ชัญญา ภากรพัฒน์ ความสุขจากเรือนเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564833

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

ชัญญา ภากรพัฒน์ ความสุขจากเรือนเวลา

เรื่อง ภาดนุ  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ได้เจอกับ ชัญญา ภากรพัฒน์ หรือ ชัญญ่า ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถของสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ก็ทำให้ทราบว่าเธอเป็นตัวแม่ของการเก็บสะสมนาฬิกาหรูแบรนด์ดังๆ อีกหนึ่งคน การเริ่มต้นสะสมเรือนเวลาที่แต่ละรุ่นแสนจะมีราคานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ไปฟังจากปากสาวเก่งคนนี้กันเลย

“ตอนนี้งานของดิฉันคือ เป็นผู้ประกาศข่าวทางช่อง 8 โดยอ่านข่าวในรายการ ‘คุยข่าวเย็นช่อง 8’ ซึ่งออกอากาศ ทุกจันทร์-ศุกร์ 15.40-18.45 น. และเสาร์-อาทิตย์ 15.40-17.50 น. ปัจจุบันดิฉันทำงานที่ช่อง 8

มาได้ 5 ปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นผู้ประกาศข่าวทางช่องอื่นๆ มาก่อนด้วย นอกจากนี้ดิฉันยังทำธุรกิจของตัวเอง โดยขายผลิตภัณฑ์เซรั่มลาเฟลอเดลีสและสบู่บลูอีกด้วย คือขายทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้าให้พูดถึงการเก็บสะสมนาฬิกา ก็มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ดิฉันเป็นเด็กๆ เลยละจำได้ว่าตอนเด็กเราชอบใส่นาฬิกามาก ซึ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ เขาก็จะไม่ค่อยสนใจนาฬิกากันสักเท่าไร พอเรียนมัธยมดิฉันก็เริ่มเก็บเงินซื้อนาฬิกาแล้ว ตอนนั้นซื้อได้แค่สวอตช์กับเบเนตอง ก็ค่อยๆ ซื้อมาใส่และสะสมมาเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ว่านาฬิกานี่เป็นเครื่องประดับชิ้นที่ชอบที่สุดเลยก็ว่าได้

แรกๆ ดิฉันก็ไม่ได้คิดจะสะสมนาฬิกาหรูแบบจริงจังเหมือนในปัจจุบันนี้หรอก แต่เป็นเพราะเราชอบ เห็นแล้วอยากได้ (หัวเราะ) ก็เลยเริ่มซื้อจากราคาที่สามารถจ่ายได้ก่อน พอซื้อมาเก็บไว้แล้วเราได้ใช้ แถมโชคดีว่าบางเรือนราคามันขึ้นหรือราคาไม่ได้ตกลงกว่าเดิม เราก็เลยรู้สึกว่าการเก็บนาฬิกาเหล่านี้มันสามารถผันเป็นเงินได้ทุกเมื่อ บางเรือนทำมาน้อย แต่คนต้องการมาก ก็ขายได้ราคาอีกแหละที่สำคัญนาฬิกาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าซึ่งสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ด้วย”

ชัญญ่าเล่าว่า นาฬิกาหรูเรือนแรกที่เธอเริ่มสะสมก็คือ โรเล็กซ์ (Rolex) เนื่องจากแบรนด์นี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ยังเป็นนาฬิกาที่คนยังนิยมอยู่เสมอ “ตอนนั้นจำได้ว่าดิฉันเรียนอยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้วรู้สึกว่าอยากได้โรเล็กซ์รุ่นนี้มาก ดิฉันก็เก็บเงินโดยสอนพิเศษเด็กนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นานเป็นปีๆ เลย พอเก็บเงินได้ครบก็รีบไปซื้อโรเล็กซ์เลย รุ่นนี้เป็นสายจูบิลี่ธรรมดา หน้าปัดมีเพชรเป็นนาฬิกาเรือนเล็กของผู้หญิงค่ะ ผ่านมา 20 ปีตอนนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่เลย ถ้าขายตอนนี้ก็ได้กำไรนะ แต่คิดว่าเก็บไว้ดีกว่า เชื่อมั้ยว่ารูปลักษณ์และหน้าตาของโรเล็กซ์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แต่ยังไงคนก็ยังนิยมเสมอ

ต่อมาดิฉันก็เริ่มสะสมนาฬิกาแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ (เอพี), บริเกต์, ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ และโชพาร์ เรียกว่าช่วงนั้นสะสมตามแฟนค่ะ แต่กว่าจะมาสะสมนาฬิกาที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างทุกวันนี้ได้ ตอนแรกๆ ก็จะเก็บตามความชอบก่อน มีหลากหลายแบรนด์เชียวละ แต่ปัจจุบันก็เหลือแค่ไม่กี่แบรนด์ซึ่งเก็บสะสมเพราะชอบจริงๆ สำหรับเรือนที่แพงที่สุดก็คือ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ เพิ่งซื้อมาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ตอนนั้นไปเที่ยวกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ พอเห็น Patek Boutique เท่านั้นก็เดินเข้าไปเลยค่ะ รุ่นที่ซื้อมานี้คือ Patek Philippe 5146P ตัวเรือนทำจากแพลตินัมพร้อมสายหนังสีเทา เป็นนาฬิกาที่พอเราใส่ปุ๊บ เข็มนาฬิกามันก็จะเดินเองโดยอัตโนมัติ และปรับวันเดือนปีเองได้ บอกข้างขึ้น-ข้างแรมได้ รุ่นนี้จะมีฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนหน่อย หน้าปัดไม่เป็นรอยง่าย จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมาก ถือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ดิฉันชอบ เก็บไว้แล้วไม่ผิดหวัง เพราะราคามันจะขึ้นเรื่อยๆ แต่เวลาใส่ก็ต้องระมัดระวังนิดนึงค่ะ”

ชัญญ่า บอกว่า อีกเรือนที่เก็บไว้ก็คือ บริเกต์ (Breguet) แบรนด์นี้จะเป็นนาฬิกาที่ดูหรูกว่าปาเต๊ะฯ ขึ้นมาหน่อย ซึ่งรุ่นที่เธอเก็บไว้นี้ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาที่เป็นที่สุดของความเป็นผู้หญิงแล้ว นั่นก็คือ Breguet The Queen of Naples

“รุ่นนี้มีรูปทรงเป็นรูปไข่ ตัวเรือนทำจากทองคำขาวประดับเพชรโดยรอบ สายทำจากผ้าซาติน หน้าปัดเป็นมุก ถือเป็นรุ่นที่ดังที่สุดแล้วของบริเกต์ บริเกต์จะมีรุ่นอื่นๆ ที่หรูหรากว่านี้ด้วย เช่น รุ่นที่สายทำจากมุกก็มีค่ะ แต่ราคาก็จะสูงไปตามความหรูหราของมันด้วย

อีกเรือนที่มีก็คือ โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet หรือ AP) แบรนด์นี้มักจะทำนาฬิกาของผู้ชายซะเป็นส่วนใหญ่ แบรนด์นี้มีสัญลักษณ์ที่คนจำได้ก็คือ รอแยล โอ๊ค (Royal Oak) เอกลักษณ์อีกอย่างของเอพีจะเป็นขอบหมุดที่ตัวหน้าปัดนาฬิกา เห็นแล้วจะรู้เลยว่าเป็นแบรนด์นี้ ที่ดิฉันชอบรุ่นนี้เป็นเพราะว่าตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ หน้าปัดดำ (หน้าปัด 39 มม.เป็นนาฬิกาผู้ชายที่ขนาดเล็กหน่อย) มีฟังก์ชั่นบอกวันเวลา และหน้าปัดจะเห็นเป็นลายตารางนูนๆ ออกมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเอพีด้วยเช่นกัน”

ชัญญ่าเสริมว่า อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอชอบก็คือ โชพาร์ (Chopard) แบรนด์นี้มีเอกลักษณ์ก็คือ จะมีสองหน้าปัดคือ หน้าปัดบน และหน้าปัดล่าง ซึ่งกระจกกั้นหน้าปัดล่างจะมีลูกเล่นคือเพชรกลิ้งอยู่ในหน้าปัดล่างนั้น เรียกว่าเป็นกิมมิกที่ถูกใจหญิงสาวเป็นที่สุด แล้วกระจกยังสามารถกันน้ำลึกได้ดีเหมือนแบรนด์อื่นๆ ด้วย

“ที่ผ่านมาโชพาร์มักทำนาฬิการะบบควอตซ์ แต่เรือนนี้ถือเป็นรุ่นแรกๆ เลยที่แบรนด์ทำนาฬิการะบบออโตเมติก ออกมา

ส่วนนาฬิกาอื่นๆ ที่สะสมไว้อีก ก็จะเป็นรุ่นที่คนนิยมใส่กันในบ้านเรา เช่น รุ่น Aquanaut ของ ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ที่ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลสายทำจากยาง ตอนที่ซื้อมาช่วงนั้นรุ่นนี้ยังไม่เป็นที่นิยม ดิฉันยังแอบคิดเลยว่า ทำไมเราต้องซื้อนาฬิกาสายยางราคาแพงขนาดนี้ด้วย แต่ปัจจุบันปรากฏว่ามูลค่ามันค่อยๆ เพิ่มขึ้นแถมยังสวมใส่สบาย ไม่ต้องระวังเรื่องเหงื่อหรือเรื่องเปียกน้ำเลยด้วย พูดง่ายๆ ว่า ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ เป็นนาฬิกาแบรนด์แรกๆ ที่ทำให้สเตนเลสสตีลมีราคาแพงกว่าทองคำนะคะ (ยิ้ม) หรือแม้แต่แบรนด์ Nautilus รุ่น 3800 ที่ดิฉันมีอยู่ ก็จะเป็นนาฬิกาผู้ชายด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นแบบหน้าปัดเล็กหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นนาฬิการุ่นยอดนิยมที่ผู้หญิงหลายคนชอบซื้อมาใส่ อีกรุ่นนึงของ Patek คือ Aquanaut Luce

อีกรุ่นที่มีก็คือ Patek Philippe 24 รูปทรงเป็นเหมือนเลสหรือกำไลข้อมือ เรือนนี้เป็นนาฬิกาควอตซ์อีกเรือนหนึ่งที่ดิฉันมี ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีล ดูมันไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไรมากนัก แต่ดิฉันก็รู้สึกชอบอยู่ดีและนาฬิกาอีกเรือนที่อยู่บนข้อมือดิฉันก็คือ Patek Philippe 4936 รุ่นนี้มีเพชรอยู่รอบๆ ตัวเรือน สายทำจากหนัง ปัจจุบันได้เลิกผลิตไปแล้ว เดี๋ยวนี้นักสะสมก็มองหากันอยู่ เรือนนี้น่าจะเก็บไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะถือว่าเป็นนาฬิกาเรือนโปรดอีกเรือนหนึ่งเลยละ”

ชัญญ่าทิ้งท้ายว่า นาฬิกาหรูๆ ทั้งหมดที่เธอสะสมไว้ มีทั้งหมด 30-40 เรือนได้ แต่ทั้งนี้เธอยังไม่เคยคิดมูลค่าโดยรวมทั้งหมดเลยสักที ที่เก็บไว้เพราะมันเป็นความชอบและความหลงใหล แล้วปัจจุบันมันยังได้กลายเป็นการลงทุนไปโดยปริยายอีกด้วย

“คนบางคนเก็บเงิน 10 ล้าน 20 ล้าน แล้วนำไปฝากธนาคารหรือลงทุนอย่างอื่น แต่สำหรับดิฉันแล้วการสะสมนาฬิกาคือ การลงทุนอย่างหนึ่ง เนื่องจากเราชอบนาฬิกา ได้ใส่ ได้ใช้ ได้หยิบจับมาดูก็มีความสุขแล้วค่ะ เรือนไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือไม่ค่อยโปรดก็อาจจะมีการขายต่อไปบ้าง บางทีอยากได้เรือนใหม่ที่ราคาแพงกว่าแต่เงินไม่พอ ก็จะขายเรือนที่ไม่ค่อยได้ใช้เพื่อนำเงินไปสมทบซื้อเรือนใหม่บ้าง ตอนนี้จะซื้อนาฬิการุ่นไหนก็ต้องคิดก่อนว่าแบรนด์ไหนซื้อแล้วราคาจะขึ้นบ้าง (หัวเราะ) ซึ่งส่วนมากจะเป็นปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ที่ราคาขึ้นทุกปี

วิธีเก็บรักษานาฬิกาของดิฉันก็คือ นำไปฝากไว้ในเซฟธนาคาร ถ้าวันไหนต้องการใช้เรือนไหนก็จะไปเบิกออกมาจากเซฟ ดิฉันว่าการเก็บสะสมนาฬิกาหรู นอกจากจะได้ในเรื่องมูลค่าที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ดิฉันมีสมาธิมากขึ้นในการดูแลทำความสะอาดมันด้วย พร้อมทั้งยังหาข้อมูลอัพเดทความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้ตัวเองมีความละเอียดลออและใส่ใจในสิ่งเล็กๆ มากขึ้น นี่แหละคือข้อดีของการสะสมนาฬิกาหรูในแบบฉบับของดิฉัน”

สินค้าไอเดียเท่จากเศษไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564830

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 15:05 น.

สินค้าไอเดียเท่จากเศษไม้

เรื่อง ภาดนุ

หลังจากเรียนจบด้านการท่องเที่ยว จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจนนทบุรี หรือ SBAC เอนกนารถ ทรัพย์อัมพร หรือ นารถ ก็ไปเรียนต่อหลักสูตรภัตตาคารและบาร์ที่โรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานโรงแรมอยู่ 2 ปี

ด้วยความที่คุณพ่อเป็นช่างไม้และช่างตกแต่งภายใน เขาจึงซึมซับความชอบและใช้ทักษะทางด้านช่างไม้อนกนารถ ทรัพย์อัมพร หรือ นารถมาต่อยอดจนเกิดเป็นสินค้าไอเดียเท่ๆ ที่ทำจากเศษไม้หลากหลายรูปแบบจนเรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้ให้อย่างดี

“หลังจากทำงานโรงแรมอยู่ 2 ปี ผมก็ค้นพบว่า แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทำงานประจำสักเท่าไร วันหนึ่งผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานและกลับมาช่วยคุณพ่อทำงานไม้ เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมาตั้งแต่เด็กๆ งานไม้ที่คุณพ่อทำก็จะมีถังไม้สำหรับบ่มไวน์และใส่ข้าวสาร รวมทั้งงานตกแต่งภายในด้วย แต่จากการทำงานมันก็จะมีเศษไม้สักที่เหลือทิ้งอยู่เห็นแล้วก็รู้สึกเสียดาย ผมจึงปิ๊งไอเดียในการนำเศษไม้สักที่เหลือเหล่านี้มาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้วยการทำงาน DIY ในยามว่างงานชิ้นแรกที่ผมทำก็คือ กรอบรูป ตามด้วยโคมไฟสไตล์เรียบง่าย โคมไฟขนาดตั้งโต๊ะที่มีช่องเก็บสมาร์ทโฟนและเสียบปากกาได้ ไปจนถึงโคมไฟสูงๆ เลยล่ะ ต่อมาผมก็เริ่มทำเคสสมาร์ทโฟน หมวกไม้ผสมผ้า พวงกุญแจและต่างหูรูปทรงต่างๆ โดยใช้ชื่อสินค้างานไม้นี้ว่า Wood working Crazy ซึ่งเป็นชื่อชั่วคราวที่ผมตั้งขึ้น และแฝงความหมายว่าผมเริ่มต้นทำงานไม้เหล่านี้จากความหลงใหลของผมนั่นเอง”

นารถบอกว่า จากงานอดิเรกที่รัก ทำไปทำมาก็ต่อยอดไอเดียกลายเป็นสินค้าหลากหลายชนิดที่ขายผ่านช่องทาง FB : official.wwc, IG : woodworking.crazy โดยติดต่อผ่าน Line Id : @wwcshop นับจากจุด เริ่มต้นที่ทำมาจนถึงวันนี้ก็ 2 ปีกว่าได้ นอกจากนี้ยังมีการออกบูธทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ที่โซนไอเดีย มาร์เก็ต ของห้างเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกตอีกด้วย

“จุดเด่นของงานวู้ดเวิร์กกิ้ง เครซี่ อยู่ที่ความเรียบง่าย ใช้งานได้จริง แถมบางชิ้นยังมีฟังก์ชั่นในการใช้งานได้หลายอย่างในชิ้นเดียว นี่จึงถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าชอบสินค้างานไม้สักเหลือใช้ที่ใส่ไอเดียลงไปนี้มากๆ ที่สำคัญคืองานทุกชิ้นผมลงมือทำเองทั้งหมด เพราะเป็นงานที่มีความละเอียดค่อนข้างสูง จึงต้องใช้ความชำนาญพอสมควร และแต่ละชิ้นก็จะมีความแตกต่างกันด้วยครับ

การนำวัสดุประเภทไม้สักที่เหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสินค้า นอกจากช่วยลดเศษไม้สักที่เหลือใช้แล้ว ยังสามารถต่อยอดทำรายได้ให้อย่างดีพอสมควร เพราะค่าวัสดุก็ไม่ต้องเสีย เพียงแค่เราใช้ไอเดียและใส่ฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานลงไป เท่านี้ก็ช่วยสร้างรายได้ให้กับเราได้ ไม่แพ้การทำงานประจำเลยครับ ราคาสินค้างานไม้ที่ผมทำจะเริ่มต้นที่ 220-17,800 บาท”

นารถทิ้งท้ายว่า กลุ่มลูกค้าหลักของเขาจะมีตั้งแต่คนอายุ 20 ปีไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ที่อยากจะสั่งทำของขวัญซึ่งทำจากไม้ชิ้นเดียวโดยการแกะสลักตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ หรือตัวการ์ตูน หรือรูปเสมือนจริงให้คนพิเศษก็สามารถสั่งทำได้หมด

“ปัจจุบันนี้ผมได้ต่อยอดไปสู่สินค้าที่เป็นของแต่งบ้านด้วย เช่น นาฬิกา หรือกรอบรูป ที่ชิ้นงานมีการผสมผสานระหว่าง ไม้ ปูน และหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งผมเรียกโปรเจกต์นี้ว่า ‘คิดถึงพ่อ’ เนื่องจากในช่วง ต.ค. เป็นเดือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ผมจึงอยากน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงเกิดไอเดียคิดโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ซึ่งสินค้าจะวางจำหน่ายในช่วงเดือน ต.ค.นี้ครับ”

ติดเหล้า ไม่มีอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564826

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ติดเหล้า ไม่มีอะไรดี

เรื่อง วรธาร

ต้องยอมรับชีวิตที่ติดแอลกอฮอล์ไม่มีอะไรดี ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในสังคมไทย ครอบครัวต้องแตกแยก หย่าร้าง เป็นการสร้างภาระให้คนอื่นในครอบครัว ไร้ความอบอุ่น ร่างกายเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บไร้สมรรถภาพ ทำให้มีปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ฯลฯ กระนั้นคนติดแอลกอฮอล์ก็ยังมีอยู่จำนวนไม่น้อยในสังคมไทยเมื่อหันไปดูสถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2560 มีคนไทยดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 15.9 ล้านคน ลดลงจากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 17.2 ล้านคน แต่ถ้าเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ดื่มยังมีแนวโน้มคงที่อยู่ที่ประมาณ 32% ขณะที่ผู้ไม่ดื่ม 68% และนักดื่มหน้าใหม่อายุระหว่าง 15-19 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สวนทางกับนักดื่มหน้าเก่าที่มีแนวโน้มลดลง

นักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม หน้าเก่าลด

ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้องดูที่ปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการที่ให้คนลดละเลิกเหล้าของภาครัฐ โดยปัจจัยที่ทำให้นักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากตัวของแต่ละคนเองและปัจจัยแวดล้อมด้วย เช่น บางคนเห็นผู้ใหญ่ดื่ม โตขึ้นก็อยากลองเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่บ้าง หรือการมีค่านิยมผิดๆ ทางสังคม เช่น เห็นรุ่นพี่ที่เรียนในสถานศึกษาเดียวกันดื่มหรือชักชวนให้ดื่มก็ดื่มโดยไม่ปฏิเสธ หรือในชุมชนที่มีกิจกรรมหรืองานประเพณีต่างๆ ซึ่งมีการดื่มเหล้าเยาวชนก็อยากดื่มบ้าง นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม การทำตลาดของเจ้าของธุรกิจแอลกอฮอล์ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้เยาวชนมองการดื่มมากขึ้นและมองว่าการดื่มเหล้าเป็นเรื่องธรรมดา

“สำหรับนักดื่มหน้าเก่าที่มีแนวโน้มลดลงมาจากการที่ผู้ดื่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญ นักดื่มหน้าเก่าส่วนใหญ่เป็นคนมีครอบครัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จะคำนึงถึงครอบครัวมากขึ้น ไม่เอาเงินไปซื้อเหล้ากิน บางคนเกิดสำนึกตัวที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อครอบครัว บางคนครอบครัวได้สามีภรรยาและลูกๆ คอยสนับสนุนให้กำลังใจในการเลิกเหล้า นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจก็มีส่วนช่วยทำให้นักดื่มหน้าเก่าลดลงด้วยเพราะเมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการปรับราคาสูงขึ้น แต่รายได้น้อยก็ไม่อยากซื้อกินเพราะคิดถึงครอบครัว ไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อนมีความเป็นอยู่ลำบาก”

การบังคับใช้กฎหมายต้องจริงจัง

ธีระ กล่าวว่า การที่จะทำให้คนลด ละเลิกเหล้าได้ ต้องทำหลายนโยบายและหลายมาตรการประกอบกัน เพราะถ้าทำด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล อย่างนโยบายการรณรงค์ให้คนเลิกเหล้า เช่น การรณรงค์ลดเหล้าเข้าพรรษา การรณรงค์งดเหล้าตลอดชีวิต ลดละเลิกเหล้าคนหัวใจเพชร ฯลฯ ก็จะมีการตั้งชมรมเครือข่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นักดื่มมีโอกาสลดละเลิก รวมถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็งควบคู่ไปด้วยกัน เช่น ชุมชนคนสู้เหล้า เป็นต้น

อย่างที่สอง นโยบายป้องกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ก็จะมีมาตรการเรื่องภาษีและราคาเพื่อให้คนเข้าถึงแอลกอฮอล์ยากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการของกรมสรรพสามิตที่จะปรับเพิ่มราคาแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับราคาสินค้าตัวอื่นๆ เพื่อลดแรงจูงใจในการที่จะซื้อหรือตัดสินใจซื้อแอลกอฮอล์

“อีกมาตรการคือการควบคุมการโฆษณาการส่งเสริมการขายและการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการสำรวจชัดเจนว่าเวลาที่เจ้าของธุรกิจใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นลดราคาหรือกลยุทธ์อื่นๆ ที่ดึงดูดใจผู้คนก็จะหันไปซื้อมากขึ้น เช่น จากเดิมตั้งใจซื้อ 1 ขวด ก็เพิ่มเป็น 2-3 ขวด เป็นต้น ซึ่งในส่วนที่เป็นโปรโมชั่น การส่งเสริมการขายและการตลาดมี พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ที่ควบคุมอยู่ แต่ภาคธุรกิจก็มีการละเมิดอยู่โดยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย

อีกนโยบายคือการจำกัดสถานที่ต่างๆ เช่น สถานที่ดื่ม สถานที่จำหน่าย รวมถึงการจำกัดอายุในการซื้อ ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง รวมถึงในทุกนโยบายและทุกมาตรการที่กล่าวมา ก็เชื่อว่าผู้ดื่มจะลดลง ซึ่งการควบคุมแอลกอฮอล์ให้ได้ผลนั้น ผมมองว่าควรต้องทำเหมือนบุหรี่ที่มีประสบการณ์มาก่อน ตอนนี้บุหรี่มีแนวโน้มลดลงมาก จากนักสูบประมาณ 20% ปัจจุบันเหลือ 11% แต่ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ยังอยู่ที่ 32% เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาในเชิงนโยบายและมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจำนวนผู้ดื่มจะน้อยลง”

ธีระ ยอมรับว่า บางมาตรการยังต้องปรับแก้ไขให้เข้าที่ เช่น มาตรการภาษีที่สินค้าบางชนิดไม่สมดุลกัน อย่าง เหล้าขาวราคาต่ำกว่าเบียร์ ทำให้คนหันไปกินเหล้าขาว ซึ่งเหล้าขาวก็มีแอลกอฮอล์สูงกว่า เพราะฉะนั้นการขึ้นภาษีต้องให้สอดคล้องกับสินค้าแต่ละตัว ส่วนการควบคุมการโฆษณาก็ยังมีจุดอ่อนให้เจ้าของธุรกิจใช้ช่องว่างโฆษณาสินค้าอยู่ บางเจ้าก็ไปโฆษณาน้ำดื่มแต่ก็ยังเป็นยี่ห้อของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ติดเหล้าทำไมเลิกยาก

ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า เนื่องจากแอลกอฮอล์ถือเป็นสารเสพติดชนิด พอกินเข้าไปก็จะไปกดเส้นประสาทแล้วหลั่งสารความสุขออกมา คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มาจากหลายปัจจัย เช่น ค่านิยมทางสังคม อยากลอง บางคนเครียด ชีวิตมีปัญหาก็อยากหาทางออกด้วยการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายเครียด

“พอดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมันก็จะออกฤทธิ์ไปกดเส้นประสาทแล้วหลั่งสารความสุขออกมา สารนี้ทำให้คนดื่มมีความสุขลืมปัญหาต่างๆ ไปชั่วคราว พอกินเรื่อยๆ สมองก็จะได้รับการกระตุ้นเกิดอยากดื่มมากขึ้น พอดื่มหนักขึ้น เมื่อไรก็ตามที่สมองไม่ได้รับแอลกอฮอล์สมองก็จะออกอาการภาวะถอนพิษ เกิดอาการกระสับกระส่าย ใจหวิว มือไม้สั่น บางรายแอลกอฮอล์ไปทำลายสมองบางส่วนอาจมีอาการประสาทหลอนได้หากติดแอลกอฮอล์อย่างหนักการจะเลิกได้ต้องใช้เวลา คนที่จะเลิกต้องทำใจสู้กับภาวะอยากสุราให้ได้ และต้องเข้าคอร์สบำบัดและอยู่ในความดูแลของแพทย์ นอกจากนี้ควรต้องมีคนอื่นช่วยโดยเฉพาะคนในครอบครัวคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ อยากจะบอกว่าคนที่ไม่อยากเลิกสุรานั้น เพราะมีแต่ผู้คนตำหนิซ้ำเติมอย่างนั้นอย่างนี้ทำให้ไม่มีแรงจูงใจลุกขึ้นมาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นกำลังใจสำคัญที่สุดที่คนรอบข้างควรต้องมีให้อยู่เสมอ” ธีระ กล่าว

เลิกเหล้าอยู่ที่ใจ

ชาญ ยิ้มจันทร์ กำนันตำบลพักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นคนหนึ่งที่เคยติดเหล้ามานานกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันได้เลิกเหล้าเด็ดขาดมานานหลายปี และเป็นกำนันที่ทำงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ด้วย เล่าว่า เริ่มกินเหล้าตั้งแต่เริ่มรับราชการในกรมชลประทาน โดยไปประจำการในต่างจังหวัดจนถึงอายุ 33 ปี จึงได้ลาออกเพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

“ตอนที่ทำงานพอเงินเดือนออกก็เอาไปซื้อเหล้ากินกับเพื่อน แทบไม่ได้หยิบยื่นให้ทางบ้าน ตอนหลังแต่งงานมีครอบครัว ก็ไม่ค่อยได้ส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆ และครอบครัว มีแต่เพื่อน สังคมอย่างเดียว เงินเดือนออกมาติดลบ เรียกว่าลืมครอบครัวไปเลย ภาระครอบครัวตกเป็นของภรรยาที่ต้องดูแลลูก ยังดีที่ภรรยาเป็นครู ก็พออ้อมแอ้มไปบ้าง

ผมรับราชการอยู่จนอายุ 33 ปีก็ลาออกมาเปิดอู่ซ่อม แต่ยังทำตัวเหมือนเดิม พอดีมีเลือกตั้ง อบต. เลยสมัคร ได้เป็น อบต. ผู้ใหญ่บ้านเกษียณก็สมัครผู้ใหญ่ฯ กำนันเกษียณก็สมัครกำนันได้เป็นทุกอย่างแต่ผมยังทำตัวเหมือนเดิม จนในที่สุดภรรยาต้องไปอยู่โรงพักครูที่โรงเรียน แต่ผมยังไม่สำนึก ทำตัวเหลวแหลก จนกระทั่งปี 2557 ได้เข้าโครงการพักทันพักตับของ สคล. ในที่สุด ผมตัดสินใจหักดิบไม่กินเหล้าเลย โชคดีที่ร่างกายผมยังไม่เป็นโรคอะไรการหักดิบจึงไม่ได้ส่งผลลบต่อร่างกายเหมือนที่คนอื่นๆ บางคนเป็น”

กำนันชาญ เล่าว่า หลังจากที่เลิกเหล้าแล้วครอบครัวกลับมาอบอุ่นและมีความสุขมาก ภรรยากลับอยู่ด้วยกัน ลูกๆ ต่างก็ดีใจ เขาเองก็สุขใจที่สามารถเลิกเหล้าได้เด็ดขาด ทุกวันนี้อายุ 59 ปี นอกจากทำหน้าที่กำนันแล้วยังทำงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าใน จ.สิงห์บุรี อีกด้วย นอกจากนี้กำนันยังทำเกษตร มีเหลือก็แบ่งปันลูกบ้าน

กำนันชาญฝากบอกทุกคนว่า เหล้าไม่มีอะไรดี ยิ่งกินยิ่งเสื่อม มีแต่โทษ ถ้าไม่โดนกับตัวคงจะไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะกินอย่าลืมท่อง “สติ” ไว้ก่อนแล้วชีวิตจะปลอดภัย โชคดี และมีความสุข

องค์กรแบบไหน ‘ใช่เลย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564654

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

องค์กรแบบไหน ‘ใช่เลย’

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

เมื่อเร็วนี้ๆ เอออน ฮิววิท ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคลผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานประกาศรางวัลโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่น ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นรางวัลที่มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องครอบคลุมในหลายประเทศมายาวนานถึง 15 ปีขึ้น โดยในปีนี้มี 12 องค์กรชั้นนำที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ซึ่งหลักเกณฑ์การประเมินในครั้งนี้ยังคงเข้มข้น เพื่อให้สมกับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนรางวัลออสการ์แห่งวงการเอชอาร์ (ฝ่ายบุคคล)

ภายในงานนอกจากจะมีมอบรางวัลให้ 12 องค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนายจ้างดีเด่นแล้ว ยังมีการเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “ที่ทำงานในฝันของแรงงานยุค 2025” ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นยุคที่ (ชาว) มิลเลนเนียล หรือบุคคลที่เกิดตั้งแต่ปี 1980-2000 จะครองสัดส่วนในตลาดงานมากถึง 70% ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ที่นอกจากจะต้องปรับทัพรับมือกับโลกยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนผ่านโลกใบเก่าไปสู่โลกแห่งอนาคต ยังต้องเตรียมปรับองค์กรให้พร้อมรับมือกับแรงงานพันธุ์ใหม่ที่มีมุมมองความคิดที่แตกต่างจากคนยุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด

จากนี้ คือ กลยุทธ์การบริหาร “พนักงาน” ที่สะท้อนผ่าน 2 มุมมองของแม่ทัพใหญ่จากทั้งตัวแทนองค์กรชั้นนำของไทยและองค์กรระดับโลกที่สามารถผ่านด่านหินพิชิตตำแหน่งสุดยอดนายจ้างแห่งปี 2018 ได้สำเร็จอย่างน่าชื่นชม

“ความเชื่อใจ”สายใยร้อยใจคนทั้งองค์กร

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น กลุ่มธุรกิจร้านอาหารของคนไทยเจ้าของตำนานร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างในนาม บาร์บีคิวพลาซ่า ที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี เผยถึงความภาคภูมิใจที่สามารถคว้ารางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี 2561 สาขา Best Employer Thailand 2018 เป็นปีที่สอง และเป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลที่สุดแห่งสุดยอดนายจ้างดีเด่น (Best of the Best) มาครองได้สำเร็จ ว่า “รางวัลนี้ไม่ใช่ ‘รางวัลนายจ้างดีเด่น’ แต่เป็น ‘รางวัลพนักงานดีเด่น’ เพราะหากไม่มีความร่วมมือร่วมใจจากพนักงานทุกคน คงไม่มีรางวัลนี้

สิ่งที่ทำให้ฟู้ดแพชชั่นซึ่งเป็นองค์กรร้านอาหารคนไทยสามารถขึ้นมาเทียบชั้นแบรนด์ต่างชาติได้ เกิดจากพลังของการเชื่อใจ (Trust) ที่องค์กรมอบให้แก่พนักงานทุกคน และเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นซีอีโอในแบบฉบับของตัวเอง เราเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร บางไอเดียที่เสนอมาอาจจะล้มเหลวก็ได้ ไม่เป็นไร”

ชาตยา เชื่อว่าโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ทำให้ทุกองค์กรต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ในฐานะผู้นำองค์กรเธอได้ตระหนักแล้วว่า บางครั้งการแพ้หรือชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคู่แข่ง แต่อยู่ที่ตัวองค์กรเอง องค์กรที่แพ้มักเกิดจากโครงสร้างภายในองค์กรที่ไม่แข็งแรง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญที่จะพาให้องค์กรแข็งแรงต้องเริ่มจากการบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรให้แข็งแกร่งด้วยการสร้างความเชื่อใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่มีอานุภาพหลอมรวมพนักงานทุกระดับในองค์กรของเราไว้เป็นหนึ่งเดียวพร้อมที่ก้าวสู่องค์กรแห่งอนาคต ข้ามผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกัน”

“สิ่งที่เราคิดมาตลอดทั้งปี คือ พนักงานของเรามีความสุขหรือยัง และเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อให้พนักงานมีความสุข สุดท้ายรางวัลนี้เหมือนเป็นคำตอบของคำถามทั้งหมดจริงๆ เราย้ำเสมอว่า ถ้าจะวัดความผูกพันของพนักงานกับองค์กร อย่าไปวัดตอนที่บริษัทเพิ่งจ่ายโบนัส หรือพาพนักงานไปเที่ยว แต่ให้วัดตอนที่องค์กรอยู่ในจุดวิกฤตหรืออุปสรรค ถึงจะรู้ว่าความสัมพันธ์ในองค์กรนั้นแข็งแรงแค่ไหน”

อย่างไรก็ตาม ชาตยาทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในวันนี้คือสิ่งที่ย้ำเตือนให้เรายิ่งต้องพยายามต่อไปในทุกวันที่จะรักษาความผูกพันที่พนักงานมีให้กับองค์กร (Engagement) ไว้ให้ยืนยาว”

เราดูแลพนักงานตลอดชีวิต

ด้าน ประพันธ์ จันทร์วัฒนพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหาร สายงานย่อยทรัพยากรบุคคลและบริหารงานกลาง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เผยถึงพลังที่ขับเคลื่อนความสุขให้พนักงานในองค์กรว่าเริ่มต้นตั้งแต่การดูแลพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนกระทั่งเกษียณตามแนวคิดโตโยต้า เวย์ (Toyota Way) ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนความคิดของซีอีโอทั่วโลกว่า แก่นของชาวโตโยต้าคืออะไร จนได้คำตอบว่า ดีเอ็นเอของชาวโตโยต้า คือ ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนา และเคารพในเพื่อนร่วมงานทุกคน

“เราดูแลพนักงานทุกคนอย่างอบอุ่นตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ด้วยการให้พนักงานทุกคนมีพี่รหัส คอยเป็นเมนเทอร์ให้คำปรึกษาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในปีแรกของการทำงาน เพราะเราพบแล้วว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในอดีตพนักงานมีอัตราการลาออกสูง เพราะพนักงานที่เพิ่งพ้นสภาพจากชีวิตนักศึกษามาสู่วัยทำงานมักรู้สึกเคว้งคว้างเพราะขาดผู้ชี้แนะ เราจึงพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา โดยคัดเลือกพี่รหัสที่วัยใกล้เคียงกัน มีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ที่สำคัญเป็นคนเก่งมีฝีมือ

นอกจากนี้ เรายังมีระบบพัฒนาบุคลากรโดยใช้หลัก 70 20 10 70% คือ การเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง 20% มาจากการแบ่งปันไอเดียความรู้ เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากคนอื่นๆ อีก 10% คือ การเรียนรู้ในห้องเรียน ซึ่งมีทั้งความรู้ที่เป็นโกลบอลคอนเทนต์ ชาวโตโยต้าทั่วโลกต้องเรียน หลักสูตรที่เป็นโลคัลคอนเทนต์ซึ่งแต่ประเทศพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากรที่บริษัทต้องการ และหลักสูตรที่แต่ละแผนกพัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้เรายังมีสวัสดิการที่พร้อมดูแลไม่ใช่แค่พนักงานแต่รวมถึงครอบครัวพนักงานด้วย”

ถามว่าทำไมโตโยต้า ถึงให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเข้มข้น ประพันธ์ ตอบชัดว่า “เพราะพนักงานคือ ทรัพย์สินที่สำคัญขององค์กรที่ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด เขาไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่มาทำงานให้ เราเชื่อว่าถ้าเขามาทำงานอย่างสบายใจ ก็จะทุ่มเททำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่”

ท่ามกลางตลาดงานที่แสนท้าทาย ประพันธ์ ยอมรับว่า นอกจากช่วงว่างแห่งวัยในองค์กรเป็นสิ่งที่ต้องรับมือ การยกระดับทักษะ (Upskill) และ ปรับทักษะ (Reskill) ของพนักงานเป็นอีกโจทย์ที่เอชอาร์ต้องไม่มองผ่าน

“อายุเฉลี่ยพนักงานเราอยู่ที่ 38 ปี กลุ่มเจนวายและมิลเลนเนียลเริ่มเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ในองค์กร ขณะที่ผู้บริหารระดับท็อปของเราส่วนใหญ่เป็นวัยเจนเอ็กซ์ และเบบี้บูม เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า เรื่องช่องว่างแห่งวัยย่อมก่อให้ความแตกต่างทางความคิดบ้างเป็นธรรมดา วิธีการรับมือของเราคือ เน้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างคนสองวัย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมมองว่าท้าทายกว่า คือ โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตตำแหน่งงานบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องใช้คนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเอชอาร์ตอนนี้ ต้องทำสองส่วนคือ จะเพิ่มทักษะให้พนักงานกลุ่มเดิมมีทักษะที่มากขึ้นอย่างไร และจะโยกย้ายพนักงานกลุ่มที่งานของเขากำลังจะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวล้ำอย่างไรต่างหาก” ประพันธ์ทิ้งท้าย

บริหารเวลา จ่ายหนี้ให้ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564655

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:15 น.

บริหารเวลา จ่ายหนี้ให้ลงตัว

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

เราทุกคนล้วนเป็นหนี้สินไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้อง ก็คือหนี้สินพื้นฐานที่ทุกคนต้องเสีย เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มมีหนี้ผ่อนโทรศัพท์มือถือ รถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าประกัน หนี้สินเหล่านี้เรามีเป็นธรรมดาของโลกไปเสียแล้ว หากไม่มีหนี้ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบ

หากมีหนี้สินที่กระจุกตัวอยู่ที่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งมากเกินไป ย่อมทำให้การเงินติดขัดจนถึงขั้นต้องกู้หนี้สินเพิ่มเติม เรามาดูกันว่า นอกจากหนี้ที่เราต้องบริหารแล้ว เวลาก็เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรชีวิตที่เราต้องบริหารด้วยเช่นกัน

1.ก่อนเป็นหนี้ต้องมีเงินพอ

ก่อนที่เราคิดจะรูดบัตรเครดิตหรือกู้ยืมเงินมาเราต้องมั่นใจก่อนว่าเรามีศักยภาพพอในการใช้คืน โดยคิดคำนวณจากความสามารถในการเก็บเงินหรือจำนวนเงินเหลือต่อเดือน แล้วหารด้วย 25-50% เช่น คุณมีเงินเก็บต่อเดือนที่ 4,000 บาท ความสามารถในการผ่อนคืนของคุณจะอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการให้หนี้สินก้อนนี้หมดลงเร็วแค่ไหน

บางท่านแม้จะมีเงินเก็บพอที่จะจ่ายในก้อนเดียวแต่เราแนะนำให้จ่ายด้วยบัตรเครดิตเพราะคุณสามารถยืดเวลาการชำระเงินไปได้อีก 1-2 เดือนอีกทั้งยังได้แต้มจากบัตรเครดิตสำหรับแลกของขวัญก็ได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลาชำระหนี้สินแล้วเราจะสามารถจ่ายได้ด้วยเงินก้อนไม่มีหนี้สินสะสม

2.เลือกช่วงเวลาเป็นหนี้

หากคุณเป็นหนี้ผ่อนรถ ก็ไม่ควรเป็นหนี้สินอื่นในเวลาเดียวกัน ช่วยป้องกันการพอกพูนของหนี้สินจนเกินกำลังจ่ายไหว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะคิดว่า หนี้สินรถ บ้าน นั้นเป็นหนี้สินที่เป็นรายจ่ายประจำเช่นเดียวกับค่าน้ำค่าไฟ ทำให้เราสร้างหนี้สินใหม่อย่างไม่ทันคิด แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ จะสร้างหนี้ผ่อนชำระสินค้า ก็ควรดูเวลาให้เหมาะสม

ในรอบปีของแต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่มีรายจ่ายรุมเร้าและช่วงเวลาที่สามารถเก็บเงินได้ ให้เลือกซื้อของและผ่อนชำระในช่วงที่ไม่ได้มีรายจ่ายมากนัก และไม่ควรผ่อนชำระเกิน 4 งวดเพื่อไม่ให้ช่วงเวลาการจ่ายหนี้ทับซ้อนจนเกินไป

หากคุณใช้บัตรเครดิตให้ตรวจสอบรอบการชำระเงินให้แน่นอนว่าต้องชำระก่อนหรือหลังวันเงินเดือนออกมากน้อยแค่ไหนหากชำระก่อนวันเงินเดือนออกก็ไม่ควรเกิน 3 วันเพราะยังอยู่ในช่วงเวลาที่ธนาคารสามารถผ่อนผันได้ แต่หากเกินกว่านั้นแนะนำให้โทรติดต่อศูนย์บัตรเครดิตเพื่อขอคำปรึกษาปรับเปลี่ยนเรื่องรอบและวันของการชำระหนี้ให้ออกหลังวันเงินเดือนออก

3.เจรจาขอต่อเวลาชำระหนี้

หนี้นอกระบบเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้คนไทยยากจนมากที่สุด ส่วนหนึ่งเกิดจากต้องการเงินเร่งด่วนที่ต้องใช้ในระยะเวลาไม่กี่วัน แต่กู้มาแล้วหนี้สินยาวนานกว่าที่คิด บางครั้งแค่ดอกเบี้ยก็แทบจะเท่าเงินที่กู้มา หากคุณคิดจะกู้เงินนอกระบบหรือไปยืมเงินเพื่อน เพื่อไปปิดหนี้สินอีกก้อนหนึ่ง

เราแนะนำให้เลือกทางที่ปลอดภัยกว่าก็คือการเจรจาขอประนอมหนี้ เช่นคุณมีหนี้สินรถแต่ไม่มีกำลังจ่ายได้ในเดือนนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที คุณสามารถเลือกการเจรจาเพื่อขอยืดเวลาการผ่อนชำระออกไป

ทุกธนาคารจะมีแผนกให้คำปรึกษากับลูกค้าที่มีปัญหาด้านการเงิน อย่าคิดว่าธนาคารจ้องแต่จะยึดบ้านและรถของเราทุกครั้งไป เรามีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแล คุณสามารถทำรีไฟแนนซ์เพื่อยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ

ทุกธนาคารไม่ต้องการให้เกิดหนี้เสียในระบบ เพราะยุ่งยากในการติดตามหนี้ รถที่ยึดได้มาขายทอดตลาดแล้วเงินที่ได้กลับมาก็ไม่เท่ากับเงินที่เสียไป ส่วนบ้านแม้จะขายได้ราคาดีแต่ก็ไม่ได้ขายง่ายๆ ทุกหลังไป

พวกเขาพร้อมจะเจรจากับลูกค้าเสมอขอเพียงแค่เราบอกถึงปัญหาและหาทางออกร่วมกัน แต่ถ้าคุณกู้หนี้นอกระบบนอกจากจะเสียดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร 10 เท่าแล้วยังเจรจาผ่อนผันได้ยาก

สรุปสุดท้ายสำหรับการบริหารเวลาชำระหนี้ ที่สำคัญคืออย่าใจร้อนสร้างหนี้ที่ไม่มีกำลังจ่าย ควรยืดเวลาในการซื้อสินค้าชิ้นนั้นออกไปก่อน จนกว่าจะพร้อมที่จะจ่ายได้จริง

หากมีความสำคัญที่จะต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน และไม่มีเงินเก็บเหลือมากพอ ควรเลือกใช้บัตรเครดิตเพื่อยืดระยะเวลาในการผ่อนจ่ายออกไป ทำให้หนี้สินของคุณนั้นถูกแบ่งเฉลี่ยจนมีความสามารถมากพอในการผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดี

อัศร์ อติรักษ์ บริหารธุรกิจ ด้วยแนวคิดครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564660

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

อัศร์ อติรักษ์ บริหารธุรกิจ ด้วยแนวคิดครอบครัว

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ตกผลึกความคิดและการใช้ชีวิตของทายาทรีสอร์ทสัญชาติไทย อัศร์ อติรักษ์ ผู้จัดการทั่วไป เทวาศรมหัวหิน รีสอร์ท ลูกชายคนสุดท้องของบ้าน ที่เข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ช่วงที่เป็นวัยรุ่น จนถึงวันนี้ในวัย 35 ปี เขาได้เรียนรู้ “การใช้ชีวิต” จากการบริหารงานและบริหารคน

อัศร์เคยเป็นหนุ่มบัญชี หลังจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าทำงานที่ บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส หนึ่งในสี่บริษัทตรวจสอบบัญชียักษ์ใหญ่ของโลก ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกเพื่อมาร่วมก่อตั้งรีสอร์ทกับครอบครัว

เขาได้เล่าถึงความท้าทายในการเปลี่ยนบทบาทจากนักบัญชีมาสู่ผู้บริหารว่า การบริหารรีสอร์ทเป็นเรื่องของการบริหารคน และการจัดการองค์ประกอบหลายอย่างให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าจะมีกรอบของกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติแต่ก็ยังต้องมีความยืดหยุ่นในการปกครอง ซึ่งแตกต่างจากงานบัญชีโดยสิ้นเชิง

“ช่วงปีแรกๆ เราโชคดีที่มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจากทีมบริหารและผู้จัดการทั่วไป ที่เราให้เขาเข้ามาบริหารในช่วงแรก ส่วนการบริหารคนผมได้เรียนรู้จากคุณแม่เป็นหลัก ผมเห็นคุณแม่เป็นอาจารย์ อาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มามาก ทำให้ท่านมีประสบการณ์ในการบริหารคนที่หลากหลาย คุณแม่จึงมีความละเอียดและมีความเข้าใจคน ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงไม่ใช่แค่พนักงานแต่ท่านดูแลเสมือนลูกหลาน และได้แนะนำแนวทางทั้งหน้าที่การงานไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน”

เขากล่าวถึงคุณแม่ ราศรี อติรักษ์ กรรมการผู้จัดการ เทวาศรม หัวหิน รีสอร์ท หญิงเก่งในวัย 64 ปี ที่หันหลังให้กับความสำเร็จในหน้าที่การงานและตำแหน่งที่ปรึกษาในหลายองค์กรใหญ่ เพื่อมาตั้งต้นธุรกิจรีสอร์ทกับครอบครัว ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว พื้นที่ริมชายหาดชะอำในเวลานั้นยังมีแต่ความว่างเปล่า แต่ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างที่พักสำหรับครอบครัว และสามารถทำเป็นธุรกิจได้ในเวลาเดียวกัน ครอบครัวอติรักษ์จึงลงทุนสร้างรีสอร์ทขนาด 24 ห้อง

“หลังจากเรียนจบบัญชี เด็กจบใหม่ทุกคนอยากทำงานในบริษัทตรวจสอบบัญชีขนาดใหญ่ แต่เมื่อทำไปได้ประมาณ 4 ปี ผมเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้ตอบสนองความสุขของตัวเอง เพราะตัวงานคือการตรวจสอบ ทำให้ผมเห็นความทุกข์ของคนอื่นจนต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไร หลังจากนั้นจึงได้ปรึกษากับคุณแม่ในเรื่องธุรกิจโรงแรมและก็เริ่มหาโอกาสหาที่ดินจนมาเจอที่ผืนนี้”

อัศร์ กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญที่ใช้ในการพัฒนารีสอร์ท คือ “การคิดอย่างแขก” เพราะในช่วงเริ่มต้นไม่มีใครมีความชำนาญในการบริหารรีสอร์ท แต่ทุกคนคุ้นเคยกับการเป็นผู้เข้าพักมาก่อน ดังนั้นการคิดในมุมมองของผู้เข้าพักจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี

“ข้อดีของแนวคิดนี้คือ ทำให้เราไม่อยู่ในกรอบของคนทำโรงแรม พออยู่นอกกรอบทำให้เราเปิดกว้างในเงื่อนไขต่างๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงได้ยินบ่อยว่าบางอย่างที่เราทำอยู่ คนทำโรงแรมทั่วไปเขาไม่ทำกันเพราะมันไม่คุ้ม แต่พอเราคิดในมุมของแขก เราก็คงอยากได้ เราเลยเพิ่มเติมในจุดที่โรงแรมอื่นอาจไม่มีขึ้นมาเพื่อเติมเต็มให้แขกรู้สึกอิ่มเอมและรู้สึกดี”

นอกจากนี้ การทำธุรกิจแบบครอบครัวก็มีความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากในช่วงแรกต้องปรับตัวจากความใกล้ชิดมาเป็นการทำงานร่วมกัน แต่เมื่อถึงจุดที่ทุกคนปรับตัวได้ การทำธุรกิจแบบครอบครัวก็กลายเป็นจุดแข็งที่สามารถทำให้ธุรกิจทะยานขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

“จุดแข็งคือ เราคุยกันได้ง่ายและทำให้ทุกอย่างไปได้เร็ว โดยในช่วงขวบปีแรกอาจจะยากในการพูดกันตรงๆ แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ต้องปรับวิธีการกันใหม่หมดว่าเราต้องคุยกันได้ตรงๆ สามารถปรึกษากันได้ และเคารพบทบาทของกันและกัน” นอกจากคุณแม่ที่ดูแลภาพรวมของรีสอร์ท เขายังทำงานร่วมกันพี่ชายที่ปัจจุบันรับหน้าที่ดูแล เทวาศรม เขาหลัก ซึ่งเป็นเทวาศรมแห่งที่ 2 โดยคาดว่าจะเปิดตัวในเดือน ธ.ค. 2561

“โชคดีที่แต่ละคน เก่งคนละอย่าง อย่างคุณแม่ที่มีประสบการณ์การทำงานสูงมาก ทำให้ท่านสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ลุ่มลึก อย่างเวลาเจอปัญหา เราอาจคิดมากไปหลายชั้น แต่คุณแม่จะถอยกลับมาที่สเต็ปแรกแล้วใช้วิธีการแก้ไขที่เรียบง่ายที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ปรากฏว่ามันจบได้เร็วและง่ายกว่า ส่วนพี่ชายจะแม่นในเรื่องของการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล และการคิดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ทำให้ไม่มีจุดไหนตกหล่นไประหว่างทาง เขาสามารถเห็นจุดอ่อนในหลายๆ ปัญหา และเห็นปัญหาก่อนที่มันจะเกิด นอกจากนี้ พี่ชายยังเป็นวิศวกรที่ชอบงานสถาปัตย์ จึงเข้ามาดูแลในเรื่องของการดีไซน์ สถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายในต่างๆ ของรีสอร์ททั้งสองแห่ง

ส่วนผมเองมองว่าน่าจะเป็นการดูแลและบริหารความสุขให้ผู้อื่น เพราะด้วยความที่เป็นคนใส่ใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น และจับความรู้สึกของคนอื่นได้เร็ว ซึ่งคนอื่นอาจมองเป็นจุดอ่อนเพราะมองเป็นความเซ็นซิทีฟ แต่ผมคิดว่ามันคือของขวัญมากกว่าคำสาป เพราะเมื่อเรารู้สึกได้เร็วกว่าก็สามารถคิดกระบวนการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของแขกได้รวดเร็ว และช่วยให้พนักงานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้น”

แม้ว่าวันนี้แบรนด์เทวาศรมจะอยู่มานานถึง 8 ปี จนกลายเป็นที่รู้จักและติดตลาด แต่มุมมองของผู้บริหารยังมองเห็นความท้าทายใหม่ที่เปลี่ยนไปทุกปี จากช่วงแรกๆ ที่มีคำถามว่าจะทำได้ไหม หรือเทวาศรมจะไปอยู่จุดไหนของหัวหิน ซึ่งเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากความคิดเห็นของผู้เข้าพักที่เลือกให้เทวาศรมเป็นที่ 1 ในหัวหินจากทริปแอดไวเซอร์ จนถึงวันที่เทวาศรมก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการโรงแรมบูติก ความท้าทายใหม่จึงเป็นเรื่องของ “ทิศทาง” สำหรับก้าวต่อไป

“เราพยายามจะหาว่ายังมีอะไรอีกบ้างที่เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ ซึ่งความยากของมันก็คือ ถ้าคุณอยู่ที่หลังๆ มันยังพอมีอะไรให้เทียบเคียงว่าเราต้องไปข้างหน้ายังไง แต่เมื่อคุณอยู่หัวแถวกับคนอื่น มันกลายเป็นว่า เราเองที่ต้องมองหาทิศทาง เหมือนเราเป็นกลุ่มเรือที่อยู่กลางมหาสมุทร เราต้องหาทิศทางเพื่อเดินทางต่อไป และเราไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ไม่เช่นนั้นลำอื่นก็จะแล่นนำเราไป และเราก็จะสูญเสียตำแหน่งโรงแรมแถวหน้า ซึ่งผมคิดว่าการไม่หยุดพัฒนาของโรงแรมรีสอร์ทเหล่านี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพราะที่พักคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเดินทางเข้ามากลายเป็นรายได้ให้ผู้ประกอบการและเป็นรายได้ของประเทศ”

นอกจากนี้ ผู้บริหารหนุ่มยังมีความสนใจในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีหลายแง่มุม โดยเขามุ่งหวังที่จะดูแลพนักงานทุกคนให้มีความสุขและทำงานร่วมกันได้ โดยเขาเผยว่า บางอย่างต้องตั้งเป็นกฎเกณฑ์ แต่ในรายละเอียดของแต่ละบุคคลต้องใช้ความใกล้ชิดเป็นสื่อกลาง

“พอเราพูดถึงการบริหารทรัพยากรบุคคลจะว่าง่ายมันก็ง่าย แต่ความยากก็มีเยอะ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถบริหารคนได้ แต่จะบริหารได้ดีมากน้อยแค่ไหนมันต้องเข้าถึงรายละเอียดเพื่อเซตกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้คนอยู่ร่วมกัน ดังนั้นผู้บริหารต้องเข้าถึงพนักงานเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และให้ทำงานร่วมกันได้อย่างดี เพราะงานโรงแรมคืองานบริการ ดังนั้นถ้าเราบริหารงานดีแค่ไหน แต่ถ้าพนักงานของเราทำไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถให้บริการที่ดีแก่แขกได้”

ถามต่อว่าในฐานะที่เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวและต้องบริหารโรงแรมแรกของครอบครัว เขามีความกดดันหรือต้องพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็นหรือไม่ อัศร์ตอบว่า ช่วงแรกเขามีความคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเทวาศรม คือ ธุรกิจของครอบครัว และครอบครัวคือทีมเดียวกัน จึงไม่มีใครต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร เพียงแค่ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และสนุกไปกับงานก็พอ

อีกประเด็นที่เคยถกกันในครอบครัว คือ การขยับขึ้นไปเป็นเจ้าของโรงแรมเต็มตัวแล้วจ้างคนอื่นมาบริหารงานแทน โดยประเด็นนี้เขาและคุณแม่เห็นตรงกันว่า การบริหารงานเองทำให้คล่องตัวกว่า ตัดสินใจได้เร็วกว่า แต่เทวาศรมคงไม่หยุดอยู่แค่ 2 โรงแรม ซึ่งในอนาคตอาจต้องขยายทีมงาน และคงต้องมาพิจารณาอีกทีว่า จากธุรกิจครอบครัวจะปรับสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ ผู้บริหารวัย 35 ปี ยังกล่าวถึงหลักการทำงานของตัวเองว่า เขายึดหลักในความตรงไปตรงมา เน้นความเรียบง่าย แต่ไม่ง่าย และเลือกที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข โดยที่ยังสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและคนรอบข้าง

“ในแต่ละช่วงชีวิตของคนมีเป้าหมายต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ไปจบตอนสุดท้าย คือ ความหมายในการใช้ชีวิต ในวันสุดท้ายของเราเราคงกลับมาคิดแค่ว่า ที่ผ่านมาทั้งหมดมันมีความหมายแค่ไหน และเมื่อถึงวันนั้นเราอย่าเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไรหรือไม่น่าทำอะไร ดังนั้นวันนี้ก็ทำหรือไม่ทำมันซะ และมีความสุขกับทุกการกระทำที่เหมาะสมและสร้างประโยชน์ ซึ่งเวลาพูดมันง่ายแต่ทำนั้นยาก เพราะเราต่างก็มีแกนในชีวิตหลายอย่างทั้งเรื่องงาน ครอบครัว ชีวิตส่วนตัว แต่ถ้าเราจัดการได้ จัดการกับความทุกข์ได้ เราก็จะมีความสุขในทุกวัน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดในสังคมอย่าง “ครอบครัว” จึงสำคัญที่สุดสำหรับคำว่า ธุรกิจครอบครัว และแนวคิดในการทำงานแบบครอบครัวยังเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่ครอบครัวอติรักษ์ทำให้เทวาศรมก้าวขึ้นมาเป็นรีสอร์ทแถวหน้าอย่างในปัจจุบัน

วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564656

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

วันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย

15 ก.ย.ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก โดยปีนี้ ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย ประธานคณะทำงานการวิจัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย (Thai Lymphoma Study Group) กล่าวว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถือว่าเป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อย

สำหรับสถานการณ์โรคในประเทศไทย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย โดยพบว่ามีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 3,000 ราย หรือ 8 ราย/วัน ทั้งนี้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดนัน-ฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma หรือ NHL) จะสูงขึ้นตามอายุ และปัจจุบันสามารถพบในเด็ก หรือกลุ่มคนอายุน้อยได้มากขึ้นอีกด้วย โดยเพศชายพบบ่อยมากกว่าเพศหญิง

ด้านมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma หรือ HD) ศ.นพ.ธานินทร์ เล่าว่า จะพบบ่อยในช่วงอายุ 20-30 ปี ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกรายได้อย่างชัดเจน แต่พบมีความสัมพันธ์กับหลายภาวะ ได้แก่

1.อายุ : อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ที่ช่วงอายุ 60-70 ปี

2.เพศ : เพศชายพบเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าเพศหญิง

3.การติดเชื้อ : พบความสัมพันธ์ระหว่างโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดกับการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร (H.Pylori) การติดเชื้อไวรัส EBV (Epstein-Barr Virus)

4.ภาวะพร่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย : ผู้ป่วยติดเชื้อ เอชไอวี (HIV) พบอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น

5.โรคภูมิแพ้ตนเอง : ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี (SLE) พบอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น

6.การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

“สภาวะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจึงถือเป็นอุบัติการณ์ของโรคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ซึ่งตรวจพบผู้ป่วยใหม่ถึงปีละ 8 หมื่นราย”

แม้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะพบมาก แต่ก็เป็นโรคมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่มีโอกาสรักษาให้หายขาด แต่ปัญหาของผู้ป่วยในระยะแรกจะไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากอาการของโรคเหมือนอาการอื่นๆ ที่พบในภาวะต่างๆ เช่น การติดเชื้อ ภูมิแพ้ เหงื่อออกตอนกลางคืน เป็นไข้ และน้ำหนักลด ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจ การดูแลสุขภาพตนเองอย่างดี รวมถึงการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาตั้งแต่เริ่มต้น จะทำให้การวินิจฉัยรักษามีประสิทธิภาพ มีโอกาสหายจากโรคมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วนั้น ผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนสำคัญในการผลักดัน และให้กำลังใจผู้ป่วยระหว่างการรักษา ร่วมกับแพทย์ที่จะให้การรักษาที่ดีที่สุด และมีโอกาสหายมากที่สุด โดยทั่วไปอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักจะกินเวลานาน และไม่สามารถอธิบายได้จากสาเหตุอื่น แต่อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด และยาแอนติบอดีได้เป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น

ด้านวิธีการรักษาด้วยนวัตกรรม ได้แก่ การใช้เคมีบำบัด การใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ การฉายแสง และการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) โดยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งเป็น 4 ระยะ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะที่ 1 มีโอกาสหายขาดถึงร้อยละ 70-90% ส่วนผู้ป่วยที่รับการรักษาในระยะที่ 2-4 มีโอกาสหายขาด 60% เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ

“ล่าสุดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการอนุมัติการใช้ยา Monoclonal Antibody แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนัน-ฮอดจ์กิน แบบ Aiffused Large B-cell Lymphoma ที่มีเป้า CD 20 เป็นบวก ซึ่งให้คู่กับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่จะมีโอกาสหายจากโรคมากขึ้น”

วิ่งไปเที่ยวไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564662

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 19:15 น.

วิ่งไปเที่ยวไป

เรื่อง : กาญจนา ภาพ : ดร.พงศ์ธร ธาราไชย

เมื่อการวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดร.พงศ์ธร ธาราไชย หรือ ดร.หนึ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จึงผนวกการวิ่งเข้าไปอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ทั้งชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยว

ดร.หนึ่งเล่าว่า เริ่มเข้าสู่สนามแข่งมาราธอนประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว จนตอนนี้การวิ่งเป็นมากกว่ากิจกรรม เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยทุกเช้าเขาจะตื่นนอนเวลา 04.45 น. เวลาเดิมทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เพื่อวิ่งจากบ้านไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยวันธรรมดาจะวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร (กม.) และวันหยุดจะเพิ่มเป็น 20 กม.

“เราไม่ต้องหาเวลาฝึกซ้อมวิ่ง เราแค่เพิ่มเวลาให้ตัวเอง โดยตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย และผมวิ่งทุกวันแบบนี้มา 5 ปีแล้ว”

ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น เขายังกล่าวด้วยว่า “ผมเที่ยวไปวิ่งไป” คือจะหาโปรแกรมแข่งขันและพาครอบครัวไปเที่ยวพร้อมๆ กัน รวมถึงบางการแข่งขันที่มีระยะสำหรับเด็ก ลูกทั้งสองคนก็จะร่วมวิ่งด้วย

“ผมไปภูเก็ตมาราธอนมาแล้ว 5 ครั้ง ผมพาลูกไปวิ่งด้วย 4 ครั้ง” ดร.หนึ่งมีลูก 2 คน ลูกชายคนโตอายุ 14 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 12 ปี “หรือก่อนหน้านี้ลูกชายคนโตก็เคยได้ถ้วยรางวัลในรุ่นเด็กตอนไปแข่งที่เชียงใหม่ หรือถ้าลูกไม่ลงแข่งด้วย เราก็ยังไปด้วยกัน อย่างตอนที่ผมลงแข่งมาราธอนที่เจนีวา ลูกๆ ก็คอยผมอยู่ที่เส้นชัย คอยถ่ายรูปให้ผม ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีกับผมด้วยที่มีคนมารับที่เส้นชัย ซึ่งผมคิดว่านอกจากจะได้ไปวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว ทริปเหล่านี้ยังเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่เราทุกคนสามารถทำร่วมกันได้ด้วย”

ปัจจุบัน ดร.หนึ่งอายุ 43 ปี และยังคงวิ่งต่อไป โดยเขากล่าวว่า นอกจากการวิ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและอาจดูหนุ่มขึ้นอีกหน่อยแล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างสังคมที่ช่วยกันส่งต่อความดี ผ่านการวิ่งเพื่อระดมทุนไปมอบให้กับโรงพยาบาลเล็กๆ ในต่างจังหวัด และตอนนี้ทุกครั้งที่เขาวิ่งก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่วิ่งอย่างมีเป้าหมายเพื่อคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ

เครื่องนุ่งห่ม จากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ศิริณา เมืองมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564571

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

เครื่องนุ่งห่ม จากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ศิริณา เมืองมูล

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโตขึ้น ผลกระทบที่ตามมาพร้อมกันนั้นคือ ปัญหา “สิ่งแวดล้อม” ที่กำลังแปรผันไปสู่สภาวะที่แย่ลง หนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาดังกล่าวคือ ปัญหา “ขยะ” ที่มีปริมาณมากขึ้นทั้งขยะอุตสาหกรรม ขยะมูลฝอย ขยะทางการเกษตร ขยะจากการก่อสร้าง ไปจนถึงขยะจากทะเล ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมด้วย

ข้อมูลสถิติปริมาณขยะในทะเลล่าสุดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าประเทศไทยติดอันดับ 6 ประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุดในโลก ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีความรู้ความสามารถในการจัดการกับขยะอย่างเป็นระบบ แต่ก็ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดการขยะเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

จากสาเหตุดังกล่าววงการอุตสาหกรรมมากมายได้หันมาให้ความสำคัญในการลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนขยะเหล่านั้นให้กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งไม่เว้นกระทั่งวงการการออกแบบเอง เช่นเดียวกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปอุตสาหกรรม ภาควิชาการออกแบบสิ่งทอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดให้เด็กๆ ได้ทำโปรเจกต์ส่งก่อนจบชั้นปีที่ 4 ของนักศึกษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะเศรษฐกิจหมุนเวียนกำลังเป็นเทรนด์งานออกแบบที่น่าจับตามอง

หลากหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นใช้กระบวนการจัดการของเสียผ่านการออกแบบวัสดุ หรือ Material Design ที่นำวัตถุดิบซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือนำมาใช้ซ้ำเพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดจากขยะ และลดความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต

เรย์-ศิริณา เมืองมูล นักศึกษาวัย 23 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาเอกศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้เข้าส่งผลงานในโครงการออกแบบสิ่งทอจากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้ง ซึ่งคณะของเธอสอนให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะโปรเจกต์ก่อนที่จะจบการศึกษา อาจารย์ให้โจทย์ คือ ออกแบบสิ่งของหรือเครื่องนุ่งห่มจากของเหลือใช้ในอุตสาหกรรม เธอเลือกเส้นด้ายที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตยีนส์ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว

“คณะของหนูสอนให้นักศึกษามีความอดทน เพราะงานแต่ละโปรเจกต์ที่ฝึกให้หนูคิด ออกแบบ และวางแผนเป็นงานที่ต้องใช้เวลา เพราะต้องผ่านกระบวนการคิด ออกแบบ ต้องละเอียดมากๆ เราจึงต้องใส่ใจ และนักศึกษาทุกคนต้องส่งงานให้ตรงเวลา ถึงแม้งานจะไม่ดีมากมายก็ต้องส่งให้ตรงเวลา ทำให้หนูต้องจัดแจงเวลาเพื่อให้ผลงานออกมาดี เพราะคำว่าตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนทำให้เราตัดสินใจ จัดสรรเวลา ต้องวางแผนก่อนว่าสิ่งใดควรทำก่อนทำหลัง ทำงานจนสำเร็จออกมาให้ได้ คณะหนูเน้นการเข้าช็อปทำงานจริง เช่น ไปเลื่อยไม้ ขึ้นรูปเอง หนูสามารถทอผ้าเอง ขึ้นเส้นยืนเองในโครงการที่หนูออกแบบ”

สำหรับแรงบันดาลใจในงานออกแบบสิ่งทอจากเส้นด้ายยีนส์เหลือทิ้งเป็นแนวคิดที่เรย์หาไอเดียเอง เพราะมีวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เธอจึงอยากทำขั้นตอนของการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ครบทั้งระบบ เพราะตามหลักการรักษาสิ่งแวดล้อมและตามหลักรีไซเคิล ซึ่งหนูไปหาสิ่งเหลือทิ้งจากโรงงาน เช่น โรงงานผลิตยีนส์โรงงานก็จะทิ้งเศษยีนส์ไปเปล่าๆ หนูคิดว่ายีนส์ก็ทำมาจากเส้นใยคอตตอนซึ่งมีกระบวนการผลิตคอตตอนคือ ปลูก พ่นยา เก็บ เข้าสู่การทอซึ่งกว่าจะได้ผ้าแต่ละผืนต้องใช้ระยะเวลามากกว่าจะได้เส้นฝ้าย หนูจึงคิดอยากนำเอาคอตตอนมาจากเส้นด้ายยีนส์ เพราะยีนส์ผลิตจากคอตตอนอยู่แล้ว หนูจึงนำคอตตอนที่เหลือทิ้งมาปั้นใหม่ให้เป็นเส้นใยฟูๆ ปั้นเป็นเส้นด้ายจนไม่เหลือเค้าของยีนส์เลย เป็นการปรับคุณสมบัติให้ฝ้ายนุ่มด้วยเอนไซม์ทำให้ย่อยสลายทำให้ฝ้ายนุ่ม ถือเป็นการลดปริมาณการใช้ฝ้าย โดยใช้ยีนส์แทนเพราะฝ้ายปลูกนาน”

เมื่อปั่นยีนส์จนกลายเป็นเส้นใยแล้ว แนวคิดต่อมาคือการออกแบบลวดลายการทอ เรย์ออกแบบลายผ้าของเธอเป็น “ภูเขาน้ำแข็ง” เพื่อสื่อถึงภาวะโลกร้อนจนเกิดน้ำแข็งหลอมละลาย

“ถ้าสังเกตลายผ้าดีๆ ลายที่อยู่บนผ้าจะเหมือนเป็นภาพสเกตช์ หรือภาพเล่าเรื่องราวของการละลายของน้ำแข็ง ในหนึ่งผืนมีหนึ่งลาย ผ้าทออีกผืนก็มีอีก 1 ลวดลาย หนูออกแบบทั้งหมด 7 ลวดลาย ล้วนเล่าเรื่องราวของน้ำแข็งละลาย การแตกแยกน้ำแข็ง ซึ่งการแตกก็มีแตกหลายระดับ”

การทำงานใช้ความคิดสร้างสรรค์มักย่อมเกิดปัญหาในการทำงาน เรย์เล่าว่า ขั้นตอนการทำงานที่ยากที่สุดคือ ของเธอเน้นการผลิตเส้นด้าย ดังนั้นขั้นตอนที่ยากที่สุด คือ การปั่นเส้นดาย ซึ่งคือขั้นตอนแรก เธอใช้วิธีทดลองใช้ที่ขูดขนสัตว์ทำให้เส้นด้ายฟูๆ เสร็จแล้วเธอนำมาทดลองให้ชาวบ้านปั่นให้เป็นเส้นด้าย เรียกว่าการเข็นเส้นด้าย ซึ่งชาวบ้านก็สามารถทำได้ ซึ่งกว่าความคิดจะตกผลึกที่เส้นด้ายจากยีนส์เหลือใช้ เธอเคยทดลองใช้วัสดุเส้นไหม โดยใช้เส้นไหมของชาวบ้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ที่เลือกไปเชียงรายเพราะเป็นบ้านเกิด และเธออยากสร้างงาน เพราะชาวบ้านเคยมีโรงงานทอผ้าแต่หยุดกิจการไป แต่ยังเหลือชาวบ้านที่มีฝีมือด้านการทอผ้า ทำให้เธอคุ้นชินกับวิถีชาวบ้านคือการทอผ้า จึงเป็นที่มาของการเลือกทำเครื่องนุ่งห่ม

“อุปสรรคและการแก้ไขปัญหา มีตอนการปั่นเส้นใย หนูปั่นโดยใช้แรงงานคน ถ้าชาวบ้านปั่นเร็วเกินไป เส้นด้ายใหญ่ไป ทำให้เส้นด้ายไม่เท่ากันในแต่ละล็อต ส่งผลให้หนูเอาเส้นด้ายมาทอแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน หนูแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนการทอ ถ้าด้ายเส้นเล็กใช้วิธีรวบเป็นสองเส้นให้เป็น 1 เส้น เพื่อให้เส้นด้ายมีขนาดเท่ากัน เพราะเราปั่นใหม่ไม่ได้มันเสียเวลาค่ะ”

กว่าจะเป็นหมอนอิง ผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอมขาว เธอใช้เวลาค้นคว้าและทดลองใช้ระยะเวลาถึง 1 ปีเต็ม

“หลักการคิดกว่าจะเป็นโปรดักต์ของนักศึกษา เริ่มแรกคืออาจารย์ให้นักศึกษาคิดหัวข้อวิทยานิพนธ์ตอนจบ และคิดถึงความเป็นไปได้ หนูทดลองจนปั่นเป็นเส้นด้ายได้ใช้เวลา 1 เดือน เทอมแรกส่งงาน 3 รอบ ได้แก่ พัฒนาแบบรอบแรกผ่านแล้วรอบ 2 พัฒนาแบบ ต้องทอเป็นผืนผ้าให้ได้ แล้วก็รอบที่ 3 คิดเป็นโปรดักต์ทำจริง ว่าหากผลงานเสร็จแล้วใช้ได้จริงไหม”

สำหรับประโยชน์ใช้สอยของโปรเจกต์ของน้องเรย์ คือ ใช้นุ่งห่มให้คลายหนาว ใช้ปกปิดร่างกาย ซึ่งความคาดหวังกับผลงานชิ้นนี้คือเธออยากพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นอกเหนือจากผ้าคลุม ปลอกหมอน อาจะเป็นชุดชนเผ่า คลุมตัวคอวี หรือบอนโซ ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะเป้าหมายของเรย์คือเธออยากให้ผลงานที่เธอสร้างสรรค์สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีความเรียบง่าย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ คือ ชอบความคล่องตัว เรียบง่าย และไม่ซับซ้อน

หากใครสนใจงานของศิริณา สามารถติดต่อผ่านไอจี rayrayrai ได้เลย เธออยากพัฒนาตนเองเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นนักออกแบบด้านสิ่งทอและนักออกแบบจิวเวลรี่ หากมีโอกาสเธออยากเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งสองด้านนี้ควบคู่กัน เพราะเป็นสองสิ่งที่เธอมีความสุขที่จะทำและได้เรียนรู้

ทำงานทั้งวันก็ฟิตได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564569

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

ทำงานทั้งวันก็ฟิตได้

เรื่อง พุสดี

นิยามรูปร่างที่เป๊ะและปังของผู้หญิงยุค 4.0 นกจากหุ่นลีนไร้ไขมัน ยังต้องแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย แต่หลายครั้งอุปสรรคที่ทำให้ภารกิจฟิตแอนด์เฟิร์มต้องเหลวไม่เป็นท่าก็คือ ตารางงานอันแน่นเอี้ยด หรือชั่วโมงโอทีที่ทำให้ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมง จนไม่มีเวลาไปยิมหรือสวนสาธารณะ

เพื่อเป็นทางเลือกให้สาวดูแลรูปร่างของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา โค้ชแม้ด-พิมพ์อร โมกขะสมิต โค้ชด้านความแข็งแกร่งจาก อาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก (Adidas Runners Bangkok) จะมาแชร์วิธีออกกำลังกายที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลาในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งนอกจากจะทำให้มีหุ่นสวยไม่ใช่ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ยังช่วยบอกลาอาการออฟฟิศซินโดรมด้วย

1.ท่า Calve Raise หรือท่าเขย่งน่อง ท่านี้จะช่วยบริหารบริเวณกล้ามเนื้อน่องให้มีความแข็งแรงและกระชับ โดยเริ่มต้นจากการยืนแยกขา ปลายเท้าชี้ตรงไปด้านหน้า เขย่งขึ้นจนสุด ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที จากนั้นลดส้นเท้ากลับลงมาที่ท่าเริ่มต้นแล้วจึงนับเป็น 1 ครั้ง (ควรทำอย่างน้อย 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง)

2.ท่า Back Lunge หรือท่าก้าวไปด้านหลัง ท่านี้จะช่วยบริหารบริเวณต้นขาและสะโพก รวมทั้งช่วยฝึกการทรงตัวด้วยเช่นกัน โดยท่านี้จะเริ่มจากการใช้เก้าอี้ทำงานเป็นอุปกรณ์เสริม แล้วเริ่มต้นด้วยการยืนตรง ให้ปลายเท้าทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้า จากนั้นใช้มือแตะเก้าอี้เพื่อทรงตัว แล้วก้าวเท้าไปด้านหลังในระยะที่เรายังสามารถทรงตัวได้ เสร็จแล้วจึงก้าวเท้ากลับมาที่เดิม โดยจะต้องเกร็งที่หน้าขาด้วย (ควรทำข้างละ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง)

3.ท่า Lateral Kick หรือท่ายืนและเตะขาไปด้านข้าง ท่านี้จะช่วยบริหารและกระชับกล้ามเนื้อช่วงสะโพกด้านข้าง โดยเริ่มต้นจากการยืนหันด้านข้างให้เก้าอี้ จากนั้นก็ใช้มือของเราแตะเก้าอี้ไว้เพื่อพยุงตัว โดยจะต้องเปิดไหล่ เกร็งหน้าท้อง ลำตัวต้องตั้งตรง โฟกัสสายตาไปที่ด้านหน้า แล้วเตะขาออกด้านข้างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อช่วงลำตัวอยู่ด้วย (ควรทำข้างละ 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง)

นอกจาก 3 ท่าดังกล่าว สาวๆ อย่ามองการเดินขึ้นลงบันไดระหว่างวัน แทนที่จะทุ่นแรงด้วยการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน ลองเปลี่ยนมาเบิร์นด้วยการเดินขึ้นบันไดนั้นทำให้ร่างกายของเราได้ขยับเขยื้อน เป็นการเคลื่อนไหวในท่าออกกำลังกาย “Step Up” ช่วยกระชับกล้ามเนื้อช่วงต้นขา สะโพก และน่อง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้หญิงอย่างเราควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น การเดินขึ้นบันไดเป็นประจำยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะว่าการขึ้นบันได 15 นาที จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 150 แคลอรีเลยทีเดียว