แฟชั่น+อาร์ต เทรนด์ใหม่มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563845

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

แฟชั่น+อาร์ต เทรนด์ใหม่มาแรง

เรื่อง พุสดี

ฟ อล-วินเทอร์นี้ ใครกำลังมองหาไอเดียเก๋ๆ เพื่อฉีกกรอบการแต่งตัว สร้างคาแรกเตอร์ที่แปลกตาให้กับตัวเอง ลองนำความสนุกของสตรีทแฟชั่นที่ดึงเอาศิลปะเข้ามาสร้างสีสันเพิ่มลูกเล่นในการแต่งตัวให้ดูน่าค้นหา เพราะหนึ่งในเทรนด์ฮอตของซีซั่นนี้ที่มีหลายแบรนด์ดังเลือกนำมาใช้คือ การนำศิลปะในรูปแบบต่างๆ มาอวดโฉมผ่านเสื้อผ้า และกระเป๋าได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มจาก เบาเบา อิซเซ่ มิยาเกะ (Bao Bao Issey Miyake) แบรนด์กระเป๋าขวัญใจของใครๆหลายคน นอกจากจะยังคงสินค้าไอเท็มโปรดที่โดนใจสาวๆ ทุกคน แถมยังปรับราคาให้เท่าญี่ปุ่นแล้ว ยังต้อนรับฤดูกาลใหม่เพิ่มความสนุกให้กับกระเป๋า ด้วยการนำเทคนิคงานวาดภาพแบบ Action Painting ที่มาพร้อมกับลายฝีแปรงที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยมีดมาเพิ่มเสน่ห์ให้กระเป๋าดูมีมิติ สร้างเอกลักษณ์ให้กระเป๋าในแต่ละใบที่ราวกับเป็นลิมิเต็ดพีซที่ใช้แล้วไม่ต้องกลัวซ้ำ

ถ้ายังอาร์ตไม่พอ แนะนำซีรี่ส์เฟซ (Face) ซึ่งทางแบรนด์นำสีสันและแสงเงาที่ไม่เหมือนใครมาพิมพ์ลงบนแผ่นวัสดุรูปทรงที่แปลกตา ทำให้กระเป๋าธรรมดาราวกับมีใบหน้าปรากฏอยู่ โดยใบหน้าจะยิ่งดูมิติมากขึ้นเมื่อใช้ใส่ของ แถมด้านหน้าด้านหลังยังมีรูปผู้ชายผู้หญิงแตกต่างกันไป ความงามของศิลปะที่ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนกระเป๋ายังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในคอลเลกชั่นนี้ยังมีการนำไอเดียของงานศิลปะ Trick Art นำเสนอโทนสีที่แตกต่างในสไตล์คัลเลอร์บล็อกล้อไปกับเทรนด์สตรีทแฟชั่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาใช้ด้วย

ขณะที่ แบรนด์แอคเนอร์ (Aigner) เลือกหยิบศิลปะในแบบตะวันออกกลางมาเป็นแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่น Wunderkammer เนรมิตกระเป๋าหนังวัวจากอิตาลีให้วิจิตรตระการตาด้วยรูปทรงและประดับลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน เช่น อะไหล่ทอง ปักหมุด พู่หนัง ปั๊มลาย ปักลาย พิมพ์ลาย เป็นต้น

คีย์พีซที่น่าจับจองต้องยกให้รุ่น Alia กระเป๋าหนังพิมพ์ลายของกระเบื้องโมเสอิคของโมร็อกโก และลายทางจับคู่สีม่วง เทรนด์สีแห่งปีเข้ากับสีเปอร์เซียนบลู เพิ่มความโมเดิร์นลงไปผ่านการใช้เส้นสาย และกระเป๋าทรงคาเมราแบ็ก ปั๊มรูปหน้าโอเซลอท

นอกจากกระเป๋าแล้ว สตรีทอาร์ตเท่ๆ ยังถูกนำมาใช้ในด้วยคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2018 ของโพรเอนซ่า สคูลเลอร์ (Proenza Schouler) ซึ่งซีซั่นนี้นอกจากจะจัดกระเป๋า ps1 รุ่นยอดนิยม สีพิเศษลิมิเต็ดเอดิชั่น เฉพาะที่ไทย คือ ดำ เทา และน้ำเงินเข้ม มาให้แฟชั่นนิสต้าได้อินเทรนด์สุดๆ แล้ว ในส่วนของเสื้อผ้ายังนำลูกเล่นที่เกิดจากการปรับรูปทรงและการจัดวางโลโก้ผสมผสานการใช้กราฟฟิกสีสันสดใสและลายพรินต์ที่โดดเด่น ซึ่งจะช่วยสะท้อนตัวตนของแบรนด์มาชูความโดดเด่น โดยมีตารางหมากรุกและลายเส้นถูกนำมาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ปรีชา สันลี มั่นใจว่าดีจงทำต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563841

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ปรีชา สันลี มั่นใจว่าดีจงทำต่อไป

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร

ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายบางทีก็เหมือนจะยากเกินไปด้วยซ้ำ โดยเฉพาะจากมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องใช้ความกล้าสักเพียงใดที่จะออกมาจากเซฟโซนการงานที่มั่นคง เพื่อมาเริ่มธุรกิจของตัวเองปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับถึงขนาดได้รับรางวัลระดับประเทศจากมือของนายกรัฐมนตรี แต่กว่าจะถึงวันนี้ได้ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ปรีชา สันลี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง วูดู (Voodoo) จาก บริษัท บิ๊กไอเดีย คอร์ปอเรท (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลจากงานผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2018) รับรองคุณภาพของผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สากลในปีนี้ ได้ใช้แนวคิด Leading The Way สะท้อนถึงเส้นทางเดินแห่งความสำเร็จของนักธุรกิจไทย ซึ่งจัดโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ปรีชา ได้รางวัลถึง 2 รางวัล คือ รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยมและรางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม กล่าวว่า การที่บริษัทได้รับรางวัล PM Award ในครั้งนี้ มีส่วนช่วยสนับสนุนในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือแก่สินค้าของเราอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ และด้วยรางวัล Best Halal นี้เองที่จะส่งเสริมให้สินค้าของเราได้สิทธิประโยชน์ในด้านการเข้าถึงคู่ค้า ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภคเป็นมุสลิม โดยจะช่วยส่งผลต่อการขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเหตุผลที่สมัครเข้าร่วมโครงการ PM Award ก็คือการที่บริษัทมีความมุ่งหมายที่จะสื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทราบถึงคุณภาพของสินค้า ตลอดจนศักยภาพของทีมผู้ผลิตโดยชี้วัดจากรางวัล PM Award ซึ่งการันตีโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เขาบอกว่าออกจากงานประจำมา 7 ปีแล้ว และมาเริ่มต้นทำเครื่องสำอางวูดูที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดที่เลียนแบบมาจากพิษงูและเกลือหิมาลายัน ซึ่งเป็นเกลือสีชมพูและดินชนิดพิเศษ และสมุนไพรอีกหลายชนิด ซึ่งผลิตขายในประเทศและเพื่อส่งออก โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีนและแถบอาหรับ

“ตอนที่ผมเริ่มทำแรกๆ คนฟังแล้วก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ คือไม่มีใครสนใจไม่มีใครเชื่อ แต่ผมก็มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ เพราะเราตั้งใจและค้นคว้ามาเป็นอย่างดี แม้จะมีคนทัดทานแต่ผมตั้งใจจะเดินหน้าต่อไปเพราะเชื่อในคุณภาพ ผมไม่ยอมแพ้ ผมไม่สนใจกระแสว่าเราต้องอิงความเป็นเกาหลี ต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตที่เขานิยม ผมทำในสิ่งที่เชื่อว่ามันดีและเดินหน้าต่อไป นอกจากสินค้าที่มีคุณภาพแล้วยังสร้างแบรนด์ให้มีความลึกลับน่าค้นหา ผมโตมาจากสายครีเอทีฟก็สร้างให้มีเรื่องราวสตอรี่ขึ้นมาให้ดูแปลกใหม่ น่าสนใจ น่าค้นหา ที่สำคัญราคาต้องไม่แพงมาก เราจึงเป็นแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์แรกที่ได้รับรางวัลนี้”

ตอนนี้สินค้าของเขาขายที่ดิวตี้ฟรีเป็นหลักและที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในแหล่งท่องเที่ยวอีกเกือบ 10 สาขา และแผนงานปีหน้าเขาจะขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นไปยังรัสเซีย แอฟริกาใต้ และจีน โดยสินค้าของเขาผ่าน อย. ของประเทศจีนและแอฟริกาใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะขยายตลาดในประเทศไทยให้มากขึ้น แน่นอนว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลย การทำตลาดในช่วง 1-2 ปีแล้วนี้เหนื่อยมากๆ ในการทำให้ผู้ใช้เปิดใจยอมรับ มาถึงตอนนี้ถือว่ามาไกลกว่าที่คิด โดยในปีที่ผ่านมามียอดขาย 400 ล้านบาท และปีนี้เขาตั้งเป้าไว้ที่ 580 ล้านบาท พร้อมๆ กับจะขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ชนิด

เขาบอกว่าการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โชคดีที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยอย่างดี รัฐบาลจึงได้มีนโยบายหลักที่มุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อีกทั้งนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ผลักดันให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วยการเน้นใช้นวัตกรรมในการออกแบบและผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพของสินค้าและบริการให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งยังเน้นสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตสินค้าและบริการโดยคงเอกลักษณ์แบบไทยอันโดดเด่น

ให้ความรู้ในเรื่องของการทำการค้าออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ Kongdeetourthai.com (ของดีทั่วไทย) และ thaitrade.com และยังร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ อาทิ Alibaba, Tmall, Amazon, และ eBay เพื่อสร้างการรวมกลุ่มและขยายช่องทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศ ให้การสนับสนุนภาคบริการให้เติบโตมากขึ้น จึงมีการสนับสนุนการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบริการ

รางวัล PM Award ถือเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของประเทศ และเป็นการประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกบริษัทเข้ารับรางวัลในแต่ละปี จะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นระบบ และโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจส่งออกที่ได้รับรางวัลนี้มีคุณสมบัติ ที่เพียบพร้อมอย่างแท้จริง

รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จสูงสุดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่งออกไทย ทั้งสินค้าและบริการประเภทต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับรางวัล ได้มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล รวมถึงทำให้ผู้นำเข้าและผู้ซื้อจากต่างประเทศเพิ่มความเชื่อมั่นต่อผู้ส่งออกของไทยที่ได้รับรางวัลอีกด้วย ย่อมนำมาสู่การซื้อขายที่ส่งเสริมรายได้ สร้างผลกำไร พัฒนาเศรษฐกิจทุกกลุ่มให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

เขามีแนวคิดในการบริหารงานก็คือมุ่งมั่นตั้งใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียดของงาน สร้างทีมเวิร์กที่ดี ใส่จิตวิญญาณไปกับงานที่ทำ และงานที่ทำต้องมีความเป็นยูนีค ที่สำคัญมีเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจนเสมอ โดยเขามีบุคคลที่ชื่นชอบมากๆ คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่คิดนอกกรอบและกล้าลงมือทำ อีกคนคือเจงกิสข่าน ในด้านความยิ่งใหญ่กล้าหาญ เชื่อในสิ่งที่ทำแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ

ตรวจสุขภาพริมหมอน คืนนี้คุณนอนดีหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563839

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

ตรวจสุขภาพริมหมอน คืนนี้คุณนอนดีหรือยัง?

เรื่อง พุสดี

ใครๆ ก็รู้ว่าการนอนเป็นกิจวัตรที่จำเป็นและสำคัญที่สุด ต่อให้ดูแลอาหารการกิน ออกกำลังกาย แต่ละเลยการนอนที่มีประสิทธิภาพ ความฝันที่จะได้เป็นเจ้าของสุขภาพที่ดีก็คงยาก

เมื่อพูดถึง “การพักผ่อน” ไม่ได้หมายความว่า แค่นอนให้ได้ครบ 8 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่ต้องมั่นใจว่าการนอนนั้นมีประสิทธิภาพ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนอนในท่าทางที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ ในงานเปิดช็อปใหม่ของเรสเทียร์ (Restier) แบรนด์เครื่องนอนระดับลักซ์ชัวรี่สัญชาติไทยได้เชิญ 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ร่วมให้ความรู้ และบอกถึงความสำคัญของการนอนที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ง่ายๆ

บรรจง โสภิน แพทย์แผนไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบประสาท กระดูกและข้อ กล่าวว่า การดูแลผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ต้องให้ความสำคัญในการเลือกที่นอน และหมอน ที่จะช่วยรองรับสรีระได้อย่างถูกต้อง อย่างหมอนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่นิยมใช้มาตั้งแต่โบราณ แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า บริเวณเหลี่ยมของหมอนนั้น ทำให้กดทับเส้นประสาทช่วงลำคอ และเกิดผลข้างเคียงกับระบบเส้นประสาท ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการนอนหลับไม่สนิท ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

หมอนที่ดี ควรออกแบบให้มีความโค้งรับกับศีรษะ ลำคอ และบ่า ซึ่งการหนุนหมอนที่ไม่ถูกต้องตามหลักสรีระ จะทำให้เกิดความตึงเครียดสะสมของกล้ามเนื้อ และส่งผลให้มีปัญหาเรื่องคอ บ่า ไหล่ ในที่สุด

“ท่านอนที่เหมาะสมที่สุด คือ การนอนหงาย แต่ก็ต้องนอนให้ถูกวิธี รวมทั้งต้องมีอุปกรณ์รองรับที่เหมาะสม อย่างที่นอนและหมอนที่ใช้วัสดุมีคุณภาพ และออกแบบมาให้รับแรงกดของสรีระได้เป็นอย่างดีด้วย แต่หากนอนตะแคงควรมีหมอนข้าง เพื่อช่วยรองรับช่วงสะโพก ไม่ให้เกิดการกดทับระหว่างการนอน และเป็นการรองรับกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน”

ด้าน นพ.พีรพัศฆ์ รุจิวิชชญ์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เผยว่า ปัจจุบันปัญหาสุขภาพของคนเมืองส่วนใหญ่จะพบปัญหาออฟฟิศซินโดรม มีอาการมือชา ปวดบ่า ปวดหัวไมเกรน หันคอลำบาก เอี้ยวตัวไม่ได้ ก้มตัวยาก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากสรีระในการทำงานที่ต้องนั่งนานๆ รวมทั้งเรื่องของที่นอนและการนอนที่มีความสำคัญเช่นกัน

คนเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของวันสำหรับการนอน หากนอนบนที่นอนไม่มีคุณภาพ อาจเกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาว ยกตัวอย่าง บางคนใช้ที่นอนตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นที่น้ำหนักตัวยังไม่มาก จนกระทั่งอายุเพิ่มมากขึ้น ก็ยังใช้ที่นอนเดิมทั้งที่สรีระไม่เหมือนเดิม น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เมื่อนอนที่นอนเก่าๆ น้ำหนักกดทับลงบนที่นอนมากขึ้น ทำให้หลังของเรามีแรงไปกระทำกับกล้ามเนื้อหลังมากขึ้น ทำให้ปวดหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพของที่นอนว่ายังสามารถรองรับแรงกดจากการนอนได้มากน้อยอย่างไร เมื่อลองกดหรือนอนบนที่นอนว่าสามารถคืนตัวได้ดีหรือไม่

“สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง แนะนำให้เลือกที่นอนที่ผลิตจากยางพารา 100% เพราะความยืดหยุ่นของตัวยาง สามารถดูดซับแรงเท่ากับน้ำหนักที่กดเข้ามา ไม่มีการยุบตัว นอนแล้วตัวไม่จม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม ควรต้องเลือกที่นอนที่เหมาะสมกับสรีระ และน้ำหนักตัว เพราะหากมีน้ำหนักตัวค่อนข้างใหญ่มาก ควรเลือกที่นอนค่อนข้างหนา เพราะหากที่นอนบางเกินไปจะทำให้หลังโค้งตัวตลอด ทำให้หมอนรองกระดูกต้องทำงานหนักตลอดเวลา”

เริ่มต้นดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่คืนนี้ ด้วยการเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพการนอน

เทคนิคสำคัญใช้จัดพอร์ตรับวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563836

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

เทคนิคสำคัญใช้จัดพอร์ตรับวัยเกษียณ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

สังคมผู้สูงวัยเริ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ไทยเรามีผู้สูงอายุมากถึง 14% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในอีก 30 ปีข้างหน้า สาเหตุ 3 อย่างของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือ อัตราการเกิดน้อยลง แต่งงานกันช้า บางคู่ก็ไม่อยากมีลูก ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปกว่าแต่ก่อนมาก และอัตราการตายน้อยลงเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เรื่องเงินปัญหาใหญ่สังคมสูงอายุ

อีก 30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุ 15-20 ล้านคน แต่ที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นคือพบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนยากจน มีเงินใช้เดือนชนเดือน และอาจไม่สามารถหาปัจจัย 4 ได้อย่างครบถ้วน บางคนไม่มีที่อยู่ บางคนไม่มีข้าวกิน บางคนไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่ และบางคนไม่มีเงินซื้อยารักษาเมื่อไม่สบาย ต้นเหตุที่สำคัญที่สุดของปัญหาก็คือเรื่องเงิน คนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่ารุ่น Baby Boomer ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังเรื่องความขยันและการหาเงิน แต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักไม่รู้ถึงวิธีเก็บเงินที่ถูกต้อง

ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีเงินดูแลตัวเอง

สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ลูกหลานมักจะเป็นผู้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ยามแก่เฒ่า ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเรื่องการวางแผนเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญ ทำให้ไม่มีการวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างถูกวิธี วันนี้คนไทยรู้จักวิธีการลงทุนที่ถูกต้องเพียง 6-7% เท่านั้นเอง หมายถึงการวางแผนและจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุนและเป้าหมาย ส่วนมากมองเรื่องลงทุนเป็นเรื่องยากและน่ากลัว อาจเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังจากประสบการณ์ที่ไม่ดีในช่วงปีที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คนไทยหลายคนมองว่าตลาดหุ้นเป็นบ่อนการพนันเพราะหมดเนื้อหมดตัวจากช่วงวิกฤต ความเป็นจริงแล้วคนไทยส่วนใหญ่ลงทุนอย่างไม่ถูกต้อง การลงทุนที่ถูกควรมีการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ จำไว้เลยเวลาที่ขาดทุนหุ้นตก จะมีสินทรัพย์ชนิดอื่นที่สามารถเข้ามาลดแรงกระแทกได้เสมอ

สิ่งที่ต้องทำสำหรับจัดพอร์ตเกษียณ

1.อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต้องลดลง

คนที่อายุเยอะๆ ใกล้ๆ วันเกษียณในบ้านเราปัจจุบันมักจะมีการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงมากกก บางคนอาจลงทั้ง 100% ของพอร์ตลงทุนเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอายุมากขึ้น ความเสี่ยงต้องลดลงการแก้ปัญหานี้คือการสร้างพอร์ตสำหรับแต่ละช่วงอายุขึ้นมาที่เรียกว่า Glide Path หลักการคือในช่วงที่อายุน้อยๆ จะเน้นลงทุนในหุ้นเยอะๆ เพื่อสร้างผลตอบแทน และสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีก่อนการเกษียณสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป้าหมายการลงทุนสำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณคือมุ่งเน้นรักษาเงินต้น การทำแบบนี้เป็นหลักการลดความเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการวางแผนลงทุนเพื่อการเกษียณ

2.เลือกแผนลงทุนเพียงครั้งเดียว สัดส่วนจะเปลี่ยนตามอายุงานที่เหลือ

หลายคนเลือกแผนการลงทุนสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ตอนเข้าทำงานและไม่เคยเปลี่ยนเลย เป็นหลักการที่ผิดอย่างยิ่ง ปัญหาของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ สมาชิกมักไม่ค่อยทำการเปลี่ยนแผนการลงทุนอาจจะเพราะขาดความรู้ความเข้าใจหรือไม่มีเวลา กองทุนสมดุลตามอายุมีการใช้เทคนิคปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติทุก 10 ปีเพื่อให้ความเสี่ยงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อค่อยๆ รักษาเงินลงทุนให้พร้อมในวันที่เราเกษียณ และจะมีการลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 10 ปีสุดท้ายของการทำงานเพื่อความปลอดภัย นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณ

3.วางพอร์ตระยะยาว แต่ต้องปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น

การวางแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณเป็นการจัดพอร์ตระยะยาวสำหรับ 30 ปีข้างหน้าหรือที่เรียกว่า Strategic Asset Allocation แต่ในความเป็นจริงนั้นพอร์ตลงทุนก็ควรมีการปรับเปลี่ยนระยะสั้นเหมือนกันเรียกว่า Tactical Asset Allocation ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากมุมมองการลงทุนของผู้เชี่ยวชาญ เช่น พอร์ตการลงทุนระยะยาวควรมีหุ้นอยู่ในพอร์ต 50% แต่เริ่มมีสัญญาณว่าอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้จัดการกองทุนจะมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนหุ้นให้ลดลงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยอาจลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 35% เป็นต้น บางคนอาจคิดว่า ก็มันจะเกิดวิกฤตทำไมไม่เอาหุ้นออกจากพอร์ตไปให้หมดล่ะ ไม่ควร เพราะอะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอน วิกฤตที่คิดไว้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ และถ้าเอาหุ้นออกไปหมดแล้วไม่เกิดขึ้นพอร์ตการลงทุนของเราก็เสียโอกาสการลงทุนไปมากทีเดียว

เวลาที่ลงทุนไปนานๆ สัดส่วนการลงทุนอาจไม่เท่ากับที่เลือกไว้ตอนแรก จึงต้องทำการปรับสัดส่วนของพอร์ตลงทุนคือการซื้อถูก ขายแพง ในปีที่หุ้นขึ้นมาเยอะๆ ก็ควรขายทำกำไรออกบ้างและเอากำไรที่ได้ไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นแทนเรียกว่าขายแพง ในปีที่หุ้นตกเยอะๆ จนสัดส่วนเพี้ยนไปจากตอนแรกมาก ก็ควรซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต การซื้อหุ้นในช่วงที่หุ้นตกก็คือการซื้อถูก นั่นเอง

หลายคนตั้งใจลงทุนและวางแผนการเกษียณมาอย่างดี แต่พอเกษียณปุ๊บ เอาเงินทั้งหมดออกมาจากกองทุนแล้วฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ยเพื่อความสบายใจ จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง หลังจากที่เกษียณแล้วเรายังมีเวลาอีกหลายสิบปีก่อนที่จะเสียชีวิต เงินจำนวนนั้นก็ยังคนต้องลงทุนอยู่ แต่จะเป็นการจัดพอร์ตสำหรับวัยหลังเกษียณ ที่เน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งออกแบบให้มีแผนการลงทุนหลังเกษียณไว้ให้โดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลไม่ได้มีแค่ช่วงที่ทำงานเท่านั้น แต่หลังจากเกษียณไปแล้วก็ยังต้องลงทุนกันอยู่

การเกษียณไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่าคิดว่าอีกตั้งนานกว่าจะเกษียณยังไม่ต้องเตรียมตัวก็ได้ เป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง ออมก่อน รวยกว่า ยังคงใช้กับการลงทุนได้เสมอทุกยุคทุกสมัย

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’ งดงามอลังการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563842

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’ งดงามอลังการ

เรื่อง วราภรณ์

หลังจากหยุดการแสดงไป 2 ปี การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กำลังจะกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งกับตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่นาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่สืบไป ในปี 2561 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ซึ่งมีความสนุกสนานมากตอนหนึ่งจากบทพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์ สมกับการเฝ้ารอชมอย่างแน่นอน

“พิเภกสวามิภักดิ์” ความจงรักภักดี และเที่ยงธรรมสุจริต

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” กล่าวถึงรายละเอียดในการจัดแสดงขึ้นว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สืบสานและอนุรักษ์โขน ซึ่งถือเป็นสมบัติและเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติ ที่ผ่านมาทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขน รามเกียรติ์ 7 ตอนด้วยกัน ได้แก่ ชุด “ศึกพรหมาศ” ในปี 2550 และ 2552, ชุด “นางลอย” ในปี 2553, ชุด “ศึกมัยราพณ์” ในปี 2554, ชุด “จองถนน” ในปี 2555, ชุด “ศึกกุมภกรรณ ตอน โมกขศักดิ์” ในปี 2556, ชุด “ศึกอินทรชิต ตอน นาคบาศ” ในปี 2557 และชุด “ศึกอินทรชิต ตอน พรหมาศ” ในปี 2558 จนประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับให้มีการเพิ่มรอบสำหรับผู้ที่พลาดชมการแสดงในทุกปี

เมื่อทีมงานได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่ามีประชาชนเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทรงปลื้มพระทัยที่เห็นทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ มาดูโขนกันทั้งครอบครัว เป็นสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น โดยปีนี้ในส่วนของการเลือกตอนจากแบบสอบถามและได้นำความกราบบังคมทูลว่า คนดูต้องการชมตอน พิเภกสวามิภักดิ์ เพราะคนดูสอบถามมามาก ทำไมพิเภกถึงไปย้ายอยู่กับพระราม จึงเป็นที่มาของการเลือกแสดง ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ขึ้น ทั้งยังอันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดี และการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริต นำเสนอในการแสดงครั้งนี้

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เล่าย้อนไปถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแสดงโขนครั้งแรกๆ เกิดเมื่อปี 2546 เริ่มจากช่วงปีนั้น โขนไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่าโขนซบเซาไป ไม่เป็นที่นิยมมากนัก จึงเป็นที่มาทรงช่วยอนุรักษ์โขนไว้ แม้มีกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม วิทยาลัยนาฏศิลปช่วยดูอยู่แล้ว แต่ทรงอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจการแสดงโขนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องช่วยๆ กันหลายๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพก็มีช่างฝีมือหลายแขนง

“ตอนนั้นทรงเริ่มจากการแต่งหน้าของนักแสดงก่อน การแต่งหน้าของโขนดูจะเหมือนกันทั้งหญิงชาย คือผัดหน้าขาวเขียนคิ้วทาปาก ต่อมาเรื่องการแต่งกายมีพระดำริว่าจะทำอย่างไร การแต่งกายดูงดงามเหมือนในอดีต เพราะช่างฝีมือก็ค่อยๆ หายลดลงเรื่อยๆ ทางมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพก็ได้ศึกษาค้นคว้าว่าโบราณเป็นอย่างไร โดยในช่วงนั้นช่างฝีมือไม่ค่อยมี จึงรับสั่งว่า ในเมื่อศิลปาชีพมีช่างปักอยู่แล้ว ก็ทรงอยากให้ช่างปัก ช่างทอ ช่างเขียนฉาก หลายๆ แขนงมาช่วยกัน เพราะการนำโขนมาจัดแสดง เมื่อก่อนเล่นกลางแปลง ไม่ได้ต้องมีฉากอะไรมากมาย แต่ถ้าเราเล่นในโรงละคร ในสถานที่ต้องใช้แสงสี เสียงที่ทันสมัยเหมือนการแสดงต่างประเทศ ต้องมีการทำฉาก ทำเทคนิคขึ้นมา จึงเป็นที่มาของการสร้างฉากอลังการที่ทุกคนมองเห็น โดยมีอาจารย์สุดสาคร ชายเสม เป็นผู้ออกแบบฉาก มีนักเรียนศิลปาชีพจากหลายจังหวัดที่ทรงให้ทำงานแกะสลัก เขียนภาพมาเป็นลูกมืออาจารย์สุดสาคร มีนักศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่างมาช่วยด้วย ช เด็กศิลปาชีพก็ได้เรียนรู้การทำงานที่วิจิตร ฝีมือชั้นครู และได้ฝึกฝนมาจนถึงทุกวันนี้

“อย่างช่างทอจากเนินธัมมัง จ.นครศรีธรรมราช ก็มาช่วย มีการนำผ้าทอโดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย มาให้ลวดลาย สอนวิธีการย้อมด้วยวิธีธรรมชาติ สอนการทอด้วยวิธีโบราณที่เคยทำมา เด็กๆ สมาชิกศิลปาชีพจากจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือผ้าซิ่นของตัวนางก็มาจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนการปักผ้ามีหลายจังหวัดช่วยเรื่องเครื่องแต่งกาย เสื้อตัวเอกตัวประกอบมาจาก จ.สิงห์บุรี ราชบุรี อยุธยา เพชรบุรี กาญจนบุรี และสกลนครก็มี เพราะเรานำเด็กๆ มาเรียนปักแล้วเขาก็ปักได้ สอนวิธีปักด้วยดิ้นเหลี่ยม ดิ้นกลม เด็กๆ ก็ได้ความรู้ไปด้วย ส่วนช่างเขียนทำฉาก อุปกรณ์ หัวโขนก็ทำอยู่ที่อ่างทอง เราทำตั้งแต่กระดาษข่อย ขึ้นมาเป็นหัวโขน สอนโดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ คิดว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ เล่าต่อว่า การเตรียมการแสดงโขนครั้งแรกใช้เวลาศึกษาค้นคว้า และลงมือทำนานมากตั้งแต่ปี 2546 กว่าจะมาแสดงจริงในปี 2550 แต่หลังจากนั้นก็มีบรรทัดฐานที่ดีเรื่อยมา

“แรกๆ ทรงรับสั่งให้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ก่อน รับสั่งกับอาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ให้ศึกษาว่าโบราณทำกันอย่างไร สมัยอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ทำอย่างไร ต้องดูแบบแผนในอดีตทำไว้อย่างไร เพื่อทรงอยากอนุรักษ์ให้โขนยังอยู่คู่สังคมไทยและมีความงดงามของช่างฝีมือไทย ให้อยู่คู่แผ่นดินไทย เมื่อทรงรับทราบว่าคนไทยเป็นจำนวนมากให้การต้อนรับการแสดงโขนเป็นอย่างดี พาปู่ย่าตายายมาชมโขน สะท้อนจิตใจที่อ่อนโยนของลูกหลานที่พานั่งวีลแชร์มาชม เป็นสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น พระองค์ก็ทรงปลื้มพระทัย”

นักแสดงรุ่นใหม่ช่วยสืบสานงานโขน

ไม่เพียงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ให้การอนุรักษ์โขน ตลอดจนความงดงามของช่างฝีมือไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ยังมีพระราชดำริให้นักแสดงรุ่นใหม่มาร่วมแสดงด้วย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ เล่าว่า สำหรับการแสดงครั้งนี้ได้จัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงตัวเอกรุ่นใหม่เมื่อปี 2559 เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม โดยคัดเลือกจากนักเรียน นักศึกษา ทั้งจากวิทยาลัยนาฏศิลป และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจัดให้มีคัดเลือกนักแสดง จำนวน 5 ตัวละคร คือ โขนพระ มีผู้สมัคร 73 คน ละครพระ มีผู้สมัคร 198 คน ละครนาง มีผู้สมัคร 204 คน โขนยักษ์ มีผู้สมัคร 137 คน และโขนลิง มีผู้สมัคร 160 คน รวมทั้งสิ้นมีผู้สมัครจำนวน 772 คน ซึ่งแต่ละประเภทตัวละครจะมีเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเพียง 5 คน รวมจำนวน 25 คน

“จึงอยากเชิญชวนให้คนรักโขนรวมถึงประชาชนคนไทยรีบจองบัตร เพราะการแสดงโขนเต็มรูปแบบมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2558 เราได้เห็นคนรุ่นใหม่ใส่ชุดไทยมาชมโขนถือเป็นการปลุกกระแสและสร้างค่านิยมในกลุ่มโซเชียลให้คนไทยใส่ชุดไทย ผ้าไทย กันมากขึ้น ในปีนี้ก็เช่นกันอยากเชิญชวนผู้ชมแต่งชุดไทยสวยๆ มาชมโขนกันเยอะๆ”

ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงฯ เล่าเสริมว่า ระยะแรกมีการใช้นักแสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ก่อน หลังจากนั้นมีพระราชเสาวนีย์ให้คนรุ่นใหม่น่าจะมาร่วมแสดงด้วย ทีมงานจึงรับพระราชเสาวนีย์มา โดยทำการเริ่มออดิชั่นครั้งแรกปี 2553 คือนางลอย มีเด็กนาฏศิลป์มากมายสนใจเข้ามาร่วมออดิชั่น โดยเริ่มแรกมีเด็ก 60 คนเข้ามาออดิชั่น แต่ปี 2559 ที่เปิดออดิชั่นมีเด็กจำนวนมากถึง 800 คน ใช้เวลาออดิชั่นเกือบ 10 วัน จึงถึงรอบสุดท้าย เรียกว่าเยาวชนตื่นตัวจากโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นจำนวนมาก

เรื่องราวสนุกสนาน สมการรอคอย

ด้าน อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้กำกับการแสดง และคัดเลือกบทแสดง กล่าวว่า การทำบทการแสดงครั้งนี้จะเห็นว่าแตกต่างจากการแสดงที่ผ่านๆ มา เพราะได้ผสมผสานสร้างสรรค์มาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ฉบับต่างๆ อาทิ บทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 6 โดยทางคณะกรรมการทุกท่านตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความประณีต ทั้งการบรรจุเพลงขับร้อง มีผู้เชี่ยวชาญ ศิลปินแห่งชาตินาฏศิลป์ ดนตรี ได้ร่วมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ถ่ายทอดการแสดงโขนให้อยู่สืบไป โดยแบ่งเป็นตอนต่างๆ ได้แก่ องก์ที่ 1 สุบินนิมิต ประกอบด้วย ตอนที่ 1 พิเภกถูกขับ, ตอนที่ 2 พิเภกลาชายาและธิดา, ตอนที่ 3 เนรเทศ และองก์ที่ 2 ประกอบด้วย ตอนที่ 1 พบนิลเอก, ตอนที่ 2 สวามิภักดิ์, ตอนที่ 3 มณโฑทูล ตัดศึก, ตอนที่ 4 สนามรบ และตอนที่ 5 แก้หอกกบิลพัท ที่ยังคงความวิจิตรงดงาม กระบวนท่ารำตามแบบฉบับโขนหลวง พร้อมที่จะสร้างความสนุก ความประทับใจให้กับผู้ชมสมการรอคอยอย่างแน่นอน

“ที่เลือกตอนนี้เพราะคนสงสัยว่าทำไมพิเภกจึงไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ในการทำบทครั้งนี้ เราจะเห็นเป็นการทำบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงกันมาก เป็นการทำบทจากการผสมผสานด้วยการนำบทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 1, 2 และ 6 มาผสมผสานกันซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่วนใหญ่ที่เราเคยดูกันคือ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 พิเภกไปอยู่กับพระราม โดนขับไล่ไป แต่วิธีการไปแตกต่างกัน คือหลักการเลือกของเราคือ ตอนใดที่ประชาชนยังไม่เคยเห็นและมีความสวยงาม ประณีตในเรื่องบรรจุเพลงขับร้อง เราได้ผู้เชี่ยวชาญศิลปินแห่งชาติ เช่น คุณทัศนีย์ให้คำปรึกษาว่าบทร้องใดจะสูญไปเรานำกลับมา เราได้ศิลปินแห่งชาติหลายๆ ท่านมาช่วยทำบทร้องให้ เรียกว่าร่วมกันฟื้นฟูเอาของเก่ามาปรับปรุง ทำให้เกิดความงดงาม เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นโขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ คนก็ยินดีช่วยกันถ่ายทอด”

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กำหนดจัดแสดง วันที่ 3 พ.ย.-5 ธ.ค. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร. 02-262-3456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Khon Performance โขนพระราชทาน

ธัญญมัย วัชรเสถียร เพราะความเร็ว ไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563747

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

ธัญญมัย วัชรเสถียร เพราะความเร็ว ไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้หญิง

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร  ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

ไม่มีอะไรที่เป็นข้อจำกัดสำหรับผู้หญิงทุกคนที่มีใจรักในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราหลงใหลมันมากพอที่จะผลักดันให้ทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี เช่นในเรื่องของความเร็วนั้นที่แต่เดิมนั้นถือว่าเป็นวิถีของผู้ชาย เป็นกีฬาของลูกผู้ชาย แต่ระยะ 4-5 ปีมานี้จะเริ่มเห็นมีผู้หญิงเข้ามาท้าประลองความเร็วในสนามแข่งกันมากขึ้น และสาวรุ่นคนนี้ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการที่เพิ่งเข้ามาประลองความเร็วมาได้เพียงปีเดียว แต่ก็มีฝีไม้ลายมือน่าจับตามองจนติดโผขึ้นโพเดียมรับรางวัล ถือว่าฝีมือดีน่าจับตาและคาดว่าอนาคตจะไกลอีกด้วย

จ๋า-ธัญญมัย วัชรเสถียร เธอเป็นนักแข่งรถในรายการโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 รุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ ด้วยวัยเพียง 22 ปีถือว่าฝีเท้าดีเป็นน้องใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามอง โดยผลงานปี 2018 นั้นสนามแรกเธอแข่งที่ จ.เชียงใหม่ ได้อันดับที่ 7 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ ส่วนสนามที่ 2 แข่งที่ จ.บุรีรัมย์ ได้อันดับที่ 5 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ และสนามที่ 3 ที่ จ.ชลบุรี เธอได้อันดับที่ 5 ในรุ่น วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ

เธอจบการศึกษาทางด้าน Superior Cuisine หลักสูตรอาหารฝรั่งเศส ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ สาวน้อยวัย 22 ปีคนนี้ ชื่นชอบการทำอาหารมาก มีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเชฟ และหวังไว้ว่าจะได้เปิดร้านอาหารฝรั่งเศสของตัวเองในอนาคต ปัจจุบันนี้นอกจากแข่งรถแล้ว เธอก็กำลังศึกษาธุรกิจของที่บ้านที่ทำเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบอาหารและเคมีอาหาร (Food Science) เพื่อจำหน่ายให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย และยังช่วยธุรกิจที่บ้านคือร้านคาเฟ่ชาโฮ (Chaho) ที่เปิดบริการอยู่ 2 สาขา คือที่สีลม คอมเพล็กซ์ และซอยพิพัฒน์ 2

เห็นหน้าสวยเฉี่ยวคมเข้มแบบนี้ เธอก็เป็นสาวขาลุยไม่ใช่สาวหวาน ดูจากกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เธอโปรดปรานนั้น เรียกว่าแต่ละชนิดกีฬาที่เธอชื่นชอบมักจะเป็นการเล่นกีฬา Extreme เช่น การโดดหอ ขี่เจ็ตสกี ยิงปืน ตอนเด็กๆ อยู่ ป.5 เธอก็เป็นกัปตันทีมฟุตบอลของโรงเรียน และชื่นชอบการขับรถมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเธอแอบฝึกขับรถเองตั้งแต่อายุ 12 โดยใช้วิธีจำจากคนขับรถที่บ้าน สังเกตว่าเหยียบคันเร่งตรงไหน เข้าเกียร์ตรงไหน และจังหวะของรถ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักแข่งรถเลย แต่เมื่อมีโอกาสจึงเข้ามาร่วมลงแข่งขันในรายการโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 ซึ่งพอได้แข่งแบบจริงจังก็รู้ว่าเราชื่นชอบการแข่งรถมาก และจะแข่งต่อไป ตอนนี้เลยมีความใฝ่ฝันใหม่อยากเป็นนักแข่งรถมืออาชีพอีกด้วย

เธอเล่าว่า พอคุณแม่ทราบว่าเธอไปแอบหัดขับรถมาจนเป็น และดูท่าทางแล้วว่าเธอจะชอบความเร็ว คุณแม่จึงเป็นห่วงเลยส่งไปเรียนขับรถอย่างเป็นทางการเพื่อเรียนรู้ให้ถูกวิธี และเมื่อเห็นว่าชอบความเร็วก็สนับสนุนให้ไปเป็นนักแข่งเลย

“เพราะคุณแม่เป็นห่วงไม่อยากให้มาซิ่งบนถนนสาธารณะ อยากขับเร็วก็ไปแข่งในสนามเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่าจะได้ไม่เก็บกด (หัวเราะ) ให้ปล่อยของไปให้หมด อย่างน้อยแข่งในสนามมีกฎกติกา นักแข่งคนอื่นก็รักษากฎกติกาไว้ด้วยกันเป็นที่เป็นทางจะได้ไม่เป็นอันตรายตอนนั้นอายุ 18 ปีพอดี แต่ตอนนั้นไม่รู้เป็นอะไรแบบหนูยังไม่มั่นใจตัวเองกลัวๆ กล้าๆ ไปไม่สุดก็เลยหยุดไปเกือบ 2 ปีเพื่อถามตัวเองให้แน่ใจว่า เราชอบจริงๆ หรือเปล่า จนแน่ใจว่าชอบจริงก็กลับมาตอนอายุ 21 อีกครั้งตอนนี้ก็ใส่เต็มที่เพราะเรารู้แล้วว่าเราชอบจริงๆ ไปเรียนเพิ่มเติมกับพี่นัทจัง (ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ) ที่เป็นนักแข่งรถรุ่นใหญ่” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

การได้กลับมาเรียนอีกครั้ง คราวนี้เน้นการสอนเรื่องทักษะทุกอย่างที่เกี่ยวกับการแข่งรถ เทคนิคต่างๆ ที่นักแข่งควรมีและมีเรื่องการเซฟตี้ต่างๆ ต่างกับการเรียนครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเรียนเพื่อให้ขับรถเป็นอย่างถูกวิธีแบบคนทั่วไป เรียนได้ไม่กี่เดือนก็สนุกมากประทับใจในตัวพี่ผู้สอน เขาสอนได้สนุกและทำให้เธอมั่นใจ เรียนได้ไม่กี่เดือนเธอก็มาสมัครเป็นนักแข่งเลย โดยเธอใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเข้าชิงติดอันดับ 1 ใน 5 ได้ถึง 2 สนาม ซึ่งสถิติที่ผ่านๆ มานั้น แข่งปีแรกจะอยู่อันดับ 10 กัน เธอบอกว่าโชคดีที่ได้อาจารย์ดีทำให้เธอไปได้เร็วกว่าที่คิดไว้

“หนูก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจบ้าง เวลาเราได้รางวัลไปอวดท่านก็ภูมิใจ บางครั้งท่านก็มาเชียร์ให้กำลังใจถึงสนาม ตอนนี้หนูยังเป็นนักแข่งสมัครเล่นอยู่ ใช้วีออสแข่งอยู่ ถ้าได้อันดับ 1 ของวีออส ก็จะขยับไปรุ่นใหญ่เป็นรุ่นอัลติส วันเมคเรซ ถ้าได้แชมป์ของอัลติส ก็จะไปเข้าทีมโตโยต้าไทยแลนด์ ทีมผู้หญิงมีทั้งหมด 13 คน หนูอยู่อันดับที่ 5” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอบอกว่าการแข่งแต่ละครั้งจะต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง เธอต้องวิ่ง ยกน้ำหนัก เล่นเวต และต้องควบคุมไม่ให้น้ำหนักเกิน และพยายามพัฒนาฝีมือให้ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพราะชอบความเร็วก็จะเอาดีทางนี้และจะแข่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง แม้จะเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้มีข้อจำกัดแต่อย่างใด เพียงตั้งใจมุ่งมั่นหมั่นฝึกซ้อมและเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงเอาไว้เท่านั้น มีสมาธิที่ดี ใครที่ชอบความเร็วอย่าไปขับบนถนน ให้มาปล่อยของกันในสนามแข่งเพื่อความปลอดภัยและได้มาแข่งกับตัวเองท้าทายตัวเองอย่างมีสติ เธอว่าปกติไม่ชอบแข่งขันอะไรกับใคร ไม่ชอบความกดดัน แต่เรื่องแข่งรถสำหรับเธอตอนนี้มันมีความสุขที่สุด

สุดท้าย เธออยากเชิญชวนทุกคนมาเป็นกำลังใจให้กับเธอและเพื่อนๆ นักแข่งทุกคน ที่ลงแข่งขันในรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018” มาดูกันว่าเมื่อผู้หญิงเป็นนักแข่งรถเราก็ทำได้ดีไม่แพ้ใครๆ โดยสนามต่อไปจะเป็นสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่จะไปแข่งขันที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงวันที่ 22-23 ก.ย. 2561 ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน “มาให้กำลังใจพวกเราด้วยนะคะ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

เดินเร็ว เพิ่มความฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563746

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

เดินเร็ว เพิ่มความฟิต

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่สามารถแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไม่ยาก แต่หลายคนก็แย้งว่าฉันก็เดินมาตั้งเยอะไม่เห็นจะผอมลง ซึ่งวันนี้มีเคล็ดลับการเดินเพื่อสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง เดินอย่างไรให้ผอมให้ดีต่อสุขภาพมาฝากกัน

มีงานวิจัยจาก​มหาวิทยาลัย​เซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ระบุว่า การ​เดิน 15 นาที จะช่วย​ลด​ความ​กังวล​และ​ความ​เครียด​ได้​ดี​ การ​เดิน​ทำ​ให้​มี​การ​หลั่งสาร​เคมี​ใน​สมอง​ที่​ช่วย​บรรเทา​อาการ​เจ็บ​ปวด​และ​ทำ​ให้​รู้สึก​ผ่อน​คลาย ทั้ง​ยัง​ทำ​ให้​ใจ​สงบ​และ​อารมณ์​ดี ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเวลาที่เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ จิตใจจะสงบ บางคนก็ชอบเดินคิด บางคนก็ชอบเดินเล่นแถวบ้านเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง

ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเดินอีกอย่างหนึ่งว่า การเดินที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การเดินเร็ว แค่​เดิน​เร็ว​วันละครึ่งชั่วโมง ร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนที่เดินน้อยหรือเดินช้าถึง 28 เปอร์เซ็นต์ ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจลงได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการเกิดมะเร็งเต้านมได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น ลดไขมันสะสมในร่างกาย และสร้างความแข็งแรงให้แก่มวลกระดูก

ดังนั้น อย่าดูแคลนเรื่องการเดินเร็ว ชาวญี่ปุ่นที่มีสุขภาพที่แข็งแรงอายุยืน เหตุผลอาจไม่ใช่แค่สภาพอากาศและอาหารกิน แต่ยังมีเรื่องของการเดินเร็ว จากชีวิตประจำวันที่ต้องการความเร่งรีบก็เป็นไปได้

แต่การเดินก็ต้องการท่วงท่าที่ถูกต้องถึงจะส่งผลดีอย่างเต็มที่ การเดินที่ดีต้องเดิน​ตัว​ตรง ​เชิด​คาง​ขึ้นให้ขนาน​กับ​พื้น อาจจะดูหยิ่งๆ ไปสักหน่อยแต่ดีต่อร่างกาย เดินเร็วด้วยความเร็วคงที่ ในระดับที่สามารถพูดกับคนข้างๆ ที่เดินเร็วด้วยกันได้แบบไม่หอบเหนื่อยหายใจไม่ทัน

ไม่ต้องก้าว​เท้า​ยาว​เกิน​ไป แต่ก้าวตามปกติหรือยาวกว่านิดหน่อยตามธรรมชาติของการเดินเร็ว เพียงแค่เพิ่มความเร็วในการก้าวเท้าขึ้นเท่านั้น ไม่​จำเป็นอย่างถือ​ของ​หนัก ถ้าต้องถือของหนักควรเลี่ยงการเดินเร็ว เพราะจะทำให้ร่างกายไม่สมดุลและพลาดจนเกิดการบาดเจ็บได้

การเดินออกกำลังกายสามารถฝึกตามโปรแกรมประจำสัปดาห์ ดังนี้ วันจันทร์เดินช้าๆ ตามสบาย 30 นาที ให้ได้ 2 กม. วันพุธเดินเร็วปานกลาง 30 นาที ให้ได้ 3 กม. และวันศุกร์เดินเร็วเต็มที่ 30 นาที ให้ได้ 3.5 กม.

สำหรับคนที่ต้องการออกกำลังด้วยการเดินอย่างเต็มที่ สามารถเริ่มต้นจากการเดินเร็วประมาณ 10 นาที สลับด้วยการวิ่งเหยาะๆ 1 นาที สลับกันไปมา ให้ได้ระยะทางมากน้อยตามสภาพของร่างกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์

ในแต่ละวันที่ออกกำลังกายให้เพิ่มระยะเวลาในการวิ่งให้มากขึ้น จนวิ่งได้นานกว่าเดิม เช่น จาก 30 วินาที เป็น 60 วินาที แบบนี้สลับกัน เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ จะพบว่าสามารถวิ่งออกกำลังกายได้ 30 นาที โดยไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป การเดินแค่ 30 นาทีแบบนี้สามารถเผาผลาญแคลอรีได้สูงถึง 220 แคลอรี เลยทีเดียว

หากต้องทำงานออฟฟิศ แล้วไม่อยากให้มีเหงื่อซึมก่อนเข้าทำงาน ก็เปลี่ยนการเดินเร็วออกกำลังกายเป็นช่วงเย็น ในระหว่างวันให้เดินขึ้นลงบันไดรวม 15 นาที ฟังดูเหมือนจะนานและเหนื่อย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วแค่เปลี่ยนการเดินเข้าห้องน้ำจากชั้นที่ทำงานอยู่เป็นชั้นที่สูงขึ้นตลอดทั้งวัน เดินไปกลับก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 นาทีแล้ว

การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา และสะโพกให้กระชับยิ่งขึ้น หรือวันหยุด การเดินเร็วเที่ยวในศูนย์การค้าก็เป็นการออกกำลังที่เพลิดเพลินอย่างยิ่ง แต่ให้ระวังเรื่องอาหาร

เพราะยิ่งเดินไกลอาจหิวได้ง่าย และพลาดไปรับประทานของหวาน อาหารประเภทผัด ทอด โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ แคลอรีทั้งหมดที่เผาผลาญไปจะได้กลับคืนมาด้วยไอศกรีม 1 ถ้วยเท่านั้น

เนื่อง​จาก​การ​เดินเร็ว​ไม่​ได้​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​ต้อง​รับ​แรง​กระแทก​มาก ​เมื่อ​เทียบ​กับ​กิจกรรม​อย่างอื่นเช่น การ​วิ่ง​และ​แอโรบิก ไม่เหนื่อยมากนักแต่เผาแคลอรีได้ดี จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

วันนี้คุณลองเดินเร็วดูบ้างหรือยัง?

เราจะเอาชนะ AI ได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563744

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:05 น.

เราจะเอาชนะ AI ได้อย่างไร

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

คุณเป็นคนทันสมัยไหม คุณใช้โทรศัพท์กี่เครื่อง ถ้าให้คุณนึกถึงเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนที่สนิท สามคนของคุณตอนนี้ คุณจำได้ไหม? คุณคิดว่าถ้าบริษัทคุณมีหุ่นยนต์มาทำงานด้วย บรรยากาศทำงานจะเป็นอย่างไร?

คำถามนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตปัจจุบัน ที่หนีไม่พ้นความทันสมัยของเทคโนโลยี คนทำงานหลายๆ คนมักจะมีโทรศัพท์มากกว่าหนึ่งเครื่อง ถ้ามือถือหาย เราจำเบอร์โทรศัพท์แทบไม่ได้ หลายๆ คนรู้จักหุ่นยนต์ผู้หญิงที่ชื่อ โซเฟีย ถูกพัฒนาเหมือนคนมากๆ ในการคิด การตอบ การวิเคราะห์ ความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงาน มีการประเมินว่า มากกว่า 40% ของแรงงานคนจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์

แน่นอนว่าในอนาคตเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ ดังนั้นเรามาเรียนรู้กันดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรที่คนจะสามารถชนะหุ่นยนต์และเทคโนโลยีได้

กัลยา แก้วประเสริฐ ผู้บริหาร บริษัท M.I.S.S.Consult กล่าวว่า ศักยภาพของเทคโนโลยี คือ ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ใช้ง่าย คล่องตัว ต้นทุนต่ำ ขณะที่ศักยภาพของคน คือ ระดับทักษะ

ll ทักษะ คือ ความสามารถที่ต้องมีสำหรับการทำงานในแต่ละตำแหน่งงานต่างๆ หากจะเอาชนะหุ่นยนต์ แน่นอนว่ากลุ่มทักษะและความรู้ (Skills & Knowledge) เป็นเรื่องที่แข่งได้ยาก เพราะเทคโนโลยีสามารถทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ ความถูกต้องมากกว่าคน เช่น ไม่มีคนใดในโลกนี้ ที่สามารถบรรจุข้อมูลที่แข่งขันได้เท่ากับ Google ทุกวันนี้เราแทบจะตกเป็นทาสของการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google หรือแม้กระทั่งการจำเบอร์โทรศัพท์ ที่ระบบโทรศัพท์ของเราเก็บให้หมด จนเราแทบไม่เคยต้องพึ่งหน่วยความจำตัวเลขของสมองเราเลย หรือการคำนวณตัวเลขก็เช่นกัน ตัวเลขบวกง่ายๆ เราก็แทบบวกไม่ได้ ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลข นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่ทำให้เห็นว่าหุ่นยนต์สามารถแทนคนได้ง่ายมาก

ll ความรู้ แตกต่างจากทักษะ คือ ความรู้เป็นข้อมูล ในเนื้อหา ทฤษฎี ต่อเรื่องต่างๆ อาจจะรู้ แต่ทำไม่เป็นหรือไม่เก่ง เราก็เรียกว่า มีความรู้แต่ไม่มีทักษะ

ll ทัศนคติ เป็นความคิด ความเชื่อ ในแต่ละสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น หุ่นยนต์ยังไม่สามารถคำนวณอารมณ์ สร้างสรรค์อารมณ์และจินตนาการได้ดีเท่ากับคน และนี่คือจุดที่คนสามารถเอาชนะหุ่นยนต์ได้ ทัศนคติ คือ ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงของสมองเรา ที่เลือกป้อนและเลือกคิด เลือกวางแผน ประยุกต์ สร้างสรรค์ ได้เสมอ

สิ่งสำคัญในการชนะหุ่นยนต์ คือ การทำให้คนมีทัศนคติที่สร้างสรรค์ เพราะพรสวรรค์นี้เปรียบเหมือนดาบสองคม คือ เป็นได้ทั้งทางต่อสู้ และทางพ่ายแพ้ เช่น มีทัศนคติที่ไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ ต่อให้เก่งเพียงใด เราก็ทดแทนได้ด้วยหุ่นยนต์ที่เก่งมากกว่า แต่หากเรามีทัศนคติที่ดีย่อมสร้างความแตกต่างให้แก่ตนเองได้ด้วยการปรับ สร้างสรรค์ ผ่านความสามารถ Skill และความรู้ knowledge ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

การใช้ทักษะมนุษย์ เช่น ทักษะการฟัง ทักษะความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นใจ และทักษะการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับคน โดยที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนได้ นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจของ CISRO ว่า ในโลกอนาคตของการทำงาน กลุ่มทักษะจะเป็นที่ต้องการอย่างแน่นอน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.STEM Skills คือ กลุ่มทักษะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ โดยจะเป็นกลุ่มทักษะระดับสูง หรือกลุ่มทักษะที่เกี่ยวกับการคิด วิเคราะห์ ขณะที่ทักษะที่เป็นการกระทำซ้ำ เดิมๆ จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ได้ง่าย เช่น ทักษะการเขียนโปรแกรมจะมีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะมีความสำคัญมากขึ้น

2.กลุ่มทักษะทางการสื่อสารและสร้างสัมพันธ์ ผ่านความสามารถทางการติดต่อ การสื่อสาร การเข้าใจ และการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

หากอยากเอาชนะหุ่นยนต์ เราจำเป็นต้องมีทักษะและความรู้ที่ดีในเรื่องดังกล่าว และเสริมด้วยทัศนคติที่ดี ที่สร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา แน่นอนว่าเราย่อมสามารถเอาชนะหุ่นยนต์ได้ ดังนั้นเทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์ จะไม่ได้เข้ามาทดแทนคน หากบริหารเป็น เราสามารถนำเทคโนโลยี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ทำให้ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น คนสามารถเอางานที่เป็นงานธุรการ หรืองานซ้ำๆ ให้หุ่นยนต์หรือระบบทำทดแทน ซึ่งจะทำให้คนมีเวลาว่างมากขึ้นในการไปทำงานด้านกลยุทธ์ การคิดวิเคราะห์ ที่เหมาะต่อความเป็นเอกลักษณ์ที่แท้จริงของเรา นั่นคือการใช้สมองที่ดีด้วยทัศนคติที่พร้อมต่อการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลง

รู้จัก 3 หนุ่มโสดคลีโอ 2018 แบบแนบชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563743

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รู้จัก 3 หนุ่มโสดคลีโอ 2018 แบบแนบชิด

เรื่อง ภาดนุ ภาพ คลีโอ

เวียนมาให้สาวๆ ตื่นตาตื่นใจ ออกอาการกิ๊วก๊าวกันอีกครั้ง สำหรับ The 50 Most Eligible Bachelors 2018 หรือเวทีเฟ้นหา 50 หนุ่มโสดในฝันประจำปี แหม ดูๆ แล้วแต่ละคน หล่อ โสด รอยยิ้มมีเสน่ห์ ซิกซ์แพ็กแน่นกันทุกคนเลยล่ะ แต่ก่อนจะถึงวันประกาศผลในเดือน พ.ย.นี้ ว่าใครจะคว้ารางวัลหนุ่มโสดทั้ง 11 รางวัลไปครองได้ เราขอเปิดตัว 3 หนุ่มโสด หล่อ เสน่ห์แรง และคุณสมบัติเพียบพร้อม เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยเอาใจสาวๆ  ก่อนละกัน

ฉายา หาญทวีวงศา (หมายเลข 17) หนุ่มหล่อบุคลิกดีวัย 29 ปี ที่มีชื่อเล่นเท่ๆ ว่า “เงิน” จบปริญญาโทด้านดีไซน์ แมเนจเมนต์ มีอาชีพเป็นอาจารย์สอนออกแบบ ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเป็นดีไซเนอร์เจ้าของเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Chaya ดูจากรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมีเสน่ห์แล้ว เห็นทีจะต้องไปทำความรู้จักสักหน่อย

“ตอนนี้นอกจากเป็นอาจารย์สอนออกแบบเฟอร์นิเจอร์แล้ว ผมยังมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของตัวเองที่ทำมาได้ 1 ปี ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์คอนเทมโพรารีด้วยครับ ผมว่าบทบาทการเป็นอาจารย์กับการเป็นดีไซเนอร์ของผมเป็นสิ่งที่สามารถทำควบคู่กันไปได้

ข้อดีของการเป็นอาจารย์ก็คือ เราเป็นเสมือนผู้ที่คอยกระตุ้นเตือนให้นักศึกษาในชั้นเรียนทุกคนมีไฟในด้านการออกแบบและดึงไอเดียใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตัวพวกเขาออกมาด้วย ในทางกลับกันความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาทุกคนก็เป็นสิ่งที่จุดไฟในตัวให้ผมด้วยเช่นกันครับ เพราะเมื่อเราเป็นอาจารย์ของพวกเขา เราก็ต้องอัพเดทสิ่งใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองให้นำหน้าพวกเขาอย่างน้อย 1 ก้าวอยู่เสมอ

ล่าสุด ผมก็กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้วยครับ แต่ก็น่าจะเรียนที่เมืองไทยนี่แหละ เพราะผมยังมีภาระหน้าที่ประจำในการสอนนักศึกษาในชั้นเรียน และยังต้องทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมกันด้วย”

เงิน บอกว่า การได้เข้ามาติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดในฝันคลีโอเป็นประสบการณ์ใหม่อีกอย่างหนึ่งในชีวิต ทั้งที่เขาก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้วจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้รางวัลหรือได้ตำแหน่งอะไร แต่ในเมื่อติดรอบ 50 คนแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการโหวตจากคนทางบ้านและคณะกรรมการเป็นสำคัญ

“ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้ผมเป็นที่ประทับใจหรือมีเสน่ห์ในสายตาคนอื่นๆ  น่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติในการใช้ชีวิตของผมมากกว่าหน้าตานะครับ (ยิ้ม) อย่างที่บอกว่าผมชอบอัพเดทสิ่งใหม่ๆ หรือหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเรามีหน้าที่สอนนักศึกษา เราก็ต้องมีความรู้ที่ทันโลกและก้าวหน้าไปไกลกว่า เราถึงจะสามารถสอนและได้รับความเคารพจากพวกเขาได้

สำหรับสาวในสเปกที่ผมชอบ จะไม่ใช่ผู้หญิงเซ็กซี่หรือผู้หญิงที่หน้าตาสวยเป็นอันดับแรกๆ แต่ผมจะชอบสไตล์การใช้ชีวิตของผู้หญิงคนนั้นมากกว่า ขอให้หน้าตาพอใช้ได้ ผมสั้น ออกแนวลุยๆ หน่อย สามารถดูแลตัวเองได้ และมีความเป็นอาร์ติสต์อยู่ในตัว ซึ่งตรงกับนิสัยของผมก็พอแล้วครับ”

เงิน ทิ้งท้ายว่า งานอดิเรกยามว่างที่เขาชอบทำก็คือ การเล่นดนตรีซึ่งเขาสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด แต่ที่ถนัดที่สุดก็คือกีตาร์ โดยสามารถเล่นได้ทั้งเพลงไทยและเพลงสากล ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างจริงๆ เขาก็จะจับกีตาร์ขึ้นมาเล่นบ้าง

แหม ทั้งหล่อ ทั้งเป็นอาร์ติสต์ แถมยังเป็นนักดนตรีอีกต่างหาก แบบนี้เขาเรียกว่าหล่อครบสูตร!…ติดตามได้ที่ IG : ngern

ด้าน วรกฤต สกุลเลี่ยว หรือ แป๊ะ วัย 35 ปี (หมายเลข 7) หนุ่มหล่อหน้าเด็กที่ทั้งทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นบาริสต้าด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มโสดที่น่าจับตาในปีนี้ แต่เจ้าตัวรีบออกปากไว้ก่อนเลยว่า ที่เข้ามาเป็นหนุ่มโสดคลีโอครั้งนี้ก็ด้วยแรงยุจากเพื่อนๆ และอยากลองสัมผัสกับประสบการณ์เวทีนี้ดูสักครั้งเพื่อเป็นเกียรติกับชีวิต

“ผมทำธุรกิจส่วนตัว นั่นก็คือการส่งอาหารกล่องพร้อมรับประทานให้กับ Jiffy ซึ่งเป็นมินิมาร์ทที่อยู่ในปั๊ม ปตท. และยังส่งขนมถ้วยให้กับร้านก๋วยเตี๋ยวเรือใจดีในปั๊ม ปตท. รอบๆ กรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน งานอีกด้านหนึ่งของผมก็คือการเป็นบาริสต้าด้วย เนื่องจากผมเปิดร้านกาแฟของตัวเองที่ชื่อว่า ‘Crack’ ในย่านทองหล่อ แต่เร็วๆ นี้กำลังจะย้ายร้านไปอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ครับ

เสน่ห์ของการทำธุรกิจอาหารกล่องและการเป็นบาริสต้า ผมว่ามันเป็นความลงตัวในรูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับของกินทั้งคู่เลย อันที่จริงผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นนะ แต่ก็ค้นพบว่าตัวเองชอบทางด้านการทำธุรกิจอาหารและชอบขายของมากกว่า ทำแล้วมีความสุข ผมจึงเริ่มต้นทำธุรกิจส่งอาหารกล่องอย่างจริงจัง

ด้วยความที่เคยเป็นลูกจ้างในบริษัทอื่นมาก่อน พอออกมาทำธุรกิจเองผมจึงเรียนรู้งานทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง เพราะต้นทุนเราไม่ได้มีเยอะ ฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องลงมือทำเองทั้งหมด จึงทำให้ผมค้นพบศักยภาพของตัวเองที่ซ่อนอยู่ ว่าตัวเองสามารถทำได้ แต่ก็ต้องใช้ความพยายาม และต้องตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำให้สำเร็จ คิดได้แบบนั้นผมก็ลุยเต็มที่เลยครับ”

แป๊ะเสริมว่า การทำธุรกิจอาหารคือสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต แต่การเปิดร้านกาแฟคือสิ่งที่เขารัก เพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาชอบตระเวนไปลองดื่มกาแฟตามร้านต่างๆ อยู่แล้ว วันหนึ่งเมื่ออยากมีบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์กาแฟให้คนอื่นดื่มบ้าง เขาจึงไปศึกษาและเรียนรู้ด้านการชงกาแฟด้วยตัวเองอย่างจริงจัง จนเป็นที่มาของการเปิดร้านกาแฟในที่สุด

“ถ้าให้ผมพูดถึงเสน่ห์ของตัวเอง ผมคิดว่าอยู่ที่ความคิดและความจริงใจเวลาที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนรอบข้างมากกว่า ผมมาจากบ้านที่ครอบครัวล้มละลาย แต่ผมใช้ความตั้งใจและความพยายามฝ่าฟันมาถึงจุดที่มีธุรกิจของตัวเองได้ ผมก็อยากจะถ่ายทอดแนวคิด หรือมีส่วนในการให้กำลังใจคนรอบข้างตัวเราที่มีปัญหา ให้พร้อมที่จะต่อสู้และก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้

สเปกสาวที่ผมชอบน่ะเหรอ!! ขอเป็นผู้หญิงน่ารักๆ ทำตัวสบายๆ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ยิ้มสวยๆ ถ้าเป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ด้วย จะยิ่งถือว่าเป็นโบนัสพิเศษเลยละครับ (หัวเราะ)

งานอดิเรกยามว่างของผมก็คือ การเลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว และนั่งสมาธิ อาจจะดูเป็นชีวิตที่สโลว์ไลฟ์สักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นประจำ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยคลายความเครียดให้กับผมได้ เวลาที่เจอเรื่องหนักๆ ในชีวิต อย่างการทำสมาธิก็ทำให้จิตใจเรานิ่งขึ้น มีสติมากขึ้น ผมว่ามนุษย์ทุกคนล้วนแต่เจอปัญหาต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าทำให้เกิดความเครียดอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนคนนั้น ว่าจะใช้วิธีไหนมาแก้ปัญหาให้กับชีวิตตัวเองมากกว่าครับ”…ติดตามที่ IG : worakrit65

สำหรับ เคน ยาชิโร (หมายเลข 10) หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นวัย 33 ปี ที่มาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย เขาเป็นผู้จัดการประจำแผนกของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง แถมยังเป็นนักเล่นเซิร์ฟที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นระดับมืออาชีพด้วย เสน่ห์ของเคนอยู่ตรงไหน ลองไปค้นหากันเลย

“ผมทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ซึ่งให้บริการทางด้านงานครีเอทีฟ งานออกแบบ งานโฆษณาทีวี อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การตลาดออนไลน์ และอื่นๆ หน้าที่หลักๆ ของผมก็คือ ดูแลลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่น และคอยดูแลโปรเจกต์ต่างๆ รวมทั้งประสานงานกับผู้ร่วมงานที่เป็นคนไทยด้วย

เวลาว่างนอกเหนือจากการทำงาน ผมจะอุทิศให้กับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดอย่างจริงจังมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วละครับ จนถึงตอนนี้ผมก็เล่นเซิร์ฟมาประมาณ 10 ปีได้ ผมเคยเข้าร่วมการแข่งขันมากมาย จนได้รับใบอนุญาตของนักเซิร์ฟระดับมืออาชีพในประเทศญี่ปุ่นมาด้วย”

เคนเสริมว่า ปัจจุบันการเล่นเซิร์ฟสำหรับเขาก็ไม่ถือว่าเป็นอาชีพที่ชัดเจนนัก แต่จะเป็นเหมือนงานอดิเรกซะมากกว่า แต่ล่าสุดเขาได้เปิด Fanpage Facebook : Surfaholic Thailand ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเล่นเซิร์ฟของเขาด้วย เพราะเขาชอบที่จะแบ่งปันประสบการณ์การเล่นเซิร์ฟของตัวเอง และรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นคนไทยสนุกกับการเล่นเซิร์ฟ

“ถ้าให้พูดถึงเสน่ห์ของตัวเอง ผมก็รู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่าผมเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเรียบง่ายคนหนึ่ง ที่รักธรรมชาติและรักสัตว์ เมื่อผมมีโอกาสได้ไปทะเลเมื่อไร ผมจะเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และจะรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมตรงนั้นมากๆ เลยครับ สำหรับสเปกสาวที่ชอบ ผมชอบผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่อบอุ่นและแสนจะใจดีครับ” (ยิ้ม)

เคนทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่ทำให้เขาชอบเมืองไทยและตัดสินใจมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เป็นเพราะที่นี่อากาศอบอุ่น แถมทะเลยังสวยอีกต่างหาก

“ผมชอบอากาศแนวทรอปิคอลแบบร้อนชื้น อีกอย่างไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ก็รีแลกซ์และชิลๆ ดี ผมก็เลยรู้สึกสนุกสนานกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ภาษาไทยของผมค่อยๆ พัฒนาขึ้นแล้ว ผมจึงมีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชีวิตผมที่เมืองไทยง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ ที่สำคัญเมืองไทยเดินทางท่องเที่ยวได้ง่ายด้วย แล้วผมยังสามารถไปเที่ยวยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้อีกด้วย

การติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอ สำหรับผมก็แน่นอนว่าต้องคาดหวังว่าจะได้รางวัลสิครับ ตอนนี้อายุผมก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ฉะนั้นถ้าผมได้รับรางวัลหรือได้ตำแหน่งสักตำแหน่งหนึ่ง ผมคงจะมีความสุขมากๆ เลยละครับ” (หัวเราะ)…ติดตามที่ IG : kenyashiro

สาวๆ สามารถร่วมโหวตหนุ่มโสดในฝันได้ที่ http://www.cleothailand.com/bachelors2018 หรือส่ง SMS ร่วมโหวตได้ โดยพิมพ์ “EB” เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขหนุ่มโสดที่โดนใจคุณตั้งแต่ 1-50 แล้วส่งไปที่ 4712666 หรืออัพเดทได้ที่ IG : cleothailand

กิตติศักดิ์ คเชนทร์ บ้านในโคลน…ในความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563637

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 11:13 น.

กิตติศักดิ์ คเชนทร์ บ้านในโคลน...ในความทรงจำ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ผมเกิดและโตที่นั่น” กิตติศักดิ์ คเชนทร์ หนึ่งในนักเขียนผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2561 เจ้าของหนังสือ “บ้านในโคลน” แมวบ้านสำนักพิมพ์ เล่าถึงที่มาก่อนจะเป็นหนังสือเล่มนี้ บ้านในโคลน…บ้านในความทรงจำ

บ้านในความทรงจำของกิตติศักดิ์ ย้อนกลับไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เขาคือเด็กชายวัย 4-5 ขวบ ที่ประสบเหตุการณ์น้ำท่วมซุงถล่ม บ้านของพ่อพังลง และเรือนของปู่ก็พังลงด้วย ไม่เฉพาะบ้านของพวกเขา แต่บ้านทุกหลังในหมู่บ้าน จมหายไปในทะเลโคลนท่ามกลางกระแสซุงนับหมื่นต้น

“ปู่เกิดที่นี่ พ่อเกิดที่นี่ ผมและน้องชายก็เกิดที่นี่ พ่อกำลังสร้างบ้านหลังใหม่ ภาพที่ผมจำได้คือภาพของคนที่กำลังตอกค้อนอยู่บนโครงหลังคา บ้านของพ่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเพียงฤกษ์เข้าบ้าน แต่ก็มาพังลงในวันนั้น”

อีกภาพหนึ่งที่จำได้และผุดขึ้นมาในความทรงจำเสมอ คือภาพที่พ่อแบกเขาข้ามทะเลซุงที่สูงท่วมหลังคา หลังเหตุการณ์น้ำท่วมซุงถล่ม ทุกสิ่งทุกอย่างทลายเป็นราบกลอง พ่อแบกลูกชายคนโตเดินบนท่อนซุง เดินผ่านเจ้าหน้าที่ที่กำลังลงพื้นที่ เดินผ่านศพคนตาย และเดินผ่านผู้คนที่กำลังมองหาศพญาติมิตร

เรื่องราวผสมผสานเค้าโครงจากภัยพิบัติ ทว่าจุดเริ่มเรื่องคือเมื่อต้นปีที่พ่อได้ลงเสาเอกของบ้าน ความหวังความฝันของพ่อ และเหตุการณ์ที่เป็นไป ในที่สุดพวกเขาต้องมาอยู่บ้านสงเคราะห์ที่ทางการสร้างให้ บ้านกับที่ดิน 1 งาน เหมือนกับเพื่อนบ้านในหมู่บ้านใหม่อีก 200 หลังคาเรือน

บ้านในโคลนถูกเล่าในมุมผู้ประสบภัย อยู่และดำรงอยู่ในฐานะผู้ประสบภัย ช่วง 3 ปีแรกที่บ้านสงเคราะห์สร้างไม่เสร็จ ลำบากกันมาก ปู่ต้องออกจากบ้านที่น้ำท่วม มาสร้างเพิงพักด้วยการเอาไม้ไผ่มาสร้างเป็นบ้านชั่วคราว ความช่วยเหลือส่วนใหญ่มาจากโลกภายนอก

“สิ่งที่เราเหลือมีเสื้อผ้ากันคนละชุด ผมโตขึ้นมาบนขนำชั่วคราว ได้รับแจกยาแจกผ้าห่ม ได้รับแจกมาม่าปลากระป๋อง ต้องขอบคุณทุกคนที่ทำให้เรามีชีวิตรอด ทุกวันนี้ผมก็ยังขอบคุณพวกเขาอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้างด้วยซ้ำ”

กิตติศักดิ์เรียนคณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง เกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่าชีวิตต้องการอะไร มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายในที่ไม่เข้าใจ ใช่หรือไม่ที่กำลังเดินทางไป มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เขียนออกมา เขาบอกให้เขียนสิ เขียนเป็นบันทึก แต่มันก็ไม่ได้เรื่อง ต่อมาได้มีโอกาสทำความรู้จักนักเขียนรุ่นพี่ จำลอง ฝั่งชลจิตร, ศิริวร แก้วกาญจน์ และ จเด็จ กำจรเดช กลุ่มนักเขียนที่มีคุณูปการต่อเขา โดยเฉพาะจำลอง ที่แนะให้สั่งสมต้นทุน อ่าน เขียน และคิดให้มาก

“ช่วงนั้นได้อ่านงานความสุขแห่งชีวิตของวิลเลียม ซาโรยัน ประทับใจ แต่ก็ยังคิดไม่ได้ หลับตามองตัวเองมีช่วงไหนบ้างนะที่เรามีความสุข ก็ค่อยๆ เห็นตัวเองในวัยเด็ก ที่แม้ประสบภัย แต่ก็สุขตามประสาเด็ก ผมมีความสุขนะ”

“พ่อกำลังสร้างบ้านใหม่ แม่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าในวันที่เสาต้นแรกยืนขึ้น” …นี่คือ บรรทัดแรกของหนังสือบ้านในโคลนจุดเริ่มต้นความสุขที่กิตติศักดิ์ได้ย้อนมองกลับไป นี่คือนวนิยายที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวรรณกรรมเล่าเรื่อง คนอ่านจะได้พบทั้งความสุขความทุกข์ อีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาทรายและภูเขาซุง

ให้ภัยพิบัติจากธรรมชาติได้บอกเล่าถึงตัวเอง ขณะเดียวกันเขาก็อยากเล่าถึง ความเป็นมนุษย์ในภัยพิบัติที่สะท้อน ทั้งความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเมตตา ความเป็นห่วงเป็นใย และความหวัง ทุกวันนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นไม่เฉพาะเมืองไทย ลาวเขื่อนแตก เมียนมาเขื่อนแตก ญี่ปุ่นแผ่นดินไหว ภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กิตติศักดิ์อยากให้คนฉุกคิดเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ชั่งน้ำหนักในสิ่งที่กำลังทำให้มากขึ้น

“ผมอยากให้คนมองเห็นความเป็นมนุษย์ในภัยพิบัติ เมื่อเกิดภัยพิบัติ เราไม่มีเวลามาโทษหรือโกรธเกลียดกันอีกต่อไปหรอกเราต้องมาช่วยกัน เพื่อที่เราจะเอาชีวิตรอด และเราต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”