สร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงาม ใจกลางเมือง @สุขุมวิท 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565162

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 12:15 น.

สร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงาม ใจกลางเมือง @สุขุมวิท 21

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ดิวาน่า

เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ยิ่งนานวันยิ่งสูงวัยต้องยิ่งดูดี อย่ายอมแพ้ยอมจำนนกับความร่วงโรย ในเมื่อมีเทคโนโลยีที่หลากหลายมาเป็นตัวช่วยให้หนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้สวยขึ้นๆ ย้อนวันเวลาให้ดูอ่อนกว่าวัยไปได้อีกหลายสิบปี

คำว่า 30 ยังแจ๋วนั้น ใช้ไม่ได้ในยุคนี้ มันต้องเป็นคำว่า 50 ยังแจ๋วถึงจะถูก

สำหรับคุณสาวๆ สมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยสาวใหญ่ หรือสาวเหลือน้อยก็ตาม หลายคนปรารถนาจะให้ตัวเองสวยดูดีอ่อนกว่าวัยได้สัก 10 ปี จะดีแค่ไหนหากมีสถานที่ที่จะช่วยให้สาวๆ สวยขึ้น ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลา

ปวดหัวกับริ้วรอยและความเหี่ยวย่น เอาเวลาไปคิดหาเงินดีกว่าว่าไหม

เรื่องหางบประมาณมาช่วยดูแลทำสวยให้ตัวเองดีขึ้นก็เรื่องหนึ่ง แต่เวลาหรือความสะดวกสบายในการเดินทางนี่ก็สำคัญ หากมีสถานที่ดูแลความงามอยู่กลางเมือง เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือรถใต้ดิน ใช้เวลาเดินทางแค่ 10-15 นาที มันก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เพียงแค่พักเที่ยงใช้เวลาแค่ 35-45 นาที ก็เข้าไปทำสวยได้ทันแล้ว ยังมีเวลาเหลือกินข้าวกลางวันสวยครบจบใน 1 ชม. เรียกว่าใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าโดยไม่ต้องเสียเวลางาน

มีสถานที่แนะนำอยู่ที่ตึก Exchange Tower สุขุมวิท 21 เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าอโศก หรือจะมารถไฟใต้ดินก็ได้ขึ้นมาหน้าตึกได้เลย นั่นก็คือสถาบันดีไอไอ เอสเธติก เป็นสถาบันความงามแห่งใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อความงามทั้งภายในและภายนอก

ด้วยจุดเด่นของการนำองค์ความรู้อิงหลักธรรมชาติและนวัตกรรมความงามล้ำสมัยที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าและวิจัยอย่างดี มาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพผ่านรูปแบบคลินิกที่ไม่เหมือนใคร

ดังนั้น โปรแกรมทรีตเมนต์ของสถาบันดีไอไอ เอสเธติก จึงมีให้เลือกสรรอย่างหลากหลายมากกว่า 50 โปรแกรม ในการตอบโจทย์ความงามที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละท่านแบบเฉพาะบุคคล

นพ.อมรศิษฐ์ พานศิลป์ ผู้อำนวยการดีไอไอ บอกว่าก่อนรับบริการแพทย์จะให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมพนักงานดูแลปรนนิบัติด้วยความใส่ใจ ปลอดภัย และมีความเป็นมืออาชีพ ท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลายด้วยศาสตร์สปา ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ความงามจากนวัตกรรมบูรณาการที่คลินิกอื่นแทบไม่มี

จากโปรแกรมทรีตเมนต์อันหลากหลาย เพื่อสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามนี้ ได้รับการจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย โปรแกรม Beauty เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์สำหรับสร้างสรรค์ความงามบนใบหน้า โดยเฉพาะโปรแกรม Slimming เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์สำหรับการดูแลรูปร่างและผิวพรรณทั่วทั้งเรือนร่าง และโปรแกรม Anti-Aging เป็นโปรแกรมทรีตเมนต์

สำหรับการบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยผสานหลักการธรรมชาติบำบัดและการดูแลปรนนิบัติตนเองแบบองค์รวม มีโปรแกรมทรีตเมนต์ไฮไลต์ ดังนี้

1.Ultra Lift โปรแกรมทรีตเมนต์จากนวัตกรรม Fotona อันล้ำสมัย ที่จะช่วยแก้ปัญหาผิวในทุกมิติและครบทุกส่วนทั้งบนใบหน้าและเรือนร่าง ผ่านการส่งพลังงานแบบใหม่หลายช่วงคลื่น ที่มีพลังมากแต่อ่อนโยน ทั้งจากผิวด้านนอกและด้านในกระพุ้งแก้ม เข้าสู่ชั้นผิวลึกถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อด้านใน และชั้นคอลลาเจน

อย่างทั่วถึง ทำให้เกิดการฟื้นฟู เติมเต็ม และยกกระชับผิวได้แม้ในจุดที่ยากและบอบบางที่สุด

2.Q Switch Laser นวัตกรรมล้ำสมัยที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผิวสีไม่เรียบไม่สม่ำเสมอ ผิวมีฝ้า กระ รอยดำรอยแดง จุดด่างดำ รอยแผลเป็น ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่เรียกว่า Q Switch Laser โดยเฉพาะฝ้ากระจากความผิดปกติของการทำงานของเม็ดสีเมลานินในชั้นผิว ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันแสงแดด ถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนขึ้นจากรังสียูวี รอยดำรอยแดงจากสิว

3.Venus Viva สุดยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ด้าน RF เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาร่องลึก ผิวขาดความกระชับ มีความหย่อนคล้อย ริ้วรอยต่างๆ แผลเป็นจากสิว รูขุมขนกว้าง ผิวขรุขระไม่สม่ำเสมอ ผิวเหี่ยวย่นบริเวณคอ รวมถึงจุดด่างดำและผิวแตกลายด้วยการส่งผ่านพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ

ถือเป็นอีกระดับของการสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งความงามที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อความงามทั้งภายในและภายนอก และยังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เลือกซื้อไปใช้ที่บ้านอีกหลายชนิดด้วย

ออกจากบ้านไปเที่ยวกับเขา นัด-ตะ-พัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565156

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:30 น.

ออกจากบ้านไปเที่ยวกับเขา นัด-ตะ-พัด

โดย รอนแรม ภาพ : นัด-ตะ-พัด

ชายหนุ่มที่หลงรักป่าจนต้องพาตัวเองไปอยู่บนยอดเขา “บอส” ณัฐภัทร ชินะจิตพันธุ์ ฟรีแลนเซอร์ วัย 21 ปี ที่ทำหลายอย่าง ทั้งทำทัวร์พาคนไทยไปเที่ยวอินเดีย เป็นผู้นำเที่ยว ช่างภาพ และบทบาทล่าสุด บล็อกเกอร์

เขาเปิดเพจเฟซบุ๊ก นัด-ตะ-พัด เพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนที่อยากออกเดินทางแต่ยังไม่กล้าก้าวออกไป

เขาวางคอนเซ็ปต์ของเพจว่า “ลุยไปเรียนรู้ไป” นั่นเพราะไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของเขา ชอบไปสัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ผมชอบไปนั่งคุย ชอบไปทำความรู้จักกับคนในแต่ละที่ เพราะคนเหล่านั้นจะทำให้เราเห็นเหตุผลของความแตกต่าง และผมชอบเที่ยวแบบลุยๆ อย่างเดินป่า เดินเขา ซึ่งผมเองเพิ่งเริ่มเดินป่าเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีรุ่นพี่คนหนึ่งชวนไป ผมก็ลองไปโดยไม่คิดว่าจะชอบ แต่ไปๆ มาๆ ติดใจ

เพราะเวลาเดินเข้าป่ามันทำให้ผมรู้สึกสงบและได้อยู่กับตัวเองมากๆ ประหนึ่งว่ากำลังเข้ากรรมฐาน” บอส ยิ้มเสมอเมื่อเล่าถึงการเดินทาง

สำหรับเพจ นัด-ตะ-พัด เขาตั้งใจเล่าประสบการณ์การเดินทางด้วยภาษาง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งนิสัยชอบเขียนอาจเริ่มมาจากนิสัยชอบอ่านพ็อกเกตบุ๊ก ทำให้ภาษาที่ถ่ายทอดออกมาอ่านง่ายและน่าติดตาม รวมไปถึงรูปภาพและวิดีโอที่นอกจากจะสวยงาม วิดีโอของเขายังสนุกเหมือนได้ดูรายการท่องเที่ยว

“ผมเพิ่งหันมาเริ่มทำวิดีโอเมื่อไม่นานมานี้ เพราะผมอยากเป็นพิธีกรหรืออะไรก็ได้ที่ได้ออกกล้อง แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้ผมไม่ถูกเลือกไปทำหน้าที่ตรงนั้น เลยตัดสินใจทำเอง คิดเอง ถ่ายเอง เป็นพิธีกรเอง ตัดต่อเอง โดยตอนนี้ผมเน้นทำวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 5-10 นาที พยายามทำคอนเทนต์ให้ดูน่าสนใจ และใส่บรรยากาศของความบ้า ความตลกขบขันอยู่ในคลิป เพื่อทำให้เรื่องราวที่มีสาระเสพง่ายขึ้น”

บอส สารภาพด้วยว่า ในตอนแรกเขาอยากทำเพจเพื่อบอกเล่าไลฟ์สไตล์การเดินทางของตัวเอง แต่เมื่อทำจริงแล้ว เขาค้นพบว่าเรื่องราวและรูปภาพที่ถ่ายทอดออกไปกำลังบอกเล่าสิ่งที่เรียกว่าแรงบันดาลใจ ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงอยากให้ผู้อ่านได้รับแรงบันดาลใจในการเดินทางไม่มากก็น้อย และกล้าที่จะออกเดินทางไปด้วยกัน

นอกจากนี้ การเดินทางยังได้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของเขาหลายอย่าง ยกตัวอย่างประเทศอินเดีย ที่เขาเคยมองในแง่ลบเพราะความไม่รู้ แต่เมื่อได้ไปใช้ชีวิตอยู่อินเดีย 2 เดือน เขากลับมองอินเดียเป็นเมืองที่สวยงาม

“การเดินทางสามารถเปลี่ยนหลายอย่างในตัวเรา ทำให้เรากินง่าย อยู่ง่าย กล้าเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ และพร้อมที่จะทำความเข้าใจกับความแตกต่าง แล้วเราก็จะได้คำตอบว่าในความแตกต่างก็มีเหตุผลของมัน ซึ่งสุดท้ายเราจะไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลางของทุกๆ อย่าง จึงทำให้เราเป็นคนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งนั่นย่อมส่งผลดีต่อตัวเอง”

ติดตามการเดินทางของบล็อกเกอร์รุ่นใหม่ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก นัด-ตะ-พัด พื้นที่ที่อบอวลไปด้วยความสนุกและรอยยิ้มระหว่างทาง ซึ่งผู้อ่านสามารถเก็บเกี่ยวความรู้และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตกลับไปได้ในเวลาเดียวกัน

นพดล+ศศินา เรืองศรี สินค้าไทยไม่มีคำว่าแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565150

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

นพดล+ศศินา เรืองศรี สินค้าไทยไม่มีคำว่าแพ้

โดย โยธิน อยู่จงดี

“เราไม่รู้หรอกว่าสินค้าของเราจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รู้แต่ว่าเห็นโอกาสและทำให้ดีที่สุดตั้งใจและพยายามอย่างเต็มที่”

นพดล เรืองศรี เล่าถึงธุรกิจของพวกเขาด้วยแววตามุ่งมั่น ที่เขากับน้องสาว ศศินา เรืองศรี เป็นสองพี่น้องผู้ก่อตั้ง บริษัท เรย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

นพดล ผู้เป็นพี่ชายเล่าถึงธุรกิจที่เริ่มต้นการทำงานจากการทำสื่อ เป็นนักข่าวมาก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ แล้วก็ผันตัวไปทำอสังหาริมทรัพย์ จากนั้นมาทำสถานีโทรทัศน์

“จนเรารู้สึกว่าชีวิตการทำงานสื่อของเราถูกตีกรอบไว้หมดแล้ว เหมือนกับอนาคตเราโดนซื้อไปแล้ว เราก็เดินไปตามเส้นทางนั้น สมัยก่อนการทำงานสื่อไม่เหมือนสมัยนี้ ทำให้เราต้องเริ่มผันตัวหาธุรกิจอื่นๆ ทำต่อไป

ก็เริ่มทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่ธุรกิจน้ำแร่ จนผมกับน้องสาวมาเจอกับธุรกิจเครื่องสำอาง เมื่อพูดถึงเครื่องสำอางเราจะนึกถึงสินค้าเครื่องสำอางจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แต่พอมาเป็นเครื่องสำอางไทย คนไทยไม่นิยม แต่ผมมองว่าของไทยเราก็มีดีในแบบที่ต่างประเทศเลียนแบบของเราไม่ได้ ไม่มีวัตถุดิบที่ดีเหมือนของเรา”

นพดล ยกตัวอย่างเช่นเครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพรไทยและอื่นๆ อีกมากมาย ที่ใช้เป็นเครื่องสำอางของผู้หญิงไทยสมัยก่อน บอกว่าทำไมไม่เอามาใช้

“ผมก็ศึกษากับผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจนี้มาสักระยะหนึ่ง ประกอบกับผมโชคดีที่มีธุรกิจขายน้ำแร่อยู่แล้ว ในชื่อแบรนด์ สปริงกรีน ก็เลยมีแนวคิดที่จะเอาน้ำแร่เย็นนี่แหละ มาทำผลิตภัณฑ์เสริมความงาม จึงได้เลี้ยงสาหร่ายจากน้ำแร่เย็น เราก็เลยลองเอาน้ำแร่เย็นที่เรามีเอามาผสมผสาน

สูตรสมุนไพร สาหร่าย และน้ำแร่บริสุทธิ์ออกมาเป็นมาสก์หน้าน้ำแร่บริสุทธิ์ แบรนด์ เรย์ (Ray)

ด้วยความที่เรามีคอนเนกชั่นเยอะ รู้จักคนในวงการต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจพวกทัวร์ต่างๆ ก็ฝากเกี่ยวกับสินค้าของเราให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองใช้ ทำให้สินค้าของเรากระจายไปได้ทั่วๆ ให้สินค้าของเราได้เป็นที่รู้จักจนมียอดขายชนิดที่เรียกว่าผลิตขายกันแทบไม่ทัน”

นพดล บอกว่าเริ่มทำธุรกิจตัวนี้ ก็ไม่ได้คิดไว้ว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ จากที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แล้วเขาเอากลับไปใช้แล้วดี จนมียอดสั่งซื้อจำนวนมากเข้า ตอนนี้สินค้าก็ไปถึงตลาดจีน ฮ่องกง เวียดนาม ไปตีตลาดที่นั่นได้หมดแล้ว

“งานเอ็กซ์โปที่ฮ่องกงเราก็ไป คนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยผมเชื่อว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีสินค้าของเราติดมือกลับบ้านไป ผมไปงานที่เซี่ยงไฮ้ มีดิวตี้ฟรีของจีนมาเจรจาให้ผมเซ็นสัญญา เพื่อนำสินค้าไปวางจำหน่าย เรียกว่าเรามาไกลเกินกว่าที่คิดไว้มาก ที่จริงเราทำสินค้าทำธุรกิจตรงนี้มาเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราจะเจอกับอะไรข้างหน้า แต่พอลงมือทำแล้วเราทั้งคู่ก็ต้องทำให้เต็มที่”

ศศินา เสริมพี่ชายว่า ในการทำงานของสองคน งานหลักๆ ส่วนใหญ่พี่ชายจะเป็นคนเดินทางดูงานประชุมกับต่างประเทศ ตัวเธอก็จะทำงานประสานภายในประเทศดูแลเรื่องการออกงานอีเวนต์

“และก็มีน้องมาร์เก็ตติ้งคอยช่วยงานเราอย่างดี ในเรื่องการทำงานร่วมกันต้องบอกเลยว่าถึงจะเป็นพี่น้อง แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะกัน หลักๆ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะพี่เขาฟังเราตลอดเวลาที่มีปัญหาเรื่องการทำงาน เวลาแบ่งงานแบ่งหน้าที่ก็แค่คุยกันว่า ใครจะต้องไปไหนทำอะไรบ้าง ติดขัดอะไรเราก็คุยกัน ไม่ทะเลาะแต่หาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน มีอะไรคุยกันตรงๆ พี่เขารับฟังและช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ได้

อีกอย่างหนึ่งพี่เขามีนิสัยใจกว้าง เราอยู่กับเขามาทั้งชีวิตเรารู้ พี่เขาใจกว้างมากใครมีปัญหาอะไรต้องการให้ช่วยเหลือพี่เขาช่วยได้จะช่วยเต็มที่ และที่สำคัญพี่เขาเป็นคนใจสู้ไม่ยอมแพ้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่เขาป่วยหนักมาก จนเรากลัวว่าพี่เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นในเวลานั้นก็คือ ใจพี่เขาสู้เขาไม่ยอมแพ้ แล้วพี่เขาก็ผ่านจุดนั้นมาได้ หมอยังบอกเลยว่าเป็นเคสหนึ่งในร้อยจริงๆ ที่จะรอดจากเหตุการณ์แบบนี้

หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าพี่มีพลังและทำให้คิดได้ว่าจะต้องมีพลังที่จะสู้ชีวิตต่อได้เหมือนพี่ และพี่ก็สุขภาพแข็งแรงขึ้นมาตลอด แม้จะทำงานหนักมากวันหนึ่งนอนแค่ 3-6 ชั่วโมงแค่นั้นเอง ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเท่าไร”

นพดล เล่าต่อจากน้องสาวว่า เขาเองมีภาระเยอะ ดังนั้นผมยังไปไหนไม่ได้ (หัวเราะ)

“ผมมีแม่อายุ 90 ปีต้องดูแล มีธุรกิจที่ต้องวางรากฐานให้มั่นคง และถ้าไม่ได้น้องสาวคอยช่วยเหลือ ผมก็แย่เหมือนกันครับ เขาเป็นคนที่ช่วยเหลือมาตลอด ยอมออกจากงานครูที่เขารัก มาทำงานดูแลธุรกิจสื่อสารมวลชน มาช่วยเราทำธุรกิจอื่นๆ ไปด้วยกันตลอด เราจึงเป็นห่วงเขามาก ผมจึงยอมทำงานหนักเพื่อวางรากฐานให้กับครอบครัวประสบความสำเร็จ ให้คนที่อยู่ข้างหลังเราเขาไปต่อได้ด้วยตัวเอง”

ความสำเร็จของบริษัทนั้น นพดล คิดว่าเกิดจากความตั้งใจจริงในการทำงานที่จะทำสินค้าออกมาให้ดีที่สุดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

“ถึงแม้จะมีคนก๊อบปี้แบรนด์ของเราไปขาย ก็แสดงว่าสินค้าของเราดีและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยสติไม่ใช่ความโกรธ ที่สำคัญเรามีวันนี้ได้เพราะมีเพื่อนมีมิตรให้ความช่วยเหลือ ต้องขอบคุณพวกเขาโดยเฉพาะคนที่เป็นสื่อที่เรารู้จักหลายๆ คน เขาให้ความช่วยเหลือ เราจึงเติบโตได้ค่อนข้างรวดเร็ว พนักงานขายของผมเองก็เช่นกันทุกครั้งที่เขาประชุม ผมบอกเสมอว่าถ้าผมไม่มีคุณ ผมก็คงไม่มีวันนี้”

นพดล บอกว่า ในบริษัทจึงรักกัน ดูแลกันอย่างพี่อย่างน้อง ที่ขาดไม่ได้ก็เห็นจะเป็นผู้จัดงานเอ็กซ์โป ที่ให้โอกาสได้นำสินค้าซึ่งเป็นแบรนด์เล็กๆ ได้ออกงานอย่างล่าสุดเราก็กำลังจะได้ออกงาน บียอนด์บิวตี้ อาเซียน แบงค็อก 2018 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจเพื่อสุขภาพความงามอาเซียน

“เป็นงานใหญ่มาก ระดับกับแบรนด์เล็กๆ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความภูมิใจสำหรับผม การทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ต้องมีความซื่อสัตย์ จริงใจ และทำเพื่อสังคม ผมขายสินค้าไม่ได้ราคาแพงอะไรมากมายแต่ก็อยากตอบแทน รายได้กำไรส่วนหนึ่งเราก็ไปมอบเป็นทุนให้กับเด็ก ใครจัดงานการกุศลทำบุญอะไรที่ไหนเราก็ไป สมาคมผู้สื่อข่าวฯ  เราก็ให้ทุนช่วยเหลือ ในการช่วยเหลือผู้สื่อข่าวทุพพลภาพ นักข่าวเก่าๆ ที่อยู่ในสมาคมรู้จักเราหมด ไม่คาดว่าจะมาถึงจุดนี้”

สุดท้าย นพดล ชี้ว่าภาพแรกของสินค้าที่เขากับน้องสาวร่วมกันทำขึ้นมา ก็เพื่อภาพลักษณ์ความเป็นไทยที่ดี

“เราอยากจะส่งออกภาพลักษณ์ประเทศไทย สินค้าไทยที่ดีออกไปสู่สายตาชาวโลก เราภูมิใจในความเป็นไทย และวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าสินค้าของไทยนั้นมีดีพอที่ต่างประเทศให้ความยอมรับ” 

เซอร์วิส มายด์ สไตล์‘ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565148

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 10:53 น.

เซอร์วิส มายด์ สไตล์‘ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล’

โดย ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ธุรกิจโรงแรมจะเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากพนักงาน ผู้บริหาร คนโรงแรมจะมีส่วนสำคัญแล้ว ยังขึ้นอยู่กับหัวใจสำคัญของงานบริการ คนโรงแรมจะต้องให้บริการแก่ลูกค้าด้วยจิตใจที่รักงานบริการ (Service Mind) หากบริการดีก็ทำให้ลูกค้าประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการโรงแรมของเราอีก หากให้บริการไม่ดี ก็อาจทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจและบอกต่อไปยังผู้อื่น โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่อาจทำให้คนอื่นๆ ไม่อยากมาใช้บริการเรา”

“ต้น”ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า โฮเทลแอนด์ รีสอร์ท ผู้บริหารโรงแรมหนุ่มวัย 34 ปี ที่คลุกคลีกับวงการอุตสาหกรรมโรงแรมในภูเก็ตและกระบี่มากว่า 13 ปี เล่าว่า ตั้งแต่เรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กลับภูเก็ตเพื่อช่วยดูแลธุรกิจครอบครัว

“อาจด้วยเพราะการที่อยู่ธุรกิจท่องเที่ยวมานาน ตั้งแต่สมัยที่เริ่มต้นจากโรงแรมเล็กๆ ก็พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวมีการเติบโต และเป็นภาพที่ดีและมีความสุข หากเราเป็นผู้บริหารโรงแรมดำเนินธุรกิจที่ให้ความสุขกับผู้ที่มาพัก ด้วยความคิดที่ว่างานโรงแรมเป็นงานที่มอบความสุขให้ผู้อื่น”

เริ่มแรกในวัย 21 ปีของหนุ่มไฟแรง ศึกษิต ได้เข้ามาดูแลในหลายๆ หน้าที่ ทั้งโรงแรม ดีวาน่า ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ สปา การเจรจาธุรกิจกับเชนโรงแรมอินเตอร์ ที่เริ่มจากการพัฒนาพื้นที่เปล่าของครอบครัว เนื่องด้วยสมัยนั้น เชนโรงแรมในภูเก็ตมีน้อยมาก เพียงแค่ 2-3 เชน จึงมองว่า ในเวลานั้นโรงแรมของเราควรจะมีเชนอินเตอร์เข้ามาการันตี เขาหัวเราะแล้วเล่าว่า

“สิ่งที่ยากที่สุดในขณะนั้น คือการดีลงานกับคุณพ่อ ด้วยรูปแบบที่เป็นธุรกิจครอบครัว การดีลงานต่างๆ จึงต้องปรับลักษณะการทำงานให้มีระเบียบ กฎเกณฑ์ มีมาตรฐานเป็นสากลมากขึ้น ด้วยความที่เรามีเพียงทฤษฎี แต่ยังไม่มีประสบการณ์ ทำให้ในช่วง 3 ปีแรกการบริหารธุรกิจ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากในการปรับระบบ โดยคุณพ่อได้เข้ามาแนะนำให้ได้ปรับตัวกับผู้บริหารอีกยุคหนึ่งที่เน้นประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ก่อนที่จะเกษียณและวางมือให้เรารับช่วงต่อไป”

ธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต ศึกษิต ย้อนความหลังว่าเริ่มบูมตอนช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีแคมเปญ “Amazing Thailand” แต่หลังจากนั้นก็ค่อนข้างจะเหวี่ยง จากปัจจัยหลายๆ ด้าน รวมถึงเหตุการณ์สึนามิ วิกฤตการเมืองภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ตลอดจนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิมวันละ 160 บาท มาเป็น 300 บาท ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลายแห่งก็ต้องปรับตัว รวมถึงเครือดีวาน่า แต่ธุรกิจโรงแรมยังมีศักยภาพในการเติบโต

“ในช่วงวิกฤตปี 40 ผมกำลังเข้ามหาวิทยาลัยปีการศึกษาที่ 1 แต่เห็นว่าธุรกิจอื่นๆ ค่อนข้างได้รับผลกระทบเยอะ แต่เห็นศักยภาพของโรงแรมเติบโต จากชูแคมเปญช่วยให้เมืองไทยเป็นที่รู้จักของต่างชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและทำให้ตลาดสามารถฟื้นตัวได้เร็วไม่ว่าจะเจอปัญหาใดๆ ก็ตาม”

นอกจากนั้น ความท้าทายในการทำงาน ศึกษิต ขยายภาพโจทย์ว่าคือการทำอย่างไรให้พนักงานหลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่ทำอยู่

“เนื่องจากพวกเขาทำงานมา 20-30 ปี และทำซ้ำๆ ทำให้เราต้องหาวิธีให้พนักงานคิดนอกกรอบ เปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ในการทำงาน ให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจต้องใช้เวลาและใช้เงินในการฝึกอบรม บริษัทจึงได้เน้นการฝึกอบรมด้านการทำการตลาดออนไลน์ ให้พนักงานทุกคนในองค์กร ได้รู้จักฟินเทค การเชื่อมต่อระบบใหม่ๆ  การชำระเงินออนไลน์ โดยจะมีหลักสูตรสำหรับองค์กร ฝึกอบรมตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงพนักงานทุกตำแหน่ง ซึ่งแต่ละเซ็กเมนต์ก็จะแบ่งย่อยออกไป เพื่อเปิดให้ทันโลกทัศน์ใหม่ ทันโลกออนไลน์และดิจิทัล”

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจโรงแรม ศึกษิต ย้ำว่าจะมีความสุขต่อเมื่อลูกค้ามีความสุข ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้ามีความสุข

“สมัยก่อนในรูปแบบเก่า การทำงานโรงแรม ลูกค้าแทบไม่มีโอกาสให้คำติชมเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะเรายังไม่มีช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นที่จะรีวิว ดังนั้นสมัยก่อนหลายๆ โรงแรมจะทำอย่างไรกับลูกค้าก็ได้ เช่น การชาร์จค่าบริการ ค่าเสียหาย และบอกให้ลูกค้าต้องจ่าย

แต่สมัยนี้ไม่ใช่ เราพยายามจะสื่อสารให้พนักงานทั้งองค์กรเข้าใจเสมอ ถึงโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ต้องปรับมุมมอง โดยนึกถึงใจลูกค้ามาก่อน แล้วดูว่าด้วยเหตุอะไร เราไม่ได้บอกว่า ห้ามชาร์จในความเสียหายที่ลูกค้าทำ แต่ในบางเรื่องต้องดูความเหมาะสมในหลายๆ อย่าง เช่น ลูกค้าประจำที่มาพักนานมีค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาท แต่กลับมาชาร์จค่าเสียหาย 300-500 บาท เราต้องคิดใหม่ว่า ได้คุ้มเสียหรือไม่”

ศึกษิต มองว่าโลกสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อน ที่ไม่สามารถจะปิดหูปิดตาคนอื่นได้ สิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นต้องเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับพนักงานและองค์กร ปรับให้อยู่นอกกรอบเดิมๆ

“เพราะสมัยก่อน คนทำโรงแรมจะคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องของต้นทุนมาเป็นอันดับ 1 โดยไม่คำนึงถึงใจของลูกค้า เน้นทำโรงแรมให้เจ้าของได้ผลประโยชน์เพื่อเป็นกำไร แต่ ณ สมัยนี้ คุณทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเน้นใจลูกค้าและบริการ หากเราดูแลลูกค้าดี ได้ใจลูกค้า จะพูดปากต่อปาก รีวิวและจะได้ใจลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลดีระยะยาว”

ศึกษิต ยิ้มแล้วเล่าต่อว่า แม้ตัวพนักงานจะต้องทำงานให้กับบริษัทก็จริง แต่สิ่งที่ต้องดูแลไม่ใช่เจ้าของ แต่เป็นลูกค้า ต้องทำงานให้ลูกค้าประทับใจ ไม่ใช่ทำเพื่อให้เจ้าของประทับใจ

“หัวใจสำคัญของโรงแรมไม่เคยเปลี่ยน คือ Service Mind เพียงแต่ในอดีต เราอาจได้คำติชม กลับมาไม่เยอะ เพราะไม่มีโลกออนไลน์ แต่ปัจจุบันมีช่องทางให้รับรู้ และคนได้รับรู้ถึงความสำคัญของคำว่า บริการเยอะขึ้น เพราะทุกวันนี้ มีบทลงโทษเกิดขึ้น คุณบริการไม่ดี ก็อาจได้รับผลต่อเนื่อง

สิ่งๆ นี้ได้เปลี่ยนทำให้ทุกคนกลับมาเห็นความสำคัญของ Service Mind มากขึ้น จากเดิมที่ทุกๆ โรงแรมพื้นฐานจะมีแต่งบการเงินเพื่อทำกำไรให้มากที่สุด แต่ทุกวันนี้หากต้องปรับตัวให้ทันโลก คุณทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แต่จะต้องเน้น Service Mind เพราะนี้คือหัวใจของธุรกิจโรงแรม แม้คุณจะภาษาที่ 3 ไม่คล่อง แต่หากคุณเก่งภาษาที่ 3 แต่ไม่มีจิตใจที่รักบริการ ผลสุดท้าย ลูกค้าก็ไม่รักคุณ”

ลูกค้าของเครือ ดีวาน่า โฮเทล แอนด์รีสอร์ท กลับมาพักซ้ำเป็นส่วนใหญ่ ศึกษิต บอกถึงเหตุผลที่เขาเชื่อเสมอ นั่นคือเพราะด้วยความผูกพันกับโรงแรม

“ความประทับใจ และอยากกลับมาหาเรา มาพักที่โรงแรมเพราะพวกเขามีความสุข ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา แต่เป็นเพราะพนักงานในองค์กรทุกคนทุกระดับที่ทำงานเป็นทีม ทำให้บริษัทเติบโตและได้ใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว

สุดท้ายนี้มองว่า ธุรกิจโรงแรมจากนี้ไปใน 5 ปี 10 ปี ก็ยังเป็นภาพเดิมที่มีการแข่งขันที่สูง โรงแรมแห่งใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างไม่เปลี่ยน มีเพียงเทรนด์ใหม่ของโลก ที่ธุรกิจโรงแรมจะต้องปรับตัว เช่น การเข้าสู่สังคมการแบ่งปัน ดังนั้นเราจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา”

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากใจรัก ศึกษิต ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งหนึ่งของคนทำโรงแรม ต้องรักในธุรกิจ เพื่อให้คุณอยู่ได้

“ซึ่งแตกต่างจากพนักงานออฟฟิศ เพราะธุรกิจโรงแรมคือการทำงานตลอด 24 ชม. ต้องบริการลูกค้า ดูแลหลายๆ เรื่อง ความต้องการ ความหลากหลาย ความปลอดภัย

ใครที่อยากเข้ามาในธุรกิจนี้ ไม่ใช่แค่มองว่า ธุรกิจนี้ดีมีกำไร เติบโตเร็ว แต่ต้องมองถึงว่า คุณเป็นคนโรงแรมจริงหรือเปล่า? มีใจรักบริการจริงหรือไม่? หากสำรวจและตอบตัวเองได้ด้วยใจที่รักการบริการ ก็สามารถผงาดและเติบโตในธุรกิจโรงแรม เพราะโรงแรมในไทย เรื่องของการบริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานไม่เป็นที่สองรองจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก”

ชัยอนันต์ ปันชู กล้าลองกล้าลุย… กล้าอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/565144

  • วันที่ 22 ก.ย. 2561 เวลา 09:55 น.

ชัยอนันต์ ปันชู กล้าลองกล้าลุย... กล้าอาสา

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“ต้นกล้า” ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวสายลุยจากช่อง 7HD แฟนๆ จะเห็นต้นกล้าได้จากคอลัมน์ข่าว “กล้าลอง กล้าลุย” ในรายการสนามข่าว 7 สี ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี สกู๊ปข่าวที่พาไปพิสูจน์ความท้าทายแบบเจาะลึกในทุกอาชีพ ซึ่งมัก Unseen เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น คนหาปลาใต้พิภพ หรือบุกสำรวจถ้ำหลวงขุนน้ำ-นางนอนก็ไปมาแล้ว

นักข่าวคนเก่งคุยให้ฟังถึงเรื่องจิตอาสาที่ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 นั่นคือโครงการ “เก่าของเราแต่ใหม่ของน้อง” การลงพื้นที่ทำสกู๊ปข่าวในสายงาน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “กล้าลอง กล้าลุย” นั่นทำให้ได้พบเจอกับพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ สกู๊ปวิถีชาวบ้านที่ทำให้ได้เจอกับชาวบ้าน ได้พูดได้คุยถึงสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน โดยเฉพาะเด็กๆ

“เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น น้อยมากที่พวกเด็กๆ จะได้รับจากคนข้างนอก เพราะถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจริงๆ แล้ว ความหมายคือห่างไกลจนไม่อาจได้พบกับโอกาสใดๆ”

ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปาทุกอย่างเข้าไม่ถึงหมด ซึ่งต้นกล้า บอกว่าทำให้ทุกอย่างยากไปหมดสำหรับการเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้น ทั้งหมดนี้เองคือที่มาของโครงการเก่าของเราแต่ใหม่ของน้อง ยังมีหมู่บ้านห่างไกลความเจริญแบบนี้อยู่อีกเป็นจำนวนมากในท้องถิ่นกันดาร เด็กนักเรียนบางคนเมื่อได้รับสมุดครั้งแรก ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไรและใช้ทำประโยชน์อะไร

จากเริ่มต้นทำโครงการจิตอาสาในปีแรก ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่องทุกปี เน้นโรงเรียนที่ห่างไกล เดินทางไปยาก ทุกที่ต้องใช้โฟร์วีล หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อบุกไป (พังไปแล้วหนึ่งคัน) บางปีเน้นเรื่องเสื้อผ้า บางปีเน้นเรื่องอาหารหรือเมล็ดพันธุ์พืช แต่โดยรวมก็คือแจกจ่ายให้ครอบคลุม

“เราทำกับข้าวแจกจ่ายให้น้องๆ ได้กินกัน เด็กบางคนเห็นกุ้งเป็นครั้งแรกในชีวิต เด็กส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นทะเล อย่าว่าแต่เห็นทะเล พวกเขาหลายคนไม่เคยเห็นอะไรนอกจากภูเขาที่พวกเขาอยู่”

ต้นกล้า เล่าต่อไปว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ไปตั้งกองทำกับข้าวบนดอยสูง เด็กได้รับแจกกุ้งย่างคนละตัว แต่เด็กบางคนไม่กิน เมื่อถามจึงได้รู้ว่าเด็กต้องการนำกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านกิน ยังมีผัดซีอิ๊วหมึกหรือปลาหมึกที่ได้กินกันหนุบหนับๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตของทุกคน

ส่วนที่ต้องนำเมล็ดพันธุ์ไปแจกก็เพราะเด็กขาดแคลนอาหาร หลายคนเดินเท้าวันละ 2 กิโลเมตร ไปโรงเรียน ไม่ใช่ 2 กิโลเมตรทางราบ แต่เป็น 2 กิโลเมตรทางขึ้นเขาลงเขา ซึ่งเหนื่อยสาหัส ยิ่งไปกว่านั้นในทุกวันอาทิตย์พวกเด็กๆ ทุกคนในหมู่บ้าน จะพากันเดินเท้าไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปรับแจกไข่สดและผัก

“จะมีการแจกไข่และผัก อาหารสดที่โรงเรียนส่วนกลางที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเด็กก็พากันไป เหนื่อยมากทั้งวันเพื่อแลกกับไข่แตกๆ และผักเหี่ยวๆ เมื่อเดินเท้ากลับมาถึงหมู่บ้าน ในช่วงปีหลังๆ มา เราจึงแจกเมล็ดพันธุ์ผักและพืชให้แก่ชาวบ้านด้วย เพื่อจะได้มีปลูกกินในหมู่บ้าน”

สำหรับเก่าของเราแต่ใหม่ของน้องปี 6 ต้นกล้า เล่าว่า จะพิเศษและแตกต่างเมื่อช่อง 7 HD ร่วมด้วย โดยมีความตั้งใจจะเชิญชวนผู้สนใจร่วมเดินทางไปบริจาคของแก่น้องๆ บนดอยหนาว รับไม่เกิน 30 คน กติกาคือความยากลำบาก ใครมีจิตอนุเคราะห์และเห็นประโยชน์ ติดตามข่าวสารให้ดีที่ไอจี : klahan_chaianan fp : ชัยอนันต์ ปันชู fb: chaianan Panchu

“ได้มากกว่าคือการให้ คือการได้เรียนรู้จากผู้ที่ให้โอกาสให้เราเป็นผู้ให้ ที่สำคัญคือความประทับใจที่ได้สัมผัสกับผู้ให้ท่านอื่นๆ มีคนอีกมากมายเหลือเกิน ที่เป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะคุณครูบนดอยที่เสียสละอย่างมาก”

ฐากร จันทรานุพัฒนา คอนโดโมเดิร์นกลางเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564933

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

ฐากร จันทรานุพัฒนา คอนโดโมเดิร์นกลางเมือง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ฐากร จันทรานุพัฒนา หรือ แจ็ค รั้งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์ไอเดียส์ ซึ่งเป็น มาร์เก็ตติ้ง เอเยนซี ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าและบริการแบรนด์ไทยในตลาดประเทศจีน คือหนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ทางด้านการทำธุรกิจที่แตกต่าง แม้แต่เรื่องของการอยู่อาศัย เขาก็มีมุมมองในการเลือกที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน

“คอนโดโนเบิล โซโล ในย่านทองหล่อ ที่ผมอยู่ปัจจุบันนี้ซื้อมาได้ 7 ปีแล้วครับผมขอเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นผมเรียนจบปริญญาตรีจากออสเตรเลีย และทำงานทางด้านโปรแกรมเมอร์อยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นผมก็เรียนต่อปริญญาโทไปด้วย เมื่อเรียนจบผมก็ได้งานใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นบริษัทกำลังหาคนมาทำโปรเจกต์ที่เมืองไทยพอดี ผมก็เลยขอย้ายกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ

ที่จริงบ้านของครอบครัวผมก็อยู่แถวลาดพร้าว แต่ด้วยความที่ออฟฟิศตอนนั้นอยู่แถวสุขุมวิท ครั้นจะขับรถมาทำงานก็เบื่อรถติด ผมก็เลยอยากจะซื้อคอนโดที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมอยู่ได้เลย จนมาเจอคอนโดแห่งนี้ ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าผมจะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหนด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ทำไปทำมา ผมก็เปิดบริษัททำธุรกิจของตัวเองและอยู่เมืองไทยยาวเลยครับ”

แจ็คบอกว่า สไตล์การตกแต่คอนโดของเขาจะเน้นความเป็นโมเดิร์น โดยใช้โทนสีที่เรียบง่าย ดูทันสมัย อย่าง เทา ขาว ดำ และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ดูแมนๆ หน่อย

“คอนเซ็ปต์ในการตกแต่งห้องของผมก็คือ อยากให้ห้องนี้มีกรอบรูปเยอะๆ โดยเน้นรูปโทนขาว-ดำ ที่สำคัญรูปที่นำมาประดับห้องนี้ ยังเป็นรูปที่ผมถ่ายเองทั้งหมดด้วยครับ เป็นภาพจากเมืองในประเทศแถบยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ คือช่วงนั้นผมได้เดินทางไปท่องเที่ยวพอดี ก็เลยตั้งใจนำภาพถ่ายเหล่านี้มาอัดเป็นภาพขาว-ดำแล้วใส่กรอบติดผนังไว้เพื่อเป็นความทรงจำของตัวเอง ซึ่งรูปถ่ายทั้งหมดนี้บังเอิญเข้ากันได้ดีกับมู้ดแอนด์โทนของห้อง ที่เน้นสีเทา ขาว ดำ ด้วย เลยออกมาลงตัวพอดีครับ

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่เลือกมาใช้ผมก็จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปแบบเรียบง่ายโทนสีล้อกันไปกับคอนเซ็ปต์ในการตกแต่ง ผ้าปูที่นอน หมอนอิง โต๊ะ เก้าอี้ ก็พยายามเลือกให้แมตช์กับอารมณ์ของห้องให้มากที่สุด”

แจ็คบอกว่า ถ้าพูดถึงมุมโปรดในคอนโดนี้ เขาชอบมุมอเนกประสงค์ตรงห้องครัวมากที่สุด เพราะจะมีโต๊ะและเก้าอี้เล็กๆ สำหรับให้นั่งพัก นั่งกินข้าว หรือนั่งทำงานก็ได้เช่นกัน

“การตกแต่งมุมอเนกประสงค์นี้ ผมจะใช้โคมไฟสไตล์โมเดิร์นห้อยลงมาเพื่อช่วยในการพักสายตา บนผนังประดับด้วยดอกไม้ที่ทำจากทองเหลืองให้มันดูไม่เรียบและเป็นมุมที่โดดเด่นแตกต่างขึ้นมา เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องสตูดิโอมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่กั้นกระจก หรือทำมุมนั่งเล่น หรือมุมอเนกประสงค์ให้ดูแตกต่าง มันก็จะดูไม่มีสัดส่วนและดูเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยมีมิติสักเท่าไร

ส่วนมุมโปรดอีกมุมหนึ่งที่ผมชอบก็คือ มุมห้องนั่งเล่นบริเวณโซฟา เพราะเวลามานั่งแล้วจะรู้สึกว่าตรงนี้เป็นมุมที่สวยอีกมุมหนึ่งทีเดียว แล้วการได้มองดูรูปถ่ายที่เราถ่ายเองบนผนัง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึงเรื่องราวย้อนไปตามภาพเหล่านี้”

แจ็คทิ้งท้ายว่า ที่เขาตัดสินใจเลือกที่พักอาศัยสไตล์คอนโดนี้ เพราะมันช่วยตอบโจทย์ในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของเขาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่เขาจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเลยล่ะ ซึ่งข้อดีของคอนโดนี้ก็คือ อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ที่ทำงาน และเดินทางสะดวกนั่นเอง

“ผมว่าอารมณ์ของการอยู่อาศัยในคอนโดไม่จำเป็นต้องเหมือนบ้าน แต่การอยู่คอนโดจะต้องสะดวกสบาย และทำให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเดินทาง ดังนั้นการเลือกคอนโดกลางเมืองจึงสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมได้ดีและลงตัวที่สุดแล้วละครับ”

เคล็ดลับสุขภาพดีวัยเก๋าเมืองหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564931

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

เคล็ดลับสุขภาพดีวัยเก๋าเมืองหนาว

เรื่อง กาญจนา ภาพ อีพีเอ, เอเอฟพี

คนเมืองร้อนอาจสงสัยว่าการว่ายน้ำแข็งคืออะไร แต่สำหรับคนรัสเซียและคนฟินแลนด์ที่อาศัยอยู่กับน้ำแข็งมาตลอดนั้น ต่างเคยชินกับการว่ายน้ำกลางแผ่นน้ำแข็งและอุณหภูมิติดลบ

บ่อแช่ตัวน้ำแข็งที่เปิดเป็นบ่อสาธารณะกลายเป็นแหล่งพบปะสนทนาระหว่างกัน นอกจากนั้นการแช่น้ำแข็งยังดีต่อสุขภาพดังคำบอกเล่าจาก Jitka Tauferova คุณยายชาวเช็กวัย 76 ปี ที่อยู่ในชมรมว่ายน้ำแข็ง กล่าวว่า เธอว่ายน้ำกลางน้ำแข็งมานาน 25 ปี หลังจากนั้นก็ไม่เคยป่วย อาการปวดหลังหายไป และเลือดลมเดินดีขึ้น

โดยทั่วไปแล้วการว่ายน้ำในอุณหภูมิปกติเป็นวิธีการออกกำลังกายทุกส่วน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงวัยและผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ แต่สำหรับการว่ายในน้ำที่เย็นยะเยือกจะให้ผลลัพธ์ที่มากกว่า อย่างชายรายหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ประเทศอังกฤษ (BMJ) ระบุว่า ชายผู้นั้นเคยหมดหวังกับอาการปวดของเส้นประสาทเรื้อรัง แต่เมื่อเขาได้ลงไปว่ายน้ำในอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เพียงไม่กี่นาทีก็ปรากฏว่าความเจ็บปวดนั้นหายไปเป็นปลิดทิ้งและไม่กลับมาเป็นอีกเลย

“เมื่อผมขึ้นมาจากน้ำ ผมรู้เลยว่าอาการปวดที่เรื้อรังมานานจะไม่กลับมาอีก” เขากล่าว

นอกจากนี้ การศึกษาในปี 2008 ยังพบว่าการอาบน้ำเย็นจะช่วยขจัดอาการซึมเศร้า เพราะมีความเป็นไปได้ว่าน้ำเย็นจะเพิ่มระดับการควบคุมอารมณ์และกระตุ้นให้สารเคมีลดความเจ็บปวดปล่อยออกมา จึงช่วยลดความเจ็บปวดในร่างกาย รวมถึงการศึกษาในปี 2011 พบว่า นักฟุตบอลที่แช่ตัวในน้ำเย็นเป็นเวลา 5 นาทีหลังจบเกม ทำให้นักฟุตบอลรู้สึกเหนื่อยล้าน้อยลง และทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นในวันถัดมา เมื่อเทียบกับนักฟุตบอลที่ไม่ได้แช่ตัวในน้ำเย็น

อย่างไรก็ตาม การว่ายในน้ำเย็นก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ำเย็นจัดจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกเครียด ดร.ฟิลลิป กรีน แพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลนิวยอร์กเพล็ปส์ไบทีเรียน กล่าวว่า สำหรับคนสุขภาพดี การแช่ในน้ำเย็นไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพมากนัก แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ การแช่ในน้ำเย็นอาจเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจได้

ด้าน โรเบิร์ต โคกเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและนักสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยอลาสกาแฟร์แบงก์ กล่าวว่า แม้ว่าจะสุขภาพดี การแช่ในน้ำเย็นสุดขีดก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยแช่มาก่อน เมื่อตกลงไปในน้ำที่เย็นจัดสิ่งแรกที่คนจะทำให้คือหายใจเข้าและออกทางปากลึก ยาว และเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการวิงเวียนศีรษะและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น

นอกจากนี้ น้ำเย็นจัดยังทำให้เกิดภาวะตัวเย็นหรือภาวะร่างกายมีอุณหภูมิต่ำลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดขึ้นได้หลังจากแช่น้ำเย็น 15-30 นาที ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้นักว่ายน้ำแข็งต้องจำกัดเวลาในน้ำเพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าจะมีความเสี่ยงแต่ก็ยังมีคนสูงวัยหลงใหลอย่าง Ram Barkai นักกีฬาว่ายน้ำชาวแอฟริกาใต้และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมการว่ายน้ำแข็งนานาชาติ วัย 60 ปี กล่าวว่า เมื่อคุณว่ายอยู่ในน้ำแข็งแต่มันทำให้รู้สึกเหมือนกระโดดเข้ากองไฟมันสวยงามแต่น่ากลัว และมันก็ทำให้อ่อนแรงได้ทุกเมื่อ แต่ก็ทำให้กระปรี้กระเปร่าได้เช่นเดียวกัน

สำหรับคนเขตเส้นศูนย์สูตรการได้แช่น้ำร้อนอย่างออนเซ็นอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้ามีโอกาสไปประเทศเยือกแข็งเมื่อไรอาจค้นพบความผ่อนคลายใหม่ในแบบฉบับของคนเมืองหนาว

อยากฟิตตอนแก่ แค่เริ่มเล่นกีฬา

ผลการศึกษาในสหรัฐเผย คนที่เล่นกีฬามีความเป็นไปได้ที่จะมีสุขภาพแข็งแรงและฟิตแม้ว่าจะอายุแค่ไหนก็ตาม แดเนียล อัจจิโอ นักเรียนแพทย์ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้วิเคราะห์ข้อมูลผู้ชายจำนวนกว่า 3,500 คน ซึ่งเก็บรวบรวมมานานกว่า 20 ปี พบว่าผู้ชายที่มีชีวิตแอ็กทีฟในวัย 40 และ 50 ปีมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอย่างแอ็กทีฟต่อไปอีก 10 ปี

มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า กว่าร้อยละ 50 ของชายวัยกลางคนเลือกเล่นกีฬา และเมื่อพวกเขาเกษียณไปแล้วจะใช้เวลาเล่นกีฬาน้อยลง แต่กิจกรรมหนึ่งที่มากขึ้นคือการเดิน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27 เป็นร้อยละ 62 ในช่วงระหว่างการเก็บข้อมูล

สำหรับเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังเล่นกีฬาแม้ว่าจะอายุมากขึ้น คำตอบนั้นง่ายมากคือ กีฬาทำให้พวกเขามีความสุข ส่วนเรื่องสุขภาพกลายเป็นผลพลอยได้ไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากีฬาที่คุณชื่นชอบแล้วเริ่มเล่นตั้งแต่วันนี้ มันจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ฟิตและเฟิร์มแม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

ตกสะเก็ดเคล็ดลับลงทุน โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564928

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 17:30 น.

ตกสะเก็ดเคล็ดลับลงทุน โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

และแล้ววันนี้ก็มาถึง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คือวันที่ 30 ก.ย.ของทุกปี เมื่อข้าราชการทุกคนทั่วประเทศที่อายุครบ 60 ปีจะครบวาระเกษียณอายุ ขณะเดียวกันก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเข้าลงทุนในแอลทีเอฟ (LTF) และอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ประจำปี เพื่อสิทธิโอกาสทางภาษีของผู้มีเงินได้

คำถามที่หลายคนถามก็คือ เราควรซื้อ LTF หรือ RMF ในเวลาไหนและจำนวนเท่าไรถึงจะพอดีและพอเหมาะเพราะจังหวะการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโค้งสุดท้ายประจำปีหากยังเป็นโค้งสุดท้ายที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้เกษียณอายุทุกๆ คน แถมปีนี้ก็เป็นปีที่การลงทุนผันผวนอย่างมากด้วย

1.การลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF หากไม่วางแผนให้ดี ก็มีสิทธิเสียโอกาสทางภาษี แถมยังอาจขาดทุนจากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะเวลาได้ด้วยเช่นกัน

2.การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แม้จะติดตามสถิติการลงทุนว่า ควรนำเงินไปลงทุนในช่วงไหนถึงจะลงทุนได้ในราคาหน่วยลงทุนที่ถูกที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วหากไปย้อนดูสถิติย้อนหลังของราคาหุ้นและกองทุนรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

3.ไม่มีใครคาดเดาอนาคต หรือไม่มีใครที่กะเก็งราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนได้ถูกต้องเสมอไป บางปีซื้อต้นปีถูกกว่า บางปีซื้อปลายปีถูกกว่า หรือบางปีราคาต่ำที่สุดก็อยู่ตรงกลางปีได้เหมือนกัน

4.สำหรับปีนี้ถ้ายังมีเงินลงทุนเหลืออยู่ ก็อาจรอจังหวะตลาด ทยอยแบ่งการลงทุนออกเป็นช่วงๆ สำหรับสามเดือนที่เหลือ โดยแบ่งเงินลงทุนเท่าๆ กันในแต่ละเดือนก็ได้หรือบางคนใช้วิธีแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 40% อาจใช้ซื้อลงทุนในช่วงตลาดปรับตัวขึ้นลงผันผวน และส่วนที่เหลือ 60% อาจรอไว้เพื่อจับจังหวะลงทุนในปลายปีอีกทีก็ได้

5.ก่อนลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ต้องคำนวณรายได้ในเบื้องต้นก่อน เพื่อจะได้ทราบว่า เมื่อมีการหักค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษีพื้นฐานแล้ว จะเหลือเงินได้สุทธิที่ใช้ในการคำนวณภาษีเท่าไร จากนั้นจึงคำนวณดูว่าจะจัดสรรเงินจำนวนเท่าไรไปใช้ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการยังมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ต้องนำมาร่วมคำนวณด้วย

6.ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมใดๆ อย่าลืมคำนวณรายได้ทั้งปีและสิทธิในการลงทุนของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ตามปกติแล้วเราสามารถซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ได้อย่างละไม่เกิน 15% ของรายได้แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท ที่สำคัญอย่าซื้อเกินสิทธิ เพราะจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังต้องจ่ายภาษีในส่วนกำไรของจำนวนที่เกินอีกด้วย

7.รู้จักตัวเองก่อนลงทุนในกองทุนรวม เมื่อเราวางแผนจะสะสมหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF ในระยะยาวเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมทำให้ความมั่งคั่งของเราเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ขอแค่เลือกกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ นั่นหมายถึงการรู้จักตัวเองให้ดีพอ ก่อนที่จะโยนเงินลงทุนที่ได้สะสมมาอย่างเหนื่อยยากเข้ากองทุนรวมใดๆ

สรุปว่า ซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุดนั่นเอง อย่าให้ถึงขนาดว่าลงทุนซื้อกองทุนรวมไปแล้ว ไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกเลย ตื่นสะดุ้งนอนสะดุ้ง เนื่องจากไม่ได้ทำความเข้าใจนโยบายหรือกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ ไว้ก่อนแต่ต้น

เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนกว่าๆ สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อสะสมความมั่งคั่งสำหรับชีวิตหลังเกษียณ รวมทั้งรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีนี้ ใครที่ปีนี้ยังไม่ได้ลงทุนเลย หรือยังไม่ค่อยได้เข้าเพราะภาวะการลงทุนที่ผันผวนตลอดทั้งปี ก็ต้องบอกว่ายังพอมีเวลาสำหรับโค้งสุดท้ายนี้…ลุยเลย

‘ไตรกีฬา’ สนามท้าทายผู้บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564927

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

‘ไตรกีฬา’ สนามท้าทายผู้บริหาร

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

การรวมตัวของนักไตรกีฬา ท้าทายความสามารถ กับการควบสองบทบาทหนักๆ เพื่อดึงศักยภาพดีที่สุดได้ทั้งสองหน้าที่ สร้างที่สุดความท้าทายในชีวิตธีรธิดา คุวันทรารัย ผู้บริหารกลยุทธ์บุคคลธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย นำทีมผู้เข้าแข่งขันลงสนาม Exclusive Triathlon Training by CIMB Preferred สนามนี้มีนักธุรกิจระดับซีอีโอเข้าร่วมคึกคัก

นักกีฬาสมัครเล่นระดับโหดบ้าพลังก็ต้องมีชื่อ สุทัศน์ วงศ์สุขศิริ Director of Sales and Business Development บริษัท Sports Engineering and Recreation Asia วันนี้ควบงานหลายตำแหน่งที่ทำควบคู่กันไป การคร่ำหวอดในวงการฟิตเนสคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีมวิ่ง Beyond

อีกหนึ่งซีอีโอผู้บุกเบิกวงการไตรกีฬา คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา Co-Founder&Director บริษัท Bike Zone ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ ลงรายการสนามโหดๆ และผ่านมาได้สบายๆ กวาดเก็บสถิติมาแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผู้บริหารนักไตรกีฬาหญิง

เริ่มที่เลดี้เฟิสต์นักไตรกีฬาหญิง ฝึกความพร้อมทั้งการว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน และการวิ่ง “น้อยหน่า” ธีรธิดา ผู้บริหารธนาคารซีไอเอ็มบี รีบออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่นักกีฬาเก่งกาจ โดยยกตัวอย่างสนามนี้ลงในระยะสแตนดาร์ด หรือระยะโอลิมปิก ว่าย 1.5 กม. ปั่น 40 กม. และวิ่ง10 กม. ลงสนามเก็บความแกร่งได้ 2 ปีแล้วพยายามฝึกฝนร่างกายให้ได้ทรหดในทุกๆ สนาม

“กีฬาทั้ง 3 ประเภทบอกเลยค่ะฝีมือธรรมดา ไตรกีฬาคือการแข่งขันกีฬา 3 ประเภทต่อเนื่องกัน คือ ว่ายน้ำ จักรยาน วิ่ง ดิฉันชอบวิ่งอยู่แล้ว พอน้องที่ทำงานมาชวน ก็ลองฝึกฝน เราไม่ใช่คนแข็งแรงมากนะคะ ด้วยอายุ 44 ปี เป็นเวิร์กกิ้งมัมคุณแม่ลูกสองแล้วด้วยหน้าที่การงาน ก็ไม่มีเวลาลงสนามที่ต้องตระเวนเดินทางไปแข่งขัน ความแกร่งของร่างกายเน้นการฝึกฝนล้วนๆ ค่ะ

นักไตรกีฬาต้องฝึกซ้อม 4 อย่างค่ะ คือ ว่ายน้ำ ปั่น วิ่ง และสร้างพื้นฐานฝึกกล้ามเนื้อ หรือ Core Body โดยฝึกทั้งหมด 4 วัน/อาทิตย์ ฝึกอย่างหนักค่ะ เพื่อลงสนามที่ท้าทายขีดจำกัดของร่างกาย

หน้าที่การงานของเราก็หนักด้วยค่ะ เรียกว่าแทบต้องกินข้าวที่โต๊ะทำงานทุกวัน ความท้าทายของการลงไตรกีฬา จึงไม่แค่พิสูจน์ความแกร่งของร่างกาย แต่วินัยคืออีกเรื่องท้าทายไม่แพ้กันเลยค่ะ ว่าเราจะสามารถทำได้สม่ำเสมอทุกๆ วันหรือไม่ ตื่นตี 5 ทุกวันให้ได้ ฝึกซ้อมวิ่งไปก่อน 1 รอบกลับมาทำงาน ตกเย็นไปรับลูกสองคนที่โรงเรียน ถ้าเวลายังเหลือก็อาจได้ออกไปวิ่งว่ายน้ำ เข้าฟิตเนส พยายามทำให้ครบได้อีก 1 รอบ ก็ถือว่าวันนั้นเราทำสำเร็จทุกเป้าหมายค่ะ”

ผู้บริหารหญิงแกร่งบอกพร้อมรอยยิ้ม บุคลิกใจเย็นๆ ธีรธิดา กล่าวว่า เวลาถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง ที่ต้องบริหารให้ได้ครบทุกหน้าที่ ทั้งงาน ทั้งครอบครัว และกีฬาที่หลงใหล

“ผู้หญิงลงสนามน้อยค่ะ แต่จริงๆ ร่างกายไปได้ไกลกว่าที่เราคิดนะคะ พอดูระยะทาง มีคำว่าทรหด หลายๆ คนก็อาจกลัวว่าเล่นต่อเนื่องระยะร่วม 100 กม. ใครจะทำได้ ไม่ว่าว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน ทุกอย่างไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ (ยืนยันพร้อมรอยยิ้มสบายๆ) เราอาจแข็งแรงน้อยกว่านักกีฬาผู้ชาย แต่เรื่องวินัยใครๆ ก็ทำได้ไม่แพ้กัน ช่วงการซ้อมที่ยากที่สุดคือช่วงแรกสุด เป็นช่วงปรับพื้นฐานร่างกาย

เป้าหมายการลงไตรกีฬา เรื่องหลักเพื่อสร้างบาลานซ์ให้ชีวิต ส่วนเส้นชัยเป็นความท้าทายเป็นเรื่องรองค่ะ จุดเริ่มต้นดิฉันเริ่มฝึกซ้อมหนักๆ ไว้ก่อนตามที่โค้ชสอน ทำให้ได้เป้าก่อนเพราะถ้าทำไม่ได้ ลงสนามแข่งจะเละมาก เสียความมั่นใจอาจไปไม่ถึงเส้นชัย ซึ่งการเก็บรายการต่างๆ ไปได้เรื่อยเราจะเกิดความสุขที่ทำได้ ลดความเครียดจากการทำงานได้ด้วยนะคะ

ดิฉันทำงานด้านการเงิน การออกกำลังกายได้เล่นกีฬา คือ การลงทุนเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่งได้อย่างคุ้มค่าที่สุดนะคะ สรีระร่างกายดิฉันอาจนับว่าเป็นพรสวรรค์ คือ ขายาว วิ่งมาตั้งแต่เด็กๆ ปอดใหญ่ ก็ทำได้ดี และยิ่งฝึกก็ยิ่งรู้สึกถึงความแข็งแรง

เป้าหมายก็ต้องก้าวหน้าเรื่อยๆ สนามต่อไป ไตรกีฬาชาเลนจ์ กาญจนบุรี (Challenge Kanchanaburi Thailand) คือ การพิสูจน์ความแข็งแกร่งบนเส้นทางการแข่งขันสุดท้าทายขึ้นค่ะ ว่ายน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การปั่นจักรยานบนเส้นทางสุดโหด ทางโค้งและทางขึ้นลงเขาแต่ไม่กลัวค่ะ ผู้หญิงเรามีความอึด อดทน ไม่แพ้ผู้ชายเลยค่ะ”

การฝึกฝนอย่างหนักต่อไป ธีรธิดา บอกทิ้งท้าย คนเล่นกีฬาสายนี้ คือเตรียมก้าวไปสู่ระดับคนเหล็กระดับอัลตร้า ว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่น 180 กม. และวิ่ง 42.2 กม. คือที่สุดของสนามสำหรับผู้บริหารหญิงที่ตั้งไว้เช่นกัน

ผู้บริหารไลฟ์สไตล์ “เก็ทฟิต”

สนาม Ironman 70.3 Asia-Pacific Championship ประเทศเวียดนาม ระยะฮาล์ฟโดยรายการไอร์เอินแมน กำหนดระยะทางว่ายน้ำที่ 1.9 กม. ปั่นจักรยาน 90 กม. และ วิ่ง 21 กม. “ไตร” คงพันธุ์ คนที่มีชื่อเสียงเรียงนามโด่งดังในหมู่นักวิ่งบอกว่าเพิ่งไปลงสนามนี้ โดยไปกับ สุทัศน์ ผู้บริหารสายโหด บ้าพลัง ซึ่งบอกพลางหัวเราะ “ประสบความสำเร็จในการทำเวลาได้นาน” เพราะก่อนนั้นบาดเจ็บจากเอ็นข้อเท้าฉีก จากการเล่นกีฬาปีนกำแพง รายการล่าสุด จึงเป็นการท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกายอีกครั้ง

วางแผนก้าวสู่รายการต่อไป สนามแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ถือเป็นสนามไตรกีฬาในฝันของนักแข่งขันกีฬานี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านจักรยาน และเจ้าของบริษัท ไบค์โซน คงพันธุ์ ผู้บริหารหนุ่มแกร่งในวัย 46 ปี บอกว่าความท้าทายตัวเองในการแข่งแต่ละครั้ง คือต้องขยับเป้าหมายตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไตรกีฬาคือการแข่งขันกับตัวเอง Individual Sport ของแท้ ได้สร้างสมาธิอยู่กับตัวเอง เสน่ห์ของไตรกีฬาคือท้าทายความทรหดของร่างกาย

“ไอร์เอินแมน คือการบริหารพลัง ทำเรื่องซ้ำๆ เหมือนที่เราซ้อมมาร้อยครั้งพันครั้ง เราซ้อมมาอย่างไรก็ได้อย่างนั้นเลยครับ ไอร์เอินแมนเป็นการแข่งขันที่ถือว่ายากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกีฬา ทุกประเภททุกอย่างต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยมีเวลาให้เพียง 17 ชั่วโมง สำหรับระยะสูงสุดการแข่งขันประกอบด้วย ว่ายน้ำ 3.86 กม. ปั่นจักรยาน 180.25 กม. และวิ่ง 42.2 กม.

สนามที่ดานังเป็นอีกสนามที่โหดมากครับ อากาศร้อนจนร่างกายผมเกือบฮีตสโตรก เข้าเส้นชัยปุ๊บ ต้องฉีดเกลือแร่ฉีดน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด แต่สิ่งที่เราได้กลับมานอกจากการได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว คือสมาธิ ก้าวแต่ละก้าวต้องไม่ว่อกแว่ก ถ้าว่อกแว่กเมื่อใด ร่างกายจะสั่นตัวโอนเอนไหวไปทั้งตัว สมาธิให้ความอดทนและไปถึงเส้นชัยได้

กีฬาทั้ง 3 ประเภท ผมฝึกทำได้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ สมัยผมเรียนประจำในโรงเรียนที่ประเทศอังกฤษ ผมเป็นพวกสายกีฬาบ้าการแข่งขัน ตั้งแต่รักบี้ ฟุตบอล ว่ายน้ำเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มชอบปั่นจักรยาน แล้วพอเริ่มงานในเมืองไทย ผมทำงานฝ่ายอาร์ตไดเรกเตอร์ในบริษัทโฆษณา วิธีเอาตัวเองออกจากความเคร่งเครียดเรื่องการงาน คือออกไปปั่นจักรยานในต่างจังหวัดทุกๆ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นเรื่องที่เราสามารถลงเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ไม่ยาก

คนมองว่าเป็นกีฬาคนเหล็ก เป็นสนามการแข่งขันยากที่สุดในโลก แต่ไม่ยากถ้าเราฝึกซ้อมให้ร่างกายแข็งแกร่ง ใครๆ ก็ทำได้ ทุกอย่างมีเทคนิคที่ฝึกกันได้

อายุไม่ใช่อุปสรรคสำหรับกีฬาชนิดนี้ คุณปู่อายุ 80 กว่าปี เริ่มเล่นกีฬาตอนอายุ 60 กว่าปี เข้าเส้นชัยตามผมมาติดๆ สนามไตรกีฬาระดับเวิลด์แชมป์เปี้ยนชิป ที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐ จะต้องมีเวลาฝึกซ้อมอาทิตย์ละ 10-15 ชั่วโมงเลยครับ จึงจะเพียงพอ แต่ด้วยการงาน และครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบก็มีมาก ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาแค่สนุกดีกว่าครับ”

คงพันธุ์ บอกคอนเฟิร์ม ซึ่งเป็นเรื่องที่สุทัศน์ เพื่อนร่วมสนามคนเหล็กสำทับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ความอดทนเป็นสิ่งที่ทุกคนมี เพียงแต่อาจยังไม่ได้นำออกมาใช้

“ตอนเริ่มฝึกวิ่งใหม่ๆ วัย 30 กว่าปีก็กลายเป็นว่าเพื่อนสมัยเด็กๆ ขี้โรคมาก วิ่ง 10 กม.ได้ 40 นาทีกว่า แล้วช่วงซ้อมในสวนสาธารณะก็มีอาม่าวิ่งผ่านหน้าแซงเราไป ตอนนี้ผมอายุ 40 ปี ก็ยังมีอาม่าวิ่งแซงนะครับ (หัวเราะ)

ผมใช้ Mindset ความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ไอร์เอินแมนสนามแรก ผมใช้วิธีในการลงสนามคือฝึกซ้อม 30% ออกแนวลูกบ้า (หัวเราะ) ให้เหลืออีก 70% ซึ่งผมเชื่อว่าต้องไปได้จบถึงเส้นชัย นักกีฬาสายไตรต้องบริหารเวลาให้ได้ครับ การจัดฝึกซ้อมให้ได้ตามเป้าหมาย สำหรับผมคือ 5 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ นับว่ายากแล้วทั้งงานทั้งครอบครัวที่ต้องดูแล ควรทำให้ได้

สไตล์การเลือกลงรายการของผม คือชอบสรรหาอะไรแปลกๆ สนามที่ไม่เคยลงแข่งมาก่อน สนามต่อไปคือการแข่งขันโอเชียนแมน การแข่งว่ายน้ำในทะเลเปิด จ.กระบี่ ระยะทาง 10 กม. ว่ายออกไป 5 กม. ว่ายกลับมาอีก 5 กม. ทะเลเวิ้งว้างไม่รู้จุดหมาย คือ ความท้าท้ายของกีฬาสนามนี้

ผมกับพี่ไตร ร่วมกับตั้งกลุ่มบางกอกเก็ทฟิต ให้คำปรึกษาเรื่องการทำแคมป์ไตรกีฬามีจุดมุ่งหมายสร้างแรงบันดาลใจ และสุขภาพแข็งแรงด้วยกีฬาหลายๆ ประเภท

คนยุคนี้นิยมเล่นกีฬาเพื่อเป็นสัญลักษณ์สร้างความมั่นใจ สร้างความสำเร็จ การลงสนามว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง โดยใช้ร่างกายฝ่าฝันความทรหด สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ร่างกายแข็งแกร่งนะครับ สิ่งที่ได้กลับมาคือความรู้สึกที่สื่อว่า ถ้าคุณผ่านสนามโหดๆ แบบนี้ได้ ก็จะทำอะไรยากๆ ในชีวิตมากกว่านี้ก็ย่อมได้นะครับ

การสร้างสรรค์แคมป์กีฬาโหดๆ จึงไม่ใช่ผลลัพธ์เพียงความสนุก ความมัน แต่ได้ผลไปถึงวิธีคิด ผมกับพี่ไตรร่วมธุรกิจนี้ คิดว่าเป็นการสร้างสังคมคนรักกีฬาได้กลุ่มใหญ่แล้ว ก็จะได้ผลิตคนที่ร่างกายแกร่ง และสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตได้อีกด้วยครับ”

สุทัศน์ กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายที่เป็นไปได้ กีฬาที่นำมาซึ่งศักยภาพที่มากขึ้นและยิ่งกว่านั้นคือความสุขในการใช้ชีวิตที่ได้จากกีฬาโหดหินชนิดนี้

ทัวร์สีเขียวที่ “สโลวีเนีย” จากไอเดียสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564885

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 21:46 น.

ทัวร์สีเขียวที่ "สโลวีเนีย" จากไอเดียสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ที่สร้างการท่องเที่ยวประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สโลวีเนียเป็นประเทศเล็กๆ ที่สวยงามอยู่ระหว่างเทือกเขาแอลป์ที่มียอดหิมะปกคลุม กับทะเลเอเดรียติกสีครามและอบอุ่น จึงมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ยังไม่นับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม สโลวีเนียจึงสวยงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย เป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนอยากจะมาเยือนสักครั้งในชีวิต

ในบรรดาอดีตรัฐยูโกสลาเวีย ประเทศสโลวีเนียถือว่าโชคดีกว่าเพื่อน เพราะหลังจากยูโกสลาเวียแตกสลายกลายเป็นประเทศต่างๆ สโลวีเนียไม่ต้องเผชิญกับช่วงสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน มีเพียง “สงคราม 10 วัน” เพื่อแยกตัวออกมา จากนั้นก็สามารถตั้งประเทศได้อย่างเรียบร้อย คงเพราะสภาพบ้านเมืองที่สงบสุข ทำให้คนในประเทศนี้คิดอะไรที่ก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้าน

หลายคนคงไม่ทราบว่า สโลวีเนียได้รับฉายาว่าประเทศที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด โดยการท่องเที่ยวสโลวีเนียได้วางแนวทางเพื่อการท่องเที่ยวสีเขียวมาตั้งแต่ปี 2009 เพื่อทำให้ประเทศมีความยั่งยืน ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้ามกับหลายๆ ประเทศที่ขูดรีดทรัพยากรตัวเอง เพื่อเก็บเกี่ยวเงินจากนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด และแยแสกับคำว่า “ความยั่งยืน” น้อยที่สุด

ทางการสโลวีเนียผุดไอเดียสุดเจ๋งออกมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า แนวทางการท่องเที่ยวสีเขียวในสโลวีเนีย หรือ GSST ภายใต้แบรนด์ Slovenia Green เพื่อกำหนดมาตรฐานการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะมอบป้ายประกาศระดับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับภาคท้องถิ่นและภาคธุรกิจ

เช่น กรุงลูบลิยานา เมืองหลวง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้รับป้ายประกาศระดับโกลด์ (ที่ 1) เช่นเดียวกับเมืองโปเชอร์เตรเตก และเมืองเบล็ด ส่วนเมืองที่ได้ป้ายรับรองระดับซิลเวอร์ (ที่ 2) เช่น เมืองคัมนิก เมืองอิดรียา เมืองโนวาโกริกา เป็นต้น ส่วนเมืองที่ได้ป้ายรับรองระดับบรอนซ์ (ที่ 3) เช่น เมืองเชเลีย เมืองลิทียา เมืองลาสโก เป็นต้น

ระดับโกลด์ ซิลเวอร์ และบรอนซ์ เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่า หากจัดการดีก็ย่อมมีคนไปเยี่ยมเยือนมาก เพราะนี่คือจุดขายหลักอย่างหนึ่งของประเทศไปแล้ว

นอกจากหน่วยงานบริหารระดับเมืองแล้ว แม้แต่หน่วยงานบริหารอุทยานแห่งชาติ ยังต้องผ่านการประเมินด้วยว่า “เขียว” พอหรือไม่ เพราะอุทยานแห่งชาติคือระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของชาติ แต่ขณะเดียวกันยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย โจทย์ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการอนุรักษ์อย่างกลมกลืน

ไม่เฉพาะแค่ภาครัฐเท่านั้นที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และเข้าร่วมกับโครงการ Slovenia Green อย่างแข็งขัน เช่น มีการระบุชื่อโรงแรมที่่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เช่น Hotel Thermana Park Laško โรงแรมกึ่งสปาเพื่อสุขภาพ หรือจะเป็น Camp Koren Kobarid ซึ่งเป็นบริการที่ตั้งแคมป์ที่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม และยังพยายามให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากท้องถิ่นภายใต้มาตรฐานสีเขียว และ Farm Stay Urška ให้บริการที่พักในฟาร์มและอาหารที่ผลิตจากฟาร์มออร์แกนิค รวมถึงบริการด้านสุขภาพที่ครบครัน

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจสีเขียวของที่นี่ไม่ได้เน้นแค่รักษาสิ่งรอบๆ ตัวเท่านั้น แต่ยังเอาใจใส่ต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย เพราะมนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และภาวะรอบตัวที่สดชื่นอาจช่วยปรับทัศนะของมนุษย์ให้ตระหนักว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

ในส่วนของบริการนำเที่ยว หรือเอเยนต์ทัวร์ ก็ใช้หลักการเดียวกัน เช่น Visit Good Place บริการพาเที่ยวด้วยจักรยานด้วยเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่ทางหลวง หรือถนนที่ลาดยางอย่างดี แต่เป็นเส้นทางที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ระหว่างทางนักท่องเที่ยวยังสามารถอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือ Responsible Trade ซึ่งเน้นความพอเพียง ไม่ล้างผลาญแต่สร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่

ยานา อาปิห์ กรรมการผู้จัดการของเอเยนต์ทัวร์รายนี้ ให้สัมภาษณ์กับ Sustainability Leaders Project ว่า ก่อนที่จะตั้งบริษัทขึ้นมาเธอได้ลองสำรวจดูธุรกิจทัวร์ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงคิดว่าควรที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลง และยังตระหนักว่าการท่องเที่ยวของสโลวีเนียในเวลานั้นไม่มีจุดเด่นที่แน่ชัด เธอจึงตัดสินใจที่จะตั้งบริษัทขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากกระทรวงการท่องเที่ยวและคณะกรรมการการท่องเที่ยว เพราะหน่วยงานภาครัฐทั้งสองแห่งตระหนักว่า การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนคือแนวทางการพัฒนาของสโลวีเนีย

นี่เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งสำหรับการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ การสร้างแนวทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การปล่อยให้เกิดการทำลายมรดกทางธรรมชาติอย่างหนัก จนต้องปิดซ่อมให้ธรรมชาติฟื้นตัวเหมือนบางประเทศ

ที่มา www.m2fnews.com