ฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีแบบ นาวิน ต้าร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562869

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:55 น.

ฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีแบบ นาวิน ต้าร์

โดย ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นาวิน ต้าร์ (นาวิน เยาวพลกุล) คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือนักแสดงหนุ่มดีกรีดอกเตอร์ที่มีหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มสุดๆ และกลายเป็นแบบอย่างในการออกกำลังกายของใครหลายๆ คนในขณะนี้

ล่าสุด นาวิน ต้าร์ ก็กำลังมีผลงานละครเรื่อง “นางบาป” ทุกคืนวันพุธและพฤหัสบดี ทางช่อง 3 ซึ่งกำลังเข้มข้นเชียวล่ะ

แต่การจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจนเป็นไอดอลได้นั้น ต้าร์มีวิธีการออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างไร? เราไปฟังเจ้าตัวเปิดเผยเทคนิคในการดูแลตัวเองกันเลย

“ที่ผ่านมานอกจากการเล่นฟิตเนสแล้ว ผมยังเริ่มสนใจการปั่นจักรยานด้วย เนื่องจากพอเราเล่นฟิตเนสไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อละ ผมเลยมองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากการเข้าฟิตเนส จนมาเจอการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยไปชวนเพื่อนอีก 3-4 คน รวมตัวกันไปซื้อจักรยานแล้วก็มาปั่นกันเลย

จากกลุ่มเล็กๆ ก็กลายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เราใช้ชื่อกลุ่มว่า ‘แก๊งง้อไบค์’ ไบค์นี่คือจักรยาน ส่วนง้อก็คือ ง้อให้มาขี่อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าใครไม่ขี่เราง้อให้มาขี่ ถ้าใครขี่ไม่ชวนเรางอน ระยะทางไกลๆ ที่เคยปั่นไปก็มีบางแสน และพระนครศรีอยุธยา ระยะทางประมาณ 100 กม.ได้ ยิ่งปั่นตอนกลางคืนเป็นอะไรที่สนุกมาก ผมคิดว่าการปั่นจักรยานมีเสน่ห์ตรงที่เราได้ไปสัมผัสและได้ซึมซับบรรยากาศ สถานที่อย่างเต็มอิ่ม เพราะความเร็วที่เราใช้ในการปั่นจักรยานจะไม่เท่ากับการขับรถยนต์”

ต้าร์ บอกว่า นอกจากนี้เขายังชื่นชอบการวิ่งมาราธอนด้วย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายมาก ต้องใช้ทั้งความอดทนและกำลังใจที่สูงมากๆ เพราะระยะทางในการวิ่งค่อนข้างไกลพอสมควร

“เรามีการรวมกลุ่มกันวิ่ง ในกลุ่มที่วิ่งด้วยกันมีชื่อว่า ‘แก๊งเต่าน้อย’ ซึ่งมีผม มีพี่ตูนบอดี้สแลม ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาหลายคน เรานัดเจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตอนเช้าตี 5 ครึ่ง โดยนัดมาเจอกันที่สวนลุมพินี ตอนนี้หน้าฝนมันก็ไม่มีรายการวิ่ง แต่เราก็พยายามซ้อมกันอยู่ตลอดเพื่อให้ร่างกายคงที่ เวลาแข่งขันจริงจะได้ทำเวลาได้ดีครับ

การปั่นจักรยานกับการวิ่งเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนว่ายน้ำก็เป็นสิ่งที่ชอบ เราถนัดกีฬาทั้ง 3 ชนิดนี้อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าแข่งไตรกีฬาซะเลยดีกว่า เพราะไตรกีฬาเป็นการแข่งขันที่ต้องใช้ความอดทน ร่างกายต้องแข็งแรงมากๆ แต่สิ่งที่ผมหลงใหลการแข่งไตรกีฬาเลยก็คือ ผมได้ฝึกสมาธิ เพราะเราต้องตั้งมั่นจิตใจให้มีสมาธิ มีสติ ต้องเช็กก่อนว่าร่างกายเราเป็นไง หัวใจเราเต้นเร็วมั้ย เช็กดูแขนขาว่ายังไหวมั้ย

คือเราต้องกะว่าแรงที่เรามีมันต้องไปแค่ไหน แล้วมันเหมือนเป็นการสอนเราไปในตัว ว่าถ้าทำในสิ่งที่เรารัก เราต้องพยายามที่จะมองในแง่บวกอยู่เสมอ เพราะว่าถ้าเรามองในแง่ลบ เราไม่มีทางจะทำต่อได้ เราก็จะรู้ว่าเราผ่านระยะทางมาเยอะแล้ว อีกนิดหนึ่งเราจะถึงเส้นชัยแล้ว ถึงแม้ว่าได้แค่ครึ่งทาง ถึงจะยังเหลืออีกตั้งเยอะ แต่การที่คิดว่าเราผ่านมาตั้งครึ่งแล้วมันจะวิ่งเร็วขึ้นมาทันทีเลยล่ะ คือแรงใจมันมา สภาพร่างกายกับจิตใจเรามันสัมพันธ์กัน แล้วสปีดเราก็จะเพิ่มขึ้นมาทันทีเลย”

ต้าร์ เสริมว่า รางวัลที่เขาภาคภูมิใจคือรางวัลที่เกี่ยวกับไตรกีฬา เพราะมันรวมกีฬา 3 อย่างที่เขาชอบไว้ นั่นคือ วิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยาน

“ตอนที่ผมไปแข่งในงานกรุงเทพไตรกีฬา ครั้งที่ 5 ประจำปี 2556 ระยะที่ผมลงแข่งขันคือระยะสปรินท์ ประกอบด้วย ว่ายน้ำ 800 เมตรในแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อด้วยปั่นจักรยาน 27.8 กม. บนทางยกระดับบรมราชชนนี และวิ่ง 5 กม. มาจบที่สะพานพระราม 8 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ใช้มาตรฐานแบบการแข่งโอลิมปิก

ผลออกมาคือเราได้ที่ 6 ก็ตกใจว่าเราทำได้ ทุกคนก็แปลกใจ เพราะตอนแรกทุกคนเห็นผมมาร่วมแข่งขันก็คิดว่าเรามาแข่งเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร แต่ผมสู้สุดใจแล้วก็ทำสุดแรงที่มี ตามที่เราฝึกซ้อมมา ก็เหมือนเป็นบทพิสูจน์ว่าเราจริงจังกับกีฬาชนิดนี้ สิ่งที่ภูมิใจมากๆ ก็คือใน 6 อันดับมีคนไทยแค่ 2 คน นอกนั้นเป็นชาวต่างชาติหมดเลยครับ

ผมเชื่อว่าการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ถ้าเรามีแรงใจพอ ยังไงๆ มันก็สำเร็จครับ แล้วการออกกำลังกายถึงแม้ว่ามันดูเหมือนว่าจะไม่ได้อะไร แต่มันคือการฝึกความอดทน ฝึกการมองในแง่บวก ฝึกกำลังใจของตัวเอง ชนะใครไม่เท่าชนะตัวเองครับ”…ติดตามที่ IG : navintar

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562867

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ‘ชีวิตนี้พอใจกับคำว่า พอ’

โดย วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

คนเรามีความพอใจในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน สำหรับ สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล วัย 46 ปี ผู้สร้างแบรนด์สลัดผักไฮโซจนเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพที่ดั้งเดิมแบรนด์ชื่อสลัดผักไฮโดร สู่สลัดผักไฮโซ จากการขนานนามของแฟนคลับ ที่เริ่มต้นเกิดจากแบรนด์เล็กๆ ที่ต้องผ่านบทพิสูจน์ล้มลุกมาหลายครั้ง แต่หลักของการคิดดีทำดี ใช้ชีวิตให้ช้าลงอาศัยหลักธรรมะและการมีความสุขกับความพอเพียงและพอดี ทำให้แบรนด์สลัดผักไฮโซก้าวสู่ร้านที่มีแนวคิดคืนกำไรและให้อาชีพกับคนในสังคม

ล้มและลุกกับการสร้างแบรนด์

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ หรือพี่หนึ่งของน้องๆ เล่าถึงบททดสอบของการสร้างแบรนด์สลัดผักของตัวเองย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว เธอเรียนสูตรน้ำสลัดแสนอร่อยจากคุณป้าท่านหนึ่งในซอยบ้านย่านรังสิต แล้วเธอก็ย้ายไปอยู่ที่เชียงรายพร้อมกับทำสลัดผักแบรนด์ไฮโดรจำหน่ายกล่องละ 20 บาท ขายได้วันละ 20 กล่อง ขยับมาที่ขายได้ 50 กล่องภายใน 1 วันหลังจากผ่านไปแค่ 6 เดือน และขยับจำนวยยอดขายวันละ 400 กล่อง/วัน โดยจำหน่ายแบบไม่มีหน้าร้านส่งตามตลาดและโรงพยาบาล

“ปี 2549 ถึงจุดอิ่มตัว ดิฉันรู้สึกอยากให้คนกรุงเทพฯ ได้กินสูตรน้ำสลัดอร่อยๆ บ้าง โดยร้านสลัดที่เชียงรายให้น้องทำต่อ จนปัจจุบันยกให้ลูกน้องไปแล้ว และดิฉันมาทำตลาดน้ำสลัดผักใหม่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2550 ประสบปัญหาคือคู่แข่งเยอะ ระยะแรกๆ ฝากวางขายตามสถานที่ต่างๆ ต้องแกะทิ้งเป็นเข่งๆ เรียกว่าติดลบอยู่ครึ่งปี แต่ดิฉันไม่เลิกยังทำต่อพอย้ายมากรุงเทพฯ ก็ย้ายไปอยู่หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ย่านรังสิต และมาเช่าร้านเล็กๆ หน้าหมู่บ้านเริ่มแรกทำเป็นร้านสลัดในรถเข็นเล็กๆ ก่อน ขายสลัดผักอยู่ทั้งปีไม่มีวันไหนเลยที่ขายได้ถึง 100 ชุด พอปี 2552 เริ่มมีรายการต่างๆ เข้ามาสัมภาษณ์ก็เริ่มขายได้วันละ 100 ชุดนิดๆ พอปี 2553 ได้ออกสื่อทีวี เส้นทางเศรษฐีของช่อง 7 สีมาถ่ายทำ ก็ขยับมาขายได้เป็น 150 ชุด/วัน”

จากปี 2546-2556 แม้จะล้มลุกไปบ้างแต่พี่หนึ่งบอกว่าเธอไม่เคยหยุดเดิน สู้ต่ออย่างมีกำลังใจ เพราะยึดคติประจำใจคือ วันหนึ่งถ้าเราทำอะไรก็แล้วแต่ในสิ่งที่เรารัก ไม่ได้คิดว่าต้องรวย แค่ทำไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุขดีกว่า ถ้าพบว่าสุข จึงพัฒนาต่อ ด้วยการทำน้ำสลัดเพิ่มอีก 3 สูตรเพื่อสุขภาพมีส่วนประกอบของผลไม้ ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้ออกรายการตลาดสดสนามเป้า ทางช่อง 5 พร้อมๆ กับชื่อ สลัดผักไฮโซ ได้กำเนิดขึ้น

“กว่าจะได้ออกรายการของช่อง 5 ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ใหญ่ในช่องมากมาย เพราะเขาต้องมาตรวจสอบเรื่องภาชนะที่เราใช้ การเตรียมของเราต้องใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคจริงๆ น้ำสลัดเราไม่พึ่งสารกันบูดเพราะใช้น้ำกรองในการต้มธัญพืช อุปกรณ์ทุกอย่างเราลงทุนอย่างดี เรื่องการกินการนอนเป็นสิ่งที่ดิฉันให้ความใส่ใจมาก เราต้องกินดีและมีสุขภาพที่ดี สลัดผักไฮโซที่เราได้ฉายามาเพราะผู้ชมเรียกจนติดปาก ไฮโซมาจากวัตถุดิบที่เราใช้ จากเดิมขายได้ 180 กล่อง/วัน ก็ขายได้ 700-1,000 กล่อง/วัน เรียกว่าคนต้องเข้าคิวรอซื้อกันเลย”

ทำพอดี แต่พอเพียง

“ตอนนี้ดิฉันเหมือนใช้ชีวิตช้าๆ คือ ไม่ได้คิดถึงกำไรมากมาย ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญและไม่กดดันลูกน้อง ตอนนี้ดิฉันใช้ชีวิตประจำวันคือ ตื่นตอนตี 5 ลุกขึ้นมาทำอาหารให้ลูกสาว 2 คนรับประทานก่อนไปโรงเรียน และทำอาหารกล่องแบบสุขภาพดีให้สามีไปกินที่ทำงาน จากนั้นดิฉันทำงานบ้าน และจะออกไปร้านช่วงบ่ายๆ ดูแลงานนิดหน่อยก็ไปรับลูกสาวคนเล็กกลับจากโรงเรียนและมาทำกับข้าวให้ลูกๆ กับสามีกิน วันเสาร์อาทิตย์หากมีเวลาก็ไปทำบุญบ้าง แต่ทุกเย็นดิฉันกับสามีต้องเข้าห้องพระเพื่อนั่งสมาธิและสวดมนต์ก่อนนอน”

อาจารย์สิรีสุรีนันท์ บอกว่า ชีวิตทุกวันนี้ค่อนข้างลงตัวกับคำว่าพอ แต่ถ้าวันหนึ่งที่พี่หนึ่งต้องเพิ่มออร์เดอร์เพื่อต่อยอดธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หนักสำหรับตัวเองที่จะขยายต่อไป เพราะการเพิ่มวัตถุดิบไม่หนักหนา แต่เธอรู้สึกห่วงทีมงานที่จากต้องตื่นตี 3 มาตื่นตี 1 เพื่อทำออร์เดอร์ให้พอเพียงกับความต้องการของลูกค้า

“ถ้าให้ลูกน้องต้องตื่นแต่เช้าดิฉันคงไม่เอา เพราะอาชีพทำน้ำสลัดขาย ใจต้องรักจริงๆ การเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีกระบวนการมากมายในการทำสลัดผักหนึ่งกล่อง ทั้งผักดิบ ธัญพืช งา ขนมปัง ต้องผ่านการล้าง คั่ว อบ ต้ม นึ่ง การเตรียมทุกขั้นตอนมีหลายกระบวนการและต้องละเอียดอ่อน”

ก้าวพ้นทุกข์ด้วยกตัญญู

คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์สำคัญที่สุดคือหน้าที่ หลายคนไม่สนใจเรื่องในบ้าน แต่ไปทำนอกบ้าน แต่สิรีสุรีนันท์มองว่า เราต้องทำบ้านให้แข็งแรง แล้วค่อยแบ่งปันออกไป ในฐานะเธอเป็นลูก เราควรดูแลแม่ให้ดีที่สุด ดูแลลูกให้ดีเป็นแม่แบบ และสอนลูกด้วยการกระทำ หากอยากให้ลูกกตัญญู เธอต้องทำตัวเป็นลูกที่ดี หลักคิดต่างๆ สิรีสุรีนันท์ กล่าวว่า เธอได้จากการชอบธรรมะ เธอเป็นคน จ.อุบลราชธานี ที่คุณแม่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ อายุ 15 ปี เธอเริ่มอาสาทำกิจกรรมล้างห้องน้ำวัด แต่เรื่องรสธรรมะเธอไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ มาเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งตอนใช้ชีวิตครอบครัวและได้ดูแลคุณแม่ของอดีตสามีนานถึง 10 ปี

“อาม่าเดินได้ 5 ปี และเดินไม่ได้อีก 5 ปี ก่อนอาม่าจะเสียชีวิต ตอนที่อาม่ายังมีชีวิตในฐานะลูกสะใภ้ดิฉันได้ดูแลอาม่าอย่างใกล้ชิด เพราะแม่ของอดีตสามีในช่วงนั้นท่านไม่เอาใคร ซึ่งดิฉันได้ธรรมะจากการดูแลอาม่าเยอะมาก แม่ดิฉันสอนว่า รักแม่แค่ไหนให้รักอาม่าแค่นั้น เป็นคำแม่ให้ดิฉันขจัดความทุกข์ ขณะที่ต้องดูแลอาม่าเช็ดอุจจาระให้ บางแวบเคยเข้ามาในหัวว่า ทำไมเราต้องมานั่งเช็ดให้ท่านด้วย ลูกๆ หายไปไหนหมด ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นภาระใคร สักวันเราก็ต้องก้าวเดินไปจุดที่อาม่าเป็น ในทุกๆ วันดิฉันก็เลยตั้งใจดูแลอาม่าให้ดีที่สุด อาม่าเหมือนเป็นกระจกเงาให้ดิฉันส่องว่า อย่าไปตำหนิคนแก่เพราะเดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องแก่ ถ้าเธอแก่ เธอก็เป็นแบบฉันนั้นแหละ” ฉะนั้นเวลามีญาติผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน ควรดูแลท่านให้ดี เพราะลูกหลานไม่มีใครอยากทิ้งหรือไม่ดูแลญาติผู้ใหญ่ของตน แต่ความจำเป็นของคนไม่เหมือนกัน ณ เวลานั้นเธอพร้อมที่จะดูแลญาติผู้ใหญ่ และเธอใช้หัวใจดูแลอย่างเต็มที่

“การดูแลผู้สูงอายุเป็นงานหนักนะคะ หลังจากที่อาม่าไม่อยู่แล้ว ดิฉันยังรู้สึกคิดถึง อาม่าทำให้ดิฉันได้ทำความดี ทำให้การเกิดเป็นมนุษย์ของเรามีคุณค่า ถือเป็นโอกาสทองที่เราได้ทำความดี เกิดความอิ่มเอมใจนี้มันกินไม่หมด”

การล้างผัก คือ การกำหนดลมหายใจ

การมีชีวิตแบบช้าๆ ไม่ได้หมายความถึงการหยุดพัฒนา แต่หมายถึงการค่อยๆ ทดลองเปิดตลาดให้ลูกค้าได้ชิม ค่อยๆ ไปในแนวทางที่กำลังของตัวเรามี ค่อยๆ เรียนรู้ผู้บริโภค ค่อยๆ ก้าวเอาเท่าที่ได้ รู้จักคืนกำไรให้สังคมบ้าง

“หลายคนถามว่าทำไมดิฉันไม่ขึ้นห้าง เพราะดิฉันมีเป้าหมายอยากให้คนไทยได้มีอาชีพมากกว่า อยากให้เราเริ่มจากความรักในอาชีพ และไม่โลภ บางคนโลภ พอโลภทำให้ไม่ไหวแล้วเลิกเลยเพราะโหมทำมากเกินไป เขาไม่ได้เริ่มต้นจากชอบ แต่จะเอาเงิน เราน่าจะค่อยๆ ทำไปก่อน ดูว่าเราชอบไหม ไม่ชอบค่อยเลิก แต่บางคนไม่สนคิดว่าอยากได้เงิน พวกนี้เลิกไปเยอะ อาชีพทำอาหารเหมาะกับคนชอบเข้าครัวจะไปไหว ค่อยๆ ทำ ดูกำลังตัวเองสำคัญ แล้วจะอยู่รอด สิ่งต่างๆ หากทำฉาบฉวยมันน่ากลัว เราจะก้าวเดินแบบรู้ตัวรู้ตน รู้กำลังตัวเอง ลองแล้วชอบก็ค่อยๆ ทำ เรื่องเงินเอาไว้ทีหลัง แต่ละวันเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในอาชีพ เงินที่ได้รับถือเป็นโบนัส อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง มันจะทำให้เราไม่เครียด”

อีกทั้งมนุษย์เราควรขัดเกลาตนเองอยู่ตลอดเวลา หมั่นทำบุญทำทาน ถือศีลภาวนาหากเรียนธรรมะแล้วก็คือยาที่สามารถส่งต่อให้คนอื่นได้มีชีวิตที่สุขจริงๆ ได้ ความรัก โลภ โกรธ หลง อยู่กับมนุษย์มาทั้งชีวิต เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเบาบางลง เช่น ความรักของหนุ่มสาวหรือคู่แต่งงานสักวันต้องมีเสื่อมลง ถ้าเรารู้เท่าทันเราก็ไม่ให้อะไรมาทำร้ายเรา

วิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

ชีวิตแบบช้าๆ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้สิรีสุรีนันท์มองว่า ชีวิตทุกวันนี้มีแต่ความเร่งรีบ วุ่นวาย เมื่อเธอมองว่า ธุรกิจของเธอพออยู่ได้ พอเลี้ยงลูกน้องแล้ว เธอจึงมีความสุขกับชีวิตพอเพียงแบบนี้

“ดิฉันรู้สึกอยู่ตัวแล้วเรามีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ได้ดูแลบ้าน ครอบครัว มีกิจกรรมร่วมกันดูแลลูกน้อง ดูแลแม่ ตอนนี้ดิฉันมีหน้าที่ เป็นลูกของแม่ เป็นแม่ของลูก เป็นเจ้านาย เป็นภรรยา เราพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ใช่ดูแลแค่ร่างกาย เราต้องดูแลจิตใจด้วย เราดูแลลูกน้องเรื่องกิน ที่อยู่หลับนอน ให้เขาอยู่สบาย อาหารการกินเต็มที่ และการใช้งานเขาพอดีๆ เราอยู่พอดีพอเพียง วันไหนออร์เดอร์เยอะขอให้ลูกค้าสั่งสลัดวันอื่นได้ไหม เพราะเราเน้นขายวันหนึ่งไม่เยอะ อยากไปทำบุญก็ได้ไป

บางคนถามดิฉันว่า ทำงานบ้างไหม จริงๆ ดิฉันทำงาน เรามองว่าเราอยู่แบบพอดีๆ ดิฉันช็อปปิ้งเดือนหนึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่ซื้ออาหารมากกว่า แม่บ่นตลอดว่า เอ๊ะเธอมีเสื้ออยู่กี่ตัว เพราะเห็นใส่ซ้ำจัง ดิฉันมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ให้คนอื่นหมด บางตัวซื้อมาแพงๆ เราพิจาณาแล้วไม่เหมาะกับตัวเอง ดิฉันก็ยกให้คนอื่นเลย ดิฉันชอบทำบุญให้กับผู้มีพระคุณ บางครั้งให้เงินสร้างบ้านคุณลุงที่ดูแลดิฉันมาเป็นล้านบาท เพราะดิฉันเห็นลุงอายุเยอะแล้วควรมีบ้านที่ดีและมีเครื่องอำนวยความสะดวก การให้ไม่ได้บั่นทอนเรา แม้ดิฉันยังมีหนี้ แต่แค่นี้ดิฉันให้ลุงได้ และคิดเสมอว่า เราโชคดีที่ลุงยังมีชีวิตอยู่ให้เราตอบแทนท่านค่ะ”

กวี สุพัง หมุนล้อไปเก็บภาพ ชีวิตต้องเดินต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562866

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 09:32 น.

กวี สุพัง หมุนล้อไปเก็บภาพ ชีวิตต้องเดินต่อไป

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตคนเราบางทีก็ยิ่งกว่าละคร มีหลายบทหลายตอน ทั้งสุข เศร้า สมหวัง คละเคล้ากันไป คุณพระคุณเจ้าท่านจึงสอนสั่งไว้ว่า เวลาดีใจก็อย่าให้ออกนอกหน้ามากเกินไป แล้วเวลาเสียใจก็อย่าให้ฟูมฟายจนเกินไป จนชีวิตไปต่อไม่ได้ พยายามวางใจให้เป็นกลางเข้าไว้ เวลาที่เจออะไรแรงจะได้มีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะสุขทุกข์ในชีวิตนั้นเป็นของคู่กัน ทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าคนจะรวยหรือจน จะมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างไรก็ไม่มีข้อยกเว้นให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น

วันนี้เรามีตัวอย่างของคนที่มีกำลังใจที่ดีแม้ชีวิตจะเจอเรื่องสาหัสหนักหนาอย่างไร เขาก็ไม่ยอมแพ้ มีแค่ไหนใช้แค่นั้น เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อไป จากเด็กหนุ่มที่รูปร่างปกติแขนขาดี รูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มหน้าคม มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เสมอ แต่โชคร้ายในวัยเกือบ 20 ปี เขาได้รับอุบัติเหตุไฟฟ้าชอร์ตอย่างรุนแรงจนต้องตัดแขนขาไปในวัยหนุ่ม แม้จะเศร้าเสียใจเพียงใด เขาก็ลุกขึ้นสู้ต่อ ยิ่งขาดก็ยิ่งต้องแกร่ง ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด

กวี สุพัง ในวัย 30 ปลายๆ ปัจจุบันนี้เขาทำงานที่สำนักงานแห่งหนึ่ง แต่ทุกวันหยุดเขาจะไปช่วยทำงานจิตอาสาอยู่เป็นครั้งคราว หรือไม่ก็มีกิจกรรมไปต่างจังหวัดเพื่อถ่ายรูปเรื่องราวชีวิตผู้คนต่างๆ เพื่อมาลงเพจของเขาที่ชื่อว่า ”หมุนล้อไปเก็บภาพ”

กวี เล่าย้อนอดีตของเขาให้ฟังว่า เขาเป็นหนุ่มอีสานจาก จ.ศรีสะเกษ เขาเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หลังจากจบมัธยมต้น และมาเรียนต่อสายช่างโดยเรียนไปทำงานไป และมาประสบอุบัติเหตุที่กรุงเทพฯ นี่เอง

ตอนนั้นเขามาทำงานให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ทำงานอยู่แล้วโดนไฟฟ้าชอร์ตสลบไปเลย มีคนพาไปส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่ 2 ปี เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเพื่อไปรักษาบาดแผลและกายภาพบำบัด รวมทั้งหัดใช้อุปกรณ์ฝึกเดิน เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด

“ตอนนั้นเรายังเด็กวัยรุ่นอายุ 18-19 เอง ไม่เต็ม 20 ปีดี ก็ยังไม่ได้คิดอะไรเยอะแบบว่ายังไม่ทันคิดว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เด็กต่างจังหวัดคงไม่ได้ทะเยอทะยานมากนักเลยยังไม่กังวลอะไรเท่าไรกำลังใจดี จิตไม่ตก ไม่ทุรนทุราย ไม่ฟูมฟาย มหาวิทยาลัยที่เราทำงานเขาก็ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลดี”

จนกระทั่งกลับไปอยู่บ้านที่ศรีสะเกษ มีเวลาว่างมาก มีเวลาได้อยู่คนเดียว จึงเริ่มมีเวลาคิด เพื่อนๆ มาเยี่ยมก็เอาซีดีเพลงมาฝาก เริ่มเศร้าลงเล็กน้อย ฟังเพลงไปคิดตาม หันมาอ่านหนังสือ หัดเขียนหนังสือ เพราะมือเราถูกตัดไปแล้ว ต้องใช้แขนเทียม ต้องมาหัดกันใหม่หมด เขาต้องมาหัดใหม่หมด ต้องเซ็นเองให้ได้เพื่อไปรับเงินเบิกต่างๆ ถึงตอนนั้นจึงได้คิดว่าชีวิตที่เหลือต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร

ด้วยความที่เขาเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ก็ช่วยเหลือให้กำลังใจเป็นอย่างดี ถึงตอนนั้นเขาเริ่มคิดถึงอนาคตว่าต่อไปจะทำอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน เพราะทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาแล้วได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ให้สังคมได้บ้างหรือยัง

“ที่ถามกับตัวเองแบบนั้นไม่ได้พราะคิดสั้น หรืออยากจะทำร้ายตัวเองนะครับ แต่เพราะช่วงที่อยู่บ้านว่างๆก็ได้ดูหนังเกี่ยวกับสงคราม อ่านหนังสือแนวชีวิตจิตใจ ก็เริ่มมีความคิดว่าแม้มีร่างกายไม่ครบเท่าเดิม แต่เราก็ยังพอทำอย่างอื่นได้ ทำประโยชน์เพื่อสังคมได้บ้าง ที่สำคัญผมต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ใช้ชีวิตให้อยู่คนเดียวให้ได้ เพื่อพ่อแม่จะได้ไม่เป็นห่วง พ่อแม่แก่ตัวลงทุกวัน ไม่อยากให้ท่านทุกข์ใจ ถ้าเราเข้มแข็งอยู่รอดได้ท่านก็จะสบายใจ ไม่เป็นภาระของพี่ๆ ผมจึงต้องออกจากบ้านที่ศรีสะเกษเพื่อเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อแสดงว่าผมดูแลตัวเองได้ ไปต่อได้แม้มีไม่เท่าเดิม ซึ่งพ่อแม่ท่านไม่อยากให้ผมเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อีกแล้ว เพราะตอนมาครั้งแรกอายุ 18 ก็มาเจออุบัติเหตุ กลับไปรักษาตัวตอน 20 กว่า ท่านก็เจ็บปวดเสียใจไปกับเรา ทีนี้เข้ามาอีกครั้งตอนนั้นอายุ 22 พอดี” เขาเล่าอย่างมุ่งมั่น

หลังจากเก็บตัวรักษาอยู่ที่บ้าน 2 ปี พอช่วยเหลือตัวเองได้พอสมควรแล้ว เขาก็ได้ไปเข้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการจากอุบัติเหตุจากการทำงาน ที่ศูนย์ฝึกอาชีพ จ.ระยอง พร้อมๆ กับไปเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่ 2 ปี ก็ย้ายจาก จ.ระยอง มาอยู่ที่พัทยา มาเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มที่ศูนย์ฝึกคนพิการของวัดมหาไถ่ พัทยา ซึ่งเขาก็ได้มาเป็นพื้นฐานอาชีพกับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ เขายังร่วมเป็นอาสาสมัครโครงการใช้ทางเท้าที่พัทยา เพื่อช่วยรณรงค์การใช้ทางเท้าเพื่อผู้พิการ และมีโครงการต่อเนื่องมาที่กรุงเทพฯ ด้วย จนได้มารู้จักกับองค์การคนพิการสากล ต้องการคนทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เขาจึงได้ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ ถึงตอนนี้ก็ 6 ปีแล้วที่เขาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา

ถ้าถามกันจริงๆ ว่า จากอุบัติเหตุครั้งนั้นเขาทำใจได้จริงๆ โดยไม่กระทบกระเทือนจิตใจใดๆ เลยหรือ เขาครุ่นคิดก่อนตอบว่า มันก็มีบ้างหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วมีจิตเศร้าหมองบ้าง แต่ก็ไม่ได้ฟูมฟายอะไรมากมาย เนื่องจากไม่อยากให้ที่บ้านโดยเฉพาะพ่อแม่ท่านไม่สบายใจ ยิ่งเขามีทีท่าทุกข์ร้อนไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ คนที่จะรู้สึกแย่มากไปยิ่งกว่าเขาก็คือพ่อแม่นั่นเอง

เขาจึงต้องพยายามตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด ทำร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งให้ได้เร็วที่สุด ช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ และเขาต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง ทำมาหาเลี้ยงตัวเองให้ได้

กวี บอกว่า สิ่งที่เขาต้องมีก็คือการมองโลกในแง่ดี และการให้กำลังใจตัวเองสำคัญที่สุด แม้จะมีคนอื่นให้กำลังใจเขามากมายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มากพอ ไม่ดีพอเท่ากับการที่เขาให้กำลังใจตัวเอง เขาต้องใส่พลังใจมองโลกในแง่บวกมากๆ เพื่อที่จะผ่านวันผ่านคืนอันเลวร้ายมาได้ ต้องแยกแยะให้ได้ ต้องมองโลกด้วยความเป็นจริง อย่ามโน อย่าฝันหวาน ความจริงก็คือเขาต้องสตรองให้มากที่สุด ถ้าไม่เข้มแข็งก็อยู่ไม่รอด ลำพังแค่เบี้ยคนพิการเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ไม่มีทางพอในการดำรงชีพในยุคนี้อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ถือว่าเขาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ถึงกับลำบาก มีงานประจำทำ และพยายามทำงานเก็บเงินหารายได้พิเศษเก็บออมไว้ใช้ยามหลังเกษียณ โดยมองหางานเสริมเพื่อทำงานวันหยุด เริ่มจากการหางานที่เริ่มจากพื้นฐานความชอบเป็นสำคัญ เพื่อจะทำงานอย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่น่าเบื่อ เพราะเขาก็มีงานประจำทำอยู่แล้ว

“ผมสนใจเรื่องการถ่ายรูปมานานแล้ว สะสมเก็บเงินซื้อกล้องตัวเล็กไว้ถ่ายภาพที่ชอบ พอมีเงินก้อนใหญ่ขึ้นก็ซื้อกล้องที่ดีมากขึ้น ถ่ายวิวทิวทัศน์ ถ่ายชีวิตผู้คนไปเรื่อย เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เอากล้องของเราไปถ่ายเอง เริ่มมีความชำนาญก็ถ่ายดีขึ้น เพื่อนฝูงคนรู้จักเห็นว่าฝีมือพอใช้ได้ เวลามีงานมีการต่างๆ เขาก็จ้างเราไปถ่ายบ้างอะไรบ้างพอได้ค่าขนม ได้เงินเก็บไปซื้ออุปกรณ์เสริมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แม้งานจะไม่ได้มากมายนัก แต่เขาก็อยากจะทำมันเรื่อยๆ” เขาเล่าอย่างมีความสุข

เขาเล่าว่าเมื่อก่อนมีม็อบประท้วงแถวสยาม แถวอโศก เขาจะเอากล้องมาทำงานทุกวัน พอเลิกงานก็ไปหัดฝึกถ่ายรูปในม็อบอยู่หลายครั้ง จนตอนหลังเขาก็สร้างเพจของเขาเองชื่อ ”หมุนล้อไปเก็บภาพ” เป็นเพจที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพของเขาเอง เหมือนเป็นไดอารี่ของเขาที่เก็บไว้คอยดูผลงานของตัวเองว่ามีพัฒนาการมากขึ้นมากน้อยเพียงใด และเป็นความสุขใจที่ได้ย้อนดูเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตแต่ละช่วงที่ผ่านมาของเขา

“เรื่องถ่ายรูปนี่ถ้าเป็นงานที่ผมสนใจ งานฟรีก็ไปถือว่าไปช่วยกัน เราเองก็ได้ฝึกปรือฝีมือไปด้วย ถ้าวันหยุดติดกันหลายๆ วันไม่มีงาน ไม่มีเรื่องจิตอาสาให้ไปทำ เขาก็จะเดินทางออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ไปอ่างทองนี่จะไปบ่อย ชอบไปถ่ายวัด ไปถ่ายทุ่งนา ชีวิตของคนในชนบทที่มีเสน่ห์ มีความสงบสุขเรียบง่าย น่าสบายใจ ผมชอบถ่ายภาพพอร์เทรตที่ดูเป็นธรรมชาติ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุมาเกือบ 20 ปี จนเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ขาดหายไปได้อย่างเป็นปกติสุข เขาบอกว่าคนเราต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ให้ได้ มีแค่ไหนก็ใช้เท่าที่มี และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านมาถึงวันนี้เขาก็มีความเข้าใจในจังหวะชีวิตมากขึ้น ตอนแรกๆ เขาจะเก็บตัวไม่อยากออกไปไหน กลัวไปเป็นภาระให้คนอื่น

แต่ตอนนี้ความคิดเขาเปลี่ยน เขาออกไปไหนมากขึ้น ไม่อยากถูกจองจำเพราะความไม่กล้า พยายามออกไปใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อให้คนเห็นว่ายังมีคนพิการอยู่ในสังคมนี้ ควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นคนทั่วไป พยายามลดข้อจำกัดต่างๆ ในตัวเอง หรือแม้แต่ความยากลำบากต่างๆ ในชีวิต เรื่องการเดินทางต่างๆ ก็พยายามมองข้ามมันไปและปรับตัวให้อยู่กับทุกอย่างให้ได้

“ทุกคนมีปัญหาชีวิตทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะทำใจได้มากน้อยเพียงใด อะไรไม่ดีก็อย่าไปจดจำ เลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ พยายามปรานีกับชีวิตของเราให้มาก ปรารถนาดีกับตัวเองให้มากๆ เอาหนังสือ เอาเพลง เอาหนังเป็นเพื่อน อย่าไปยึดติดกับใครหรืออะไรให้มากเกินไป อยู่กับตัวเองให้ได้ อยู่กับตัวเองให้มีความสุข ไม่ต้องไปขอแรงใครมาทำให้เรามีความสุข ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เขากล่าวอย่างมีสติ

ตอนนี้ก็ทำงานประจำให้ดี ฝึกถ่ายรูปให้เก่ง มีเวลาก็ไปทำงานจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นบ้าง สังคมควรมีการแบ่งปัน อะไรช่วยกันได้เขาก็พยายามจะช่วยเท่าที่จะทำได้ อยากมีชีวิตให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น พยายามใช้ชีวิตให้มีรอยยิ้มให้มากที่สุด สำหรับแผนการในอนาคตนั้น เขาคงจะทำงานที่กรุงเทพฯ จนถึงเกษียณ หลังจากนั้นก็กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

Q & A with Kru Jeab สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูเจี๊ยบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562775

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 12:35 น.

Q & A with Kru Jeab สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูเจี๊ยบ

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การอุทิศตนให้กับการฝึกฝน ความทุ่มเทในสิ่งที่รักจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ครูเองก็ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกันผ่านการเดินทางและเรื่องราวต่างๆ การอยู่อย่างสร้างสรรค์การมองเข้าไปใน “ชีวิต” ผ่านวิถีแห่งโยคะที่รอเราเข้าไปค้นหา จนสู่ความเข้าใจและค้นพบ ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอครบรอบปีที่ 15 แล้วกำลังก้าวไปสู่ปีที่ 16 ครูจึงทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้ก็ถึงคิวของครูเอง เพื่อที่จะแบ่งปันเรื่องราว ครูจึงเลือกคำถามเด็ดๆ ที่ลูกศิษย์เคยถามครูไว้มาตอบในครั้งนี้ค่ะ

ลูกศิษย์ : คนส่วนใหญ่ในยุคนี้รู้จักโยคะแค่ในส่วนของการเคลื่อนไหว หรือการฝึกอาสนะคลับคล้ายกับการออกกำลังกาย อยากให้ครูอธิบายว่าโยคะแตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปอย่างไร

ครูเจี๊ยบ : ศาสตร์ของโยคะไม่ได้ถูกพัฒนามาให้เป็นเรื่องของการออกกำลังกายหรือกีฬา แต่ถูกถ่ายทอดต่อกันมาเพื่อไปให้พ้นจากร่างกาย การมองกลับเข้าไปข้างในเพื่อความเข้าใจในชีวิตที่แท้จริง เพราะ “วิถีแห่งโยคะ” มีเนื้อหา มีความลึกซึ้งไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องผิวเผินอย่างที่บางคนเข้าใจกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่รู้จักโยคะในแง่ของโยคะอาสนะ ครูก็จะขอตอบเฉพาะในส่วนนี้ว่า ขณะฝึกโยคะอาสนะไม่ว่าจะค้างท่า อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวหรือทำท่าอะไรอยู่ก็ตาม หากการฝึกนั้นประกอบไปด้วย Breath Awareness การรับรู้ลมหายใจของตัวเอง และ Mindfulness Movement การมีสติในการเคลื่อนไหว แสดงว่าสิ่งที่ฝึกอยู่คือ “โยคะ” (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1) หรืออธิบายได้อีกแบบนึงคือ เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงร่างกายกับลมหายใจได้ เชื่อมโยงจิตใจ จิตสำนึกกับลมหายใจได้อย่างมีสติส่งผลให้เราอยู่ในปัจจุบัน มีสมาธิ อยู่กับความเป็นจริง ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านใดๆ ไม่แข่งขัน วิตก พยายาม กังวล มีตัว มีตน นั่นล่ะสิ่งที่เราฝึกอยู่ก็คือ “โยคะ”

เช่นกัน หากเมื่อใด เราอยู่ในภาวะ อิจฉา มีการแข่งขัน มีการเอาชนะ มีความโลภ ความต้องการ อยากทำได้เมื่อนั้น สิ่งที่เราฝึกอยู่ไม่อาจเรียกว่า โยคะ แต่อาจจะเป็นกิจกรรมอื่น เช่น ยิมนาสติก กีฬา หรือการออกกำลังกายทั่วๆ ไปนั่นเอง จงแยกให้ออกให้ได้ เมื่อใดที่ใส่ความละเอียดอ่อนเข้าไป ผู้ฝึกจะมองเห็นได้ด้วยตัวเอง

ลูกศิษย์ : การฝึกโยคะอาสนะให้ได้ผลดีที่สุดควรเป็นแบบไหน

ครูเจี๊ยบ : ต้องเป็นแบบสมดุล ย้อนไปสมัยครูเริ่มฝึกโยคะครั้งแรกตอนเป็นวัยรุ่น ก็เริ่มจากความ Imbalance ของตัวเอง คือ มาแบบไม่สมดุล ความยืดหยุ่นมีมากกว่าความแข็งแรง ก็เลยมีช่วงบ้าพลัง ฝึกท่าแข็งแรงให้มากหน่อย เพราะตัวเรามีความยืดหยุ่นเป็นต้นทุนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ลืมที่จะรักษาความยืดหยุ่นไว้ด้วย ซึ่งแต่ละคนก็มีตรงนี้มาแบบไม่เท่ากันทั้งนั้นแหละ เมื่อฝึกอยู่เป็นประจำถึงจุดนึงเราจะหาตรงกลางเจอได้เอง

ยกตัวอย่างเช่น การฝึกโยคะอาสนะให้สมดุลควรประกอบไปด้วยท่าที่สร้างความแข็งแรง ทนทาน อดทน Strength & Endurance เท่าๆ กันกับท่าที่สร้างความยืดหยุ่น Flexibility (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) จากภาพที่ 2 เป็นภาพตาชั่งที่ทั้งสองฝั่งมีน้ำหนักเท่ากันพอดีไม่มีฝั่งใดมากไป น้อยไปเมื่อเทียบกับอีกฝั่ง

การพัฒนาความแข็งแรง โดยพัฒนาความยืดหยุ่นไปด้วยอย่างสมดุล จะส่งผลให้ผู้ฝึกไม่สามารถไปได้สุดทางทั้งสองฝั่ง คือ จะไม่มีอะไรเด่น ความแข็งแรงก็ไม่เด่น ความยืดหยุ่นก็ไม่สุด คือดูไม่สุดสักอย่างดูเป็นคนที่ธรรมดา ทำท่าอาสนะได้ไม่หวือหวา แต่กลับดูมีพลัง มีชีวิตชีวา มีความมั่นคงเพราะบางครั้งดูอ่อนในแข็ง บางครั้งก็ดูแข็งในอ่อน เมื่อพัฒนาทั้งสองทางได้เท่ากันแล้ว เขาคนนั้นจะไม่มีปัญหาภายในระบบของร่างกายให้ต้องปวดหัวเลย เพราะข้างในมีความสมดุล

อย่าลืมว่าความยืดหยุ่นมากเกินไปอาจทำให้ข้อต่อหลวม หรือการฝึกท่าแข็งแรง เช่น พวกตระกูลใช้มือเป็นฐานมากเกินไป ข้อต่ออาจทรุด บาดเจ็บ หรือกระดูกเคลื่อน รวมทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของข้อต่อไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแต่เป็นการสะสมและส่งผลในระยะยาว การฝึกโดยรักษาความพอดีเป็นเรื่องง่ายที่ยาก เพราะจิตใจของเราไม่มั่นคงพอ จากอิทธิพลภายนอกที่ครอบงำเรา เพราะในความสมดุลไม่เพียงแต่ทางกาย แต่รวมถึงทางใจด้วย

การฝึกทางกายสะท้อนกลับเข้ามาในจิตใจเสมอ เมื่อเรามีสภาพของจิตใจที่มีความแข็งแรง เข้มแข็งไม่อ่อนแอเท่าๆ กับจิตใจที่มีความยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่มีขึ้นได้ก็ลงได้ ยืดได้หดได้ เช่นเดียวกันนอกจากนี้คุณครูโยคะที่มีชื่อเสียงท่านนึงก็เคยตอบคำถามนี้ไว้เช่นกัน ครูจะขอยกตัวอย่างการสนทนาของครูเรย์ ลอง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านกายวิภาคศาสตร์ Anatomy ได้ถามคำถามกับท่านไอเยนการ์ว่า ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจโยคะได้อย่างถ่องแท้

Ray Long : What’s The Key To Mastering Yoga?

Iyengar : “To Master Yoga, You Must Balance The Energies And Forces Throughout The Body.”

ท่านไอเยนการ์ตอบว่าเพื่อที่จะเข้าใจโยคะได้อย่างถ่องแท้ คุณต้องสร้างสมดุลของพลังงานและพลังชีวิต (ระบบเลือด ของเหลว ธาตุ) ให้ได้ทั่วทั้งร่างกาย

คำถามทิ้งทายที่ครูจะถามคุณครูโยคะเป็นประจำคือ “มีสิ่งใดที่อยากบอกกับผู้ฝึกโยคะทุกท่านบ้าง” ครูจึงยกคำถามนี้ขึ้นมาถามตัวเองเหมือนกันค่ะ

ครูเจี๊ยบ : อยากจะฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกๆ ท่านว่า ไม่ว่าท่านจะเคยรู้มาก่อนหรือไม่ก็ตามบางคนก็อาจลืมไปแล้ว บางคนก็ไม่เคยให้ความสำคัญ จงลองกลับไปทบทวนเรื่องของ ยมะ (Yama) และนิยมะ (Niyama) อีกรอบหรือหลายๆ รอบไม่เพียงแค่ฝึกโยคะอาสนะเพียงอย่างเดียว หากคุณเข้าใจ ยมะและนิยมะได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ครูมั่นใจว่าการฝึกโยคะอาสนะของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนหลังจากนั้นบันไดขั้นอื่นๆ ของโยคะจะปรากฏขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ 

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog (ภาพมีลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

แบกกล้องจูงลูกเก็บเกี่ยวความสุข ‘พาลูกเมียเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562766

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 12:05 น.

แบกกล้องจูงลูกเก็บเกี่ยวความสุข ‘พาลูกเมียเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : พาลูกเมียเที่ยว

เพราะความทรงจำในภาพถ่าย ทำให้ “พ่อกร” พงศกร ตรีศิริพิศาล อยากเก็บไว้ให้อยู่ตลอดไป เขาจึงแชร์เรื่องราวท่องเที่ยวของครอบครัวไว้ในเพจเฟซบุ๊ก “พาลูกเมียเที่ยว” โดยมี “แม่อัน” ภัครินทร์ โสภาศรีพันธ์ และลูกทั้งสองเป็นสมาชิกตลอดการเดินทาง

“พ่อกรเปิดเพจเพราะอยากเก็บเป็นไดอารี่ไว้ให้ลูกอ่าน” แม่อันเริ่มเล่า

“แต่ผลปรากฏว่ามีคนกดไลค์เยอะมาก ซึ่งมันเหนือความคาดหมายและพวกเราก็ดีใจ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะรีบเที่ยวเพื่อรีบมาแชร์ เรายังทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ เราไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีตากล้อง ไม่มีทีมงาน เรายังไปเที่ยวกันแบบแฟมิลี่และเรายังสนุกทุกครั้งที่ได้ไป”

ทุกภาพถูกกดชัตเตอร์โดยพ่อกร และทุกเรื่องราวก็ถูกบันทึกโดยพ่อกรอีกเช่นกัน โดยเขาเล่าเรื่องออกมาจากใจเพื่อเก็บเป็นความทรงจำให้ลูก

“หลายคนคิดว่าพาลูกไปเที่ยวแล้วเขาจำไม่ได้จะพาไปทำไม จริงอยู่ว่าเขาคงจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่รูปถ่ายและเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นความทรงจำที่ชัดเจนให้เขาเอง”

โพสต์ที่โดนใจและน่าทึ่งที่สุดต้องยกให้ทริปพาลูกสาววัย 9 เดือนครึ่งไปดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ พ่อกรรับหน้าที่เล่าต่อว่า เพราะน้องเนียเกิดที่ประเทศอังกฤษ การพาไปเที่ยวไอซ์แลนด์เป็นประเทศแรกจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ถามว่าการพาเด็กเล็กเที่ยวต้องเตรียมตัวยังไง ผมเชื่อว่าทุกครอบครัวสามารถเตรียมสิ่งของพื้นฐานของลูกได้อยู่แล้ว เช่น เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ อาหาร หรือนม แต่สิ่งที่ผมต้องเตรียมเป็นพิเศษคือเรื่องของความปลอดภัย ว่าเราจะพักที่ไหน หรือสถานที่ที่เราไปปลอดภัยหรือเปล่า

อย่างตอนเราไปไอซ์แลนด์มันเป็นพื้นที่ที่มีหิมะ เราก็ต้องระวังเรื่องพื้นลื่น ต้องใส่รองเท้าที่เกาะหิมะ เพราะเวลาอุ้มลูกจะได้ไม่เป็นอันตราย หรือตอนไปทะเลที่กรีซก็ต้องเตรียมเสื้อชูชีพสำหรับเด็กโดยเฉพาะ”

ปัจจุบันลูกสาวคนโต “น้องเนีย” อายุ 3 ขวบ เคยไปมาแล้ว 9 ประเทศ ส่วนลูกชายคนเล็ก “น้องนายล์” วัย 11 เดือนยังเน้นเที่ยวในประเทศไทย

“เวลาไปเที่ยวเราอยากให้ลูกสัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขา ทะเล ป่าไม้ ดอกไม้ เราอยากให้เขาเรียนรู้ในสิ่งที่ห้องเรียนไม่มี และการพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่เด็กทำให้เขาเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย” พ่อกร กล่าว

ด้านแม่อันได้กล่าวเสริมว่า เพราะการเดินทางบ่อยทำให้เด็กรู้จักปรับตัว ทั้งการเปลี่ยนที่นอนบ่อยทำให้ลูกเป็นเด็กนอนง่าย หรือการนั่งเครื่องบินและนั่งรถนานๆ ก็ทำให้ลูกสามารถอยู่นิ่ง

“เราพยายามเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ปรับตัวหาลูกไปเสียทุกอย่าง แต่พยายามให้เขาปรับเข้าหาเราด้วยบ้าง เพื่อที่ว่าเราจะไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่เหนื่อยล้าจนเกินไป

เราอยากให้การมีลูกเป็นเรื่องสนุก เป็นสีสันให้กับชีวิตครอบครัว และตอนนี้น้องเนียก็เป็นเด็กที่กินง่ายอยู่ง่ายจริงๆ เป็นเด็กที่โฟกัส มีสมาธิ และเห็นชัดเลยว่าลูกมีความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเขาเห็นอะไรมาเยอะจากการเดินทาง”

คุณแม่ลูกสองยังกล่าวด้วยว่า การออกเดินทางทำให้ทุกคนในครอบครัวหลุดออกจากวงจร อย่างพ่อกรที่ต้องทำงานประจำ ลูกสาวคนโตที่ต้องเรียนหนังสือ รวมถึงตัวเธอเองที่แม้จะทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดให้ลูกแต่ก็ยังต้องแบ่งเวลาทำงานอยู่บ้าง แต่ช่วงเวลาของการเดินทางคือ เวลาของครอบครัวที่จะสร้างประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างทีมเวิร์กให้กับครอบครัว

ติดตามเรื่องราวของคุณพ่อแบกกล้อง คุณแม่อุ้มลูกชายคนเล็กและจูงมือลูกสาวคนโตไปท่องโลกได้ที่เพจ พาลูกเมียเที่ยว แล้วทุกครอบครัวจะไม่มีข้ออ้างในการเดินทาง

สุชาติ สุรกิจบวร +ธีระธัช รัตนกมลพร ‘ทำเลทอง’สร้างจากความเหมือนที่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562760

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 11:51 น.

สุชาติ สุรกิจบวร +ธีระธัช รัตนกมลพร ‘ทำเลทอง’สร้างจากความเหมือนที่แตกต่าง

โดย ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สัญชาตญาณนักธุรกิจมือทอง แฝงอยู่เต็มเนื้อเต็มตัวของสองนักธุรกิจลูกน้ำเค็ม จ.ชลบุรี “เล็ก” สุชาติ สุรกิจบวร ประธานกรรมการ กับ “โจ้” ธีระธัช รัตนกมลพร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท แพน พลัส พร็อพเพอร์ตี้คู่หูผู้บริหารโครงการคอนโดมิเนียม“อินฟินิตี้ วัน” ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

วันนี้พร้อมแล้วกับการประกาศความสำเร็จของการเนรมิตโครงการคอนโดแห่งอนาคตของภาคตะวันออก สร้างอาคารสวยหรูหราในแบบฉบับโรงแรม 5 ดาว ตระหง่านเป็นตึกสูงที่สุดใน จ.ชลบุรี ติดห้างเซ็นทรัล ริมถนนพระยาสัจจา ซึ่งเป็นสายหลักของถนนสุขุมวิท

ประธานใหญ่ สุชาติ กล่าวว่า ความโดดเด่นคือคุณภาพ ต้องมาก่อนแน่นอน จึงคว้ารางวัลชนะเลิศคุณภาพระดับ 5 ดาว Best Mixed-Use Architecture Asia Pacific Property Award 2016-2017 ส่วนในด้านทำเลทองของชลบุรี ก็เป็นการเปิดประตูโอกาสในการลงทุนสู่ EEC-Eastern Economic Corridor หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

บอสการตลาด ธีระธัช กล่าวเสริมว่าการลงทุนและให้รางวัลชีวิต โครงการคอนโดมิเนียม “อินฟินิตี้ วัน” ตอบโจทย์ให้ได้ทั้งสองเรื่องอย่างสมบูรณ์แบบ ก้าวไปพร้อมกับอนาคตของผู้เป็นเจ้าของ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและการต่อยอดลงทุน

สองนักธุรกิจเมืองชลบุรี การันตีจากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเส้นทางการคบหาร่วมธุรกิจ เริ่มต้นมาจากความเป็นเพื่อนคู่หูธุรกิจยาวนานกว่า 30 ปีเลยทีเดียว

คติพจน์ประจำใจเหมือนกัน

“ความมุ่งมั่น” คือกุญแจดอกแรกในการบุกเบิกสร้างอาณาจักร แพน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป สุชาติ บอกว่าความฝันเริ่มต้นตั้งแต่วัยหนุ่มแน่น 22 ปี ร่ำเรียนมาทางด้านการก่อสร้าง กรุยทางให้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คอนโดหรูหราสูงที่สุดในเมืองชลบุรี

คอนโดมิเนียม “อินฟินิตี้ วัน” รับวิวสวยชมวิวขอบฟ้าและวิวทะเลตะวันออกในมุม 360 องศา สร้างสรรค์ความสุข พร้อมความสะดวกสบาย มีพื้นที่ส่วนกลาง “Smart Co-working Space” สไตล์การใช้ชีวิตในสังคมยุคดิจิทัล จัดให้ลูกบ้านนำร่องก่อนใครที่นี่

สุชาติ บอกพลางหัวเราะว่า กว่าจะก้าวมาถึงยุคของการสร้างคอนโดหรูระดับพันล้านบาท ถ้าให้ย้อนกลับไปวันแรกของการก้าวสู่วงการอสังหาฯ จำได้ดีกับความมุ่งมั่น ขับมอเตอร์ไซค์หางานด้วยตัวเองตระเวนอยู่หลายๆ เดือน กว่าจะคว้างานชิ้นแรกซึ่งเปลี่ยนชีวิตมาถึงในวันนี้ได้

“ผมทำมากว่า 200 โครงการในธุรกิจอสังหาฯ ทำอะไรทำจริง สู้จริง อย่าท้อถอย สักวันเราก็ต้องมีโอกาส แล้วเป้าหมายก็ได้อย่างที่ผมต้องการครับ

คติพจน์ประจำใจมี 3 ข้อ ขยัน ซื่อสัตย์ พัฒนาตนเอง นี่คือสิ่งที่ผมมีเหมือนคุณโจ้ หุ้นส่วนเรามีด้วยกัน 5 คนครับ แล้วนี่คือ 3 ปัจจัยที่เราทำความตกลงร่วมกัน ข้อแรก-ความขยัน เพราะผมไม่เชื่อว่าความร่ำรวยเกิดจากการประหยัด ผมใช้เงินเก่งมาก (บอกพลางยิ้ม) ผมจึงกระเสือกกระสนทำธุรกิจหาพาร์ตเนอร์หลายๆ ทาง เพื่อให้มีทุนก้อนใหญ่ในการทำธุรกิจ ใช้เงินเก่งก็ต้องหาให้ได้มากด้วย

ส่วนข้อสอง-ความซื่อสัตย์ ผมเคยเป็นทาสการพนันมาก่อนครับ วัยรุ่นอายุ 19 ปี ใช้คำว่าเกเรเกตุงได้เลย เล่นการพนันจนล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องหนีเจ้าหนี้ย้ายบ้านภายใน 30 นาที ครั้งที่สองที่สิ้นเนื้อประดาตัวอีกครั้งคืออายุ 22 ปี ตอนนั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วนะครับ แต่มันก็ทำให้เราเลิกโดยเด็ดขาดจริงๆ ไม่มีใครอยากมีชีวิตที่มีคนตามทวงหนี้ตลอดเวลาแน่นอน ชีวิตมันโหดเกินไป

ประสบการณ์เรื่องนี้ทำให้ผมยึดเรื่องความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา อะไรไม่โปร่งใสเราไม่ทำ ตลอดเวลา 30 ปีที่ทำธุรกิจ ผมไม่เคยมีปัญหาทั้งกับพาร์ตเนอร์และคู่ค้าเลยสักราย”

คนเราทำงานด้วยกัน สุชาติ ชี้ว่า มันจะไม่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ต้องมีแนวคิดหลักไม่ต่างกัน

“ข้อสาม-การพัฒนาตนเอง ผมกับคุณโจ้เน้นแนวคิดสู่การอยู่อาศัยที่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างบ้าน เรามีความสุขที่ได้ทำธุรกิจแนวทางเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ทั้งหลักสถาปัตยกรรม งานดีไซน์ งานวิศวะ รวมถึงปรัชญาและจิตวิทยามาผสมผสานเพื่อสิ่งดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทิศทางลม ความปลอดภัย ระบบมาตรฐาน อารมณ์และความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา และความล้ำของอุปกรณ์การก่อสร้างในยุคดิจิทัล 4.0 โครงการคอนโดมิเนียม ‘อินฟินิตี้ วัน’ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งนวัตกรรมของ ‘บ้านฉลาดคิด’ เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องเพื่อเป็นแนวคิดให้เกิดจุดประกายสำหรับอุตสาหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ EEC ย่านภาคตะวันออกต่อไปได้เลยครับ”

โชคชะตานำพาให้ร่วมธุรกิจ

ความเป็นบัดดี้ธุรกิจ ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เริ่มต้นมาจากความเหมือนที่แตกต่างกัน คิดเร็วทำเร็วเหมือนกัน ธีระธัช บอกนิสัยของการทำธุรกิจระดับพันล้านบาท

อีกข้อตรงใจกันที่สุด คือรักหลงใหลในสายธุรกิจนี้เหมือนๆ กัน ธีระธัช บอกพลางแย้มยิ้มว่านี่คือโชคชะตานำพาให้ร่วมธุรกิจ

“ผมคุยกับคุณเล็ก บอกเขาเริ่มอายุ 22 ปี แต่ผมนี่เริ่มเร็วกว่าเขาอีกครับ 19 ปี ตอนเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผมก็สร้างตึกแถวขายแล้ว คุณเล็กเริ่มแบบลำบาก ผมเริ่มแบบสนุก แบบคนวัยหนุ่มไฟแรง ชอบหาเงิน

ในตอนนั้นเราชอบทำการค้า พ่อแม่สอนลูกๆ ปลูกฝังให้เริ่มทำมาค้าขายตั้งแต่เด็ก พี่น้องผมเติบโตกันมาแบบนี้ทุกๆ คน เห็นอะไรก็มองภาพธุรกิจได้ชัดเจน แล้วพ่อแม่ผมเป็นสายบุญทั้งสองท่าน กินเจ ไม่ว่าจะทำอะไรเน้นความซื่อตรง”

ใครจะค้าขายกับใคร ธีระธัช ย้ำว่าต้องซื่อสัตย์ชัดเจน แม้พื้นฐานการเติบโตแตกต่างกัน แต่แนวคิดเรื่องทำธุรกิจตรงไปตรงมา ไม่แตกต่างกันเลย

“ถ้าถามหาความลำบากของผม ก็เป็นความเหมือนที่ต่างจากคุณเล็กอีก 1 ข้อเลย ชัดเจนเลยครับ เหมือนในความมุ่งมั่น ผมค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจนได้ทุนก้อนใหญ่ แต่คุณเล็กมีนิสัยคิดเร็วทำเร็ว แล้วต่างกันก็ตรงที่เขาไม่เชื่อความรวยเกิดจากการเก็บหอมรอมริบ แต่คือการบริหารต้นทุน สร้างธุรกิจใหม่ ที่จะทำให้ได้เงินก้อนใหญ่

คุณเล็กจึงเป็นนายทุนใหญ่ที่หาเงินเก่งมากครับ แต่แนวทางคือความสุจริตนะครับ ทุกวันนี้เวลาไปพักผ่อนต่างจังหวัดกัน ชวนคุณเล็กเล่นไพ่ป๊อกกันสนุกๆ เขายังไม่สน เสียงแข็งไม่เล่น (หัวเราะ) คุณเล็กบอกผมเสมอครับว่าการพนันเป็นช่องทางทำให้เขาเคยล้มละลาย แล้วมีช่องทางได้เงินก้อนใหญ่อีกมากมาย มีให้เขาทำแล้วจะไปสนมันอีกทำไม

ความเชื่อใจไม่ต้องพูดถึงครับ ทำให้ธุรกิจวิ่งไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการซื้อที่ดินผืนนี้ คอนโดมิเนียม ‘อินฟินิตี้ วัน’ ติดห้างเซ็นทรัลชลบุรี ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงสุดท้ายของถนนสุขุมวิท ผมมองหน้ากันกับคุณเล็ก 10 นาที เซ็นเช็คซื้อที่ดินเลย (หัวเราะ) นี่คือความเร็วที่เหมือนๆ กัน ผมว่าเร็วแล้วนะครับ คุณเล็กเร็วกว่าผมอีก เรียกว่าเร็วแบบจรวดเลย

เหตุผลคือมันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากครับ ความชำนาญทำให้เราประเมินที่ดินผืนนี้ทำเลทองแน่นอน ย่านนี้ถนนพระยาสัจจาคือใจกลางเมืองชล เชื่อมโยงถนนตัดใหม่ ถนนบายพาส เลียบทะเลออกถนนสุขุมวิทถือเป็นไข่แดงของจังหวัด มองอนาคตได้ไปไกลถึงภาพรวมของโซนการเป็นพัทยาเมืองใหม่ ที่จะขยายไปสู่ศรีราชา สัตหีบ ฟันธงครับ เราคือคนชลบุรีโดยกำเนิด คร่ำหวอดอยู่กับตรงนี้มาทั้งชีวิตนะครับ”

สุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า แพน พลัสฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจกับเป้าหมายการทำงานเพื่อสร้างความเป็นเลิศของ “คอนโดหนึ่งเดียวที่โดดเด่นและแตกต่าง” ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนเมืองชลบุรี

เป้าหมายต่อไปคือการเดินหน้าพัฒนาสิ่งใหม่ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกของไทย ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการลงทุนบนทำเลทองเมือง “อัจฉริยะน่าอยู่” (Smart City) ในพื้นที่โครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังก้าวมากับอนาคตอันใกล้นี้

ณทรรศชัย จรัสมาสสุภาพบุรุษเพชรบงกช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562749

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

ณทรรศชัย จรัสมาสสุภาพบุรุษเพชรบงกช

โดย แมงโก้หวาน

เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะสูงคนหนึ่ง “บิ๊ก” ณทรรศชัย จรัสมาส นักแสดงหนุ่มจากช่อง 7 สี แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคืออะไร เพราะบิ๊กก็ไม่ได้ไปป่าวประกาศบอกใคร แต่กล้าพูดได้เลยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่เยาวชนควรเอาเป็นตัวอย่างในเรื่องของความกตัญญูกตเวที

บิ๊ก ณทรรศชัย หลังเรียนจบ ม.6 จากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม แล้วมีโอกาสไปเป็นนักแสดงของช่อง 7 สี ตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน เขาก็ไม่เคยลืมสถานที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้และหล่อหลอมเขาให้เป็นคนดีแม้แต่น้อย

ทุกครั้งที่โรงเรียนมีกิจกรรมสำคัญ ถ้าไม่สุดวิสัยก็จะมาช่วยและร่วมทำกิจกรรมตลอด จนต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาชุมนุมลูกเสือกองร้อยพิเศษ “เพชรบงกช” ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม

สิ่งที่บิ๊กทำ คือการเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เหล่าลูกเสือเวลาที่โรงเรียนจัดออกค่าย การช่วยฝึกสอนการเดินสวนสนามให้กับรุ่นน้อง ก่อนที่จะไปประกวดแข่งขันการเดินสวนสนาม

การร่วมกับรุ่นพี่จัดค่ายลูกเสือให้กับรุ่นน้องในช่วงปิดเทอม การร่วมกับลูกเสือกองร้อยพิเศษฯ ไปทำงานจิตอาสาในที่ต่างๆ ตามที่โรงเรียนมอบหมาย

“กิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ที่ลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชได้รับมอบหมายให้ไปทำจากทางโรงเรียน ถ้าผมไม่ติดธุระจริงๆ ไม่ติดถ่ายละครก็จะไปร่วมด้วยตลอด แล้วเวลาไปก็แต่งชุดลูกเสือไปเหมือนคนอื่น แต่ถ้างานนั้นสำคัญมากผมจะไม่พลาด เช่น ครั้งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำเสมอ คือ การสวมชุดลูกเสือทำความดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในวันที่ 26 ต.ค. 2560 แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเกือบ 1 ปีผมก็จำได้ไม่ลืม”

นักแสดงหนุ่มช่อง 7 สี พูดถึงโรงเรียนวัดสุทธิวรารามว่า เป็นโรงเรียนที่สนับสนุนและส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมเพื่อสังคมมานานแล้ว เพื่อต้องการปลูกฝังจิตใจนักเรียนให้มีจิตสาธารณะ มีความเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้นำในการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม โดยจะกำหนดเลยว่าตลอดปีการศึกษาทุกคนต้องทำกิจกรรมจิตอาสากี่ชั่วโมง

“ผมเรียนที่นี่ตั้งแต่ ม.1-6 ปีแรกก็ได้เข้าลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชเลย ช่วงเรียนก็ทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ่อยมาก หลังจากเรียนจบทางโรงเรียนก็ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาลูกเสือกองร้อยพิเศษเพชรบงกชซึ่งผมยินดีมาก และหวังเสมอว่าการเป็นนักแสดงจะเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องเกิดความรักสถาบัน (โรงเรียน) และมีจิตสาธารณะสูง

ตลอด 6 ปี โรงเรียนแห่งนี้ได้หล่อหลอมให้ผมเป็นคนดีและมีจิตสาธารณะอย่างมาก ถึงผมจะเรียนจบจากที่นี่และมีโอกาสไปทำงานวงการบันเทิง สิ่งที่ครูสอนและสิ่งที่โรงเรียนได้บ่มเพาะหล่อหลอม ผมไม่เคยลืม มีความสุขกับการเป็นจิตอาสาในทุกกิจกรรมที่ได้ทำ เช่น ทุกครั้งที่ช่อง 7 จัดกิจกรรมเพื่อสังคมผมไปร่วมตลอด

มีโอกาสก็ทำเองอย่างที่บอก เช่น จัดค่ายลูกเสือให้กับน้องๆ ในช่วงปิดเทอม ที่ค่ายหัตถวุฒิ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทางโรงเรียนวัดสุทธิฯ มักจะไปจัดทุกปี ล่าสุดที่น้องๆ ไปแข่งสวนสนามที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ผมกับรุ่นพี่ก็สลับไปช่วยฝึกสอนให้น้องๆ เพื่อเตรียมแข่งขัน”

กิจกรรมหนึ่งที่นักแสดงหนุ่มทำอยู่คือ ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ ศิลปิน นักร้องและคนในวงการบันเทิงไปเตะฟุตบอลแข่งกับทีมโรงเรียนที่ประกอบด้วยครูอาจารย์ในโรงเรียนต่างๆ เพื่อหารายได้ซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญ

“โครงการนี้พี่ยศรินทร์ ตลับนาค ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ริเริ่มจัดขึ้นพี่เขามีคอนเนกชั่นกับผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว เขาก็จะเชิญดารา นักแสดงนักร้อง ศิลปินตลกไปเตะฟุตบอลกับทีมโรงเรียน สร้างสีสันและมอบความสุขให้น้องๆ นักเรียน เรามีการตั้งโต๊ะบริจาคทำบุญตามอัธยาศัย

กิจกรรมจัดทุกปีในช่วงเปิดเทอม หมุนเวียนไปตามโรงเรียนต่างๆ เดือนหนึ่งแข่งประมาณ 2-3 ครั้ง รายได้แต่ละครั้งก็จะรวบรวมไว้ พอสิ้นปีก็ไปซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาไปมอบให้โรงเรียนเป้าหมาย แต่ส่วนใหญ่อุปกรณ์พวกนี้เราหาสปอนเซอร์ช่วย ส่วนเงินที่ได้จากการแข่งขันก็ไปมอบเป็นทุนการศึกษา”

รู้จัก ณทรรศชัย แล้ว อย่าลืมติดตามผลงานละครของเขา “รักปรุงรส” ละครโรแมนติก คอมเมดี้ กำลังออกอากาศทางช่อง 7 วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9 โมง ส่วนอีกเรื่อง “สะใภ้นางรำ” กำลังรอออนแอร์

The Princess Mother remembered

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30356970

The Princess Mother remembered

lifestyle October 22, 2018 19:24

By The Nation

Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn graciously presided over the grand opening of the exhibition “Remembering … The Late Princess Mother” marking the birthday anniversary of Her Royal Highness Princess Srinagarindra on October 21 as well as to pay tribute to her immeasurable kindness towards Thai citizens.

The exhibition, which has as its theme “Love and Fondness” is being organised by Siam Piwat, the Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage and Thai Beverage, and runs until October 28 at the Lifestyle Hall on the second floor of Siam Paragon.

Thanpuying Butree Veeravaitaya, the Foundation’s Secretary-General said: “More than 23 years after her death, the graciousness, love and caring of the late Princess Mother remain imprinted on our memories. The late Princess Mother witnessed many changes in Thai society throughout the five kingdoms since the reign of King Chulalongkorn until the reign of His Majesty King Bhumibol Adulyadej. Throughout her lifetime, she gave love to everyone and her royal works continuously helped solve problems for everyone, no matter their nationality or religious beliefs.”

This year’s exhibition aims to encourage the young generation to follow the Princess Mother as a role model and is divided into several chapters of her life.

Chapter 1: Dekying Sangwan grew up in a family goldsmiths in the small community of Wat Anongkharam and became a royal servant to Princess Valaya Alongkorn, the Princess of Petchaburi, daughter of King Chulalongkorn (Rama V) and Queen Savang Vadhana. Sangwan later enrolled as a student of Siriraj School for Midwifery and Nursing.

Chapter 2 Mom Sangwan of Prince Mahidol, the Prince of Songkla was selected for a scholarship to study nursing in the United States. This was a major turning point in her life and followed her marriage to Prince Mahidol, the Prince of Songkla Nagarindra. The couple was soon raising their family.

Chapter 3 Princess Sri Sangwan: Following the death of Prince Mahidol Adulyadej, the princess assumed the responsibility of head of family raising two sons and one daughter in a changing society.

Chapter 4 Princess Mother Sri Sangwan: the Princess Mother continued to take care of and train her sons and daughters – Princess Galyani Vadhana, the Princess of Naradhiwas Rajanagarindra, King Ananda Mahidol (King Rama VIII, and King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX) and later passed this great love to her grandchildren, instilling in them a sense of morality and responsibility.

Chapter 5 Princess Mother Somdet Phra Srinagarindra Boromrajajonani not only graciously took care of her family members, but was also full of mercy and kindness to Thai citizens. She is the “Somdet Ya” beloved to all Thai people.

Chapter 6 Mae Fah Luang: The Princess worked hard to support the hilltribes through the setting up of the Mae Fah Luang Foundation and Doi Tung Development Project. Her mission was to solve the poverty problem, leverage incomes and raise the quality of life of the people. She became known as “Mae Fah Luang”, bringing happiness and hope to the hilltribe people in the remote areas in Kingdom.

Chapter 7 Somdet Phra Srinagarindra Boromrajajonani: On June 9, 1970, His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej honoured the precious blessings of the late Princess Mother and her great graciousness to citizens inscribing a golden template with “Somdet Phra Srinagarindra Boromrajajonani”.

The event will also distribute quality products under the Doi Tung brand produced by members of the Doi Tung Development Project in Chiang Rai Province. These include handicrafts of Doi Tung Lifestyle and coffee under Doi Tung Caf้ as well as seedling from the Mae Fah Luang Garden at Doi Tung, Chiang Rai province.

Shoppers can also follow Somdet Ya’s footprints by learning how to make a terrarium, creating green area around and create a beautiful bookmark from a dried flower.

Let’s catch upon our reading

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30356888

The Thai publishers’ booth in Frankfurt Book Fair.
The Thai publishers’ booth in Frankfurt Book Fair.

Let’s catch upon our reading

lifestyle October 22, 2018 01:00

By Sopaporn Kurz
Special to The Nation
Frankfurt, Germany

6,982 Viewed

Thais had a growing presence at this year’s Frankfurt Book Fair, but a lot of kids back home are still missing out on the best literature

GERMANS HAVE found October rather warm, but it made Somchet Sattayakitkajohn’s first trip to Europe rather pleasant.

The president of the Institute of Innovative Media for Learning, which has published and sold textbooks and picture books to Thai kindergartens for the past decade, was here to attend the Frankfurt Book Fair, the largest such event in the world.

“We’ve decided to expand to the primary-school level, so I wanted to come and get acquainted with the material produced by the world’s biggest players,” Somchet said. His first visit to the Frankfurt Book Fair coincided with the event’s 70th anniversary.

Unlike the Thailand Book Fair, which focuses on retail, Frankfurt sets the pace for the international publishing industry and showcases trends and innovations. It’s where the world’s publishers and literary agents meet to negotiate deals over translation rights and licensing.

Authors, writers and literary celebrities from across the planet gathered for the 70th Frankfurt Book Fair, billed as “the world’s most important fair for the print and digitalcontent business”. /EPA-EFE

Somchet came looking not just for kindergarten picture books but also textbooks for grades 1 to 6, specifically covering English as a second language.

Any textbook he arranges to sell in Thailand has to be approved by the Ministry of Education and for that it has to be part of a complete set – the textbook, activities book, teachers’ guide and additional materials.

Somchet has agents and distributors presenting him such sets at home, but he knew there’d be much more to see in Frankfurt.

“Sometimes there’s miscommunication or a misunderstanding, or it takes a long time to reach an agreement,” he said, and Frankfurt would likely present both more options and direct contacts with the publishers of the textbooks he’s interested in.

While most people think of established names like Oxford and Cambridge as sources on English-lesson textbooks, Somchet said there are publishers in Singapore, Taiwan, South Korea and European countries like Italy producing high-quality books despite English not being the main language in those places. These companies understand the best ways for non-native speakers to approach English.

Somchet Sattayakitkajohn

At the end of the five-day fair, Somchet said the trip was well worth it. “We were able to see textbooks from publishing houses we’ve never seen before. And there are so many well-made picture books for kindergarten students.”

He vowed to return every year to keep up to date with the trends.

Risuan Aramcharoen, president of Plan for Kids, which publishes children’s books and learning media, agrees with that view, having dispatched her staff specialists on translation rights to Frankfurt for years.

She sees the fair as an opportunity to sell translation rights to other countries too. Plan for Kids has done this with several titles about dinosaurs and the popular character Kung King to buyers in Hong Kong, Macao, Mainland China and Belgium.

But Thais aren’t going to welcome every popular title from the West, Risuan pointed out.

“There’s still a big gap between Thailand and the West in terms of parenting,” she said. “Westerners grow up with books. They don’t ask what you get from reading – they know books are good for kids and help in their development.”

That makes imaginative stories popular in the West, but they don’t sell as well in Thailand.

Risuan Aramcharoen

“Thai parents will look for something closer to daily life, such as teaching kids how to do household chores and brush their teeth or encouraging them to eat vegetables,” said Risuan. This stems from the fact that many Thai parents didn’t grow up with books themselves and don’t understand how books can contribute to a child’s mental and emotional development.

“I’m often asked. ‘Which type of books should I buy?’” she said, and some parents believe there’s no need to give books to children until they’re in school.

But there are more and more Thai parents who understand how books can help pre-schoolers, she said, and that will gradually improve the overall reading culture in Thailand. Kids who grow up with books will get their own children reading early.

Electronic books haven’t had an impact on her publishing house, Risuan said, because young learners need the sight and feel of printed books. “But it’s obvious that adults are now reading books and getting their news on their mobile phones. So the big impact is on the print media that depend on advertising,” she noted, citing the closure of a slew of magazines and newspapers in Thailand.

This year’s Frankfurt Book Fair hosted an Asean Forum for the first time, featuring publishers from Thailand, Indonesia, Malaysia, Singapore, Vietnam and the Philippines on discussion panels that covered topics as diverse as children’s books and translation funding schemes.

One insight that emerged was that publishers in Southeast Asia are facing similar problems, such as distribution obstacles and universities allocating less funding to their own publishing houses. “We have many good books, but they’re not reaching readers,” said Trasvin Jittidecharak, president and director of Silkworm Books, known for its high-quality English-language titles about Southeast Asia.

Trasvin said selling translation rights to other countries has never been easy for publishers in the region. “We have to accept that there is still a limited number of adult book titles across the entire region, not just Thailand, that can generate international interest,” he said. “We also have many great illustrators doing magnificent work, but we don’t yet have the platforms where they can shine.”

Trasvin Jittidecharak

Trasvin is trying to remedy some of these issues by organising with NCC Management and Development the International Children’s Content Rights Fair in Chiang Mai from November 29 to December 2. It’s billed as a marketplace where deals can be struck on creative-content rights and where interest can be stimulated in buying and selling copyrights and content related to children and young adults. Nearly 50 publishers from Vietnam, Indonesia, Malaysia, Singapore and Brazil have signed up to participate.

For now, Trasvin explained, the Chiang Mai event will be focused on youth literature because the books have big, beautiful pictures and less text, so they’re easier and faster to translate and publish. Hopefully there’ll be an expansion into adult genres in the near future, he said.

“There is still limited exchange among publishers in our region,” Trasvin pointed out. “We hope this event will generate much more interest and interaction. We hope we get to see and appreciate more work by Southeast Asian writers, illustrators and innovators.”

การดี เลียวไพโรจน์ ซีอีโอซูเปอร์มัม เต็มร้อยกับชีวิต…เต็มที่ทุกบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562746

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

การดี เลียวไพโรจน์ ซีอีโอซูเปอร์มัม เต็มร้อยกับชีวิต...เต็มที่ทุกบทบาท

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

การดี เลียวไพโรจน์ หรือ “ดร.อ้อ” เป็นผู้หญิงเก่งที่ผ่านบทบาทการทำงานมาแล้วทั้งอาจารย์ นักวิชาการ ที่ปรึกษาธุรกิจเอสเอ็มอี และล่าสุดกับการเบนเข็มก้าวสู่บทบาทใหม่ในตำแหน่งซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไอโครา บริษัทที่ปรึกษาในการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัล หรือไอซีโอ (ICO : Initial Coin Offering) ให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี

นอกเหนือจากบทบาท “นอกบ้าน” ดร.อ้อ ยังเต็มที่กับบทบาท “ในบ้าน” ที่รั้งตำแหน่งคุณแม่ของลูกสาวที่น่ารักทั้ง 2 คน ตอนนี้คนโตน้อง “พอดี” เป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปีแล้ว ส่วนคนเล็ก น้อง “มีดี” อยู่ในวัย 7 ขวบ

“อ้อไปรับลูกที่โรงเรียนเกือบทุกวันทานข้าวกับลูกเกือบทุกวัน และทำกิจกรรมกับลูกๆ ทุกเสาร์-อาทิตย์”

ดร.อ้อ เล่าถึงบทบาทความเป็นคุณแม่ที่ให้เวลาเลี้ยงดูลูกสาว 2 คนอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนกับทำงานนอกบ้านมากมาย ตารางชีวิตแน่นเอี้ยดแทบจะนับทุกอย่างเป็นรายนาที

“อ้อจะแบ่งชัดเจนว่างานคืองาน เวลาทำงานเรา 100% เวลาอยู่กับลูกเราก็เต็มที่ 100% ให้เขาเหมือนกัน”

สไตล์การเลี้ยงลูกของเธอ จะใช้วิธีการพูดคุยกับลูก คุยกันทุกเรื่อง โดยเฉพาะลูกสาวคนโตเป็นสาวแล้วอายุ 16 ปี

“เราคุยกับเขาแบบเพื่อน ลูกอยากจะเรียนเต้นฮิปฮอป เต้นเคป๊อป อ้อก็จะไปเรียนกับลูกด้วยสนุกสนานกัน มันเป็นกิจกรรมที่เราไม่ได้ทำตอนเป็นเด็กๆ เพราะต้องเรียนและทำอะไรอย่างอื่น วันนี้ชีวิตที่เลือกได้จึงขอใช้เวลาอยู่กับลูกมากที่สุด”

นอกจากเรื่องเวลา สิ่งที่ ดร.อ้อ เลือกทุ่มเทที่สุดให้ลูกคือการลงทุนให้โอกาสด้านการศึกษา

“อ้อไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ แต่เลือกจะให้สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก คือการศึกษา ลูกอยากจะเรียนอะไร เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่”

เรื่องที่ทำให้ภูมิใจในตัวลูกสาวคนโต ชั้น ม.5 ที่เดินมาบอกกับแม่ว่า อยากใช้เวลา 2-3 เดือน ก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ หาประสบการณ์ชีวิตด้วยการ “ฝึกงานจริง” มากกว่าอยู่ในห้องเรียน

“เขาเดินมาบอกกับแม่ว่า ช่วยไปบอกกับอาจารย์หน่อยว่า ไม่อยากจะเรียนที่โรงเรียน แต่อยากจะไปฝึกงาน เพราะเรียนที่โรงเรียนก็ได้แค่สนุกกับเพื่อนเท่านั้น อ้อบอกกับลูกว่า เยี่ยมมาก และอ้อก็ภูมิใจมากที่ลูกในวัยเพียงเท่านี้ มีความคิดอยากไปฝึกงานในอาชีพที่เขาอยากทำในอนาคต ซึ่งอ้อสนับสนุนเต็มที่

เลยทำจดหมายและไปพบอาจารย์ที่โรงเรียนของลูก เพื่อขออนุญาตไม่เรียน แต่ใช้เวลาที่เหลือไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศเพื่อฝึกงาน ซึ่งสามารถเอาประสบการณ์ไปเป็นสเตทเมนต์ในการเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้” เธอเล่าถึงลูกสาวด้วยความภูมิใจ

หลังจากได้ฟังถึงการใช้ชีวิตที่เต็มที่ทั้งบทบาทในบ้านและนอกบ้านของ ดร.อ้อ ทำให้รู้สึกทึ่งไม่น้อยว่า ซีอีโอซูเปอร์มัมคนนี้มีวิธีบริหารจัดการความเครียดอย่างไร?

“อ้อเป็นคนไม่เครียด จริงจังกับการทำงาน แต่เมื่อถึงเวลาจบแล้วจบเลย ต่อให้จะฟาดฟันแค่ไหน พอจบแล้วก็จบเลย จะไม่เอาความเครียดกลับบ้าน เวลาทำงานเลยใช้สมาธิสูงมาก ตื่นแต่เช้าตี 4 เพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ”

ดร.อ้อ บอกว่า เธอไม่ใช่คนที่ทำงานแล้ววีนเหวี่ยงหรือปรี๊ดแตก แต่ด้วยบุคลิกที่มั่นใจ คิดเร็ว พูดตรง ทำให้ดูเหมือนเป็นคนโผงผาง พูดจาไม่อ่อนหวาน ไม่ได้ทำตัวเรียบร้อยน่ารักแบบผู้หญิงทั่วไป เพราะพื้นฐานการศึกษาที่จบมาทางด้านวิศวะ ทำให้เรียนกับเพื่อนที่เป็นผู้ชายมาโดยตลอด

ในฐานะผู้หญิงเก่งและแกร่งที่ผ่านการทำงานมาแล้วมากมาย กับคำถามที่ว่า ดร.อ้อ ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 มีความคิดจะวางเกษียณเมื่อไหร่นั้น เจ้าตัวสะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตแทนคำตอบว่า อยากขอทำงานที่มีความสุขไปเรื่อยๆ

“ตอนนี้มันเลยจุดที่ไม่อยากจะทำงานแล้ว มีแต่อยากจะทำงานอย่างที่เราสบายใจ การทำงานของอ้อเป็นการทำงานแล้วมีความสุข ซึ่งเราเองเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ ทุกวันนี้งานที่ทำก็เป็นงานที่เลือกแล้วว่าอยากจะทำจริงๆ เป็นงานที่เราเลือกว่าเต็มใจที่จะทำ”

ท้ายที่สุดกับคำถามที่ว่า ตอนนี้ยังมีความท้าทายอะไรในชีวิตที่อยากทำอีกไหม? ผู้หญิงมากพลังและความสามารถอย่าง ดร.อ้อ เล่าว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากจะทำเยอะแยะไปหมด

ล่าสุดในบทบาทใหม่ของชีวิตกับการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทไอซีโอ เธอเปิดใจถึงความท้าทายที่ทำให้ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่แวดวงการเงินดิจิทัลว่า มาจากความสนใจเทรนด์ใหม่อย่าง Token (โทเคน) ที่มีระบบบล็อกเชนมาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างกันได้ โดยไม่ต้องมีเงินสดมาเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

ในอนาคตสามารถพัฒนามาสู่การทำโซเชียลโทเคน อย่างเช่นที่รัฐบาลจีนเตรียมวางแผนทำระบบเครดิตทางสังคม หรือโซเชียลเครดิต ที่มีการให้คะแนนจากพฤติกรรมและการทำดีในสังคมเพื่อใช้ในการเข้าถึงสิทธิพิเศษ เช่น การได้รับทุนการศึกษา การได้รับบริการที่ดีกว่า

“พูดตรงๆ ว่าที่อ้อสนใจไอซีโอ เพราะอยากทำโซเชียลบล็อกเชน โซเชียลโทเคน เพื่อให้เกิดการทำความดีของคน ถ้าย้อนกลับไปสมัยที่เรียนในโรงเรียนจะมีเรื่อง ‘จิตพิสัย’ ใครทำความดีจะได้คะแนนจิตพิสัย ทำดีได้คะแนนเพิ่ม ทำไม่ดีโดนหักคะแนนจิตพิสัย

อ้อมีความฝันที่จะเห็นการทำโทเคนความดี อย่างเช่นเราขับรถฝ่าไฟแดง คะแนนโทเคนความดีเราก็จะถูกหัก ถ้าเราทำดีโทเคนความดีเราก็เพิ่มขึ้น สามารถที่จะนำมาขึ้นรถไฟรถเมล์ฟรี หรือนำมาใช้แลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ ที่สำคัญคือไม่ใช่คุณมีเงินแล้วจะมาซื้อ ‘จิตพิสัย’ หรือโทเคนความดีได้ ถ้าอยากได้จะต้องทำความดีเอง”

ซีอีโอซูเปอร์มัมคนเก่ง เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้มีพลังชีวิตทุกๆ วันในการทำงานที่เลือกแล้วว่ามีความสุข และเต็มที่กับทุกบทบาทในชีวิตแบบที่ต้องการ