ศรันย์ ไมตรีเวช มูลนิธิบูรณพุทธ ให้ธรรมะส่งเสริมศาสนาในใจคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564329

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ศรันย์ ไมตรีเวช มูลนิธิบูรณพุทธ ให้ธรรมะส่งเสริมศาสนาในใจคน

โดย อณุสรา ทองอุไร

สังคมที่ดีและน่าอยู่ก็คือต้องเป็นสังคมที่มีผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีผู้ให้มากสังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้นไปอีก และการให้นั้นไม่ได้หมายถึงการให้เงินแต่เพียงอย่างเดียว ให้ในแบบที่คุณถนัดคุ้นเคยก็ได้

เช่นเดียวกับเขาคนนี้ ศรันย์ ไมตรีเวช หรือที่ในแวดวงนักเขียนคนอ่านหนังสือแนวธรรมะรู้จักเขาดี เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” เบื้องหน้าเขาคือนักเขียนหนังสือแนวธรรมจิตใจ มีหนังสือเบสต์เซลเลอร์หลายเล่ม เช่น “7 เดือนบรรลุธรรม” “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” “ดูใจชั่วนิรันดร์”และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 30 เล่ม

เมื่อศึกษาเรื่องธรรมะและเขียนเรื่องธรรมะมากๆ จนเข้าใจดีว่าธรรมะนั้นเป็นของดี เป็นวัคซีนคุ้มกันจิตใจไม่ให้แกว่งและหวั่นไหวไปง่ายๆ เมื่อทำงานมามากกว่า 20 ปี ก็อยากจะทำมูลนิธิที่ส่งเสริมธรรมะขึ้นมา

ในปลายปี 2558 เขาคิดว่าชีวิตมันยังไม่เติมเต็ม ยังไม่ชุ่มชื่นหัวใจเพียงพอ รู้สึกอยากสร้างพระประธานให้วัดที่ยังขาดสัก 2-3 วัดที่ต่างจังหวัด เพราะอยากทำบุญจริงจัง

เมื่อแฟนเพจของดังตฤณทราบ ก็อยากช่วยทำบุญด้วย มีบริจาคเข้ามากว่า 1.4 ล้านบาท เงินเยอะมากกว่าที่คิดก็เลยตั้งเป็นมูลนิธิเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการบำรุงพระพุทธศาสนา ชื่อมูลนิธิบูรณพุทธ

“เพราะเราคิดว่าศาสนาพุทธที่แท้นั้นเป็นเครื่องบำรุงจิตใจเป็นวัคซีนป้องกันใจได้เป็นอย่างดี ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้”

ศรันย์ได้สร้างพระประธานให้กับวัดที่ขอมา โดยตลอดปี 2559 สร้างไปทั้งหมด 140 วัด แต่ก็ยังมีเงินเหลือ จึงนำเงินบริจาคที่เหลือเพื่อไปซ่อมแซมพระพุทธศาสนา เพราะรู้สึกว่าตกต่ำลงไปมาก

“ด้วยการซ่อมจิตใจ ซ่อมสติ โดยเริ่มจากเด็กๆ ชาวเขาที่เขาอยากบวชเณรอยากบวชพระเพราะเขาสนใจในพุทธศาสนา เพราะอยากปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กมีความรู้เอาตัวรอด เขาจะได้ไม่นับถือผีสาง เพื่อให้เด็กมีความรู้ฉลาดเอาตัวรอด ให้เด็กมีจิตใจที่ดี

เด็กชาวเขาส่วนใหญ่ฉลาดแต่ขาดโอกาส เมื่อได้รับการสนับสนุนที่ดีหลายคนเรียนสูงเป็นถึงดอกเตอร์ แล้วเด็กพวกนี้จะรักถิ่นเกิดไม่ทิ้งพื้นที่อยู่ทำประโยชน์ให้กับชุมชนของเขา เราจึงอยากสนับสนุนให้โอกาสให้เขามีความรู้ รักษาศีลธรรมที่ดี เป็นคนดีของชุมชนช่วยพัฒนาท้องถิ่นเขาได้ในอนาคต และจะทำไปเรื่อยๆ เท่าที่เด็กต้องการจะบวช” ศรันย์ กล่าวอย่างตั้งใจ

จุดประสงค์ก็คือ ส่งเสริมให้ศาสนาได้เข้าถึงจิตใจคน ศรันย์ จะไม่เน้นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นถาวรวัตถุมากนัก ถ้าเป็นวัดเก่าที่ให้ช่วยซ่อมแซมจะทำ

“แต่สร้างใหม่มากมายเกินจำเป็นนั้นไม่เน้น แต่เน้นสร้างจิตใจที่ดีมีคุณธรรม ที่เคยไปสร้างคือซ่อมวัดที่เริ่มทรุดโทรม โดยไม่จ้างใครทำ แต่ไปลงมือลงแรงกันเองช่วยกันสร้างจนสำเร็จ”

รวมทั้งให้อุปกรณ์การเรียนธรรมะ ด้วยการให้หนังสือ อุปกรณ์การสอนต่างๆ โดยจะทำนิทานเด็กเป็นการ์ตูนธรรมะ ไม่ใช่เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย แต่เป็นเรื่องของความดีความชั่วมีตัวแทนฝ่ายดีฝ่ายร้าย ให้เด็กรู้สึกสนุกไม่น่าเบื่อ ทำเป็นตัวการ์ตูนที่สีสันสดใสมีเรื่องเป็นตอนๆยาว 20 ตอน ชื่อเรื่อง “จอมเทพ” โดยเขาได้ทดลองอ่านให้ลูกชายวัย 7 ขวบฟัง ลูกก็สนุกรอให้เขามาเล่าเรื่องทุกคืน ซึ่งก็น่าจะได้ผลดีกับเด็กคนอื่นๆ ด้วย

เอกชัย ธาราพรทิพย์ คีย์ฟื้นธุรกิจของเมย์แบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564319

  • วันที่ 15 ก.ย. 2561 เวลา 09:51 น.

เอกชัย ธาราพรทิพย์ คีย์ฟื้นธุรกิจของเมย์แบงก์

เอกชัย ธาราพรทิพย์ วัยย่าง 41 ปี รองกรรมการผู้จัดการและรองหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ผู้เป็นคีย์สำคัญที่ทำให้เมย์แบงก์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ภายหลังสูญเสียประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดูแลด้านค้าหลักทรัพย์และทีมงานและลูกค้าบางส่วนไป

ด้วยงานวิจัยที่ใส่ใจลูกค้า ทำให้กลับมาตั้งหลักได้ แม้ว่าปัจจุบันครองอันดับ 2 ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์แต่ก็ไม่ทิ้งห่างจากแชมป์มากนัก

เอกชัย เข้ามาเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการที่เมย์แบงก์ ช่วงที่บริษัทกำลังเคว้ง เกิดการเปลี่ยนแปลง สุกิจ อุดมศิริกุล อดีตกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ช่วงนั้น (ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการด้านงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์) กำลังหาทีมงานเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างพอร์ต จึงทาบทาม เอกชัย ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ให้เข้ามาช่วยพัฒนาเนื้อหาบทวิจัยให้ตรงใจลูกค้า

ผลการเข้ามาในเมย์แบงก์ของเอกชัย และการสร้างพอร์ตให้ตรงใจลูกค้า ทำให้มูลค่าการซื้อขายพอร์ตนักลงทุนสถาบันในประเทศมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17% นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2560 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัย บลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นลูกค้าที่ใช้บริการเมย์แบงก์มาก่อน และเป็นลูกค้ามาตั้งแต่อยู่ บลจ.กสิกรไทย เป็นความท้าทาย เพราะได้ใช้ประสบการณ์จริง ได้ทำงานที่กว้างกว่า จากเดิมที่เป็นงานวิจัยเพื่อการลงทุนของ บลจ.เท่านั้น แต่งานวิจัยเมย์แบงก์นั้นให้บริการทั้ง บลจ.และรายย่อย และคิดถูกที่ตัดสินใจมาเพราะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าได้ ดึงลูกค้ากลับมาเทรดกับเรา จากเดิมที่เคยตีจากไป”

พอร์ตแนะนำการลงทุน ที่ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์คิดค้นขึ้น เพื่อแนะนำการลงทุนให้แก่ลูกค้า เอกชัย บอกว่าแบ่งเป็น 3 สไตล์ โดยสไตล์แรก “ไร้ใจ” เป็นการลงทุนที่ประมวลและคัดเลือกหุ้นจากสถิติและข้อมูลจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน สไตล์ที่สอง “ใส่ใจ” การลงทุนกระจายความเสี่ยงและมีวินัย และสไตล์ที่สาม “อุ่นใจ” การลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

“ทั้งนี้จะนำเสนอให้กับลูกค้าของบริษัทเท่านั้น ผ่านผู้แนะนำการลงทุน และผู้แนะนำการลงทุนจะส่งต่อลูกค้าผ่านช่องทางการส่งอีเมลและไลน์ อีกทั้งลูกค้ายังสามารถล็อกอินเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท โดยจะมีการโพสต์อัพเดททุกครั้งเมื่อปรับพอร์ต ซึ่งพอร์ตแต่ละประเภทจะเลือกหุ้นเด่นไม่เกิน 10 ตัว เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนตัดสินใจลงทุน”

นอกจากนั้น นักลงทุนทั่วไป (ไม่ต้องเป็นลูกค้า) ยังรับข้อมูล บทวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ได้หลากหลายช่องทางฟรี ได้แก่ LINE @MAYBANKFRIENDS ซึ่งมีสมาชิก 3.3 หมื่นคน เปิดให้บริการเมื่อเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเทียบได้เป็นที่ 3 ของการใช้งานไลน์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ส่วนทาง Facebook : Maybank Kim Eng Thailand มียอดผู้ติดตามจำนวน 8.8 หมื่นคน และจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการนำเสนอ ข้อมูลบทวิเคราะห์ แบบไลฟ์สดเป็นประจำทุกวัน รับชมผ่านทางเฟซบุ๊กของบริษัทได้ 3 ช่วงเวลาของ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ก็ได้ผลการตอบรับที่ดีทั้ง 3 ช่วงเวลา

ทั้งนี้ ทีมนักวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ทั้งหมด 14 คน รวมถึง สุรชัย ประมวลเจริญกิจ รักษาการหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์หัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ นักวิเคราะห์พื้นฐาน 8 คน/นักวิเคราะห์ด้านเทคนิค 2 คน/นักกลยุทธ์การลงทุน 2 คน คือ วิจิตร อารยะพิศิษฐ์ และสรพล วีระเมธีกุล มีบทวิเคราะห์ครอบคลุมหุ้น 130 ตัว ได้แก่ หุ้นจาก SET100 + หุ้นที่มีสภาพคล่อง + หุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

สำหรับ เอกชัย จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์เคมีเทคนิค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยวอร์ริก อังกฤษ จากนั้นเข้าทำงานอยู่บริษัทขนาดใหญ่ อาทิ เป็นวิศวกรระบบที่บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) ที่บริษัท Kao Industrial (Thailand) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์บริษัท ฮอลลีวู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล และฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาและการวางแผนบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี

ก่อนที่จะมาเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนที่ บลจ.กสิกรไทย และผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บลจ.ไทยพาณิชย์ ในที่สุด เอกชัย เล่าว่า งานที่เมย์แบงก์คล้ายที่ บลจ. คือ การเลือกหุ้นที่ใช่ในเวลาที่ใช่ให้ บลจ. แต่งานที่เมย์แบงก์ต้องเลือกให้รายย่อยด้วย

หน้าที่ของเอกชัยคือ ทำงานด้านการตลาด เข้าพบลูกค้า พาลูกค้ามาห้องค้าเพื่อให้นักลงทุนพบบริษัท พานักลงทุนไปรู้จักรัฐบาล ให้ความรู้นักลงทุน

“ก่อนหน้านี้ผมไปต่างประเทศบ่อย แต่ทำงานให้ บลจ.ซับซ้อนมากกว่า แต่งานที่ บล.ครอบคลุมมากกว่า ตอบโจทย์คนละแบบ ผมนำข้อมูลจากทีมวิจัยไปใช้ในการนำเสนอลูกค้า โดยทีมวิจัยมีหลากหลายอายุตั้งแต่ 30-50 ปี”

วันเสาร์-อาทิตย์ เอกชัยใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านติดตามข่าวสาร ถ้ามีข่าวสารการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญก็ส่งต่อข้อมูลให้ลูกค้า การเข้ามาในเมย์แบงก์ในช่วงที่ไม่ธรรมดา เส้นทางภายหลังการฟื้นตัวของ บล.แห่งนี้ คงมีหนุ่มคนนี้อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564073

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สิทธิการเงินวัยเกษียณ ได้มากกว่าที่คิด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay

ในวันที่เรามีความสามารถในการหารายได้ลดลง เรี่ยวแรงถดถอย แม้จะมีเงินเก็บมากมายแต่คงไม่อาจสู้ได้กับค่าเงินเฟ้อที่อาจทำให้เงินเก็บของเรานั้นมีค่ามากพอที่จะเอาตัวรอดได้ในยุคสมัยใหม่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันเกษียณจะเป็นช่วงเวลาแห่งความลำบากและต้องพึ่งพาตัวเองเพียงลำพังเสมอไป แต่แท้จริงแล้วเป็นวัยที่ได้รับสิทธิประโยชน์การดูแลจากรัฐบาลอยู่ไม่น้อยแม้จะไม่เท่าต่างประเทศที่ประชาชนต้องเสียภาษีในราคาแพงแต่สามารถแลกด้วยสวัสดิการวัยชราให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มิหนำซ้ำเราอาจพลาดการใช้บางสิทธิไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย

ส่วนลดครึ่งราคา

สิทธิประโยชน์แรกที่ให้กับผู้สูงอายุและเยาวชนก็คือ ตั๋วเดินทางครึ่งราคา เช่น ราคาตั๋วรถโดยสาร ขสมก., บขส., รถไฟฟ้าใต้ดิน, เรือด่วนเจ้าพระยา (จะต้องทำบัตรที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม ท่าน้ำสาทรทั้งหมดจะได้รับสิทธิจ่ายเพียงแค่ครึ่งราคา)

สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟจะได้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะเดือน มิ.ย.-ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่มีผู้โดยสารเดินทางไม่มากนัก หากเดินทางในช่วงเวลาอื่นผู้สูงอายุจะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 100 บาท

เข้าชมฟรีและมีครึ่งราคา

เที่ยวที่ไหนก็มีแต่คนคอยให้การต้อนรับขับสู้ราวกับเป็นบ้านของเราเอง สถานที่ท่องเที่ยวของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวนสัตว์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีทั้งให้เข้าชมฟรีเพียงแค่แสดงบัตรประชาชน หรือบัตรผู้สูงอายุเพื่อเข้าชมฟรี

สำหรับโครงการหลวงหรือสถานที่เอกชน ที่เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สถานที่เหล่านี้พร้อมมอบกำไรคืนสู่สังคมด้วยการลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ เช่น พระตำหนักดอยตุง พร้อมมอบสิทธิลดครึ่งราคาให้กับผู้สูงอายุ สวนสัตว์เชียงใหม่และสวนสยาม ก็ให้สิทธิผู้สูงอายุจ่ายเพียงครึ่งราคาเช่นกัน

ถือว่าเหมาะแล้ว เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่แค่อยากเข้าไปเดินเที่ยวเล่น ระลึกความหลัง เข้าไปนั่งพักผ่อน อัพเดทความรู้ ไปเดินดูแลเด็กๆ ไม่ได้เข้าเล่นเครื่องเล่น หรือร่วมทำกิจกรรมภายในมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็มราคา

ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐ

หากคุณกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ายังชีพอื่นๆ รัฐมีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มิได้รับเงินรายได้ประจำจากภาครัฐ ซึ่งมีผลตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 โดยผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-69 ปี ให้จ่าย 600 บาท/เดือน อายุ 70-79 ปี ให้จ่าย 700 บาท/เดือน อายุ 80-89 ปี ให้จ่าย 800 บาท/เดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อเดือน ยิ่งอายุมากก็ยิ่งจ่ายมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนผู้สูงอายุที่จะมอบเงินทุนในการตั้งต้นหารายได้เสริมประกอบอาชีพ โดยแบ่งเป็นเงินทุนดำเนินการโครงการขนาดเล็ก ให้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาท โครงการขนาดกลาง วงเงินไม่เกิน 5 หมื่น-3 แสนบาท และโครงการขนาดใหญ่วงเงินเกิน 3 แสนบาท

ส่วนมากแล้วโครงการที่ขอจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใหญ่ เช่น เป็นโครงการจัดตั้งกลุ่มประกอบอาชีพของผู้สูงอายุในชุมชน เป็นต้น หากมีเพื่อนบ้านในวัยเดียวกันอยากรวมกลุ่มกันทำธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อย

นอกจากกองทุนกู้ยืมแล้วยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับผู้สูงอายุโดยตรง โดยให้คนละไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน ซึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/เดือน หากเป็นการกู้ยืมรายกลุ่มไม่ต่ำกว่า 5 คน จะได้กู้ยืมในวงเงิน 1 แสนบาท และต้องใช้ผู้ค้ำประกันในจำนวนเท่ากับผู้ยืม

การชำระคืนคิดเป็นรายเดือน ไม่เกิน 3 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย สามารถหาข้อมูลสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของกองทุนผู้สูงอายุได้ที่เว็บไซต์ http://www.olderfund.dop.go.th

แหล่งช่วยเหลือฉุกเฉิน

หากคุณไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษายังมีสิทธิประกันสังคมและสิทธิบัตรทองให้เลือกใช้ นอกจากนี้หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยังมีเงินกองทุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยถึงสถานที่เกิดเหตุโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ 1330

สำหรับเหตุฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลทีใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยทำการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีสิทธิบัตรทองหรือบัตรประกันสังคมดูแลอยู่ได้

ช่วยให้คุณปลอดภัยและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง หลายท่านอาจจะบอกว่าซื้อประกันสุขภาพไว้แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าประกันสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งกรมธรรม์ที่มีคนร้องเรียนเรื่องการไม่ดูแลและข้อยกเว้นที่ปกปิดในเอกสารมากที่สุด อีกทั้งเมื่ออายุเกิน 80 ปี ก็ไม่มีบริษัทประกันที่ไหนกล้าให้เราทำประกันกับเขาอีกแล้ว

ดังนั้น ศึกษาเรื่องประกันสังคมและสิทธิบัตรทองไว้ก่อนก็ดี เพื่อที่คุณจะไม่ต้องเสียเงินหลายหมื่นบาทกับสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง

กินและออกกำลังกาย ตามช่วงวัยให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564076

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

กินและออกกำลังกาย ตามช่วงวัยให้อายุยืน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

ใครบอกว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข มันไม่จริงเลยสักหน่อย เพราะเมื่อวัยวุฒิของคุณเพิ่มขึ้น คุณวุฒิของคุณก็เพิ่มขึ้นตาม แต่สภาพของวัยวุฒิของคุณกลับลดลง และลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากคุณไม่เคยดูแลตัวเองเลย

เคยลองสังเกตมั้ยว่า ทำไมตัวเองเหนื่อยง่ายขึ้น ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวมากขึ้น และบ่นมากขึ้น (หรือเปล่า?) เมื่อสภาพร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ คุณก็ควรจะต้องเลือกใช้งานร่างกายให้เหมาะสมตามวัย ตามสภาพร่างกาย อย่าฝืนสังขารหรือหักโหมมากจนเกินไป เพราะมันอาจจะส่งผลเสียต่อตัวคุณเองได้

ลองมาดูเคล็ดลับในการปรับการกิน และการออกกำลังกายตามช่วงวัย เพื่อให้อายุยืนกันดีกว่า

วัยเลข 2

คนในวัยนี้จะมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพลังและความตื่นตัวสูง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อาหารการกิน : คนในวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับอาหารที่ให้พลังงาน จำพวกโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว แป้ง และน้ำตาล

กีฬาและการออกกำลังกาย : คนวัยนี้สามารถเล่นกีฬาที่เน้นความคล่องแคล่วว่องไว หรือกีฬาที่ใช้ทักษะเฉพาะอย่างได้เป็นอย่างดี เช่น วอลเลย์บอล ปิงปอง แบดมินตัน ฟุตบอล และบาสเกตบอล เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดียิ่งขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย

วัยเลข 3

คนวัยนี้จะให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานและครอบครัวเป็นหลัก ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตจะเริ่มลดน้อยลงไป ที่สำคัญคือร่างกายจะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งในเรื่องของฮอร์โมนและระบบเผาผลาญในร่างกาย ผิวพรรณก็เริ่มจะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็น และมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากขึ้น

อาหารการกิน : วัยนี้ควรงดอาหารประเภทไขมัน แป้ง และน้ำตาลลงให้มาก และให้ความสำคัญกับอาหารในกลุ่มวิตามิน โดยเฉพาะวิตามิน A C และ E ที่มีในผักผลไม้ เน้นโปรตีนจากปลา ถั่ว และอาหารที่มีเส้นใยสูง

กีฬาและการออกกำลังกาย : คนวัยเลขสามควรเล่นกีฬาที่ใช้กำลังอย่างคงที่ ไม่หนักมากเกินไป เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง และการทำท่ากายบริหารต่างๆ เพราะถ้าเล่นกีฬาที่หักโหมหรือกีฬาที่มีแรงปะทะมากๆ ก็อาจทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหรือกระดูก จนอาจลุกลามและกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

วัยเลข 4

เลขสี่เป็นจุดเริ่มต้นของวัยทอง คนในวัยนี้จะมีอารมณ์ที่แปรปรวนได้ง่าย ขาดสมาธิ และมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างชัดเจนทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงอาจจะมีอาการมากกว่า นอกจากนี้โรคภัยต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหัวใจจะเริ่มปรากฏอาการให้เห็น

อาหารการกิน : คนในวัยนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มแคลเซียม วิตามิน หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน

กีฬาและการออกกำลังกาย : การออกกำลังกายของคนวัยนี้ จะต้องระมัดระวังในเรื่องข้อต่อ และกล้ามเนื้อให้มากขึ้น กีฬาที่ควรเล่น เช่น ว่ายน้ำ โยคะ หรือเต้นแอโรบิกแบบที่มีแรงกระแทกต่ำๆ จะเหมาะสมที่สุด

วัยเลข 5 เป็นต้นไป

คนวัยนี้ออกจะมีอาการขี้เหงามาแทรกแซง นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ทั้งในส่วนของข้อต่อและกระดูก ระบบย่อยอาหาร ระบบการขับถ่าย และการทำงานของหัวใจ

อาหารการกิน : คนในวัยนี้ควรเลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย เช่น พวกปลา หรืออาหารที่มีแคลเซียม อาหารที่มีเส้นใยและวิตามิน รวมทั้งควรดื่มน้ำให้บ่อยขึ้น ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง

กีฬาและการออกกำลังกาย : วัยนี้ควรเน้นการออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมเบาๆ เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ ไม่รุนแรง เช่น รำไทเก๊ก พิลาติส การออกกำลังกายโดยใช้ลูกบอลยืดกล้ามเนื้อ และโยคะ เป็นต้น เพราะหากฝืนออกกำลังกายด้วยกีฬาที่หนักหน่วงเกินไป อาจส่งผลให้กระดูกหักหรือกระดูกเปราะได้ ควรระมัดระวังและป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด จะได้สุขภาพแข็งแรงและอยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ

สุดา ประกฤติพงศ์ บ้านอบอุ่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564077

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

สุดา ประกฤติพงศ์ บ้านอบอุ่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน Logo

พาไปชมบ้าน 3 ชั้นหลังใหญ่สไตล์คอนเทมโพรารี ของ สุดา ประกฤติพงศ์ หรือโค้ชเกล นักธุรกิจหญิงที่เก่งครบเครื่องเรื่องธุรกิจ โค้ชที่มากด้วยความสามารถระดับแถวหน้าของเมืองไทย ทั้งเป็นนักเขียนระดับเบสต์เซลเลอร์กับผลงานหนังสือ Biz Branding เป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสที คอนโทรล และบริษัท เอสที แอดวานซ์ เทคโนโลยี ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Pra Mass ประธานบริหารสถาบัน Professional Resources Academy และ Image Maker Academy ฯลฯ ที่แม้การตกแต่งภายในยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสวย ความอบอุ่น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

ก่อนเข้าในตัวบ้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือธรรมชาติและความสดชื่นสบายตา เนื่องจากมีสวนสวยซึ่งตกแต่งด้วยด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยหลากสีสัน พร้อมบ่อปลาคาร์ปสวยงามอยู่ด้านหน้าตัวบ้าน ถัดมาตรงด้านหน้าประตูที่จะเข้าไปตัวบ้าน มีน้ำพุตั้งเรียงรายหลายอัน ซึ่งแค่เสียงของน้ำพุก็ทำให้รู้สึกดีมากๆ

บริเวณด้านข้างเป็นพื้นที่โล่งปูด้วยไม้กระดานสีดำ มีม้านั่งยาว 1 ตัว มีต้นไม้ใหญ่ 4-5 ต้นให้ร่มเงา ลำต้นพันด้วยเชือกเส้นใหญ่จากโคนขึ้นมาประมาณ 1 เมตรครึ่ง จากต้นไม้ธรรมดาก็ทำให้มีดูดีสไตล์มากขึ้น พื้นที่ตรงนี้เจ้าของใช้เป็นที่นั่งผ่อนคลาย สูดอากาศบริสุทธิ์ อ่านหนังสือ จิบเบียร์เบาๆ จัดกิจกรรมครอบครัว บางครั้งเป็นที่จัดปาร์ตี้สำหรับแขกที่มาบ้าน ครั้นพอเดินอ้อมไปหลังบ้านเห็นผนังน้ำล้นที่มีน้ำไหลอยู่ตลอด ได้สัมผัสธรรมชาติ ความเย็นสบาย และความร่มรื่นที่กระจายอยู่รอบตัวบ้าน

“สวนมุมนั่งเล่นข้างนอก บ่อปลา น้ำพุ บ่อบัว ผนังน้ำล้น สามีออกแบบและกำหนดเอง โดยให้ซินแสมาช่วยดูฮวงจุ้ยด้วย ส่วนโค้ชชอบแต่งตัวและสอนเกี่ยวกับบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ จึงชอบอะไรที่ดูฟรุ้งฟริ้ง (หัวเราะ) ก็จะเป็นคนเลือกของตกแต่งหรือของใช้เฟอร์นิเจอร์ในบ้านชิ้นที่ไม่ใหญ่ เช่น แจกัน จาน ชาม ช้อนส้อม ถ้วยชา กาแฟ ผ้าปูโต๊ะ เป็นต้น รวมทั้งออกแบบครัว ตกแต่งห้องนอนตัวเอง ห้องนอนลูกๆ ส่วนสามีเป็นคนที่คุมโทนบ้านทั้งหมด ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นโทนครีมขาวเพราะเราทั้งคู่ไม่ชอบบ้านที่ดูทึบๆ”

ชั้นแรกของบ้านเป็นกระจก เมื่อเข้าไปก็เป็นมุมรับแขก ประดับด้วยผ้าม่านผืนใหญ่กันแสงแดด มีโต๊ะรับแขกโซฟาสีครีมขาวตามโทนบ้าน มีโทรทัศน์ และของตกแต่งไม่มากเกินไปดูแล้วสบายตา ถัดจากมุมรับแขกไปเป็นโต๊ะอาหารสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี โค้ชเกลบอกว่าเป็นการเลือกซื้อด้วยกันกับสามี ส่วนพวกพร็อพต่างๆ เช่น จาน ชาม ช้อน ถ้วยชา กาแฟ แก้วน้ำ เธอเป็นคนจัดการ รวมทั้งออกแบบครัวเองด้วย

“ชั้น 2 ขึ้นมาก็เจอโต๊ะทำงานของสามี งานสัพเพเหระนอกกระดานงานมากกว่าเพราะส่วนใหญ่จะทำงานที่ออฟฟิศบริษัทซึ่งอยู่ไม่ไกล ติดห้องทำงานเป็นห้องพระมุมสงบสำหรับทุกคน แต่โค้ชไม่ได้เข้าทุกวัน ถ้าวันไหนไม่รีบก็จะเข้าไปกราบพระแล้วไปทำงาน ส่วนการนั่งสมาธิบอกตามตรงว่าไม่ค่อยได้นั่งเลย อีกห้องเป็นห้องดูทีวี พื้นที่กว้าง มีโซฟา ถือเป็นห้องที่ทุกคนในบ้านมักจะมานั่งดูทีวีด้วยกันเสมอ

นอกจากนี้ ก็มีห้องนอนของตัวเอง มีเตียงนอน โซฟา ห้องน้ำในตัว และมีมุมแต่งตัวอยู่อีกมุมหนึ่ง เข้าในห้องห้องนอนก็จะอยู่ขวามือ ประกอบด้วยตู้เสื้อผ้า ตู้กระเป๋า (ส่วนตู้รองเท้า 4 ตู้อยู่ชั้น 1) ห้องแต่งตัวเป็นมุมโปรดและเป็นมุมที่ใช้เวลานานมากกับการแต่งตัว ซึ่งโค้ชจะมีช่างแต่งตัวประจำตัวด้วย เพราะเราในฐานะนักธุรกิจและสอนเกี่ยวกับบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” โค้ชเกล กล่าว

พอขึ้นไปชั้นที่ 3 นอกจากเป็นห้องนอนของลูกๆ ทั้งสามคนแล้ว ยังมีห้องโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเก้าอี้นั่งดูหนังนุ่มๆ พร้อมไฟเปิดปิดในตัว จอโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ เสียงแน่นอย่างกับในโรงหนัง และไม่ต้องกังวลว่าเสียงจะดังออกไปข้างนอกเพราะผนังห้องใช้วัสดุดูดซับเสียงอย่างดี

“ห้องนี้เป็นมุมโปรดของทุกคนในบ้านค่ะ วันหยุดไม่ได้ไปไหนเราพ่อแม่ลูกก็จะมาดูหนังที่ห้องนี้ จะร้องคาราโอเกะ ฟังเพลงได้หมด ถือเป็นห้องกิจกรรมในครอบครัว บางทีลูกๆ ก็ชวนเพื่อนๆ มาดูหนังฟังเพลงสบายๆ หรือเวลาแขกเหรื่อหรือเพื่อนเรามาบ้านแล้วมีเด็กๆ มาด้วย เวลาที่ผู้ใหญ่คุยกันเด็กๆ ก็จะมานั่งดูหนังที่ห้องนี้ตลอด”

โอโซนโฮล หลุมยักษ์ของโลกที่ยังปิดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/564072

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

โอโซนโฮล หลุมยักษ์ของโลกที่ยังปิดไม่ได้

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เอเอฟพี, องค์การนาซ่า

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2530 เป็นวันที่คนทั้งโลกต่างรับรู้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก และหากไม่หยุดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้จะตายจากไปอย่างรวดเร็ว ปัญหานั้นก็คือ โอโซนโฮล หรือรูรั่วที่ชั้นบรรยากาศโลก ก่อให้เกิดสนธิสัญญาความร่วมมือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก็คือ อนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล

ลงนามพร้อมใจเปลี่ยนมาใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือเอชซีเอฟซี แทนสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือซีเอฟซี ที่ทำลายโอโซนในชั้นสตราโทสเฟียร์ โดยมีผลบังคับใช้ในปี 2532 และกำหนดให้วันที่ 16 ก.ย.ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก

โอโซนมีทั้งดีและไม่ดี

ดร.นริศรา ทองบุญชู อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี นักวิจัยนาซ่า และผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษในชั้นบรรยากาศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่า เมื่อพูดถึงวันโอโซนโลก จึงอยากจะใช้โอกาสตรงนี้ทำความเข้าใจว่า โอโซนนั้นคืออะไร เพราะยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโอโซนบางอย่างอยู่

“โอโซนแบ่งออกเป็นกู๊ดโอโซนและแบดโอโซน ในสูตรเคมีทั้งสองแบบคือสูตรเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันตรงสถานที่ที่อยู่ของโอโซน หากอยู่ในชั้นสตราโทสเฟียร์ที่สูงกว่าผิวโลกประมาณ 20-30 กม. จะเป็นโอโซนที่ดี ทำหน้าที่ห่อหุ้มชั้นบรรยากาศโลก ไม่ให้รังสีหรือแสงที่มีความยาวคลื่นที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตส่งผ่านถึงพื้นโลก

หากเป็นโอโซนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศที่เราอาศัยอยู่ ก็คือชั้นโทรโพสเฟียร์นั้นจะเป็นโอโซนที่ไม่ดี ที่เขาบอกกันว่าไปเที่ยวสูดโอโซน หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีโอโซนสูง ที่จริงแล้วมันไม่ดีอย่างที่คิด ก๊าซโอโซนมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่ดีมาก แต่หากสูดดมเข้าไปจะเกิดอาการแสบโพรงจมูก แสบคอ แสบตา เป็นอันตรายต่อเยื่อบุผิวหนัง

ดังนั้น ปัญหาเรื่องโอโซนของโลกจึงอยู่ที่ชั้นบรรยากาศ คือ โอโซนโฮล ที่จะส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก แต่โอโซนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคมีเครื่องอบโอโซนในรถ ในห้องนอน นั้นเป็นกิจกรรมภาคพื้นดินที่ส่งผลกระทบในแง่สุขภาพส่วนบุคคล หากมีการใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง”

 

จุดเริ่มต้นของโอโซนโฮล

ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นที่เรารู้จักกับโอโซน คือเมื่อประมาณ 61 ปีที่แล้ว เริ่มมีเครื่องมือตรวจวัดค่าต่างๆ มีดาวเทียมที่ช่วยในการตรวจวัดโอโซนแล้วเก็บเป็นข้อมูลทุกปี จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์เริ่มพบว่าบริเวณขั้วโลกใต้มีปริมาณความหนาแน่นของโอโซนลดลงอย่างน่าประหลาดใจ จึงพยายามค้นหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับโอโซนของโลก

ในที่สุดก็เจอสมมติฐานว่า เกิดจากสารเคมีบางกลุ่มหรือสารพิษต่างๆ เช่น สารประกอบซีเอฟซีในเครื่องปรับอากาศ เครื่องดับเพลิง ที่เป็นสารในกลุ่มฟลูออโรคาร์บอน ไม่ทำปฏิกิริยากับอะไรเลย แต่มีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งสามารถพิสูจน์และอธิบายได้ว่าสารประกอบซีเอฟซีนี้ทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก พอมีหลักฐานยืนยันให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการทำพิธีสารมอนทรีออล เพื่อยับยั้งไม่ให้โอโซนโฮลขยายตัวไปมากกว่านี้

ดร.นริศรา เสริมว่า โอโซนโฮลนี้เกิดขึ้นเฉพาะฤดูร้อนของขั้วโลกใต้เท่านั้น จะไม่เกิดโอโซนโฮลในแถบเส้นศูนย์สูตรหรือขั้วโลกเหนือ เพราะปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดรูรั่วในชั้นโอโซนก็คือเรื่องความเย็น

“ในแถบซีกโลกเหนือ หากดูแผนที่โลกเราจะเห็นได้ว่ามีพื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดความร้อนที่ทำให้สารประกอบซีเอฟซีที่ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ รวมตัวทำปฏิกิริยากับโอโซนของโลกไม่ได้ หรือเกิดแต่ก็เกิดขึ้นน้อยมากและอยู่ไม่นาน

สารเหล่านี้จะจับรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมื่อเจอสภาพอากาศหนาวเย็น จึงถูกพัดไปตามกระแสลมของโลกเมื่อพัดไปถึงบริเวณขั้วโลกใต้ เจอกับอากาศเย็นจัดจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆอยู่ในบริเวณนั้น พอเริ่มเข้าช่วงฤดูร้อน อากาศเริ่มอุ่นขึ้นสารประกอบซีเอฟซีก็จะถูกคลายตัวปล่อยออกมาทำปฏิกิริยากับโอโซน ทำให้เกิดโอโซนโฮลดังในพื้นที่ขั้วโลกใต้

ที่จริงแล้วในชั้นสตราโทสเฟียร์ เราพบว่าไม่มีเพียงแค่สารประกอบซีเอฟซีเท่านั้น ยังมีก๊าซและสารเคมีอื่นๆ ที่พบอยู่ในแผ่นดินของโลกลอยไปปะปนอยู่ในชั้นสตราโทสเฟียร์ที่สูงขนาดนั้น เพราะมีปัจจัยที่ส่งให้สารพิษ สารเคมี และฝุ่นละอองต่างๆ ลอยขึ้นไปปะปน เช่น การเกิดพายุที่สามารถพัดพาเอาก๊าซและสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศจากพื้นโลกขึ้นไปสู่ข้างบนได้ การเกิดกระแสลมพัดพาให้สารเคมีเหล่านี้ลอยสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศระดับบนได้

หากประเทศใดประเทศหนึ่งทำกิจกรรมที่ปล่อยสารพิษสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมาในอากาศ ประเทศเพื่อนบ้านหรือกระทั่งคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลก็จะได้รับผลกระทบนี้ตามไปด้วย

สำหรับสถานการณ์โอโซนโฮลในปัจจุบันตอนนี้ดีขึ้นไหม ต้องตอบว่าปัญหาโอโซนโฮลของโลกยังมีอยู่ เพราะว่าสารเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยออกไปแล้วจะมีอายุเป็นร้อยปีกว่าจะเสื่อมสลายไป ดังนั้น 30 ปีที่ผ่านมาที่มีการลดการใช้สารซีเอฟซี รวมทั้งสารอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศโลกยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราพยายามกันอยู่ในเวลานี้ก็เพื่อลูกหลานของเราในอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ให้แย่ลงไปกว่านี้”

สารใหม่ไม่ทำลายโอโซน

หากมองเรื่องโฮโซนโฮลที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยคงไม่ชัดนัก แต่ด้วยประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมลงนามพิธีสารมอนทรีออล เราจึงมีการบังคับใช้สารซีเอฟซีตามมติโลก ข้อมูลที่ได้รับจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า ประเทศไทยนั้นครบกำหนดการห้ามใช้สารซีเอฟซีมาตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการใช้สารซีเอฟซีในทุกอุตสาหกรรมแล้ว

จากการประชุมพิธีสารมอนทรีออลครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ได้มีมติให้ขยายผลการลดและเลิกใช้สารเอชซีเอฟซี ที่เคยใช้ทดแทนสารซีเอฟซี เนื่องจากมีการค้นพบว่าสารเอชซีเอฟซีมีคุณสมบัติเป็นสารที่ยังทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนอยู่ แม้จะไม่มากเท่ากับสารซีเอฟซี จึงเป็นหน้าที่ในการหาสารทำความเย็นแบบใหม่ที่ทำลายชั้นบรรยากาศให้น้อยที่สุดและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ซึ่งใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะได้มติลงความเห็นว่าให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการใช้สารเอชซีเอฟซีมาเป็นการใช้สารทำความเย็นเอชเอฟซี 32 หรือชื่อย่อว่า อาร์ 32 แทน

เดิมทีสารเอชซีเอฟซีมีค่าศักยภาพการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (ODP – Ozone Depleting Potential) อยู่ที่ 0.05 และค่าศักยภาพทำให้โลกร้อน (GWP – Global Warming Potential) อยู่ที่ 1,810 แต่สารทำความเย็นเอชเอฟซี 32 มีค่าศักยภาพการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนอยู่ที่ 0 และมีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนจีดับบลิวพีอยู่ที่ 675 หมายความว่า สารตัวใหม่อย่าง เอชเอฟซี 32 จะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศน้อยลงกว่าสารเดิม ถึง 2.68 เท่า และไม่ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศโลกอีกด้วย

หลังจากปี 2561 เป็นต้นไป กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศ และกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตโฟม เดิมประเทศไทยเรานำเข้าสารเอชซีเอฟซีสูงถึง 1.8 หมื่นล้านตัน เพื่อผลิตเครื่องปรับอากาศส่งออกไปต่างประเทศ จะค่อยๆ ทำการปรับเปลี่ยนมาใช้สารเอชเอฟซี 32 ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงเลิกใช้สารเอชซีเอฟซีได้หมด เหมือนที่เคยยกเลิกสารซีเอฟซีมาก่อนหน้านี้

โอโซนโฮลไม่น่ากลัวเท่าภาวะโลกร้อน

ดร.นริศรา ทิ้งท้ายถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโลกที่กระทบต่อเนื่องอีกว่า หากจะว่าไปแล้วเวลานี้โอโซนโฮลนั้นเป็นปัญหาใหญ่อยู่ก็จริง แต่ก็เกิดเฉพาะขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น และยังต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปีกว่าผลกระทบนี้จะลดลง รวมทั้งกระทบกับประเทศที่อยู่ใกล้แถบขั้วโลกใต้ ในเวลาที่โอโซนโฮลกระจายตัวไปบริเวณรอบๆ

หากปัญหาที่กระทบกับคนทั้งโลกทุกเวลา ก็คือปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านพลังงานในโลก เมื่อชั้นบรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซอื่นๆ ที่ส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกโลกสูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกโดยตรง

ธรรมชาติโลกของเราจะมีความพยายามในการปรับสมดุลของโลก เราจึงพบว่ามีพายุที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะพลังงานความร้อนบนโลกเพิ่มขึ้น กิจกรรมของมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาตลอดเวลา โดยเฉพาะก๊าซมีเทนที่ส่งผลมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า เรากลับมองข้ามไป

ก๊าซมีเทนเกิดได้จากการทำปศุสัตว์และการเกษตร เช่น การทำนา ในพื้นที่น้ำขังเป็นเวลานานเชื้อจุลินททรีและแบคทีเรียต่างๆ จะย่อยอาหารและปล่อยก๊าซมีเทนออกมาในปริมาณสูง แต่เราไม่สามารถควบคุมตรงนี้ได้เพราะเป็นแหล่งเพาะปลูกอาหารของมนุษย์

สิ่งที่เราจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ก็คือการปลูกต้นไม้ ลดการใช้พลังงาน เลือกการใช้รถและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน อย่างน้อยที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การปลูกต้นไม้ที่ช่วยดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรอบอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วปล่อยก๊าซออกซิเจนที่เป็นประโยชน์กับสิ่งมีชีวิตออกมา เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเราไว้ได้

ช่างประปา หาเงินง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563960

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ช่างประปา หาเงินง่าย

หนึ่งในอาชีพเสริมที่อาจกลายเป็นอาชีพหลักได้ง่ายๆ ก็คือช่างประปา ที่มีค่าแรงต่อครั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทขึ้นไป แถมเป็นอาชีพที่มีความปลอดภัยในการทำงานสูงกว่าช่างในสายอื่นๆ เช่น ช่างไฟฟ้าช่างก่อสร้าง หรือช่างปูพื้นกระเบื้อง ที่มีความเสี่ยงในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า

เพียงแค่คุณมีรถกระบะหนึ่งคัน กับลูกมืออีก 1 คน ประแจขันและประแจล็อก เลื่อยมือ ตลับเมตร สว่านไฟฟ้า ค้อน สกรู ผ้าพันเกลียวท่อ และกาว เห็นไหมครับแค่ต้นทุนอุปกรณ์ก็ถูกกว่างานช่างสายอื่น แต่ค่าแรงนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่นัก ด้วยตัวงานที่ใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง

แต่สิ่งที่ช่างประปาทุกคนต้องเจอทุกครั้งที่ออกทำงานก็คือเสื้อผ้าเปียกปอนทุกครั้งหลังทำงานเสร็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเป็นช่างประปา

อยากเป็นช่างประปาต้องเรียนเท่านั้น

หากคุณคิดจะทำงานช่างประปาเป็นงานอดิเรก คุณไม่สามารถหาหนังสือมาอ่านหรือเปิดคลิปการสอนซ่อม คุณต้องไปเรียนที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพใกล้บ้านที่เปิดสอนเท่านั้น จะอาศัยครูพักลักจำซ่อมเองเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็พอได้ แต่ว่าพื้นที่ทำงานแต่ละที่นั้นจำเป็นต้องใช้เทคนิคความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

คุณสามารถเข้ารับการอบรมการเป็นช่างประปาที่ดีได้จากการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาคที่เปิดคอร์สสอนการเป็นช่างประปาทุกปี โดยคุณสามารถสอบถามข่าวสารการรับสมัครได้ที่ การประปาส่วนภูมิภาค โทร. 1662 และการประปานครหลวง โทร. 1125 หรือศูนย์ฝึกอาชีพใกล้บ้านที่เปิดสอน

คุณจะได้รับการอบรมการเดินท่อประปาและการติดตั้งอย่างถูกต้อง เพราะการเดินท่อประปาไม่ได้มีเพียงแค่เดินท่อต่อก๊อกน้ำให้ไหล แต่ยังมีเรื่องของการติดตั้งสุขภัณฑ์ ปั๊มน้ำ แท็งก์น้ำ อย่างไรให้น้ำไหลแรงถูกหลักการ และไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนรับงาน การรับงานของช่างประปาส่วนใหญ่นั้นจะเป็นงานซ่อม ประเภทท่อแตก ท่อตัน น้ำรั่วซึม ซึ่งคุณสามารถสต๊อกอุปกรณ์ในการอุด ซ่อมได้ทันทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอลูกค้าติดต่อเข้ามา ส่วนงานที่ช่างประปามักจะรับรองลงมาก็คืองานเดินท่อน้ำและติดตั้งสุขภัณฑ์ ซึ่งคุณต้องอาศัยการเดินทางดูหน้างานก่อนรับ หรือให้เจ้าของบ้านถ่ายภาพสถานที่และกำหนดสเปกที่ต้องการ เพื่อที่คุณจะได้จัดเตรียมอุปกรณ์และหาซื้อวัสดุสำหรับทำงานให้เสร็จ ก่อนเข้าถึงหน้างาน

การคิดค่าแรงนั้นส่วนใหญ่จะคิดเหมาเป็นงานไป เช่น ค่าแรงซ่อมท่อแตก รั่วร้าว ให้คำนวณค่าเดินทางไปกลับ และค่าแรงคิดเป็นชั่วโมงทำงาน สำหรับงานใหญ่ให้คิดค่าแรงแบบเหมารวม บวกค่าแรงลูกมือ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป และแพงขึ้นตามความยากและเวลาในการทำงาน แต่โดยรวมแล้วค่าแรงต่อวันรวมลูกมือ 1 คนจะคิดไม่เกินวันละ 3,000 บาทโดยประมาณ หรือมีการคิดราคาค่าแรงอีกแบบหนึ่งก็คือคิดค่าแรงเป็นความยาวท่อทุก 1 เมตรที่ 50-100 บาท/เมตร

แหล่งประกาศรับงาน

การฝากงานช่างนั้นมีหลายแหล่งที่คุณสามารถประกาศรับงานได้ แหล่งหลักก็คือโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ดต่างๆ เป็นช่องทางที่ให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลและติดต่อกับช่าง ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะเลือกช่างที่อยู่ในพื้นที่เป็นหลักมากกว่า หากคุณต้องการโฆษณาก็อย่าลืมเลือกพื้นที่ในการแสดงผลโฆษณาด้วย

อีกแหล่งหนึ่งที่ช่างประปาหรือช่างรับเหมาอื่นๆ สามารถฝากงานได้ก็คือการฝากนามบัตรไว้กับร้านขายอะไหล่วัสดุก่อสร้าง ศูนย์จำหน่ายฮาร์ดแวร์ เช่น ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค โฮมโปร สถานที่เหล่านี้คือแหล่งที่ลูกค้ามาซื้อหาของตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ซึ่งมีโอกาสที่จะมองหาหรือสอบถามช่างแนะนำใกล้บ้านก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ซึ่งทุกวันนี้ช่างฝีมือดี ราคาไม่สมเหตุสมผลไม่ทิ้งงานนั้นหายากขึ้นทุกที ถ้าคุณมีความสามารถด้านช่างและไม่อยากลงแรงลงทุนไปกับเครื่องมือราคาแแพง หรือเสียค่าเช่าที่หน้าร้านขายของ การรับงานช่างประปาก็เป็นงานรายได้ดีอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

‘เนื้อไก่’ มีประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563959

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

‘เนื้อไก่’ มีประโยชน์ โปรตีนสูง ไขมันต่ำ

เรื่อง มีนา ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น “เนื้อไก่” ก็เป็นอาหารโปรตีนยอดนิยม ที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ให้ข้อมูล เกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นในเนื้อไก่ว่า เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ มีโปรตีนสูง นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เส้นใยกล้ามเนื้อของไก่มีความละเอียด อ่อนนุ่มคล้ายปลา ทำให้เคี้ยวกลืนง่าย จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยทารก ถึงวัยสูงอายุ

ส่วนประกอบของเนื้อไก่ มีน้ำร้อยละ 74 มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 19 โปรตีนของเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดี หรือโปรตีนชนิดสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนชนิดจำเป็น ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ครบถ้วนทั้ง 10 ชนิดคือ Histidine Isoleucine Leucine Lysine, Methionine Phenylalanine Threonine, Tryptophan valine และ Arginine ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อฟีบ ถ้ารับประทานเพียงพอตามช่วงวัย

เนื้อไก่มีไขมันน้อยเพียงร้อยละ 5 ไขมันส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนที่มีไขมันมากที่สุดคือ ตูดไก่ หนังไก่ และคอไก่ ซึ่งมีทั้งไขมัน และไขมันอิ่มตัวมากกว่าส่วนอื่น ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยง รองลงมาคือส่วนของปีกไก่ และสะโพกไก่ตามลำดับ

ชิ้นส่วนของเนื้อไก่ที่มีไขมันน้อย ได้แก่ อกไก่ สันในไก่ และน่องไก่ ในส่วนดังกล่าวนี้จะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากกว่าไขมันจากวัวและหมู นอกจากนี้เนื้อไก่ยังมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไวตามินเอ และไนอาซิน ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อไก่แต่ละส่วนนำมาปรุงอาหารได้แตกต่างกัน เช่น สันในไก่ ส่วนนี้มีความนุ่มมากที่สุด และมีไขมันน้อยที่สุด ปรุงอาหารได้ทุกชนิด เช่น ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด อบ นึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด และควบคุมน้ำหนัก

อกไก่ เป็นส่วนที่มีความนุ่มรองจากสันในไก่ ถ้าลอกหนังออกจะมีไขมันนัอย นำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด คล้ายสันในไก่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ปัจจุบันมีผู้บริโภคนิยมนำอกไก่ไปปั่นเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มโปรตีน

ปีกไก่ เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภททอด จะได้ความกรอบอร่อย และกรอบนานมากกว่าชิ้นส่วนอื่น แต่ก็จะมีไขมันมากกว่าส่วนอกและสันใน ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือต้องการลดน้ำหนัก ควรจำกัดปริมาณการรับประทาน และควรรับประทานคู่กับผักด้วยเสมอ เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยลดการดูดซึมไขมัน เช่น กินปีกไก่ทอด กับผัดผักรวม หรือแกงส้มผักรวม เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง ควรงดการบริโภคอาหารที่ทำปรุงด้วยปีกไก่

สะโพกไก่ มีไขมันมากรองจากปีกไก่ เมนูที่นิยมใช้สะโพกไก่ปรุงอาหารเช่น แกงเขียวหวาน แกงคั่ว ผัดเผ็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ไก่ผัดเม็ดมะม่วง คำแนะนำเพื่อลดการบริโภคไขมันจากสะโพกไก่ คือควรใส่ผักเพิ่มขึ้น เช่น แกงเขียวหวานเพิ่มมะเขือ ผัดกะเพราเพิ่มถั่วฝักยาว เป็นต้น

น่องไก่ มีไขมันน้อยกว่าส่วนปีก มีความเหนียวกว่าส่วนอื่น เหมาะสำหรับนำไปย่าง ทอด ตุ๋น ถ้าต้องการควบคุมไขมัน ควรงดรับประทานส่วนหนัง

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ยังแนะถึงวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่เพื่อให้ได้เนื้อไก่สดไหม่ ไว้ปรุงอาหารอร่อยรับประทาน

1.เลือกไก่ที่มีผิวตึง เพราะไก่ที่มีผิวย่น เนื้อไม่แน่น ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ที่ไม่สด

2.สีของเนื้อไก่สด จะต้องมีสีขาวอมส้มหรือชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่มีรอยช้ำ

3.กลิ่นของเนื้อไก่ที่สดใหม่ จะมีกลิ่นคาวน้อยมาก ต้องดมกลิ่นก่อนซื้อทุกครั้ง

4.ไม่มีเมือก อย่าลืมจับเนื้อไก่ดูก่อนซื้อ ไก่สดจะไม่มีเมือกติดมือ

ประติมากรรมในหลวง ร.9 ความทรงจำอันสูงค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563958

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

ประติมากรรมในหลวง ร.9 ความทรงจำอันสูงค่า

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดในยุคสมัยของรัชกาลที่ 9 เราทุกคนล้วนมีความรักและผูกพันกับพ่อหลวงของแผ่นดิน แน่นอนว่าส่วนใหญ่คนไทยเกือบทุกบ้านจะมีรูปในหลวงอยู่ในบ้านกันแทบทุกครัวเรือน แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจ ตั้งใจที่จะเก็บงานทั้งประติมากรรม ภาพวาด ภาพถ่าย รูปหล่อ รูปปั้น ของในหลวงเอาไว้ โดยเฉพาะงานประติมากรรมของศิลปินชั้นครูที่เขาพยายามจะตามเก็บไว้ให้ครบทุกคอลเลกชั่น

สุชาย พรศิริกุล เจ้าของธุรกิจสิ่งทอ เป็นอดีตนายกสมาคมพ่อค้าผ้า อดีตนายกสมาคมนิสิตเก่า เอ็มบีเอจุฬาฯ และเป็นผู้ก่อตั้งสมบัติผลัดกันชม ที่ช่างชุ่ยและที่ล้ง 1919 นั่นถือเป็นบทบาทหลักทางด้านธุรกิจของเขา ทางด้านการศึกษานั้นเขาจบปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และยังเป็นประธานชมรมโบราณคดีนักศึกษา เพราะชื่นชอบทางด้านศิลปะและประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก และอยากทำงานทางด้านนี้ แต่ทางครอบครัวทำธุรกิจสิ่งทอมาเนิ่นนาน เขาจึงต้องรับช่วงบริหารธุรกิจต่อจากครอบครัว แต่ความชื่นชอบหลงใหลในงานศิลปะ ประวัติศาสตร์และของเก่าไม่เคยหายไปจากใจของเขา

หลังมีรายได้เป็นของตัวเอง เขาจึงเริ่มสะสมงานศิลปะต่างๆ เอาไว้นับจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว แต่เขาจะไม่สะสมงานประเภทโบราณวัตถุ เพราะนั่นเป็นสมบัติของชาติ ไม่ควรอาจเอื้อมมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว

เขามีงานอดิเรกเป็นการเดินทางไปดูงานศิลปะต่างๆ โดยเฉพาะศิลปินดังๆ ของทั่วโลก เพราะเขาสนใจงานพวกนี้ เนื่องจากเขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลป์จากฟากยุโรปเพราะมีพื้นฐานความรู้ตรงนี้เป็นอย่างดี

“ตอนเรียนหนังสือเราก็ดูรูปจากสไลด์ ไม่มีปัญญาไปดูของจริง ผมจึงสัญญากับตัวเองไว้เลยว่า ถ้าทำงานมีเงินเดือนจะต้องพยายามหาโอกาสไปดูของจริงให้ได้สักครั้ง พอมีเงินเก็บเองผมก็เดินทางไปทั่วโลกเพื่อดูงานศิลป์เหล่านี้ให้เห็นสดๆ กับตาจากของจริงๆ เลย”

นอกจากเป็นนักสะสมงานศิลปะต่างๆ แล้ว เขายังสะสมงานรูปภาพ รูปวาด และรูปปั้นอีกด้วย โดยเฉพาะรูปปั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งเขาสะสมมานานแล้ว โดยเฉพาะงานปั้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง วัชระ ประยูรคำ ที่เป็นศิลปินมีชื่อเสียงทางด้านประติมากรรม และท่านยังเป็นข้าราชการกรมศิลปากร ที่เคยเป็นผู้ช่วยของไข่มุกด์ ชูโต ในการปั้น-หล่ออนุสาวรีย์ต่างๆ หลายแห่งในประเทศไทย และถือว่าเป็นศิลปินที่ปั้นพระรูปของราชวงศ์มากที่สุด ทั้งงานของรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 และของสมเด็จย่า ถือได้ว่าท่านเป็นศิลปินชั้นครูที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ปั้นพระรูปพระราชวงศ์หลายพระองค์ งานที่คนรู้จักท่านมากที่สุดก็คือการปั้นชุดบูรพมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ เมื่อปี 2549 หรือเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา ศิลปินท่านนี้ก็ได้ปั้นงานชุด 9 ด้วยเกล้า ซึ่งเป็นผลงานประติมากรรมที่ปั้นรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ชุด 9 องค์ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนถึงครองราชย์ครบ 60 ปี ซึ่งศิลปินท่านนี้ทำมาทั้งหมด 9 ชุด ชุดละ 9 องค์

“โชคดีที่ผมได้มีโอกาสจองไว้ได้ทันครบทั้งชุด ซึ่งแต่ละซีรี่ส์ก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป คือคอนเซ็ปต์นั้นตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงครองราชย์ครบ 60 ปี ชุดละ 9 องค์ ปั้นออกมาทั้งหมด 9 ชุด แต่อิริยาบถหรือรูปแบบการปั้นนั้นไม่เหมือนกันเลยใน 9 ซีรี่ส์นี้ ต่างๆ กันไปทุกชุด ส่วนใหญ่คนที่จองงานของอาจารย์วัชระจะเลือกไปบางองค์ ไม่มีใครจองยกชุด เพราะงานอาจจะไม่พอ จึงต้องแบ่งๆ กันจอง แต่ผมโชคดีได้มีโอกาสจองไว้ได้ครบชุด ซึ่งตอนนี้ถือเป็นของหายาก และราคาก็ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต” เขาเล่าให้ฟัง

สุชาย บอกว่า งานของอาจารย์วัชระเริ่มหายากขึ้น เพราะงานมีน้อยชิ้น และระยะ 5-6 ปีหลังๆ นี้ อาจารย์แทบจะไม่ผลิตงานใหม่ๆ ออกมาเลย และฝีมือท่านดีมากๆ “ท่านปั้นรูปเหมือนของสมเด็จย่าออกมาหลายชุด ถึงขนาดที่ในหลวง ร.9 พระองค์ท่านยังทรงให้ข้าราชบริพารมาขอซื้องาน”

เขาบอกว่าเขาสะสมงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากที่สุด มีทั้งงานประติมากรรม พระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ นอกจากงานของวัชระแล้วเขาก็สะสมงานของ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี โดยตอนนี้เขามีงานสะสมของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่หลายร้อยชิ้น และมีงานของในหลวงรัชกาลที่ 5 อยู่พอสมควร เขาสะสมงานทั้งสองพระองค์นี้มากที่สุด

เพราะการได้ไปชมงานศิลปะถือเป็นความสุข แม้ไม่มีโอกาสได้ครอบครอง แค่ได้มองก็สุขใจ

นอกจากนี้ เขายังได้นำเอางานศิลปะประติมากรรมบางชิ้นที่เขาสะสมไว้มาแสดงไว้ที่ช่างชุ่ย เพื่อแบ่งปันให้คนอื่นได้มีโอกาสชื่นชมความงามไปด้วยกัน โดยงานชิ้นไหนที่มีซ้ำหากมีคนมาขอแลกเปลี่ยนกันก็มี “เราเข้าใจคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ คนคอเดียวกันย่อมเข้าใจกัน อะไรแบ่งปันกันได้แลกเปลี่ยนในสิ่งที่เรามีซ้ำ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของหมู่นักสะสม บางครั้งแค่เห็นแม้ไม่ได้ครอบครองก็มีความสุขใจแล้ว” เขาบอกด้วยรอยยิ้ม

สำหรับการดูแลรักษานั้น รูปปั้นและประติมากรรมต่างๆ ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงไม่ให้ตากแดด ตากฝน ไม่ให้อยู่ในที่ที่ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปเท่านั้น ไม่ต้องเข้าตู้โชว์ นานๆ ทีก็อาจจะปัดฝุ่นบ้างเท่านั้น เพียงแต่หาที่ตั้งให้ดูดีเป็นเรื่องเป็นราว รูปเจ้ารูปนายจัดวางให้สมฐานะเป็นของสูงอย่ามาวางที่ต่ำ อย่าให้หล่นหรือกระแทกจนแตกหักเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งบางครั้งหากโดนลมโดนแดดนิดๆ หน่อยๆ งานอาจจะเปลี่ยนสีไปบ้าง ก็ดูขลังมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เพราะเป็นธรรมชาติของงานบรอนซ์

ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563955

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ไม่เอา ไม่พูด หยุดวิจารณ์รูปลักษณ์คนอื่น

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

อ้วนขึ้นป่ะเนี่ย

ทำไมพักนี้ดูดำๆ

เสียงทักเบาๆ แต่เจ็บจี๊ดถึงก้นบึ้งหัวใจผู้ฟัง แม้ว่าผู้ทักทายจะมีความปรารถนาดี หรือเพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นมิตร หรือเปิดบทสนทนาเพื่อนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ก็ตาม

หากการหยิบยกเรื่องรูปลักษณ์ขึ้นมาทักทายนั้น ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยังอยากสนทนาอย่างออกรสออกชาติต่อไป

ในอดีตสังคมไทย มักทักทายกัน ไปไหนมา กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม แต่เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป มีการให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาหรือรูปลักษณ์มากขึ้น ทำให้หลายคนที่พิจารณาสังเกตกันจากภายนอกแล้วทักทายกันออกไปทันที เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ จนกลายเป็นความเคยชิน

คนทักไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร คนฟังอย่าคิดมาก ทักเพราะไม่รู้จะคุยอะไร คำกล่าวอ้างเช่นนี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจะปรับเปลี่ยน ระมัดระวังคำทักทาย เพื่อให้อีกฝ่ายไม่บอบช้ำน้ำใจ

คำทักทายอาบยาพิษ?

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เจ้าของโรงเรียน The Drama Academy By Kru Ngor ได้แสดงทัศนะต่อการทักทายกันของคนไทยว่า ไม่สามารถบอกได้ตรงๆ ว่าใครมีเจตนาทักเพื่อให้คนอื่นดูแย่ แล้วการทักทายเรื่องภายนอกเป็นสิ่งที่ง่าย สะดุดตา เห็นปุ๊บแล้วพูดเลย และไม่เคยถูกสอนว่ามันไม่ควร

“เราล้อเรื่องรูปร่างหน้าตากันมาตั้งแต่เด็ก การทักรูปร่างหน้าตาเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด มนุษย์เราจะมีฐานของการดูถูกหรือยกตน ขึ้นง่ายที่สุดคือเรื่องรูปร่างหน้าตา เด็กอนุบาลไม่สนใจใครดี รวย เขามองเพียงรูปร่าง มันคือมาจากดีเอ็นเอของมนุษย์ในการมองหาคนที่ลักษณะปกติเหมือนกับเรา การมองภาพภายนอกจึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องใช้สติปัญญา สูงมาหน่อยเราวัดเรื่องฐานะการเงิน สูงมาหน่อยฐานะสังคม ต่อด้วยความฉลาด และสูงสุดคือความดี

เป็นเรื่องที่สังคมต้องสอนในเรื่องของมารยาทพื้นฐาน เหมือนเราเรียนวิชา สลน.(สร้างเสริมลักษณะนิสัย) ในตอนเด็กๆ เราไม่ควรทักทายเรื่องส่วนตัว อย่างชาวต่างชาติทัก ฮาว อาร์ ยู แทนที่จะทักอ้วนขึ้นผอมลง

ครูเงาะเคยเจอรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาออกตัวเองเลย พี่ไม่ต้องตกใจหนูอ้วนขึ้น บางคนเขาเจอมาบ่อยจนต้องปกป้องตัวเอง เราต้องมีสติ เราอยู่ในสังคมที่ทักแบบนี้

ตอนไปเรียนที่อเมริกาครูเงาะยังพลาด ทักเพื่อนต่างชาติว่าผอมลงไหม ใช้คำ สกินนี่ เขาก็ขอบคุณที่พอยต์เอาต์ฉันนะ เราถึงได้สติ ไม่ได้เจตนาไม่ดี เราจะบอกว่าลุคกู๊ด

บางคนมีปมของเขา เขารู้สึก เราจะบอกว่าฉันไม่ตั้งใจไม่ได้ แต่เราต้องมีหน้าที่ที่จะไม่ตั้งใจ ที่จะไม่ทำร้ายใคร การทักต้องมีสติในการทัก คนเราไม่โดนกับตัวเองไม่รู้ เราทักเขาในภาพกลางๆ ไม่ต้องลงไปที่ภาพลักษณ์ของใคร

วันนี้เรื่องรูปลักษณ์กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมเพราะมีหลายอย่างที่บีบให้มนุษย์ในวันนี้หันมาแคร์รูปร่างหน้าตามากกว่าในอดีต

มันเป็นเรื่องของความรู้สึก บางคนไม่ได้คิดมากก็โชคดีไป แต่วันนี้เป็นหน้าที่ของเราต้องระมัดระวังคำพูดของเรา ไม่ใช่หน้าที่เขาที่จะไปบอกเขาว่าอย่าไปคิดเยอะสิ

สิ่งที่หลุดออกจากปากเราไม่ใช่เรื่องหยวนๆ อย่าเปรียบเทียบว่าไม่ใช่เรื่องเจ็บ ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนแคร์เรื่องนี้ สิ่งที่คนเราจะพูดไม่ใช่สักแต่จะพูด”

นุ่น-รมิดา ประภาสโนบล นักแสดงสาวที่มักโดนทักเรื่องสีผิวอยู่บ่อยครั้งและเรื่องรูปร่าง ให้ความเห็นว่า โดนทักบ่อยมาก ทำไมอ้วนหรือดำ ทำให้มีคำถามในใจว่า ทำไมการทักทายกัน ไม่ทักว่าสบายดีไหม ทำไมต้องทักเป็นเชิงการทำร้ายจิตใจ

“นุ่นมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน คนจะอ้วนเพราะตัวเขากินเอง ดำมาจากพันธุกรรม หรือเขาอาจชอบผิวดำไปอาบแดดมา การทักถึงปมด้อย อย่าพูดเลยว่าไม่ตั้งใจ เวลาเราอ้วนเราก็ไม่ชอบ จริงๆ แล้วเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราอ้วนหรือผอม

คนที่ทักไม่เคยโดนสวนอะไรแบบนี้ เลยอาจคิดไปว่านี่คือการทักทาย คนโดนทักรู้สึกโกรธนะ แต่ก็ไม่อยากเป็นเรื่องก็ยิ้มรับ หรือบางทีแสดงท่าทางอึกอักแต่ในใจโกรธ

คือมองยังไงคนที่ทักรูปลักษณ์คนอื่นเราก็ไม่รู้สึกดีในเจตนาของเขาค่ะ การจะทักคุยกับใครต้องคิดให้เยอะขึ้น ตอนนี้ อ้วน ผอม ความสวยความงามมันมีผล ลึกๆ คุณคิดอะไร ทักเพื่อกระตุ้นให้เขาผอม หรือกดดันให้เขาแย่เข้าไปอีก หรือคุณคิดแบบไหน เราหาคำตอบไม่ได้ ชมเหรอว่าอ้วนแล้วสวยเหรอ เป็นไปไม่ได้

เวลาคนทักนุ่นรับได้เพราะเรารู้ตัว แต่ก็ไม่ใช่จุดที่จะทักกัน บางทีมันกลายเป็นความเคยชิน แล้วไม่มีใครลุกขึ้นมาว่าเราควรมีมารยาทในการทักทายคนอื่น บางคนไม่รู้จะคุยอะไรยังไง ควรหาคำทักทายที่มันสร้างสรรค์ บางคนตกใจที่เจอ เลยไปไม่ถูกไม่ว่ากันหรอก แต่นุ่นไม่สนับสนุนเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่น”

ยิ้มรับคำทักทาย ทุกคนมีความพิเศษ

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล นักแสดงกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงจากบท แนนโน๊ะ ในซีรี่ส์ เด็กใหม่ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เคยโดนทักว่าหูกางจนเสียความมั่นใจมาแล้ว

“คิทเองก็เคยโดนเรื่องหูกาง ไม่มั่นใจเหมือนกันต้องเอาเทปกาวมาติดที่หลังหู แต่ในที่สุดก็ยอมรับได้ในเมื่อเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด คนเรามีความพิเศษของตัวเอง มนุษย์ 2 คนก็มีความแตกต่าง

ต่อให้คนทักเรายังไง อย่างแรกเราต้องรักตัวเอง ควรภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของเรา เรามั่นใจสิ่งนี้ คำพูดคนอื่นจะไม่เอฟเฟกต์เรา

การทักทายเรื่องร่างกายคนอื่น คิทรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วเราควรมีจิตสำนึกในการเคารพร่างกายของตัวเองและคนอื่น ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องที่ผิด

คิทว่าทั่วโลกก็มีการทักทายแบบนี้ให้เห็น แต่ในบางประเทศอาจจะมีคนหมู่มากทำให้เห็นว่าการทักทายเรื่องส่วนตัวของคนอื่นไม่ดี คนกลุ่มน้อยที่วิพากษณ์วิจารณ์คนอื่นก็ลดน้อยลง อาจจะด้วยความเขินอายที่ทำในสิ่งที่คนกลุ่มมากไม่ชอบกันเขาไม่ทำกัน

ส่วนในเมืองไทยเราเผลอวิจารณ์คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักอยู่บ่อยๆ อาจจะพูดโดยไม่มีความตั้งใจประทุษร้าย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่คนพูดกับคนฟังความรุนแรงอาจไม่เท่ากัน

คำพูดทำร้ายความมั่นใจคนได้ ถ้าพูดย้ำเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา จนคนฟังเริ่มเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง คิทอยากให้ทุกคนเลือกเคารพตัวเองและเคารพคนอื่น เราไม่รู้ว่าใครผ่านเรื่องราวอะไรมา บางครั้งคำพูดอาจจะไปทำร้ายจิตใจใครบางคนมากกว่าที่เราคิดก็ได้”

ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก เมย์เบลลีน ไอที เกิร์ล คนล่าสุดของเครื่องสำอางเมย์เบลลีน นิวยอร์ก มองว่า การทักทายเรื่องรูปลักษณ์ คือวัฒนธรรมของประเทศไทย แต่ใจจริงๆ คนทักไม่ได้คิดอะไรเลย

สมัยที่ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยแรกๆ เธอเองก็เคยโดนทัก “ก็ค่อนข้างจะงงมากเพราะมีคนมาทักว่าแบบ อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย แต่จริงๆ ปูคิดว่า เป็นการแสดงความเอ็นดูของคนไทยนะ เป็นการทักว่าแบบสบายดีไหม อ้วนขึ้นหรือเปล่า ผิวคล้ำขึ้นหรือเปล่าเนี่ย คนไทยจะทักกันประมาณนี้แบบเฟรนลี่และแสดงความห่วงใย ก็จะพยายามไม่คิดอะไร เราเป็นประเทศที่สบายๆ ไม่คิดมากค่ะ”

ไม่ว่าใครจะมองหรือทักอย่างไรก็ตาม ปูฝากความสตรองมาให้ผู้หญิงทุกคนให้มองเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง “สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีความงามมีคุณค่า ปูพูดถึงเสมอถึง 3 ข้อหลักๆ ค่ะ คือ มีอาชีพเป็นของตัวเอง มีรายได้และเงินเก็บของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และสุดท้ายมีความรู้เท่าที่จะมีได้ 3 ข้อนี้คือความสวยในแบบฉบับผู้หญิงสวยและมีคุณค่าในแบบของปูค่ะ”

คำพูด หนึ่งในมารยาท(การเข้า)สังคม

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า ต้องแยกการทักทายออกจากการวิจารณ์ “คำทักทายมีการเปลี่ยนไปตามเวลา วัฒนธรรม อย่างคนญี่ปุ่นบางเมืองเขาทักว่า ขายของดีไหม กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม พอช่วงหลังคนให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากขึ้น การทักทายก็หลากหลายขึ้น

สนใจข้าวของเงินทอง การแต่งตัว ลามไปถึงสรีระร่างกาย การทักทายเขาอาจไม่ได้คิดอะไรเป็นเพียงคำทักทายติดปาก ไม่ได้คิดว่าคนฟังไม่ชอบ

หากคำทักทายทำให้คนฟังไม่สบายใจก็ปรับเปลี่ยนกันได้ ลองคุยกันดีๆ แต่ถ้าทำจนติดเป็นนิสัยต้องเตือนว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ดีต่อคนฟังและตัวเขาเอง การทักทายล้ำเส้นเกินไปเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น

ถ้าต้องการสื่อสารปรารถนาดีควรคุยกันส่วนตัว บอกเขาว่าเราเป็นห่วงใยเราขออนุญาตแนะนำได้ไหม คนฟังจะรู้สึกดีกว่า

น้ำหนักเยอะเดินแล้วเหนื่อยง่ายก็ชวนคุยเรื่องออกกำลังกาย แทนที่จะบอกว่าเขาอ้วนหรือผอม

ถ้าเราติดปากเรื่องอ้วนผอม เป็นการสร้างค่านิยม เหมือนโรคที่เกิดกับนางแบบ อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) เป็นจุดมาจากคนทักว่าอ้วน

การที่พูดทักคนอื่นในเรื่องรูปร่างเป็นคนขาดความละเอียดอ่อน ขาดการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลาติดต่อสื่อสารกับคนอื่น คนอื่นไม่โอเคได้สูง ขาดการไตร่ตรองในการสื่อสาร ถ้าเราทำซ้ำๆ เคยชินขึ้นมา ก็เป็นการพูดทำร้ายคนอื่น

บางทีอาจเป็นตัวสะท้อนว่าเรากังวลเรื่องนั้น เช่น ถ้าเรามีแนวโน้มพูดเรื่องเดิมบ่อยๆ มีอะไรที่เราไม่มั่นใจในเรื่องนั้นหรือเปล่า คนที่มั่นใจในข้อดีของตัวเองจริงๆ จะไม่สนใจพูดสิ่งนั้น เหมือนคนรวยไม่ได้มาอวดรวย คนมั่นใจสวยไม่ได้อวดกับคนอื่น เวลาที่คนต้องการแสดงออกการสื่อสารที่มากเกินไปในบางอย่างเป็นผลสะท้อนว่าขาดในสิ่งนั้น ไม่ได้มั่นใจ บางกรณีพูดเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

ถ้าบางคนมีความเคยชินในการวิจารณ์คนอื่นบ่อย ต้องทบทวน เราไม่มั่นใจตัวเอง เตือนตัวเองบ่อยๆ ระวังอย่าวิจารณ์คนอื่นเยอะ คนไม่ทบทวนตัวเองจะส่งผลให้มีนิสัยแข็งกระด้าง ละเอียดอ่อนน้อยลง เป็นโทษต่อตัวเราเอง”

บางครั้งคำทักทายโดยไม่คิดอะไร แต่อาจทำให้คนฟังนั้นคิด(มาก) การคิดสักนิดก่อนทักทายออกไปจะดีกว่าไหม ถ้ารูปลักษณ์มันสะดุดตาเป็นหัวข้อในการเปิดบทสนทนาได้ง่าย ก็ควรเลือกทักในมุมดีสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อคำทักทายได้ ในหนึ่งคนจะหาเรื่องดีๆ ไม่เจอเลยเหรอ