล (The individual) มาก่อน ทำให้นึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง สมัยก่อนตอนที่จิตคิดอะไรแบบหยาบๆ ครูเคยโทษอาสนะบางอาสนะ สมมติว่าชื่ออาสนะ A ว่าไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ทำทีไรก็เจ็บแล้วขัดที่ข้อต่อ (ร่างกายในท่านั้นไม่พร้อม) แล้วยังคิดว่า ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกท่านั้นก็มีท่าอื่นทดแทนตั้งเยอะ วันหนึ่งเห็นเพื่อนทำอาสนะ A ได้แบบง่ายดายโดยไม่ส่งผลเสียอะไรกับร่างกายเขาเลย ครูจึงคิดได้ว่า อาสนะนั้นไม่ได้สร้างปัญหาให้เขาสักหน่อย แต่อาสนะนั้นอาจสร้างปัญหาให้ร่างกายครูได้ เพราะคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครูจึงเลิกโทษอาสนะตั้งแต่นั้นมา

อาสนะนั้นมีอยู่ อาสนะไม่ใช่ปัญหา คนต่างหากที่มีปัญหา ดังนั้นเมื่ออาสนะไหนไม่เหมาะกับตัวเราในการฝึก ก็ไม่ต้องโทษอาสนะเพราะอาสนะนั้นมีอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็เลือกแล้วจัดการกับตัวเราเอง ยอมรับข้อจำกัดและเคารพร่างกายของเราด้วยความรัก เราจึงสามารถเลือกฝึกท่าที่เหมาะสมกับตัวเราเอง รวมทั้งท่าที่สร้างความสมดุล (ซึ่งก็มีบางครั้งท่าที่สร้างความสมดุลอาจเป็นท่าที่เราไม่ชอบ) นั่นหมายความว่าเราต้องเรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเองด้วย เพื่อที่จะไม่ทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บจากการฝึก แล้วกลไกการป้องกันตนเองจะทำงานได้โดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นส่วนบุคคลทำให้แต่ละคนมีเป้าหมายในการฝึกที่แตกต่างกันไป และการลงมือทำนั้นสำคัญที่สุด ในระหว่างทางบางทีเราอาจค้นหาบางอย่างเจอ

เพราะว่าการฝึกโยคะอาสนะและปราณายามะเป็นเรื่องของกาย-ใจ Mind-Body ดังนั้นเมื่อพูดถึงร่างกายย่อมต้องเชื่อมโยงไปในจิตใจด้วยเสมอ ดังนั้นในฉบับหน้าเราจะคุยถึงเรื่องนี้กันต่อ โดยมองให้ลึกลงไปในส่วนของจิตใจ ส่วนจะเป็นประเด็นไหนรอติดตามกันดูค่ะ 

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

‘ต้นไม้เรืองแสง’ ภาพฝันที่กลายเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565163

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:26 น.

‘ต้นไม้เรืองแสง’ ภาพฝันที่กลายเป็นจริง

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

มีรายงาน International Energy Outlook 2017 ที่จัดทำโดยสำนักบริหารสารสนเทศพลังงานของสหรัฐ (US Energy Information Administration หรือ EIA) ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 22 ปีข้างหน้า (2583) นับจากปี 2561 เราจะใช้พลังน้ำที่ถือเป็นพลังงานหมุนเวียน ผลิตไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 53 ในส่วนของพลังลม แสงอาทิตย์ และก๊าซธรรมชาติ จะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ครองสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโลกร้อยละ 31 (เป็นสัดส่วนที่เท่ากันกับถ่านหิน)

จากการคาดการณ์นี้ ทำให้มองเห็นได้ว่ามนุษย์ต่างไม่ได้นิ่งนอนใจไปกับปัญหาโลกร้อน แต่มีความพยายามที่จะนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และในความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียน เชื่อมั่นว่าเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ ก็คือเราจะเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า เป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนได้อย่างสิ้นเชิง

แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก็ได้มีงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านนาโนไบโอนิคพืช จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ศาสตราจารย์ไมเคิล สตาร์โน มาทำให้เราชื่นใจเล่น

นั่นก็คือการทำให้ต้นวอเตอร์เครส (ผักสลัดน้ำ) สามารถเรืองแสงเองได้ที่ใบ ผ่านการใช้เอนไซม์ลูซิเฟอเรส ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลลูซิเฟอร์ริน ซึ่งเป็นเอนไซม์และโมเลกุลที่หิ่งห้อยใช้ในการเปล่งแสง และสามารถใช้แทนโคมไฟตั้งโต๊ะ ที่แสงของมันสามารถทำให้เราอ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี และมันก็เรืองแสงเองได้ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว (แถมยังไม่ต้องเสียบปลั๊ก)

จากความสำเร็จอันน่าชื่นชมนี้ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกับศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ของเราชาวไทย พัฒนาและยกระดับงานวิจัยนี้ขึ้นไปอีกขั้น คือการทำให้ต้นไม้เรืองแสงเองได้ในเวลากลางคืน และดับแสงเองได้ด้วยตัวมันเองในเวลากลางวัน และปลายทางแห่งการยกระดับอีกขั้นของการวิจัยนั้น เป็นการนำต้นไม้เรืองแสงมาทดแทนเสาไฟฟ้าที่ส่องแสงอยู่ตามท้องถนนนั่นเอง

นับว่าเป็นโอกาสดี ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังการบรรยายของศาสตราจารย์ไมเคิล ที่ได้เดินทางมาบรรยาย ณ ศูนย์ RISC เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยศาสตราจารย์ไมเคิล ได้เล่าว่า เขาและทีมงานได้พัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ขึ้นไปอีกขั้น โดยใช้อนุภาคระดับนาโนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถใหม่ให้กับต้นไม้

นอกเหนือจากการเรืองแสงในที่มืด นั่นก็คือการตรวจวัดมลพิษ และตรวจวัตถุระเบิดจากการวัดระดับสารเคมีที่อันตรายจากต้นไม้นั่นเอง โดยการใช้เทคโนโลยีนี้กับต้นไม้ใหญ่ จะถูกใช้ด้วยวิธีการพ่น ฉีด หรือทาน้ำยาที่ใบไม้แทนการฝังตัว ซึ่งศาสตราจารย์ไมเคิล ตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้เป็นวิธีการทำงานแบบครั้งเดียว แต่มีผลกับต้นไม้ไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก

คงดีไม่น้อย ถ้าเมื่อถึงเวลากลางคืน บรรยากาศรอบตัวเราจะเป็นเหมือนฉากสวยงามเฉกเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Avatar (ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศาสตราจารย์ไมเคิล จนกลายมาเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นนี้) มันจะเป็นภาพที่สวยงาม ที่ทำให้ชีวิตของเราทุกคนมีความรื่นรมย์ แถมยังได้รับประโยชน์ในด้านการได้รับแสงสว่างในเวลากลางคืน

 ในขณะเดียวกันโลกของเราก็จะมีชั้นบรรยากาศที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องมีการทำถ่านหินเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งในอีก 22 ปีข้างหน้า อาจไม่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าไปเลยก็ได้

ในวันที่ผมไปฟังศาสตราจารย์ไมเคิล บรรยายเรื่องต้นไม้เรืองแสงนั้น ก่อนกลับบ้าน ผมได้เจอ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์ RISC ดร.สิงห์ บอกเล่าให้ฟังว่า การมีต้นไม้เรืองแสง ถือเป็นสิ่งที่ให้คุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแก่โลกของเราใบนี้เป็นอย่างมาก เพราะแสงสว่างคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการใช้พลังงานทั่วโลก!

คงดีไม่น้อย ถ้าแสงที่ส่องสว่างอยู่ทั่วทั้งโลก จะเกิดจากต้นไม้ที่เรืองแสงได้ด้วยตัวเอง และเป็นผลลัพธ์อันน่าชื่นชมที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือทำงานวิจัยระหว่างศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC ของเราชาวไทย กับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) แห่งสหรัฐ ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ไมเคิล สตาร์โน ผู้ที่ทำให้ภาพสวยงามที่เกิดขึ้นบนจอภาพยนตร์ กลายมาเป็นความจริงได้อย่างสวยสดงดงาม