แอล แฟชั่นวีก Fall/Winter 2018 ส่งท้ายงดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563361

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

แอล แฟชั่นวีก Fall/Winter 2018 ส่งท้ายงดงาม

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จบลงไปอย่างสวยงามสำหรับ Elle Fashion Week Fall/Winter 2018 At Central World งานแฟชั่นวีกสุดยิ่งใหญ่ ที่นิตยสารแอล (ประเทศไทย) จัดเป็นประจำทุกปี ส่งท้ายวันที่ 5 ด้วยโชว์แรกที่ชื่อว่า Contemporary Southern Batik by OCAC ที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกาย จากโครงการ “ผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้”

การร่วมงานกันระหว่างผู้ประกอบการท้องถิ่นใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา กับ 3 ดีไซเนอร์ไทยอย่าง Sarunrat Panchiracharoen by Everyday Karmakarmet (ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ บาย เอฟเวอรี่เดย์ คาร์มาคาร์เมท) นำเสนอเรื่องราวของการเรียนรู้ที่จะรักด้วยการเปิดกว้าง ยอมรับ และไม่ตัดสินซึ่งกันและกันผ่าน Special Collection 2018 ต่อด้วย T-Ra Chantasawasdee (ธีระ ฉันทสวัสดิ์) กับคอลเลกชั่นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการทำความเข้าใจเอกลักษณ์ของวัสดุที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ประกอบการ โดยนำมาออกแบบลวดลายและเลือกเทคนิคการตัดเย็บให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเนื้อผ้านั้นๆ จนนำไปสู่เสื้อผ้าสำหรับผู้ชายซึ่งธีระไม่เคยทำมาก่อน อีกรายคือ Wisharawish (วิชระวิชญ์) ที่ตัวดีไซเนอร์ได้ลงพื้นที่ไปร่วมพัฒนาลวดลายผ้า จนมาสู่การออกแบบตัดเย็บซึ่งนำเสนอมุมมองในการปรับใช้ผ้าท้องถิ่นผ่านเทคนิคที่ชำนาญจนเกิดเป็นผลงานที่ท้าทาย

ต่อด้วยโชว์ที่ 2 สุดอลังการจาก Mirror Mirror Bangkok (มิร์เรอร์ มิร์เรอร์ แบงค็อก) คอลเลกชั่น The Season of Love ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ได้เข้ามาร่วมงานกับ แอล ไทยแลนด์ เพื่อยกระดับแฟชั่นในวงการชุดแต่งงานของไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญของชุดแต่งงานในคอลเลกชั่นนี้ นอกจากความสวยงามตระการตาแล้ว แต่ละชุดยังบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองของว่าที่เจ้าสาวแต่ละคนได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยชุดฟินาเลจากดาราสาวที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวอย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ที่มีหวานใจ มิกกี้-นนท์ อัลภาชน์ มามอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจ เรียกสีสันให้กับโชว์นี้ได้เป็นอย่างดี

โชว์ที่ 3 Painkiller Atelier : Autumn/Winter 2018 (เพนคิลเลอร์ อเทลิเยร์ : ออทัมน์/วินเทอร์ 2018) มาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่ใช้ “สมัน” กวางสัญชาติไทยที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกวางที่สวยที่สุดในโลกซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วมาเป็นตัวชูโรง บ่งบอกว่าแบรนด์ขอสานต่อปณิธานในการรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของ สืบ นาคะเสถียร ผนวกกับเรื่องราวของสมัน โดยถ่ายทอดผ่านคอลเลกชั่น In The Name of the Wild (ในนามแห่งสัตว์ป่า) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของทีมรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุปกรณ์การเดินป่า ในโทนสีเขียวทหาร สีน้ำเงิน สีเอิร์ทโทนตัดกับสีแดงก่ำ พร้อมทั้งเรื่องราวของสมันที่ได้รับการถ่ายทอดลงบนลายพิมพ์ของเชิ้ต แจ็กเกต ฮู้ดดี้ปอนโช่ และกางเกงเทเลอร์เมดที่มีดีเทลตกแต่งด้วยเชือกพาราคอดผ่านการพรีเซนต์ของเหล่านายแบบสุดเท่ และแบรนด์หวังว่าคอลเลกชั่นนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนกระแสการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของไทยและของโลกให้คงอยู่ต่อไป

ปิดท้ายโชว์ที่ 4 ด้วย Hook’s Presented by Honda HR-V (ฮุกส์ พรีเซนเทด บาย ฮอนด้า เอชอาร์-วี) ความพิเศษของฮุกส์ในปีนี้อยู่ที่สาส์น ซึ่ง ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์พยายามจะสื่อสารถึงผู้ชมทุกคนเพื่อให้เกิดความประทับใจและตราตรึงไปกับโชว์ ซึ่งดีไซเนอร์ได้ซ่อนสัญลักษณ์และความหมายของสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย รวมไปถึงเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกนำเสนอผ่านแฟชั่นโชว์ได้ เช่น วัฏสงสารหรือสัจธรรมะชีวิต โดยนำมาถ่ายทอดผ่านโชว์ในธีม Venus Under Leather Face ซึ่งเสื้อผ้าทุกชุดล้วนดูแปลกหูแปลกตาและแฝงไปด้วยความหมายในตัว จบโชว์ด้วยชุดฟินาเลแนวดาร์กจากนางแบบตัวแม่ซินดี้-สิรินยา บิชอพ ที่สะกดสายตาและเรียกเสียงปรบมือได้อย่างกึกก้อง

วัยใกล้เกษียณก็ต้องมีพอร์ตการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563352

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

วัยใกล้เกษียณก็ต้องมีพอร์ตการลงทุน

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

ทั่วโลกวันนี้สังคมผู้สูงวัยใกล้เข้ามาทุกที โดยเฉพาะที่ประเทศไทยอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แถมลูกหลานก็ยังน้อย บางคนไม่ได้แต่งงาน เพราะฉะนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แม้มีลูกหลานก็อย่าไปหวังพึ่งเขาดีที่สุด จะได้ไม่ผิดหวังเสียใจถ้าเราพึ่งเขาไม่ได้ ดังนั้นจงเตรียมความพร้อมไว้ด้วยตัวคุณเอง วางแผนการเกษียณเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ เป็นดีที่สุด แม้จะช้าแค่ไหนก็ดีกว่ายังไม่ได้ลงมือทำ ที่สำคัญไม่ว่าอายุแค่ไหนก็ยังลงทุนได้ เพียงแต่เลือกการลงทุนให้เหมาะกับเงินที่มีและเหมาะกับวัยของเราในตอนนั้นๆ อย่าคิดว่าใกล้เกษียณแล้วเรื่องการลงทุนต้องหยุดนิ่ง นั้นเข้าใจผิด

ยิ่งอายุเยอะโรคภัยไข้เจ็บกำลังจะมาเยือน ดังนั้นควรยังต้องมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่วย พยายามลงทุนให้ต่อเนื่องพอเกษียณก็อยากให้เงินทำงานออกดอกออกผลต่อ ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเงินเฟ้อ ในขณะที่บางคนก็ต้องการสร้างเงินมรดกทิ้งไว้ให้ลูกหลานด้วย ลองดู 3 ขั้นตอนการจัดพอร์ตการลงทุนวัยเกษียณดังนี้

1.สร้างภาพจำลองการเงินรายปีล่วงหน้า เริ่มจากการจดบันทึกรายได้ค่าใช้จ่ายในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เกษียณว่ามีไลฟ์สไตล์อย่างไร มีค่ากินอยู่เท่าใด ต้องการทำกิจกรรมใดที่ต้องใช้เงินเพิ่มหรือไม่ จากนั้นค่อยประมาณการค่าใช้จ่ายเป็นรายปี ก็จะเห็นยอดรวมคร่าวๆ ว่า ในแต่ละปีต้องทยอยถอนเงินออมออกมาใช้เท่าไร เพียงเท่านี้เราก็จะรู้ว่า มีเงินออมส่วนที่พร้อมนำไปวางแผนลงทุนต่อยอดเป็นจำนวนเท่าไร

2.จัดสรรเงินลงทุนสำหรับเป้าหมายต่างๆ ตามสภาพคล่อง เช่น เก็บเงิน 1 ส่วน เป็นสภาพคล่อง เพื่อใช้จ่ายดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน (ปัจจัย 4) และเป็นค่าดูแลสุขภาพ ซึ่งควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ถอนได้ทันทีที่ต้องการใช้ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น และเงินลงทุน โดยเก็บเงิน 1 ส่วน เป็นเงินลงทุนเพื่อใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ที่ชอบ สร้างความมั่นคงให้ลูกหลาน และอุทิศเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่หากไม่บรรลุผลก็ไม่ได้กระทบกับการดำเนินชีวิตมากนัก จึงสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น ตราสารหนี้ หุ้นสามัญ เป็นต้น

3.ลงมือจัดพอร์ตลงทุนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการคุ้มครองเงินลงทุน ต้องการสร้างรายได้ประจำ หรือต้องการเพิ่มค่าเงินลงทุน เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ พอร์ตนี้หลายๆ คนที่เริ่มใช้ชีวิตหลังเกษียณ คงจะเริ่มมองหาหรือทบทวนแผนการลงทุนอีกครั้ง เพราะมีเงินก้อนใหญ่ที่ได้มาจากการเก็บออม ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเงินบำเหน็จ ที่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ เพื่อรักษามูลค่าของเงินก้อนนี้เอาไว้ และควรจะปรับเพิ่มหรือลด การลงทุนอะไรบ้างหรือไม่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่ตั้งใจ เพราะบางทีคำว่า ปลอดภัยไว้ก่อนสำหรับคนที่เกษียณแล้ว อาจจะไม่ได้หมายความว่าให้ลงทุนแต่เฉพาะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แต่เป็นการลงทุนที่เผื่อว่าอายุจะยืนยาวกว่าที่ต้องการ เพราะฉะนั้นยิ่งคาดว่าจะอายุยืนยิ่งต้องกล้า ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเลือกจัดพอร์ตลงทุนแบบไหน ต้องไม่ลืมแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำของครอบครัวอยู่เสมอ ซึ่งควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

พยายามลงทุนหลายๆ แบบเพื่อกระจายความเสี่ยง และเป็นตัวช่วยต่อยอดเงินออมให้เรา เช่น ฝากเงินกับธนาคาร ซื้อสลากออมสินและสลาก ธ.ก.ส. นอกจากได้ดอกเบี้ยอาจมีลุ้นถูกรางวัลต่างๆ อีกด้วยแถมเงินต้นก็ไม่สูญหาย ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ได้ดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนแน่นอนและสม่ำเสมอ ตามอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่กำหนดไว้ ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก เพื่อให้เงินออมได้มีโอกาสเติบโตบ้าง ลงทุนในกองทุนรวม สามารถลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ได้หลายตัวพร้อมๆ กัน ตามนโยบายการลงทุน ของแต่ละกองทุน ทำให้โดยรวมแล้วจะได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดีเลยทีเดียว แถมในปัจจุบันก็มีกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ แถมกำไรจากการขายกองทุนรวมก็ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย และลงทุนในหุ้น

ตลาดหุ้นยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่วัยเกษียณยังสามารถลงทุนได้ หากมีสัดส่วนการลงทุนที่ไม่มากเกินไป เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเลือกลงทุนในหุ้นที่มั่นคง ราคาไม่เปลี่ยนแปลงแบบหวือหวา เพราะอาจทำให้เงินก้อนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณของเราลดน้อยลง เลือกลงทุนแบบความเสี่ยงน้อยแต่มั่นคงเพื่อรักษาเงินต้นแต่ได้ส่วนต่างที่ดีพออย่างน้อยก็มากกว่าการฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว

ปาร์ตี้ตลอดชีวิต (ก็ได้นะ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563354

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ปาร์ตี้ตลอดชีวิต (ก็ได้นะ)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

ช่วงนี้เรียกได้ว่า จองโต๊ะจีนแน่นเอี้ยด หรือคิวจองร้านอาหารก็แน่นไปเสียทั้งสิ้น นั่นเพราะเป็นช่วงเลี้ยงส่งข้าราชการที่มีกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่ก็จะเป็นอย่างนี้ในตลอดเดือน ก.ย.ของทุกปีไป

แน่นอนว่าปาร์ตี้ใหญ่ทั้งที ทั้งคนเลี้ยงคนรับเลี้ยงก็ย่อม “เต็มคราบ” แต่ในมุมสุขภาพผู้สูงวัย การกินปาร์ตี้ต้องถือว่าแสลงไม่น้อย

สำหรับผู้เกษียณอายุที่มีแผนจะใช้ชีวิตยืนยาว สูงวัยอย่างมีคุณภาพ คงต้องเตือนไว้ตั้งแต่หัวเดือนนี้เลยว่า การกินปาร์ตี้แบบไม่ยั้ง บั่นทอนสุขภาพในระยะยาวแน่ หรือบางคนที่ยังมีแผนกิน (เลี้ยง) ไล่หลังยาวต่อไปถึงสิ้นปีอีกต่างหาก อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็อด (ปาร์ตี้) น่ะสิ

คำตอบคือกินได้ และปาร์ตี้ได้ตลอดชีวิตนั่นแหละ ถ้ากินปาร์ตี้เป็น ชีวิตยืนยาวดีๆ แบบปาร์ตี้ตลอดชีวิตไปเลย

1.จัดหนักยังไงก็ฟิน

เคล็ด (ไม่) ลับ อยู่ที่จานแรกนี่แหละ กรณีเป็นโต๊ะจีน จานแรกๆ ชอบจัดมาหนักๆ แบบเนื้อและโปรตีนลุยๆคำแนะนำคือให้ขอสลัดผักมากินเป็นจานแรกก่อน (น้ำสลัดเบาๆ นะ) ผลไม้ราดเดรสซิ่ง (เบาๆ นะ) หรือสาหร่าย อย่างน้อยที่สุด ก็มี “อะไร” เข้าไปกันพื้นที่ในกระเพาะอาหารไว้บางส่วนก่อน

2.บริหารจัดการ (กระเพาะ)

ตลอดทั้งวันนั้นบริหารจัดการตัวเองอย่าให้หิวจัด หิวซ่ก กินม้ากินวัวได้ทั้งตัว อย่าให้มีคำอะไรแบบนี้อยู่ในหัวของเรา ก่อนไปปาร์ตี้หรืองานเลี้ยงใดๆ เด็ดขาด

3.สารอาหารหลักขาดไม่ได้

ปาร์ตี้ที่ดีต้องมีแหล่งพลังงาน สำคัญว่าต้องเลือกกินแหล่งพลังงานที่ไม่ทำให้อ้วน ได้แก่ อาหารทะเล ไขมันต่ำ โอเมก้า-3 สูง เนื้อสัตว์สีขาว เช่น ไก่ แต่ขอให้แน่ใจว่าเป็นไก่เลี้ยงตามธรรมชาติ ไร้ฮอร์โมนฉีดเร่งและสารปฏิชีวนะ (อย่าลืมลอกหนังออกทั้งปลาและไก่)

4.ในปาร์ตี้นั้นมีไข่

แต่ไข่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี สมาคมโรคหัวใจอเมริกันแนะนำให้กินไข่วันละ 1 ฟอง ไข่ฟองนั้นต้องมาจากแม่ไก่อารมณ์ดี หรือจากฟาร์มออร์แกนิก

5.คาร์โบไฮเดรตจำเป็นไม่น้อย

จำเป็นสำหรับทุกวัย แต่ต้องรู้ว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (Glycemic Index) เช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ คุกกี้ และแป้งขัดขาว ที่ถูกขัดสีวิตามิน ไฟเบอร์และเกลือแร่ออกไปเกือบหมดเกลี้ยง

6.มองหาแหล่งเกลือแร่

นม ชีส โยเกิร์ต ถือเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินชั้นดี ถั่วก็กินได้และเก๋ด้วย เพราะช่วยเพิ่มวิตามินสำคัญ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมทั้งผักผลไม้หลากสี ผักผลไม้เหล่านี้นี่เองที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ ช่วยให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน

7.ส่วนประกอบสำคัญคือน้ำ

น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ช่วยขับของเสียและพิษต่างๆ ช่วยรักษาอุณหภูมิ หล่อลื่นข้อต่อในร่างกาย และช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่บอบบาง น้ำจะช่วยให้คุณดำรงอยู่อย่างมีคุณภาพ ในงานปาร์ตี้ครั้งสำคัญครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ ขาดไม่ได้…น้ำ

8.ไม่เอาน่า…แอลกอฮอล์

ปฏิเสธให้เป็น ไม่คือไม่ อย่าให้ใครมาทำให้งานปาร์ตี้ของคุณต้องกร่อย เพราะแอลกอฮอล์ที่ไม่อยากดื่ม แอลกอฮอล์สำหรับวัยสูงอายุจะทำให้คุณเสียทั้งสุขภาพร่างกาย รวมทั้งอาจทำให้เสียใจในภายหลังกับภาพลักษณ์ส่งท้าย ที่อาจสำคัญมากที่สุดสำหรับคุณ

9.หลังปาร์ตี้ (ไม่) มีกำลัง

บางคนไม่รู้ตัวเลยว่า ได้กินอะไรเข้าไปบ้าง มีอาการปวดท้องในวันรุ่งขึ้น บางคนท้องเสีย บางคนไม่สบายเนื้อสบายตัว หลุดจากงานปาร์ตี้แล้วไร้พลังไปเสียเฉยๆ ขอแนะนำให้กินอาหารที่มีส่วนผสมของพืชที่มีคุณสมบัติแก้ปวดท้อง เช่น เฟนเนล (ลดอาการคลื่นไส้)

โยเกิร์ตธรรมชาติ เยียวยาความไม่สบายในกระเพาะอาหารได้ เพราะมีโพรไบโอติกเพิ่มแบคทีเรียชนิดดี กรณีท้องผูก ให้กินเชอร์รี่ ลูกเกด ลูกพรุน ซึ่งอุดมด้วยไฟเบอร์ ช่วยแก้ปัญหาชีวิตเรื่องนี้ ผู้ปั่นป่วนเพราะท้องไส้ จะท้องเสียก็ไม่ใช่จะอะไรก็ไม่เชิง ให้ดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์เข้าไปสยบกรดแก๊สและกรดไหลย้อน

ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สุขกับเฟอร์นิเจอร์โบราณในบ้านเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563318

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สุขกับเฟอร์นิเจอร์โบราณในบ้านเมดิเตอร์เรเนียน

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พาไปสัมผัสกับบ้านหลังสวยเพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ของ ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและประธานสายวิชาการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ที่ลงทุนปลูกบ้านเพื่อแทนบ้านเดิมที่มีอายุเก่าแก่ราว 40 ปีแล้ว ไม่เหมาะกับยุคสมัยและภูมิประเทศที่เปลี่ยนไป โดยใช้เวลาสร้างและตกแต่งเกือบ 3 ปี กว่าจะได้เป็นบ้านหลังสวย ดูภายนอกงดงามราวกับบ้านในเขตเมดิเตอร์เรเนียน เหมาะกับการใช้ชีวิตของนักวิชาการที่ชอบมีมุมส่วนตัวไว้พูดคุยกับเพื่อนรู้ใจ

ด้านหน้าที่การงาน ปัจจุบัน ดร.ศิริยุพาที่ดูแลทั้งเนื้อหาหลักสูตรวิชาการ ดูแลกิจการนิสิตที่มีการทำงานเป็นทีม เรียกว่า ดร.ศิริยุพา เป็นทั้งนักวิชาการที่เปิดความสัมผัสกับมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติมากขึ้น เพื่อรักษาความเป็นสากลของสถาบันศศินทร์ นอกจากนี้เธอยังสอนหนังสือ ทำงานวิจัย และยังเป็นคอลัมนิสต์

สำหรับในวันพักผ่อน ดร.ศิริยุพา เพิ่งออกไอเดียในการทำบ้านใหม่เกือบทั้งหลังเพื่อทดแทนบ้านหลังเก่าที่อยู่กับคุณแม่มานานกว่า 40 ปีแล้ว ให้ออกมามีทรงเมดิเตอร์เรเนียน ที่ปลูกบนที่ดินผืนเดิมของคุณยาย เป็นที่ผืนใหญ่เกือบ 1 ไร่ ซึ่งยกให้ลูกสาวได้อยู่กันเป็นครอบครัว

“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ดินกรุงเทพฯ เริ่มทรุดลงทุกปี เนื่องจากเขตยานนาวาเป็นที่ดินใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บ้านดิฉันจึงน้ำท่วมทุกปีเราจึงทนความชื้นไม่ไหว 3 ปีที่แล้วเราจึงทุบบ้านหมดเลย แล้วถมดินให้สูงขึ้นมา 1 เมตรครึ่ง แล้วสร้างบ้านใหม่ ซึ่งคุณแม่วางคอนเซ็ปต์ว่า ต้นไม้ของฉันห้ามตาย ห้ามตัดต้นไม้ (หัวเราะ) จริงๆ คุณแม่ชอบบ้านที่ปลูกขึ้นใหม่เพราะแม่ชอบบ้านที่อยู่สบายๆ และดิฉันก็ไม่ชอบบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ต้องดูแลรักษามากมาย ไม่ต้องมีหลายๆ ห้อง ดิฉันมองว่าอายุก็มากแล้ว จะได้เดินมากน้อยแค่ไหน เราจึงมีความสุขที่มีบ้านเล็กๆ และมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัว มีบ่อปลูกบัว ล้วนเป็นฝีมือคุณแม่ปลูก (หัวเราะ) แต่ดิฉันชอบดูเฉยๆ ติดจะบ่นแม่ว่า ปลูกอะไรมากมาย แต่แม่บอก เห็นลูกเก็บผักแม่กินอยู่นะ (ยิ้ม)”

บ้านหลังสวยลักษณะเป็นบ้านแฝด แบ่งเป็นฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา ฝั่งซ้ายเป็นอาณาเขตของคุณแม่ ส่วนฝั่งขวาเป็นด้านของ ดร.ศิริยุพาบ้านทั้งหลังทาสีภายนอกในโทนสีน้ำเงินฟ้ารูปอาคารลักษณะภายนอกสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ปนๆ สเปน ฝรั่งเศสตอนใต้ และอิตาเลียน แฝงความวินเทจผสมอยู่นิดๆ

“เราไม่ชอบบ้านโมเดิร์นติดจะชอบเฟอร์นิเจอร์แนว Rustic ออกแนวดิบๆ เช่น ไม้ ปูน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในบ้านดิฉันนำมาจากบ้านเก่า เช่น ในห้องทำงาน วิทยุโบราณก็เป็นของคุณพ่อ เราชอบอยู่บ้านที่อยู่สบายๆ เฟอร์นิเจอร์ไม่ต้องหรูหรา ยิ่งดิฉันชอบพบผู้คนที่เป็นเพื่อนสนิทเรา อย่างห้องกินข้าวถ้าเปิดไฟดีๆ จะเหมือนอยู่ในผับ ไอเดียตกแต่งเหมือนมุมที่เรานั่งในคลับสบายๆ ที่อังกฤษ นั่งคุยกับเพื่อนสนิทๆ ให้บรรยากาศดีมาก ด้วยภาพลักษณ์ดิฉันเป็นครูที่ต้องพบเจอกับนิสิตเยอะมาก อยู่นอกบ้านเราเป็นอีกแบบ ต้องเป็นต้นแบบที่ดี แต่นี่คือชีวิตอีกภาคหนึ่งของเรา ดิฉันมีเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เด็กคอนแวนต์ กลุ่มหมอ ดิฉันรู้สึกชอบคุยกันอย่างตรงไปตรงมากับเพื่อนสนิท”

ฟังก์ชั่นของบ้านได้รับการออกแบบตกแต่งโดยอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเก่ง กฤษณะ กิตติรัตนกาล ที่ออกแบบบ้านได้ถูกใจ เช่น เปิดประตูบ้านเข้ามาจะพบกับห้องรับแขก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก ที่ประยุกต์มาจากหีบโบราณของคุณยาย ที่ขนย้ายมาจากประเทศจีนเมื่อ 80-90 ปีก่อน ถัดไปด้านในเป็นห้องทำงาน ประตูเป็นบานสวิง ขยับมาห้องกลางเป็นห้องรับประทานอาหารและห้องครัว ด้านหลังห้องครัวมีประตูซ่อนเปิดไปถึงบ้านคุณแม่ได้ และมีห้องน้ำฝาผนังสวย ทาสีด้วยการใช้เทคนิคเฟรสโก้ ขึ้นไปด้านบนแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ ห้องแต่งตัวของเจ้าของบ้านและห้องนอนแขก ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในการตกแต่งบ้าน

“ห้องรับแขกดิฉันชอบโทนสีของฝรั่งเศสตอนใต้-อิตาเลียน คือ สีเหลือง เขียวมะกอก น้ำเงิน ดิฉันเลือกสีเหลืองกับน้ำเงิน ส่วนตัวชอบเทคนิคสีเฟรสโก้ เช่น ที่เคาน์เตอร์ห้องครัวดิฉันไม่ชอบตู้ไม้ที่ทาสีเดี่ยวๆ จึงให้ช่างทาสีแบบสีเสี้ยน เคาน์เตอร์ก็เป็นปูนเปลือยซึ่งใครๆ มาเห็นห้องน้ำด้านหลังครัวก็ชม เพราะกระเบื้องห้องออกแนวตุรกี ฝาผนังห้องครัวและพื้นเป็นสีทาราคอตตาเหมือนสีอิฐมอญ ดิฉันชอบพื้นมากเพราะดูธรรมชาติ ไม่หรูหรา โคมไฟในห้องครัว ก็เป็นโคมสไตล์แขกนิดๆ หิ้วมาจากจตุจักร ออกลักษณะเงินๆ สีทองเหลือง หรือหัวก๊อกในห้องน้ำเป็นลายไก่ อ่างล้างมือเป็นอ่างหินครก”

ดร.ศิริยุพา ภูมิใจนำเสนอเฟอร์นิเจอร์โบราณที่มีคุณค่าทางใจ ด้วยส่วนใหญ่นำมาจากบ้านเก่า เช่น โต๊ะทำงานของคุณพ่ออายุราว 70 ปี ที่นำมาทำสีใหม่ ตู้หนังสือทั้งหมดในห้องทำงานนำมาจากบ้านเก่าและทำสีอีกนิดหน่อย ก็ดูลงตัวกับบ้านหลังใหม่

“ห้องกินข้าวเป็นโต๊ะไม้โอ๊ก ตกแต่งบนโต๊ะกินข้าวสไตล์ยุโรป ผ้าปูโต๊ะกับผ้าเช็ดปากเป็นของดอยตุง เพราะดิฉันชอบแนวผสมผสาน ซึ่งเข้ากันได้ ส่วนจานก็เป็นไทยๆ ถ้าขึ้นไปที่ชั้น 2 อินทีเรียร์ฯ แนะนำให้ทำราวเป็น Wrought Iron สไตล์อิตาเลียน คือ เป็นการดัดเหล็กสไตล์มีหนามีบาง ซึ่งสวยมาก ส่วนผ้าม่านแต่ละห้อง ดิฉันเป็นคนเลือก เช่น ผ้าที่ประดับผนังที่ห้องครัวเป็นลวดลายจีนโบราณผสมผสานกับจีนสมัยใหม่ของจิม ทอมป์สัน หรือผ้าม่านลายช้างสีเหลืองในห้องนอนแขกชั้นบนก็เลือกเอง มีความน่ารักโทนสีโดยรวม คือ สีน้ำตาล ซึ่งห้องแต่ละห้องของบ้านมีสีสันที่แตกต่างกันทั้งหมด”

ก่อนขึ้นชั้นสองที่พักช่วงกลางบันได เรารู้สึกสะดุดตากับเก้าอี้โบราณของจีน เรียกว่า กี๋ อายุนับ 100 ปี ก้าวขึ้นไปด้านบนอีกนิดพบหีบโบราณทำจากไม้กฤษณาห้องที่โดดเด่นด้านบนต้องยกให้ห้องนอน สวยงามในคอนเซ็ปต์เบาสบายเหมือนอยู่บนก้อนเมฆ ปุยนุ่น จึงใช้โทนสีฟ้าเฟรสโก้ ด้านข้างของหัวเตียง ได้ภาพมาประดับฝาผนัง เป็นภาพธรรมชาติดอกไม้เต้นระบำ ฝีมือถ่ายภาพของเพื่อนสนิท แอนเจลา ศรีสมวงศ์วัฒนา ส่วนภาพที่ติดประดับในห้องครัวด้านล่างเป็นภาพพิมพ์หินของ อ.ประหยัด พงศ์ดำ หมายเลข 1/10

ดร.ศิริยุพา เล่าถึงความสุขที่ได้อยู่ในบ้านที่เงียบสงบ การอยู่บ้านคือการได้นั่งปล่อยอารมณ์ ถ่ายภาพกับต้นไม้ภายในบ้าน เป็นบรรยากาศที่ไม่วุ่นวาย ถ้ามีแขกมาเยี่ยมเยือนที่บ้านก็มีความสุขกับการไปหาซื้อดอกไม้จากปากคลองตลาด แล้วมาจัดแจกันประดับตามมุมต่างๆ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ ดร.ศิริยุพา ชื่นชอบมากๆ

ภราไดย ธีระธาดา กับคอลเลกชั่นนาฬิกาสุดคลาสสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563215

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 19:05 น.

ภราไดย ธีระธาดา กับคอลเลกชั่นนาฬิกาสุดคลาสสิก

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ภราไดย ธีระธาดา หรือดุ๊ค ในวัย 45 ปี อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารทีเอ็มบี (TMB) ผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิด Make the Difference ของทีเอ็มบีในยุคหนึ่ง ปัจจุบันภราไดยเป็นไลฟ์โค้ชตัวกลั่น ขับเคี่ยวความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานให้กับทุกคนที่ต้องการ หากในยามว่างคือช่วงเวลาที่ได้ชื่นชมกับนาฬิกามากมายที่ตัวเขาได้สะสมไว้

เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบในงานศิลปะ ชื่นชอบในงานดีไซน์ โดยเฉพาะนาฬิกา เครื่องบอกเวลาที่แสนวิจิตร ผลลัพธ์อันลงตัวของงานดีไซน์ ศิลปะ และกลไกการทำงานของฟันเฟืองแสนมหัศจรรย์ วันนี้ได้รับโอกาสให้ร่วมชื่นชมคอลเลกชั่นสุดหวง

ภราไดยกล่าวว่า เป็นโชคดีที่ความชอบของเขาอยู่ถูกที่และถูกจังหวะ นั่นคือนาฬิกาหลายเรือนที่มีโอกาสได้ซื้อหาไว้ อันดับแรกที่อย่างกล่าวถึง คือ Jaeger le coulter นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียง บริษัทจัดทำชิ้นส่วนนาฬิกาขนาดเล็กในยุคเริ่มแรกปี 1833 ปัจจุบันนี่คือผู้ผลิตนาฬิกาที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

“นี่คือผู้ผลิตที่ต้องการทำนาฬิกาที่ดีที่สุด คุณภาพยอดเยี่ยมที่สุด และได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตที่มุ่งมั่นในทุกขั้นตอนกระบวนการ ซึ่งล้วนเป็นงานฝีมือที่ใส่ใจรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางระบบฟันเฟืองกลไกต่างๆ โดยเฉพาะเอกลักษณ์การผลิต ที่ไม่เคยตีกรอบให้กับนาฬิกาแต่ละรุ่นของตัวเอง”

Jaeger le coulter ทุกรุ่นมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง และเป็นทุกรุ่นที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก และสำหรับรุ่นพิเศษหนึ่งเดียวของชาวไทย ที่ในขณะนั้นเตรียมจะผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่กำลังจะเวียนมาถึงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 หากเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน คณะผู้จัดทำจึงไม่มีโอกาสได้ประกาศความยิ่งใหญ่ของนาฬิกาเรือนดังกล่าว

ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ นาฬิกาจะถูกผลิตขึ้นจำกัดจำนวน 39 เรือน ประกาศประมูลและจัดจำหน่ายเพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หากเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้แก่ประชาชนชาวไทยพสกนิกรทั้งประเทศ แผนการประกาศและจัดจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษที่จัดทำขึ้น จึงเป็นอันต้องยกเลิกในวันเดียวกันนั้นเลย

“คงไม่สามารถจะตอบได้ว่า Jaeger le coulter ที่ผมได้มีโอกาสครอบครองอยู่ ณ ขณะนี้ มีมูลค่าเท่าไร”

สำหรับนาฬิกาเรือนที่รักที่สุด ภราไดยกล่าวตอบว่า ไม่มี แต่ละเรือนมีความเป็นพิเศษในตัวเอง ที่ทำให้ไม่รักไม่ได้(ฮา) ไม่รักก็ชอบ ไม่ชอบก็รักมาก แต่พิเศษสองเรือนที่จะกล่าวถึงต่อไป นั่นคือนาฬิกาที่ Gerald genta นักสร้างนาฬิกาผู้มีชื่อเสียงชาวสวิสได้ออกแบบไว้

“Gerald genta เขาคือผู้ที่ทำให้นาฬิกาที่สร้างขึ้น มีเรื่องราวที่แตกต่างออกไป สำหรับผมแล้ว นี่คือนาฬิกาที่เป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์”

นั่นคือที่มาของนาฬิกาสุดหรูที่ผลิตขึ้นจากสตีลหรือเหล็ก โดยได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาเหล็กเรือนแรกของโลก ภราไดยเล่าว่า เห็นเป็นนาฬิกาเหล็กอย่างนี้ ทว่าขายในราคาเดียวกันกับนาฬิกาที่ผลิตขึ้นจากทองคำ ผู้คนทราบข่าวเป็นครั้งแรกก็ฮือฮากัน นาฬิกาเหล็กจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ที่สุดก็เป็นไปได้ เพราะ Gerald genta ผู้ออกแบบนาฬิกาผู้ลือลั่นผู้นี้

“นี่คือล็อตแรกของนาฬิกาเหล็กที่ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยเป็น เอ ซีรีส์ ปัจจุบันมูลค่าของพวกมัน สูงกว่านาฬิกาที่ผลิตจากทองคำ”

สำหรับคอลเลกชั่นของภราไดย นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “คู่แฝด” Audemars Piguet “Royal Oak A-Series” และ Patek Philippe “Nautilus 3700/1 A-Series” เรือนแรกแฝดพี่ มูลค่าปัจจุบัน 2 ล้านบาท ส่วนแฝดน้องมูลค่าปัจจุบันประมาณ 3 ล้านบาท

นาฬิกาเหล็กนั้น การผลิตนั้นต้องถือว่ายากกว่ายาก เนื่องจากแร่เหล็กมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว เปรียบเทียบกับแร่ทองคำ ซึ่งอ่อนและง่ายต่อการใช้ผลิตนาฬิกามากกว่า มูลค่านาฬิกาโดยนัยนี้ จึงหมายรวมถึงความทรงคุณค่าในแง่ของการผลิตด้วย

สำหรับ Audemars Piguet นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ผลิตเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดยผลงานสร้างชื่อก็คือ Royal Oak Collection ปัจจุบัน Audemars Piguet ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังดำเนินกิจการอยู่โดยครอบครัวผู้ก่อตั้ง

ทั้งนี้ รุ่นที่ได้รับความนิยม Royal Oak Collection รุ่นแรกที่เป็นต้นกำเนิดล้วนออกแบบโดย Gerald genta รวมทั้งรุ่น Nautilus นี้ ภราไดยกล่าวว่า ผลิตขึ้นแบบจำกัดจำนวนในปี 2550 โดยมีจำนวนทั้งหมด 50 เรือน เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง

ด้าน Patek Philippe ซึ่งให้ภาพความหรูหราและที่สุดของความยอดเยี่ยม ภราไดยเล่าว่า นี่คือนาฬิกาที่ให้แรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับคนที่ต้องการสร้างหรือผลิตในสิ่งที่ดีที่สุด อีกหนึ่งผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ ก่อตั้งในปี 1839 ที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่มุ่งเน้นในคุณภาพของนาฬิกาที่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นนาฬิกาแฟชั่น คุณภาพที่สูงทำให้ราคาสูงตาม และแน่นอนว่าให้ความรู้สึกแก่ผู้สวมใส่ที่ยอดเยี่ยมเสมอ

“รุ่นที่ได้รับความนิยมมีมากมาย โดยเฉพาะ Nautilus ที่มีจุดเด่นที่ตัวเรือนขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุสตีลหรือเหล็ก ทั้งตัวเรือนและสาย มีความสวยงามเป็นเอก และมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในหลายด้าน รวมทั้งกันน้ำได้ลึกไม่ต่ำกว่า 120 เมตร” ภราไดยเล่า

คอลเลกชั่นสุดหวงยังมีนาฬิกาทรงคุณค่าที่สะสมไว้อีกจำนวนมาก หากเจ้าตัวไม่อยากเปิดเผยมากนัก การสะสมนาฬิกาสำหรับเขาแล้ว ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นความชอบและความนิยมส่วนตัว ทั้งมิได้มุ่งเน้นที่ราคา แต่มุ่งที่ความสวยงามทางศิลปะ ดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ถูกใจ

“นาฬิกาทั้งหมดของผม ไม่เคยคิดขาย ไม่เคยคิดที่จะซื้อเพื่อลงทุน แต่ซื้อเก็บด้วยความชอบส่วนตัวอย่างแท้จริง”

ภราไดยกล่าวว่า เขาสะสมนาฬิกามาตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงปัจจุบันอายุ 45 ปีแล้ว หรือใช้เวลากว่า 30 ปีในการสะสมนาฬิกาทั้งหมด ถึงทุกวันนี้นาฬิกาทั้งหมดมีกี่เรือนไม่เคยนับจำนวน (3 บ็อกซ์ใหญ่) โดยส่วนตัวชอบนาฬิกาเก่า ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาสวิสและญี่ปุ่น 2 แหล่งผลิตที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนาฬิกาที่ดีที่สุดในโลก

แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018 วันที่ 4 ยังคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563229

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018 วันที่ 4 ยังคึกคัก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เดินทางมาถึงวันที่ 4 แล้วสำหรับ “ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018” ครั้งที่ 20 แฟชั่นวีกแห่งปีที่ทุกคนรอคอย ความพิเศษของโชว์ในวันนี้เป็นการรวมพลของดีไซเนอร์ชื่อดังและคลื่นลูกใหม่ รวมถึงหนึ่งโชว์ของน้องใหม่ Fresh Faces จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแต่ละโชว์ล้วนสร้างความประทับใจให้แฟชั่นนิสต้าที่ตบเท้ามาร่วมงานอย่างคึกคัก แน่นลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Nicha

เปิดโชว์วันนี้ด้วยแบรนด์ณิชชา (Nicha) หนึ่งในแบรนด์น้องใหม่ที่ร่วมโชว์เป็นครั้งแรก นำเสนอคอลเล็กชั่น Dark Wonder นำเสนอแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ความงดงามของเหล่าสรรพสัตว์ในป่ายามค่ำคืน ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าดีไซน์โมเดิร์นซึ่งมีซิลเอตและเส้นสายลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยเสน่ห์ให้กับหญิงสาวผู้ที่มีความมั่นใจและชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีความโดดเด่น ไฮไลต์ของโชว์คือฟินาเล่จากอัญชลี จงคดีกิจ ที่มาสร้างสีสันเรียกเสียงฮือฮาให้กับเหล่าแฟนคลับแบรนด์ ท่ามกลางบรรยากาศของรันเวย์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ

Fresh Faces

ต่อด้วยโชว์ที่หลายคนตั้งตารอ กับผลงานของดีไซเนอร์เลือดใหม่ของวงการแฟชั่นไทย โดยในปี นี้ 4 แบรนด์ที่เป็น Fresh Faces เริ่มจาก ทาการะ วอง (Takara Wong) ซึ่งประเดิมคอลเลกชั่นผู้หญิงเป็นครั้งแรกด้วยการนำแรงบันดาลใจจากการก่อจลาจลกลางเมืองที่เวเนซุเอลาถ่ายทอดสู่คอลเลกชั่นที่มีกลิ่นอายความเป็นพังก์ที่เป็นเอกลักษณ์ ถัดมาที่ อดิ ซี (ADI C) คอลเลกชั่นผู้ชายหนึ่งเดียวใน Fresh Faces กับผลงาน “Unsub” ที่นำคาแรกเตอร์ของผู้ร้าย ส่งผ่านลายพิมพ์บนเสื้อผ้า รวมไปถึงลายขีด ขูด วาดลายบนผนังของคุก

ส่วนอาร์ไคฟ์โอ ทู ซิกซ์ (Archive026) แบรนด์น้องใหม่สุดในบรรดา 4 แบรนด์ นำเสนออีกด้านหนึ่งของคาแรกเตอร์ อลิซ จากนวนิยาย Alice’s Adventures in Wonderland ผ่านซิลูเอตชวนน่าสนใจเพิ่มลูกเล่นด้วยดีเทลวัสดุต่างๆ อาทิ การอัดพลีต งานปักเลื่อมและหนัง ปิดท้ายด้วย วิณ ภทรฤน (Vinn Patararin) กับคอลเลกชั่น “Illusionist” ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากจุดและลายเส้นที่มาผสมผสานกันอย่างลงตัวผ่านเทคนิคสุดละเอียดอ่อนหลากหลายเทคนิค

Vatanika

ตื่นตากันต่อกับแบรนด์วทานิกา (Vatanika) เนรมิตโชว์ให้อลังการสมการรอคอย ในคอลเลกชั่นนี้ดีไซเนอร์สุดแซ่บ แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ยังคงรักษาเอกลักษณ์และดีเอ็นเอของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน แม้จะไม่เซ็กซี่แบบวาบหวิวแต่นางแบบทุกคนบนรันเวย์ก็ส่งแอตติจูดความเย้ายวนออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ การผสมผสานคาแรกเตอร์ที่ต่างกันสุดขั้วระหว่าง ความไร้เดียงสากับความเย้ายวน ไฮไลต์ของโชว์ไม่ได้มีเพียงการเดินแบบ แต่ยังได้ซูเปอร์โมเดลสาว ซินดี้-สิรินยา บิชอพ มาร่วมเล่นละครเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะสร้างความฮือฮาส่งท้ายด้วยชายหนุ่มที่วิ่งเปลื้องผ้าออกมา

Mesh Museum

ปิดท้ายค่ำคืนที่ 4 กับโชว์ที่ชวนตราตรึงจาก เมช มิวเซียม (Mesh Museum) ในคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสตรี “Hitchcock Heroine” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังชื่อดังชาวอังกฤษที่ดีไซเนอร์คนเก่งหยิบคาแรกเตอร์ของนางเอกในภาพยนตร์แต่ละเรื่องมาถ่ายทอดให้เห็นถึงความเป็นเจ้าสาวของแต่ละคน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงความยูนีกและไม่ธรรมดาของชุดเจ้าสาวในแต่ละแบบ โดยเฉพาะลุคฟินาเล่ที่ได้นักแสดงสาว ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มาถ่ายทอด เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดในแต่ละชุดถูกคิดและรังสรรค์ออกมาอย่างประณีต เป็นโชว์ส่งท้ายที่งดงามและประทับใจไม่รู้ลืม

จากเชฟสู่นักปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563213

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

จากเชฟสู่นักปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริง

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ indycat

จากเชฟที่รักการทำอาหาร หันมาสนใจปักผ้า ก่อนจะลองรับปัก “เล่นๆ” จนเดี๋ยวนี้เป็นจ๊อบที่รายได้ “ไม่ใช่เล่นๆ” ใครจะไปนึกว่าการปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริงได้เติมใจแบบเต็มๆ ให้กับคนรักสัตว์มากแค่ไหน เอาเป็นว่า คิวปักของนักปักผ้าอิสระรายนี้ ยาวเหยียดไปถึงปลายปีหน้าแล้วก็แล้วกัน

ชื่นนิจ พนมวัน ณ อยุธยา วัย 46 ปี จบคณะบริหารธุรกิจทัวร์และภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี เครือโรงแรมดุสิตธานี ก่อนเป็นเชฟที่โรงแรมปริ๊นเซสและโรงแรมในเครือดุสิตธานีอีกหลายแห่ง รวมทั้งออกมาเป็นเชฟอาหารฝรั่งเศสที่ห้องอาหารย่านเพลินจิต สุดท้ายเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ที่โรงแรมในเครือแคนทารี ระยอง

เป็นเชฟฝีมือดี ระหว่างนี้ได้ศึกษาเรียนรู้ไปด้วย เกี่ยวกับศิลปะการปักผ้าควิลท์ (Quilt) จากครูชาวญี่ปุ่น เธอสนุกกับการต่อผ้าควิลท์ และคิดว่านี่แหละ “เกือบใช่” ตัวเราแล้ว ทว่าวันหนึ่งพี่สาวซึ่งปักผ้าเป็นงานอดิเรกเช่นกัน ได้ชักชวนกันไปปักแมว 7 ตัว!

“ได้ไปช่วยพี่สาวปักงานผ้าอยู่บ้าง จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อวันหนึ่ง มีเพื่อนพี่สาวขอให้ช่วยปักแมวจำนวน 7 ตัวของเธอลงบนเสื้อ”

จะเป็นโชคหรือแรงบันดาลอย่างไร ในระหว่างนั้นชื่นนิจได้มีโอกาสเห็นงานของนักปักผ้ารูปสัตว์แบบเสมือนจริงชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมาก Emillie Ferris จาก Emillie Ferris Embroidery@emillieferrisembroidery

“เอมิลี เฟอริส สตรีชาวอังกฤษผู้นี้ เป็นแรงบันดาลใจ เธอปักสุนัขเป็นสุนัข ปักแมวเป็นแมว ลายปักมีชีวิตในแบบที่เรียกว่า เรียลลิสติก เพ็ต พอตเทรต ก็เลยลองทำตาม”

ชื่นนิจชอบแมว เก็บแมวมาเลี้ยงเสมอ แมว 7 ตัวแรกของชื่นนิจปักออกมาแล้ว สร้างความฮือฮาแก่ผู้คน แม้กระทั่งกับพี่สาวที่ยอมรับว่า นึกว่าจะปักออกมาลายการ์ตูน ไม่ใช่ลายเสมือนจริงแบบนี้

“ทำครบ 7 ตัว 7 หน้า ไม่ใช่ลายการ์ตูน แต่ปักเหมือน จากนั้นก็สั่งปักตามกันปากต่อปาก ลูกค้าที่อยู่ไกลที่สุดเป็นชาวสิงคโปร์ ส่งมาให้ปักคราวละ 5-6 ตัว”

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 2-3 ปีแล้ว งานปักผ้ารูปสัตว์เสมือนจริงสร้างชื่อและกลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ของชื่นนิจ งานส่วนใหญ่ปักแมว สุนัข เสือ นก สัตว์ มากที่สุดคือสุนัข โดยเฉพาะสุนัขที่เสียชีวิต หากเจ้าของยังห่วงหาอาลัย ปักรูปจากภาพถ่ายเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ มีทั้งแบบปักบนเสื้อผ้าหรือปักสะดึงไว้สำหรับแขวนโชว์ (Wall Hanging)

ชื่นนิจกล่าวว่า อินดี้แคต (Indycat) คือตัวเธอเอง ซึ่งนิสัยเหมือนแมว ชอบอิสระ ไม่ชอบกรอบ ไม่ชอบทฤษฎี ตัดสินใจที่จะไปจุดไหนก็จะไปจุดนั้นโดยไม่นับหนึ่งสองสามตามขั้นตอน แต่ไปถึงก็แล้วกัน (ฮา) เอาเป็นว่าชื่อแบรนด์บอกเล่าตัวเองและฝีปักไหมที่มีอารมณ์ มีความเป็นตัวของตัวเอง ดื้อ

สนนราคาค่าปัก ขนสั้น 2,000 บาท ขนยาว 3,000 บาทต่อขนาดผ้า 8 X 8 เซนติเมตร ราคานี้รวมอุปกรณ์ทั้งหมด ได้แก่ ผ้า ไหม และอื่นๆ ลูกค้าส่งเพียงรูปสัตว์ที่ต้องการมาทางไลน์ ขอแบบแสงธรรมชาติ ไม่เบลอ เลือกรูปที่ชอบมากที่สุดมาด้วย

“ขอแบบเห็นแววตาชัด ๆ เน้นที่แววตา อารมณ์ หมาและแมวแต่ละตัวไม่เหมือนกันนะ คนปักต้องดูให้ขาด ตาตก ตาเหวี่ยง ต้องทำให้เหมือน ขณะที่การเทียบสีขนจริงของสัตว์กับสีของไหม ก็ต้องทำอย่างพินิจพิเคราะห์”

งานแต่ละชิ้นใช้เวลา 3-4 วันเสร็จ คิวปักล่าสุด คิวสุดท้ายอยู่ที่เดือน ต.ค. 2562 ใครสนใจปักลายสัตว์เสมือนจริง หรือใครอยากเรียน เข้าไปดูที่ไอจี/เพจชื่อเดียวกัน Indy_Cat Embroidery Art ไลน์ไอดี Indy8787 โทร. 08-2212-8787

‘รันเวย์’ สะพานเชื่อมบาติกสู่ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563219

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 17:05 น.

‘รันเวย์’ สะพานเชื่อมบาติกสู่ชายแดนใต้

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ลวดลายและสีสันสะดุดตาของผ้าบาติก สะกดทุกสายตาไว้บนรันเวย์ แอล แฟชั่น วีก 2018 ซึ่งเบื้องหลังการออกแบบไม่ได้มีเพียงไอเดียและเทคนิค แต่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ผลิตผ้า 4 จังหวัดชายแดนใต้และดีไซเนอร์ชื่อดังของไทย สร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีความร่วมสมัยแต่ยังคงอัตลักษณ์ไว้อย่างงดงาม

แฟชั่นโชว์ชุด Contemporary Southern Batik by OCAC เป็นการแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายจากโครงการ “ผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้” ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ผลิตผ้า 24 กลุ่ม จาก 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา กับนักออกแบบเครื่องแต่งกาย 3 คน คือ ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ แบรนด์ Sarunrat Panchiracharoen by Everyday Karmakarmet ธีระ ฉันทสวัสดิ์ แบรนด์ T-RA และวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข แบรนด์ Wisharawish จนเกิดเป็นผลงานลวดลายผ้าและการจับคู่สีใหม่รวม 24 ลาย ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกในงาน แอล แฟชั่น วีก เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข (คนที่ 3 จากซ้าย)

นอกจากแฟชั่นโชว์ โครงการดังกล่าวยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์ 3 คน คือ ศรัณย์ เย็นปัญญา แบรนด์ 56 Studio ธันย์ชนก ยาวิลาศ และปัญจพล กุลปภังกร แบรนด์ This Means That และหิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับผ้าบาติกในรูปแบบของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในนักออกแบบที่ลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ที่มีความหลงใหลในงานฝีมือและงานหัตถกรรม โดยเขาสามารถนำความประณีตของความเป็นท้องถิ่นมาตีความในมิติใหม่ให้มีความเป็นสากล จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ทำให้แบรนด์ Wisharawish ประสบความสำเร็จ

เขากล่าวถึงการทำงานครั้งนี้ว่า นักออกแบบได้ลงพื้นที่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อไปพบปะพูดคุยและแชร์ไอเดียกับกลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติก จากนั้นครั้งที่สองได้ลงพื้นที่เพื่อผลิตลวดลายใหม่ในชุมชน ซึ่งการเข้าถึงถิ่นทำให้นักออกแบบเห็นรายละเอียดที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบลวดลาย และได้รับแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าซึ่งสามารถใส่เข้าไปในผลงาน

“ลวดลายทั้ง 24 เป็นลายใหม่ที่ดึงคาแรกเตอร์ของลายดั้งเดิมมาปรับประยุกต์ เปลี่ยนวัสดุ ปรับสี หรือปรับองค์ประกอบของลวดลายต่างๆ เพราะหากเราสร้างลวดลายใหม่ขึ้นมาเลย จะทำให้เอกลักษณ์เดิมและความถนัดในท้องถิ่นถูกโยนทิ้งไป เราจึงพยายามนำของเดิมมาผสมกับของใหม่เพื่อคงความเป็นท้องถิ่นนั้นๆ ไว้ และยังเป็นการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมของชุมชนนั้นไว้ด้วย”

เมื่อนักออกแบบเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตผ้าบาติกท้องถิ่น เป้าหมายสูงสุดคือไม่ได้ทำเพื่อสร้างผลงานสำหรับแฟชั่นโชว์ แต่เพื่อพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้มีความร่วมสมัยและขายได้ เพื่อผู้ผลิตสามารถนำไปผลิตซ้ำและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง

“การทำให้ผ้าบาติกซึ่งมีความท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าไฮแฟชั่นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับนักออกแบบ เพราะผ้าบาติกมีความเรียบง่าย ใช้วัสดุที่ราคาไม่แพงมาก และเป็นผ้าที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน นักออกแบบจึงต้องพยายามเพิ่มมูลค่าให้โดยใช้การออกแบบเข้าช่วย เช่น นำเทคนิคซิลค์สกรีนเพิ่มเข้าไปให้มีความพิเศษมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆ ก็ทำได้ และไม่แพงจนเกินไป ผู้ประกอบการจึงสามารถนำไปผลิตได้เอง

นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันยังทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเห็นตลาดที่มีความสากล ซึ่งทำให้เขาเห็นโอกาสทางธุรกิจเพื่อกลับไปพัฒนาและต่อยอดสินค้าของตัวเอง ในขณะเดียวกันสำหรับนักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นความสวยงามของผ้าบาติก และอาจเป็นการจุดประกายให้อยากมาเที่ยวชายแดนใต้ และเปลี่ยนภาพจำใหม่ให้มีแต่ความสวยงาม”

เจ้าของแบรนด์ Wisharawish ยังกล่าวด้วยว่า ผ้าบาติกมีความโดดเด่นตรงที่เหมาะกับการสวมใส่ในประเทศไทย และยังเป็นผ้าที่มีความสนุกสนานสะท้อนถึงสีสันของธรรมชาติ ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่านผืนผ้า

ด้าน รอวียะ หะยียามา ผู้ก่อตั้งร้านบาติก เดอ นารา และหนึ่งในผู้ประกอบการ จ.ปัตตานี ที่ทำงานร่วมกับนักออกแบบในโครงการ กล่าวว่า ผ้าบาติกในยุคแรกคนส่วนใหญ่จะนึกถึงผ้านุ่งและโสร่ง แต่พอมายุคหลังๆ เริ่มมีการออกแบบลวดลายให้ร่วมสมัย แต่ยังคงใช้วิธีการวาดลวดลายเทียนด้วยจันติ้ง หรือประทับลายที่มีความซับซ้อน และลงสีด้วยมืออยู่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานทำแทนไม่ได้

“เรื่องราวของแฟชั่นมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่แทบจะไม่มีการคิดลายใหม่ จะเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างแบรนด์บาติก เดอ นารา เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่มีการปรับสีผ้าบาติกให้อ่อนลง จากสีสันฉูดฉาดให้เป็นโทนพาสเทลและเอิร์ทโทน และออกแบบให้เป็นผ้าพันคอกับผ้าคลุมไหล่เพื่อขายให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ หลังจากนั้นเราได้มีการออกแบบเพื่อตอบโจทย์คนปัตตานีเอง โดยได้เปลี่ยนจากผ้าไหมมาใช้ผ้าเรยอน (ไหมสังเคราะห์) เพื่อลดต้นทุน และขายเป็นผ้าชิ้นตัดเสื้อ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดี คนปัตตานีรวมไปถึงนักท่องเที่ยวก็ซื้อผ้าบาติกไปตัดเสื้อมากขึ้น”

รอวียะ เคยเข้าร่วมโครงการผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ของ สศร. เมื่อปี 2558 ซึ่งครั้งนั้นเธอได้ทำงานกับนักออกแบบคิดลวดลายผ้าดอกดาหลาที่ประยุกต์จากลายดั้งเดิม จนกลายเป็นลายยอดนิยมซึ่งเธอผลิตขายมาถึงปัจจุบัน

สานต่อมาถึงปีนี้ เธอและนักออกแบบได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 2 ลายใหม่ คือ ลายใบไม้ผสมลายนก เป็นโทนสีเขียวมินต์ ฟ้า และครีม และลายคลื่นทะเล โทนเนวีบลู ซึ่งเป็นเทรนด์สีที่กำลังมาแรงของปี โดยทั้งสองลายนี้เธอจะนำไปใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นใหม่ปลายปีนี้ด้วย

“การทำงานกับดีไซเนอร์ทำให้เราได้เห็นว่า บางสิ่งที่เรามีอยู่และอาจมองข้ามไปกลับเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการออกแบบลวดลาย สีสัน และการเลือกใช้วัตถุดิบ โดยนำสิ่งที่เราถนัดมาปรับให้ตรงกับความนิยม เช่น เราถนัดในเรื่องของงานเส้นสาย ดีไซเนอร์ก็จะนำเทรนด์มาจับให้มันมีความโมเดิร์นและตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เขาจึงไม่ได้เข้ามาเปลี่ยน แต่มาปรับให้ร่วมสมัย ที่สำคัญคือผู้ประกอบการแต่ละคนสามารถนำลายผ้าบาติกที่คิดร่วมกันไปต่อยอดในสินค้าของตัวเองได้”

แบรนด์บาติก เดอ นารา ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปี เธอเผยว่า ในช่วง 10 ปีแรกเธอทำเพื่อเป็นอาชีพและมีรายได้ โดยนำสินค้าหัตถกรรมในปัตตานีออกไปจำหน่ายในร้านขายของที่ระลึกตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ แต่เมื่อได้ทำงานกับนักออกแบบทำให้เธอมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป คือเริ่มสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ และเริ่มคิดถึงเทรนด์แฟชั่น ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นจากกลุ่มลูกค้า และเมื่อสินค้ามีเรื่องเล่าทำให้ผ้ามีคุณค่านำไปสู่การเพิ่มมูลค่ามากขึ้น

“เมื่อมีกระบวนการคิดเข้ามาในการออกแบบผ้า ทำให้ผ้าผืนนั้นมีเรื่องราว ไม่ใช่แค่วาดแล้วป้ายสีลงไปได้เลย แต่กว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่งต้องผ่านการคิดวิเคราะห์และทดลองมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เรียนดีไซน์มาเริ่มคิดตามและทำตาม และกลายเป็นเรื่องสนุกมากกว่าแค่ทำธุรกิจ”

เมื่อถามว่าผ้าบาติกมีโอกาสสูญหายไปจากภาคใต้หรือไม่ รอวียะ กล่าวว่า ปัจจุบันในภาคใต้มีคนทำผ้าบาติกมากขึ้นก็ไม่ใช่ มีน้อยลงก็ไม่เชิง แต่เป็นงานที่โตช้า เนื่องจากเป็นงานหัตถกรรมที่คนขายต้องอดทนเพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น แรงงานมีฝีมือที่หายากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสภาพดินฟ้าอากาศทางภาคใต้ที่มีฝนมาก เป็นอุปสรรคต่อการผลิตผ้าบาติก ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการหลายกลุ่มที่ทำผ้าบาติก แต่การยืนระยะให้นานไม่ใช่เรื่องง่าย

นอกจากนี้ เธอยังมีแนวคิดที่จะต่อยอดผ้าบาติกให้เข้าถึงทุกคน โดยจะผลิตแพ็กเกจทำบาติกแบบดีไอวายส่งขายไปทั่วประเทศ เพื่อเป็นการต่อยอดสินค้าและสืบสานภูมิปัญญาของชาวแดนใต้ให้อยู่ต่อไป

ด้าน ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการพัฒนาลายผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้นี้ สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 25 ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มมากกว่า 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังขยายตลาดผ้าไทยออกสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวันมากขึ้น ส่วน สศร.ยังกำหนดเป้าหมายปี 2562 จะเชิญนักออกแบบต่างชาติมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายผ้าและเครื่องแต่งกาย รวมถึงจะร่วมงานกับกลุ่มอาเซียนมากขึ้น

โครงการผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ จึงถือเป็นโมเดลในการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบกับกลุ่มผู้ผลิตท้องถิ่น โดยใช้แก่นของวัฒนธรรมมาพัฒนาลายผ้าไทยให้ร่วมสมัย แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะประสบผลสำเร็จได้ยังต้องการการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น รวมถึงการส่งเสริมในตลาดระดับนานาชาติ ซึ่ง สศร.จะทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อนำเสนอผลงานในระดับสากล และสร้างการรับรู้ถึงความร่วมสมัยในผ้าไทยให้มากยิ่งขึ้น

สูตรลับความสุขสไตล์ ตั๊ก มยุรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563106

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 21:00 น.

สูตรลับความสุขสไตล์ ตั๊ก มยุรา

เรื่อง พุสดี

ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างวัยเกษียณที่ดูแลสุขภาพกายและใจได้ดีจนวัยรุ่นยังต้องยอมยกนิ้วให้ สำหรับ ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา นักแสดง-พิธีกรชื่อดัง เพราะฉะนั้นในโอกาสที่มาร่วมงานเปิดตัว “สถาบันจิณณ์ เวลเนส และ โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา” โดย จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เธอจึงไม่พลาดใช้โอกาสนี้แบ่งปันเคล็ดลับการเตรียมตัว และดูแลตัวเองที่ทำให้วัยเกษียณไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

“เราอยู่ในวัยที่สังคมอาจจะบอกว่าเป็นวัยเกษียณแล้วก็ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเราไม่เคยคิดว่าตัวเองเกษียณเลย เพราะเราไม่เคยนำเรื่องของอายุที่เพิ่มขึ้นมาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต สมัยก่อนเวลานึกถึงคนอายุ 40-50 ปี เราจะคิดว่าเขาแก่มาก แต่พอมาถึงวันนี้ เราลืมอายุไปเลย รู้แต่ว่าตัวเองมีความสุข ยังคงสนุกกับการทำงานในวงการ ทั้งบทบาทพิธีกรและนักแสดง ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง สนุกกับการทำหน้าที่ภรรยา ทำหน้าที่แม่ในทุกๆ วันอย่างไม่มีเบื่อ”

หนึ่งในภาพที่หลายคนคุ้นตา คือ ทุกวันนี้พิธีกรคนเก่ง ยังเดินทางไปเที่ยว ทำบุญ ออกกำลังกายด้วยการเข้ายิม จ๊อกกิ้ง โยคะและเล่นกอล์ฟเป็นประจำ ไปกินข้าวร่วมกับเพื่อนๆ ของลูกได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการมีทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตล้วนๆ เพราะตั๊กเชื่อว่าทัศนคติคือจุดเริ่มต้นของทิศทางในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง พอเรามีทัศนคติที่ดี เราก็จะดูแลตัวเองดีเป็นอัตโนมัติ เพราะเรารู้ว่าอะไรมีความสำคัญในชีวิตเรา เมื่อดูแลร่างกายดีแล้ว สุขภาพใจก็ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เราเป็นคนตัดอารมณ์เร็ว ทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบใจเรา และไม่ปล่อยให้ค้างคาในใจข้ามวัน ทั้งหมดนี้จึงทำให้เรายังสนุกกับชีวิตในทุกๆ วัน โดยไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ในวัยที่สังคมมองว่าเกษียณแล้วก็ตาม

“อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่อยากบอกทุกคนคือการใช้ชีวิตด้วยการเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรออายุเยอะ เราเตรียมตัวมาตั้งแต่อายุ 20 ปี พอเริ่มเข้าวงการก็ออกกำลังกาย ดูแลความงาม รวมถึงอาหารที่แม้จะกินทุกอย่าง แต่จะกินไม่มากและคุมปริมาณ เราคิดเสมอว่าเราต้อง ‘กตัญญูสังขาร’ ของตัวเอง เพราะเราต้องใช้งานเขาตลอดชีวิต พอเราดูแลตัวเองดี ทำให้สามารถยืนถ่ายรายการบนส้นสูงนานหลายชั่วโมงได้นานเป็นสิบๆ ปี หรือแม้แต่ตอนที่ไม่สบายหนัก เราก็ผ่านมาได้ด้วยส่วนหนึ่งจากการที่เราเตรียมตัวออกกำลังกายมาอย่างดี ร่างกายจึงฟื้นฟูเร็วและไม่บอบช้ำอย่างที่ควรเป็น การใช้ชีวิตด้วยการเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งที่อยากแนะนำทุกคน”

รวยได้! ถ้าหัดทำบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563109

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 20:30 น.

รวยได้! ถ้าหัดทำบัญชี

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การจะใช้เงินทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องมีเงินไว้ใช้ทำงานจริงๆ แต่หากคุณยังเก็บเงินไม่เป็น มีเงินไม่พอใช้ หรือบริหารเงินให้เหลือคงไว้ในบัญชีไม่ได้ละก็ เรื่องการใช้เงินทำงานก็แทบไม่ต้องพูดถึง

หลักการเบื้องต้นก็คือ รู้จักหา รู้จักใช้ให้พอดี และรู้จักเก็บ แต่หลายคนมาพบว่าตัวเองเก็บเงินไม่อยู่สักที แต่ละเดือนเงินหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เป็นอย่างนี้แทบทุกเดือน จากเดือนก็กลายเป็นทั้งปี ไปๆ มาๆ เราทำงานมาครึ่งชีวิตก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยว่าเงินมันโดนลักเอาไปตอนไหน ทำไมเราถึงไม่มีเงินสำรองไว้เลย

ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้เห็นภาพได้ก็คือ เราต้องมี “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” แต่หลายคนอาจมองว่าจะมีทำไม เราแค่หาเงินมาแล้วก็แบ่งเก็บไปเรื่อยๆ ไม่ได้เหรอ ไม่เห็นต้องมาทำบัญชีให้เสียเวลาเลย

แต่คุณอาจยังไม่ทราบว่า การทำบัญชีนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการสร้างวินัยทางการเงินให้กับเราทุกคน ซึ่งประโยชน์ที่ว่านี้สามารถอธิบายได้เป็นข้อๆ คือ

1.การบันทึกรายรับรายจ่าย จะทำให้เราเห็นชัดเจนว่าเรามีรายรับมาจากไหนบ้าง และต้องหมดเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ได้เห็นกระแสและพฤติกรรมทางการเงินของเราในทุกๆ ด้าน

2.เมื่อมีบันทึกรายจ่าย เราจะสามารถแยกแยะได้ว่ารายจ่ายส่วนไหนที่ฟุ่มเฟือย และรายจ่ายส่วนไหนที่จำเป็น เราจะได้ลดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยลง และถนอมเงินไว้สำหรับรายจ่ายที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นตัวกำจัดสภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้อย่างดีที่สุด

3.การบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำ จะทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของเงินมากขึ้น เราจะคิดก่อนใช้เงิน และเราจะเกิดความภูมิใจหากเราเก็บเงินได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นตัวเพิ่มกำลังใจได้เป็นอย่างดี

4.เมื่อเราทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ความอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความมั่นคงทางการเงินก็จะเพิ่มขึ้น เพราะเราจะเห็นภาพและผลจากการใช้และเก็บเงินอย่างเหมาะสมชัดเจนจากบันทึกการเงินนี้

การมีบัญชีรายรับรายจ่ายจึงเปรียบได้กับการเก็บข้อมูลเบื้องต้นว่าเรามีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร ก่อนจะลงมือปรับแก้ ลดจุดฟุ่มเฟือย และเพิ่มจุดสะสมเงิน ซึ่งคนจำนวนมากพอได้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ถึงได้เข้าใจว่าตัวเองใช้เงินแบบไม่คิดได้ขนาดนี้เชียวหรือ บางคนต้องหมดเงินไปกับสิ่งไร้สาระกว่า 40% ของรายได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เงินของคนคนนั้นจะไม่เหลือเก็บใดๆ เลย

ฉะนั้น การทำบัญชีจึงเป็นขั้นแรกแห่งการกำหนดทิศทางอนาคตของเรา ซึ่งรูปแบบของบัญชีนั้นก็ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด แค่จดทุกวัน บันทึกลงไปว่าเราจ่ายค่าอะไรทุกรายการเลย ไม่เว้นแม้แต่ค่าขนมถุงละ 20 บาท หรือค่ารถเมล์ 9 บาท เพราะจะมากหรือน้อยก็คือรายจ่ายทั้งสิ้น จากนั้นเมื่อครบ 1 เดือน ค่อยมาแยกแยะและวิเคราะห์ผลที่ได้อีกที

ว่าที่ผ่านมาเราจ่ายเงินให้กับอะไรบ้าง โดยอาจจะแยกหมวดหมู่เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่ารองเท้า ค่าตั๋วหนัง ค่าหนังสือ และค่าขนม รวมทั้งค่าอื่นๆ อีกตามกรณี เช่น กระเป๋าใบใหม่ มือถือ หรือภาระรับผิดชอบในบ้านอย่างค่าเทอมลูก หรือค่าขนมของลูก เป็นต้น

เมื่อเราได้รายละเอียดแล้ว เราก็จะสามารถดำเนินการปรับพฤติกรรม ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ และสามารถแปลงมันให้เป็นเงินเก็บได้ตามที่เราต้องการ ทำให้รายได้เพียงพอกับรายจ่าย นี่คือเป้าหมายแรกที่หากเราทำสำเร็จได้ ต่อไปมันก็จะกลายเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคตทางการเงินของคุณไงล่ะ

แต่จุดสำคัญคือ เมื่อวางแนวทางการปรับพฤติกรรมแล้ว คุณต้องปรับจริง เปลี่ยนจริง ห้ามใช้มุข “พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ได้” เป็นอันขาด เพราะพรุ่งนี้ไม่เคยมีมาถึงสำหรับผู้ที่ไม่เริ่มทำในนาทีนี้ บางคนใช้มุข “พรุ่งนี้” อยู่ 10 ปี กว่าจะรู้ตัวว่าผัดผ่อนมานานขนาดไหนก็อาจสายเกินไปเสียแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้าเริ่มทำวันนี้ เท่ากับคุณสร้างอนาคตได้เร็ว และเมื่อเริ่มต้นเร็ว คุณย่อมมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นแน่นอน