‘สูตรสำเร็จ’ ทำบ้านให้อบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562698

  • วันที่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 16:40 น.

‘สูตรสำเร็จ’ ทำบ้านให้อบอุ่น

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บ้านนี้มีสมาชิก 2 คน น้องหมาตัวโปรดอีก 2 ตัว แล้วสมาชิกบีเกิ้ลสองหมานี่เองที่เป็นตัวแปรให้ต้องย้ายนิวาสสถานจากตึกสูงคอนโดมิเนียมลงมาอยู่บ้านทาวน์โฮมขนาดที่ดิน 18.80 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ หมู่บ้านอารียา ทูบี ถนนเกษตร-นวมินทร์ โครงการดีน่าอยู่หรือย่านลาดปลาเค้า แบ่งซอยออกเป็นหลายโครงการเล็กๆ รวมอยู่ด้านใน หน้าตาของบ้านลอฟต์ทาวน์โฮมสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์พื้นที่ฟังก์ชั่นเอื้อต่อการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเต็มที่

เจ้าของบ้านทำงานใจกลางเมืองทั้งคู่ อ้อน-ชุธีภรณ์ รัตนรัตน์ ในฐานะที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ นุ่น-นารญา โสภะกะลิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย ตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อสองบีเกิ้ลจอมป่วน ด้วยความรักและผูกพัน จึงเลือกย้ายบ้าน เดินทางไกลเพิ่มเวลามากขึ้นมาอยู่ชานเมือง มีพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงแสนรักได้วิ่งเล่นยืดเส้นยืดสาย ได้เห่าทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาหน้าบ้านได้มีความสุข

“แปลนบ้านดีเลยค่ะ แม้ว่าบ้านทาวน์โฮมมีผนังติดกันกับบ้านข้างๆ แต่ชอบการใช้วัสดุหลักไม้ระแนงสีอ่อน ทำให้มีรายละเอียดดูโทนสีนุ่มลง ทั้งก็ไม่รู้สึกอึดอัด 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ทุกห้องนอนมีห้องน้ำในตัว และห้องน้ำชั้น 2 และ 3 สามารถระบายอากาศธรรมชาติได้ทั้งหมด มีสวนสีเขียวๆ ที่เรียกว่า Pocket Park สดชื่นรอบโครงการให้สดชื่นหัวใจดีค่ะ”

ชุธีภรณ์ บอกเหตุผลของความต้องใจเลือกปักหลักที่นี่ ซึ่งไม่จำกัดอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแบบบ้านทาวน์โฮมรุ่นเก่า การออกแบบบ้านยุคใหม่ในวิถีลอฟต์ จึงปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ได้ตามรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละเจ้าของ ด้านหน้าบ้านซึ่งเป็นที่จอดรถกลายเป็นที่อยู่กรงของสองหมาหนุ่มจอมพลังสุดไฮเปอร์ไชโยและโอโบ๊ะ ที่เห่าทักทายต้อนรับแขกที่มาเยือนคนบ้านนี้

เปิดประตูก้าวเข้าพื้นที่ส่วนรับแขก ตัวบ้านลึก 9 เมตร นับจากประตูหน้าถึงประตูหลัง ดีไซน์สารพัดประโยชน์ให้เป็นส่วนนั่งเล่นดูทีวีใช้ชีวิตประจำวัน ด้านในสุดเป็นครัว ต่อเนื่องกับส่วนซักล้างตั้งเครื่องซักผ้า ราวตากผ้า ถังเก็บน้ำใช้อันใหญ่ สร้างพื้นที่มุมมองกว้าง ลื่นไหลต่อเนื่องไปกับพื้นที่แบบโถงสูง

“อ้อนมีของเยอะค่ะ เป็นพวกข้าวของเล่นโมเดล ซีดี แผ่นเสียง สะสมไว้มากมายตั้งแต่วัยรุ่น ตอนอยู่คอนโดพื้นที่ขนาดสตูดิโอ 35 ตร.ม. ชีวิตคนบนตึกพื้นที่จำกัด เราจะฟังเพลงแต่ละทีก็ยกซีดีที่วางๆ กองๆ กับพื้น ก็ใฝ่ฝันค่ะ อยากมีโต๊ะยาวๆ ตู้หนังสือเต็มผนัง อยากได้ชั้นวางซีดีหยิบง่ายๆ สวยๆ

สองหมาเข้ามาในชีวิตทำให้เปลี่ยนแปลง ได้เขามาตั้งแต่อยู่คอนโดแล้วค่ะ แต่ต้องฝากเพื่อนเลี้ยง เขาก็โตขึ้นๆ จนไม่ได้แล้ว เราต้องขยับขยาย สะสมข้าวของแต่งบ้านไว้เยอะ โคมไฟในห้องนั่งเล่น ก็ซื้อเก็บไว้ตั้งแต่สมัยอยู่คอนโด พอย้ายบ้านใหม่ พร้อมเลย แต่งได้ตูมทีเดียวเลยค่ะ”

ชุธีภรณ์ บอกสาธารณูปโภคส่วนกลางหมู่บ้าน ทั้งสวนสไตล์โมเดิร์นรอบโครงการกว่า 1,500 ตร.ม. คลับเฮาส์ มีสระว่ายน้ำขนาด 13×23 เมตร ฟิตเนส เรื่องความปลอดภัย รปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง CCTV ส่วนขนส่งสาธารณะก็ใกล้ทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา จะไปไหนมาไหนช็อปปิ้งสบาย เดอะ คริสตัล CDC เซ็นทรัล ลาดพร้าว ถนนลาดปลาเค้า ก็เป็นถนนที่เชื่อมจากเกษตร-นวมินทร์ไปยังถนนรามอินทรา จัดว่าเป็นทำเลที่ค่อนข้างดี

“สิ่งที่ชอบที่สุดก็ต้องเป็นเรื่องการจัดการเรื่องสัตว์เลี้ยงนี่ล่ะค่ะ อารียาตรงย่านนี้มีบ้าน 200 กว่าหลัง สัตว์เลี้ยงทุกตัวต้องลงทะเบียน มีหมายเลขกำกับ หมาบ้านอ้อนไปถ่ายในสวนเลอะเทอะ อ้อนก็ต้องโดนปรับ สังคมคนอาศัยบ้านทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่กำลังสร้างครอบครัวใหม่ ก็จัดเป็นคนรุ่นใหม่วัยทำงานนะคะ สมาชิกแต่ละบ้านไม่กี่คน ไม่เอะอะ ไม่อึกทึก แล้วที่ชอบมากๆ อีกอย่างเลยนะคะ ถ้าบ้านไหนมีปาร์ตี้ก็มีป้ายแขวนไว้หน้าบ้านจัดปาร์ตี้ฉลอง ขอโทษที่เสียงอาจดัง เป็นการสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยร่วมกันที่น่ารักดีค่ะ”

ทุกอย่างอบอุ่นในบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอย ทาวน์โฮม 3 ชั้น ชั้นล่างมุมพักผ้อนห้องนั่งเล่นขนาด 4 เมตร โชว์ตู้เก็บโมเดลและของเล่นสะสม ทั้งปาร์แมน เด็กชายชาวโลกจอมซุ่มซ่าม ตุ๊กตาสนูปี้ ตัวแทนสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลสัตว์เลี้ยงของบ้านนี้ เดินเข้าไปอีกมีพื้นที่วางตู้ครัว อาจดูเล็กเกินไปนิด แต่ก็เหมาะกับสมาชิกอีกหนึ่งคน “นุ่น” นารญา ชื่นชอบอบขนมเบเกอรี่ ไม่ได้ใช้งานครัวหนักก็กลายเป็นความลงตัวที่สุดอีกเรื่อง

ด้านบนสุด เป็นห้องนอนใหญ่เต็มฟลอร์ มีทั้งของเล่นสะสมและเฟอร์นิเจอร์ ที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ตกแต่งห้องนอนใหญ่อีก 1ห้อง สร้างบ้านหลังนี้ที่พร้อมกับการเติบโตของสองหมาน้อยบีเกิ้ล ตัวการเติมเต็มความรักความอบอุ่น

ยืดอายุ 10 อวัยวะให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562603

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 19:15 น.

ยืดอายุ 10 อวัยวะให้แข็งแรง

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

เมื่อชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนผ่านวัย 40 อัพมาแล้วหลายปี มันนานพอจะทำให้เราเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้นจนพอจะรู้ว่าการมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่แข็งแรงนั้นถือว่าเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงมากกว่าการมีเงินทองมากมายนัก แต่การที่จะให้อายุยืนและสุขภาพที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องดูแล เพราะร่างกายเมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีการเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา

รศ.ดร.ภญ.อรพรรณ มาตังคสมบัติ อดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ต้องหาทางบำรุงรักษาเอาไว้ให้เสื่อมถอยไปช้าที่สุดดึงเวลาของความหนุ่มสาวความมีสุขภาพดีไว้ให้นานที่สุด แม้อวัยวะจะเสื่อมไปตามเวลา แต่เราก็ต้องหาวิธีการยืดอายุอวัยวะ ที่มีร้อยแปดพันประการได้ผลน้อยมากแตกต่างกันไป แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ดร.โรแนน แฟคโทรา แห่งสถาบันการแพทย์ Cleveland Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอสุดยอดวิธียืดอายุอวัยวะต่างๆ ให้ได้ลองไปปฏิบัติกันดูดังนี้

1.สมอง หลังอายุ 70 ปี จะเริ่มพบความผิดปกติที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคราวเดียว วิธียืดอายุการใช้งานก็คือ ทำการนิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว จะช่วยให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานไปพร้อมกัน ควรกินปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช แหล่งสุดยอดสารอาหารบำรุงเป็นประจำ พยายามฝึกเจริญสติก่อนนอน ใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่งในวันรุ่งขึ้น

2.ดวงตา หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ดวงตา จอประสาทตา เลนส์ตาจะเสื่อมลง ในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที และงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3.หู หลังอายุ 60 ปี การได้ยินจะค่อยๆ ลดลงทุกปี และทุกๆ 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องการได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยนี้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง หากจำเป็นต้องใส่เครื่องป้องกัน งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา และงดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูทำให้เกิดการอักเสบและเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4.ปอด หลังอายุ 30 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 เราควรว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที-1 ชั่วโมง ควรใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ จิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว มีสรรพคุณช่วยปรับธาตุ บำรุงปอด แก้ไอ ลดเสมหะได้ และหลีกเลี่ยงควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่างๆ

5.หัวใจ หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี อัตราการสูบฉีดโลหิตสูงสุดจะลดลงราวร้อยละ 10 ดังนั้นงดอาหารหวาน มัน เค็ม รักษาความดันโลหิตและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ รวมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง ผู้ที่มีงานอดิเรกเหล่านี้ มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไป

6.ไต หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ จนคุณแทบไม่รู้สึก ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำถึง 13 แก้ว/วัน ขณะที่ผู้หญิงวัยเดียวกันต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล เกลือ หรือซอสต่างๆ ควรควบคุมน้ำหนักตัวและความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน

7.สำไส้ หลังอายุ 60 ปี ปุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กจะบางลง ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ควรกินอาหารที่ย่อยง่าย กินปลา ถั่ว เห็ด รวมถึงผักผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอด ควรกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้ ลองฝึกโยคะ 4 ท่า ช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซต

8.ผิวหนัง หลังอายุ 18 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังจะลดลงประมาณร้อยละ 1 เราต้องทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไทเทเนียมหรือสังกะสีเป็นประจำ เลือกกินถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่เป็นประจำ ลองมาสก์หน้าด้วยโยเกิร์ตผสมข้าวโอ๊ต หรือใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้เพื่อฟื้นฟูผิวหลังออกแดดเสมอ

9.กระดูก หลังอายุ 35 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปีความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงราวร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (ในเพศหญิง) ควรยกน้ำหนัก หรือกระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซต ลองเพิ่มเมนูไทยๆ เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อ/สัปดาห์ ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

10.กล้ามเนื้อ หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นทุกๆ ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลงและเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ลองวิดพื้น สควอต และยกน้ำหนักแต่ละท่าทำ 15 -20 ครั้ง นับเป็น1 เซต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซต

สุดท้าย การกินอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ อย่าลืมเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด เพราะเป็นตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน

บ้านพิงพัก Open House

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562600

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 17:39 น.

บ้านพิงพัก Open House

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มีผู้แจ้งข่าวว่า บ้านพิงพัก (Pink Park Village) โครงการเยียวยาเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ จะเปิดให้บริการในเดือน ต.ค.นี้แล้ว ผู้รับแจ้งข่าวได้รับแจ้งด้วยความยินดี ด้วยโครงการบ้านพิงพักนี้ มีโอกาสได้รู้ได้ยินมาตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรก เมื่อโครงการระยะที่ 1 ก่อสร้างสำเร็จเสร็จสิ้น จึงอนุโมทนาสาธุการ หากแต่…

“ผมหวังว่าทุกคนที่ได้เห็นบ้านพิงพัก จะเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วย” นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เปิดประเด็น

บ้านพิงพักกำลังจะรับคนไข้คนแรกในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการเปิดศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและแห่งแรกของโลกครั้งนี้ นพ.กฤษณ์ กล่าวว่า บ้านพิงพักเกิดขึ้นจากความปรารถนาให้ผู้ป่วยยากไร้ในระยะสุดท้าย ได้มีโอกาส “อยู่” อย่างสุขสบายอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้รับการรักษาเยียวยาในฐานะ “มนุษย์” สักครั้งหนึ่งในชีวิต

นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

“เรานำมาตรฐานที่สูงมากมาใช้กับคนที่จนมาก นั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่ง”

บ้านพิงพัก เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมครบวงจร ที่ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานสากลและดีที่สุดในภูมิภาค โดยวางพื้นฐานหลักการตามข้อมูลปัจจุบันและแนวโน้มของมะเร็งเต้านมในอนาคตอันใกล้ การวินิจฉัยและการจัดการโรคไม่เพียงขึ้นอยู่กับเทคนิคการแพทย์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับผลวิจัยทางห้องปฏิบัติการและผลวิเคราะห์โมเลกุล

“วิธีการที่ล้ำสมัยเหล่านี้ มีราคาสูงและซับซ้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งเกินกว่าที่สถาบันใดสถาบันหนึ่งจะสามารถทำได้ ศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านการวินิจฉัยที่ล้ำสมัย ซึ่งจะเป็นมาตรฐานสำหรับทั้งภูมิภาค”

นพ.กฤษณ์ เล่าว่า บ้านพิงพักดำเนินงานโดยทีมชั้นเยี่ยม ประกอบด้วย แพทย์พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการและอาสาสมัคร ตั้งอยู่ที่มีนบุรีบนพื้นที่ 121 ไร่ เน้นสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม บรรยากาศเป็นดั่งรีสอร์ทที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้และสระน้ำใหญ่ ความรู้สึกเหมือนได้พักพิงอยู่ที่บ้านไม่ใช่สถานพยาบาล

โครงการระยะแรก 80 ไร่ ประกอบด้วย หอดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) 2 อาคาร แต่ละอาคารมีห้องเดี่ยว 8 ยูนิต รวม 16 ยูนิต ญาติมาเยี่ยมดูแลได้ (ถ้ามี) และหอพักฟื้นผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษา (Convalescence) อีก 1 อาคาร 8 ยูนิต พักได้ 16 คน เท่ากับรองรับผู้ป่วยได้คราวละ 32 คน ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขอให้อยู่อย่างมีความสุขตราบจนลมหายใจสุดท้าย

“จะมาอยู่ที่นี่ได้ มี 2 เงื่อนไข คือ เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ที่แพทย์ลงความเห็นว่าอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน และยากจน ไร้คนดูแล”

นั่นหมายความว่าหอผู้ป่วยและหอพักฟื้นที่ดูราวรีสอร์ทหรูแห่งนี้ สิทธิแห่งการเยี่ยมอยู่ได้สงวนไว้เฉพาะผู้ป่วยใกล้ความตายอีกมีความยากจนข้นแค้นเป็นทุน ซึ่งจะมีคณะกรรมการร่วมที่จัดตั้งขึ้นจากตัวแทนของสภากาชาดไทย ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ทำหน้าที่ในการคัดกรองสิทธิ

“ผมกำลังทำโครงการที่ดีที่สุดในโลก คือ การนำคนไข้ยากจนมารักษา โดยเดอะเบสต์เท่านั้นที่เราจะให้ ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำเคมีบำบัดหรือการฉายแสง ถ้าเห็นว่าเหมาะสมกับคนไข้ก็เต็มที่ จะช่วยทั้งทีขอทำให้ดีที่สุด”

การใช้มาตรฐานการรักษาสูงสุดกับผู้มีเศรษฐานะยากไร้ที่สุด ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงกลไกที่ผกผันกันนี้ว่า ทำไปทำไม เพราะการรักษาพยาบาลหากเป็นไปในลักษณะของการอนุเคราะห์แล้ว ควรมุ่งให้ถึงจำนวน ทำนองว่ายิ่งมากยิ่งดี ยิ่งสงเคราะห์มากก็ยิ่งกระจายความช่วยเหลือมาก ห้องรวมเตียงรวมก็ทำเนา ทำไมจึงต้องทำให้ดีให้เยี่ยมให้กับคนที่พูดตามจริงคือไม่มีจ่าย ได้แค่ไหนก็น่าจะพอใจ

นพ.กฤษณ์ให้คำตอบว่า โครงการมิได้มุ่งแสวงหากำไร หากมุ่งสร้างมาตรฐานการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ยากจน มุ่งคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ผู้ป่วย คนจนไม่ใช่ต้องนอนรอความตาย หากเป็นคนจนที่ควรได้รับโอกาสอันเป็นสุดท้ายนี้มากที่สุด นั่นคือโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตก่อนความตาย มีความสุข มีศักดิ์ศรี หรือได้คืนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ก่อนที่ความตายจะมาถึง

“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คำนี้สำคัญ มีคุณยายคนหนึ่งมารักษาที่ศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณยายหยุดที่หน้าห้องรักษาแล้วร้องไห้ไม่ยอมเดินเข้าไป ถามคุณยายว่าร้องไห้ทำไม แกตะกุกตะกักตอบว่ามันโก้เกินไป คุณยายท่านนั้นสอนผมมาก แกพูดว่ายายไม่คิด ไม่คิดว่าคนอื่นจะคิดถึงคนอย่างยาย”

จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดีที่สุด” และตอบคำถามว่าทำไมที่นี่ไม่ทำเตียงรวมที่ทุ่นค่าใช้จ่าย ก็เพราะเตียงรวมนั้นใครตายคนหนึ่งก็เห็นกันหมด สั่นสะเทือนและทำลายขวัญไปทั้งหมด ที่นี่ “ห้องเดี่ยว” ของผู้ป่วยเชื่อมกับทางออกที่ทุกคนจะได้ใช้ มีศัพท์เรียกกันภายในว่า “ทางสำหรับผู้โดยสารขาออก” นั่นคือทางเดินสุดท้ายเมื่อเสียชีวิต การเข็นลำเลียงศพทำได้โดยเอกเทศ ไม่มีผู้รู้เห็นได้ เพราะออกแบบทางเดินให้มีต้นไม้บดบัง

ประสบการณ์จากผู้ป่วยรอดชีวิต ประกอบด้วย ปราณี ดอกพิกุล, ณภาดา พู่ไหมทอง และวิมล ดวงแก้ว ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวว่า ได้ชีวิตใหม่ จากการเข้ารับการรักษาในโครงการ “84 พรรษาพระผู้ให้” สภากาชาดไทย และศูนย์สิริกิติ์ บรมราชินีนาถฯในโครงการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

ปราณี ดอกพิกุล, ณภาดา พู่ไหมทอง และวิมล ดวงแก้ว

“ตอนแรกทำใจว่าคงต้องเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีเงินรักษาตัว แต่เมื่อได้รับโอกาสเข้าโครงการฯ ก็ได้รับคำแนะนำและการรักษาอย่างดี ปัจจุบันหายขาดแล้ว มีความหวัง มีความสุข กับการเฝ้ามองอนาคตการศึกษาของลูกๆ” ปราณี กล่าว

“มะเร็งเต้านม” เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย ในผู้หญิงไทยทุก 10 คน จะมี 1 คนที่ต้องเผชิญกับมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งขาดการรักษาที่ถูกต้อง เฉลี่ยต่อปีมีผู้หญิงไทยกว่า 3,000 คน ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม!

ท่านผู้อ่านที่รักเล่า อ่านบทความนี้ตั้งแต่ต้นจนจบลงแล้ว รู้หรือยังล่ะว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นของ นพ.กฤษณ์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการบ้านพิงพัก

เดินหน้าบ้านพิงพักระยะที่ 2

บ้านพิงพักระยะที่ 2 ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท เดินหน้าก่อสร้างอาคารผู้ป่วยระยะสุดท้ายและอาคารพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาอีก 3 อาคาร รวม 32 ยูนิต โครงการฯ ยังมีอาคารสนับสนุน เช่น อาคารกิจกรรมเพื่อการสันทนาการ รวมทั้งอาคารศาสนาสำหรับการดูแลทางจิตวิญญาณสำหรับผู้ป่วยในแต่ละศาสนาความเชื่อ (www.qscbcfoundation.org และ http://www.pinkpark.org)

ศุภนารี สุมลมาตร์ ผู้จัดการ มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าวเชิญร่วมสนับสนุนโครงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายจากกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในช่วงนี้ 1 ต.ค. มี Eat Drink Pink จัดโดยโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ นำเสนออาหารหลากหลายจาก 35 ร้านดัง สัมผัสความอร่อยและความสามารถอันโดดเด่นของเชฟ บัตรราคา 3,000 บาท รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อก่อสร้างบ้านพิงพัก โทร. 02-020-2888 หรือ diningpbk@peninsula.com

16 ก.ย. ยังมีกิจกรรม “บ้านพิงพัก ให้รักช่วยรัน” ซึ่ง ปตท. เป็นผู้สนับสนุนหลักมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท ปตท. จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “บ้านพิงพัก ให้รักช่วยรัน” ที่สปอร์ต คอมมูนิตี้ สเตเดียม วัน (Stadium One) รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้บ้านพิงพักทั้งหมด ใครอยากจะกิน ใครอยากจะวิ่ง เชิญเลือก (ช่วย) ตามอัธยาศัย!

พรทิพย์ รัตนศิริวิไล ปัจจัยทำความสวย ‘ให้หรูหรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562490

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 18:20 น.

พรทิพย์ รัตนศิริวิไล ปัจจัยทำความสวย ‘ให้หรูหรา’

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ลุคสมาร์ทกระฉับกระเฉง ผิวใส รูปร่างดีอย่างมั่นใจในชุดแฟชั่นแอ็กทีฟแวร์ คอลเลกชั่นซัมเมอร์ 2018 แบรนด์เคท สเปด พรทิพย์ รัตนศิริวิไล จับแต่งให้ลุคเปรี้ยว และหรูหราขึ้น ด้วยการแมตชิ่งกระเป๋าหนังงู Lady Dior LargePython Bag Gold ลักซ์ชัวรี่ แบ็กส์ แบรนด์คริสเตียน ดิออร์ และรองเท้าสไตล์ออกซฟอร์ดสีทอง แบรนด์กุชชี่ จับแต่งรวม 3 แบรนด์หรู ได้โททัลลุคลงตัวสไตล์ผู้หญิงสุดมั่น วัย 40 อัพ ที่รักและใส่ใจดูแลตัวเองทั้งความงามรูปลักษณ์ภายนอก คงความแข็งแกร่งของร่างกาย เน้นวินัย ทั้งการกิน และการออกกำลังกาย

วัยแตะเลขห้า พรทิพย์เผยความลับนี้พร้อมเสียงหัวเราะเสียงใสบอกว่า คนในวัยเดียวกันเพื่อนๆ ก็ยอมรับในความอ่อนกว่าวัย สวยครบสูตร ต้องสวยจากข้างในก่อนเป็นปัจจัยนำร่อง สร้างสุขภาพดี ผิวใสๆ ก็ตามมาได้ไม่ยาก หุ่นไม่เผละหย่อนคล้อยไปตามวัย ส่วนแอกเซสซอรี่ ศาสดาแห่งกระเป๋า ไม่ว่าจะเลดี้ ดิออร์ หรือแอร์เมส กระเป๋ารุ่นเบอร์กิ้นในตำนาน หรูหราที่สุด ราคาแพงที่สุด ผู้หญิงแทบทั้งโลกล้วนใฝ่ฝันเป็นที่ต้องการครอบครอง ก็เป็นเพียงปัจจัยแห่งความหรูหรา ทำหน้าที่แค่ตัวประกอบเท่านั้นเอง

สวยครบสูตร สวยจากข้างใน (ก่อน)

ผู้หญิงรักการแต่งตัวล้วนหลงใหลกระเป๋า รักรองเท้า ยิ่งถ้าเป็นของระดับไฮแบรนด์ที่กว่าจะได้มาแต่ละใบ แต่ละคู่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย บอกได้เลยว่าแต่ละใบกว่าจะได้มาล้วนยากลำบาก

“ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบกระเป๋ากันทั้งนั้นนะคะ เพราะมันเป็นของใช้จำเป็น ที่ติดตัวเราออกจากบ้านไปไหนมาไหนด้วยกัน กระเป๋าแอร์เมสมาอยู่ในมือของเรา ก็เป็นเหมือนเครื่องประดับอีกชิ้นหนึ่ง ที่ให้เรามีบุคลิกดูสวยคลาสสิก แต่งตัวได้เรียบโก้โดยไม่ยากเย็น ไม่ต้องมีอะไรอีกมากมายเลยค่ะ กระเป๋าใบเดียวก็ทำให้เราดูพร้อม และอีกเหตุผลสำคัญแบรนด์นี้เป็นการลงทุน ส่งต่อกระเป๋าที่เราดูแลได้เนี้ยบตลอดกาล ให้ลูกสาวหลานสาวถือได้อีกนะคะ ความคลาสสิก เรียบหรูของแอร์เมส ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นได้เป็นสมบัติอีกชิ้น

ดิฉันชอบแต่งตัวแนวเรียบโก้ แอบมีหวานๆ เซ็กซี่ๆ บ้างเล็กน้อย เน้นกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ ใช้เป็นส่วนประกอบ และเพิ่มจุดเด่นให้กับการแต่งตัวค่ะ ใช้สมองในการแต่งตัว ต้องคิดก่อนออกจากบ้านนะคะ (หัวเราะ) แอร์เมส เบอร์กิ้น สีช็อกโกแลต ไซส์ 35 นิ้ว ก็เลือกแล้วเลือกอีกว่า โทนสีขรึมคือคำตอบของการแต่งตัวเรียบๆ ของเราเลยค่ะ

ใบนี้ตัดสินใจซื้อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ได้มาในราคา 4.87 แสนบาท ราคาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ แต่สมัยนั้นแอร์เมสไม่ได้ฮิตอะไรมากมาย ดิฉันไปเที่ยวเมืองสตราซบูร์ (Strasbourg) เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ห่างจากปารีสกว่า 300 กิโลเมตร มีร้านแอร์เมสตกแต่งดิสเพลย์ร้านได้น่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจผู้หญิงเรามาก คือได้เห็นกระเป๋าแอร์เมสหลายสี หลายไซส์ วางเรียงรายอยู่แน่นช็อปเลยค่ะ ซึ่งถ้าเป็นวันนี้ไม่มีทาง ที่เราจะได้เห็นกระเป๋าวางโชว์จำนวนมากมายแบบนั้นอีกแล้ว เพราะกระเป๋ามีเท่าไรก็ขายหมดไม่มีของวางโชว์หน้าร้านให้เลือกเลยค่ะ

อีกใบคือรุ่นเคลลี่ สี Rouge ไซส์ 32 ราคา 4.6 แสนบาท ตัดสินใจซื้อมาทีเดียว 2 ใบไปเลย ถือว่าโชคดี”

พรทิพย์เป็นนักธุรกิจหญิงทางด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจที่กำลังมุ่งมั่นอยู่เวลานี้ คือสร้าง Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ เป็นอีกธุรกิจใจกลางเมืองย่านสีลม และสำหรับเรื่องความสวยความงาม ก็คุยได้สนุก ไม่มีเบื่อ พรทิพย์ เป็นผู้เขียนหนังสือ “Forever Young สร้างสวยตลอดกาล” และเจ้าของเพจ Tiptippy diary ถ่ายทอดวิธีคิดเรื่องความงาม ที่อายุไม่จะเป็นแค่ตัวเลขอีกต่อไป

“ดิฉันเขียนด้วยประสบการณ์ วัยที่เราผ่านมาแล้ว ผู้หญิงวัย 20+ 30+ 40+ ซึ่งพอมาถึงวัยนี้ ก็เรียกว่าวัยประสบความสำเร็จ มีครอบครัวมีลูก มีหน้าที่การงานมั่นคงแล้ว รู้จักตัวเองดีที่สุดค่ะ ไม่ดิ้นรนอยากได้อะไรมากมาย อย่างเช่น กระเป๋าแบรนด์เนมเหล่านี้ ดิฉันเลือกซื้อในสไตล์เบสิกเท่านั้น เช่น สีโทนน้ำตาล หรือลายงู ซึ่งจัดเป็นลวดลายในหมวดคลาสสิก หยิบมาใช้ได้ตลอดกาลไม่มีวันเอาต์ค่ะ

ดิฉันไม่ซื้อกระเป๋าวางขายในช็อป ที่ไม่ใช่ร้านเจ้าของแบรนด์ ร้านขายของที่เป็นของมือสอง ไปต่างประเทศในเอเชียเยอะมากนะคะ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น เราดูของไม่เก่ง ซื้อไปอาจได้ของไม่แท้ให้เสียใจได้

กระเป๋าแต่ละใบ จำได้ว่ามีแต่เรื่องน่าขันของผู้หญิงเรา หิ้วแอร์เมสกับกล่องสีส้มออกมาจากร้าน ก็ไม่กล้าถือต้องขอถุงขยะสีดำมาใส่อีกที ถุงสีส้มสดสะดุดตาเกินไป ดิฉันไปกับน้องสาวสองคน ก็กลัวโจรกรรรม วิบากชีวิตของผู้หญิงเรานะคะ (หัวเราะ) แล้วก็มีเรื่องขำๆ ฮาๆ อีกด้วย คือน้องสาวดิฉันซื้อกุชชี่รุ่นล่าสุด ด้วยความเห่อก็ถือเลย แล้วระหว่างนั่งรถไฟกลับปารีส เราก็นั่งฝั่งตรงข้ามกับเด็กผู้ชายตัวเล็กหน้าตาน่ารัก แล้วปรากฏว่าเด็กน้อยเมารถ อาเจียนพุ่งมาทางกระเป๋าเรา โอ๊ย…สติแตกกันกระจายค่ะ (หัวเราะ) ประพรมกระเป๋าประเดิมกันเลย เช็ดกันใหญ่

กระเป๋าลักซ์ชัวรี่ก็คือภาระนะคะ และความระแวดระวังในการดูแล ฝนตกห่วงกระเป๋ายิ่งกว่าสิ่งใด ก็ไม่รู้ว่าเป็นความสุข หรือความทุกข์ของผู้หญิงเรานะคะ (หัวเราะ) ยิ่งกระเป๋าสีอ่อน ยิ่งดูแลยากมากค่ะ ดิฉันจึงเลือกกระเป๋าสีเข้มไว้ก่อน ลูกสาวเราก็ยังได้ใช้ต่อสวยๆ อีกรุ่นค่ะ ต้องดูแลอย่างทะนุถนอมที่สุด เรื่องฟังก์ชั่นเน้นการใช้สอยลืมไปได้เลยค่ะ”

เคล็ด(ไม่)ลับ สวยตลอดกาล

แอกเซสซอรี่คืออีกหนึ่งชิ้น เพิ่มความหรูหรา คือคอสตูมจิวเวลรี่ทั้งหลาย ต่างหูยี่ห้อกะรัต (Carat) สร้อยยี่ห้อ มิว มิว (Miu Miu) ซื้อจากห้างเซลฟรีดเจส (Selfridges) ห้างดูดทรัพย์บนถนนออกซฟอร์ด กรุงลอนดอน พรทิพย์ เลือกใช้ต่างหูชิ้นนี้บ่อยๆ ใส่ได้ทั้งงานกลางคืนหรูหรา หรือในวันทำงาน อีกชิ้นใส่เป็นเครื่องประดับที่บอกเวลาได้ นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิป รุ่น Ladies Gondolo Quarts White gold & Diamond ราคา 2.8 ล้านบาท รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นไม่ผลิตอีกแล้ว ยี่ห้อที่มีศาสตร์แห่งการประดิษฐ์ ถูกยกย่องเป็นสุดยอดในอาณาจักรเครื่องบอกเวลา

“เรือนนี้ได้มาจากสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ ชิ้นเดียวใส่แล้วจบ ใส่ได้ทั้งงานกลางวัน และกลางคืนไม่ต้องประโคมอะไรเพิ่มอีกให้มากมาย ปาเต๊ะ ฟิลลิป ใช้เทคนิคขั้นสูงรังสรรค์นาฬิกาไกจักรกลขนาดเล็ก แล้วได้ฝังมันลงไปเหมือนเราได้ใส่กำไลข้อมือเพชรอีกชิ้นเลยนะคะ นิยามความหรูหราไม่ใช่แค่เพชรระยิบระยับ หรือการใส่มากชิ้นค่ะ ดิฉันชื่นชอบการแต่งกายเท่ๆ คล่องๆ ทะมัดทะแมงไว้ก่อน หนึ่งชุดใส่ได้หลากหลายโอกาส แอ็กทีฟแวร์ชุดที่ใส่วันนี้ เคท สเปด ราคาเกือบ 2 หมื่นบาท เพิ่มเครื่องประดับอีกไม่กี่ชิ้น เราใส่ไปประชุมก็ได้ ไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าก็ได้นะคะ

ความลับความอ่อนเยาว์อีกหนึ่งข้อ คือการไม่ประโคมเครื่องประดับมากชิ้น เพราะยิ่งใส่มาก ก็ยิ่งเพิ่มอายุตามไปด้วยนะคะ”

พรทิพย์ ทิ้งท้ายสิ่งที่ผู้หญิงวัยสี่สิบอัพ ต้องลงทุนใช้ไฮแบรนด์อีก 1 อย่าง คือ สกินแคร์ และวิตามิน รวมถึงเรื่องการใช้นวัตกรรมความงามต่างๆ ด้วย

“เรื่องผิวพรรณ เส้นผม คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดนะคะ ดิฉันค้นพบการต้านทานการถดถอยของร่างกาย เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการต่อต้านความชราเขียนโดย ซูซาน ซอมเมอร์ส เขียนถึงรูปลักษณ์ผู้หญิงที่เปลี่ยนไปในวัยทอง การเข้าสู่วัย Golden Age ก็เท่ากับวัยสูงอายุ ในเพศหญิง คือ เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเพศจะลดลงฮวบฮาบ ทำให้นอกจากการหมดรอบเดือนแล้ว ยังเกิดอาการทางร่างกายและจิตใจได้หลายอย่าง ทั้งวิตามินและอาหารเสริมต้องบอกเลยค่ะ วัยนี้ต้องกระหน่ำกิน ลงทุนประโคมครีมบำรุงผิว หลายๆ เครื่องมือที่ชะลอวัย ในบางเดือนใช้เงินร่วม 6 หลักได้เลยค่ะ” พรทิพย์บอกเคล็ดลับสวยหรู สมวัย ได้อย่างมีความสุข

ยิ่งใหญ่สมการรอคอย ‘ELLE Fashion Week’ ครบรอบ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562489

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 17:40 น.

ยิ่งใหญ่สมการรอคอย ‘ELLE Fashion Week’ ครบรอบ 20 ปี

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากวันนี้แล้ว สำหรับ “แอล แฟชั่น วีก ฟอล/วินเทอร์ 2018” (ELLE Fashion Week Fall/Winter 2018) แฟชั่นอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่ทุกคนตั้งตาคอย ที่จะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครแห่งแฟชั่น

ตระการตากับแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่นล่าสุดจากเหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทยและดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานมาประชันกันถึง 14 โชว์ 19 ดีไซเนอร์ พร้อมโชว์พิเศษจากดีไซเนอร์ระดับตำนาน “ไข่บูติก” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครั้งที่ 20 ของแฟชั่นวีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยบนรันเวย์สุดอลังการในเต็นท์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้-2 ก.ย.นี้ ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

20 ปีแห่งความภาคภูมิ

ก่อนที่ ภูมิจิต พลางกูร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีเดีย (นิตยสารแอล ประเทศไทย) จะบอกเล่าถึงความพิเศษที่จะเกิดขึ้นในงานแฟชั่นอีเวนต์แห่งปี เธอพาย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของแอล แฟชั่น วีก ในปี 1999 โดยนิตยสารแอล ประเทศไทย นิตยสารหัวนอกสำหรับผู้หญิงที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาเทรนด์แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท โพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีเดีย ร่วมด้วยผู้สนับสนุน ซึ่งตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานแฟชั่นไทยให้เทียบเท่าเวทีแฟชั่นโลก

“แอล ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่มีการจัดงานแอล แฟชั่น วีก หลังจากนั้นถึงมีอีก 2-3 ประเทศนำโมเดลเราไปใช้ ทุกปีจะมีบรรณาธิการจากแอลแฟชั่น หรือทีมงานจากแอลทั่วโลก เดินทางมาร่วมในงานของเรา เพราะฉะนั้นสเกลงานของเราวันนี้จึงไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่เป็นระดับโกลบอล ยิ่งยุคนี้ดิจิทัลเข้ามาตอบโจทย์ เราสามารถไลฟ์ผ่านช่องทางต่างๆ (Facebook.com/ELLETHAILAND) รวมทั้งเครือข่ายของแอลในบางประเทศที่สนใจ นอกจากนี้เรายังมีการทาบทามบล็อกเกอร์แฟชั่นจากประเทศต่างๆ มาร่วมงาน เพื่อเป็นอีกช่องทางให้ผลงานดีไซเนอร์ไทยได้อวดโฉมในเวทีโลกมากขึ้น”

จากวันแรกถึงวันนี้ แอล แฟชั่น วีก กลายเป็นอีเวนต์ที่สร้างความคึกคักให้กับแวดวงแฟชั่นเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และปีนี้ได้เดินทางมาถึงปีที่ 20 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการจัดงานที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ไทยได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานและศักยภาพต่อสาธารณชนในเวทีระดับสากลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หากที่เพิ่มเติมมาคือความพิเศษของโชว์

“ไฮไลต์ของโชว์ในปีนี้ที่ยิ่งใหญ่และหาดูที่ไหนไม่ได้แน่นอน คือการกลับมาสู่เวทีแอล แฟชั่น วีก อีกครั้งของดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “ไข่บูติก” (Kai Boutique) ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ไข่-สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์ชั้นครูของเมืองไทย เพิ่งได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) เป็นคนแรกของไทย เราเลยถือโอกาสนี้เชิญแบรนด์ไข่บูติกมาเป็นโชว์เปิด

ตามด้วยโชว์ของเหล่าดีไซเนอร์จากแบรนด์ต่างๆ จาก 19 ดีไซเนอร์ชื่อดังและคลื่นลูกใหม่ รวมถึง 1 โชว์ของน้องใหม่ Fresh Faces จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมเป็น 14 โชว์

มาถึงวันนี้ เราก็อยากขอบคุณดีไซเนอร์ทุกคน ที่ตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อทำโชว์ดีๆ ให้เวทีมีเรื่องราวสืบเนื่องต่อไป”

ไข่บูติก โชว์ส่งท้ายวงการไฮแฟชั่น

สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์ระดับตำนาน ให้สัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในขณะที่กำลังเตรียมงานโค้งสุดท้ายก่อนแฟชั่นโชว์ใหญ่จะมาถึงว่า ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ห่างหายจากเวทีแอล แฟชั่น วีก ซึ่งเป็นเวทีที่ร่วมบุกเบิกมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นไปพักใหญ่

“หยุดไปนาน จนจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้โชว์บนเวทีนี้นานแค่ไหนแล้ว ตอนแรกที่น้องๆ มาชวนก็ปฏิเสธนะ เพราะเราแก่แล้ว แต่น้องๆ ก็รบเร้า เห็นว่าเราเพิ่งได้รางวัลศิลปินแห่งชาติมา น่าจะมีผลงานเลยกลับมาอีกครั้ง” ไข่ บอกเล่าก่อนจะแย้มถึงความพิเศษที่จะได้เห็นในโชว์ที่หลายคนตั้งตารอชม

สมชาย แก้วทอง ดีไซเนอร์

“เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เราตั้งใจทำโชว์เป็น 3 เซต เพื่อนำเสนอความเป็นไทยผ่าน 31 ลุค

สำหรับเซตแรก เป็นการนำเสนอผ่านผ้าชาวเขา ซึ่งบางชิ้นอายุหลายร้อยปี หาไม่ได้แล้วในแบบไฮแฟชั่น เซตที่ 2 เป็นผ้ามัดหมี่จากอีสานทั้งหมด เพราะเราต้องการนำเสนอความงามของผ้านุ่งไทยว่าสามารถทำให้เป็นแฟชั่นๆ ได้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่หันมาเห็นคุณค่าความเป็นไทย และผ้าไทย ส่วนเซตสุดท้าย เรานำแรงบันดาลใจมาจากความงาม สง่างาม และเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นของพระองค์ท่านมาสะท้อนผ่านแฟชั่นโชว์”

สำหรับความตระการตาที่จะเกิดขึ้นนั้น ดีไซเนอร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยชวนให้รอชมในวันนี้ เพราะเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกปลุกให้มีชีวิตผ่านการสวมใส่ของกองทัพนางแบบ 31 คนบนรันเวย์

“ปีนี้เราก็อายุ 71 แล้ว จากนี้ก็คงเบาๆ ลง ค่อยๆ หายไป หายจากวงการไฮแฟชั่น โชว์อันนี้น่าจะเป็นโชว์ส่งท้าย คงไม่มีโอกาสทำโชว์ให้ใคร แก่แล้ว ส่วนโชว์ที่อยากดูในเวทีแอล แฟชั่น วีก ครั้งนี้ ก็อยากดูของทุกคน แต่ที่อยากดูเป็นพิเศษคือ โชว์ของเมช มิวเซียม (Mesh Museum) เพราะใหม่ (พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย) เป็นหลานชาย เริ่มนับหนึ่งในวงการแฟชั่นมากับเรา และคิดว่าน่าจะเป็นทายาทในวงการแฟชั่นของเราต่อไป ซึ่งโชว์ในครั้งนี้ของไข่บูติก เขาก็มาช่วยเยอะ” ไข่ทิ้งท้าย

มองแฟชั่นในมุมใหม่ เมช มิวเซียม

อีกหนึ่งแบรนด์ที่หลายคนจับตา และอยากชมมากที่สุดในเวทีแอล แฟชั่น วีกปีนี้ ต้องหลีกทางให้แบรนด์ชุดแต่งงาน เมช มิวเซียมโดย ใหม่-พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย ดีไซเนอร์มากประสบการณ์ ซึ่งเคยสร้างชื่อเมื่อครั้งออกแบบชุดแต่งงานให้ มาร์กี้-ราศรี จิราธิวัฒน์ มาแล้ว

ใหม่-พลัฏฐ์ ศรีลลิตสร้อย ดีไซเนอร์

ครั้งนี้เขาจะสะกดทุกสายตาด้วยคอลเลกชั่นชุดเจ้าสาวในยุค 2018 ที่เปิดกว้างและไม่มีข้อจำกัด เพื่อสะท้อนถึงความยูนีกและไม่ธรรมดาของชุดเจ้าสาวในแต่ละแบบ

“ในชีวิตจริง เจ้าสาวไม่ได้หุ่นนางแบบทุกคน เพราะฉะนั้นรูปแบบของเสื้อผ้าบนเวทีจะมีหลายมู้ด ไม่ใช่ชุดสีขาว ระบายใหญ่โตอย่างเดียว แต่มีรูปแบบของเสื้อผ้าที่บียอนด์มากกว่าชุดแต่งงาน แต่จะน่าชมขนาดไหนต้องไปติดตามในโชว์”

ความยากของการทำแฟชั่นชุดแต่งงานบนรันเวย์ ใหม่ มองว่าเป็นเรื่องรายละเอียดในชุดแต่งงานซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาก อีกเรื่องคือการฟิตติ้ง เนื่องจากชุดแต่งงานบางชุดมีวอลุ่มเยอะ บางชุดค่อนข้างใหญ่ พอต้องมาเดินบนรันเวย์ที่ยาว นางแบบต้องมีมูฟเมนต์ เราจะทำอย่างไรให้นางแบบพรีเซนต์ชุดเราได้ โดยไม่รู้สึกว่าชุดเป็นภาระ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับนางแบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากและท้าทาย

“สิ่งที่อยากจะสื่อผ่านโชว์นี้คือจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ สิ่งต่างๆ ที่เกิดในโลกบนโลกใบนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่รวมถึงการออกแบบทุกแขนง รวมถึงนวัตกรรมใหม่ล้วนมาจากจินตนาการทั้งสิ้น ในฐานะนักออกแบบ เราต้องก้าวข้ามขนบที่วางไว้ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมด้วย”

สำหรับโชว์ที่ดีไซเนอร์คนเก่งออกปากว่าอยากชมในครั้งนี้ นอกจากโชว์จากไข่บูติก เขายังอยากเห็นผลงานของดีไซเนอร์หน้าใหม่ในวงการอีกด้วย

หนาวนี้! ต้องแนวย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562329

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 15:10 น.

หนาวนี้! ต้องแนวย้อนยุค

เรื่อง ภาดนุ

เผลอแป๊บเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว แน่นอนว่าแฟชั่นที่เรานึกถึงก็ต้องเป็นเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ ซึ่งเทรนด์ของฤดูกาลนี้เสื้อผ้าผู้หญิงที่มาแรงต้องเป็นสไตล์ที่มีกลิ่นอายย้อนยุคเข้ามาผสมผสานด้วย ดูอย่าง 3 แบรนด์ดังของไทยที่เรารวบรวมมาฝากนี้สิ

เริ่มจาก เอเอสวี (ASV) คอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ 2018 ที่ชื่อว่า “2 Little Words 1 Big Concept” ที่หยิบยกคอนเซ็ปต์มาจากเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง แคร์รี่ แบรดชอว์ หญิงสาวผู้หลงใหลในแฟชั่นจากซีรี่ส์อเมริกันอันโด่งดังของยุค’90 อย่าง Sex and the City ซึ่งโดดเด่นและมั่นใจในเรื่องสไตล์ที่ไม่เหมือนใครตามแบบฉบับสาวนิวยอร์ก เอเอสวีจึงนำมาถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าที่มีความทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว อาทิ เสื้อไหล่เดียว แทร็กสูท เทรนช์โค้ต กระโปรงยาวครึ่งแข้ง เคปเบลาซ์ และเชิ้ตเดรส จนออกมาเป็นแพตเทิร์นที่น่าดึงดูดใจตามแบบฉบับสาวเอเอสวี พร้อมกับใช้เนื้อผ้าที่มีความหลากหลาย เช่น ผ้าสไตล์มาสคิวลีน ผ้าทอลายตาราง ผ้าลายทาง ควบคู่ไปกับซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่าง ผ้าโปร่ง ผ้าลูกไม้ ผ้าเลื่อม ผ้ากำมะหยี่ โดยเน้นโทนสีขาว ดำ กรมท่า เขียว ชมพู แดง และเหลือง

เอเอสวี (ASV) คอลเลกชั่นที่ชื่อว่า “2 Little Words 1 Big Concept”

ด้าน วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) คอลเลกชั่นออทัมน์-วินเทอร์ 2018 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก “พันหนึ่งราตรี” นิทานชุดอันโด่งดังที่ได้รวบรวมเรื่องเล่าของชาวอาหรับในตะวันออกกลางและเอเชียใต้เอาไว้ คอลเลกชั่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหราสง่างามสไตล์อาหรับ และรายละเอียดที่ได้รับอิทธิพลมาจากเสื้อผ้ากีฬา เช่น เสื้อแขนยาวมีฮู้ดผ้าเจอร์ซีย์ใส่กับกระโปรงทรงทิวลิปสีเหลืองสด เสื้อไนลอนแขนพองเข้าชุดกับกางเกงผ้าไนลอนทรงฮาเร็ม เสื้อแขนกุดที่ดูเหมือนเสื้อกั๊กสวมใส่กับกางเกงทรงฮาเร็มผ้าอัดพลีทสีดำ รวมทั้งชุดเดรสหลากความยาว เช่น เดรสทรงฮาเร็มสายสปาเกตตีสีชมพูฟูเชีย และเดรสสีขาวแขนยาวทรงฮาเร็มตกแต่งฮู้ด เป็นต้น

วิคธีร์รัฐ (Vickteerut) คอลเลกชั่นได้แรงบันดาลใจมาจาก “พันหนึ่งราตรี”

สำหรับ แลนด์มี่ (Landmee) คอลเลกชั่นฟอลล์-วินเทอร์ 2018 ก็มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Love Is Almost Everything” โดยพาเราย้อนอดีตไปสู่ยุควิกตอเรียน ด้วยเสื้อผ้าที่เน้นโครงเสื้อและการตัดเย็บให้ออกมาในแนวโบราณ แต่ก็แฝงความทันสมัยด้วยดีเทลต่างๆ และการเลือกใช้ผ้าลูกไม้ทั้งใหม่และเก่าผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยมีกลิ่นอายวินเทจของตัวละครเอกจากเรื่อง Great Expectations นิยายของนักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง ชาร์ลส์ ดิกคินส์ มาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้จึงเน้นโทนสีขาว แดง และดำ รวมทั้งเน้นความกรุยกราย และความอ่อนหวานของลูกไม้ ที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงได้อย่างดี

แลนด์มี่ (Landmee) คอลเลกชั่นมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Love Is Almost Everything”

8 แนวทางพิชิตมะเร็ง ได้ด้วยพลังแรงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562324

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 14:45 น.

8 แนวทางพิชิตมะเร็ง ได้ด้วยพลังแรงใจ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ไม่ว่าใครเมื่อรู้ว่าป่วยด้วยโรคมะเร็งก็มักมีความกังวลใจ หดหู่ หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้า ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2560 ชี้ว่าสถานการณ์โรคมะเร็งประเทศไทยปัจจุบันผู้ป่วยมีอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 1.3 แสนราย และมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกว่า 6 หมื่นราย แนวโน้มที่ผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 3.5% ต่อปี

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM กลุ่มผู้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพผู้ป่วยมะเร็งและปัญหาสุขภาพจากโรคต่างๆ กล่าววิธีปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากมีคนใกล้ชิดป่วย หรือสร้างกำลังใจอย่างไรเมื่อเราเป็นผู้ป่วยเอง เพราะกำลังใจเป็นสิ่งแรกที่สำคัญในการร่วมเผชิญปัญหาและช่วยลดความวิตกกังวลทั้งตัวผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วย

1.ยอมรับแล้วก้าวต่อไป

ผู้ป่วย-มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ความทุกข์ท้อใจ กังวล เหนื่อยล้า มารุมเร้าเป็นธรรมดาในที่สุดคุณจำเป็นต้องยอมรับให้ได้ ยิ่งยอมรับเร็วเท่าไหร่ ก็จะจัดการปัญหาอย่างไรได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

เพื่อนหรือญาติ-คุณจำเป็นต้องเข้มแข็ง ยอมรับ และเข้าใจสถานการณ์ก่อน จึงจะไปสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยยอมรับได้อย่างมีพลัง สารพัดคำปลอบโยนจากคนที่เข้าใจใกล้ชิด คือยาบรรเทาขนานแรกที่จะใช้ได้ในยามนี้

2.ลดความกังวล-เติมกำลังใจ

ผู้ป่วย-กล้าพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด เพื่อระบายความกังวลใจ และหาทางออกร่วมกันหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

เพื่อนหรือญาติ-ให้ผู้ป่วยได้ระบายความทุกข์ หลีกเลี่ยงการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติด้านร่างกาย รูปลักษณ์ และเรื่องแง่ลบของโรคมะเร็ง แล้วเติมความสุข ให้กำลังใจ เพื่อผู้ป่วยจะก้าวผ่านความทุกข์ท้อ กังวลใจไปได้

3.เข้าถึงรายละเอียดในการจัดการ

ผู้ป่วย-ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมหาทางรักษาจนตัวเองเข้าใจและพอใจ รวมถึงการปฏิบัติตนที่ถูกต้องระหว่างการรับการรักษา เพื่อลดความผิดพลาด หรือทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

เพื่อนหรือญาติ-หลังพบความเสี่ยงและได้ข้อสรุป ญาติต้องร่วมคิด ตัดสินใจ ตลอดจนการปฏิบัติตัวและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง

4.ศึกษาเพิ่มเติมเสริมการรักษา

ผู้ป่วย-ควรรู้จักธรรมชาติของโรค เพื่อที่จะเข้าใจและตั้งรับถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอาการ ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงพัฒนาสภาพจิตใจ คิดแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข และมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เพื่อนหรือญาติ-ศึกษาหาข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มเติม เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างดีต่อเนื่อง

5.ออกกำลังกายและมีกิจกรรมไม่ขาด

ผู้ป่วย-ออกกำลังกายไม่หักโหม ช่วยให้ร่างกายสดชื่น นอนหลับสนิท กระตุ้นการอยากอาหาร การไหลเวียนเลือด และลดโอกาสท้องผูก หากไม่ไหวขอให้พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นอนติดเตียงหรือนั่งติดเก้าอี้

เพื่อนหรือญาติ-กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรุด คือ พาเขาออกกำลังกาย ขยับตัวสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินสั้นๆ ในสวน การหยิบจับสิ่งของด้วยตัวเอง การทำงานบ้านอย่างง่ายๆ นอกจากนั้นกิจกรรมนั่งเมาท์เป็นเพื่อนคุยงานศิลปะและดนตรีอย่างง่ายๆ ที่ทำร่วมกันได้ ไม่ลืมใส่ความสนุกจัดหนักลงไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสได้มาก

6.ลาขาดจากสิ่งบั่นทอนสุขภาพ

ผู้ป่วย-งดหรือเลิกสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดเพราะจะติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงดูแลรักษาและควบคุมโรคอื่นๆ ควบคู่ร่วมไปกับการรักษาโรคมะเร็งไม่ให้โรคต่างๆ หรืออาการแทรกซ้อนขยายผลซ้ำเติมความป่วยไข้ที่มีอยู่

เพื่อนหรือญาติ-คอยผลักดันให้ผู้ป่วยลด ละ เลิก ให้กำลังใจ และคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างถนอมน้ำใจ ให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจเพื่อประสิทธิผลที่ดีในการรักษา

7.ปรับพฤติกรรมการกิน เติมความสดชื่น

ผู้ป่วย-เมื่อกินอาหารได้น้อยให้พยายามกินในจำนวนมื้อที่บ่อยขึ้น และต้องงดอาหารหวานเพราะทำให้มะเร็งขยายตัวเร็ว และงดอาหารเค็มเพราะมีผลต่อการทำงานของไต หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารทอด ผัด หรือมีกลิ่นรุนแรงเพราะมักกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และควรงดอาหารที่จะกระตุ้นเซลล์มะเร็ง เช่น น้ำตาล หรือเนื้อแดง

เพื่อนหรือญาติ-ปรับเปลี่ยนสถานที่กินอาหารของผู้ป่วย ลดความจำเจ เปลี่ยนไปนั่งกินข้าวริมระเบียง หรือส่วนอื่นๆ ของบ้านที่บรรยากาศดี อากาศถ่ายเท มีแสงแดด หรือต้นไม้ดอกไม้

8.ตั้งเป้าหมายตบรางวัลให้ชีวิต

ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเอง ต้องมีหัวใจเดียวกันว่าการมีชีวิตอยู่ต่อนั้นมีความหมายมาก ทั้งต่อตัวเรา คนรอบข้าง ยังมีสิ่งที่เราชอบ กิจกรรมที่เราอยากทำ สถานที่ที่ยังไม่ได้ไป หรืออะไรที่เรารัก ตั้งธงเป็นกำลังใจเลยว่า เราจะตายไม่ได้ เราจะหายดี แล้วเราจะได้ทำ จะได้ลอง จะได้ไปคว้าเอารางวัลที่เรารอคอย

“นวัตกรรมที่คณะนักวิจัยร่วมพัฒนาได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้เพิ่มขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโรค แต่ใจผู้ป่วยก็ต้องมีกำลังใจในการต่อสู้กับความกังวล ทุกข์ ท้อใจไปพร้อมๆ กันด้วย อย่าลืมกินอาหารให้ครบหมู่ และเพิ่มอาหารพืชผักผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เน้นสุขอนามัยในการกินอยู่และใช้ชีวิต รวมทั้งออกกำลังกายเพื่อเสริมประสิทธิภาพการบำบัด ฟื้นฟูตามแต่ละกรณีของผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าวปิดท้าย

แพ้…บ้างก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562320

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 14:15 น.

แพ้...บ้างก็ได้

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร  ภาพ: Pixabay

โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบดีทั้ง 100% มีดีมีเลว มีสุขมีทุกข์ มีแพ้มีชนะ ปะปนกันไปเป็นสัจธรรมที่ทุกคนต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ายอมรับในความจริงนี้ได้ ชีวิตก็จะเบาสบายมีความสุขได้โดยง่าย แต่บางคนก็มีด้านมืด บอกใครไม่ได้ จึงพยายามสร้างจุดเด่นเพื่อกลบปมด้อย และเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นใครมีในสิ่งที่ตัวเองขาด เพราะคนขี้อิจฉาชอบเปรียบเทียบและเสพติดการแข่งขัน รู้สึกดีถ้าได้อยู่เหนือใคร แต่บางคนใช้ความมั่นใจปิดบังความอ่อนแอเพราะกลัวความพ่ายแพ้ จึงกล้าแลกทุกอย่าง อยากจะชนะก็จะยิ่งแพ้

นิสัยของคนเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจากการปลูกฝัง เหตุการณ์ที่เคยเจอ หรือแม้แต่สภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้คนเรามีนิสัยที่แตกต่างกัน แต่ตัวเราเองจะเป็นคนกำหนดว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดและการกระทำของเราด้วย หากเล่นเกมแล้วแพ้สามารถย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ แต่ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างในเกม ไม่สามารถกลับไปแก้ตัวได้อีก

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุกคนเคยมีประสบการณ์สังคมร่วมกัน ที่เคยพบเจอคนที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความผิด แพ้ไม่เป็น ตัวเองถูกต้องเสมอในทุกเรื่อง ใครๆ ก็แตะต้องไม่ได้ ตอนนี้มาสำรวจกันว่าเราเข้าข่ายแพ้ไม่เป็นหรือไม่ เวลามีคนว่ากล่าวตักเตือนแล้วเราโกรธเขาหรือไม่ ถ้าเป็นเพียงความไม่สบายใจ รู้สึกผิดบ้างเป็นครั้งคราวนั้นถือว่าปกติ แต่ถ้ารู้สึกโกรธทุกครั้ง หงุดหงิดทุกครั้งเมื่อมีคนท้วงติง

“ต้องสังเกตตัวเองว่าเราโมโหทุกครั้งหรือเปล่า กับทุกคนไหม แต่ถ้าเป็นกับคนคนเดียวนั้นถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ชอบหน้ากันเป็นพิเศษกับคนคนนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นกับทุกๆ คน ใครเตือนอะไรไม่ได้ โกรธ โมโห ขัดเคืองใจ มีความคิดในแง่ลบเสมอ ถ้าคุณเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าเข้าข่ายที่เป็นคนแพ้ไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่เป็น”

คุณหมอยังกล่าวต่อไปว่า การยอมแพ้บ้างนั้นมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เพราะทำได้เราได้ทบทวนปรับปรุงตัวเอง ได้เห็นข้อผิดพลาดและแก้ไขให้ดีขึ้น ชีวิตมีการพัฒนาในทางที่ดี เป็นการเปิดใจรับฟัง ไม่เป็นคนปิดกั้น และก็จะเป็นคนน่ารักน่าคบหาในสายตาคนอื่นอีกด้วย การรู้จักความพ่ายแพ้คือการอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตว่าไม่มีใครได้เป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ถ้าใช้ชีวิตอยู่กับความจริงก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

นิสัยของคนขี้อิจฉา

เป็นคนที่อิจฉาคนอื่น คนขี้แพ้มักมีนิสัยขี้อิจฉา เพื่อนรวยกว่า สวยกว่า หล่อกว่า จะรู้สึกไม่สบายใจ เกิดการเปรียบเทียบ นักจิตวิทยา กล่าวว่า ความรู้สึกของการอิจฉา คือการไม่สามารถรู้สึกถึงเนื้อหาในชีวิตของตัวเอง เป็นเพราะคนที่อิจฉามักต้องการมีสิ่งที่พวกเขาอิจฉา พวกเขาโกรธมากที่คนอื่นสามารถบรรลุสิ่งต่างๆ ในชีวิตและได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการ สรุปว่าคนขี้อิจฉา บางทีก็น่าสงสาร การปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่น ผู้แพ้มักจะคิดว่าตัวเองรู้หมดทุกเรื่อง แต่เขาจะตอบคำถามได้แบบเผินๆ โดยไม่รู้รายละเอียดจริงๆ ผลทางด้านจิตวิทยาบอกไว้ว่า มีคนที่ไม่สามารถประเมินความรู้ความเข้าใจของตนเองได้ เขาจึงแสดงออกมาในลักษณะของการรู้รอบด้าน เพียงเพราะกลัวด้อยกว่าคนอื่น

ไม่รู้วิธีการสื่อสารกับคนอื่น มักจะไม่รู้วิธีสร้างสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว บางคนอาจจะมีพฤติกรรมที่หยิ่งกับบุคคลในระดับสังคมที่ต่ำกว่า สิ่งที่ควรทำคือเรียนรู้ที่จะเข้ากับผู้อื่นให้มากขึ้น เพื่อขยายสังคมของเราให้กว้างขึ้น ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นหนึ่งในลักษณะนิสัยของคนขี้อิจฉาอย่างจริง เมื่อยังดูถูกตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะพัฒนาหรือไปได้ไกลกว่าเดิม ชีวิตของเราก็จะไม่มีวันไปถึงไหน สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าใครจะดูถูกเรา ยังไม่เท่าดูถูกตัวเอง

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ได้ทำให้ตัวเราดีขึ้น หากได้เปรียบเทียบกับคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะรู้สึกสงสารตัวเอง นี่คืออารมณ์ที่อันตรายที่สุดของมนุษย์ที่จะชะลอการเจริญเติบโตลง ตำหนิคนอื่นเมื่อตัวเองทำผิดพลาด การที่ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่มีเส้นสายหรือไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะตัวเองที่ไม่มีความพยายามมากพอในการสอบ คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่มองหาใครสักคนเพื่อตำหนิ แต่จะพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

แพ้ให้เป็น

นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ประจำศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การเลี้ยงดูของครอบครัวนั้นมีส่วนให้คนเติบโตเป็นแบบนั้นจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวด กดดัน คาดหวังในตัวลูกมากเกินไป ลูกเรียนดี ลูกได้ที่ 1 พ่อแม่จะรักและภูมิใจมาก ทำให้เด็กรู้สึกตึงไม่ยืดหยุ่น ต้องการเป็นที่ 1 ให้พ่อแม่ภูมิใจ พ่อแม่จึงควรชื่นชมลูกด้วยความดีจากภายใน การชื่นชมลูกที่ทำดี กับการยกยอลูกแตกต่างกัน การชื่นชมลูกเมื่อลูกทำดี จะเป็นการส่งเสริมกำลังใจในทางบวก ผลักดันให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับลูกด้วย เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง เช่น ลูกเป็นเด็กดี สุภาพ มีน้ำใจ อดทน พยายาม มากกว่าไปมองเปลือกข้างนอกว่าต้องได้ที่ 1 ถึงจะดี เช่น ลูกอ่านหนังสือนานเพื่อสอบ พ่อแม่ชื่นชมที่ลูกอดทน ตั้งใจและพยายามผลจะออกมาเป็นอย่างไร แม่ก็ภูมิใจเสมอที่ลูกตั้งใจมากขนาดนี้

“ในวัยเด็กยังสอนง่าย ถ้าปล่อยให้โตแล้วติดนิสัยต้องเป็นที่ 1 ตลอดเวลาก็ยากที่จะแก้ไข ถ้าต้องเจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ อย่าไปเอาชนะหรือปะทะชน เหมือนเราเจอคนหยาบคายก้าวร้าวเราไม่จำเป็นต้องไปก้าวร้าวตอบเขา แต่เอาเขามาเป็นบทเรียนสอนตัวเราเองว่าเราจะสุภาพอ่อนโยน ฝึกตัวเองไม่ให้ต้องไปเอาชนะแข่งกับเขา แต่ทำเพื่อแข่งกับตัวเอง มาดูตัวเองถึงคราวแพ้ก็แพ้บ้าง รู้จักอดทนอดกลั้น ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือเอาชนะกันแบบเอาเป็นเอาตาย”

สอนให้ลูกหัดชื่นชมคนอื่น ลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา คือการรู้จักชื่นชมคนอื่น ซึ่งหมายถึงยอมรับความสามารถของผู้อื่น ที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นจากการมองเห็นความดีของคนอื่นนั่นเอง เช่น เพื่อนของลูกวาดภาพได้ที่ 1 ก็ควรสอนให้ลูกรู้จักชื่นชม พร้อมกับให้กำลังใจว่า ถึงลูกจะไม่ได้ที่ 1 แต่ลูกก็เป็นคนเก่งของพ่อแม่ วันนี้ลูกทำได้ดีที่สุดแล้วนะ

ไม่จำเป็นต้องให้ลูกชนะทุกครั้ง เวลาที่พ่อแม่เล่นกับลูก ไม่จำเป็นต้องให้ลูกชนะทุกครั้ง ลองให้ลูกแพ้ดูบ้าง ให้ลูกยอมรับความเป็นจริงว่าการแข่งขันกันนั้นก็มีแพ้มีชนะ ครั้งแรกลูกอาจเสียใจไม่ยอมแพ้ ไม่อยากแพ้ก็ไม่เป็นไร พอลูกอารมณ์ดีก็ชวนมาเล่นกันใหม่ให้แพ้บ้างชนะบ้าง หรือหาโอกาสให้ลูกได้เล่นกับกลุ่มเพื่อนอย่างอิสระ เขาจะได้เรียนรู้กฎกติกา ผลแพ้ชนะ และไม่หวั่นต่อความผิดหวังพ่ายแพ้

หานิทานมาเล่าเปรียบเทียบให้ลูกฟัง การยกตัวอย่างจากนิทานเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่ลองหานิทานมาเล่าเปรียบเทียบให้ลูกฟังเป็นเรื่องง่ายๆ ที่สอนให้เข้าใจถึงเรื่องน้ำใจนักกีฬา จะช่วยให้ลูกทำความเข้าใจกับการแพ้ชนะได้ง่ายขึ้น ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละครในนิทานที่เด็กๆ คุ้นเคย

จริงอยู่ ความพ่ายแพ้ย่อมนำมาซึ่งความเสียใจ ผิดหวัง เป็นเรื่องธรรมดา แต่ลูกจะแสดงออกอย่างไรหลังจากเกิดความรู้สึกเหล่านั้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้วัคซีนป้องกันโรคแพ้ไม่เป็น เพื่อให้ลูกสนุกกับการแข่งขัน ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ตาม

แพ้อย่างฉลาด

เด็กๆ ยังไม่เข้าใจว่าเมื่อพายุร้ายพัดใส่ จะมีฟ้าหลังฝนที่สดใสตามมา แถมคิดไปว่าเมื่อเป็นผู้แพ้จะต้องแพ้กันไปชั่วนิรันดร์ ดร.ทามาร์ ชานสกี้ นักจิตวิทยาเด็ก ผู้เขียนหนังสือ Freeing Your Child from Negative Thinking อธิบาย ถึงอย่างนั้นเราก็ยังสามารถช่วยอธิบายให้ลูกรู้และช่วยลูกเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเป็นผู้แพ้ได้ รู้จักความจริงของชีวิต เมื่อลูกเริ่มสงบลง ลองชี้ให้เขารับรู้ความจริงข้อหนึ่งว่าคนเรามีวันพ่ายแพ้ ไม่สมหวังกันทุกคน แม้แต่นักกีฬามืออาชีพก็เคยแพ้มาแล้ว

เสริมภูมิคุ้มกันความผิดหวัง เรื่องนี้ควรสอนให้ลูกได้รู้แต่เนิ่นๆ เด็กๆ จำเป็นต้องฝึกรับมือกับเหตุการณ์ผิดหวังทั้งหลาย วิธีหนึ่งที่จะช่วยฝึกได้คือไม่ตามใจลูกทุกครั้ง เช่น ไม่ซื้อของให้ทุกครั้ง ถ้าครั้งที่แล้วได้ไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นคราวของน้องบ้าง ลูกจะค่อยๆ สะสมภูมิคุ้มกันต่อความรู้สึกไม่สมหวังมากขึ้น

สอนลูกโตไปไม่ดูถูกคนอื่น รู้แพ้ ชนะ ให้อภัย เมื่อพบว่าลูกชอบเปรียบเทียบว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยชมหรือให้ท้าย เพราะไม่อยากให้ลูกกลายเป็นคนหลงตัวเอง การดูถูกคนอื่นไม่ใช่นิสัยของคนดี ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน พูดจาถากถาง ดูแคลนคนที่ด้อยกว่า เพียงเพราะความสนุกสนาน เมื่อบ่อยเข้าอาจกลายเป็นนิสัยและติดตัวไปจนโต ต้องสอนลูกว่าการแสดงอาการแบบนี้จะทำให้คนอื่นไม่ชอบ มองเราไม่ดี ไม่น่าคบ และอาจไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม พื้นฐานทางจิตใจ การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะขัดเกลาจิตใจให้ใสสะอาด

ถ้าได้ยินลูกแสดงอาการดูถูกคนอื่น ทั้งความคิด คำพูด หรือการกระทำ ให้ค่อยๆ แนะนำ และสอนเขาว่าคนแต่ละคนมีความสามารถหรือความเก่งแตกต่างกัน บางอย่างที่เราไม่ถนัด คนอื่นเขาอาจจะทำได้ดีกว่า เพราะคนเราไม่สามารถที่จะเก่งได้ทุกด้าน สอนให้เขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น หรือขอความช่วยเหลือจากคนที่เก่งกว่า เขาจะรู้จักยอมรับความสามารถคนอื่นได้ เพราะโรคแพ้ไม่เป็นเป็นโรคที่จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากในสังคม

โรคแพ้ไม่เป็นนี้จะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นกับผู้ที่มีความรู้ การศึกษาที่สูงกว่า มีตำแหน่งที่สูงกว่า ตอนเป็นเด็กเราวิ่งเข้าเส้นชัยช้ากว่าเพื่อน เราแพ้ เสียใจแค่นั้น พอเป็นผู้ใหญ่เราแพ้เหมือนกัน แต่นอกจากเสียใจยังมีเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ยิ่งถ้าเคยเป็นผู้ชนะหรือมีตำแหน่งเป็นแชมป์อยู่ละก็ ศักดิ์ศรีที่เสียก็จะมากขึ้นทวีคูณ ผู้ที่เป็นโรคแพ้ไม่เป็น พอแพ้ขึ้นมาก็จะไม่ยอมแพ้ จะสู้ หาทางเอาชนะให้ได้ ยิ่งหากมีการศึกษาสูง ศักดินาใหญ่โตขึ้น ย่อมทะเยอทะยานสูงทวีคูณ ยิ่งหาทางเอาชนะ เอาชนะ และทนไม่ได้ สุดท้ายหาทางออกที่รุนแรง

ชีวิตมันมีสองด้านเสมอ สุขกับทุกข์ แพ้กับชนะ หัดรู้จักอีกด้านหนึ่ง เพราะบางครั้งก็ต้องเจอกับมันเข้าสักที เมื่อทุกข์ก็ต้องอยู่กับทุกข์ให้ได้ เมื่อแพ้ก็รู้จักยอมแพ้ซะบ้าง มิใช่ดันทุรังแต่จะเอาชนะอย่างเดียว เพราะการยอมแพ้ไม่ใช่จะเสียไปซะทุกอย่าง บางครั้งสิ่งที่ได้รับกลับมาอาจมีคุณค่ามากกว่าที่จะชนะซะอีก การยอมแพ้บางครั้งทำให้เราได้เพื่อนกลับมา ทำให้เราไม่เสียคนรัก ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน เห็นไหมว่าการยอมแพ้ซะบ้างไม่เห็นจะแย่ตรงไหนเลย จะดีตรงไหนถ้าชนะแล้วต้องเสียเพื่อน เสียงาน เสียเจ้านาย หรือเสียคนรักไป

จงแพ้เถอะ ถ้าการแพ้นั้นเพื่อให้คนอื่นๆ หรือส่วนรวมได้ชนะบ้าง หัดรู้จักแพ้กันไว้บ้าง อย่าให้ตัวเองได้ชื่อว่าเป็นโรคแพ้ไม่เป็น เพราะคนที่ยอมแพ้คือผู้ชนะ อย่างน้อยเรายอมแพ้เพื่อรักษามิตรภาพ รักษาความสัมพันธ์ การที่แข็งขืน ยืนหยัดในจุดที่ต้องการอยู่เพียงคนเดียว ก็จะได้อยู่เพียงคนเดียว ทุกอย่างต้องบังคับที่ใจเรา ถ้าปล่อยให้แพ้ไม่เป็นไปเรื่อยๆ วันหนึ่งต้องแพ้ขึ้นมาจริงๆ อาจรับไม่ไหว

แก้อาการ ‘ปวดคอ’ ด้วยการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562233

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 18:45 น.

แก้อาการ ‘ปวดคอ’ ด้วยการออกกำลังกาย

เรื่อง: มีนา  ภาพ: คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

ปัจจุบัน สื่อสังคมโซเชียลได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมก้มหน้า พฤติกรรมของคนวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคอยื่นไปด้านหน้า ก้มหน้า ฯลฯ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่

พบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่า จากสถิติที่พบนั้น คนที่เคยปวดแม้จะรักษาหาย อาการก็มักวนกลับมาเป็นอีก

“เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขหรือรักษานั้นมักจัดการให้หายปวดเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของอาการปวดที่เป็น ยกตัวอย่าง คนที่มีอาการปวดคอ เมื่อตรวจประเมินแล้วส่วนใหญ่สาเหตุมาจากแกนกลางกระดูกสันหลังคด สะโพกบิด ไหล่งุ้ม กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงหลัง สะโพก และขา หากแก้ไขเพียงกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาจทำให้สบายขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ที่ต้นตอที่จะให้หาย โดยไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นได้อีก

จึงควรแก้ที่ต้นตอของอาการ โดยอาจต้องรักษากระดูกค่อม และคด คลายกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ที่มีจุดเกาะมาจากคอหดเกร็งจากที่เรานั่งก้ม สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่อง สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อมัดลึก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อในการดึงให้กระดูกสันหลังตั้งต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและเส้นประสาท สร้างกำลังกล้ามเนื้อสะโพก เพื่อแก้ไขอาการบิดของเอวให้สมดุล (เพราะสะโพกที่ฐานของกระดูกสันหลัง)”

สำหรับใครที่มีอาการปวดคอ เพ็ญพิชชากร มีท่าพื้นฐานในการบริหารเบื้องต้นเพื่อแก้ไขอาการปวดคอด้วยตัวเองง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตทำงานและออกกำลังกายได้ตามปกติ ซึ่งรายละเอียดของท่าออกกำลังกายมีดังนี้

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1

ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2

หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

อาชญากรรมยุคดิจิทัล ร้ายลึกแค่ไหน (ก็) เลี่ยงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562231

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 18:15 น.

อาชญากรรมยุคดิจิทัล ร้ายลึกแค่ไหน (ก็) เลี่ยงได้

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ความเจริญรุดหน้ายุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ส่งผลให้มีความสะดวกสบายต่อการดำเนินชีวิตนั้น มักจะมีปัญหาด้านการก่อและเกิดปัญหาด้านอาชญากรรมและสาธารณภัยต่างๆ ควบคู่กันไป ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตามไปด้วย พัฒนาการของรูปแบบการเกิดอาชญากรรมมีความซับซ้อน หลากหลาย ที่เราต้องตามให้ทัน

วิธีรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดคือ “การป้องกัน ก่อนการเข้าระงับเหตุ” ยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เตรียมจัดงาน อิฟเซค เซาท์อีสต์ เอเชีย 2018 และงานโพล์เซค 2018 (IFSEC Southeast Asia 2018 & POLSEC 2018) นิทรรศการแสดงสินค้าด้านความปลอดภัย และระบบอัคคีภัยครั้งแรกในประเทศไทย จึงได้จัดงานเสวนานำร่องเรื่อง “รู้ทัน…ป้องกันมหันตภัย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” เพื่อจุดประกายการตระหนักและรับรู้ให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการรักษาความปลอดภัยหลากหลายสาขามาให้ความรู้และแนะนำวิธีการดูแลรักษาความปลอดภัย เรียกน้ำย่อย เตรียมส่งงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยครบวงจร 25-27 ต.ค.นี้ ที่ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ความรู้มาเพียบ จากเวทีเสวนา “รู้ทัน…ป้องกันมหันตภัย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยระดับแนวหน้าของเมืองไทย ชี้ประเด็นเด็ดๆ เช่น “ท่องโลกไซเบอร์ ต้องฉลาดและรู้เท่าทัน”

ควรรู้เรื่องความ(ไม่)ปลอดภัยในโลกไซเบอร์

วิทยากรผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยด้านต่างๆ มาร่วมพูดคุย ได้แก่ วัลลภ กิ่งชาญศิลป์ ประธานสากลสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และนายกสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ประเทศไทย) พล.อ.บรรเจิด เทียนทองดี คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สุรเชษฐ์ สีงาม อุปนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ต.อ.อัครินทร์ สุขเกษม รองผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ ผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดำเนินรายการ

“การรักษาความปลอดภัยต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน ที่จะต้องรู้จักการป้องกันรักษาความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง” วัลลภ กล่าวในฐานะผู้คร่ำหวอดเรื่องงานรักษาความปลอดภัยมากว่า 40 ปีแล้ว

สถานการณ์ความพร้อมของระบบการรักษาความปลอดภัยในไทย มุมมองของประธานสากลสมาคมรักษาความปลอดภัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก วัลลภ กล่าวว่า พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่เราเรียกว่า รปภ. มีบทบาทหน้าที่ที่ไม่ตรงกับชื่อ กลายเป็นว่า รปภ. คือคนโบกรถ รับแลกบัตรบ้าง มีจำนวนน้อยมากที่สามารถรักษาความปลอดภัยได้จริง

“คนไทยยังติดการบริการโดยใช้คนอยู่มาก แต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าผู้ที่อยู่ในสายอาชีพนี้จะมีจำนวนลดลง คาดว่าอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยกำลังจะเข้ามาแทนที่แรงงานคน เจ้าของธุรกิจให้บริการพนักงานรักษาความปลอดภัยจึงต้องมีการปรับตัว เทคโนโลยีจะนำเข้ามาใช้มากถึง 60% และแรงคน 40% ก็จะทำให้ รปภ.เหลือราว 1 แสนคนเท่านั้น งานรักษาความปลอดภัยดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิดภัยขึ้น ซึ่งยุคนี้มีอุปกรณ์เทคโนโลยีหลายๆ อย่างสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคน”

การเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล พล.อ.บรรเจิด กล่าวถึงโลกไซเบอร์ ทำให้เราได้รับความสะดวกสบายก็จริง แต่ก็มีความไม่ปลอดภัยมากเช่นกัน จึงอย่าให้โลกดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป

การทำงานด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พล.อ.บรรเจิด แสดงความคิดเห็นในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า ในโลกดิจิทัล หรือโลกไซเบอร์ โลกโซเชียลต่างๆ ไม่ได้มีความปลอดภัยเต็มร้อย หลายคนคิดว่าการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ฟรีนั้น แท้จริงแล้วเราต้องแลกมันมาด้วยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเราอาจคิดว่ามันไม่มีมูลค่า แต่ข้อมูลส่วนตัวของเรานั่นแหละคือมูลค่ามหาศาล

“ข้อมูลส่วนตัวสามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภค หรือไลฟ์สไตล์ของเราได้ หากเป็นบุคคลอันตรายนำข้อมูลเราไปใช้ก็ทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างมากมาย ดังที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การนำชื่อบัญชีทางสังคมออนไลน์ไปหลอกผู้อื่น เพื่อการฉ้อโกงเหล่านี้เป็นต้น สิ่งที่เราต้องตระหนักให้มากคือ การจะเข้าใช้งานเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นใดๆ ก็ควรศึกษาให้ดีก่อน และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

ควรเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ ต้องรู้จักการใช้งานโลกไซเบอร์อย่างชาญฉลาดและรู้เท่าทันครับ โลกไซเบอร์ทำให้เราได้รับความสะดวกสบายก็จริง แต่ก็มีความไม่ปลอดภัยมากเช่นกัน ถ้าจะให้ดีเราอย่าให้โลกดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป เอาเพียง 70% ก็พอ อีก 30% เราควรอยู่บนโลกความเป็นจริง คนที่เสี่ยงคือคนที่โพสต์เรื่องราวในชีวิตทุกสเตตัส เด็กๆ สมัยนี้แสดงตัวตนทุกๆ ด้านบนโลกออนไลน์ พ่อแม่ลูกกินข้าวโต๊ะเดียวกัน แต่คุยกันผ่านข้อความไลน์ วิจารณญาณความเป็นมนุษย์ลดลงทุกที เรื่องนี้แก้ไขโดยภาครัฐไม่ได้ครับ เราต้องช่วยกันแก้

การก่ออาชญากรรมไซเบอร์นั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายมาก เพราะผู้กระทำผิดสามารถหลบเลี่ยง หลบซ่อนได้ง่าย ในขณะที่การติดตามจับกุมผู้กระทำผิดนั้นยังทำได้ยากและซับซ้อน นอกจากมีสติ ก็ต้องมีความรอบรู้ในการใช้งานโลกไซเบอร์ให้มากด้วยครับ” พล.อ.บรรเจิด กล่าว

ความปลอดภัยบนอาคารสูง ชาวคอนโดควรรู้

“สิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรต้องจดจำ คือหมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุอัคคีภัย 199 จะมีกี่คนที่จำได้ หากเทียบกับเบอร์โทรศัพท์สั่งอาหารเดลิเวอรี่” สุรเชษฐ์ อุปนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร บอกย้ำสิ่งที่คนอยู่ตึกสูงสมัยนี้ ควรจดจำให้ได้

ในแต่ละปีประเทศไทยสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และมูลค่าทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากอัคคีภัยจำนวนไม่น้อย สุรเชษฐ์ ร่วมวงเสวนาได้เรื่องการป้องกันอัคคีภัยในอาคาร เผยว่า อัคคีภัยเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ เพียงแค่เราทุกคนใส่ใจ ในอาคารสูงมีพระราชบัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร การซ้อมหนีไฟ การติดตั้งและความพร้อมใช้งานของอุปกรณ์ดับเพลิงและทางหนีไฟ แต่มีเจ้าของอาคารกี่แห่งที่ทำ?!!

“คนอยู่คอนโดเคยซ้อมหนีไฟกันไหมครับ? ลูกบ้านหลายๆ คนตอบว่าไม่เคย เพราะการซ้อมหนีไฟของคอนโด เป็นเรื่องของ รปภ. แม่บ้าน และนิติบุคคล ทั้งที่ในต่างประเทศทุกคนต้องรู้เส้นทางหนีไฟที่พักอาศัยตัวเอง ต้องรู้ว่าต้องลงบันไดหนีไฟทางไหน และบันไดในอาคารต้องทนความร้อนได้ถึง 2 ชั่วโมงครึ่งนะครับ แต่หลายๆ อาคารไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรุงเทพมหานคร การหนีไฟคือสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ และรู้เป็นเรื่องแรกต้องพาตัวเองอพยพให้ได้ ต้องรู้ก่อนจะเรียนรู้วิธีใช้ถึงดับเพลิงซึ่งเป็นการบรรเทาภัยขั้นที่สองนะครับ” สุรเชษฐ์ กล่าวย้ำ

สำหรับที่พักอาศัยส่วนบุคคล เช่น บ้านเดี่ยว สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้าน สายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า ถังแก๊ส ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับควัน ซึ่งสามารถป้องกันเหตุอัคคีภัยได้ แต่เชื่อว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบกฎหมายในข้อนี้เช่นกันครับ”

ขณะที่วลีเด็ด พ.ต.อ.อัครินทร์ กล่าว่า “ยุคนี้ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะกระบวนการสืบสวนสอบสวน”

การทำงานที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าจำนวนของเจ้าพนักงาน หรือตำรวจทั่วประเทศในสังกัดสำนักงานตำรวจ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนั้น มีกำลังพลน้อยมาก จำนวนตำรวจทั้งสัญญาบัตรและประทวนรวมกันกว่า 1 แสนคน (เท่านั้น) เมื่อแยกเป็นหน่วยงานตำรวจสืบสวนสอบสวน มีตำแหน่งกว่า 1.2 หมื่นนายทั่วประเทศ

“จึงเป็นคำตอบว่าในคดีต่างๆ จึงดำเนินไปได้ช้า ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็เข้าใจครับ และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ การร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการแชร์ข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลอาชญากรรม ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วประเทศก็จะทำให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น”

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 4 คน มีให้ข้อคิดเห็นที่ตรงกันว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการป้องกันและรักษาความปลอดภัยมากเพียงใด แต่ระบบแมนวลที่กระทำโดยมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น ในฐานะเป็นผู้สั่งการ หรือเป็นระบบสำรองที่ต้องพร้อมปฏิบัติงานหากว่าเทคโนโลยีเกิดการขัดข้อง ซึ่งองค์กรส่วนการปกครอง ภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องพัฒนาปรับปรุงระบบการป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชน ประการสำคัญการป้องกันและรักษาความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ในการเรียนรู้วิธีการป้องกัน ดูแลรักษาชีวิต และทรัพย์สินของตัวเองในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ละเลยต่อสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของตัวเองและสังคม จะช่วยป้องกันการสูญเสีย และทำให้สังคมประเทศชาติเกิดความปลอดภัยในที่สุด

งานอิฟเซค เซาท์อีสต์ เอเชีย 2018 และงานโพล์เซค 2018 เป็นงานนำต้นแบบความสำเร็จของงาน IFSEC International ประเทศอังกฤษ มาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดย ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) พร้อมด้วยภาครัฐและเอกชนหน่วยงานต่างๆ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดขึ้น รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับระบบการป้องกันความปลอดภัยที่ทันสมัยและครบครันครอบคลุมในทุกส่วน เช่น ความปลอดภัยด้านอาคาร สถานที่ ส่วนบุคคล อาชีวอนามัย พื้นที่สาธารณะและสิ่งแวดล้อม ระบบการป้องกันภัยทางไซเบอร์ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ifsecsea.com