เส้นทางเกินฝัน ของ เจมส์ ตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563104

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 20:00 น.

เส้นทางเกินฝัน ของ เจมส์ ตง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เห็นลุคนิ่งๆ ดูขรึมๆ แบบนี้ ถ้าไม่เฉลยอาจเดาไม่ออกว่า เจมส์ ตง ซีอีโอคนใหม่แห่งลาซาด้า ไทยแลนด์ (Lazada Thailand) แท้จริงแล้วไม่ใช่คนไทย แต่เป็นหนุ่มจีนที่มีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนคว้าปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เคยร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่างแมคคินซีย์ (McKinsey) ก่อนจะมาร่วมทีมกับอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) ผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซและเทคโนโลยีด้านไอทีสุดล้ำของจีนที่เชื่อว่านาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก และได้รับโอกาสสำคัญให้มาเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนใหม่ของลาซาด้า ประเทศไทย ซึ่งอาลีบาบาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

“ผมเพิ่งมารับหน้าที่นี้ได้ 2-3 เดือนครับ” เจมส์ เปิดฉากบทสนทนาอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะเผยถึงประสบการณ์ในการทำงานที่เขาใช้คำว่า “เรื่องยาวมาก” กว่าจะมาถึงวันนี้ “ผมเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์จากประเทศจีน เพราะฝันว่าอยากเป็นวิศวกร แต่พอเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงๆ ผมกลับพบว่าตัวเองมีความสนใจด้านธุรกิจมากกว่าเลยไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่อังกฤษ และทำงานในบริษัทที่ปรึกษาอย่างแมคคินซีย์ ซึ่งเป็นงานที่ผมชอบมาก นอกจากจะได้เปิดโลกกว้าง ยังได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากมายจากหลากหลายธุรกิจ ได้เดินทางไปทั่วโลก”

การพาตัวเองออกจากกรอบไปเปิดโลกที่กว้างใหญ่นี้เอง ทำให้เจมส์กล้านิยามตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นที่ต้องการขององค์กรยุคดิจิทัล เพราะเขาสามารถผสมผสานวัฒนธรรมของโลกตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว แถมยังเข้าใจกลไกของโลกธุรกิจในบริบทที่หลากหลาย ทำให้วันหนึ่งเมื่อเขาตัดสินใจยื่นใบสมัครมาที่อาลีบาบา บริษัทที่เขาหมายตาว่าอยากร่วมงานด้วยไม่ต่างจากคนทั้งโลก หนทางที่หลายคนอาจมองว่ายากจึงโรยด้วยกลีบกุหลาบ

“เหตุผลที่ทำให้อาลีบาบาเลือกผม เพราะผมมีประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร อย่างที่บอกว่างานหลักของผมคือ การเป็นที่ปรึกษา งานอดิเรกคือการเดินทาง ผมสามารถผสมผสานทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมมีมุมมองที่แตกต่างทั้งในด้านการบริหารธุรกิจ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอาลีบาบาเป็นบริษัทที่มีสำนักงานอยู่มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ต้องทำงานกับผู้คนที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น ผมจึงเป็นคนที่ตอบโจทย์” เจมส์ ฉายภาพให้เห็นเส้นทางการทำงานอย่างออกรส ก่อนเผยถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่

“ตำแหน่งแรกที่ผมเข้าไปทำ คือ ดูแลด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ผมยังจำได้เลยว่า ประเทศแรกที่ผมเดินทางไปคือ อินเดีย ผมนำแพลตฟอร์มของอาลีบาบาเข้าไปช่วยพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นให้สามารถขายสินค้าได้แบบไร้พรมแดน ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานนี้ ถึงแม้การทำงานที่อาลีบาบาจะแตกต่างจากการทำงานเป็นที่ปรึกษาอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในแง่ความรวดเร็วในการทำงาน เพราะด้วยความที่เราเป็นบริษัทน้องใหม่เพิ่งเกิดเมื่อปี 1999 เราทำงานกับตลาดโลก ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก เพราะฉะนั้นความเร็วเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน”

หลังจากสนุกกับการทำงานที่อาลีบาบาอยู่ 4 ปี เจมส์ก็ได้รับโอกาสสำคัญให้เดินทางมาเป็นซีอีโอคนใหม่ของลาซาด้า ประเทศไทย ถามว่าทำไมถึงเป็นเจมส์ คำถามนี้ทำให้เอาผู้บริหารหนุ่มอมยิ้ม หยุดคิดสักครู่

“ตลาดเมืองไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญมากๆ เนื่องจากผู้บริโภคที่มีความพร้อมสูง วัดจากจำนวนประชากรที่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย ประกอบกับลาซาด้า ประเทศไทย ค่อนข้างมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพราะฉะนั้น ภารกิจของซีอีโอที่จะมาคือ ทำอย่างไรเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งนี้ให้ก้าวขึ้นอีกขั้น

เราไม่ได้มองว่าลาซาด้าเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แต่เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีและข้อมูล เป้าหมายของเราคือ นำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อทำงานกับพาร์ตเนอร์ คู่ค้า เพื่อให้ทำธุรกิจให้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขณะที่ลูกค้าก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นย้อนกลับมาที่ว่าทำไมต้องเป็นผม มีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อ คือ ผมมีประสบการณ์ด้านการค้าและการทำธุรกิจระหว่างประเทศ เข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม

ที่สำคัญแต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า คือ มีหลายคนบอกว่าหน้าตาผมเหมือนคนไทย ผมบอกกับทีมงานลาซาด้า ประเทศไทยเสมอว่า การที่ได้มาทำงานที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือกว่าความฝันใดๆ ที่มี ผมชอบเมืองไทยมาก ทั้งผู้คน วัฒนธรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ ผมมีโอกาสเดินทางมาที่ประเทศไทยหลายครั้ง ร่วมทำโปรเจกต์กับลาซาด้า ประเทศไทยหลายหน พอรู้ว่าผมจะได้มาทำงานที่นี่ ผมตัดสินใจได้แบบไม่ยากเลย”

ถึงใจจะมาเต็มร้อย แต่หากถามว่า หลังจากมาชิมลางได้ร่วมเดือน เจมส์มองเห็นความท้าทายอะไรในตลาดเมืองไทยบ้าง คำถามนี้ ทำเอาแววตาขี้เล่นของผู้บริหารหนุ่มกลับไปจริงจังอีกครั้ง ก่อนจะเผยว่า สิ่งที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย คือ โครงสร้างพื้นฐาน หลายประเทศอาจจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว แต่ในประเทศไทยอาจยังไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ การพัฒนาเทคโนโลยีในการจ่ายเงินให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ถัดมาคือ เรื่องโลจิสติกส์ ประเทศไทยถือว่ามีระบบนิเวศที่ดีมาก จากการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคฝ่ายต่อไป สุดท้ายคือ ทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ามีไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาขายในราคาถูก แต่เรากำลังยกระดับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ที่ผ่านมาเรามีการทำ Super Brand นำบิวตี้ลักซ์ชัวรี่แบรนด์มาจำหน่ายออนไลน์ ร่วมมือกับแบรนด์ออนไลน์ดังๆ มาเปิดร้านออนไลน์ในแพลตฟอร์มของเรา เป็นต้น

“ผมเชื่อว่าในอนาคตคำว่าอี-คอมเมิร์ซจะน้อยลง อย่างในจีนตอนนี้เรามองว่าแพลตฟอร์มออนไลน์กับการซื้อขายแบบออฟไลน์เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกัน เรากำลังบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสามส่วนคือ แบรนด์สินค้า ผู้ขาย และผู้ให้บริการให้เข้ามาสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น เพื่อดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมแทนที่จะรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเหมือนในอดีต โลกอนาคตกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “New Retail Ecosystem” ที่เส้นแบ่งระหว่าง “โลกออฟไลน์” และ “โลกออนไลน์” เริ่มบางลง แต่ถ้าถามว่าห้างสรรพสินค้ายังอยู่มั้ย คำตอบคือ อยู่แน่นอน เพียงแต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป ออนไลน์กับออฟไลน์จะกลายเป็นส่วนผสมที่ส่งเสริมกันทำให้ 1+1 มากกว่า 2”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต เจมส์หวังว่าจะผลักดันพันธกิจขององค์กรที่จะทำให้ชีวิตผู้บริโภคง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีให้สำเร็จ ส่วนตัวเขาเองมีความตั้งใจว่าจะประจำการอยู่เมืองไทยให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของเจมส์กับสื่อไทยเป็นครั้งแรก เจมส์ยังทิ้งท้ายถึงหลักการทำงานที่น่าสนใจว่า เริ่มจากยอมรับ ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง แล้วอาศัยความเข้าใจเพื่อรับมือกับความแตกต่างนั้น

“จากนั้นพยายามจัดลำดับความสำคัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาหรืออุปสรรค ผมจะคิดหาทางเพื่อแก้ปัญหาที่สามารถทำได้อย่างเร็วที่สุดก่อน สุดท้ายคือ ปล่อยวาง บางครั้งเราไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ วิธีการคือ เอามันออกไป วิธีสลัดความเครียดของผมคือ ไปเล่นกีฬา”

คนแฟชั่นรวมตัววันที่สาม ‘แอล แฟชั่นวีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563112

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

คนแฟชั่นรวมตัววันที่สาม ‘แอล แฟชั่นวีก  ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ิ

เต็นท์สีขาวเอกลักษณ์งาน ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018 จุดรวมตัวเหล่าคนแฟชั่นที่ต้องมาเจอกันทุกปี ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เอเอสวี (ASV)

เปิดโชว์ต่อเนื่องวันที่ 3 เริ่มต้นที่แบรนด์เอเอสวี (ASV) พาเข้าสู่บรรยากาศของบาร์สไตล์อเมริกัน เสื้อผ้าฤดูกาลนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์ยอดฮิตจากยุค 90s เรื่อง Sex and The City เสนอคอลเลกชั่น “2 Little Words 1 Big Concept” พร้อมคีย์เวิร์ดคำว่า “Soulmate” ที่ไม่ได้หมายความแค่ในเชิงโรแมนติก แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือสิ่งของ ตรงกับคอนเซ็ปต์ของซีรี่ส์เรื่องดัง ดึงคาแรกเตอร์ตัวละครที่หลายๆ คนรัก แคร์รีย์ แบรดชอว์ แฟชั่นไอคอนของสาวๆ หลายคน นำเสนอผ่านเสื้อผ้าซิลลูเอทที่มีความทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว อย่างเช่น เสื้อไหล่เดียว แทร็กสูท ไปจนการใช้เทคนิคที่มีความเฟมินีนในแบบ Ruffle หรือผ้าอัดพลีต การตกแต่งผ้าลูกไม้ครีเอทสไตล์หลากหลาย ในสไตล์ของนางเอกสุดมั่น แคร์รี่ผสมผสานความมัสคิวลีนกับเฟมินีนอย่างลงตัว

คลอเส็ท (Kloset)

แบรนด์ที่สองของวันที่สาม สุดยอดนางแบบต้องโชว์ยกให้ เขมนิจ จามิกร อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ร่วมเดินในโชว์ที่ทุกๆ คนเฝ้ารอ คลอเส็ท (Kloset) พาสาวๆ ออกเดินทางเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจอีกครั้ง จุดหมายปลายทาง คือ ประเทศตุรกี สองวัฒนธรรมสองฝั่งเอเชียและยุโรป ถูกถ่ายทอดสู่ลวดลายพิมพ์ ลายปัก และเทคนิคต่างๆ ในคอลเลกชั่น “Life is a Journey” ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิปสีแดง กระเบื้องกระจก และเซรามิกหลากสีสัน รวมไปถึงผ้าฮิญาบที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมตุรกี ความโดดเด่นของแบรนด์ในดวงใจหญิงสาวหลายๆ คน คงเป็นรายละเอียดการปักลวดลายต่างๆ ที่มีสีสันสดใส การจับคู่สีตรงข้ามอย่างสีส้มกับสีน้ำเงิน สีม่วงแดงกับสีส้ม หรือสีเขียวกับสีชมพู จากสไตล์ผู้หญิงสวยหวาน แต่ในซีซั่นนี้เห็นกลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตแวร์เข้ามา จับคู่เสื้อผ้ากับรองเท้าสนีกเกอร์ นำเสนอการมิกซ์แอนด์แมตช์ ให้เห็นว่าเสื้อผ้าสุดสวีทก็จับคู่กับไอเท็มสปอร์ตได้เกิดเป็นลุคใหม่ๆ ได้

เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท (Everyday Karmakamet)

ทิ้งท้ายวันนี้ด้วยเซอร์ไพรส์นางแบบนายแบบรับเชิญสุดเก๋า พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ สินจัย เปล่งพานิช พ.อ.วันชนะ สวัสดี สร้างสีสันบนรันเวย์ในแฟชั่นโชว์แบรนด์เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท (Everyday Karmakamet) อีกหนึ่งโชว์ที่เหล่าแฟชั่นนิสต้ารอคอย ให้กลับมาโชว์อีกครั้ง หลังจากที่โชว์เปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์ ในแอลแฟชั่นวีกเมื่อปีที่ผ่านมา คอลเลกชั่น “Oh Darling! I Love You” หยิบยกเรื่องราวประเด็นความหลากหลาย หรือ Diversity ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ ฐานะ หรือแม้แต่อาชีพ ซึ่งผู้คนเริ่มใส่ใจในความเท่าเทียมทางสังคมในด้านต่างๆ โชว์เสนอสอดคล้องสโลแกนแบรนด์ที่ว่า “I Love My Life” สานต่อการทำเสื้อผ้า Daywear ดีเอ็นเอของแบรนด์ได้ต่อเนื่อง

คอลเลกชั่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าใคร เชื้อชาติไหน สีผิวไหน สีผมแบบไหน ก็ดูดี มีสไตล์ได้เหมือนๆ กัน ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ตั้งแต่ตื่นเช้ามาสวมชุดนอน ไปจนเสื้อผ้าช่วงเวลาทำงานนำมาผสมผสานสปอร์ตแวร์สวมใส่ไปเวิร์กเอาต์ต่อกันได้ ในชุดเดียวใส่ได้เช้าจรดเย็น

ชุมชนสู้หนี้ครัวเรือน ปลดหนี้สู่ความมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563100

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

ชุมชนสู้หนี้ครัวเรือน ปลดหนี้สู่ความมั่งคั่ง

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

ปัจจุบันคงมีน้อยคนนักที่จะไม่มีหนี้สินเพราะเวลานี้ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนที่คิดเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเราทุกคนที่อยู่ในสภาวะหนี้สินพัวพัน แต่จะทำอย่างไรให้พวกเราปลดหนี้สินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนต้นแบบ ปลอดหนี้ครัวเรือน โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิซิตี้ และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย

เป็นหนี้เพราะไม่ระวัง

“ข้อมูลที่เราได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าตอนนี้คนไทยมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดเกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง ใช้จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 25-35 ปี มีการก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะมีรายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย มีปัญหาชำระหนี้สินล่าช้า และเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินนอกระบบ จนทำให้ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่พอกพูนเพิ่มขึ้น เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการเงินที่ถูกต้อง” วันวิสาข์ โคมินทร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพื่อมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเกิดขึ้น ซึ่งในช่วง 2 ปีหลังจากเริ่มโครงการกว่า 40 ชุมชน ล้วนมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีชุมชนตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ชุมชนคลองลัดภาชี เขตภาษีเจริญ ซึ่งในเวลานี้คนในชุมชนแทบไม่มีหนี้สินนอกระบบอีกเลย อีกทั้งยังมีเงินเก็บและรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

วันวิสาข์ เล่าต่อว่า เริ่มโครงการนี้เมื่อ 2 ปีนี้ ก็ติดต่อกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ก็พบว่ามีหลายชุมชนที่มีภาวะหนี้ครัวเรือนสูงมาก เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ เพราะการที่คนมีหนี้สินจำนวนมากจะส่งผลต่อปัญหาอื่นๆ ของสังคมในอนาคต

“เราจะทำอย่างไรเราถึงจะช่วยสังคม ช่วยเหลือชุมชนต่างๆ จึงร่วมมือกับสถาบันคีนันฯ ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านนี้โดยตรงมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เข้ามาช่วยเหลือชุมชนให้มีความรู้ และเข้าถึงเรื่องของการบริหารการเงินในครอบครัวและชุมชน เราก็จะเน้นในเรื่องของการทำเวิร์กช็อป ในการออมการวางแผนเป้าหมายทางด้านการเงิน รวมทั้งหลักสูตรการดำเนินธุรกิจให้กับพวกเขา”

วันวิสาข์ โคมินทร์ ผอ.อาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

หนี้นอกระบบเพิ่มความยากจน

ธรรมศักดิ์ มากนคร ประธานสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชีร่วมพัฒนา เล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาไม่น้อยกว่าจะประสบความสำเร็จทุกวันนี้ว่า ปัญหาแรกของการตั้งชุมชน คือปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน

“เราไปอยู่อาศัยในพื้นที่รกร้างของบุคคลอื่นมานานจนกระทั่งถูกไล่ที่มาเรื่อยๆ จนเห็นว่ามีพื้นที่บริเวณนี้ถึงเป็นป่ารกร้างเราก็เลยทำการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นที่อยู่อาศัย แล้วติดต่อกับเจ้าของที่ดินว่าจะพวกเราจะขอซื้อเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนในชุมชน ซึ่งทางเจ้าของที่ดินเองก็อนุญาตให้มีการเข้าอยู่อาศัยแล้วก็มีการผ่อนจ่ายค่าที่ดินของชุมชนให้กับเจ้าของที่ดิน แล้วตัวของเจ้าของที่เองก็บริจาคที่ดินอีกแปลงหนึ่งสำหรับตั้งเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้กับชุมชนเป็นสาธารณประโยชน์

บอกตามตรงเลยว่าสมัยก่อนพวกเราไม่ได้มีความรู้เรื่องของการออมทรัพย์เลย ฉะนั้นปัญหาที่เราประสบมากที่สุดก็คือปัญหาหนี้สินครัวเรือน เรามีหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท/หลังคาเรือน และส่วนมากจะเป็นหนี้สินนอกระบบ ภาพอาบังขี่มอเตอร์ไซค์มาทวงหนี้เป็นภาพที่เราคุ้นตากันดี ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีวันใช้คืนได้หมดสิ้น

คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน ต้องจ่ายทบต้นทบดอกหรือบางครั้งก็จ่ายได้แค่ดอกเบี้ย ด้วยความที่เราไม่ได้มีความรู้ทางด้านการเงิน ไม่ได้มีการศึกษา ไม่ได้มีบ้านที่เป็นสินทรัพย์เป็นหลักค้ำประกัน ก็ทำให้ธนาคารไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับเราได้ ก็ยิ่งทำให้พวกเราเข้าไปพัวพันกับหนี้สินนอกระบบมากขึ้น แล้วก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด

จนกระทั่งทางมูลนิธิซิตี้กับทางสถาบันคีนันฯ เข้ามาให้ความรู้เรื่องของการออมทรัพย์ การวางแผนทางการเงินในครัวเรือน ก็ทำให้เราเริ่มคิดแผนการบริหารเงินในครอบครัวอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พอเรามีความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงินก็ทำให้ปัญหาหนี้สินค่อยๆ ลดน้อยลงไป”

จ่ายไม่น้อยกว่าหนี้คือหวย

ธรรมศักดิ์ เล่าต่อว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการก็ทำให้เห็นปัญหาด้านการเงินต่างๆ ได้ชัดขึ้น หลังจากที่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินใช้หนี้สิน โดยเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นภาพชัดที่สุดก็คือการทำสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นช่องรายรับ รายจ่ายที่จำเป็น และรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

“ช่องรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่เยอะที่สุดของพวกเราก็คือ หวย เล่นกันทุกวัน หนักกว่าค่าเหล้าค่าบุหรี่เสียอีก เป็นแบบนี้กันทุกบ้านซื้อหวยกันหนักมาก อย่างตัวผมเองสมัยก่อนซื้อหวยเดือนนึงจะตกอยู่ประมาณ  4,000 บาท/เดือน บางหลังก็เล่นหวยเดือนละ 8,000 บาท หรือมากกว่านั้นเป็นหลักหมื่นบาทต่อเดือนก็มี ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ถามว่าซื้อขนาดนี้แล้วถูกเยอะไหม ได้รางวัลตอบแทนกลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนไปหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่เลย เมื่อเอามาคำนวณดูแล้วเล่นหวยปีสองปีจะถูกเลข 2 ตัว 3 ตัวสักครั้งหนึ่ง เทียบสิ่งที่ลงทุนกับผลตอบแทนที่กลับมา ทำให้ผมเกิดความคิดที่จะเลิกเล่นหวยไปเลย

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวคนอื่นในหมู่บ้านก็พบปัญหาเดียวกัน บางคนเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างค่าหวย ค่าเหล้า ค่าสูบบุหรี่ รวมกันเสียเงินร่วมประมาณแสนกว่าบาท 5 หมื่นบาทบ้าง แสนบาทบ้างก็เกิดความคิดที่จะเลิกเล่นหวยแล้วก็เลิกกินเหล้าสูบบุหรี่ไปเลย สู้เอาเงินที่เสียกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปซื้ออุปกรณ์การเรียนให้ลูก ซื้อของเล่นให้ลูก หรือจ่ายเป็นค่าเทอมโรงเรียนดีๆ ให้ลูกดีกว่า ยอมรับว่าการทำบัญชีทำให้เราเห็นภาพตัวเลขรายรับรายจ่ายในครอบครัวที่ชัดเจนมากขึ้น”

ธรรมศักดิ์ มากนคร และลูกบ้านสู้หนี้ครัวเรือน

กองทุนปลดหนี้นอกระบบ

หลังจากให้ความรู้เรื่องการเงินกับผู้นำในชุมชนเพื่อนำไปสอนและบอกต่อให้กับคนในชุมชน จนตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและแนวทางในการบริหารเงินของตัวเองแล้ว ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขและทำให้กลายเป็นชุมชนปลอดหนี้ครัวเรือนโดยสมบูรณ์ก็คือ ปัญหาหนี้นอกระบบ

วันวิสาข์ ให้ความเห็นว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากการขาดความรู้เรื่องการบริหารเงินแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รายรับไม่สัมพันธ์กับช่วงที่ต้องจ่าย

“ช่วงที่คนเงินเดือนออกกับช่วงที่ต้องจ่ายหนี้สินไม่ตรงกัน เช่น จะต้องจ่ายหนี้ทุกวันที่ 28 ของเดือน แต่เงินเดือนไปออกวันที่ 2 ซึ่งมันจะทำให้เกิดช่องว่าง 4-5 วัน ซึ่งความจำเป็นของการใช้เงินในช่วงที่ต้องจ่าย แล้วไม่มีเงินกู้ในระบบต้องไปหาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงินได้ง่ายนัก ทำให้หนี้สินนอกระบบไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้รู้จักจบจักสิ้น

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบถูกแก้ไขได้มากที่สุด ก็คือการตั้งองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่งในชุมชนในการปล่อยกู้ช่วยเหลือในระยะสั้นให้กับคนในชุมชน ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบจนเกิดดอกเบี้ยรายวันแบบนั้นอีก ก็จะทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบนั้นลดลงไปอย่างรวดเร็ว”

ธรรมศักดิ์ เล่าเสริมด้วยท่าทียิ้มแย้มต่อว่า หลังจากได้รับการอบรมจนรู้แนวทางแล้ว สหกรณ์ชุมชนเราก็เริ่มมีการตั้งกองทุนขึ้นมาอีกกองทุนหนึ่งเป็นกองทุนฉุกเฉิน

กองทุนนี้จะเป็นกองทุนให้ทุกคนในหมู่บ้านที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มีสิทธิที่จะกู้เงินโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในเดือนแรก เพราะบางคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินในระยะสั้นๆ แต่ไม่มีจะใช้ก็ต้องกู้เงิน ถ้าปล่อยไปกู้นอกระบบก็จะเป็นหนี้สินรุงรัง แต่ถ้ามากู้กับสหกรณ์ยืมแล้วคืนในเดือนแรกไม่คิดดอกเบี้ย หากเกินกว่านั้นคิด ดอกเบี้ย 3% หรือสมาชิกมีหนี้นอกระบบมาคุยกับสหกรณ์มากู้เงินไปปิดหนี้นอกระบบแล้วมาผ่อนชำระกับสหกรณ์แทน พอเราคิดทำระบบนี้ขึ้นมาปัญหาหนี้นอกระบบก็ลดลงจนแทบไม่มีเหลืออีกเลย นอกจากเปิดแหล่งเงินกู้แล้วก็มีการสร้างอาชีพ ทำเห็ด ทำน้ำพริกขาย สร้างรายได้ให้คนในชุมชนเพิ่มเติมอีก

ความรู้ช่วยได้ทุกสิ่ง

วันวิสาข์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือคนในชุมชนไม่ใช่เรื่องของการให้เงินทุน แต่เป็นเรื่องของการให้ความรู้ โดยเน้นให้คนชุมชนเข้ามาทำเวิร์กช็อป อบรมเรื่องของการออม

“ในการสอนเราไม่สามารถบอกเขาได้ว่า จะต้องออมแบบนั้นแบบนี้ เพราะแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน การสอนต้องให้เขามีเป้าหมายในชีวิตแล้วมาดูว่าเป้าหมายของเขานั้น จะต้องทำอะไรบ้างโดยแบ่งเป็น เป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และเกษียณ มีภาระจะต้องส่งลูกเรียนหรือว่าจะผ่อนรถ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ก็ต้องให้เขาวางเป้าหมายว่าเขาจะต้องเก็บเงินและใช้เงินเท่าไร

พอวางเป้าหมายกันเสร็จแล้ว เราก็มาดูกันว่าแล้วตอนนี้มีค่าใช้จ่าย รายวัน รายเดือนของเขามีลักษณะอย่างไร ซึ่งทางซิตี้แบงก์เองก็เป็นสถาบันทางการเงิน เราพนักงานที่มีความรู้ทางด้านการเงินเข้ามาร่วมเป็นวิทยากรในการทำเวิร์กช็อปร่วมกัน ที่ผ่านมาในการทำเวิร์กช็อปให้แต่ละชุมชน เราก็จะรู้ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่างที่บางทีเราก็คิดไม่ถึง แล้วพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงต่อเดือนสำหรับพวกเขาอย่างเช่นค่าหวย

แต่เราก็เข้าใจว่าวิถีชีวิตของเขาเป็นแบบนั้น เราไม่สามารถเข้าไปกำหนดเข้าไปเปลี่ยนแปลงแนวคิด แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราให้แนวทางในการคิดในการบริหารเงินให้กับพวกเขา แล้วทำให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองว่าควรจะปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้พวกเขามีสถานะการเงินที่ดีขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีหนี้สินครัวเรือนที่ลดลง

จากโครงการที่ทำมา 2 ปี 40 ชุมชน กับคนที่จะไปเป็นผู้นำชุมชน 960 คน พบว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 78% สามารถวางแผนชำระหนี้สินของตัวเองได้ตรงเวลาถึง 84% สูงกว่าตอนเริ่มต้นทำโครงการถึง 25% ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่ดีที่สุดก็คือการให้ความรู้และแนวทางกับชาวบ้านให้พวกเขาได้ตระหนัก และเห็นภาพของปัญหาที่ชัดเจนด้วยตัวเอง และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืนมากที่สุด”

ไลฟ์สไตล์ผิดๆ เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563110

  • วันที่ 04 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

ไลฟ์สไตล์ผิดๆ เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

โรคหัวใจและหลอดเลือด นับเป็น 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย นอกจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ เนื่องจากโรคหัวใจเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็น และไม่เคยเข้ารับการตรวจหรือการรักษามาก่อน ยังไม่นับรวมการที่โรคหัวใจมักเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง โดยโรคหัวใจที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง

ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย และมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยในอดีตมักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ในปัจจุบันจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม อาหารไขมันสูง ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์หรือปิ้งย่างเป็นประจำ ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ มีความเครียดสูง รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้มีกลุ่มผู้อายุต่ำกว่า 40 ปี มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น

พบคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยวันละ 150 คน นพ.ไพศาล กอบเกื้อชัยพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือดเซฟฮาร์ท-วัฒนา กล่าวระหว่างการเสวนา รู้เท่าทัน โรคหัวใจ อันตรายใกล้ตัว ในพิธีเปิดศูนย์หัวใจและหลอดเลือดเซฟฮาร์ท-วัฒนา ว่าอุบัติการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นทุกปี โดยส่วนมากเป็นประชากรในช่วงอายุระหว่าง 40-60 ปี นับเป็นอันดับต้นๆ และหากมองถึงสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนทั้งประเทศ อาจกล่าวได้ว่าสูงถึงเฉลี่ย 150 คน/วัน โดยส่วนใหญ่เป็นอาการแบบเฉียบพลัน ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงและไม่เคยเข้ารับการตรวจรักษา หรือการตรวจคัดกรองใดๆ และยังคงใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ได้ระมัดระวังหรือป้องกันแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที และการรักษาแบบต่อเนื่อง

การปรับพฤติกรรมการกิน งดละอาหารเค็ม มัน ปิ้งย่าง ลดเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ จะเป็นตัวช่วย “พฤติกรรมการกินเป็นสิ่งแรกที่ควรปรับให้เหมาะสม เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการกินมาก แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการกินที่อร่อย ไม่ใช่การกินที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นของปิ้งย่าง อาหารรสเค็มจัด หวานจัด ขนม หรือเครื่องดื่มหวานมัน ไปจนถึงการทานบุฟเฟ่ต์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย”

ดังนั้น ควรหันกลับมาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทานให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ทานมากไปหรือน้อยไป และลดอาหารที่มีความเสี่ยง เช่น ประเภทปิ้งย่าง หรือประเภทที่มีไขมันสูงๆ ต่อมาควรหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายที่หนัก เน้นที่การออกกำลังกายเบาๆ แต่ต่อเนื่องอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง อย่างการเดิน วิ่ง แกว่งแขน เต้นแอโรบิก หรือไทเก๊กก็ได้ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของหัวใจ

คุณหมอ กล่าวว่า คนไทยเข้าใจผิดคิดว่ากินเข้าไปมากๆ เดี๋ยวไปออกกำลังกายหนักๆ เบิร์นเอาเดี๋ยวก็หมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอาหารที่มีไขมันสูงหรือปริมาณมากเหล่านี้ เมื่อกินเป็นประจำจะไปสะสมเป็นไขมันบนผนังหลอดเลือด ซึ่งการออกกำลังกายไม่สามารถไปสลายไขมันบนผนังหลอดเลือดได้ หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือแม้แต่นักกีฬาที่ออกกำลังกายมากๆ ก็จะคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรง แต่บางครั้งร่างกายแข็งแรงแต่หัวใจอ่อนแอก็ได้ หากเรายังมีพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ และไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จึงเห็นได้ว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันระหว่างการวิ่ง หรือการออกกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน

สัญญาณของโรคหัวใจคือ อาการแน่นหน้าอกตรงกลางในลักษณะของการเจ็บจุก บางครั้งอาจมีการเจ็บร้าวไปถึงกราม หรือร้าวไปที่หลังและแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกและใจสั่น ซึ่งหากมีอาการครบทั้ง 3 ประการ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและตรวจสุขภาพหัวใจโดยด่วน นอกจากนั้นหากมีอาการวูบหรือเป็นลมไปโดยไม่มีสาเหตุ และฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจเช่นกัน

“ข้อแนะนำสำหรับทั้งผู้ที่ยังไม่ป่วย และผู้ป่วยที่ได้ทำการรักษาไปแล้ว คือการดูแลตัวเองในด้านหลักๆ 3 ด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการลดปัจจัยลบต่อร่างกายต่างๆ อาทิ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสภาวะความเครียดต่างๆ และสำหรับผู้สูงอายุที่มักมีโรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมด้วย ยิ่งต้องดูแลตัวเองอย่างดี และรับประทานยาที่แพทย์ทุกคนสั่งให้ครบตามเวลาที่กำหนด เพราะสุดท้ายแล้วหมอสามารถรักษาได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือตัวผู้ป่วยเองต้องช่วยรักษาด้วย กันไว้ดีกว่าแก้คือการตรวจหัวใจประจำปี”

นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ เฉดสีใหม่จากไลเคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563044

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 18:08 น.

นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ เฉดสีใหม่จากไลเคน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อวิทยาศาสตร์เดินทางมาพบศิลปะและการออกแบบ จุดประกายเป็นผ้าย้อมสีไลเคนแสนหวาน จากการทดลองจนเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ นักศึกษาภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้ทำโครงการ “ออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคน” ร่วมกับหน่วยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เธอเล่าว่า หน่วยวิจัยไลเคนได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไลเคนมานานกว่า 25 ปี แต่ยังไม่มีใครเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการย้อมผ้าด้วยสีไลเคน เธอจึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาศึกษาและต่อยอด

ไลเคน คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของราและสาหร่าย เติบโตอยู่บนเปลือกไม้ พบได้ตั้งแต่พื้นที่หนาวจัดอย่างเขตขั้วโลกไปถึงพื้นที่ร้อนจัดอย่างทะเลทราย โดยนักไลเคนวิทยาประเมินว่าระบบนิเวศบนบกประมาณร้อยละ 8-10 ของโลกถูกป้องคลุมด้วยไลเคนและทั่วโลกมีไลเคนกว่า 1.9 หมื่นชนิด

ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากไลเคนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับพืช สัตว์ สาหร่าย รา และแบคทีเรีย เนื่องจากปริมาณของไลเคนที่มีอยู่อย่างจำกัดในธรรมชาติซึ่งไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นการปลูกไลเคนขึ้นมาใช้เองยังมีความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานหรือบางครั้งไลเคนที่นำมาปลูกก็ไม่ประสบผลสำเร็จ มนุษย์จึงหันไปใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นแทน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไลเคนจะไร้ประโยชน์

ประโยชน์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดและกำลังเป็นที่นิยมตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คือ การใช้ไลเคนเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ มีค่าใช้จ่ายน้อย ใช้ง่าย และสามารถบ่งชี้ถึงระดับความเป็นพิษในชั้นบรรยากาศได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่พบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพราะฉะนั้นหลายพื้นที่ทั่วโลกจึงนิยมใช้ไลเคนเป็นตัวตรวจวัดคุณภาพอากาศควบคู่กับการใช้เครื่องมือตรวจวัด

นอกจากนี้ ไลเคนยังมีประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม ยาสมุนไพร กระดาษลิตมัส แชมพู และใช้เป็นสีย้อม เคยพบว่าไลเคนถูกนำไปใช้ย้อมสีคัมภีร์ไบเบิลเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว ส่วนโครงการของเธอได้นำสีจากไลเคนมาย้อมผ้าไหมสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าโพกศีรษะ และส่าหรี

“ไลเคนที่นำมาใช้เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและแถบเอเชีย (ชื่อชนิด Parmotrema Tinctorum) ตัวของมันจะมีสีเทาๆ เขียวๆ ซึ่งสาเหตุที่เลือกใช้สายพันธุ์นี้เพราะพบมากที่สุดจึงสามารถต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้” นลัท กล่าวต่อ

“เทคนิคที่นำมาใช้คือการย้อมสีธรรมชาติและสกรีนลาย โดยเลือกวิธีย้อมเย็น (ไม่ต้องต้ม) เพราะสามารถควบคุมระดับความเข้มอ่อนของสีได้ด้วยระยะเวลาการย้อม แตกต่างจากการย้อมร้อนที่ถึงแม้ว่าสีจะติดดีกว่าแต่ไม่สามารถควบคุมสีได้ ส่วนวิธีสกรีนลายจะใช้การปาดสีลงบนเนื้อผ้า ทำให้ใช้สีน้อยกว่าจึงช่วยประหยัดต้นทุน”

การย้อมแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การย้อมเย็นและการย้อมร้อน การย้อมเย็นนิยมย้อมในหม้อดิน โดยการเตรียมน้ำสีใส่ไว้ในหม้อ จากนั้นนำผ้าไปจุ่ม ใช้มือคน บีบ จนกระทั่งได้สีตามต้องการ หรือจะหมักไว้เพื่อให้สีที่เข้มขึ้น ส่วนการย้อมร้อนเป็นการนำผ้าไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสีผสมเกลือ จากนั้นใช้ไม้คนให้ทั่วถึง นำไปซัก และตากแห้ง

สำหรับสีธรรมชาติอื่นๆ ที่คนนิยมใช้คือสีแดงจากตัวครั่ง (ครั่งเป็นสีที่ได้จากสัตว์เช่นเดียวกับไลเคน) ฝาง และเปลือกก่อ สีส้มจากผลสะตี สีเขียวจากเปลือกมะม่วง ใบหูกวาง เปลือกสมอ และสัก สีเหลืองจากขมิ้นชัน สีดำจากผลมะเกลือ สีน้ำตาลจากเปลือกประดู่ และผลหมาก สีเทาจากเหง้ากล้วย สีม่วงเทาจากเปลือกหว้า สีม่วงอ่อนจากผลหว้า และสีน้ำเงินจากต้นคราม

นอกจากนี้ สีย้อมจากไลเคนยังมีข้อดีตรงที่สามารถย้อมซ้ำกี่ครั้งก็ได้ แตกต่างจากสีธรรมชาติชนิดอื่นที่เมื่อย้อมไปแล้วหนึ่งครั้งคุณภาพสีจะลดลง ทำให้ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่และสูญเสียทรัพยากร ซึ่งจากการทดลอง พบว่า สีจากไลเคน 1 ลิตร สามารถย้อมผ้าได้มากถึง 20 เมตร

“ความพิเศษของสีไลเคนที่นำมาใช้คือได้มีการปรับเปลี่ยนค่าพีเอช (pH) เพราะค่าพีเอชแต่ละระดับจะให้สีไม่เหมือนกัน” เธอยกตัวอย่าง ไลเคนที่มีค่าพีเอช 2 จะให้สีชมพู พีเอช 4 ให้สีแดง พีเอช 6 ให้สีม่วง พีเอช 8 ให้สีม่วงแดง พีเอช 9 ให้สีม่วงเข้ม พีเอช 10 ให้สีม่วงน้ำเงิน และพีเอช 11 ให้สีน้ำเงิน ซึ่งสีน้ำเงินเป็นสีใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ไลเคนแต่ละสายพันธุ์ที่เติบโตในแต่ละพื้นที่จะให้สีไม่เหมือนกัน โดยเธอเลือกใช้ไลเคนที่พบมากในประเทศไทย เพื่อบ่งบอกสีอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

“สีที่นำมาใช้สกรีนจะอยู่ใช้สีที่มีค่าพีเอชอยู่ที่ 8-11 คือ สีม่วงและสีน้ำเงิน โดยใช้สีม่วงเป็นสีพื้น ส่วนสีน้ำเงินใช้เป็นลวดลาย ซึ่งสีย้อมจากไลเคนจะให้สีที่เข้มคล้ายสีเคมี ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือให้สีติดเนื้อผ้าเพราะแค่จุ่มลงไปแล้วยกขึ้นมาสีก็ติด และผ้าที่ย้อมจากสีไลเคนจะมีความไวต่อความเป็นกรดเป็นด่างสูง ดังนั้นหากแช่ด้วยผงซักฟอกที่มีความเป็นด่าง หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีความเป็นกรดในระยะเวลานานพอ สีของมันก็จะเปลี่ยนไป เช่น ผ้าสีม่วงนำไปแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ถ้าเบื่ออยากเปลี่ยนกลับเป็นสีเดิมก็แค่นำไปแช่ในผงซักฟอก เราก็จะได้สนุกไปกับสีบนผืนผ้าด้วยตัวเอง”

นักศึกษาวัย 23 ปียังกล่าวด้วยว่าสีย้อมไลเคนจะติดได้ดีในผ้าใยธรรมชาติที่เป็นเซลล์สัตว์ เช่น ผ้าไหม และขนเฟอร์ เนื่องจากไลเคนเป็นสัตว์จึงเกาะกับเซลล์สัตว์ได้ดีกว่าเส้นใยจากพืช อย่างผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายจะย้อมได้สีไม่สวยเท่าและจะสกรีนสีไม่ติด

สำหรับชนิดผ้าที่เธอเลือก คือ ผ้าไหมและผ้าไหมจีน และการออกแบบลวดลายก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปร่างภายนอกของไลเคน ซึ่งบางส่วนเธอได้มองลึกผ่านกล้องจุลทรรศน์และถอดรูปเซลล์ของไลเคนออกมา

เธอเล่าว่า ไลเคนทุกสายพันธุ์จะมีรูปร่างเพียง 4 แบบ คือ ลักษณะคล้ายใบไม้ เป็นดอกคล้ายช่อเข็ม เป็นดอกขนาดเล็ก และเป็นช่อคล้ายเห็ด โดยเธอได้จัดเรียงลวดลายเลียนแบบการเติบโตของไลเคนคือ กระจุกกันเป็นพุ่มและกระจายออกไปทั้งผืนผ้า

“ถามว่าทำไมการย้อมสีด้วยไลเคนถึงไม่ได้รับความนิยมทั้งที่เป็นภูมิปัญญาที่มีมานานแล้ว อาจเป็นเพราะตอนนี้ยังไม่มีการผลิตไลเคนเพื่อย้อมสีผ้าวางจำหน่ายในท้องตลาด เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย แต่ในอนาคตถ้าหน่วยวิจัยไลเคนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง สามารถผลิตสีย้อมจากไลเคนออกสู่ตลาดได้ และคนทั่วไปสามารถใช้ได้อย่างแพร่หลายจริงๆ ก็เชื่อว่าจะได้รับความนิยมไม่แพ้สีธรรมชาติอื่นแน่นอน”

เช่นเดียวกับโครงการออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคนชิ้นนี้ที่จะกลายเป็นประโยชน์ในมิติของการย้อม เพราะเธอได้คิดค้นเฉดสีน้ำเงินจากการเปลี่ยนค่าพีเอชของไลเคนได้สำเร็จ เธอได้สร้างความสนุกให้กับวงการแฟชั่นด้วยการย้อมผ้าด้วยสีที่มีชีวิต ซึ่งผู้บริโภคสามารถเล่นกับสีได้เองเหมือนได้ทดลองวิทยาศาสตร์ และเธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าออกแบบสิ่งทอด้วยสีธรรมชาติชนิดอื่นๆ ต่อไป เพื่อสร้างสีสันใหม่ให้กับผืนผ้าและโลกใบนี้

เต้น 2 สไตล์ สลายไขมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563043

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:58 น.

เต้น 2 สไตล์ สลายไขมัน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

การเต้นรำที่ถูกต้องนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับใครบางคน เพราะต้องอาศัยทั้งทักษะและความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวมประกอบกัน แต่การเต้นรำทุกประเภทนั้นล้วนมีส่วนช่วยในเรื่องสุขภาพได้มากทีเดียว เพราะมีผลการวิจัยของต่างประเทศที่พบว่า การเต้นรำนั้นช่วยบำรุงหัวใจได้ดีกว่าการออกกำลังกายโดยทั่วไป นั่นก็เพราะมีความสนุกสนานร่าเริงมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพที่หันมาฝึกซ้อมด้วยการเต้นรำด้วยนะ ก็จะทำให้มีศักยภาพสูงขึ้นเวลาลงแข่งขันจริง ที่สำคัญการเต้นรำยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยสลายไขมันส่วนเกินได้ดีอีกด้วย ครั้งนี้เราจึงอยากนำเสนอการเต้นรำ 2 สไตล์ ที่ช่วยสลายไขมันให้หนุ่มๆ สาวๆ กลับมามีหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง

1.แซมบ้า

แซมบ้าเป็นรูปแบบการเต้นที่ค่อนข้างร้อนแรงมากๆ ในแง่ของลีลาท่าทางภายนอกที่แสดงออกมา ส่วนภายในนั้นการเต้นแซมบ้าจะช่วยในเรื่องของสุขภาพได้มากทีเดียว พูดง่ายๆ ว่ามันคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกดีๆ นั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้ปอดกับหัวใจทำงานได้อย่างเต็มที่ แถมยังช่วยให้กล้ามเนื้อฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นเป็นอย่างดี

การเต้นแซมบ้านั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเต้นรำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ประชากรบราซิเลียน ดังจะเห็นได้จากงานขบวนแห่คาร์นิวัลที่จะมีสาวๆ แต่งตัวสวยๆ ประดับขนนกออกมาเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาดูร้อนแรง การเต้นแซมบ้านั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน ต่อมาได้มีคนคิดค้นการเต้นแบบผสมเข้าไป และเรียกชื่อซะใหม่ว่า “ซุมบ้า” (Zumba) ซึ่งจะมีจังหวะมันๆ รวมกันหลายรูปแบบ โดยเสริมด้วยระบำหน้าท้องเข้าไปด้วย ทำให้เต้นแล้วรู้สึกสนุกสนานและท้าทาย แบบนี้ถ้าใครเต้นแล้วไขมันไม่สลายก็ให้มันรู้ไป

2.ฮิปฮอป

ฮิปฮอปเป็นการเต้นสไตล์สตรีทแดนซ์แบบมันๆ ที่นิยมกันมาหลายปีแล้ว เด็กแนวจะชอบเต้นกันเป็นพิเศษ แต่ผู้ใหญ่ใจเด็กที่ร่างกายยังไหวก็สามารถเต้นได้เช่นกัน ถ้านึกไม่ออกให้ดูจากภาพยนตร์เรื่อง Step Up ซึ่งตัวละครในเรื่องจะแดนซ์กันกระจายด้วยท่าทางเท่ๆ สนุกๆ แบบนั้นเลยล่ะ

รู้มั้ยว่าการเต้นฮิปฮอปนั้นจะช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างดีสุดๆ โดยใน 1 ชั่วโมงจะช่วยเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 500 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว (เทียบเท่ากับข้าวขาหมู 1 จาน) ซึ่งถ้าเต้นบ่อยๆ จะช่วยให้การเต้นครั้งต่อไปของคุณใช้เวลาในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินน้อยลงไปด้วย

การเต้นฮิปฮอปถือเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อหัวใจให้ได้บีบตัวเต็มที่ ใครที่อยากให้ไขมันที่พุงสลายแล้วเปลี่ยนมาเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่สวยงามแทน ให้ลองฝึกเต้นฮิปฮอปดูสิ โดยเบื้องต้นอาจเริ่มจากใส่ท่าเต้นฮิปฮอปเพิ่มเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน ก็จะเป็นการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายและการออกกำลังกายของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

มาถึงตรงนี้จึงสรุปได้ว่า การเต้นทั้ง สองสไตล์นี้มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากๆ เพราะถ้าทำสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดพุงและสลายไขมันส่วนเกินได้แล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดีตามไปด้วย ทั้งยังช่วยให้มีสมาธิ ช่วยให้สมองและความจำดีตามไปด้วย

เอ้า! รู้อย่างนี้แล้วรีบมองหาโรงเรียนสอนเต้นในสไตล์ที่คุณชอบ หรือฟิตเนสที่มีคลาสสอนเต้นทั้งสองสไตล์นี้ด่วนๆ เลย

‘แอล แฟชั่น วีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’ ฉลอง 20 ปี ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563041

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:45 น.

‘แอล แฟชั่น วีก ฟอลล์/วินเทอร์ 2018’ ฉลอง 20 ปี ยิ่งใหญ่

เรื่อง วราภรณ์  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข, วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สิ้นสุดไปแล้วสำหรับ 14 โชว์ ผลงาน 19 ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและน้องใหม่ สำหรับแฟชั่นโชว์ประจำปีของนิตยสารแอล ประเทศไทย ที่มุ่งผลักดันแฟชั่นไทยสู่เวทีแฟชั่นโลก จัดแฟชั่นอีเวนต์แห่งปี “ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018” ปีนี้ในวันเปิดงานคือ 29 ส.ค. พบกับโชว์เปิดสุดพิเศษจากดีไซเนอร์ระดับตำนานแบรนด์ “ไข่ บูติก” ของ ไข่-สมชาย แก้วทอง ผู้ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครั้งที่ 20 ของแฟชั่นวีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย บนรันเวย์สุดอลังการในเต็นท์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอด 5 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-2 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นอกจากแบรนด์ไข่ บูติกแล้ว ยังมีแฟชั่นโชว์จากอีก 13 แบรนด์ ได้แก่ วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) Presented by Absolut Lime, แลนด์มี่, ASV, โคลเซ็ท, เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมต (Everyday Karmakamet), ณิชชา (Nicha) Presented by Iceland Spring และน้องใหม่จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ Arm Adi, Fon-Archive, Takara Wong และ Vinn Patararin, วทานิกา พรีเซนเทด บาย Citi, เมช มิวเซียม (Meshmuseum, Contemporary Southern Batik by OCAC), มิร์เรอร์ มิร์เรอร์ แบงค็อก (Mirror Mirror Bangkok), เพน คิลเลอร์ (Painkiller) และปิดท้ายงานแฟชั่นโชว์ด้วยแบรนด์ ฮูค’ส Presented by Honda HR-V

สำหรับโชว์ 2 วันแรกเป็นของโชว์ “ไข่ บูติก” ผลงานออกแบบของสมชาย นำเสนอ “ความมหัศจรรย์ของผืนผ้าไทย” คอลเลกชั่นสุดพิเศษที่สมชายรังสรรค์ขึ้นสำหรับงานครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าพื้นเมืองซึ่งเป็นผ้าไทยหายากหลากหลายชนิด แบ่งเป็น 3 เซตใหญ่ๆ ได้แก่ ผ้าชาวเขา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผ้าสะสม ของจักรรัตน์ วรรณรัตน์ ล้วนเป็นผ้าหายากระดับระดับมิวเซียม นอกจากนี้มีผ้ามัดหมี่ ผ้าไหมแพรวา ผ้าย้อมคราม และผ้าปักด้วยมือจากช่างฝีมือชั้นสูง

แม้เป็นผ้าพื้นเมือง แต่สมชายนำผ้าเหล่านี้มาสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้รูปแบบที่แปลกตาออกไป เช่น มีความเอียง ความไม่เท่ากันของการตัดเย็บ รวมไปถึงการนำผ้ามาอัดพลีต และการนำผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาเย็บติดกันเป็น Patchwork เป็นต้น มีเหล่านางแบบโชว์ทั้งสิ้น 31 ชุด อาทิ นางแบบระดับตำนานอย่าง สินจัย เปล่งพานิช อาภาศิริ นิติพน คาร่า พลสิทธิ์ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล จิดาภา ณ ลำเลียง เยอราดีน ริคอร์เดล แมคอินทอช นาตาชา เปลี่ยนวิถี ฯลฯ มาสร้างความฮือฮาให้กับโชว์ เพื่อนำเสนอแบรนด์ Kai ที่โลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่นไทยเป็นระยะเวลานาน

โชว์วันที่ 2 เป็นของแบรนด์ “วิคธีร์รัฐ” โดย อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของวิคธีร์รัฐ ได้ถ่ายทอดความงามในสไตล์อาหรับ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจาก “อาหรับราตรี” (One Thousand and One Nights) นิทานชุดอันโด่งดังที่ได้รวบรวมเอาเรื่องเล่าของชาวอาหรับในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ที่ผ่านกระบวนการตีความในรูปแบบเฉพาะมาเป็นคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ประจำปี 2018 แบรนด์วิคธีร์รัฐจึงนำเสนอ “1001” สะท้อนความหรูหราในสไตล์อาหรับ แต่สวมใส่ได้จริง เช่น เสื้อแขนยาวมีฮู้ดผ้าเจอร์ซีย์ใส่กับกระโปรงทรงทิวลิปสีเหลืองสด เสื้อผ้าไนลอนแขนพองเข้าชุดกับกางเกงผ้าไนลอนทรงฮาเร็ม เสื้อแขนกุดที่ดูเหมือนเสื้อกั๊กจากเทคนิคการตัดต่อผ้า สวมใส่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ้าอัดพลีตสีดำ และเสื้อเปิดไหล่ตัวสั้นทรงบอลลูนตัดเย็บด้วยผ้าดัชเชสซาติน เข้าคู่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ่าหน้าโชว์เรียวขา ชุดเดรสหลากความยาว เป็นต้น

ปิดท้ายโชว์วันที่ 2 ด้วย แบรนด์แลนด์มี่ ของ มี่-เนตรดาว วัฒนะสิมากร นำเสนอ Landmee Collection Fall/ Winter 2018 พาเราย้อนอดีตไปสู่ยุควิกตอเรียน โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง Great Expectations ที่มีตัวเอกแต่งชุดแต่งงานสีขาวรอคอยคนรักของเธอในปราสาท “ความรัก ความหวัง การรอคอย” จึงได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นล่าสุด Love is almost everything เนตรดาวได้ให้ความสำคัญกับดีเทลของการตัดเย็บสร้างซิลลูเอทแบบเสื้อผ้าโบราณ มีการขึ้นโครงเสื้อและดีเทลต่างๆ ถูกนำกลับมาทำให้ทันสมัยและปรับใช้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ผ้าหรือการเลือกลูกไม้ ทั้งใหม่และเก่าถูกนำมาผสมผสานและรังสรรค์ผ่านตัวชุดได้อย่างแยบยล นอกจากฝีมือการออกแบบที่อ่อนหวานแล้ว ยังได้นักแสดงและนางแบบสาว เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ ใส่ชุดสีแดงเพลิงมาร่วมเดินแบบด้วย

ทำดีหวังผล เพื่อสังคมที่ดีขึ้น’ เราช่วยกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/563036

  • วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ทำดีหวังผล เพื่อสังคมที่ดีขึ้น’ เราช่วยกันได้

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ อีพีเอ, มูลนิธิเพื่อคนไทย

จากผลการสำรวจจากงานวิจัยต่างๆ รวมทั้ง “คนไทยมอนิเตอร์” ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่พร้อมลงมือแก้ไขปัญหาสังคมแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร “Good Society Expo 2018 เทศกาลทำดี หวังผล” จึงเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วม ด้วยการเปิดพื้นที่แนะนำช่องทาง การลงมือทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคม โดยการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย อาสาสมัคร หรือจะสนับสนุนบริการหรือบริจาคเงินผ่านกลไกการให้ที่มีแนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน มุ่งเน้นงานพัฒนาความยั่งยืนทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผู้สนับสนุนหลักๆ ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์

ปีนี้ Good Society Expo 2018 ชวนคนไทย “ทำดีหวังผล” ตามถนัด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ก.ย.นี้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นความร่วมมือของ 80 องค์กรช่วยกันขับเคลื่อน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การศึกษา คนพิการ ต้านทุจริต สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ภายใต้แนวคิด “เทใจ ปันกัน ฟู้ดฟอร์กู๊ด โซเชียลกีฟเวอร์” บนพื้นที่ 11 โซนนำเสนอปัญหาและทางออกให้ทุกคนมีส่วนร่วมตามความสนใจร่วมกว่า 50 กิจกรรมน่าสนใจ

งานเสวนา“ชวนคิด ชวนทำ”

ก่อนจะจัดงานจริงในวันที่ 13-16 ก.ย.นี้ มีการเสาวนาเวทีชวนคิดชวนทำ “กู๊ด โซไซตี้ : ทุกปัญหาสังคม คนไทยทุกคนช่วยได้” เพื่อเรียกน้ำย่อยระหว่างหลายองค์กรอิสระ หนึ่งในนั้นคือ อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ได้พูดถึงวิธีที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยอภิชาตเน้นไปที่ปัญหาคนพิการว่าขณะนี้เมืองไทยมีคนพิการราว 8 แสนคน แต่ผู้พิการราว 5 แสนคนไม่มีงานทำ ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ

(ที่ 2,3 จากซ้าย) ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพลูสินธนา วิเชียร พงศธร

มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมจึงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ขับเคลื่อนเป็นปีที่ 4 เพื่อเชื่อมโยงให้สถานประกอบการที่กฎหมายกำหนดว่าต้องจ้างคนพิการ แต่ในความเป็นจริงยังมีการจ้างงานคนพิการยังไม่ครบกับที่กฎหมายกำหนด

“ตอนนี้กรอบของเราอยากให้คนพิการได้ทำงานเชิงสังคมในชุมชน ตอนนี้มีบริษัท 400 กว่าแห่งให้ความร่วมมือช่วยสร้างงานให้คนพิการ 4,000 คนได้มีงานทำ เราอยากให้บริษัทต่างๆ เปิดรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น”

สำหรับหัวข้อ ช่วยพัฒนาการศึกษาได้อย่างไร พัดชา มหาทุมะรัตน์ รองผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ ยกตัวอย่างปัญหาคุณแม่วัยใส เชื่อหรือไม่ว่า เด็กตั้งแต่เริ่มเรียนประถมถึงมัธยมปลาย เด็กที่ได้เรียนจนจบมัธยมปลาย มีอัตราไม่ถึงครึ่งของนักเรียนที่ได้เริ่มเรียนด้วยหลากเหตุผล เช่น การไปเป็นคุณแม่วัยใส ต้องช่วยงานที่บ้าน ฯลฯ

โครงการร้อยพลังการศึกษาเป็นการร่วมพลังคนทำงานด้านการศึกษาในมุมต่างๆ มาร่วมมือกันทำจากงานวิจัย พบว่าการเข้าถึงมีประเด็นใหญ่ๆ คือ เรื่องที่ 1 การทำอย่างไรให้เด็กเรียนจนจบชั้นมัธยมหกเป็นอย่างน้อย 2.เรียนอย่างไรให้รู้เรื่องให้สนุกแล้วมีประสิทธิภาพ 3.เรียนไปแล้วรู้ไหมว่าเรียนไปเพื่ออะไร อาชีพที่ตัวเองใฝ่ฝัน และไปถึงตรงนั้นได้ ทำ 3 เรื่องร่วมกัน

“ในงานนี้เป็นการร่วมและเป็นงานที่ทำงานร่วมกันในสังคมได้ เช่น บริษัทห้างร้านอยากร่วมมือแก้ปัญหาการศึกษาพวกเขาจะร่วมมือได้อย่างไร วิธีง่ายๆ คือ ใช้ของส่วนตัวมาช่วยมาร่วมได้ เช่น เกรย์ฮาวด์ คลับ 21 เลิฟอีส และอื่นๆ อีกหลายบริษัทแสดงความร่วมทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น ทำสินค้าลิมิเต็ด เอดิชั่น หารายได้เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา งานนี้เป็นการร่วมมือกันทำงานในระยะยาว”

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

คอร์รัปชั่น แก้ด้วยวิธี“อย่านิ่งเฉย”

เราจะช่วยต้านคอร์รัปชั่นได้อย่างไร ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตอบเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นได้สร้างความเดือดร้อน ยุ่งยากให้ชีวิตคนไทยมาก ปัญหาหลายๆ อย่างนำสู่ความแตกแยกทางสังคม การเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาจะไม่ลุกลามบานปลายจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีเรื่องคอร์รัปชั่น

ที่ผ่านมาปัญหาคอร์รัปชั่นยังแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก คนก็ไปพุ่งเป้าองค์กรคิดว่ายังไม่พอเพราะกฎหมายยังลงโทษไม่รุนแรง ซึ่งกฎหมายพิสูจน์แล้วว่า เราจะแก้ไขที่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ แต่อยู่ที่จิตสำนึกของคนไทย ต้องช่วยกันออกความเห็น ช่วยเฝ้าระวัง อะไรเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องช่วยกันมีปากเสียง ถ้าเราเห็นคนทำอะไรที่ขัดกับศีลธรรม และทำแล้วขัดต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม เช่น นำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว เอาเวลาในราชการมาทำงานในเรื่องส่วนตัว นำผลประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องหรือพวกพ้องของตัวเองให้สันนิษฐานก่อนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วต้องไปดูอีกทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นผิดกฎหมายหรือไม่

หากเราพบการคอร์รัปชั่นสิ่งที่เราควรทำคือ ตั้งคำถามให้คนรอบข้างช่วยกันสังเกต สิ่งเหล่านั้นผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่เราควรจะยอมรับหรือไม่ ถ้าเราคิดว่ารับไม่ได้ ควรพูด ไม่นิ่งเฉย หรือหากร้ายแรงควรแจ้งต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น พบเห็นเด็กอนุบาลรับประทานอาหารกลางวันอย่างมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เหมาะสมกับค่าอาหารที่ผู้ปกครองเสียไป หรือทำงานราชการแล้วต้องปลอมลายเซ็นเพื่อไปเบิกเงิน หรือการทำบุญในวัดแล้วเห็นพระสงฆ์นำเงินที่ญาติโยมบริจาคไปใช้ในเรื่องส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่ควรนิ่งเฉย เพราะจะทำให้การคอร์รัปชั่นนั้นเลวร้ายลงไปอีก แต่หากเราพูดเรามีเสียงอย่างน้อยก็ทำให้คนกระทำผิดรู้ตัวว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง คุณกำลังถูกจับตาดูอยู่นะ เป็นต้น

“เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องยากมาก ที่จะทำให้เสียงคนไทยพูดออกไปในทางเดียวกันอย่างมีพลัง เราต้องร่วมกันช่วยกันแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศ ในงานเราจะนำส่วนหนึ่งของภาคี 14 องค์กร เพื่อนำเสนอให้สังคมได้รู้ ยังมีคนที่คิดดีทำดีตั้งหลายอย่าง เขาทำอะไรบ้าง

ผู้ร่วมงานจะได้เห็นรูปแบบการทำงานวิธีการต่างๆ แล้วเกิดแรงบันดาลใจ ว่าตัวเขาเองที่ยังไม่ได้ลงมือ เขาเองสามารถทำอะไรบางอย่างได้ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น รูปแบบของงาน 14 โครงการนำเสนอรูปแบบง่ายๆ จัดเป็นเกม มาช่วยกันค้นหาการคอร์รัปชั่น เราจัดการกับมันอย่างไร โดยจะมีเกมออกมา เป็นเกมที่สมมติบนพื้นฐานของความเป็นจริง

ทุกคนที่มาเล่นเกมจะสนุก เข้าใจได้และจะรู้ว่า รูปแบบการโกงต่างๆ ที่ไปสัมผัสและทดสอบด้วยตัวเองถ้าได้เจอจริง จะจัดการแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเรานำมาทั้งหมด 7 คดีโกง เรามาดูกันว่า ผ่านการจัดงานครั้งนี้ไปจะเกิดพลัง ความเข้าใจที่จะลงมือช่วยกันแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นได้อย่างไร”

อภิชาติ การุณกรสกุล

“แอ็กทีฟ ซิติเซน”เริ่มได้ที่ตัวเอง

โต้โผใหญ่ในการจัดงาน วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวว่า จากจุดร่วมต้น ทำมาแล้ว 5 ปี เห็นความก้าวหน้า เห็นผลการพัฒนาสังคมของการแบ่งปัน ตลอด 5 ปี เซ็นทรัลพัฒนาช่วยให้เรื่องสถานที่มาโดยตลอด สิ่งที่คาดหวังจากการจัดกิจกรรมคือ อยากให้เกิดส่วนร่วม สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“เราอยากเชิญชวนสังคมเราให้ความร่วมลงมือช่วยกันแก้ปัญหาในสิ่งที่ตัวเองถนัด เราเห็นพัฒนาการมีความตื่นตัวทางสังคมมากขึ้น เราอยากให้คนในสังคมมีส่วนร่วม ทำดีแล้วต้องหวังผลให้สังคมดีขึ้น เรามีองค์กรร่วมที่มากขึ้นถึง 80 องค์กร จริงๆ เรามีส่วนร่วมที่หลากหลายได้ เราเริ่มที่ตัวเองก่อน คือทำโครงการเอง หรือมาช่วยสนับสนุนองค์กรต่างๆ ที่เราสนใจได้ เป็นผู้สนับสนุนหรือมีแนวคิดรูปแบบแปลกแตกต่าง

ผมอยากให้เราแข่งกันทำความดี เราอยากให้เกิดแอ็กทีฟ ซิติเซนขึ้นเยอะๆ และสิ่งที่เราทำ 17 หัวข้อจัดเป็นหมวดหมู่แล้วถือเป็นปัญหาระดับโลกทั้งหมด เราอยากมีสังคมที่ดีได้อย่างไร มันจะไม่เกิดขึ้นหากทำด้วยองค์กร ตัวเองและคนอื่น แต่ต้องเกิดขึ้นจากเจ้าของสังคมที่จะต้องช่วยกันทำ เช่น ภาคธุรกิจอย่างเซ็นทรัลพัฒนา เราต้องช่วยกันขับเคลื่อน เอื้อให้คนมามีส่วนร่วมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ”

ด้าน ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวต้องขอขอบคุณคุณวิเชียร ที่ชวนเซ็นทรัลพัฒนาทำโปรเจกต์นี้ เพราะเขาคิดว่าศูนย์การค้าไม่น่าใช่เพียงสถานที่จับจ่ายเงินทอง แต่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีบ้าง

“5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นการพัฒนาของงานคือ มีคนมาร่วมงานเยอะมาก ผมคิดว่าแค่คนมาที่พาวิลเลียนเพื่อคนพิการแล้วกลับไปช่วยเหลือคนพิการ ช่วยกันทำเรื่องอาหาร สิ่งแวดล้อม เพียงแค่นี้ผมคิดว่าเราก็วินแล้ว ไอเดียของผมคิดว่าจัดปีละครั้งยังน้อยไป เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกัน เช่น เรื่องคอร์รัปชั่นผมก็เป็นคณะกรรมการประปาระดมเรื่องต้อต้านคอร์รัปชั่นโดยตรง เราสามารถไดรฟ์กิจกรรมได้ หน้าที่ของเซ็นทรัลพัฒนาคือเป็นแพลตฟอร์ม คนมาห้างอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการต่อยอด หรือเกิดเน็ตเวิร์ก ผมอยากให้คนรู้ว่า การคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องปกติ เราต้องทำให้คนโกงอยู่ไม่ได้ ทำให้คนพิการมีพื้นที่ในการประกอบอาชีพได้”

กู๊ด โซไซตี้ เอ็กซ์โป

งานนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่การริเริ่มงาน “คนไทยขอมือหน่อย” ครั้งแรกเมื่อ 2556 ปัจจุบันผ่านมา 5 ปีแล้ว ก่อนขยายวงสู่ความร่วมมือที่กว้างขึ้น ปีนี้เนื้อหานิทรรศการนำเสนอประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 พื้นที่นำเสนอกิจกรรมเชิงประเด็น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก แยกเป็นพาวิลเลียนดังนี้ เช่น พาวิลเลียนการศึกษาพัฒนาเยาวชน ประกอบด้วยภาคีโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม “เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น” และภาคีเพื่อการศึกษาไทย

รูปแบบนิทรรศการคือ นำเสนอสารเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศผ่านปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็กไทย โดยใช้การสะกดคำภาษาไทยแบบผิดๆ ด้วยลายมือจริงของน้องๆ ที่มีอายุเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดปัญหานี้สู่สังคม

สำหรับพาวิลเลียน Social Inclusion (คนพิการ) ปิยวรรณ องค์สุวรรณ ผู้จัดการโครงการบริษัท กล่องดินสอ กล่าวว่า กลุ่มทำงานด้านคนพิการ เพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่ให้เราสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างเท่าเทียมที่สุด ให้คนปกติกับคนพิการออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน

“บางกิจกรรมคนพิการออกมาทำกิจกรรมไม่ได้ เราจึงออกแบบกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาคนพิการซึ่งมีโครงการย่อย 9 โครงการ เพื่อทำให้คนพิการสามารถทำกิจกรรมร่วมกับคนปกติได้ เท่าที่ผ่านมาเราทำกิจกรรมรูปแบบนี้มาโดยตลอด เช่น กิจกรรมร่วมกันวิ่งด้วยกัน ไกด์ รันเนอร์ คนปกติวิ่งกับคนพิการ ถือเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมถูกที่สุด ทำง่ายที่สุดเพราะใครๆ ก็สามารถวิ่งได้ เราออกแบบแอพพลิเคชั่นให้คนตาบอดออกไปดูหนังร่วมกับคนตาดีได้ เพราะวันหนึ่งเราก็อาจต้องนั่งวีลแชร์ หรือมีกิจกรรมเข้าครัวด้วยกัน

ในงานกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นคือ เราจัดเวิร์กช็อป เข้าครัวด้วยกัน เราจะให้คนปกติเข้าคลาสทำอาหารแบบคนตาบอดครั้งแรก ที่คุณจะพบว่าไม่ต้องใช้สายตาก็ปรุงอาหารอร่อยได้ และทำอาหารเพื่อคนพิการได้ปลอดภัย เอาคนพิการมาทำเวิร์กช็อป เราสามารถชิมอาหารของคนพิการได้ เพราะมีวิธีทำอาหารที่สะอาดปลอดภัย ใช้หม้อหุงข้าวทำ จึงไม่อันตราย เราลองมาทดลองทำอาหารโดยไม่ใช้ประสาทสัมผัสทางตา เป็นสูตรที่ออกแบบโดยเชฟ มีการชั่งตวงวัด ดังนั้นอาหารจึงออกมาอร่อยแน่นอน”

พาวิลเลียนเพื่อสิ่งแวดล้อม องค์กรตัวกลางคือ มูลนิธิเอ็นไลฟ จัดกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หัวข้อช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างไร ดร.ณัฐพันธ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาโรคภัยยุคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดต่อหรือเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมคนเรา ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้คนสุขภาพดี ต้องเริ่มต้นจากการสร้างเสริมสุขภาพ

“ในปีนี้เครือข่ายด้านสุขภาพ 10 หน่วยงานช่วยกันคิดว่า คนเรากลับไปบ้านอยู่ร่วมกับพ่อแม่ลูก เราจึงออกแบบบูธของเราเป็นบูธสุขภาพดีทุกช่วงวัย เพราะทุกช่วงวัยมีปัญหาสุขภาพแตกต่างกัน แต่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ เราออกแบบบูธเป็นบ้าน เรายกปัญหาอย่างไรสำหรับพ่อแม่มือใหม่ แม่สามารถพัฒนาเด็กได้อย่างไร โดยเรามีแอพพลิเคชั่นช่วย พอเด็กโตเป็นเด็กติดจอ โดยเรามีวิทยาการกิจกรรมช่วยแก้ไขปัญหาวัยรุ่น มีปัจจัยเสี่ยงคุยกันเรื่องเพศกับลูกวัยรุ่นได้ไหม

ปีนี้เรามีการทำแอพพลิเคชั่น เข้าใจวัยรุ่น พอโตหน่อยเข้าสู่วัยทำงาน มีปัญหาชีวิตเรื่องทำมาหากิน เราก็มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำการแก้ไขปัญหา เรียกว่าเรามีแอพพลิเคชั่นทำอย่างไรสุขภาพดี 8 เรื่อง เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา รวมทั้งเรามีนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ และการรับมือกับโรคซึมเศร้า คือทุกช่วงวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้ อยากให้ทุกคนมาดูบ้านหลังนี้ ครอบครัวที่มาด้วยกันก็สามารถมาดูแล้วแยกบ้านกันดูได้ตามความสนใจครับ”

การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562879

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

การเข้ารอบซีไรต์ครั้งที่ 3 ของเกริกศิษฏ์ พละมาตร์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ฤดูกาลแห่งการประกวดซีไรต์มาถึงแล้ว ครั้งนี้ครบรอบปีที่ 40 มีเรื่องสั้นเข้าประกวดทั้งหมด 58 เรื่อง ปีนี้เข้ารอบ 8 เรื่อง ได้ผู้หญิงและผู้ชายอย่างละสี่เท่าๆ กัน เราได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ เกริกศิษฏ์ พละมาตร์ จากเรื่องเกาะล่องหน เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับเวทีนี้ เพราะเขาเคยได้ซีไรต์เมื่อปี 2559 จากรวมบทกวีเรื่องนครคนนอก และเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายปี 2560 จากรวมเรื่องสั้นชื่อ เรากำลังกลายพันธุ์

ในวัย 45 ปี เขาเขียนหนังสือมาแล้ว 20 ปีเต็มตั้งแต่อายุ 25 ปี มีงานเขียนออกมาทั้งหมด 7 เล่ม กวี 4 เล่ม นิยาย 2 เล่ม เรื่องสั้น 1 เล่ม สำหรับเล่มล่าสุดที่เข้ารอบของปีนี้คือเกาะล่องหน เขาใช้เวลาเขียนนาน 2 ปี เป็นนวนิยายเหนือจริงที่สะท้อนความจริงของโลกแห่งเรื่องเล่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกาะและผู้คนบนเกาะที่ดูเป็นคนธรรมดาแต่ก็มีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง เพราะพวกเขาจะไม่มีวันตายและไม่แปรเปลี่ยนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เป็นเกาะที่แยกจากแผ่นดินมันปรากฏขึ้นและอันตรธานหายไป มันเหมือนนวนิยายที่ว่าด้วยการซ้อนทับของเรื่องจริงและเรื่องแต่ง บางทีเหมือนเรื่องจริงทั้งหมด หรือคล้ายเรื่องแต่งทั้งหมดก็ได้

เขาถือว่าเป็นนักเขียนมือรางวัลเพราะได้รับรางวัลมาแล้วหลายเวที ในส่วนของซีไรต์นั้นก็เข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ถึง 3 ครั้ง จะกดดันหรือไม่นั้น เขาตอบเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเองว่า ไม่กดดันเลยเพราะเวลาเขียนหนังสือนั้นก็คือตั้งใจเขียนให้ดีที่สุดจนกว่าจะพอใจ เขียนให้จบให้ดี ไม่ได้คิดเขียนเพื่อเอารางวัลเป็นที่ตั้ง เรื่องรางวัลเป็นผลพลอยได้ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สิ่งที่หวังก็คืออยากให้งานได้รับการเผยแพร่ เข้าถึงผู้อ่านของคนที่เป็นแฟนประจำของเขา หรือมีนักอ่านรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอ่านมากขึ้น ส่วนการได้รับรางวัลถือเป็นกำลังใจที่ดี ได้มาแล้วก็จบไป คิดงานเล่มใหม่ๆ ต่อไป อยากให้มีงานออกมาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าอย่างน้อยก็สักปีละเล่มก็ยังดี

สำหรับพล็อตเรื่องในการเขียนนั้นเขาเอาจากความสนใจ จากมุมมองในสิ่งรอบตัว มาจากประสบการณ์และสัญชาตญาณ ที่เป็นความคิดวาบเข้ามา โดยเขาจะตั้งธงไว้ในใจก่อนว่าครั้งนี้อยากจะเขียนอะไร เรื่องสั้น นิยาย หรือบทกวี

“ถ้าหลักๆ ที่ผมสนใจตอนนี้ก็คือ จะเป็นเรื่องราวทางจิตวิญญาณ การหลุดพ้น เช่น คนเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เป็นเรื่องจริงของชีวิต แต่ไม่ใช่เรื่องแนวธรรมะนะครับ เป็นเรื่องแนวจิตวิญญาณ ซึ่งก็มีกลิ่นอายของความเป็นชาวพุทธเข้ามาผสมผสานบ้าง ซึ่งผมเองก็ศึกษามาบ้างด้วยตัวเอง เพราะผมก็เคยบวชเรียนมาแล้ว ก็นำมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนได้”

ตอนนี้เขามีอาชีพเป็นนักเขียนเต็มตัว โดยตอนเช้าเขาจะอ่านหนังสือต่างๆ วันละ 2 ชั่วโมง เพราะการอ่านหนังสือคืออาหารสมองคือการสะสมข้อมูลไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนช่วงสายๆ จะวาดรูป ตอนบ่ายๆ จะเขียนหนังสือทุกวัน ฝึกตัวเองให้มีระเบียบวินัยปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทุกบ่ายจะเขียนหนังสือวันละ 3-4 ชั่วโมงทุกวัน ถ้าอารมณ์รื่นไหลก็จะเขียนไปถึงตอนเย็น ถ้าความคิดจินตนาการไม่ราบรื่น ตอนเย็นก็จะออกไปวิ่งเพื่อออกกำลังกายและเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองเขาจะวิ่งทุกเย็นวันละ 3-4 กิโลทุกวัน ซึ่งเขาวิ่งมาราธอนมา 4-5 ปีแล้ว

เขาบอกว่าการวิ่งช่วยให้สมองปลอดโปร่งราบรื่นดี ส่งผลช่วยให้งานเขียนไปได้ดีขึ้นเขาจึงวิ่งอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริมงานเขียน และเพื่อสุขภาพที่ดี เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

สร้างดินแดนแห่งความสุข ได้ด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562871

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 10:03 น.

สร้างดินแดนแห่งความสุข ได้ด้วยตัวเอง

โดย มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

นิทรรศการ ANO’s Wonder Horror Land ต้อนรับผู้ชมด้วยสีสันที่ให้บรรยากาศของความสนุกสนานความสุขพลันบังเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากแต่งานศิลปะที่ถูกเพนต์ลงบนผนังดูน่ารัก สดใส มีความนัยซ่อนอยู่ ลูกโป่งที่เสมือนของประดับตกแต่ง แต่คือหนึ่งชิ้นงานศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย

งานจิตรกรรม ประติมากรรม บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นฝีมือของศิลปินหญิงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นี่คือนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเธอ “เนะ-อโณทัย นิรุตติเมธี” หรือ อะโนะ (ANO)

อะโนะสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัย RMIT เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สาขา Communication Art And Design มีผลงานการออกแบบร่วมกับแบรนด์ระดับอินเตอร์อย่าง Kiehl’s รวมทั้งการเพนต์กำแพงให้กับโรงแรม ร้านอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ และยังเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์

“ที่ผ่านมายังไม่มั่นใจว่าเราจะจัดนิทรรศการได้ แต่ครั้งนี้เนะต้องก้าวผ่านความกลัวนั้น ธีมหลักของงานคือสิ่งที่เรานึกถึงอยู่บ่อยๆ เรื่องสัจธรรมของชีวิตเพราะว่าเนะเชื่อในความคิดบวก เหมือนคิดอะไรได้แบบนั้นซีเคร็ตออฟไลฟ์ มองสิ่งร้ายให้ดี เพราะไม่มีวันไหนที่จะดีเสมอไป เราต้องเจอเรื่องแย่ๆ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันได้ยังไง

พยายามปล่อยใจว่างๆ นึกถึงเราอยู่ใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ คนเรามีเวียนว่ายตายเกิด เหนื่อยนักก็พักซะ ไม่ใช้อาร์ตรุนแรง งานของเนะไม่บอกอะไรถูกผิด แต่ให้ยอมรับมันสิ่งที่เราเจอ”

ลายเส้นเรียบง่ายผสานสีสันสดใสเพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับเนื้อหาที่ศิลปินนำเสนอการรับมือในวันเลวร้าย ด้วยการมองเป็นเรื่องสนุก ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นคนมองโลกในมุมบวก

“เรื่องบางเรื่องเราอาจหลบพ้นหรือหลบหนีมันไม่ได้ แต่เราสามารถรับมือกับมันได้ โดยการมองเรื่องนั้นๆ ในมุมที่ต่างออกไป มันอาจเป็นเรื่องร้ายเดิมๆ ที่คอยตามหลอกหลอนตอนคุณหลับตา หรือเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่เราควบคุมไม่ได้

มันทำให้เนะกลับมาคิดว่ามันคงดี ถ้าเราสามารถบิดเบือนความเจ็บปวด ความผิดหวังหรือฝันร้าย ให้กลายเป็นเรื่องสนุก เพราะว่าอะไรก็เป็นไปได้ในโลกของ ANO’s Wonder Horror Land ดินแดนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เป็นไร แต่เราจะยิ้มไปพร้อมกัน” มีการสร้างคาแรกเตอร์ในงานศิลปะ คือ“อะโนะ” เป็นสัตว์เลี้ยงตาเดียวและมีน้องลูลูคือผู้หญิงผมแดง “น้องผมแดงเพิ่งเกิด อะโนะมีมาสักพักแล้ว แต่งานวอลล์เพนต์ไม่ค่อยแอดน้องเข้าไป แต่จากนี้ถ้านึกถึงงานเนะจะมีตัวนี้

อะโนะสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมาแบบจะวาดอะไรที่อยู่กับเรา เนะชอบเมฆมีความนุ่มนิ่ม อยากให้น่ารักเหมือนแองเจิล ให้เขาเป็นฟรีฟอร์มเพื่อที่ประยุกต์เป็นอะไรก็ได้ เชฟเขาจะกลมๆ ง่ายๆ เขาจะกลายเป็นหมู หมา หมีอะไรก็ได้ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แต่ยึดไว้อย่างเดียวคือมีตาเดียว”

ในชิ้นงานมีกิมมิกที่ศิลปินต้องการสื่อ อย่างวาดสติ๊กเกอร์ติดลงในอ่างอาบน้ำเป็นกิมมิกว่าชีวิตมันเหนื่อยหนักรีแลกซ์สิ ถ้าโลกข้างนอกวุ่นวาย โหดร้าย พื้นที่นี้ล่ะที่คุณจะได้อยู่กับตัวเอง ในอ่างอาบน้ำยังมีปลาทองว่ายวนอยู่ เพื่อย้ำให้เห็นว่านี้คือโลกแห่งความฝัน ย้ำคำว่า Wonder Land ที่ทุกคนสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ เพื่อหลีกหนีจากโลกที่โหดร้าย

ลูกโป่งที่ลอยติดเพดานเมื่อดึงลงมามีข้อความคำพูดต่างๆ บั่นทอนจิตใจ แต่ไม่ว่าใครจะว่าอะไร ถ้าเราไม่เก็บไว้ เพียงผู้ชมถ่ายรูปเก็บความสวยงามกับสีสันของลูกโป่งเสร็จ ก็ปล่อยลูกโป่งลอยไป เสมือนการไม่ยึดติดกับคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ

ในพื้นที่นิทรรศการมีผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะการจัดวาง ยังมีพื้นที่ผนังว่างเปล่ามีปากกาวางไว้ให้ผู้ชมเขียนอะไรก็ได้ เปรียบเสมือนให้คนปลดปล่อยปีศาจในตัวเอง ปลดปล่อยให้ออกมาในรูปแบบมีสีสัน

“ผลงานชุดนี้เน้นใช้สีสันสดใสที่เป็นแม่สีหนักๆ เช่น น้ำเงิน แดง เหลือง ส่วนลายเส้นหากมองผ่านๆ อาจจะดูน่ารักเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างผ่านการคิดและกรองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซนต่างๆ หรือตัวการ์ตูนที่อยู่ในผืนผ้าใบ

ภาพ Face Fruits สะท้อนให้เห็นว่าคนเราแต่ละคนต้องพบเจอสถานการณ์ต่างๆ มากมายที่ทั้งชอบและไม่ชอบใจ ซึ่งหน้าตาของเราก็จะแปรเปลี่ยนสีไปตามอารมณ์ความรู้สึกนั้น แต่จริงๆ เราสามารถปลูกหน้าเองได้ และทุกๆ วันใหม่จะมีวันดีๆ เสมอ เพียงแต่อย่าให้ใครมาทำลายหน้าตาเราที่กำลังยิ้มอยู่”

หากพร้อมที่จะเข้าไปเผชิญกับปีศาจร้ายและพร้อมที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นมิตร ไปผจญดินแดนน่ากลัวแต่สามารถรับมือกับมันได้อย่างสนุกสนาน เชิญพบกับนิทรรศการ ANO’s Wonder Horror Land จัดแสดงถึงวันที่ 30 ก.ย. ที่ เดอะ แกลเลอรี่ 36 โรงแรม พูลแมน กรุงเทพ จี ถนนสีลม