รับมือความขัดแย้ง ในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564568

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:15 น.

รับมือความขัดแย้ง ในองค์กร

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ รอยเตอร์ส

คนทำงานมืออาชีพ นัยหนึ่งคือคนที่รับอาสาแก้ปัญหาแบบมืออาชีพ เรื่องที่จะพ้นไปจากปัญหาจึงไม่มี หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่องคน ค้น คนที่มิอาจหลีกเลี่ยง งานทำให้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียวไม่ได้ฉันใด การจะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย จึงต้องมีกลยุทธ์ในการรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจาก “คน” ฉันนั้น

1.เริ่มต้นที่ตัวเรา

คนบางคนเริ่มต้นแก้ปมความขัดแย้งด้วยการพิจารณาว่า “ใคร” เพื่อนร่วมงานคนใดที่มีปัญหา นั่นเป็นเพราะอคติที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน โดยลืมพิจารณาถึงตัวเองว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ เรื่องการพิจารณาตัวเองนี้ มีตั้งแต่ความกราดเกรี้ยวก้าวร้าว พูดจาไม่ดี ใช้ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ฯลฯ

พูดแล้วไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พูดแล้วไม่มีใครกล้าขยับ อย่างนี้ก็ไม่ดีนะ มองในมุมหนึ่งก็ทำลายบรรยากาศการทำงาน สร้างความลำบากใจให้ทีมงาน ขอให้พึงคิดและใช้งานเป็นที่ตั้ง โดยเมื่อเกิดปัญหาขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการหันมาพิจารณาตัวเองก่อน ปรับที่ตัวเองก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินหน้าหารือและปรับทัศนคติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูง

2.มองเรื่องใหญ่ ไม่มองเรื่องเล็ก

คนทำงานที่ดีคือคนทำงานที่ไม่มองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่เก็บหรือไม่คิดไปเสียหมดถึงคำพูดหรือการกระทำของเพื่อนร่วมงาน อะไรที่ปล่อยข้ามไปได้ก็ปล่อยข้ามไปเถิด เพราะงานใหญ่และเป้าหมายใหญ่คือสิ่งที่ต้องพึงระลึกมากกว่า หาวิธีของตัวเองในการที่จะช่วยให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปให้พ้น ใช้เมตตาบารมีนำพาตัวเองออกไปจากเรื่องยุ่งขิงที่ไร้ราคา จากนั้นจึงทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างสรรค์งานใหญ่ดีกว่า

3.ตอบสนองปัญหาด้วยปัญญา

การทำงานอาจไม่ทำให้คนในองค์กร “รัก” คุณหรือชอบคุณทั้ง 100% แต่นั่นเป็นปกติของการทำงาน รู้เช่นนั้นแล้วก็ไม่พึงตอบโต้ความเกลียดโกรธไม่พอใจของเพื่อนร่วมงานด้วยความเกลียดชัง เพราะไม่เพียงแต่จะไม่แก้ปัญหาใดๆ แต่ยังทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรง

วิธีที่ถูกคือการผูกมิตร สมานไมตรีต่อผู้ร่วมงาน ใช้ความหนักแน่นภายในของเรา ส่งผ่านพลังแห่งความดีและน้ำจิตน้ำใจออกไป อาจเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยก็ได้ เช่น การชวนไปดื่มกาแฟ กินข้าว หรือเล่นกีฬาร่วมกัน ถ้าคุณดำเนินวิถีแห่งมิตรอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดฝ่ายตรงข้ามของคุณก็จะเริ่มไม่เห็นคุณในแง่ลบเสียทีเดียว

4.ปรับที่อคติ

เรื่องอคติส่วนตัวนี้ต้องระวัง คุณต้องรักษาตัวเองให้ปลอดจากอคติ ซึ่งไม่นำพาให้เกิดประโยชน์ในเรื่องอันใด อีกขัดขวางการทำงานและความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น กรณีเป็นอคติของฝ่ายเพื่อนร่วมงานหรือคนในองค์กร ก็พึงตั้งหลักที่ตัวเราก่อน อย่ามีอคติตอบโต้หรือปล่อยให้ตัวเองเกิดความรู้สึกด้านลบ

การคิดร้ายไม่ก่อประโยชน์อันใด การไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น แต่พุ่งเป้าหมายไปที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน จะช่วยให้คุณ “โฟกัส” ได้ตรงจุด และขจัดอคติทั้งของตัวเองและของผู้อื่นไปได้โดยอัตโนมัติในที่สุด

5.เป็นมืออาชีพ

อย่าฟูมฟาย อย่าตะบึงตะบอน หรือตอบโต้แบบไม่มืออาชีพ คำว่ามืออาชีพหมายถึงการเป็นคนทำงานที่ได้มาตรฐาน มองและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่ถ้าเผลอหรือปล่อยให้ตัวเองสวิงสวายไปตามอารมณ์ เช่นนี้แล้วย่อมไม่เกิดผลดี อีกฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมเดินหน้าทำร้ายคุณได้มากขึ้น

เมื่อเกิดปัญหา พึงบอกตัวเองให้เข้มแข็ง และทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด ในหนทางอันวิบากย่อมเจอบ้างกับความไม่หวังดี คนไม่หวังดี ถ้อยคำที่บั่นทอน หรือมุ่งร้ายทำลายขวัญ แต่ก็อย่าเสียกำลังใจ ใช้ความกล้าหาญในการเผชิญหน้า หรือถ้ามีโอกาสก็ปรับทัศนคติที่มีต่อกัน

6.ขอความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดความขัดแย้งในองค์กร ที่ปมลึกสาวไม่สุด มิติความซับซ้อนของปัญหาเกินกว่าคุณจะรับมือได้ ก็ไม่ต้องยั้งหรือรั้งรอที่จะบอกกล่าวแก่ผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือขึ้นไป เพราะบางครั้งการจะคลี่คลายปัญหาได้ก็อาจต้องใช้ “กำลังภายใน” ของตำแหน่งหน้าที่ที่สูงกว่า

อาจมีคำถามถึงความเหมาะสมว่า เมื่อใดจึงจะรายงานความขัดแย้งต่อผู้บังคับบัญชาได้ พึงใช้หลักว่า การเก็บงำปัญหาต่อไปนั้น มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือไม่อย่างไร ถ้าพบหรือประเมินแล้วคิดว่า ความเสียหายอาจเกิดขึ้น คุณก็ย่อมมีสิทธิเต็มที่ในการนำปัญหานั้นๆ ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

อย่ากลัวจะถูกมองว่า เป็นคนขี้ฟ้อง เพราะเรื่องนี้อยู่เลย!

ชีวิตใหม่ไร้ขยะ… เป็นไปได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564566

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ชีวิตใหม่ไร้ขยะ... เป็นไปได้!

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตใหม่ที่ไร้ขยะจะเป็นอย่างไรหนอ นึกภาพไม่ออกเลยทีเดียว เพราะมองไปรอบตัวขณะนี้ ก็เป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ นี่คือโลกใบเดิมที่ใหญ่ขึ้น โลกใบเดิมที่ขยะมากขึ้น ปัญหาที่พวกเราเพิ่งได้ตระหนักและรู้ซึ้งถึงพิษภัยเมื่อไม่นานมา สำหรับคนที่กำลังมองหาความท้าทาย นี่อาจเป็นความท้าทายที่เรียกได้ว่าที่สุดของทศวรรษนี้ Go Zero Waste…ชีวิตใหม่ไร้ขยะ โปรเจกต์เปลี่ยนโลก ที่ท้าทายมนุษย์โลกทุกคน

Go Zero Waste เป็นชื่อของนิทรรศการหมุนเวียน จัดขึ้นโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นิทรรศการสำรวจพฤติกรรมต้นกำเนิดขยะและทางออกของปัญหา ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ขยะอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา การทำให้เหลือศูนย์คือความท้าทาย ถือโอกาสนี้ชักชวนทุกคนมาจุดประกายอีกครั้งในสังคมเรา

“โลกรณรงค์เรื่องขยะมาไม่ต่ำกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ไทยแกะรอยตามมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเข้มข้นของผลกระทบ ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษภัยขยะ”

ดร.สุปรีดา เล่าว่า ปัญหาขยะในบ้านเรา คือการใช้อย่างไม่คุ้มค่า คือความสูญเปล่าที่สร้างปัญหา และคือการกำจัดทิ้งที่ไม่ถูกวิธี ปัจจุบันไทยสร้างขยะสูงสุดติดอันดับ 6 ของโลก ด้วยการสร้างปริมาณขยะมูลฝอยรวม 27.4 ล้านตัน/ปี โดย 1 ใน 5 ของขยะทั้งหมดมาจากกรุงเทพมหานคร นั่นหมายถึงการต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมตัวเองในฐานะต้นตอขยะ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยลดปริมาณขยะลง คำตอบมีอยู่แล้ว

“คำตอบคือการขยับตัวจากทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในสังคมนี้ ตั้งแต่ระดับบุคคลในครัวเรือน ไปจนถึงระดับองค์กร ชุมชน และในระดับประเทศ สำคัญมากที่สุดก็คือตัวเราทุกคนว่าในฐานะผู้ผลิตขยะ ที่จะผลิตขยะให้ต่ำสุดได้อย่างไร หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ขนาดไหน เรียนรู้ที่จะกำจัดขยะให้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพเพียงใด”

ขณะเดียวกันกรอบนโยบายในระดับประเทศ ที่ใช้กำกับและสนับสนุนต่อกระบวนการใดใดที่เกี่ยวข้อง ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดร.สุปรีดาตั้งข้อสังเกตว่า ไทยสามารถเรียนรู้จากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในเรื่องนี้ เช่น กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียน กลุ่มยุโรปตะวันออก บางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา หรือในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ถือว่ามีมิติของการกำจัดขยะที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด

“เราเรียนรู้ได้ และประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสังคมของเราได้”

ปราณี หวาดเปีย คุณครูประจำโรงเรียนรุ่งอรุณ เล่าว่า โรงเรียนรุ่งอรุณเริ่มเห็นปัญหาขยะจากโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะอาหาร เป้าหมายของการจัดการขยะในโรงเรียนมาจากความคาดหวังที่จะดูแลขยะในชุมชนของตัวเอง และส่งต่อขยะที่เหลือน้อยที่สุดให้ กทม. ขยะที่สร้างปัญหาที่สุดคือขยะอาหาร

“ขยะอาหารนั้น ไม่เหลือ ทิ้งน้อยที่สุด ดีที่สุด”

จากจุดเริ่มต้นที่คัดแยกขยะเมื่อ 14 ปีก่อน ขณะนั้นโรงเรียนมีขยะ 206 กิโลกรัม/วัน ถึงปัจจุบันปี 2561 โรงเรียนมีขยะไม่เกิน 30 กิโลกรัม/วัน ปราณีเล่าว่า เด็กและทุกคนในโรงเรียนจัดการขยะของตัวเอง นั่นคือการจัดการที่ต้นทาง อีกแนวทางหนึ่งคือการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร มองให้เห็นประโยชน์ของทรัพยากร

“โลกนี้ไม่มีขยะ เพราะมองในมุมหนึ่งแล้วขยะก็คือทรัพยากรโลก เมื่อเรามองที่ประโยชน์ ก็จะเห็นประโยชน์ เห็นแนวทางที่จะจัดการ”

สำหรับการคัดแยกขยะสำหรับผู้เริ่มต้น ปราณีแนะนำว่า ขอให้ใช้หลักการสังเกต สังเกตว่าขยะนั้นควรแยกอย่างไร ทำมาจากอะไร หรือหาความรู้ในการคัดแยกแล้วส่งต่อแก่ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้คือใช้หลักการต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ฝึกฝืนจากความสบายหรือความคุ้นชินเก่าๆ สุดท้ายคือการลงมือปฏิบัติ

ดร.กุลธิดา จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน (ศวพช.) มหาวิทยาลัยสยาม เล่าว่า ศูนย์วิจัยฯ ได้ทำงานกับชุมชนในเขตเมืองจำนวนกว่า 2,000 ชุมชน พบว่าปัญหาอันดับหนึ่งของทุกชุมชนล้วนเป็นปัญหาเดียวกัน นั่นคือปัญหาขยะ และเป็นทุกคนในทุกชุมชนที่ชี้ออกนอกตัวหมด

“ทุกคนชี้ไปที่คนอื่น คนอื่นเอาไปสิ หน่วยงานต่างๆ เอาไปทิ้งสิ แต่ลืมนึกว่าขยะเกิดจากตัวของพวกเขาเอง”

การเดินหน้าแก้ปัญหาขยะในเมือง ดร.กุลธิดาเล่าว่า ได้เริ่มทดลองจากชุมชนในเขตภาษีเจริญ ที่มีขยะท่วมทับกำแพงบ้านหลังหนึ่งในชุมชนจนกำแพงขยะแห่งนี้สูงมิดกว่า 2 เมตร รวมทั้งกินพื้นที่ติดต่อไปอีก 2 ไร่ กลายเป็นภูเขาขยะ ที่สร้างปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง

“จุดประกายด้วยการท้าทาย สองไร่นี้เอาขยะออกไปให้หมดภายใน 15 วันทำได้มั้ย เราท้าทั้งชาวบ้าน ท้าทั้งเขต ท้าทั้งภาคี ปรากฏว่าทำได้ ขยะ 2 ไร่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่สวยงามและทุกคนได้ใช้ประโยชน์ ช็อกไปตามๆ กัน”

ปฏิบัติการช็อกแล้วแชร์ ช็อกทั้งคนในพื้นที่ ช็อกทั้งคนนอกพื้นที่ กระบวนการเริ่มจากการสร้างศรัทธาคนในชุมชน เมื่อพวกเขาทำได้ สำนึกรักชุมชนก็เกิดไม่ยาก ทุกคนทำได้และช่วยรักษามันเอาไว้ จากนั้นจึงแชร์หรือแบ่งปันต่อไปยังชุมชนอื่นที่มีปัญหาขยะล้น

“ช็อกและแชร์ เริ่มจากศรัทธาในตัวเอง ที่สำคัญคือไม่หยุด หากเขยื้อนต่อไปเรื่อยๆ เพราะขยะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่รักษาไว้ จะกลับมาซ้ำเดิม เรื่องนี้สอนว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ไม่ว่าขยะจะล้นเมืองหรือมากขนาดไหน ก็ทำได้แน่นอน”

ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ตัวแทนกลุ่มแทรช ฮีโร (Trash Hero) ประเทศไทย เล่าว่า 80% ของขยะทั้งหมดจมอยู่ในทะเล จากขยะบกหรือขยะบนบก ที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะทะเล เนื่องจากธรรมชาติของขยะจะเคลื่อนตัวไหลลงสู่ที่ต่ำไปกองสุมอยู่ที่ก้นทะเลลึก เกิดเป็นกองภูเขาขยะที่มองไม่เห็น ปัญหาขยะในทะเลถือเป็นปัญหาระดับโลก ที่ไม่มีทางออกใดเลยนอกจากทำให้เป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด

“ทางรอดคือซีโร่ ขยะที่มีอยู่แล้วขณะนี้กว่า 8 ล้านตันในทะเล ยังไม่รู้จะกู้เก็บขึ้นมายังไงเลย ถ้ายังเพิ่มเรื่อยๆ อีกปีละ 8 ล้านตัน อะไรจะเกิดขึ้น หรือขนาดว่าเราหยุดตัวเลขให้เป็นศูนย์ในวันนี้นะ ก็ที่ก้นทะเลตอนนี้ล่ะ ปัจจุบันไม่มีเทคโนโลยีใดที่กู้เก็บได้”

ไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ขยะเหลือศูนย์ จะทันหรือไม่กับวิกฤตการณ์ขยะโลกที่ก่อตัวขึ้น ตัวแทนกลุ่มแทรช ฮีโร บอกว่า ตอบยาก แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าไม่เริ่มหรือไม่ลงมือทำอะไรเลย ขยะเริ่มจากตัวเรา เริ่มที่ตัวเรา สุดท้ายแล้วคือการร่วมมือกัน ช่วยกัน และสนับสนุนกันในอย่างใดอย่างหนึ่ง

Trash Hero เป็นปฏิบัติการพิชิตขยะ จิตอาสาที่ระดมพลเก็บขยะในหลายภูมิภาคทั่วโลก ก่อตั้งมาแล้ว 4 ปี เก็บขยะไปแล้วมากกว่า 6 แสนกิโลกรัม หรือ 600 ตัน มีสมาชิกหรือแนวร่วมกว่า 1 แสนคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมี 25 แห่งทั่วประเทศ เข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมเก็บขยะ (ใกล้บ้านคุณ) ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Trash Hero Thailand

การจัดการขยะเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วน ต้องเริ่มจากคนทุกคนในสังคม ใช่! แม้บางครั้งที่เราคิดว่า ปัญหาของโลกมันช่างใหญ่และท่วมท้นจนไม่มีทางแก้ไขหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็มีหลายวิธีที่เราจะช่วยได้ เริ่มจากการท้าทายตัวเองว่า จากจุดที่ยืนอยู่ เราทรงพลังเพียงไหน และเราจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางบวกเพียงไหน

Go Zero Waste

นิทรรศการหมุนเวียนและความคาด หวัง นั่นคือการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนต่อสถานการณ์ขยะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นิทรรศการสร้างจิตสำนึกผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ใน 4 โซนหลัก1.Check & Shock สำรวจพฤติกรรมสร้างขยะ (ของตัวเอง บ้าน ร้านค้าโรงเรียน ฯลฯ) ในชีวิตประจำวัน2.Waste Land สถานการณ์ขยะปัจจุบัน3.Waste Wow นวัตกรรมการกำจัดขยะใกล้ตัว เช่น ไซดักขยะที่บ้านนาดี จ.ศรีสะเกษ กล่องหมักปุ๋ย Eco Brick4.Zero Waste World เรียนรู้ต้นแบบ การจัดการขยะจากทั่วโลก

ขอเชิญมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถึงแนวคิด วิธีการ รวมทั้งปัจจัยความสำเร็จ ทางออกปัญหาขยะล้นเมือง หนทางที่ทุกคนต้องช่วยกัน นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันนี้-30 ม.ค. 2562 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

อุรุดา โควินท์ คุณภาพและความถี่ของงานสำคัญมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564439

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

อุรุดา โควินท์ คุณภาพและความถี่ของงานสำคัญมาก

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เธอมีชื่อเข้าชิงซีไรต์เป็นครั้งแรก หลังจากที่เขียนงานมาเป็นเวลา 17 ปี มีผลงานมาทั้งหมด 15 เล่ม โดยเธอมีงานเขียนเล่มแรกเป็นเรื่องสั้นเมื่อปี 2539 ตอนนั้น อุรุดา โควินท์ ยังเป็นพนักงานธนาคาร จนกระทั่งงานเขียนเล่มนี้ที่ได้เข้าชิงซีไรต์ คือเรื่อง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องล่าสุดของเธอในวัย 48 ปี เนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวที่อยากเป็นนักเขียนกับนักเขียนหนุ่มผู้มีชื่อเสียง เป็นนวนิยายซึ่งเป็นความจริงและจินตนาการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน เต็มไปด้วยรายละเอียด ของความคิดและอารมณ์ความรู้สึก

ตอนนี้ อุรุดา โควินท์ เป็นนักเขียนเต็มตัวลาออกจากงานประจำเพื่อมาเขียนหนังสือนานหลายปีแล้ว ปัจจุบันถือว่าเธอเป็นนักเขียนมืออาชีพ เขียนเรื่องแต่งควบคู่ไปกับนิยาย เรื่องสั้น และการเขียนคอลัมน์เรื่องครัว ก่อนหน้านี้เธอมีรวมเรื่องสั้น 4 เล่ม รวมคอลัมน์ 7 เล่ม และนวนิยายอีก 4 เรื่อง เวลาว่างก็เป็นแม่ครัวในชีวิตประจำวันและเป็นนักวิ่งประเภทเน้นความสม่ำเสมอ

เธอบอกว่าหลังจากออกจากงานประจำแล้วก็ต้องวางแผนความพร้อมต่างๆ ไว้มากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินเพื่อจะได้มีความพร้อมเรื่องงานเขียนโดยไม่ให้มีข้อกังวลใดๆ “เรารักงานเขียนอยากทำให้เต็มที่ ไม่มีข้อวิตกกังวล จึงวางแผนเรื่องงานเงินให้รัดกุมเพียงพอ เพื่อที่จะทุ่มเทกับงานเขียนได้อย่างเต็มที่ เรามีความสุขกับการเขียนหนังสือ ถ้าไม่มีความกดดันเรื่องการเงินก็จะเขียนหนังสือได้อย่างสบายใจ” เธอเล่าอย่างสบายใจ

สำหรับเรื่องที่ อุรุดา โควินท์ สนใจตอนนี้มักจะเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ความสำคัญในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ตอนแรกๆ ที่เริ่มงานเขียนก็จะห่างๆ หน่อยผลงานออกมาจะไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าใดนัก แต่ระยะ 7-8 ปีหลังมานี้งานเขียนเริ่มถี่ขึ้นมีความสม่ำเสมอมากขึ้น โดยได้พล็อตเรื่องมาจากเรื่องที่เธออยากจะสื่อหรือต้องการมีประสบการณ์ร่วมจากชีวิตจริงของเธอ

ความคาดหวังในงานเขียนแต่ละเล่มนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การได้รางวัลอย่างเดียว สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือ อยากให้ผู้อ่านแฟนประจำ และคนอ่านรุ่นใหม่ๆ ได้งานของเธอให้มากที่สุด เข้าถึงคนอ่านให้มากที่สุด ดังนั้นเธอจึงต้องทำงานให้หนักขึ้น หาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อให้เข้าถึงผู้คนให้มากที่สุด มีคนอ่านหลากหลายขึ้น ไม่ใช่มีแค่แฟนประจำกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เธอว่าไม่ใช่จะแข่งกับใครแต่เป็นการแข่งกับตัวเอง

สำหรับการแบ่งเวลาในการทำงานของเธอนั้น เธอให้ความสำคัญกับงานเขียนแบบเต็มเวลา ตอนเช้าจะแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย ตอนสายๆ จะเริ่มเขียนหนังสือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ตอนใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง/วัน เพื่อฝึกให้มีวินัย โดยจะวางแผนงานล่วงหน้าเอาไว้เสมอว่า 1 ปีจะมีงานเขียนกี่เล่ม จะเริ่มเขียนเมื่อไหร่ วันละกี่บท หนังสือจะเสร็จเมื่อไหร่ จะออกเมื่อไหร่ เธอจะแพลนงานล่วงหน้าไว้เป็นปี เพื่อให้งานทุกอย่างเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ยิ่งถ้าจะต้องดำรงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียว ความสม่ำเสมอในเนื้องานที่ออกมาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าเราไม่มีแผนงานที่ชัดเจน เราจะย้วยๆ ไม่มีวินัย คุมตัวเองไม่ได้ งานก็จะไม่ออกตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ดังนั้น การมาเป็นนักเขียนเต็มเวลา เรื่องวินัยเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก อย่างที่บอกว่าการมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอนั้นสำคัญมากพอๆ กับคุณภาพของเนื้องานเลยทีเดียว ถ้างานออกบ้างไม่ออกบ้างก็จะยากลำบากคนอ่านก็จะไม่ขยายวงกว้างไปเท่าที่ควร”

เธอบอกว่าโชคดีที่แฟนประจำของเธอมักจะเป็นผู้หญิงที่ชอบงานของเธอและรออ่านงานใหม่ๆ ให้กำลังกันอยู่เสมอ ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ จุดนี้

เพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564432

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

เพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต

โดย พริบพันดาว  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ศิลปะอยู่ในทุกที่ทุกทาง อยู่ในชีวิตประจำวันมิอาจแปลกแยก เป็นหนึ่งเดียวกันในวิถีชีวิต เช่นเดียวกันเมื่อโครงการแม่น้ำเรสซิเดนท์ คอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จัดห้องเพนต์เฮาส์ ราคา 80 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 3 ห้อง บนชั้น 9 มาเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงงานศิลปะไปในตัว

การแสดงศิลปะบนเพนต์เฮาส์ครั้งแรกของประเทศไทย “Penthouse Is Art by Menam Residences” จึงเกิดขึ้น โดยมีศิลปินแห่งชาติ และศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งภายในและต่างประเทศจำนวนถึง 12 คน เข้าร่วมแสดงผลงานศิลปะหลากหลายสาขา

ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศราวุธ ดวงจำปา อภิสิทธิ์ไล่สัตรูไกล ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี จิตต์สิงห์ สมบุญ สุธี คุณาวิชยานนท์ สุรพร เลิศวงศ์ไพฑูรย์ ผศ.กิตติชัย กันแตง วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล ปิ่นนุช ปิ่นจินดา และ ผศ.ลลินธร เพ็ญเจริญ

ชลิต นาคพะวัน คิวเรเตอร์ผู้คัดเลือกศิลปินและผลงาน รวมถึงเป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงงานด้วย บอกว่าเพราะรู้จักศิลปินเยอะ และก็เป็นอาจารย์สอนศิลปะด้วย

“ทางเจ้าของเพนต์เฮาส์คงคิดว่ามีความสามารถเลือกภาพของศิลปินได้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของเพนต์เฮาส์ ศิลปินที่เลือกมาเป็นศิลปินแห่งชาติ 2 คน และศิลปินมีชื่อเสียงอีกหลายคน งานแต่ละคนมีคาแรกเตอร์หมด แต่จะแตกต่างกันด้วยเทคนิควิธีการ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเหมาะกับอารมณ์ของเพนต์เฮาส์ที่ต้องการงานศิลปะที่มีคุณภาพทั้งห้องและวิว”

อันดับแรกในการทำงาน ชลิตบอกว่ามาเดินดูเพนต์เฮาส์ แล้วก็จินตนาการว่าควรเป็นงานศิลปะของใครบ้าง เพื่อให้เข้ากับสถานที่และทำให้งานศิลปะที่มีคุณค่าสามารถกลืนกลายกับเพนต์เฮาส์ที่มีมูลค่าสูงและแพงมาก

“ที่นี่อยู่ใจกลางเมืองแต่รู้สึกสงบ เพราะเราไม่เห็นความวุ่นวายของเมือง อยู่สูง สถานที่ สเปซ และวิวแม่น้ำ ทำให้เกิดจินตนาการมากมาย เมื่อติดตั้งงานศิลปะแล้ว มองเห็นศิลปะของศิลปินทั้งหลายแล้วนั้นมันมีค่าจริงๆ สร้างมูลค่าและคุณค่าขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเลย ที่เราเลือกมาทุกอย่างพิเศษมาก”

ชลิต เรียกการทำงานครั้งนี้ว่า “ครีเอทีฟ ไลฟ์” ซึ่งจะทำให้ชีวิตลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่สวยงามเหมาะสมเหมาะเจาะพอดี

“ทำให้เรามีกำไรชีวิต เราเกิดมาจะทำชีวิตให้ขาดทุนทำไมกัน เป็นคำของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สร้างกำไรชีวิตด้วยความงดงาม หลักการเลือกก็ดูจากโทนสีลักษณะของห้อง เลือกงานศิลปะที่มีแง่คิดที่ยาวไกล กว้างขวางลุ่มลึก การดูศิลปะถ้าเราได้ใช้สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ได้เสาะหาความรู้จากงานศิลปะก็เหมือนการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งว่าให้อะไรกับเรา หนังสือเล่มเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ทำให้เรามีความสุขขึ้นขณะที่เราทุกข์อยู่ก็ได้

เพราะฉะนั้น การดูงานศิลปะหรืองานสร้างสรรค์ จะทำให้คนเรามีก้าวย่างของการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและเข้าใจโลกนี้มากขึ้น เหมือนเราเข้าใจธรรมะ เข้าใจการเกิดแก่เจ็บตาย เราก็จะไม่ทุกข์ร้อน มีความเข้าใจชีวิตเราก็จะมีชีวิตอย่างสร้างสรรค์”

การดูงานศิลปะอยู่ที่ประสบการณ์และการสั่งสมของชีวิตคนเรา ชลิต มองว่ายุคนี้เป็นสมัยที่งานศิลปะจะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

“การถวิลหาศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ทำให้มนุษย์มีความสมดุล มีความอ่อนโยนละเอียดอ่อน ศิลปะเข้าไปอยู่ในทุกที่เพนต์เฮาส์สวยอยู่แล้วรวมทั้งทำเลที่ตั้ง ต้องเลือกงานศิลปะที่ดีที่สุดให้เข้ามาติดตั้ง เลือกงานที่เข้ากับสถานที่แล้วนำพาไปด้วยกัน”

เดชโรจน์ ตั้งสิน กรรมการบริหาร บริษัท แม่น้ำเรสซิเดนท์ อธิบายถึงแนวคิดว่าเพนต์เฮาส์สมัยก่อนไม่ได้แต่ง เป็นเพียงห้องเปล่า พอตั้งใจแต่งขึ้นมา ไม่ใช่ความตั้งใจทำห้องให้สวยเพียงอย่างเดียว ต้องทำห้องให้มีเรื่องราว

“ลูกค้าที่มาซื้อไลฟ์สไตล์ต่างกัน ทั้ง 3 ห้องที่ทำเพนต์เฮาส์ อีส อาร์ต ก็เป็นคนละสไตล์กัน ห้องนี้เป็นผู้หญิงอ่อนโยน ห้องนี้เป็นคนทำงาน พอแต่งเสร็จแล้วห้องก็สวยระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีอารมณ์หรือมีศิลปะมาก พอเจอชลิตก็คุยว่าถ้าเราเอาผลงานของศิลปินต่างๆ มาแต่งมาวางในห้องให้มีอารมณ์มากกว่านี้ก็น่าจะดี

เจอชลิตครั้งแรกก็รู้สึกว่า เป็นคนอารมณ์ดี พอคุยกันแล้วก็รู้สึกว่าเขามีความตั้งใจทำให้เพนต์เฮาส์เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะไปในตัวด้วยจริงๆ ก็ไม่ลังเลใจเลยที่จะเชิญชลิตมาเป็นคิวเรเตอร์คัดสรรผลงานศิลปะให้กับเรา ปล่อยอิสระให้เต็มที่ พอเห็นผลงานที่มาแขวนทำให้ห้องสวยขึ้นจริงๆ”

สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี 2560 กล่าวถึง ผลงานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ว่า เป็นผลงานที่มีรูปแบบของนามธรรมที่ทำสะสมไว้ประมาณ 10 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2553-2560 ซึ่งเป็นผลงานที่มีความสัมพันธ์กับตัวอาคารในลักษณะของการทดลองในการที่จะใช้ทีแปรง ที่เป็นลักษณะเส้นยาวๆ ในการสะบัดทีแปรง และมีลักษณะเหมือนเป็นเส้นที่พุ่งตัดกัน ดูแล้วให้ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวของสิ่งที่เป็นอาคาร บ้านเรือน รวมทั้งบางรูปมีลักษณะเหมือนตึกระฟ้า จึงนำผลงานชุดนี้มาร่วมจัดนิทรรศการครั้งนี้

“คุณค่าของงานศิลปะขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของแต่ละคน เพราะงานศิลปะไม่ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์ เหมือนตู้ โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา แต่เป็นสิ่งที่ต้องตาต้องใจ และต้องความรู้สึกของผู้ที่จะรับมัน ดังนั้นเมื่อคนเห็นผลงานแล้วเกิดความพึงพอใจ อยากจะได้เป็นเจ้าของ ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องของการใช้จ่ายเงิน แต่เหมือนกับเวลาที่เห็นสิ่งสวยงาม เราอยากจะซื้อ เพราะมีกำลังที่จะเป็นเจ้าของมันได้ และเมื่อได้เป็นเจ้าของแล้ว ก็ย่อมเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และรู้สึกว่าเขาสามารถสื่อสารกับสิ่งนั้นได้ ก็เป็นความสุขใจของผู้ที่ครอบครองนั่นเอง”

ร่วมสัมผัสศิลปะในมุมมองใหม่ ที่สร้างสรรค์โดยเหล่าศิลปินแถวหน้าของประเทศไทยในงาน “Penthouse Is Art by Menam Residences” เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสัมผัสงานศิลปะและการออกแบบตกแต่ง เข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.-7 ต.ค. 2561 ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น.

นัดหมายล่วงหน้าได้ที่ โทร. 06-2796-0101 หรือสามารถลงทะเบียนเพื่อจองรอบเข้าชมงานได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6xTk-ayYCqQfSfcBiQuN6mWBRJleGBLLyHzZxAESr9z_fgw/viewform

สุดยอดนักจักรยานจิ๋ว ขอประลองสนาม‘Balance Bike’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564431

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 10:00 น.

สุดยอดนักจักรยานจิ๋ว ขอประลองสนาม‘Balance Bike’ 

โดย  ปอย  ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความเร็วช่วงตีโค้งสนาม เร้าใจกองเชียร์ไม่แพ้การแข่งจักรยาน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่ฝรั่งเศสขนาดนั้นกันเลยทีเดียว สองสุดยอดนักกีฬาจักรยานตัวจิ๋วระดับแชมป์โลก และแชมป์เอเชีย โชว์ความพร้อมก่อนลงแข่งขัน Balance Bike เตรียมตัวประลองกันในสนาม International Bangkok Bike 2018 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 พ.ย.นี้ “ข้าวตู” ด.ช.วิปัศย์ อุดมสามทรัพย์ วัย 5 ขวบ “เดลต้า” ด.ช.อชิรวิชญ์ ไชยมงคล วัย 4 ขวบ นักกีฬาอายุน้อยที่สุดของคอลัมน์สปอร์ต มาเนีย แต่อายุน้อยนิดไม่ได้จำกัดศักยภาพสองบิ๊กบอยเลยแม้แต่น้อย

“ข้าวตู” ด.ช.วิปัศย์ นักกีฬาไทยคนเดียว สามารถแตะเส้นชัยการแข่งขันในรายการ Strider Cup Asian Championship 2018 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน คว้าแชมป์ระดับเอเชีย

“เดลต้า” ด.ช.อชิรวิชญ์ คว้าแชมป์รายการ Strider Cup World Championship 2018 ประเทศสหรัฐ คุณพ่อไพโรจน์ บอกอย่างปลื้มใจในตัวลูกชายตัวจิ๋วว่า ตอนได้แชมป์ “น้องเดลต้า” อายุแค่ 3 ขวบกว่า สำหรับจุดเริ่มต้นให้ลูกชายลงแข่งขันกีฬา เพราะสุขภาพน้องเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ

กีฬาคือการสร้างสุขภาพแข็งแรงให้หนุ่มน้อยได้ดีเยี่ยม Balance Bike คือกีฬาที่เด็กๆ สามารถเล่นได้ตั้งแต่เขาเริ่มเดินได้ไปจนถึง 6 ขวบ โดยจากสถิติที่เคยบันทึกไว้ เด็กที่เล่น Balance Bike อายุน้อยที่สุดคือ 1 ขวบ 2 เดือนเท่านั้น(เอง!!!)

โค้ชผู้สอน กรณ์ สังฆบุญ อธิบายกีฬาชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อช่วงวัยเด็ก เป็นกีฬาประเภทของรถจักรยานชนิดไม่มีบันไดปั่น ออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก โดยให้เด็กใช้เท้าทั้งสองข้างยันพื้น และก้าววิ่งไปข้างหน้าพร้อมจักรยานด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เด็กสามารถฝึกการทรงตัวได้อย่างถูกวิธี ตั้งแต่แรกเริ่มเล่นจักรยาน อีกทั้งช่วยเสริมทักษะด้านกีฬา สร้างสมาธิ สร้างการสัมพันธ์ของร่างกาย ตา มือ และเท้าทั้งซ้าย ขวา ไปจนการแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

“กีฬา Balance Bike จะเรียกว่าจักรยานฝึกการทรงตัว จักรยานขาไถ หรือจักรยานสมดุล ทั้งหมดนี้คือจักรยานแบบเดียวกันครับ รถจักรยานชนิดนี้ไม่มีบันไดถีบ จึงเป็นตัวเลือกดีที่สุด เด็กๆ ได้พัฒนากล้ามเนื้อ สร้างความพร้อมให้เด็ก ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นไปถึงการปั่นจักรยานคันใหญ่

เด็กใช้เท้าทั้งสองข้างยันพื้น เด็กก็จะปราศจากความกลัวครับ ซึ่งแน่นอนนะครับว่าเด็กที่ไม่เคยเล่น ก็ย่อมไม่คุ้นเคยกับจักรยานอย่างแน่นอน ผู้ปกครองควรเริ่มแนะนำให้เด็กๆ ได้ทดลองจับ หรือลองนั่ง แล้วค่อยๆ สอน การได้เริ่ม ได้ลอง เขาก็จะสามารถเล่นได้เองโดยธรรมชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกๆ ได้ลองเล่นสิ่งแปลกใหม่

กีฬาชนิดนี้เพิ่งมาเป็นที่นิยมเมื่อ 2-3 ปีนี้เองครับ โดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในมหกรรมงานแสดงสินค้าและอุปกรณ์จักรยาน เด็กๆ มากับพ่อแม่มาเที่ยวงาน ก็จะได้มีส่วนร่วม มีสนามสำหรับพวกเขา ให้ได้ลงแข่งกีฬาประลองความสามารถกันอย่างจริงจังครับ”

โค้ชกรณ์ บอกรายละเอียดกฎกติกาการแข่งขัน จะปล่อยตัวผู้เข้าแข่งขันพร้อมกันจากจุดสตาร์ท แข่งกันทั้งหมด 2-4 รอบ วิธีการเล่น ใช้ขาทั้งสองข้างไถจักรยานไปด้านหน้า วิ่งไปตามเส้นทางที่กำหนดให้ โดยส่วนใหญ่แข่งขันในระยะทาง 500 เมตร เข้าเส้นชัยตามลำดับ 1-5

สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องมี คือ จักรยานขาไถ รองเท้าผ้าใบ หมวกกันน็อก ถุงมือ ชุดเสื้อและกางเกง สนับแขน สนับเข่า

“ความเป็นกีฬาจึงไม่ได้ไถกันสนุกๆ เล่นๆ แล้วนะครับ ผมฝึกข้าวตูให้ร่างกายแกร่ง ฝึกให้วิ่งลากยางทุกเย็นหลังเลิกเรียน ฝึกไถวันละ 3 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 วัน (เสียงข้าวตูแทรกว่า “เหนื่อยไส้แตก”) ฝึกทั้งน้ำตา (หัวเราะ) เด็กก็คือเด็ก แต่เมื่อขึ้นอานจักรยานข้าวตูก็คือเสือน้อยใจนักสู้คนหนึ่งเลยครับ เขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่เวลาเข้าเส้นชัยแพ้เพื่อน ก็มีร้องไห้มีน้ำตา โค้ชก็ต้องคอยปลอบใจ

เป้าหมายคือสร้างให้เด็กเป็นนักกีฬา พ่อแม่ที่สนใจให้ลูกเล่นกีฬาชนิดนี้ ลองมาชมการแข่งขันกันได้เลยครับ วันศุกร์ที่ 23 พ.ย.นี้ มาดูอนาคตที่บางคนอาจก้าวไปไกลได้ถึงทีมชาติไทย ตอนนี้วงการกีฬาบ้านเราสร้างคนได้ไม่ทันใช้ และวงการจักรยานบ้านเราก็กำลังคึกคักมากๆ ทั้งระดับผู้ใหญ่ ไล่ลงมาจนถึงเยาวชนรุ่นจิ๋วกลุ่มนี้ครับ” โค้ชกรณ์ กล่าวเชิญชวนกลุ่มผู้ปกครองที่ชื่นชอบกีฬา อยากให้ลูกประลองสนาม ประชันความสามารถ

จักรยานขาไถ Balance Bike เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ปกครองในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นการฝึกพัฒนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี ญี่ปุ่นคือเบอร์ 1 ของวงการกีฬาชนิดนี้ ไพโรจน์ เล่าตอนพาน้องเดลต้าไปแข่งขันสนามระดับเวิลด์คัพที่สหรัฐ ความมีวินัยพ่อแม่ชาวอาทิตย์อุทัยบ่มเพาะลูกด้วยความเข้มงวด

“สนามที่ปักกิ่ง มีเด็กไทยแค่ 3 คน ญี่ปุ่น 30 กว่าคน เด็กๆ วัยนี้อารมณ์ควบคุมยากครับ ในสนามเวิลด์คัพมีซุ้มให้เด็กเล่นเยอะมาก พ่อแม่บางคนไม่ให้เด็กเล่นเลย ให้ประจำที่จุดสตาร์ท ผมให้ลูกเล่นเต็มที่แต่มีข้อตกลงที่เขาต้องทำตามหน้าที่ด้วย เดลต้าเป็นเด็กไฮเปอร์ คิดเร็ว ทำเร็ว การเล่นกีฬาก็ทำให้เขามีสมาธิขึ้นครับ” คุณพ่อไพโรจน์ เล่าถึงวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นนักกีฬาที่คว้าถ้วยรางวัลได้มากมายฉัตรวดี มีสุข ผู้บริหาร เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ ผู้จัดงาน International Bangkok Bike 2018 กล่าวว่า การแข่งขัน Balance Bike เป็นกิจกรรมที่สร้างสีสัน ในมหกรรมงานแสดงสินค้าจักรยานและอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดครั้งที่ 12 ที่ฮอลล์ 3-4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“เป็นการสร้างสนามให้แก่ผู้ปกครองได้นำบุตรหลานมาทดลองเล่น และร่วมการแข่งขันที่เริ่มรู้จักในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นะคะ งาน International Bangkok Bike 2018 เป็นงานแฟร์ประจำปีที่มีนวัตกรรม เทรนด์จักรยานใหม่ๆ มารวบรวมไว้ในงานเดียวแบบครบวงจรค่ะ เช่น จักรยานสำหรับเด็กเล็ก ครอบครัว นักแข่ง เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวมไปถึงยังมีอะไหล่และอุปกรณ์เสริม เสื้อผ้าแฟชั่นนักปั่น กล้องถ่ายภาพ รองเท้า อุปกรณ์สำหรับจักรยาน รวมกว่า 300 บูธ ในปีนี้การจัดกิจกรรมไฮไลต์แข่งขันจักรยาน มีการแบ่งเป็นรุ่นต่างๆ เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาได้ร่วมสนุกกันได้ครบทุกรุ่น ทุกวัยค่ะ”

กรรณพร อาทรธุระสุข วิถีสีเขียวเนิบช้าสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564427

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:41 น.

กรรณพร อาทรธุระสุข วิถีสีเขียวเนิบช้าสุขใจ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตในฝัน ไม่ว่าจะเป็นฝันตอนเด็กๆ ฝันตอนสาวๆหรือฝันในชีวิตช่วงบั้นปลายชีวิตที่คุณวาดภาพไว้แบบไหน ฝันของเราในแต่ละช่วงวัยก็เปลี่ยนไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเธอคนนี้ แม่กบ-กรรณพร อาทรธุระสุข เบื้องหน้าเธอเป็นพนักงานต้อนรับในชั้นธุรกิจ สายการบินไทย เธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตส มานานกว่า 20 ปี จนเธอเริ่มจะวางแผนการเกษียณว่าเมื่อถึงตอนนั้นอยากมีชีวิตเป็นแบบไหน และเธอก็พบคำตอบเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา และเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง ด้วยการหาซื้อที่ที่ จ.นครราชสีมา ช่วงใกล้ๆ กับปากช่อง โดยเธอและสามีช่วยกันเก็บเงินจนได้ที่ดินมา 1 แปลง จำนวน 5 ไร่ และใช้ชื่อลูกชายมาเป็นชื่อสวนว่า สวนปรานต์อาทร

เธอเล่าว่า เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ไม่เคยทำสวนทำไร่อะไรมาก่อน แถมมือก็ยังร้อน ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ไม่ได้รักการทำสวนปลูกต้นไม้สักเท่าไหร่ แล้วก็ยังไม่ชอบกิ้งกือ ไส้เดือน เวลาเจอนี่เธอจะถอยหนีทันที แต่เมื่อมีลูกก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้นและอยากจะลองปลูกผักกินเอง แต่เวลาผ่านไปหลายปีเธอก็ยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง จนกระทั่งเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีข่าวว่าผักเกือบทุกชนิดในประเทศไทยมีสารพิษเจือปนอยู่ในปริมาณสูงมาก นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นอย่างจริงจังว่าถึงเวลาที่ต้องลงมือทำอย่างจริงจังเสียที จะโยกโย้ไปมาอีกไม่ได้แล้ว เพราะเธอฝันอยากเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบคนแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย มีชีวิตบั้นปลายในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อากาศดีปลอดมลพิษให้มากที่สุด เพราะเรื่องสุขภาพที่ดีต้องทำเองจะให้ใครทำแทนก็ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าละเลยก็เท่ากับว่าเราขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากและฟันของเรานั่นเอง

ในที่สุดเธอก็ได้ที่มาแปลงแรก 5 ไร่ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และอีก 2 ไร่ครึ่งในเวลาถัดมาในพื้นที่ไม่ห่างกันมากนัก แล้วเธอกับสามีก็ลงมือปลูกผักผลไม้ด้วยตัวเอง โดยลงมือช่วยกันกับสามี ซึ่งที่ดินที่ซื้อมานั้น เจ้าของเดิมเขาปลูกน้อยหน่าเอาไว้มากพอสมควร เธอก็ไปปลูกผลไม้อื่นๆ แซมเข้าไป เช่น กล้วย สะตอ ทุเรียน มะละกอ แน่นอนว่าเธอทำเป็นสวนออร์แกนิกปลอดสารพิษ สามีของเธอก็ไปเรียนรู้เรื่องการใช้ดินให้ถูกประเภท ผสมดินให้เหมาะกับการใช้งาน ทำน้ำหมักชีวภาพใช้เองเพื่อไล่แมลงและใช้แทนปุ๋ย โดยจะไม่ยอมใช้สารเคมีใดๆ เลย ผลไม้จะไม่งาม ลูกไม่โตก็ไม่เป็นไร เพราะเธอเน้นปลูกเพื่อกินเองในครอบครัวและวงศ์ญาติเป็นหลัก เหลือก็ค่อยขาย

“เมื่อก่อนเราอาจจะเลือกไม่ได้ เพราะต้องซื้อเขากิน แต่ตอนนี้เราเลือกได้ เรามีสวนปลูกผลไม้ไว้กินเองเป็นหลัก เราเลือกกินมากขึ้นเพื่อที่สุขภาพจะดีขึ้น ปลูกผลไม้หลายชนิดทำให้เรามีผลไม้สลับกันออกลูกให้กินได้ตลอดทั้งปี ส่วนผักก็เช่นกัน นอกจากพืชผักสวนครัวแล้วก็ยังมีผักอื่นๆ ที่ปลูกไว้กินเอง เวลาไปสวนแล้วกลับเข้าบ้านที่กรุงเทพฯ เราก็จะได้ของจากสวนมากินได้เป็นอาทิตย์ เป็นความอิ่มอกอิ่มใจอย่างมาก มีของกินมีของแจกญาติๆ แจกเพื่อนฝูง นานๆ จะเหลือขายสักที แต่เราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำมากๆ เพราะเป็นชีวิตที่เราเลือกแล้วต่อจากนี้ไป” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

และเธอก็พยายามเปิดยูทูบหาข้อมูลในการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆ “แถวนั้นเคยได้ยินได้ฟังมาว่า การปลูกน้อยหน่าของคนในพื้นที่จะใช้สารเคมีกันพอสมควร เพราะหนอนมันจะเจาะลูกง่ายถ้าไม่ฉีดยา เพราะเขาปลูกเพื่อขายจำนวนมากจึงต้องให้ผลไม้ออกมาสวยงาม บางทียังไม่แก่จัดก็เก็บมาบ่ม“แต่สวนของเราไม่ได้ปลูกเพื่อเน้นขาย เราเน้นปลูกเพื่อกินเอง ดังนั้นจึงไม่ใช้สารเคมีเลย เราใช้น้ำหมักชีวภาพในการไล่แมลง เวลามีเพี้ยนี่เราก็พยายามเอาแปรงไปปัดลูกมันจนหมด คือใส่ใจในรายละเอียด ช่วงวันหยุดนี่ก็ไปสวนตลอด พักร้อนก็ไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะเราบินตลอด เดี๋ยวนี้ก็จะขอบินไฟลต์ใกล้ๆ ในเอเชียที่ใช้เวลาแค่ 2-3 วันเท่านั้น มีหลายครั้งในห้วงความคิดที่เราอยากจะเออร์ลี่รีไทร์มาทำสวน แต่สามีบอกคิดดีๆ ก่อน (หัวเราะ) ก็รอดูว่าจะเออร์ลี่ตอน 55 ปี เพื่อมาทำสวนถ้ารอ 60 เลยเดี๋ยวจะไม่มีแรงทำสวน” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี

นอกจากนี้ เธอยังเล่าต่อไปว่า จากการตั้งข้อสังเกตของเธอนั้น ผักที่ปลูกไว้กินเอง ไม่ว่าจะเป็นโหระพา กะเพรา หรือพริกขี้หนูนั้น เวลาเด็ดจากต้นสดๆ มาปรุงอาหารทันที ผักจะมีกลิ่นหอมฉุนกว่า พริกก็เผ็ดกว่าที่ซื้อตามร้านทั่วไป เพราะความสดใหม่ที่แตกต่างกัน รวมถึงการปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารพิษทำให้ผักสดสะอาด

“ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดแบบเราไหม แต่เวลาที่เราปลูกอะไรเองแล้วมันออกดอกออกผลจากฝีมือของเรา เราจะรู้สึกว่ามันอร่อยมาก ดอกสวยกว่าปกติ รสหวานกว่าปกติ แม้หน้าตาอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าที่เขาขาย (หัวเราะ) แต่มันเป็นความอิ่มจากใจเนาะ มีความปลื้ม ทำให้รู้สึกรสชาติดี การได้มีชีวิตแบบนี้บ้างทำให้รู้สึกมั่นคงในจิตใจ ว่าอย่างน้อยถ้าเกษียณจากงานเราก็มีเป้าหมายใหม่ในการทำสวน ได้ไปอยู่บ้านต่างจังหวัด ไม่เหงา มีสวนให้ทำ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น ได้ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง ลดสารเคมีมลพิษให้น้อยลงไป เวลาหมดไปอย่างมีคุณค่า เพราะเมื่อเข้าวัยเกษียณแล้วเราจะรู้ว่า เงินไม่สำคัญเท่าสุขภาพ ไม่ต้องรวยเงินก็ได้ แต่ขอสุขภาพดีเป็นหลักในวัย 60 กว่าๆ นี้นะคะ” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น 

ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม ‘วันนี้เราอาจวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในทางของเราได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564426

  • วันที่ 16 ก.ย. 2561 เวลา 09:36 น.

ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม ‘วันนี้เราอาจวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในทางของเราได้’

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

ความฝันของเด็กสาวคนหนึ่งที่วาดฝันไว้ว่าวันหนึ่งจะมีอนาคตที่สดใส ได้ทำงานที่รัก ต้องดับวูบลงทันที เพราะอุบัติเหตุตกรถไฟครั้งนั้น ทำให้เธอจำต้องรักษาชีวิตรอด ด้วยการตัดขาขวาทิ้งไป

ฝันร้ายในครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของ ปูเป้-ชลธิชา ตาสมัยเอี่ยม พนักงานต้อนรับของบริษัท ฟู้ดแพชชั่น เจ้าของตำนานความอร่อย “บาร์บีคิวพลาซ่า” ไปตลอดกาล เพราะความไม่พร้อมทางร่างกายทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังไม่จบมัธยมต้น ตัดใจจากทุกความฝันที่เคยมี พร้อมใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งความจริงที่ไม่มีวันเหมือนเดิมด้วยความหวังและพลังบวกที่หล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ ว่า “อย่างน้อยเธอก็ยังโชคดีที่แค่เสียขา แต่ยังมีดวงตาและสมองที่สมบูรณ์พร้อมจะดำรงชีวิตต่อไป”

เมื่อความจำเป็นของชีวิตบังคับ

แม้เหตุการณ์ที่ไม่ต่างจากฝันร้ายจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ภาพเหตุการณ์ที่ไม่ลืมนั้นยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของปูเป้ไม่มีวันจาง

เธอค่อยๆ กลั่นกรองเหตุการณ์ในวันนั้นที่เจ้าตัวเอ่ยปากว่า ถ้ามีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้จริง มีเพียงแค่ช่วงชีวิตเดียวที่เธออยากกลับไปแก้ไข ก็คือเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งเกิดขึ้นตอนเธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เทอม 1

ด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่ฐานะทางบ้านไม่เอื้ออำนวย พ่อแม่แยกทางกัน ปูเป้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน ซึ่งเธอบอกว่า จะใช้คำว่า “สลัม” ก็ไม่ผิด เธออาศัยอยู่กับยายและแม่ เพื่อจุนเจือครอบครัว เมื่อมีเวลาว่างเธอต้องแบกถังพลาสติกบรรจุน้ำแข็ง สำหรับแช่น้ำดื่ม 12 ขวดให้เย็นฉ่ำเพื่อนำไปขายบนรถไฟ

“วันหยุดทุกครั้งเราก็จะแบกน้ำไปขายบนรถไฟกับเพื่อนๆ แถวบ้าน จนวันที่เกิดเหตุ จำได้ว่าวันนั้นเราแอบขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ ซึ่งเป็นโบกี้เปล่า กะว่าไปถึงสถานีสามเสนก็จะกระโดดลง เพราะสถานีนี้รถไฟจะไม่จอด”

สำหรับคนนอกฟังแล้วอาจมองว่านี่คือพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ แต่สำหรับเด็กที่เติบโตมากับอาชีพเสริมนี้ นี่คือภาพคุ้นตา

“เราก็เคยทำแบบนี้มาหลายครั้ง เพราะเด็กที่มาขายของส่วนใหญ่ที่บ้านไม่ได้ให้เงินติดตัวมามาก เราเองก็พกติดตัวแค่ 10 บาท เพื่อเป็นเงินทอน เพราะฉะนั้นถ้าอยากประหยัดค่ารถก็ต้องอาศัยขึ้นรถไฟโบกี้เปล่าจากสถานีหนึ่งมาลงอีกสถานีหนึ่ง เพียงแต่ตอนลงต้องอาศัยจังหวะกระโดดลง แต่ที่ไม่คิดคือวันนั้นเราจะพลาด”

เล่ามาถึงตรงนี้ ปูเป้ค่อยๆ คลี่ยิ้ม แล้วเผยต่อว่า “วินาทีที่กระโดดพลาด มันเหมือนดูหนังแล้วภาพตัดไปเลย เราจำเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีก็นอนสลบอยู่ห้องไอซียูมา 9 วันแล้ว”

หลังจากได้ลืมตาขึ้นมาพบกับโลกความจริงอีกครั้ง ในตอนแรกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเผชิญกับความจริงโหดร้ายแค่ไหน

“พอฟื้นขึ้นมาตอนแรกยังสะลึมสะลือ คิดแต่ว่าต้องไปโรงเรียน จนได้คุยกับญาติถึงได้รู้ว่าตอนเกิดเหตุ เราเสียเลือดมาก จนใครเห็นก็คิดว่าไม่รอดแน่ เพราะภาพที่ทุกคนเห็นคือ มือข้างหนึ่งเราจับราวรถไฟไว้ แล้วก็โดนรถไฟลากไปจนหมดแรงเลยยอมปล่อยมือ ส่วนสภาพร่างกายตอนนั้นอาการสาหัสพอควร คุณหมอก็บอกว่าต้องตัดขาขวาทิ้ง เพราะจากเดิมที่คิดว่าจะรักษาได้ ปรากฏว่าเลือดไม่ไปเลี้ยง ถ้าปล่อยไว้จะทำให้เลือดเสียไหลเข้าสู่หัวใจ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด ตอนนั้นเพื่อรักษาชีวิตไว้ ครอบครัวเลยตัดสินใจให้คุณหมอตัดขาขวามาจนถึงบริเวณเหนือเข่าทิ้ง ส่วนขาซ้ายซึ่งสาหัสไม่แพ้กัน เพราะกระดูกแตกหมดเลย คุณหมอรักษาด้วยการให้ดามขาเหล็กไว้ข้างใน”

ถามว่า ตอนนั้นทำใจยากแค่ไหนที่ต้องเสียขาไป ปูเป้ตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า ตอนนั้นไม่ได้คิด จะเริ่มรู้สึกก็เมื่อต้องมาผจญภัยในโลกกว้างอีกครั้ง

ชีวิตติดลบได้เริ่มต้นอีกครั้ง

 

หลังจากรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 1 ปีเต็ม ในที่สุดปูเป้ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของชีวิต

“อย่างที่บอกว่าตอนอยู่โรงพยาบาลรักษาตัวเรายังไม่ค่อยรู้สึก แต่พอกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ถึงจะใส่ขาเทียมแต่เวลาอยากใส่ขาสั้นก็ใส่ไม่ได้แล้ว หรือถึงแม้ตอนนั้นกลับไปเรียนแล้วอาจารย์จะช่วยให้เรียนชั้นล่าง ไม่ต้องขึ้น-ลง บันได แต่เราเองตัดสินใจลาออก เพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันก็จบไปหมดแล้ว”

ช่วงที่ชีวิตยังเคว้งแต่ไม่สิ้นหวัง ปูเป้ไปร่วมกลุ่มศูนย์คนพิการพระมหาไถ่ พอรู้ว่าที่ศูนย์คนพิการที่พัทยา จะเปิดสอนการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานก็ไปเรียน ไปฝึกอาชีพที่นั่น จนสุดท้ายได้เข้าไปทำงานที่ฝ่ายผลิตของโรงงานแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เพื่อหารายได้ช่วยจุนเจือครอบครัว

11 ปีเต็มที่เธอตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เลิกงานก็ไปหารายได้เสริมที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือ ช่วยขายเคสโทรศัพท์ ติดฟิล์มสมาร์ทโฟน ถึง 4 ทุ่ม

“ตอนนั้นเราแค่คิดว่าด้วยสภาพร่างกายของเราทำให้หางานยาก เลยก้มหน้าก้มตาทำงานไป ถึงตอนนั้นเงินเดือนจะไม่สูงแต่ก็อยู่ได้ อาศัยหารายได้เสริม จนพอเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนได้เปิดโลกเลย เราได้ลองหางานใหม่ดูว่ามีที่ไหนรับสมัครคนพิการบ้าง ปรากฏว่าไปเจองานแม่บ้านโรงแรม เลยไปลองทำ ปรากฏว่าทำได้ 9 เดือนก็ลาออก มาได้งานที่ฟู้ดแพชชั่น เพราะเรารู้ตัวว่าชอบทำงานที่ได้พบปะผู้คนมากกว่า พอมาได้งานเป็นพนักงานต้อนรับที่นี่ รู้สึกว่าใช่เลย” ปูเป้ บอกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“เราเริ่มต้นจากใช้คอมพิวเตอร์พอเป็น ฝึกมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์เอ็กเซลได้แล้ว ค่อยๆ เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ จนตอนนี้จองตั๋วเครื่องบินให้กับผู้บริหารเป็นแล้ว” เธอบอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกายที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

ทุกวันนี้การได้ประจำการอยู่เบื้องหลังเคาน์เตอร์พนักงาน ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ของฟู้ดแพชชั่น เป็นด่านหน้าเพื่อต้อนรับแขกผู้มาติดต่อที่สำนักงานใหญ่ คือ ความสุขจากการทำงานที่รัก เธอไม่เพียงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ แต่ยังพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่องอย่างเต็มที่ที่มาทำงาน

ไหนๆ ก็ชวนคุยมาถึงเรื่องงาน ปูเป้ถือโอกาสบอกเล่าถึงหนึ่งในความภาคภูมิใจในการทำงานที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ทำให้หัวใจคนทำงานที่รักในงานบริการอย่างเธอหัวใจพองโตและจดจำไม่ลืม

“มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีแขกมาติดต่อ เราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ คือพยายามให้ข้อมูลกับเขาอย่างสุดความสามารถ ปรากฏว่าพอเขาจะกลับมาแลกบัตรคืน เขาให้บัตรดูหนังฟรีมาเป็นการตอบแทน มันทำให้เรารู้สึกว่านี่คือผลลัพธ์จากการทำงานอย่างตั้งใจ ไม่เคยมองว่าหน้าที่ของตัวเองไม่สำคัญ การทำงานที่นี่นอกจากจะเปิดโอกาสให้ได้ทำงานที่ชอบ เพื่อนร่วมงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ไม่เคยทำให้รู้สึกแย่ หรือคิดว่ามีปมด้อยแล้ว ยังปลุกพลังบวกให้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า ในเมื่อเราเป็นแบบนี้แล้วก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เรายังมีลูกชายที่ต้องดูแล เขาเป็นพลังที่ทำให้เรารู้สึกยอมแพ้ไม่ได้สักนาที”

ยิ้มให้กับชีวิตใหม่ (อีกครั้ง)

ตลอดเวลาที่ฟังเรื่องราวของปูเป้ สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจน คือ เธอไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเศร้า หรือรู้สึกตำหนิในโชคชะตาแม้แต่น้อย หากแต่มองว่านี่คือโชคชะตาที่ต้องยอมรับ

“เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ อยู่กับมันให้ได้”

ด้วยเข็มทิศชีวิตนี้นี่เองทำให้ไม่ว่าจะทำอะไร สาวหัวใจแกร่งไม่เคยปล่อยให้ร่างกายที่ไม่ครบ 32 มาเป็นอุปสรรค

“เวลาทำอะไร เราจะไม่คิดไปก่อนว่าเราทำไม่ได้ ถึงเราจะเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร ขอแค่กายพร้อม ใจพร้อมก็พอ วันนี้เราอาจจะวิ่งไม่ได้ แต่เราเดินในแบบของเราได้ เราแค่ทำเต็มที่ที่สุด ออกมาจากกรอบที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ มั่นใจในตัวเอง อาจจะมีหลายอย่างที่เราทำไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา อย่าปล่อยให้สายตาหรือคำดูถูกของคนอื่นมาเป็นอุปสรรคของเรา”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ปูเป้บอกว่า ขุมพลังบวกที่ทรงอานุภาพของเธอคือ “ลูก”

“เราย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่า เราทำเพื่อใคร ชีวิตนี้เราทำเพื่อลูก ตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆ ไม่ให้เขาต้องลำบาก วางแผนอนาคตให้เขาด้วยการทำประกันเผื่อไว้ ด้วยสภาพที่เราเป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้นะว่าเขาจะ

อายมั้ย แต่เราพยายามใช้ความรักของเราเติมเต็มให้เขา ถึงวันนี้เราจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ตาม เขาคือกำลังใจ เป็นลมหายใจที่ทำให้เรายอมแพ้ไม่ได้สักนาที ทุกวันนี้เราพยายามถ่ายรูป บันทึกเรื่องราวของเขาไว้เพื่อให้เขาดูตอนโต”

เมื่อมองย้อนกลับไป ถามว่าวันนี้เธอมองว่าตัวเองขาดอะไรหรือไม่ นอกจากร่างกายที่ไม่ครบ 32 เหมือนใครๆ สาวหัวใจแกร่ง แถมพลังบวกล้น ตอบอย่างฉะฉานว่า “ไม่เลย เราอาจจะดีกว่าหลายๆ คนด้วยซ้ำที่เกิดมาตาบอด หรือลำบากกว่าเรา เราเองเป็นแค่นี้ แค่ต้องเสียขาไป เพราะฉะนั้นเราต้องสู้ต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับเราไม่ใช่ฝันร้าย ฟ้าอาจจะสร้างให้เราเป็นแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม ณ สถานีรถไฟ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ปูเป้เข็ดขยาดจากรถไฟ

“ไม่ได้กลัวการขึ้นรถไฟค่ะ ยังขึ้นได้ปกติ เราคิดเสมอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของเราเอง จริงๆ ยายก็เคยเตือนนะว่า อย่ากระโดดขึ้น-ลงรถไฟแบบนั้น มันอันตราย เพราะมีเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงหลายคนที่เคยเผชิญกับอุบัติเหตุเลวร้ายแบบนี้ แต่ด้วยความเป็นเด็ก เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้ จำได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยบอกยายด้วยซ้ำว่า ถ้าวันหนึ่งคนที่โชคร้ายเป็นเรา เราขอยอมตาย แต่ไม่ยอมพิการ แต่พอวันหนึ่งมาเจอกับตัวเองจริงๆ เราก็ต้องผ่านมาให้ได้” ปูเป้ทิ้งท้าย

Classical Pigeon Pose Ardha Kapotasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564346

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 12:56 น.

Classical Pigeon Pose Ardha Kapotasana

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่าตระกูลนกพิราบสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าตึง กล้ามเนื้อต้นขาด้านในตึงหากต้องฝึกท่านี้โดยไม่มีการปรับท่าอาจส่งผลให้มีแรงกดดันบนหัวเข่าได้ ดังนั้นการตั้งนิ้วเท้าหลังยันพื้นไว้ดังภาพที่ 1 จะช่วยลดแรงกดที่หัวเข่าได้ หรือสำหรับบางคนการวางผ้ารองใต้ขาหน้า เพื่อช่วยยกตำแหน่งของสะโพกไม่ให้ต่ำเกินไป เพื่อลดแรงดึงที่ต้นขาด้านหน้ากับหัวเข่า สามารถช่วยลดแรงกดที่หัวเข่าได้เช่นกัน

สำหรับในเวอร์ชั่นนี้ ครูไม่ได้ให้ก้มพับตัวไปด้านหน้า แต่เป็นการฝึกเพื่อการโค้งหลังเพื่อช่วยเปิดหน้าอก เปิดหัวไหล่ ยืดหน้าท้อง คลายปวดเมื่อยกระดูกสะบักและแน่นอนช่วยเปิดสะโพก ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีอาการปวดหลังล่างรุนแรง หรืออาการปวดสะโพกร้าวลงขา ควรงดฝึกท่านี้

1.วางตำแหน่งขาขวาให้อยู่ระหว่างมือทั้งสองข้างโดยให้หัวเข่าขวาอยู่หลังข้อมือขวาส่วนหน้าแข้งขวาวางราบไปกับพื้นในขณะที่ขาซ้ายยืดยาวออกไปด้านหลังหน้าขาซ้ายวางราบลงกับพื้นตั้วนิ้วเท้าซ้ายยันพื้นไว้ หากสะโพกติดหรือเจ็บเข่าอาจใช้ผ้าลองใต้กันฝั่งขวาหรือจะพับผ้าวางใต้ขาขวาและใต้กระดูกรองนั่งฝั่งขวาทั้งหมดได้ตามความเหมาะสมจากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ ค้างท่าสักครู่หนึ่ง

2.หากทรงตัวได้สูดลมหายใจเข้าแล้วเลื่อนมือทั้งสองข้างที่วางพื้นขึ้นมาวางที่ขาขวา

3.หายใจออกส่งมือขวาไปวางที่ขาซ้ายด้านหลังส่วนมือซ้ายวางกดเท้าขวาด้านหน้าไว้

4.หายใจเข้าส่งมือซ้ายไปวางซ้อนทับมือขวาอีกทีจากนั้นหายใจออกไต่มือไปที่ต้นขาหลังให้ไกลขึ้นเท่าที่ไปได้

5.หายใจเข้าดันหัวใจขึ้นหาเพดานยืดอก คอยืดยาวสบายไม่หักคอ

ค้าทาประมาณ 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ พัลภา มาโนช แตกต่างอย่างเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564342

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ พัลภา มาโนช แตกต่างอย่างเข้าใจ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้มีประชากรไม่น้อยกว่า 80% ของประเทศไทยที่ใช้ชีวิตโดยมีเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงานออฟฟิศ หรือกระทั่งคนหาเช้ากินค่ำ แม่ค้าร้านตลาดต่างๆ ก็ใช้บริการในโลกออนไลน์แทบทั้งสิ้น เพราะมันช่วยให้ชีวิตสะดวกรวดเร็วขึ้นทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น โดยเฉพาะการใช้ LINE ในประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 45 ล้านคน และมีผู้ใช้LINE มากถึง 42 ล้านคน เพราะ LINE ใช้งานง่ายสุดแถมมีบริการที่ให้ใช้ได้ฟรีมากมายทั้งส่งข้อความ สติ๊กเกอร์ โทร และวิดีโอคอล

นอกจากนี้ ยังมี LINE MAN LINE TAXI หรือดูหนังฟังเพลงซื้อของผ่าน LINE ต่างๆ มากมาย ถือว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีคู่แข่งน้อย ใครๆ ก็เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงวัย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว้างทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

LINE TV มีการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น 20 ล้านดาวน์โหลด สามารถใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และยังทำซีรี่ส์ของตัวเองปีละหลายเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มผู้ชมของ LINE TV เป็นเพศชายร้อยละ 54 และเพศหญิงร้อยละ 46 อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 15-40 ปี เวลาในการรับชม LINE TV เฉลี่ยอยู่ที่ 176 นาที/วัน

2 ผู้บริหารหนุ่มสาวผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ LINE ประเทศไทย กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ ผู้บริหารหนุ่มมาดเท่สุขุมลุ่มลึก และพัลภา มาโนช หัวหน้าธุรกิจ LINE TVหญิงสาวอารมณ์ดีมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา แม้คิวประชุมของทั้งคู่จะแน่นเอี้ยด แต่ทั้งสองก็ใจดีปลีกเวลามาให้สัมภาษณ์อย่างยิ้มแย้มและเป็นกันเอง

เริ่มจาก กวิน ผู้บริหารหนุ่มที่มาร่วมงานกับ LINE มาได้ 3 ปี ก่อนหน้านี้เขาทำงานทางด้านการเงินและที่ปรึกษาธุรกิจมาก่อน เพราะเขาจบปริญญาตรีจากอเมริกา ทางด้านวิศวะและเศรษฐศาสตร์ และจบปริญญาโท ทางด้านบริหารจากประเทศอังกฤษ

ทั้งที่ความชอบส่วนตัวนั้น เขาอยากเรียนสถาปัตย์มากกว่า แต่ที่บ้านทำธุรกิจครอบครัวจึงอยากให้เขาเรียนด้านบริหารธุรกิจมากกว่า แต่ที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้ทำธุรกิจกับที่บ้านเท่าไหร่นัก

จากการเป็นนักการเงินและเป็นที่ปรึกษาธุรกิจมาก่อน แล้วมาอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องปรับตัวพอสมควร เพราะธุรกิจการเงินเป็นเรื่องซีเรียสจริงจัง กฎกติกาเยอะ สายงานยาว คิดอะไรขึ้นมากว่าจะสรุปผลนำมาใช้งานใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่มาอยู่ LINE เป็นธุรกิจที่คิดเร็วทำเร็วเห็นผลเร็ว มีความเป็นอาร์ตสูง

“ซึ่งก็ดี เพราะบางครั้งเราก็อยากเห็นอะไรที่คิดมาแล้วปรากฏเป็นรูปธรรมเร็วๆ เห็นผลชัดเจนประเมินผลได้ไว ว่ามันใช่หรือไม่ อย่างที่บอกว่าลึกๆ ผมก็ชอบทางอาร์ตถึงอยากเรียนสถาปัตย์ พอมาทำงานที่ LINE มันดึงความเป็นอาร์ต ความเป็นศิลปะในตัวผมออกมาใช้เยอะขึ้น เหมือนได้ปล่อยของ

ผมรู้สึกว่าได้ทำงานแบบรีแลกซ์ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ตอนที่ทำการเงินนี่แทบไม่ค่อยดึงความเป็นศิลป์ในตัวออกมาใช้สักเท่าไหร่ คนเราต้องมีทั้งความเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์อยู่ในตัว มันจะได้บาลานซ์ ซึ่งงานที่นี่ลงตัวเป๊ะ ได้ใช้ทั้งสองอย่างทำงานได้สนุกขึ้น เวลามีนโยบายอะไรใหม่ๆ มา ทำแล้วเห็นผลเร็วไม่ต้องรอนาน (ยิ้ม) ตรงนี้จึงโอเคสำหรับผมมาก”

กวิน ถือเป็นทีมผู้บริหารที่ดูแลงานทั้งสองส่วนคือ LINE TODAY และ LINE TV-VDO นำเสนอบริการให้ครบวงจร ทั้งโทร แชต VDO เกม เป็น LINE บริการที่หลากหลายรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งสาระบันเทิง ชีวิตประจำวันต่างๆ เรื่องกิน เรื่องเดินทาง ข่าวสารต่างๆ รวมทั้งผลิตคอนเทนต์เองบางส่วน

การทำงานของเขามี พัลภา มาโนช เป็นผู้ช่วยในการทำงาน ถือว่าเธอเป็นมือขวาที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เขามานานตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เอกชัยบอกว่าเธอทำงานตรงส่วนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะพัลภามีประสบการณ์ทางด้านเพลงทั้งไทยและต่างประเทศมาก่อน จึงทำให้งานตรงนี้ครบถ้วนเป็นก้อนเดียวกันแบบกลมกลืนไม่มีการแยกส่วน

“ถือว่าเป็นทีมเวิร์กที่ลงตัวมากๆ สามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เขาเป็นทีมซัพพอร์ตที่ดีมาก เวลามีนโยบายอะไรใหม่ๆ เขารับไปแล้วต่อยอดได้เลย ไม่ต้องกังวล แล้วก็สื่อสารกันได้ทุกเรื่อง วัยเราไล่เลี่ยกันคุยภาษาเดียวกัน ก็เลยทำงานกันได้อย่างสบายใจ ในเรื่องงานเขาเต็มที่ไว้ใจได้”

ทางด้าน พัลภา นั้น เธอรับผิดชอบงานด้าน LINE TV รวบรวมคอนเทนต์วิดีโอความบันเทิงทุกรูปแบบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว โดยคอนเทนต์บน LINE TV มีทั้งออริจินัลคอนเทนต์ที่สามารถรับชมได้บน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น

และมีรายการทีวีย้อนหลัง ครอบคลุมในรูปแบบของละคร รายการบันเทิง รายการวาไรตี้ และเพลง โดยคอนเทนต์หลักบน LINE TV แบ่งออกเป็นกลุ่ม 7 ประเภท ทั้งละคร บันเทิง เพลง ไลฟ์สไตล์ กีฬาแอนิเมชั่น ถ่ายทอดสด ซึ่งช่องทางการรับชม LINE TV สามารถดูคอนเทนต์ LINE TV ฟรี ผ่านช่องทางได้ทั้งระบบ iOS และระบบแอนดรอยด์ หรือจะดูในคอมพิวเตอร์ http://tv.line.me

เธอบอกว่า ปี 2017 LINE TV คือผู้นำอันดับ 1 ของทีวีรีรัน (ชมทีวีย้อนหลัง) ในประเทศไทย โดยได้ขยายความร่วมมือไปยังพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านละครอย่างช่อง 3 เวิร์คพอยท์ ช่อง 8 รวมถึงการดูละครย้อนหลังบน LINE TV ก่อนแพลตฟอร์มอื่น อย่างช่อง one31 และ GMM 25

นอกจากนี้ LINE TV ยังจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นผู้ผลิตรายการและละครอย่าง TV Thunder JSL Global Media Bear Cave Nomadik GMM TV และกันตนา กรุ๊ป เพื่อผลิตคอนเทนต์คุณภาพให้แก่ผู้ชม LINE TV อีกด้วย เพราะทุกคอนเทนต์บน LINE TV ได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี

พัลภา ถือเป็นหัวหน้างานที่ทำงานอย่างมีความสุข เธอยิ้มแย้มอารมณ์ดี เติบโตมาจากงานด้านเพลงจากบริษัทต่างประเทศ มีความเป็นอาร์ตและบันเทิงในตัวสูง มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทผู้ผลิตเพลงและรายการบันเทิงอยู่พอตัว งานตรงนี้จึงถือว่าเป็นทางของเธอ จึงส่งพลังในเรื่องงานอย่างเต็มที่

แม้ว่าบางครั้งเธอจะมีความคิดที่เป็นอาร์ตมากเกินไปสักหน่อย แต่พอมาเจอกับผู้บริหารที่คิดแบบเป็นกระบวนการที่มีระบบ ก็เลยเสริมจุดเด่นลบจุดด้อยให้กันและกันได้อย่างพอดิบพอดี

“เพราะการที่เหมือนกันมากเกินไปอาจจะไม่ใช่ข้อดีเสมอไป ทำให้คิดอะไรได้ไม่แตกต่าง ถ้ามีมุมที่ต่างกันบ้างจะมีข้อแลกเปลี่ยนในมุมมองความคิดที่หลากหลายขึ้นกลมกล่อมขึ้น”

พัลภา บอกว่า ถือว่าเป็นความโชคดีของเธอที่ได้ร่วมงานกับ กวิน

“เขาถือเป็นผู้บริหารหนุ่มที่มีวิชั่น สุขุม รอบคอบ พูดไม่เยอะ แต่พูดจริงทำจริง สื่อสารง่ายตรงประเด็น สั้นง่ายได้ใจความ แล้วพูดภาษาเดียวกันทำให้ทำงานด้วยแล้วสบายใจ เขาไม่ขี้เล่นแต่ก็ไม่ดุ มีเหตุมีผลรับฟัง ตรงไปตรงมา เรามาสายอาร์ตตลอดชีวิตการทำงาน บางทีคิดอะไรมันก็เหมือนจะอาร์ตเกิ๊น สุดขั้วเกินไป เขาจะคอยแตะเบรกเรา แบบว่าอย่าคิดเกินจริง

เขามีกระบวนการคิดที่เป็นระบบไม่ฟุ้งไม่ฝัน จะดึงเรากลับถ้าอาร์ตเกินไป แต่ก็ไม่ได้กดดันมากจนเราหยุดฝันนะ เขาชัดเจนตรงประเด็น เงียบๆ ไม่พูดเยอะ บางทีเราก็อยากให้เขาเฮฮากว่านี้ (หัวเราะ) เกรงว่าจะซีเรียสเกินไป เป็นห่วง อยากให้เขารักษาสุขภาพ เพราะเขาทำงานจนดึก ก็ถือว่าเติมเต็มในเรื่องงานซึ่งกันและกัน เขามีศาสตร์เรามีศิลป์ เลยลงตัว แล้วที่นี่วัฒนธรรมแบบคิดเร็วทำเร็วเห็นผลชัด ถ้าได้หัวหน้าที่ส่งเสริมดี งานก็เดินเร็ว แฮปปี้ด้วยกันทุกฝ่าย” พัลภา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

เดินทางผ่านมุมมองของคู่รัก ‘ไปกันนะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564335

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

เดินทางผ่านมุมมองของคู่รัก ‘ไปกันนะ’

โดย รอนแรม ภาพ : ไปกันนะ

เธอและเขาได้เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้สนุกขึ้นผ่านภาพคู่ที่ไม่ธรรมดา ทั้งการโพสท่าที่ต้องร้อง ว้าว! และการหามุมถ่ายภาพในสถานที่ที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยมองเห็น ซึ่งเป็นการมองในมุมช่างภาพอย่าง “ออม” ปาณิตา ปานพรหม และแฟนหนุ่ม “นัท” ปิยณัฐ ชโลปกรณ์ คู่รักเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ไปกันนะ : Pai Gun Na ที่ไม่ใช่แค่ออกเดินทาง แต่ยังอยากเก็บภาพสวยๆ ไว้เป็นความทรงจำ

“เพจนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 5 นาทีในรถ เพราะออมเป็นช่างภาพทำให้ได้ไปถ่ายงานตามต่างจังหวัดบ่อย ซึ่งพอทำงานเสร็จออมกับนัทก็ชอบไปเที่ยวกันต่อ วันนั้นจำได้เราคุยกันในรถว่าอยากมีไดอารี่เก็บเรื่องราวตอนที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เลยกดทำเพจในเฟซบุ๊กเพื่อบันทึกความทรงจำของเราสองคน” ออมเล่าถึงที่มาที่ไปของเพจยอดไลค์ 5.5 แสนในเวลา 1 ปีครึ่ง

เธอกล่าวต่อถึงคอนเซ็ปต์ของเพจนี้ว่า เธอและนัทตั้งใจสร้างเพจเพื่อแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ทุกภาพต้องมีทั้งคู่เป็นองค์ประกอบ

“เราพยายามสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนคนอื่น โดยโพสต์แรกเป็นโพสต์ที่รวบรวมชุดธีมคู่เวลาออมกับนัทไปเที่ยว เพราะเวลาไปเที่ยวไหนเราจะชอบใส่เสื้อผ้าเป็นธีมเดียวกันหรือคล้ายกัน เพื่อว่าถ่ายรูปออกมาจะทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น และเราเลือกปล่อยโพสต์แรกออกไปในช่วงวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว (2560) ทำให้เพจเป็นที่รู้จักและมีคนกดไลค์เพจ 3 หมื่นไลค์ในคืนเดียว”

รูปคู่ที่เธอกล่าวถึงไม่ใช่รูปธรรมดาที่มีคู่รักอยู่ในภาพ แต่เป็นรูปคู่ที่ผ่านกระบวนการคิดในมุมมองของช่างภาพ โดยคำนึงถึงแสง เงา องค์ประกอบในภาพ และท่าทางของทั้งสองคน

ทำให้รูปนั้นสะท้อนถึงความงดงามของสถานที่ และบรรยากาศของความรักจากออมและนัท กลายเป็นภาพคู่รักที่อยากไปเที่ยวตามและทำให้ตาร้อนผ่าวในเวลาเดียวกัน

ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของภาพ ทำให้ออมและนัทผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์แนวไลฟ์สไตล์เต็มตัว หลังจากเปิดเพจได้เพียง 3 เดือน เปิดโอกาสให้เธอได้เดินทางและสนุกไปกับการใส่ไอเดียลงไปในภาพมากขึ้น

“พอการท่องเที่ยวกลายเป็นงาน ทำให้เราสองคนต้องขยันและรู้สึกว่าท้าทายตัวเองกว่าเดิม”

ออมมีหน้าที่ถ่ายภาพนิ่ง เตรียมเสื้อผ้า และเขียนเนื้อหา ส่วนนัทมีหน้าที่ถ่ายวิดีโอและตัดต่อออกมาเป็นคลิป

“แต่สุดท้ายแล้วงานที่ออกมาก็ยังเป็นตัวเราอยู่ดี เรายังคงรักษาคอนเซ็ปต์ของตัวเองไว้ โดยทุกรูปเรายังตั้งกล้องถ่ายกันเอง เพราะเรายังทำเพจด้วยกันเองแค่สองคน”

ออมกล่าวด้วยว่า การเดินทางกับคนรักจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับความสัมพันธ์ เพราะการอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เห็นตัวตนของอีกฝ่าย ทำให้เห็นความเอาใจใส่ การแก้ไขปัญหา และได้แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่ดีที่สุด

เพจไปกันนะ ทำให้เธอและเขาไปเยือนมาแล้ว 12 ประเทศ และก้าวต่อไปของทั้งคู่คือการต่อยอดจากเพจไปสู่เว็บไซต์ http://www.couplemustgo.com โดยจะให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อขยายกลุ่มผู้ติดตามไปทั่วโลก ซึ่งคาดว่าบ้านหลังนี้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ต.ค. 2561

ระหว่างนี้สามารถติดตามได้ที่บ้านหลังเดิมทางเพจเฟซบุ๊ก ไปกันนะ : Pai Gun Na และอินสตาแกรม paigunna จะได้เห็นไอเดียในการถ่ายภาพ และดื่มด่ำกับฉากหลังที่สวยงามไม่แพ้ความน่ารักของทั้งสองคน