ปิกัสโซ่ มาสเตอร์พีซ! @พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่-ปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563634

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 10:40 น.

ปิกัสโซ่ มาสเตอร์พีซ! @พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่-ปารีส

โดย อฐิณป ลภณวุษ  ภาพ  ปาโบล ปิกัสโซ่

พิ พิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งชาติ ปิกัสโซ่-ปารีส (Musee NationalPicasso-Paris) เปิดนิทรรศการPicasso. Masterpieces! ชวนค้นหาคำตอบ “คำว่า ผลงานชิ้นเอก มีความสำคัญกับปิกัสโซ่อย่างไรบ้าง?” ด้วยการรวบรวมสุดยอดผลงานของ ปาโบล ปิกัสโซ่ จิตรกรชาวกาตาลันจากทั่วโลก มาจัดแสดงให้ชมตั้งแต่วันนี้-13 ม.ค.ปีหน้า โดยมีหลายๆ ภาพที่ไม่เคยจัดแสดงในกรุงปารีสมาก่อนเลย

Picasso. Masterpieces! ไม่เพียงมีให้ชมเฉพาะ “ผลงานชิ้นเอก” ในยุคคิวบิสม์ของเขาเท่านั้น ทว่าได้รวบรวมมาจากทุกยุคทุกสมัย ก่อนที่จะถึงยุคที่คลี่คลาย กลายเป็นมาสเตอร์ของจิตรกรแห่งรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าว

ผลงานไฮไลต์ในนิทรรศการนี้ ก็มีตั้งแต่ Le Chef-d’oeuvre inconnu ที่หมายถึงผลงานชิ้นเอกซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก แรงบันดาลใจจากนิยายของ ออนอคเร่ เดอ บัลซัก ชื่อเดียวกันที่ออกตีพิมพ์ในปี 1831 และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ศตวรรษ ปาโบล ปิกัสโซ่ ก็ได้รับการติดต่อจาก ออมบรวส โฟลยาด์ ให้วาดภาพด้วยแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ของนิยายเรื่องนี้

ผลงานในส่วน Le Chef-d’oeuvreinconnu เต็มไปด้วยภาพเซลฟ์-พอร์เทรตมากมาย ทั้งแบบเดี่ยวๆ และที่วาดพร้อมนาย/นางแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นจิตรกรที่มีภาพวาดพอร์เทรตมากที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20

ปาโบล ปิกัสโซ่ ไม่ต่างอะไรจากเฟรนฮอฟเฟอร์ อาจารย์ของตัวเอกในนิยายของ ออนอคเร่ เดอ บัลซัก ที่มี “ผลงานชิ้นเอก” ในแต่ละช่วงตอนของความเคลื่อนไหวในศิลปะสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานขนาดใหญ่ Guernica (1937) ที่เล่าเรื่องของสงครามกลางเมืองในแคว้นกาตาลัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศูนย์ศิลปะแห่งชาติ เรนา โซเฟีย ในกรุงมาดริด

Science and Charite (1897) ผลงานจากยุคเรียลิสม์ของจิตรกรกาตาลันที่หาชมได้ยาก โดยเป็นภาพที่เขาวาดตั้งแต่อายุ 16 และเป็นของรักของหวงที่เก็บเอาไว้ชื่นชมเอง ก่อนที่จะบริจาคให้พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่ เมืองบาร์เซโลนา ในปี 1970 ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ่ทั้งสองแห่ง ในกรุงปารีสและบาร์เซโลนามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก จึงทำให้ภาพเขียนหาชมยาก ภาพนี้ได้นำมาจัดแสดง ณ กรุงปารีส

ปาโบล ปิกัสโซ่ วาดภาพ Science and Charite ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่ญอตย่า โรงเรียนศิลปะและการออกแบบในบาร์เซโลนาซึ่งเขาเลือกที่จะสร้างสรรค์ผลงานในธีมยอดฮิตของศิลปะเรียลิสม์ในขณะนั้น ก็คือ ธีมเยี่ยมไข้ เบื้องหลังมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของเขาเอง ที่เขาวาดถึงคอนชิตา น้องสาวของเขาที่ป่วยหนักและจากไปเมื่อปี 1895 โดยหมอในภาพคือบิดาของเขาเอง

ภาพนี้ทางโรงเรียนส่งไปประกวดในงาน General Exhibition of Fine Arts ที่กรุงมาดริด และได้รับคำชื่นชมมากมาย ก่อนที่จะไปได้รางวัลชนะเลิศเหรียญทองในงาน Provincial Exhibition of Malaga ที่เมืองมาลากา

มาถึงภาพที่เริ่มมีเค้ารางของความเป็นคิวบิสม์ Les Demoiselles d’Avignon (1907) ซึ่งหลังจากที่มาจัดแสดงที่ซาลงดองแต็ง ในกรุงปารีส ในปี 1916 ก็เป็นภาพที่ได้รับการโจษจันเป็นอย่างมาก บรรดานักวิจารณ์ศิลปะบอกว่า ภาพที่เริ่มมีกลิ่นอายของคิวบิสม์นี้ ปฏิวัติศิลปะของศตวรรษที่ 20 โดยสิ้นเชิง

ชักส์ ดูเซต์ ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสเป็นคนซื้อภาพนี้ด้วยคำแนะนำของกวี อองเดร เบรอตง ในปี 1924 และเมื่อเขาเสียชีวิตชิ้นงานนี้ก็ออกสู่ตลาดศิลปะ ก่อนที่จะกลายเป็นสมบัติของ โมมา หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ กรุงนิวยอร์ก ในปี 1939

ภาพวาดหนุ่มน้อยตัวตลก Les Arlequins (หรือคาแรกเตอร์ The Fool ในไพ่ทาโรต์) ก็นับว่าเป็น Topic ฮิตแห่งยุคต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีศิลปินนิยมวาดกันมากมาย เฉพาะปาโบล ปิกัสโซ่เองก็วาดเอาไว้หลายๆ ภาพ โดยนักค้างานศิลปะ โปล โรเซนเบิร์ก เอเย่นต์ของปาโบล เป็นคนที่ทำให้ภาพในชุดนี้โด่งดังไปทั่วโลก

ปาโบล ปิกัสโซ่ นำเอาบุคลิกของฆาซินโต ซัลบาโด้ จิตรกรชาวสเปน มาวาดเป็น “ตัวตลก” ในแบบของเขา จากชิ้นแรก ไปถึงชิ้นที่ 2, 3, 4… ตัวตลกของปาโบล ยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม นั่งในโพสต์เดิม และอารมณ์ภาพแบบเดิมๆ ทว่า ผู้คนยังตื่นตาตื่นใจทุกครั้งกับ Arlequin ภาพใหม่ๆ

ไฮไลต์ในนิทรรศการ Picasso. Masterpieces! นี้ ยังมี Les baigneuses (TheBathers) ที่เขาวาดในปี 1936-1937 เป็นภาพที่เริ่มมีความเซอร์เรียลิสม์เข้ามามาก เป็นมาสเตอร์พีซของจิตรกรกาตาลันที่อยู่ในความครอบครองของเอกชน ก่อนจะเผยโฉมเมื่อไม่นานมานี้ที่เปกกี้ กุกเกนไฮม์ ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และได้นำมาจัดแสดงครั้งแรกในกรุงปารีสที่นิทรรศการนี้

ศิลปะคอลลาจ Femmes a leur toilette (1937-1938) เป็นอีกภาพที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก หลังจากผ่านการบูรณะภาพในปี 2018 ภาพขนาดใหญ่ภาพนี้ ปาโบลวาดภรรยาของเขา โอลกา ปิกัสโซ่ กับอีก 2 สาว มารี-เตแรส วอลเทอร์ และดอร่า มาร์ โดยตั้งใจทำให้ห้องแต่งตัวของสาวๆ เป็นเหมือนผ้าทอประดับผนังห้อง

ในงานนี้ยังมีประติมากรรม Le Faucheur (1943) มาจัดแสดงเอาไว้ด้วย เช่นเดียวกับศิลปะตัดกระดาษ งานภาพพิมพ์หิน จดหมายที่เขียนถึงเพื่อนสนิท และผลงานชีวประวัติของเขาที่เขียนโดยเพื่อนสนิท อย่าง โฆเซป ปาเลา อี ฟาบเบร ฯลฯ เรียกว่านิทรรศการที่แสดงมหกรรมปาโบล ปิกัสโซ่ ครั้งยิ่งใหญ่โดยแท้

พิล็อกซิ่ง ออก 1 ได้ถึง 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563633

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 10:24 น.

พิล็อกซิ่ง ออก 1 ได้ถึง 3

โดย กั๊ตจัง  ภาพ  piloxing.com

ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องการความท้าทายใหม่ แนวทางของการออกกำลังกายในยิมจึงไม่ได้มีแค่แอโรบิก เล่นเวต และการวิ่ง แต่มีการผสมผสานกิจกรรมหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน โดยใช้จังหวะเพลงสนุกๆ เป็นตัวเชื่อมการออกกำลังกายหลายๆ แบบเข้าด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ พิล็อกซิ่ง (Piloxing)

พิล็อกซิ่ง คือการออกกำลังกายที่ผสมผสานระหว่างพิลาทิสและบ็อกซิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้บ็อกซิ่งถูกเอาไปรวมกับการออกกำลังกายอย่างอื่นๆ เพื่อผลของการออกกำลังกายแบบคู่ขนานก็คือ ได้ออกกำลังสนุกๆ และยังได้ฝึกการชกและการเตะสำหรับต่อสู้ป้องกันตัวเองเข้าไว้ด้วยกัน

แม้จะสู้ได้ไม่เก่งเท่าคนฝึกมวยจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าออกอาวุธไม่เป็นเลย พิล็อกซิ่งถือกำเนิดมาจาก วิวีกา เจนเซน (Viveca Jensen) เทรนเนอร์ฟิตเนสชาวออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังกาย ทั้งพิลาทิสบัลเลต์ และบ็อกซิ่ง ซึ่งโค้ชที่ถ่ายทอดวิชาให้กับเธอล้วนเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการเฉพาะด้านนั้นจริงๆ อย่างเช่นบ็อกซิ่งเธอก็ได้รับการฝึกมาจากโค้ชแชมป์บ็อกซิ่งระดับโลก

เธอบอกว่าชอบการออกกำลังกายที่เน้นด้านพละกำลังและความแข็งแกร่ง โฟกัสไปที่การเคลื่อนไหวของร่างกายในท่วงท่าที่ให้มัดกล้ามเนื้อได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ การเต้นก็มีจุดเด่นของตัวเอง พิลาทิสก็ให้ในสิ่งที่การเต้นให้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันบ็อกซิ่งก็เป็นกีฬาที่สนุก เธอจึงผสมผสานการออกกำลังกายทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน แล้วให้ชื่อว่าพิล็อกซิ่ง

ผสมผสานศาสตร์พิลาทิส เพิ่มความยืดหยุ่นตัวแก่ร่างกาย ผสมกับสเต็ปการเต้นเข้าจังหวะด้วยท่าทางที่ออกแบบมาอย่างลงตัว และยังมีท่าทางการออกอาวุธหมัดมวยสร้างความฮึกเหิม ความสนุกผสานเข้าด้วยกัน ทำให้พิล็อกซิ่งเป็นการบริหารร่างกายได้ครบทุกสัดส่วน ด้วยจังหวะและการออกแรงในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400-900 กิโลแคลอรี/ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบันมีคลาสการออกกำลังกายพิล็อกซิ่งตามฟิตเนสชั้นนำหลายแห่งที่เราสามารถลงสมัครเรียนคอร์สการออกกำลังกายแบบพิล็อกซิ่งใกล้บ้านได้

สำหรับการเริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยพิล็อกซิ่ง จะต้องเริ่มต้นจากการวอร์มร่างกายเหมือนกับการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ โดยเริ่มจากยืดกล้ามเนื้อส่วนบน ได้แก่ หัวไหล่ คอ แขน ส่วนกลางลำตัว ได้แก่ หลัง หน้าท้อง เอว สะโพก และส่วนล่าง ได้แก่ ขาลงไปถึงข้อเท้า

การแบ่งการวอร์มร่างกายออกเป็น 3 ส่วน ก็เหมือนกับการแบ่งส่วนการออกกำลังกายของพิล็อกซิ่ง โดยช่วงบนใช้การชกแบบพิล็อกซิ่ง เป็นการออกกำลังกายในช่วงแขน หน้าอก และหัวไหล่ ในส่วนของพิลาทิสก็จะมีการยืดแขนโน้มตัวเพิ่มความยืดหยุ่นโดยรวมของร่างกาย ในส่วนล่างขาและเท้าจะใช้สเต็ปฟุตเวิร์กผสมกับท่าเต้นเพื่อความสนุกมากขึ้น หลายครั้งที่เราอาจสังเกตเห็นได้ว่ากีฬาบ็อกซิ่งนั้นสามารถนำสเต็ปฟุตเวิร์กมาใช้ร่วมกับการแดนซ์ได้เป็นอย่างดี

มาถึงขั้นตอนของการเล่นจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ชุด (ขึ้นอยู่กับการจัดชุดเล่นของเทรนเนอร์ในแต่ละฟิตเนสด้วย) โดยท่าชุดที่ 4 จะเป็นชุดการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจ ไหล่ แขน อก ลำตัว และขา ระยะเวลาในการเล่นชุดนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 นาทีโดยประมาณ เน้นสเต็ปฟุตเวิร์กเหมือนนักมวยและต่อยหมัดฮุกสลับซ้ายขวาต่อเนื่องเริ่มจากช้าไปเร็ว สลับฟุตเวิร์กซอยเท้าอยู่กับที่เพื่อเร่งอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงขึ้น มีรูปแบบของการเต้นผสมผสานอยู่ในนั้น

ในชุดที่สองของพิล็อกซิ่งจะเริ่มออกกำลังกายสไตล์พิลาทิส แต่ก็ไม่ถึงกับอ่อนช้อยเสียทีเดียว ยังคงมีจังหวะและความสนุกโดยยืมท่วงท่ามาปรับใช้อยู่ ในชุดนี้จะเน้นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ไหล่ แขน อก สะโพก และหลัง และในชุดที่สามจะยังคงเป็นพิลาทิสเหมือนกัน

เน้นจังหวะการโยกก้าวเดินและการแกว่งแขนสลับไปมาอย่างช้าสลับเร็ว ฝึกระบบประสาทสัมผัสไปด้วย หากรู้สึกไม่ไหวตามไม่ทันให้ลดจังหวะให้ช้าลงเหลือแค่การเคลื่อนไหวเท่าที่สามารถเล่นตามได้ ผ่านไปสักระยะประมาณเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ เราก็จะเริ่มเล่นตามคนอื่นได้

ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที แต่การที่เราได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องช้าสลับเร็วมีการซอยเท้า ในช่วงพักมีการเล่นพิลาทิสก็ยิ่งทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องในระดับ 900 แคลอรีก็มีให้เห็น ซึ่งเผาแคลอรีได้มากกว่าการวิ่งในเวลาที่เท่ากัน แต่ด้วยรูปแบบการออกกำลังกายพิล็อกซิ่งนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องคล้าย ที25 จึงไม่ควรออกอย่างหักโหมต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฟิตเนสจะปรับเปลี่ยนรูปแบบของพิล็อกซิ่งให้เหมาะสมกับผู้เล่นแค่ไหน

สำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาออกกำลังกายมากนัก ชอบการออกกำลังกายครั้งเดียวได้ประโยชน์ 3 อย่างจากการออกกำลังกาย 3 ชนิด พิล็อกซิ่งคือคำตอบของคุณอย่างแน่นอน

วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างประณีตไม่รีบร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563631

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างประณีตไม่รีบร้อน

โดย อณุสรา ทองอุไร

หลายคนนั้นพยายามจะออกแบบชีวิตของตัวเองเอาไว้ เช่นเธอคนนี้ที่วางแผนจะใช้ชีวิตหลังเกษียณท่ามกลางธรรมชาติ ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ใช้ชีวิตแบบละเมียดละไมไม่รีบร้อน โดยวางแผนล่วงหน้าไว้เกือบ 10 ปี วรนันต์ นิธิรัตน์วณิช สาวหน้าคมผิวเข้ม มีอาชีพหลักเป็นแม่บ้านและเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยหนุ่ม 2 คน เมื่อลูกชายเข้าวัยหนุ่มอาชีพคุณแม่ก็เริ่มว่างงานลง พี่น้องเลยสนใจวิถีสโลว์ไลฟ์และวิถีสีเขียว เนื่องจากชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่สาวๆ แต่ตอนลูกยังเล็กๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลามากนัก อีกทั้งบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีพื้นที่มากมายที่จะปลูกอะไรเยอะแยะ จนกระทั่งลูกเข้าสู่วัยรุ่นเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว เธอและสามีจึงมองหาที่ดินสักแปลงที่ต่างจังหวัดเพื่อไปปลูกบ้านและมีพื้นที่มากพอที่จะทำสวนขนาดย่อมๆ เอาไว้รองรับช่วงชีวิตหลังเกษียณของเธอและสามี

เธอบอกว่า เพราะกรุงเทพฯ เมืองมันแน่นขนัดขึ้นทุกวัน แย่งกันอยู่แย่งกันกินกันใช้ ทำให้ชีวิตรีบเร่งขึ้นทุกวันแม้เวลาจะหายใจแบบสบายๆ ก็แทบไม่มี รถติดมากมาย ในช่วงบั้นปลายหลังเกษียณก็ไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ อีกต่อไป “สามีและพี่ก็ปรึกษากันว่าถ้าวัย 60 ไปแล้วคงไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ สามีก็เริ่มไปหาที่แถวๆ เขาใหญ่ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ได้มาเกือบ 20 ไร่ พี่ก็ไปช่วยเขาปรับเปลี่ยนดูแล ปลูกบ้านมาได้หลังหนึ่งเอาไว้เป็นบ้านหลังที่สองของครอบครัว แล้วก็แบ่งเอาไว้ทำสวนปลูกต้นไม้อย่างจริงจังก็ปลูกต้นไม้ไว้สารพัดชนิดเลย มีมากกว่า 10 ชนิด ทั้งพืชผักสวนครัว ผลไม้ ไม้ดอก

“เราชอบอะไร อยากกินอะไรก็ปลูกตามนั้น กล้วย มะละกอ มะม่วง เสาวรส น้อยหน่า อโวคาโด มะปราง มะยงชิด เป็นการปลูกแบบผสมผสาน แล้วก็พวกพืชผักสวนครัว พริก มะกรูด มะนาว โหระพา กะเพรา ไว้กินเองเป็นหลัก แจกเพื่อนๆ ญาติๆ ที่เหลือก็ขาย อย่างน้อยพืชผัก ผลไม้ที่เราปลูกก็สบายใจได้ว่าปลอดสารพิษอย่างแน่นอนเพราะเรากินเองปลูกเอง เหลือถึงจะนำไปขาย ไม่ได้เอาไว้ขายเป็นหลัก เรากินเองเป็นหลัก ดังนั้นเราไม่ใช้อะไรที่เป็นสารเคมี เพราะเราเลือกที่จะให้ชีวิตเราปลอดภัยได้ วันนี้มีทางเลือกแล้ว เมื่อก่อนเราไม่มีทางเลือกเพราะซื้อเขากินเอง ตอนนี้ปลูกเองก็ต้องทำให้สะอาดปลอดภัยให้มากที่สุด” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

ตั้งแต่เธอและสามีมีความตั้งใจแน่วแน่ในการที่จะหาบ้านหลังที่สองที่อยู่ธรรมกลางแมกไม้ไร่สวนในธรรมชาติ เมื่อได้ที่มา ย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้วเธอก็จะกลับไปช่วยดูแลสวนอย่างใกล้ชิดทุกอาทิตย์ ตอนเด็กๆ อยู่บ้านที่อยุธยาเธอก็เคยช่วยครอบครัวทำสวนบ้างเล็กๆ น้อยๆ

แต่วันนี้เธอตั้งใจที่จะไปทำสวนอย่างจริงจัง ในอนาคตหากลูกๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็อาจจะไปทำสวนเต็มตัว และอาจจะทำรีสอร์ทเล็กๆ และดูแลเองทุกขั้นตอน ทำเพราะมีใจรัก ให้คนที่รักต้นไม้รักธรรมชาติมาใช้ชีวิตสั้นๆ 2-3 วันอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางสีเขียวที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ และวิวรอบข้างของที่ดินแปลงนี้ก็สวยงามรายล้อมด้วยเนินเขาสวยงาม ได้กินอาหารสุขภาพที่เธอทำเองปลูกเอง ด้วยความใส่ใจทุกขั้นตอน

“ก็วาดฝันเอาไว้และพยายามจะทำให้ความฝันเป็นจริง ถึงตอนนั้นเราก็ไม่ได้หวังจะร่ำรวยอะไรมากมายอยู่แล้ว แต่เราจะเอาความสุขความสบายใจและสุขภาพที่ดีเป็นที่ตั้ง เอาสุขภาพเป็นหลัก ใครที่อยากจะมาพักเพราะมีเห็นถึงความสำคัญเรื่องสุขภาพ อยากดูแลตัวเองด้วยความใส่ใจมาใช้ชีวิตแบบประณีตช้าๆ ละเมียดละไมดูบ้าง เหมือนได้มาชาร์จแบตมาล้างพิษล้างปอด หายใจลึกๆ อยู่กับธรรมชาติท่ามกลางต้นไม้ ใช้วัตถุดิบที่เราปลูกเองเป็นหลัก” เธอเล่าอย่างมีความสุข

นอกจากรักต้นไม้ใบหญ้าธรรมชาติสีเขียวแล้ว เธอยังชื่นชอบการทำงานฝีมืองานประดิดประดอยต่างๆ เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานเดโคอาร์ต งานศิลปะทั้งหลาย การปั้นบ้านจิ๋ว เพนต์กระเป๋า ปักเสื้อผ้าปักลูกไม้สำหรับชุดที่จะไปงานด้วยตนเอง รวมทั้งการวาดรูป ซึ่งฝีมือการวาดรูปของเธอนั้นไม่ธรรมดา นอกจากมีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ เธอยังมีใจรักและไปเรียนสีน้ำเพิ่มเติม จนบัดนี้สามารถเรียกได้ว่าขั้นเทพ สวยงามดูดีมีรสนิยมจนมีคนมาขอซื้อ เรียกว่าจะนำไปแจกหรือให้ของขวัญใครก็ให้ได้อย่างภาคภูมิใจไร้กังวล

นอกจากวาดรูปเป็นงานอดิเรกไว้ผ่อนคลาย หรือไว้แก้เหงายามว่างๆ แล้ว เธอยังมีจิตอาสาไปสอนวาดรูปให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ และผู้ที่สนใจเป็นครั้งคราวอีกด้วย เธอเล่าด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีว่า “หากได้ทำรีสอร์ทเล็กๆ เป็นของตนเอง เธอจะวาดรูปดอกไม้สวยๆ เอาไว้ติดที่รีสอร์ทของเธอเองอีกด้วย เรียกว่าอยากจะทำเองทุกขั้นตอนที่เราพอทำได้ เพราะมันคือความสุขที่ได้ทำ ทุกวันนี้ที่สวนนี่ก็ทำเองเยอะ เลือกต้นไม้ไปลงเอง ไปคัดไปแยก เก็บผลไม้ พืชผักด้วยตนเอง เวลาต้นไม้ออกผล จะดีใจและชื่นใจมาก เราจะหยิบจับอย่างเบามือทะนุถนอมด้วยความใส่ใจ” เธอเล่าอย่างมีความสุข

สุดท้ายเธอบอกว่า การได้ทำสวน ปลูกต้นไม้ การได้วาดรูปหรือการทำงานฝีมือต่างๆ มันให้ความสุขอย่างแท้จริง ได้มีสมาธิขณะทำงาน ได้มีสติอยู่กับตัวเอง ได้ใช้ชีวิตช้าๆ อย่างประณีตไม่รีบร้อนลนลาน แล้วก็ไม่ต้องซื้อทุกสิ่งเหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ในสวน ช่วงไหนกล้วยน้ำว้าสุกพร้อมกันเยอะแจกแล้ว ขายแล้วยังเหลือ เธอก็ไปทำเป็นขนมกล้วย กล้วยหอมสุกเยอะก็ทำเค้กกล้วยหอม เสาวรสออกลูกดกๆ จนกินไม่ทันเธอก็ทำน้ำเสาวรสคั้นสดๆ ไว้ดื่มเอง ได้กินของจากธรรมชาติที่สดใหม่และสะอาด

“เวลาอยู่สวนนี้แทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย มีอะไรในสวนเราก็นำมาทำขนม ทำอาหาร มีอะไรออกเยอะๆ ก็เอาไปขายบ้าง เงินไม่ได้เยอะแต่ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาดมือ เพราะเวลาอยู่สวนที่เขาใหญ่ใช้เงินน้อยมาก อยู่บ้านกรุงเทพฯ เราจะต้องซื้อทุกอย่าง แต่อยู่บ้านสวนนี่เดินเข้าสวนไม่นานเดี๋ยวก็ได้ผัก ผลไม้ติดมือมาทุกครั้ง การทำสวนเองนั้นเหนื่อยแต่มีความสุขมากๆ ถือว่าเป็นการได้ออกกำลังกายเรียกเหงื่อไปในตัว และได้สัมผัสพลังจากธรรมชาติอีกด้วย หลังเกษียณก็จะมาอยู่บ้านสวนที่เขาใหญ่มากขึ้น”เธอกล่าวทิ้งท้าย

สองเพื่อนซี้ ทำไมต้องไปเดิน…นิวยอร์ก ไพรด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563630

  • วันที่ 09 ก.ย. 2561 เวลา 09:42 น.

สองเพื่อนซี้ ทำไมต้องไปเดิน...นิวยอร์ก ไพรด์

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“เติ้ล” กันต์ภูชิสส์ ประดิษฐ์แท่น วัย 32 ปี อาชีพฟรีแลนซ์เมกอัพ อาร์ติสต์ ในชุดนักมวยไทยสีเขียว ผู้ร่วมเดินขบวนในงาน NYC Pride March เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนเพศที่สาม เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา “เขตต์” ธศร ทักษิณาพันธ์ วัย 36 ปี อาชีพพนักงานประชาสัมพันธ์สายการบิน ในชุดสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ สร้างสีสันสุดแซ่บข้ามโลก ได้ไปร่วมพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ ที่จัดขึ้นทุกๆ ปี ปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 49 ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางผู้เดินและผู้เข้าชมขบวนหลายล้านคน สองเพื่อนซี้มีคนเข้าคิวขอถ่ายรูปเซลฟี่สุดคึกคัก กลายเป็นดาวเด่นในขบวนพาเหรด

ทำไมต้องไปร่วมขบวนเดิน…พาเหรดนิวยอร์ก ไพรด์?!! ซึ่งก็แน่นอนว่า คำตอบก็คือประสบการณ์สุดพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิต การได้อยู่ท่ามกลางคนหลายๆ ล้านคน มุ่งมาที่เป้าหมายเดียวกัน ในงาน Pride ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แล้วที่ได้มากกว่านั้นคือ การสร้างพื้นที่ของเพศที่มีความหลากหลาย LGBT-Lesbian Gay Bisexual and Transgender การได้เปิดเผยตัวตน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อการสร้างพื้นที่ยอมรับในสังคม

“มวยไทย” โชว์ตัวตนความสตรอง

“เขตต์” ธศร “เติ้ล” กันต์ภูชิสส์ เป็นเพียงคนไทย 2 คนที่บินจากประเทศไทยไปร่วมเดินงานนี้โดยเฉพาะ

ขบวนโบกสะบัดธงสีรุ้ง สัญลักษณ์สำคัญของ LGBT Pride หรือที่นิยมเรียกกันว่า Pride Parade ธงนับร้อยพลิ้วไหวตามจังหวะเพลง ท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้อง ป้ายข้อความ Proud to me! แสดงความภาคภูมิใจในการแสดงออกรักเพศเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากมายร่วมเดินขบวนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

งานไพรด์พาเหรดไม่เพียงจัดขึ้นทุกๆ ปี ที่เมืองต้นกำเนิดงานในมหานครนิวยอร์ก แต่มีการจัดที่เมืองต่างๆ ทั่วโลก ทั้งลอนดอน โตเกียว มุมไบ ฮานอย โซล รวมทั้งกรุงเทพฯ ในช่วงปลายปี

ธศร กล่าวถึงความประทับใจ นอกจากได้เห็นคนกลุ่มใหญ่ผู้คอยสนับสนุนจากขบวนพาเหรดหลายๆ แห่งที่มาเป็นพันธมิตรในงานระดับโลกแล้ว ก็คือการได้เห็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งก็คือบรรดาผู้ปกครอง พวกเขามาร่วมเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ เช่น “Proud of my gay son” และ “Proud of my lesbian daughter and her wife” เป็นการแสดงออกถึงการเข้าใจ การยอมรับ และความภาคภูมิใจในตัวตนของลูก และคนในครอบครัว

ไม่ว่าลูกจะแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แต่ก็ยังเป็นลูกคนหนึ่งของพวกเขานั่นเอง

“คนกลุ่มนี้มากันเป็นครอบครัวเลยนะครับ นี่คือประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้จริงๆ ครับ ที่มีคนร่วม 3 ล้านคนมาเชียร์เรา มันคือเวทีแห่งการยอมรับ ที่ไม่ใช่แค่เพศเดียววัยเดียวกับเราเท่านั้น แต่มีทั้งเด็ก คนชรา ผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง มาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกัน ส่งสัญญาณบอกเราว่าเขาไม่ได้รังเกียจในความแตกต่างของเราเลยครับ”

นักมวยสุดแซ่บชุดสีเขียวสด กันต์ภูชิสส์ กล่าวเสริมว่า พอกลับเมืองไทยมีแต่คนซักถาม ใครสามารถไปร่วมพาเหรดได้บ้าง? คนที่สนใจต้องทำอย่างไร?

“ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ได้ครับ ในฐานะผู้ชมที่ในปีที่แล้ว เขตต์ก็ไปชมขบวน แล้วก็มีแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้ร่วมเดินในขบวนด้วย โดยติดต่อกับผู้จัดการขบวนนั้นๆ ในปีนี้เราได้ร่วมเดินกับกลุ่ม API (Asian-Pacific Islander) Rainbow Parents ซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัวเอเชียและกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ที่มีลูกเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ทรานส์เจนเดอร์ และไบเซ็กชวล แล้วผมก็ได้รู้จักกับคุณอาร์มแชร์ (ปรัชญ์ ศรีนาค) คนไทยที่อาศัยอยู่นิวยอร์ก และแต่งชุดไทยร่วมเดินในขบวนนี้มาทุกปี

ผมได้แจ้งกับคุณอาร์มแชร์ว่าเราต้องการร่วมเดินขบวนในปีนี้ด้วย พร้อมทั้งแจ้งเรื่องคอนเซ็ปต์ที่จะนำไปแสดง ทางคุณอาร์มแชร์ก็ได้นำเรื่องไปปรึกษากับผู้จัดการขบวน แพทริก ลินน์ (IG : Mahjong.Butterfly) และทางแพทริกได้ลงทะเบียนให้พวกเรา การลงทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการรักษาความปลอดภัย”

“เขตต์” ธศร กล่าวถึงการแต่งตัวธีมนี้ คือ Siamese Revellers คนทั่วโลกเห็นก็รับรู้ได้ทันที ภาพชัดเจน คือมวยไทย อีกหนึ่งในเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทย

“การตระเตรียมอุปกรณ์ก็ต้องไม่ยุ่งยากนะครับ ชุดใส่กระเป๋าเดินทางจากประเทศไทยไปได้ง่ายๆ สะดวกๆ ไปถึงนิวยอร์ก ระยะทางการเดินเกือบ 5 กม. เราต้องการสื่อ Message ชัดๆ ครับ ไม่ใช่แค่การเดินโชว์แต่งตัวสวยๆ หรือแค่ใส่เสื้อผ้าแฟนซีมาเฉลิมฉลองกัน แต่ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเรานำมาแสดงนั้นสามารถ Represent ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน

การแสดงออกของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของเพศ เราสองคนสรุปกันได้ว่า เราคือนักสู้นะ เรามาเพื่อโชว์ตัวตนของพวกเรา ซึ่งนี่คือเอกลักษณ์ชัดเจนของงาน NYC Pride March ที่ต้องการสื่อสารถึงการต่อสู้ให้ได้ชัดเจนที่สุด

วันงานเราตื่นกันตั้งแต่ 06.30 น. เติ้ลได้โชว์ฝีมือในงานอาชีพของเขา แต่งหน้า แต่งทั้งให้ตัวเองและแต่งให้ผมด้วย ใช้เวลาแต่งหน้าเกือบคนละ 2 ชั่วโมง

อย่างรอยสักเราซื้อ Tattoo Stickers มาจากตลาดพาหุรัด กรุงเทพฯ มีทั้งแผ่นใหญ่แผ่นเล็ก ร่วม 100 ลาย ไม่มีใครดูออกเลยว่าเป็นสติ๊กเกอร์ ฝรั่งเข้ามาชมและถามว่าสักที่ไหน พอเราบอกไปว่าไม่ใช่ของจริง ทุกคนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ถามหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง”

ธศร เล่าพลางหัวเราะอย่างภูมิใจในการเดินทางไปโชว์เอกลักษณ์ไทยในแดนไกล

พาเหรดโชว์เสรีภาพแห่งการแสดงออก

สำหรับที่มาที่ไปจุดเริ่มต้นของ LGBT Pride มาจากการจลาจลสโตนวอลล์ ย้อนในปี 1969 เป็นช่วงที่คนรักเพศเดียวกัน ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งการแต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด ถือเป็นเรื่องที่ผิดในสังคม การได้ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยในบาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนิช วิลเลจ เป็นชนวนให้เกิดการปะทะระหว่างตำรวจกับกลุ่ม LGBT จนเป็นเหตุการณ์จลาจลที่เรียกว่า สโตนวอลล์ และส่งผลถึงการยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กล้าประกาศตัวว่าตัวเองแตกต่างบนท้องถนน แสดงให้เห็น Gay Power ผ่านสื่อทั่วโลก

เหตุการณ์นี้นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ สำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride March) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 1970 ที่เมืองนิวยอร์ก และอีก 3 เมืองใหญ่อย่าง ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์

ส่วน LGBT Pride ในประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องร่วมกว่าสิบปีที่ และครั้งสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปี 2006 แต่ส่วนมากผู้เข้าร่วมมักเป็นนักกิจกรรม ชาวเกย์ และกะเทยในแวดวงบาร์กลางคืน และธุรกิจเกี่ยวกับเกย์ที่จัดโดยภาคธุรกิจ ซึ่งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ รวมทั้งยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้สังคมยอมรับมากนัก

ธศร กล่าวย้ำอีกครั้งว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องไปถึงนิวยอร์ก จุดกำเนิดไพรด์พาเหรดของโลก

“เราสามารถสื่อสารในสิ่งที่เราเป็นได้ชัดเจน และกลายเป็นที่สุดของความประทับใจด้วยครับ ซึ่งก็ไม่แค่มีคน 300 กว่าคนเข้าคิวมาขอถ่ายรูปกับเรา โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลยว่าจะถูกยอมรับได้มากมายขนาดนี้ (บอกพลางยิ้ม) คุณอาร์มก็บอกครับว่า เมื่อปีที่แล้วก็มีคนไทยมาเดินกันเยอะ แต่ปีนี้มีแต่คนติดทำงานกัน ก็เลยไม่ได้มาเดินร่วมขบวนด้วย แล้วก็มาเดินในชุดไม่ใช่แฟนซี คนไม่ตื่นเต้นมากนัก คือเป็นคู่สามีภรรยามาเดินด้วยกันเท่านั้น”

กันต์ภูชิสส์ กล่าวเสริมเพื่อนว่า การแต่งตัวคือสารที่ส่งกันชัดๆ ผลตอบรับก็น่าตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย

“ตอนอยู่ในขบวนก็มีแต่คนวิ่งเข้ามาหาเรา ชมชุดเราว่ามันดีมาก สุดเก๋อะเมซิ่ง บางคนก็เข้ามาขอชกนวมเบาๆ มันมีความสุขจริงๆ ครับ การเดินบนส้นสูง 6 นิ้ว ตลอดระยะทาง 5 กม. ทำอะไรพวกเราไม่ได้เลย ไม่มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้สักนิดเดียว เพราะมีแต่คนเชียร์อัพเราตลอดสองเส้นทางที่เราเดินโชว์ ทำให้เราตื่นเต้น และมีกำลังใจเตรียมตัวสำหรับการไปเดิน NYC Pride March ที่จะครบ 50 ปี ในปีหน้าเราวางแผนจะไปกันอีกครั้ง”

งานไม่ได้จัดเพียงเพื่อการเฉลิมฉลอง หรือเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ของสหรัฐอเมริกา แต่ขบวนแฝงนัยความพิเศษมากกว่านั้น กลุ่มคนรักเพศเดียวกันทั้งชายและหญิงได้ปรากฏเปิดเผยตัวในสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างภาคภูมิ

“วันนี้คือยุคที่ไม่มีเพศอีกแล้วนะครับ คำว่า เพศหญิง เพศชาย หรือคำที่เรียกพวกเราว่าเพศที่สาม ก็คือคำที่ระบุเรียกสถานะบนความเท่าเทียมกัน

คนดังหลายๆ คนก็มาร่วมขบวนโชว์พาเหรดในครั้งนี้ด้วย อเล็กซานเดอร์ แวง (Alexander Wang) มาเดินร่วมขบวนที่สื่อถึงการรณรงค์ให้ใส่ถุงยางอนามัย ในสหรัฐ มีการใช้ยาเพร็พ PrEP-Pre-Exposure Prophylaaxis ซึ่งเป็นการกินยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ผลอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มคนรักร่วมเพศ อเล็กซานเดอร์ร่วมรณรงค์เรื่องนี้ สื่อถึงการไม่ใช้ถุงยางก็อาจจะมีโรคอื่นๆ ติดต่อได้นอกจากโรคเอดส์

ไปจนถึงขบวนเฉลิมฉลองการอนุญาตให้คู่รักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้ และได้รับการสนับสนุนในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ เป็นการสื่อความสุข นั่นคือการยอมรับจากสังคมและกฎหมายของบ้านเมืองที่ทำให้ชาวเกย์ในนครนิวยอร์กมีสิทธิเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป เช่น การจดทะเบียนสมรส การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม หรือแม้กระทั่งการแสดงออกทางความรักในที่สาธารณะ ซึ่งชาวรักร่วมเพศในหลายๆ ประเทศยังไม่สามารถกระทำได้”

ธศร กล่าวทิ้งท้ายว่า ขบวนการเคลื่อนไหวคนรักเพศเดียวกันและข้ามเพศทั้งหมด ได้โชว์ความหลากหลายทางเพศ เพื่อผลิตตอกย้ำความทรงจำให้กับ LGBT ของเกือบทั่วโลก

การไปสัมผัสดินแดนเสรีในสหรัฐ ก็ยังได้เห็นการขยายตัวตามความหลากหลายของเพศ ที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ เลสเบี้ยน หรือกะเทยเท่านั้น

ใน Pride Month ณ มหานครนิวยอร์กปีนี้ ได้เห็นการตื่นตัวอย่างจริงจัง จากในปี 2009-2016 อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เรียกใหม่ในชื่อ “Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Month” และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาพบรรยากาศขบวนพาเหรด และคำว่า LGBTQ

“ผู้ชายบางคนรูปลักษณ์แมนมากครับ เสรีในการแสดงออกมาก ผมสั้นกุด แต่ใส่กระโปรงเดินเล่นในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์กอย่างไม่ขัดเขิน หรือผู้หญิงสักเต็มตัวแต่มากับคู่ชีวิตที่เป็นผู้ชายแต่งหญิง สังคมเขายอมรับในสิ่งแตกต่าง แต่สำหรับในบ้านเรา เพศที่สาม ลึกๆ แล้วยังมีข้อกำหนดบางๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้การยอมรับ เราถูกปฏิเสธ ถูกโยนไปเป็นคนชายขอบก็ว่าได้ ผมเรียนจบปริญญาตรีในคะแนนเกียรตินิยม 3.90 ไปสมัครงานบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธตรงๆ ว่า เราไม่รับคนในกลุ่ม ‘ที่เป็นแบบคุณ’ เข้าร่วมงาน ทั้งที่ผมเป็นคนไม่คิดมากในเรื่องนี้ แต่เราก็ยังเคยเสียใจในเหตุการณ์นี้” ธศร กล่าว และเพื่อนก็สำทับในเรื่องนี้ทันที

กันต์ภูชิสส์ กล่าวว่า จุดยืนที่เข้มแข็งคือสิ่งสำคัญที่สุดในการจัดพาเหรดความหลากหลายทางเพศ พ่อแม่อุ้มลูกวัย 9-10 ขวบ แต่งตัวไม่ตรงเพศออกมาให้คนเห็นว่านี่คือ “อีกทางหนึ่งในสังคม” ขณะที่บ้านเราลูกชายแต่งหญิงก็อยู่ในบ้าน ไม่อยากให้ออกไปไหน แตกต่างใน Pride Month ณ มหานครนิวยอร์ก ที่ได้ไปเห็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวอย่างจริงจัง

Modify Marichyasana The Sage Marichi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563557

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 11:58 น.

Modify Marichyasana The Sage Marichi

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

กลุ่มท่านี้มีหลายเวอร์ชั่นมากมีทั้งผสมกับการบิด ผสมกับการพับลำตัวไปด้านหน้า ผสมกับท่าขาพาดคอสำหรับวันนี้ครูได้ผสมกับท่า Pistol Squat (Squat on One Leg) เข้าไปด้วยซึ่งช่วยพัฒนาความแข็งแรงให้กับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอสะโพกมาด้านหน้า Hip flexor หากมีความแข็งแรงจะสามารถยกขาด้านหน้าให้ตรงและลอยได้ รวมทั้งใช้ความยืดหยุ่นของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง Hamstring

ดังนั้น คนที่จะฝึกท่านี้ได้ต้องสามารถฝึกท่ามาลาสนะ Malasana ได้ก่อนสามารถถ่ายเทน้ำหนักจนนั่งสควอตแบบขาเดียวได้แต่หากฝึกแล้วรู้สึกไม่สบายที่สะโพก ข้อเท้า หัวเข่า ยังควบคุมร่างกายและการกระจายน้ำหนักได้ไม่ดีแปลว่าร่างกายอาจยังไม่พร้อมให้ฝึกท่าสควอตแบบ 2 ขาให้ดีก่อนแล้วค่อยๆ ลองฝึกแบบขาเดียวเพราะในเวอร์ชั่นที่ครูจะให้ฝึกในครั้งนี้ มีการพับตัวมาด้านหน้าด้วย สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่าและหลังล่าง ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.ให้เริ่มต้นในท่านั่ง ชันเข่าขวาขึ้นแล้วยืดขาซ้าย ตั้งส้้นเท้าให้ตรงสูดลมหายใจเข้าวาดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู

2.หายใจออกส่งมือขวาไปจับเท้าซ้ายด้านนอกส่วนมือซ้ายวางที่พื้นนอกขาซ้าย

3.จากนั้นหายใจเข้าให้ลึกเพื่อเตรียมแล้วหายใจออกพับตัวลงมาหาต้นขาโดยส่งท้องลงมาหาต้นขาซ้ายยืดหลังยาว คอยาว ไม่หักคอแล้วค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ

4.หายใจเข้ายกก้นและขาลอยจากพื้นใช้ความแข็งแรงของขาและกำลังหน้าท้องส่วนมือซ้ายกดพื้นเพื่อช่วยในการทรงตัว

 

5.หายใจออกพับลำตัวลงมาหาขาซ้ายในขณะที่ก้นและขาลอยขึ้นจากพื้น ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก จากนั่นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

สวยและสนุกไปกับการเดินทาง Maysa Traveller

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563549

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 11:04 น.

สวยและสนุกไปกับการเดินทาง Maysa Traveller

โดย รอนแรม ภาพ : Maysa Traveller

เธอเคยเดินทางตามรอยบล็อกเกอร์ จนวันนี้ “เป้” ธรรมิกา อินมะเริง กลายเป็นเจ้าของเพจท่องเที่ยว Maysa Traveller เสียเอง เพื่อส่งต่อเรื่องราวและแรงบันดาลใจเหมือนที่เธอเคยได้รับ

เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเพจว่า ได้เริ่มจากการเป็นผู้อ่าน พออ่านแล้วก็อยากไปเที่ยว และเมื่อไปเที่ยวกลับมาก็อยากเขียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอถ่ายทอดประสบการณ์ในกระทู้พันทิปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน

จากนั้นได้เปลี่ยนมาทำเพจเฟซบุ๊กเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และภายในปีนี้เธอจะขยับไปสู่การทำเว็บไซต์ เพื่อเขียนรายละเอียดให้มากขึ้น

“บล็อกเกอร์บางคนอาจเริ่มจากการชอบถ่ายรูป แต่สำหรับเป้เริ่มจากความอยากเขียน อยากเล่าเรื่องราวในสิ่งที่เจอมาให้คนอื่นทราบ และบางคนอาจทำเป็นเพจเป็นอาชีพ แต่สำหรับเป้ยังทำเพจเป็นงานอดิเรก ยังใช้เวลาว่างจากการทำงานไปท่องเที่ยว และอยากเขียนลงเพจเพื่อเป็นบันทึกการเดินทางของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย” นักออกแบบกราฟฟิกวัย 33 ปี กล่าว

เธอกล่าวต่อว่า ชอบเดินทางทุกรูปแบบไม่ว่าขึ้นเขา ลงห้วย ดำน้ำ นอนโรงแรมหรู หรืออยู่โฮมสเตย์ โดยมักขับรถแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ซึ่งโรดทริปที่ไกลที่สุดในตอนนี้คือ กรุงเทพฯ-ลาว แต่เธอกำลังวางแผนทำลายสถิติด้วยการขับรถไปเวียดนามเร็วๆ นี้

“การเดินทางด้วยรถยนต์ มันทำให้เราได้เห็นสิ่งสวยงามระหว่างทางมากกว่าการนั่งเครื่องบิน มันอาจจะใช้เวลานานกว่า เหนื่อยกว่า แต่ก็เห็นอะไรมากกว่า ทำให้เรารู้เลยว่าเรื่องราวระหว่างทางมักมีความสวยงามที่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เป้ยังเป็นนางแบบ (ในภาพ) สุดสวยที่ทำให้สาวๆ อยากไปตามรอย ซึ่งก็เป็นอีกความตั้งใจที่เธออยากให้ผู้หญิงออกเดินทางและสนุกไปกับมัน

“การเดินทางทำให้เราเจออะไรใหม่ๆ ถ้าเราไม่ออกไป บางอย่างเราจะไม่มีวันรู้เลย ยิ่งเวลาเดินทางไปต่างประเทศซึ่งทุกอย่างต่างไปจากเรา เราสามารถนำสิ่งดีๆ ที่เราเห็นนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ การเดินทางจึงไม่ใช่แค่ความสนุกเพลิดเพลิน แต่มันยังเป็นประโยชน์ต่อความคิดและต่อโลกทัศน์ของเราด้วย”

สำหรับเพจ เมษา ทราเวลเลอร์ เธอหวังว่าเรื่องราวและภาพถ่ายที่ถ่ายทอดออกมาจะไปจุดประกายให้คนอื่นอยากออกเดินทาง และใช้ประสบการณ์จริงของเธอนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางครั้งต่อไป ส่วนการเดินทางครั้งใหม่ของสาวคนนี้สามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Maysa Traveller

ชิน ประสงค์ ประติมากรเอก ตำนานแห่งอนุสาวรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563544

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

ชิน ประสงค์ ประติมากรเอก ตำนานแห่งอนุสาวรีย์

โดย ธเนศน์ นุ่นมัน

หลบความแออัดของตัวเมืองกรุงเทพมหานคร ไปบนถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าไปยัง จ.นนทบุรี พิกัดซอยท่าอิฐ ต.ไทรม้า ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยา หยุดหน้าบ้านซึ่งครึ้มเขียวไปด้วยต้นไม้ที่มีป้ายเล็กๆ เขียนว่า “ชิน ประสงค์”

ป้ายนี้บอกว่า ที่นี่เป็นแหล่งพำนักของประติมากรเอก ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านประติมากรรม อดีตผู้อำนวยการส่วนประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ ผู้รังสรรค์ผลงานประติมากรรมมากมาย

หลายชิ้นอาจจะเคยผ่านตาหลายคนมาแล้ว เพียงแต่อาจจะยังไม่ทราบว่าที่เห็นนั้น คือผลงานของประติมากรระดับตำนานท่านนี้

อาจารย์ชินเริ่มเล่าประวัติของตัวเองด้วยบุคลิกที่สุขุมคัมภีรภาพว่า เริ่มต้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานศิลปะด้วยความรักหลงใหล โดยเริ่มจากสอบเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยช่างศิลป (วังหน้า) จากนั้นก็พัฒนาฝีมือตัวเองจนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ในปีที่ชื่อว่า เป็นนักศึกษารุ่นสุดท้ายที่ ศ.ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกข้อสอบภาคปฏิบัติ

เมื่อได้เข้าไปเรียนในสถาบันที่วาดหวังไว้แล้ว ก็พบว่า การเรียนการสอนนั้นเต็มไปด้วยเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

“การเรียนการสอนยุคโน้น จะวิจารณ์งานกันแรงและตรงไปตรงมามาก และสอนโดยเน้นเรื่องฝีมืออย่างหนัก อาจารย์ศิลป์ ท่านออกแบบการเรียนการสอนไว้เพื่อให้แต่ละคนเรียนจบมาเพื่อประกอบอาชีพที่แต่ละคนถนัด เรียนจบแล้วไม่ไปเป็นศิลปิน ก็สามารถรับจ้างทำงานต่างๆ ได้

นักศึกษาแต่ละคนเรียนจบแล้วจะทำได้ทุกอย่าง เขียนแบบ ปั้น วาดรูป ต้องเป็นตามที่อาจารย์ศิลป์บอกว่า ลูกศิษย์ฉันต้องไม่อดตาย การเรียนการสอนจึงต้องอยู่กับงานทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติที่หนักมาก ไม่มีเวลาว่างเลย

…เมื่อก่อนจะจบการศึกษาหรือเรียนผ่านไปแต่ละปีไม่ใช่เรื่องง่าย ทำงานเหมือนจริงก็ใช่ว่าจะผ่านได้ ต้องมีความพิเศษ เรียนถึงปี 3 ถ้ายังไม่สามารถค้นพบแนวทางของตัวเองก็ไปต่อไม่ได้ ต้องยอมรับแค่วุฒิการศึกษา อนุปริญญา ไม่ได้เรียนต่อปี 4-5 จนจบปริญญาตรี ทำงานเรียนโดยไม่มีพัฒนาการไม่ได้ ไม่มีการสอบซ่อม ตกก็คือตกเลย ซ้ำชั้นได้ไม่เกิน 3 ปี

…มีรุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า การเรียนการสอนสมัยที่อาจารย์ศิลป์สอนเข้มข้นมาก ท่านจะชี้ชะตาเด็กแต่ละคนจากผลการเรียนเลย บางคนเข้ามาเรียนจิตรกรรมแต่เรียนไปแล้วไม่รอด อาจารย์ก็แนะนำให้ไปเรียนคณะโบราณคดี ให้ไปเรียนคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ละคนที่เปลี่ยนคณะวิชาตามที่ท่านแนะนำ บางคนก็โกรธที่ท่านบอกอย่างนั้น แต่ก็ไปได้ดีกันทุกคน ที่สุดก็ต้องกลับมาขอบคุณท่าน” อาจารย์ชินเล่าถึงบรรยากาศการเรียนเมื่อ 50 กว่าปีก่อน

อาจารย์ยังเล่าด้วยว่า โอกาสในการจบการศึกษาในยุคนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หากไม่มีความสามารถในศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง ศ.ศิลป์ พีระศรี ก็อาจจะไม่ให้จบการศึกษาได้

“สมัยโน้นเรียนจบเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ละปีรับนักศึกษาแค่ 30 คน กว่าจะเรียนไปถึงปี 5 เป็นเรื่องที่ผ่านด่านไปยากมาก รุ่นที่ อาจารย์ชลูด (ศ.ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประติมากรรม ปี 2541) เรียนสมัยที่อาจารย์ศิลป์ยังสอน ก็มีท่านเรียนจบคนเดียว รุ่นที่ผมเรียน ถือว่าผ่านไปเรียนจนจบเยอะมาก มีถึง 7 คน นอกนั้นก็ได้วุฒิการศึกษาแค่อนุปริญญา พอมาถึงยุคที่อาจารย์ชลูดสอนนี่ท่านก็รับวิธีการสอนมาจากอาจารย์ศิลป์หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องต้องไปทำงานกับของจริง วาดเส้นรูปสัตว์ในสวนสัตว์นี่ก็วาดให้ได้ทะลุปรุโปร่ง ใครไปถ่ายรูปมาวาดนี่ไม่ได้เลย

นักศึกษาในยุคโน้นต้องไปอยู่ที่เขาดินกันเป็นอาทิตย์ ไปสังเกตสัตว์แต่ละตัว ดูนิสัย วาดกันจนจำรายละเอียดได้อย่างแม่นยำถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสิ่งที่วาดให้ได้ หรืออย่างสมัยอาจารย์ไพฑูรย์ (ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2529) นี่ท่านให้ขนดินไปปั้นที่เขาดินกันเลย ต้องไปจับคาแรกเตอร์สัตว์ให้ได้ อาจารย์ศิลป์ท่านก็ไม่ให้ปั้นใครจากรูปถ่าย ต้องปั้นจากแบบจริง หรือแบบที่สเกตช์มาจนจำรายละเอียดได้

และด้วยการเรียนที่ดูนักศึกษาอย่างใกล้ชิด จะทำให้ผู้สอนรู้ความสามารถของนักศึกษาแต่ละคน ชี้จุดอ่อนจุดแข็งได้ อย่างสมัยอาจารย์ศิลป์นี่ เรียนจบท่านจะรู้เลยว่านักศึกษาของท่านคนไหน เหมาะกับงานอะไร บางคนเช่นอาจารย์สนั่น (สนั่น ศิลากรณ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประติมากรเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปั้นอนุสาวรีย์สำคัญๆ หลายแห่ง) ซึ่งทำงานใหญ่ๆ ได้ ท่านแนะนำเลยว่าจบแล้วต้องไปอยู่โรงหล่อทำงานปั้นอนุสาวรีย์ เพราะเห็นความสามารถว่าทำได้ บางคนก็ต้องไปเป็นครูอาจารย์ เพราะท่านเห็นแววว่าบุคลิกแบบนี้ต้องไปสร้างคน” อาจารย์ชินเล่ารายละเอียด

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีศิลปบัณฑิต (ด้านประติมากรรม) คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2512 อาจารย์ชินก็ก้าวไปสู่โลกอีกใบหนึ่งในทันที ด้วยการเริ่มทำงาน นำสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาไปใช้ในชีวิตจริง

“เรียนจบ ผมก็ทำงานรับราชการในโรงหล่อของกรมศิลปากรทันที รุ่นผมจบมาทำงานปั้นอนุสาวรีย์แค่ 3 คน เป็นงานที่ต้องสู้กันจริงๆ เพราะเป็นงานหนัก จำได้ว่า งานแรกที่ทำผมกลัวมาก นั่นก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ค่ายลูกเสือแห่งชาติ จ.ชลบุรี

ก่อนหน้านั้นสมัยเรียน มีคนเคยมาจ้างผมให้ปั้นท่าน แต่ผมก็ไม่กล้าทำ เพราะความรู้สึกผมคิดว่าเป็นงานยาก ประกอบกับที่เคยเห็นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยปั้นท่านไว้ เป็นงานที่สมบูรณ์ จนตัวเองไม่กล้าตามรอยท่าน

แต่ในที่สุด งานแรกที่ต้องทำตอนรับราชการ ที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ ก็คือ ต้องทำสิ่งที่เคยกลัว แต่ก็ทำออกมาได้ จำได้ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาของ ร.6 เสด็จมาทรงเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์ ก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นงานที่ทำหลังจากเพิ่งเรียนจบ” อาจารย์ย้อนเล่าถึงงานแรกที่เริ่มทำให้ฟัง

อาจารย์ชิน เล่าอย่างถ่อมตนด้วยว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน มีสิ่งที่ทำให้เรียนรู้ตลอดมาและไม่มีทีท่าว่าการเรียนรู้ในการทำงานจะสิ้นสุดลงเกิดขึ้นทุกวัน

“จำได้อีกว่า ระว่างที่ปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.6 ผมต้องแอบไปทำงาน เพราะกลัว แต่อาจารย์สนั่นซึ่งเป็นผู้ออกแบบในตอนนั้นก็มาเห็น ตอนที่ผมกำลังใช้ค้อนตบๆ ดิน ที่ปั้นให้เป็นพื้นผิวตามจังหวะทุบ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เหมือนที่คนอื่นเขาทำ พออาจารย์มาเห็น ผมก็นึกว่าอาจารย์จะดุ แต่ท่านกลับบอกว่า วิธีการนี้จะเป็นการทำงานในแบบของคุณเอง แต่ที่สุดผมก็ไม่กล้าปล่อยให้มีพื้นผิวแบบนั้น ทำงานปีแรกๆ รับผิดชอบเต็มที่ บางครั้งก็ทำกระทั่งวันหยุดให้เสร็จ เพราะทำด้วยความกลัว ว่างานจะออกมาไม่ดี ผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ไม่หยุดเรียนรู้และพยายาม

งานแต่ละชิ้นมีอุปสรรคต่างกันไป งานที่จำได้ดีอีกชิ้นก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้าเผชิญศึก ที่ทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี ปีนั้นต้องศึกษากายวิภาคม้ากับอาจารย์สนั่นที่บ้านท่านเพราะต้องปั้นม้า เป็นอนุสาวรีย์ที่ถือว่าเป็นงานที่หนักมาก ปั้นม้าและพระยาพิชัยดาบหักด้วยปูน

อาจารย์สนั่นท้วงว่า ปั้นด้วยปูนนั้นยากกว่าดิน 10 เท่านะ ถึงรู้อย่างนั้น ผมก็บอกตัวเองต้องยอมทำงานที่ท้าทายความสามารถ แต่เพราะเป็นงานใหญ่ จึงทำได้ช้ามาก บางวันปั้นเสร็จแล้วคิดว่าน่าจะได้แล้ว แต่เมื่อลงจากนั่งร้าน ถอยไปดู ก็ต้องแก้ใหม่ ทำงานทุกวัน ทำไปเรียนรู้ไป รวมถึงเรียนจากครูบาอาจารย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ขอคำแนะนำและดูจากงานที่ท่านทำอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก เป็นงานชิ้นที่ต้องทำนานถึง 7 ปี แต่ก็ไม่เคยท้อ” ประติมากรเอก เล่าถึงงานที่ทำ

ระหว่างที่รับราชการในส่วนงานประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ อาจารย์ชินได้รังสรรค์ผลงานปั้นประติมากรรมไว้มากมายผลงานชิ้นสำคัญๆ ประกอบด้วย

– พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จ.สุราษฎร์ธานี

– พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ค่ายลูกเสือแห่งชาติ จ.ชลบุรี

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี

– อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

– อนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี

– อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ จ.แพร่

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.ลำปาง

– พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

– พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ทุ่งภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ อาจารย์ยังเป็นผู้ที่ออกแบบอนุสาวรีย์หลายแห่ง อาทิ ภาพแกะสลักหินนูนต่ำ พระกรณียกิจสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่นิเวศสถาน ย่านคลองสาน ออกแบบและอำนวยการสร้างพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 12 แห่งทั่วประเทศ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี รวมถึงประติมากรรมสุนัขทรงเลี้ยงทั้ง 12 สุนัข ตั้งแต่ปี 2553-2559 ถวายในหลวง ร.9 ก่อนเสด็จสวรรคต

ปัจจุบัน แม้จะเกษียณอายุราชการมาแล้วหลายปี อาจารย์ยังคงทำงานปั้นที่รักอย่างต่อเนื่อง ตามความตั้งใจที่ได้บันทึกความรู้สึกที่มีไว้ในงานศิลปะทุกชิ้นที่สร้างขึ้น

Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563543

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 10:11 น.

Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความปลอดภัยในบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้าม อย่าให้ต้องพูดว่า รู้อย่างนี้แล้ว… เพราะหลายคนหกล้มแล้วไม่อาจลุกกลับขึ้นมา (เหมือนเดิม) ได้อีก

คำตอบคือ Universal Design Center-UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน… “คำตอบ” ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลใจกลางเมือง ศูนย์ตั้งอยู่ติดกับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า ยูดีซีเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนานวัตกรรมสภาพแวดล้อมสังคมสูงวัย จากการร่วมมือกันของสำนักประสานงานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สป.สว.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมหาวิทยาลัย 5 แห่งทั่วประเทศ

“ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน จัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เป็นศูนย์ให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ ให้ความรู้ และเป็นศูนย์รวมในการรวบรวมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สำหรับผู้สูงอายุ”

ภารกิจของศูนย์ยูดีซี เป็นภารกิจด้านที่อยู่อาศัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสร้างและปรับปรุงที่พักอาศัยที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยและคนพิการ ได้แก่ การมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เน้นถึงการเข้าถึงบริการและการใช้ประโยชน์ได้จริง

“ยูดีซีส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านเดิมของตัวเองให้ได้มากที่สุดและนานที่สุด นั่นหมายถึงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงอายุ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องขององค์ความรู้”

Chula UDC มีพื้นที่ 40 ตารางเมตร ตั้งอยู่ด้านล่างของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ได้จัดวางตัวอย่างเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มาตรฐานความสูงและระยะห่าง รวมทั้งออกแบบผังตัวอย่างสำหรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ที่ตัดเล็บ ราวจับ อ่างอาบน้ำ บันได เตียงนอน เป็นต้น

“จุดหกล้มสูงสุด 3 จุดในบ้าน อันดับหนึ่งคือห้องน้ำ อันดับสอง บันได และอันดับสามคือ เตียงนอน จากนอนลุกขึ้นมานั่ง ตอนนี้ที่สำคัญเป็นตอนที่จะล้มได้ เตียงเดี่ยวดีกว่าเตียงคู่ นี่พูดถึงผู้สูงวัย ถึงตอนนี้มีคนมาเยี่ยมชมเรามากมาย แต่เราก็ยังอยากให้มาอีกเยอะๆ เพราะอนาคตนี่คือองค์ความรู้ที่คนจะต้องการมากที่สุด”

ศูนย์ฯ เปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยกำหนดเป็นศูนย์ประสานงานกลางและศูนย์หลักประจำกรุงเทพฯ กับปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 4.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กำหนดเปิดให้บริการทั้งหมดภายในปี 2562

รศ.ไตรรัตน์ เล่าอีกว่า Chula UDC จะได้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอุปกรณ์ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเรื่องวัสดุ อุปกรณ์และของใช้ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การเสวนาให้ความรู้ การสาธิตและการจัดบูธสินค้าที่น่าสนใจมากมาย

นอกจากนี้ก็ขอเชิญมาได้ทุกเมื่อ ศูนย์ฯ เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.30-17.00 น. ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์นัดล่วงหน้าได้ในกรณีที่มาเป็นหมู่คณะ หลายคนที่มาแล้วได้หลายไอเดียดีๆ กลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพราะเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ก็สามารถปรับให้เหมาะได้และปลอดภัยได้

ที่สำคัญการเดินทางก็สะดวกสบาย ลงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ศาลาแดงแล้วต่อรถมาใกล้ๆ หรือจะลงแบบเป๊ะๆ ที่สถานีบีเอ็มซีแอล รถไฟฟ้าใต้ดินสาขาสามย่าน อย่าปล่อยให้คนสูงวัยที่บ้านต้องใช้ชีวิตในบ้านอย่างอันตราย

เยี่ยมชมศูนย์และขอคำแนะนำการสร้างบ้าน ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงวัย เข้าไปดูที่ http://www.facebook/universaldesigncenter หรือโทร.08-4554-9301

ธีรเดช เมธาวรายุทธ ภาพเรียกจิตสำนึกธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563539

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

ธีรเดช เมธาวรายุทธ ภาพเรียกจิตสำนึกธรรมชาติ

โดย กั๊ตจัง

“ผมคิดว่าภาพหนึ่งภาพบอกเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย แม้ผมจะไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ผมก็ดีใจที่ภาพธรรมชาติของผมเป็นที่สนใจของผู้คนจนถามว่าภาพนั้นคือที่ไหน”

“อาเล็ก” ธีรเดช เมธาวรายุทธ นักแสดงหนุ่มมากความสามารถบอกเล่าเรื่องราวภาพถ่ายของเขา และทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านภาพถ่าย

“ผมถ่ายรูปด้วยความชอบส่วนตัว เกิดจากการชอบเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นรูปที่อยู่ในอินสตาแกรมทั้งหมดเกิดจากการขี้อวดของผมเอง ที่ชอบถ่ายภาพที่มีวิวสวยๆ แล้วอวดว่าผมอยู่ที่นี่

ดังนั้น อย่าเรียกว่าเป็นนักถ่ายภาพเพื่อการอนุรักษ์เลยครับ เรียกผมว่าเป็นพวกขี้อวดจะดีกว่า การพกกล้องของผมนั้นเริ่มมีที่มาจากการชอบถ่ายรูป แต่ก่อนไม่ได้มีกล้องใหญ่เหมือนกับช่างภาพมืออาชีพ ก็อาศัยใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่ายเวลาไปเที่ยว หรือออกกองถ่ายเห็นวิวสวยๆ ก็หยิบมาถ่าย”

อาเล็ก เล่าย้อนถึงแรงบันดาลใจว่า พอวันหนึ่งเขาได้จับกล้อง ได้เห็นภาพจากวิวไฟน์เดอร์ รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มากกว่า เรียนรู้ที่จะจัดวางกล้องจัดค่ากล้องให้ออกมาสวย

“เวลาไปเจอธรรมชาติที่สวยงาม แต่สุดท้ายแล้วรู้สึกว่าภาพที่ผมถ่ายออกมาดูสวยก็จริง แต่ว่าวิวที่เห็นจากสถานที่จริงนั้นอลังการกว่า ดังนั้นการถ่ายรูปของผมก็จะเป็นเหมือนการเชิญชวนคนให้ลองไปในที่ที่ผมไปดู แล้วผมเชื่อว่าถ้าคนอื่นได้เห็นภาพสวยๆ ก็น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกอยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง ทำให้เกิดความรู้สึกหวงอยากจะรักษาสมบัติของประเทศไทยเหล่านี้ไว้ต่อไป”

อาเล็ก บอกว่า เขาจะมีโอกาสเข้าป่าเฉพาะตอนไปเที่ยวไปทำงาน และได้เจอสัตว์เหล่านี้บ้าง แต่ไม่ใช่มืออาชีพที่เข้าไปถ่ายรูป ตั้งใจแค่เข้าไปดู

“เวลาที่ผมเข้าไปทำงาน จะเป็นประเภทเห็นอะไรสูงๆ จะถ่ายเก็บไว้ ผมเคยไปเขาใหญ่ ได้เจอสิ่งที่ไม่เคยเจอในชีวิตประจำวัน เช่น แมลงแปลกๆ ต้นไม้ ดอกไม้แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นก็จะถ่ายเก็บไว้ เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปมากกว่า เป็นสิ่งที่ถ่ายได้ง่ายๆ

แล้วก็อยากเข้าป่าลึกๆ ไปถ่ายรูปสัตว์เหล่านี้เหมือนกัน ผมคิดว่าการถ่ายภาพธรรมชาติ ถ่ายภาพสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ แล้วยิ่งถ้าเกิดเราถ่ายอะไรยากๆ ที่ต้องใช้ความพยายามแล้วมันออกมาสวย ผมคิดว่าเป็นความภูมิใจอย่างมาก”

แม้ว่าอาเล็กจะไม่ได้ใช้กล้องใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใช้กล้องออโต้ กล้องที่เขาใช้จะเป็นกล้องแมนวลทั้งหมด เวลากดชัตเตอร์ออกมา เขาชี้ว่าก็ต้องลุ้นเหมือนกันว่าจะชัดหรือไม่ชัด

“ยิ่งถ้าเป็นภาพถ่ายสัตว์ป่าวิ่งไปวิ่งมายิ่งยากมากขึ้น แต่มันก็เป็นเสน่ห์ของการถ่ายภาพ แม้ภาพจะหลุดโฟกัสไปบ้าง ถ่ายเบลอไปบ้าง แต่รักเธอนั้นชัดเจน (หัวเราะชอบใจ) ผมเลยเน้นไปที่รูปวิวและภาพสิ่งแปลกตาเท่าที่สามารถถ่ายได้สะดวกที่สุด แต่ถึงผมจะถ่ายเบลอ เพราะถึงอย่างไรการถ่ายภาพในป่า ไม่สามารถควบคุมอะไรได้อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเจอสัตว์ตอนไหน”

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพธรรมชาติสิ่งที่อาเล็กเน้นย้ำมาตลอดก็คือการที่ได้นำภาพสวยงามของธรรมชาติออกสู่สายตาสาธารณชนให้คนได้เห็นได้ชื่นชมความงาม

“ธรรมชาติของจริงจะอลังการกว่าภาพถ่ายแค่ไหนก็ตาม ในจุดที่ผมคิดว่าประสบความสำเร็จในการถ่ายรูปก็คือ เวลาถ่ายรูปมีคนมาชมว่าสวย กับคนมาถามว่าถ่ายที่ไหน ผมชอบอย่างหลังมากกว่าเพราะรู้สึกว่าภาพนั้นทำให้คนอยากรู้ว่าคือที่ไหน สิ่งที่เราถ่ายได้เผยแพร่เข้าถึงคนที่อยากท่องเที่ยวในธรรมชาตินั้นจริงๆ

คนที่ได้มาดูและตามไปในยังจุดที่เราเคยอยู่ ผมยิ่งรู้สึกภูมิใจที่ภาพถ่ายของผมทำให้คนคนหนึ่งที่รักธรรมชาติเดินทางไปชมด้วยตาตัวเอง ซึ่งเขาก็คงรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่สวยงามของธรรมชาติเหมือนที่ผมเคยรู้สึกอย่างแน่นอน”

สตรีอาชีพมั่นคง ลดสังคมรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563364

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

สตรีอาชีพมั่นคง ลดสังคมรุนแรง

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากทุกคนในประเทศมีอาชีพสุจริตและมีรายได้ที่มั่นคง ปัญหาความรุนแรงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในสังคม ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในเด็ก รวมถึงปัญหาความรุนแรงในสตรี ก็จะลดน้อยถอยลง หรือไร้ความรุนแรง (Zero Violence)

เพียงแต่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะคนว่างงาน ไม่มีอาชีพ ครอบครัวยากจนให้มีอาชีพที่มั่นคง เพื่อที่เขาจะมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาความรุนแรงนั้นส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความยากจน ทำให้เกิดความเครียดและนำมาซึ่งความรุนแรงนั่นเอง

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมศักยภาพสตรีและเสริมสร้างความมั่นคงของครอบครัวโดยตรง โดยได้เข้าไปส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมอาชีพและทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นให้กับประชาชน โดยเฉพาะกับกลุ่มสตรีในทั่วทุกภาคของประเทศ ใช้ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเป็นกลไกขับเคลื่อน

ปัจจุบันตั้งแต่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เข้ามากำกับดูแลศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวได้ประมาณ 2 ปี ได้ดำเนินการส่งเสริมให้กลุ่มสตรีและประชาชนที่ยากจนขาดโอกาส ได้มาฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะต่างๆ ในศูนย์ทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งได้ออกไปฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนถึงในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละศูนย์ ตอนนี้มีประมาณ 1.2 หมื่นกว่ารายที่กรมไปส่งเสริมทำให้คนเหล่านี้จากที่ยากจนขาดโอกาสไม่มีอาชีพก็มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ล่าสุด กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มีกำหนดจัดงาน “มหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทย ไร้ความรุนแรง” ขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ก.ย. 2561 ณ Hall 4 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีการจัดแถลงข่าวพร้อมกับการเดินแฟชั่นโชว์ด้วยผลิตภัณฑ์ของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา

เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรงครั้งนี้เป็นการนำสินค้าและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพื้นถิ่นฝีมือกลุ่มสตรีและครอบครัวทั่วประเทศที่ได้รับการส่งเสริม ฝึกสอน และพัฒนาฝีมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่ง ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาจำหน่ายและสาธิตวิธีการผลิต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันทำ ก่อให้เกิดรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคง และสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้

“ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวมีเป้าหมายหลักในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงและครอบครัวที่ด้อยโอกาส หรือผู้ที่มีปัญหาทางการศึกษา การว่างงาน ความยากจน และมีความรุนแรงในครอบครัว โดยทางศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ให้การสนับสนุนในการเสริมสร้างทักษะอาชีพ เช่น การออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้า การตัดและตกแต่งทรงผม การนวดแผนไทย การโรงแรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ในครัวเรือน วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตมีอยู่ในท้องถิ่นมาสรรค์สร้างเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ รวมไปถึงราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถจับจ่ายได้ นอกจากนั้น ยังมีการส่งเสริมต่อยอดให้สตรีได้รวมกลุ่มเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอีกด้วย”

อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า งานมหกรรมตลาดนัด สร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรงนี้เป็นการรวมพลังภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและสังคมไทย เพื่อจุดประกายการเริ่มต้นขับเคลื่อนการทำงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงของแต่ละภาคีเครือข่ายที่รับผิดชอบแต่ละด้าน เช่น เครือข่ายเลิกเหล้ายุติความรุนแรง พลังสุภาพบุรุษหยุดความรุนแรง พลังเครือข่ายองค์กรภาครัฐและเอกชนหยุดความรุนแรง พลังครอบครัวหยุดความรุนแรง พลังเศรษฐกิจอาชีพหยุดความรุนแรง ที่จะดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2562 ในงานจะมีบูธเครือข่าย การจัดนิทรรศการ และเสวนาการยุติความรุนแรงในสังคม

“อีกประการหนึ่งเป็นการรวมพลังเครือข่ายกลุ่มอาชีพ ในส่วนที่กรมเราดูแลก็คือกลุ่มสตรีที่ฝึกทักษะอาชีพกับศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวของเราทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นราย กลุ่มสตรีและครอบครัวเหล่านี้ก็จะนำสินค้าและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพื้นถิ่นของตัวเองมาจัดบูธในงานจำนวน 200 กว่าบูธ

นอกจากนี้ ยังมีเสวนาพลังสตรีกับเศรษฐกิจเพื่อลดความรุนแรงในสังคม การประกวดผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรี พบกับน้องม๊าเดี่ยว ดีไซเนอร์อีสานรุ่นเยาว์ที่จะมาเปิดเผยเทคนิคการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ในการออกแบบแฟชั่น หรือกิจกรรมต่อยอดสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ กับ นุ่น-ศิรพันธ์วัฒนจินดา ฉะนั้น ทั้งเรื่องความรุนแรงและอาชีพก็จะมีความเกี่ยวโยงกันถ้าขาดรายได้ก็จะทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงได้ เราจึงดึงพลังทุกภาคส่วนมาช่วยกันเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในเรื่องรายได้และความมั่นคงในครอบครัว” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าว

ด้าน วิศิษฐ์ ผลดก ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ กรมกิจการสตรีและครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงบทบาทของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศว่า นอกจากจะฝึกอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและประชาชนทั้งภายในศูนย์และนอกศูนย์คือในชุมชนในพื้นที่ของแต่ละศูนย์จนเขาสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังได้ส่งเสริมในด้านการตลาด ช่องทางการขายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย

“จริงแล้วกลุ่มสตรีที่ฝึกอาชีพจากศูนย์ของเราพอผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ออกมาก็จะมีตลาดของเขาเองอยู่แล้วในชุมชนบ้างที่อื่นบ้าง ขายออนไลน์ แต่กรมฯ เห็นว่าไม่พอ ก็เลยหาเวทีเพื่อให้เขาได้มารวมพลังแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อจะได้นำไปพัฒนาสินค้าของตัวเอง ได้นำสินค้ามาจำหน่าย สาธิตโปรโมทผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเพื่อให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มมาก รวมถึงช่องทางการเข้าถึงแหล่งบริการทุน ซึ่งในงานมหกรรมตลาดนัดฯ จะเชิญแหล่งให้บริการทุนมาด้วย เช่น ธนาคารออมสิน เอสเอ็มอี รวมทั้งจะเชิญหน่วยงานที่ทำด้านธุรกิจหรืออาชีพมาให้คำปรึกษาให้ความรู้ เช่น การทำแพ็กเกจจิ้ง การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด การขาย เป็นต้น”

ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ กล่าวว่า ทุกวันนี้กลุ่มสตรีและประชาชนที่ได้มาฝึกอาชีพกับศูนย์ ไม่ว่าจะเข้ามาฝึกในศูนย์หรือทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ไปฝึกให้ถึงชุมชน ซึ่งเดิมเป็นคนยากจน ว่างงาน ขาดโอกาสทางสังคม บางคนถูกเลิกจ้าง และได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ไม่มีรายได้แน่นอน ทุกวันนี้จากเดิมรายได้ต่อเดือนไม่พอใช้จ่าย แต่ทุกวันนี้มีรายได้อย่างต่ำต่อเดือน 5,000-1 หมื่นบาท ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวมีความสุขขึ้น

“เรื่องรายได้และความมั่นคงในอาชีพของเขามีแน่นอน อีกอย่างช่องทางการขาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็มีร้านทอฝัน by พม. อยู่ 5 สาขา คือ วังสะพานขาว ที่อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 ตรงข้ามมาดามทุสโซ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 2 เลียบด่วนรามอินทรา ศูนย์บริการคนพิการ กทม. ตลาดเคหะประชารัฐ (พลาซ่า) เยส บางพลี สมุทรปราการ ซึ่งร้านเหล่านี้เป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างโอกาส สานความฝัน และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มต่างๆ ในการกำกับดูแลของกรมต่างๆ ของ พม. ซึ่งผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 ศูนย์ก็จะส่งมาขายที่ร้านทอฝันด้วย” วิศิษฐ์ กล่าว

สำหรับสินค้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัวที่ขายดีในร้านทอฝัน เช่นที่ วังสะพานขาว อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ก็จะเป็นผ้าขาวม้า จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัวรัตนาภา จ.ขอนแก่น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋าผ้าขาวม้าใหญ่ จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและสถาบันครอบครัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ศรีสะเกษ

เพราะฉะนั้น งานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพให้มั่นคง สังคมไทยไร้ความรุนแรง ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 12-16 ก.ย.นี้ อย่าลืมไปสนับสนุนสินค้าของกลุ่มสตรีที่มีกว่า 200 บูธในงาน