ล้วงลึกถึงสัญชาตญาณวิตถาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562083

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 10:14 น.

ล้วงลึกถึงสัญชาตญาณวิตถาร

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเกิดที่สงขลาแต่ใช้ชีวิตหลังเกษียณในสุราษฎร์ธานี ย้อนกลับไปช่วงวัยหนุ่มเต็มที่ของ กร ศิริวัฒโณ เขาใคร่สนใจการเมืองจึงเริ่มอ่านและเขียนจนกลายเป็น “นักอยากเขียน” ตั้งแต่ปี 2527 เริ่มต้นจากบทกวี เรื่องสั้น และนวนิยาย มีผลงานรวมเล่มบทกวี 4 เล่ม รวมเรื่องสั้น 7 เล่ม วรรณกรรมเยาวชน 7 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง และนวนิยาย 5 เรื่อง โดยหนึ่งในนวนิยายที่โดดเด่นคือเรื่อง คนในนิทาน สำนักพิมพ์บ้านกาลก่อง (ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการพิมพ์ครั้งที่ 3 และจะวางจำหน่ายอีกครั้ง) ซึ่งได้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกเป็น 8 เล่มสุดท้าย (Short-List) รางวัลซีไรต์ ปี 2561

คนในนิทานเป็นนวนิยายเรื่องเดียวที่เขายกเรื่อง “เพศ” มาเป็นแก่น กล่าวถึงเพศวิตถาร ซึ่งเป็นสัญชาตญาณมืดที่อยู่ในใจคน โดยใช้วิธีการเล่าแบบนิทานถึงสังคมการเกษตรที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นกรอบบังคับทำให้ไม่มีอิสระทางเพศ ผ่านตัวละครที่มีชีวิตจิตใจอย่าง กริช ผู้เป็นลูกเขยที่ล่วงรู้ความลับของ เทิ้มทด ผู้เป็นพ่อตาที่ได้เสพสังวาสกับสุนัข และความลับอันน่าอัปยศนี้ได้ทำให้เทิ้มทดสูญสิ้นการต่อรอง

“การมีชู้ถือว่าผิดประเพณี ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสมธรรมดา แต่ในเรื่องคนในนิทานมันเป็นความไม่เหมาะสมที่เกิดจากแรงขับดันภายในที่แสดงออกในรูปแบบของเพศวิตถาร คนที่แสดงออกมาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงที่คนในสังคมจะรับไม่ได้ และคนที่แสดงพฤติกรรมนั้นจะต้องถูกเหยียดหยาม จะต้องถูกย่ำยีทุกอย่างแม้แต่อำนาจการต่อรอง ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็จะหมดไป และขาดความนับถือจากสังคม อย่างเทิ้มทดที่เพลี่ยงพล้ำต่อกริช และเหตุที่เพลี่ยงพล้ำก็เพราะแรงขับทางเพศของตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้จึงทำให้พลั้งเผลอ ซึ่งแสดงออกมานอกกรอบประเพณี มันเป็นการสื่อว่า ในจิตใจของคนทุกคนมีแรงขับเคลื่อนทางเพศ เมื่อไรที่คุณเผลอคุณก็แสดงออกมา และถ้าคนอื่นจับได้คุณก็จะเป็นผู้ถูกกระทำอย่างเจ็บปวดที่สุดจนหาทางออกแทบไม่ได้ ทำให้บางครั้งต้องเสี่ยงบาดเจ็บถึงตายก็มี”

ขณะเดียวกันเขายังได้เล่านิทานเรื่องนางมณโฑซ้อนทับเป็นภาพเปรียบกับตัวละครได้อย่างแยบยล เพื่อให้เห็นว่าพฤติกรรมเพศวิตถารเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย และมันเป็นตัวปัญหาต่อทั้งตัวเอง ครอบครัว และสังคม

“ภาพจำลองของเทิ้มทดในเรื่องได้สะท้อนถึงปัญหาของประเทศชาติและโยงไปถึงสถาบันศาสนาที่มีความปั่นป่วน เพราะความต้องการทางเพศที่ผิดขนบ ผิดประเพณี และไม่สามารถบังคับจิตตัวเองได้ เพศวิตถารจะเป็นแรงขับให้สังคมเราวิตถารได้ในหลายๆ รูปแบบ ผมกำลังบอกว่าอำนาจทางเพศมันไม่ได้ด้อยไปกว่าอำนาจทางการปกครอง เมืองทั้งเมืองอาจจะล่มได้เพราะความต้องการทางเพศ”

นักอยากเขียน กล่าวด้วยว่า ความต้องการทางเพศเป็นเหมือนรหัสลับของมนุษย์ที่เราแสดงออกผ่านความรัก ผ่านความสวยงาม เราพยายามทำให้มันเป็นเรื่องของสุนทรียะ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เป็นกฎกติกาของสังคม เพื่อที่จะบังคับคนให้อยู่ในกรอบ และเพื่อให้มนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์

อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดสำคัญของเรื่องจะมุ่งเสนอให้เห็นถึงความต้องการทางเพศ แต่เขาไม่เรียกมันว่า อีโรติก เพราะเมื่อคิดให้ดีมันคือ คติชนวิทยา เช่นเดียวกับความคิดเห็นของ ธเนศ เวศร์ภาดา ประธานคณะกรรมการคัดเลือกรางวัลซีไรต์ ที่ระบุว่า ความปรารถนาทางเพศไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ ไม่ใช่สัญชาตญาณที่ใครใคร่สำแดงโดยตัดขาดจากกรอบค่านิยม ศีลธรรม จรรยาของสังคมได้

คนในนิทานจึงไม่ใช่หนังสือที่ขึ้นต้นด้วยกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่เป็นนวนิยายที่สะท้อนสัญชาตญาณมืด และสะท้อนถึงจิตใจของคนนอกนิทาน ผู้ซึ่งถูกตีกรอบจากสังคมอย่างแน่นหนาเพื่อขังอำนาจการต่อรอง

ศิลปะเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562076

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

ศิลปะเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ

โดย พริบพันดาว

การเดินชม 60 ผลงานจิตรกรรมที่สะท้อนแนวคิดและความเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรม ศิลปะ และความสุข ในนิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 20 ถือได้ว่าเป็นความสุขของการเสพงานศิลป์ผ่านฝีมือของศิลปินรุ่นใหม ที่อิ่มใจและเอิบอาบในความหวังของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย

ศ.กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี ประธานคณะกรรมการตัดสินผลงานในการประกวดจิตรกรรมครั้งนี้ ให้ความเห็นว่าภาพจัดแสดงในนิทรรศการนี้ มีแนวคิดและการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบที่ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น และยังมีผลงานอีกไม่น้อยที่สร้างสรรค์ได้มีคุณภาพ สามารถดึงอารมณ์ร่วมผู้ชมได้

แนวความคิดหลักของผลงานศิลปะที่จัดประกวดและแสดง คือ นวัตกรรมเสริมสร้างความสมบูรณ์แห่งชีวิต นำมาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอความดี ความจริง และความงามที่ครบทุกมิติ ทำให้เห็นว่าเรื่องราวถูกนำเสนอออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิต

สำหรับนิทรรศครั้งนี้ มีการแสดงผลงานแยกเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลจำนวน 16 ผลงาน และผลงานที่ร่วมจัดแสดงอีก 44 ผลงาน โดยคัดสรรจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 216 ชิ้น จากศิลปิน 132 คนทั่วประเทศ เพื่อจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดงานจิตรกรรมไทยสู่ระดับสากล

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ได้แก่ “ลิงที่รอดชีวิต” โดย ศิริพร เพ็ชรเนตร จากกรุงเทพฯ ใช้เทคนิคสีอะครีลิกถ่ายทอดแนวความคิดที่มีมานาน คือ การรณรงค์การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์แต่ผ่านการสื่อสารด้วยมุมมองใหม่ที่ทันสมัย มีอารมณ์ขันมากขึ้น

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2 มี 2 รางวัล ผลงาน “ตัวฉันกับความสุขที่หายไป” โดย ชมรวี สุขโสม จาก จ.ชุมพร ใช้เทคนิคสีฝุ่นและอะครีลิกสื่อถึงการแบกความรับผิดชอบมากมายไว้บนหลัง โดยมีตัวละครตัวใหญ่ที่เปรียบเสมือนตัวเองและตัวละครเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนความรับผิดชอบในด้านต่างๆ กับผลงาน “ไทยงม” โดย อนันต์ยศ จันทร์นวล จาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้เทคนิคสีน้ำมันและอะครีลิก สื่อให้เห็นความคิดของคนไทยที่ยังยึดติดกับความเชื่อและการกระทำบางอย่างมากเกินไป

รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 มี 3 รางวัล ผลงาน “เหยื่อของความรุนแรง” โดย วฤทธิ ไพศาลธิรศักดิ์ จาก จ.สมุทรปราการ ใช้สีน้ำมันแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในสตรีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม ที่อาจจะกลายเป็นความคุ้นชินในสังคมซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมาก ซึ่งเหยื่อไม่มีโอกาสออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้ จนบางครั้งถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ต่างๆ

ผลงาน “ซ้ายสังหาร” โดย อานนท์ เลิศพูลผล จาก จ.สุราษฎร์ธานี ที่สร้างสรรค์ภาพวาดเส้นร่วมกับสีน้ำมัน ถ่ายทอดแนวคิดว่าตั้งแต่อดีตมนุษย์มีความเข้าใจในความเหมาะสมและความถูกต้อง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการเจริญเติบโตและประสบการณ์ใหม่ๆ การปรับตัวจะช่วยให้เข้าใจในเหตุผลของความถูกผิด ภาพนี้นำเสนอบริบทหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการตีความถึงความถูกผิดทั้งในแง่ของกฎหมายและกฎศีลธรรม และผลงาน “จริงหรือหลอก” โดย ผดุงพงษ์สารุโณ จาก จ.สตูล ซึ่งใช้สีน้ำมันถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเพศที่สาม สู่ภาพ Portrait เป็นเสมือนการสร้างโลกอีกใบ

ศิริพร เพ็ชรเนตร ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 แสดงว่าจิตรกรรมและศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ยุคไหนจะสามารถปรับตัวและประยุกต์ให้ร่วมสมัยได้ ยิ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเรื่องการเพนต์ การสเกตช์ภาพ ทำให้งานวาดภาพง่ายและสะดวกขึ้น ทั้งนี้อยู่ที่เทคนิคของศิลปินแต่ละคนว่าจะนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ในด้านใด

สำหรับแนวคิด “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” เป็นแนวความคิดที่ถูกใช้มาตั้งแต่การประกวดครั้งแรกเมื่อปี 2538 แต่ความหมายก็ยังคงทันสมัยเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน สอดคล้องกับแนวคิดเชิงอรรถประโยชน์ของงานศิลปะ ที่มุ่งสะท้อนสภาวะของความจริง ความดี และความงาม ผ่านทักษะและฝีมือของศิลปินผู้เป็นปัจเจกบุคคล

ในเบื้องต้นการชมงานศิลปะจึงก่อให้เกิดสุนทรียภาพขึ้นในจิตใจของผู้ชม และยิ่งไปกว่านั้นสารที่ศิลปินสื่อสารออกมาก็ยังแฝงไปด้วยแง่คิดในการใช้ชีวิตและการมองโลกต่างๆ นานา ช่วยจรรโลงจิตใจ อันเป็นรากฐานที่สำคัญของ “ความสุข”

นิทรรศการนี้จัดแสดงถึงวันที่ 29 ส.ค. 2561 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กทม. เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามโทร. 02-281-2224

ศิริศิลป์ โชติวิจิตร ลงสนามประชันความเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562075

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ศิริศิลป์ โชติวิจิตร ลงสนามประชันความเร็ว

โดย ปอย

ชื่อติดทีมนักแข่ง ในรายการโตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018 ศิริศิลป์ โชติวิจิตร หรือ กวาง AB Normal ลงสนามพิสูจน์ความแรง “บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที 2018” สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ปีนี้มีแฟนๆ เข้าชมการแข่งขันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนามเต็มทุกที่นั่ง กีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นสิ่งที่คนทุกเพศ ทุกวัย ให้ความสนใจมากขึ้น

สวมบทบาทนักแข่งรถ กวาง คงความเท่ไม่น้อยกว่านักร้องสุดเซอร์ บอกว่า การแข่งขันโตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต แข่งกัน 5 สนาม เพื่อเก็บคะแนนสะสมหาแชมป์ประจำปีในแต่ละรุ่น โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น คือ วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ, วีออส วันเมคเรซ,โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ และการแข่งขันของกระบะสายพันธุ์แกร่ง รุ่นไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

“ผมแข่งมา 6 ปีแล้วครับ นาตาลี เดวิส เพื่อนดาราชวนลงแข่ง ก็เริ่มขับวีออส ขยับเลเวลมาเรื่อยๆ ปีนี้ขับอัลติส ถ้าเทียบก็ได้อยู่คลาสบี สโลแกนของทีม คือ Smooth isFast Racing สมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ผมเป็นสายสปีดขับซูเปอร์คาร์อยู่แล้วครับ เมื่อได้ลงสนามแข่ง ก็ได้เห็นตัวเลข เห็นกราฟแสดงผลเปรียบเทียบกัน จึงรู้ว่าการขับสมูธเข้าโค้งนิ่มๆ เบรกนิ่มๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก ทำให้รถไม่เสียอาการก็ยิ่งได้ความเร็วกว่ามาก

สนามนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมทำเวลาได้ดีที่สุด คือ 2 นาที 13 วินาที ระยะทาง 4.5 กม. เกาะขอบโพเดี้ยม (บอกพลางยิ้ม) สนามช้างเซอร์กิต บุรีรัมย์ เป็นสนามที่ผมประทับใจในความปลอดภัย รีดสมรรถนะรถได้ดีมาก

ย้อนสนามแรก จ.ภูเก็ต ปิดถนนสตรีท เซอร์กิต ก็ต้องเรียกว่าไม่เป็นเกม ผมขับวีออส คลาสซี ไปเจอการบังไลน์ งงครับ (หัวเราะ) ตัวเองทำได้ดีแล้ว ก็ต้องดูจังหวะคนอื่นด้วยนะครับ เขาอาจดีกว่าเรา หรืออาจผิดพลาดแล้วกระทบไลน์เรา การแข่งขันวันเมคเรซ สมรรถนะรถไม่แตกต่างกันมากครับ ความเร็วไล่ๆ กันเพียงเสี้ยววินาที

ขณะที่กีฬาชนิดอื่นๆ ก็ยังพอมีเวลาให้เราคิด วางแผนทำอะไรได้บ้าง หรือฟุตบอลก็เป็นทีม 11 คน ช่วยกันคิดช่วยกันเล่น แต่แข่งรถโซโลคนเดียวเลย แล้วใช้ทุนเป็นล้านบาท กับการทำเวลาให้เร็วขึ้นเพียง 1 วินาที การวางแผนกับอินสตรัคเตอร์ คุยกันนับเสี้ยววินาที ความท้าทายมันอยู่ตรงนี้ครับ” กวาง บอกพร้อมพลางยิ้มเท่ๆ

“อยู่ในรถแคบๆ อุณหภูมิ 40 กว่าองศาเซลเซียสเลยนะครับ ร่างกายต้องแกร่ง เหมือนกับนักกีฬาทั่วไป ถ้าร่างกายอ่อนล้า ไปไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน ผมฟิตเวตเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เต้นบนเวทีคอนเสิร์ตก็เหมือนกับคาร์ดิโออาชีพนักร้องก็โชคดีไปครับ”

ทิปส์ดูแข่งรถยังไงให้ฟิน อินกันให้สุด ดารานักแข่งบอกวิธีง่ายๆ ถ้าใครชอบความเร็ว ลองเลือกนักแข่งในดวงใจ แล้วติดตามการแข่งขันโดยฟังคนพากย์ไว้ แค่นี้ก็จะเข้าใจกฎกติกาต่างๆ ได้ไม่ยาก รับประกันความมันไม่แพ้กีฬาชนิดใดเลย

เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562074

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือ

ได้ร่วมทริป 100พลัส พาผู้โชคดีจากแคมเปญ “เปิดโลกซ่า ล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์” บินลัดฟ้าเปิดประสบการณ์ชาร์จความสดชื่นเต็ม 100 ทั้งวัน ร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดแอ็กทีฟพร้อมพี่ตูน บอดี้สแลม ที่ประเทศไอซ์แลนด์ เราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศจากขี่จักรยาน มาขี่สโนว์โมบิลแทนสักวันนะครับ

ประเทศไอซ์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นThe Land of Fire and Ice เนื่องจากเป็นเกาะที่มีทั้งภูเขาไฟและธารน้ำแข็งอยู่ด้วยกัน ภูมิประเทศของที่นี่จึงมีความแปลกแตกต่างจากที่ใดๆ ในโลก ว่ากันว่าเป็นสถานที่ถ่ายทำยอดนิยมของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เมื่อต้องการสถานที่ที่เหมือนไม่ได้อยู่บนโลกนี้ ประเภทมีแต่ความเวิ้งว้าง บรรยากาศดวงจันทร์ ดาวอังคาร อะไรประมาณนั้น แต่ภูมิประเทศที่แปลกตานี่เองก็ทำให้เกิดธรรมชาติที่สวยงามมากขึ้นมาด้วย

การเดินทางไปยังประเทศไอซ์แลนด์ไม่มีเที่ยวบินตรง เราจึงมาต่อเครื่องที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ทำให้เราได้เข้าไปเที่ยวชมเมืองในเวลาสั้นๆ ถือว่าดีกว่านั่งแกร่วรอในสนามบิน เราเดินทางถึงไอซ์แลนด์ราว 4 โมงเย็น แต่ด้วยความที่เป็นฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกประมาณ 4 ทุ่ม ทำให้เรายังมีเวลาเที่ยวอีกเยอะ ที่แรกที่เราดิ่งตรงไปคือ Blue Lagoon บ่อน้ำร้อนธรรมชาติสุดฮิตของที่นี่

บรรยากาศพื้นที่โดยรอบนั้นเป็นทุ่งหินสีดำตะปุ่มตะป่ำกว้างสุดตาเกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงและแข็งกลายเป็นหิน หลังจากแช่น้ำร้อน พอกหน้าด้วยโคลนสูตรพิเศษให้หน้าเด้งกันแล้วก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก แต่ภารกิจของเรายังไม่จบ หลังเที่ยงคืนเราขึ้นรถบัสออกจากโรงแรมไปอีกครั้งไปยังจุดที่แอพพลิเคชั่นตามล่าแสงเหนือระบุเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่สภาพอากาศไม่เป็นใจมีเมฆเต็มท้องฟ้า เมื่อฝนเริ่มปรอยปรายลงเรา พวกเราจึงตัดสินใจกลับโรงแรมพักผ่อนให้พร้อมรับมือภารกิจในวันรุ่งขึ้นดีกว่า

ภารกิจกู้โลก

วันนี้เราเดินทางร่วม 3 ชั่วโมงไปยังภูเขาน้ำแข็งลังโจกุล ธารน้ำแข็งกว้างใหญ่บริเวณนี้ได้ถูกใช้เป็นเส้นทางของการขี่สโนว์โมบิล แต่ในฤดูร้อนแบบนี้ข่วงเชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหิมะได้ละลายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นน้ำแข็งใสๆ บนทุ่งหินสีดำกว้างสุดตาราวกับพวกเรากำลังอยู่บนดาวอังคาร พวกเราต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดลุยหิมะแล้วสวมชุดกันฝนสีส้มทับอีกชั้น มีถุงคลุมรองเท้าสำหรับคนที่สวมรองเท้าผ้าใบ ต่อด้วยผ้าคลุมหัว ถุงมือ และปิดท้ายด้วยหมวกกันน็อกแบบมีบังลมปิดหน้า เมื่อแต่ละคนแต่งองค์เสร็จลงมารับบรีฟวิธีการขี่สโนว์โมบิลบนทุ่งหินสีดำกว้างใหญ่นั้น ช่างเหมือนฉากในภาพยนตร์เรื่อง Armageddon ยังไงยังงั้น

ช่วงแรกๆ เราต้องขี่สโนว์โมบิลลุยไปบนทุ่งหินปนน้ำแข็งอย่างทุลักทุเลพอสมควร แต่เมื่อเริ่มขึ้นเขาสูงขึ้นไปหิมะเริ่มหนาขึ้นทำให้ขี่ง่ายขึ้น แต่ยังคงให้ความรู้สึกถึงการขี่แบบออฟโรดคล้ายการขี่เมาน์เทนไบค์มาก คือต้องเลือกไลน์ให้เหมาะสม การเลี้ยวเข้าโค้งต้องเอียงตัวถ่ายน้ำหนักช่วยไม่เช่นนั้นจะเลี้ยวไม่ไป ซึ่งแตกต่างจากการขี่บนทะเลสาบน้ำแข็งเรียบๆ ในฮอกไกโดอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราขี่ขึ้นมาจนถึงจุดพักครึ่งทาง ตอนนี้บรรยากาศโดยรอบเป็นทุ่งหิมะขาวโพลนสมบูรณ์แบบขากลับจะเป็นดาวน์ฮิลล์นิดๆ แถมมีร่องธารน้ำแข็งที่ละลายไหลอยู่ข้างๆ จึงต้องเลือกไลน์และคุมความเร็วให้ดี

ดินแดนแห่งน้ำตก

จาก The Land of Fire and Ice เมื่อเข้าฤดูร้อนหิมะเริ่มละลายจะแปรสภาพกลายเป็นดินแดนแห่งน้ำตกไปโดยปริยาย มีน้ำตกเรียงรายตามถนนเส้นหลักมากมาย น้ำตกแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน อย่างน้ำตกกุลล์ฟอสส์ มีขนาดที่กว้างใหญ่อลังการมากๆ น้ำตกเซลจาแลนฟอสส์ เป็นสายน้ำไหลเดี่ยวๆที่แคบแต่สูงถึง 60 เมตรและมีทางเดินเข้าไปด้านหลังน้ำตกได้ด้วยทำให้ได้วิวที่แปลกตาออกไป ส่วนสโกลาฟอสนั้นแม้จะเป็นน้ำตกหน้าตัดเดี่ยวเหมือนกันแต่มีความกว้างกว่าและมีทางเดินขึ้นไปชมด้านบนน้ำตกซึ่งสามารถมองเห็นวิวด้านล่างไกลไปถึงชายหาดเลย การท่องเที่ยวบนถนนสายน้ำตกของเราไปสุดทางที่ เรนิสฟาจารา หาดทรายสีดำและแนวหินบะซอลล์ที่ก่อตัวขึ้นเป็นแท่งบนชายหาด ราวกับเป็นปฏิมากรรมที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้

ก้าว.. ไปกับพี่ตูน

เห็นหน้าพี่ตูน บอดี้สแลมเราต้องนึกถึงการวิ่งมาราธอนขึ้นมาทันที ทริปนี้ 100พลัส ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจัดกิจกรรมให้ผู้โชคดีได้ร่วมวิ่งออกกำลังกายยามเช้ากับพี่ตูน ซึ่งระยะทางแล้วแต่กำลังและศรัทธาของแต่ละท่านเลย เพราะพี่ตูนวิ่งทีก็ต้องมีระยะฮาล์ฟหรือ 21 กม.เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว คณะใหญ่จึงร่วมวิ่งแจมช่วงเลียบแม่น้ำในเมืองเซลฟอสส์ แต่มีผู้โชคดีท่านหนึ่งที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะทำฮาล์ฟมาราธอนแรกของตนเองให้สำเร็จ ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ในการวิ่งไปพร้อมกับพี่ตูนในครั้งนี้

ทริปนี้ลุยกันอย่างไม่กลัวเหนื่อยเพราะความสนุก ความประทับใจ ที่ 100พลัสจัดให้ช่วยชาร์จความสดชื่นกลับมาเต็ม 100 ได้ทั้งวัน ต้องขอขอบคุณ 100พลัส ที่จัดกิจกรรมดีๆอย่างนี้และหวังว่าจะมีกิจกรรมที่ สวย สนุก สุดแอ็กทีฟ แบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ นะครับ

สุภารัตน์ คำมุงคุณ โจทย์ชีวิตและความสุขที่ต้องเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562073

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

สุภารัตน์ คำมุงคุณ โจทย์ชีวิตและความสุขที่ต้องเลือก

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ข้าราชการเป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น บางครอบครัวเป็นข้าราชการทั้งบ้าน หลายครอบครัวพ่อแม่อยากให้ลูกหลานรับราชการเพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคตและเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่หลายคนไม่อยากเป็นก็เลือกทำงานในบริษัทเอกชน บางคนทำธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการ บางคนรับราชการไประยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ารูปแบบการทำงานไม่ใช่ หรือไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์หรือความต้องการของชีวิตในช่วงนั้นทำให้ต้องลาออก

ตุ๊กตา-สุภารัตน์ คำมุงคุณ พยาบาลสาววัย 29 ปี ชาวบ้านอุ่มเหม้า ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นคนหนึ่งที่ลาออกจากข้าราชการทั้งที่เพิ่งได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการได้เพียง 11 เดือน เพื่อหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผัก ผลไม้ และเพาะเห็ดขาย โดยเฉพาะการเพาะเห็ดถือเป็นรายได้หลัก

สุภารัตน์เรียนจบพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท จ.สระบุรี ในปี 2555 จากนั้นทำงานเป็นลูกจ้างที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเวลา 4 ปีกว่า ต่อมาได้บรรจุข้าราชการและย้ายไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่บ้านเกิดเป็นเวลา 11 เดือน ก่อนลาออกมาทำเกษตรที่ใฝ่ฝันอยากทำมาก แต่บทบาทในฐานะพยาบาลก็ยังทำหน้าที่อยู่ในสถานพยาบาลเล็กๆ ของพี่สาว

พยาบาลสาว เผยว่า อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่มีคุณค่าและเธอเองก็ชอบจึงเลือกเรียน ขณะเดียวกันพี่สาวอีกสองคนก็เป็นพยาบาลเหมือนกัน ทุกครั้งที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือดูแลรักษาคนไข้หายป่วยจนเขากลับบ้านได้ก็จะมีความสุขและความอิ่มใจ แต่ที่ต้องตัดสินใจลาออกเพราะตอนนั้นความต้องการที่จะทำเกษตรมีพลังมากกว่าเป็นพยาบาล ถ้าเปรียบกับกล้วยก็สุกงอมเต็มที่ได้เวลากิน ถ้าไม่กินต่อไปกล้วยก็จะเน่าเสียกินไม่ได้

“ตอนเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม พอรู้ว่าจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ในใจก็อยากสละสิทธิ ตุ๊กตามองว่ารูปแบบงานที่ทำยังไม่ตอบโจทย์หรือความต้องการลึกๆ ของตัวเองที่อยากทำเกษตรมากกว่า ประกอบกับงานพยาบาลก็ค่อนข้างหนักจะหาเวลาพักผ่อนก็ยาก แต่พ่อแม่อยากให้ทำงานไปก่อนไม่ให้สละสิทธิ ตุ๊กตาจึงทำราชการต่ออีก 11 เดือน โดยย้ายมาประจำอยู่ที่สถานีอนามัยที่บ้าน”

สุภารัตน์ย้อนอดีตช่วงเวลาทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมให้ฟังว่า เธอได้ทำการเพาะเห็ดฟางไว้ที่บ้านแล้วประสบผลสำเร็จ จากนั้นเวลาไปทำงานก็จะนำผลผลิตที่ได้ติดไม้ติดมือมาขายให้กับเพื่อนพยาบาล แม้รายได้จะเล็กน้อยแต่ถ้าพูดถึงความสุขและความภูมิใจต้องบอกว่ามีมาก

“วันศุกร์พอเลิกงานตุ๊กตาก็จะนั่งรถกลับบ้าน วันเสาร์เพาะเห็ดฟาง วันอาทิตย์กลับไปทำงาน นี่คือกิจกรรมที่ทำ การเพาะเห็ดฟางตุ๊กตาไม่ได้ทำเยอะ แค่อยากลองดูว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า ศึกษาข้อมูลการทำจากกูเกิลยูทูบ พอทำได้ดีใจมาก เวลากลับไปทำงานก็เลยติดไม้ติดมือไปขายที่โรงพยาบาล ขายหมดทุกครั้ง (หัวเราะ) รู้สึกเลยว่านี่แหละความสุขของชีวิตที่อยากทำมานาน

ครั้นพอย้ายมาอยู่สถานีอนามัย เวลามีมากขึ้น หลังจากเลิกงานและในวันหยุดก็จะเพาะเห็ดเป็นงานอดิเรกและให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เพื่อที่เขาเหล่านั้นสามารถนำความรู้ไปทำอาชีพเสริมหรือทำไว้กินในครอบครัว ส่วนผลผลิตที่ได้ก็แบ่งปัน อสม.นิดๆ หน่อยๆ เพราะเราไม่ได้ทำเยอะแค่อยากสาธิตให้พวกเขาได้ดู

“ต่อมาพี่ชายเห็นว่าเพาะเห็ดได้ ก็ถามว่าทำไมไม่เพาะเห็ดขายรายได้น่าจะดี ตุ๊กตาได้โอกาสจึงปรึกษาพ่อแม่พี่ชาย ทุกคนเห็นตรงกันเพาะเห็ดขาย ตอนนั้นมุ่งมั่นมากเหมือนรอวันนี้มานาน จึงขอพ่อแม่ลาออกจากราชการเพื่อที่จะมาเพาะเห็ดและทำเกษตรจริงจัง พ่อไม่ว่าอะไร ส่วนแม่ในใจยังไม่อยากให้ลาออก แต่เราตัดสินใจแล้ว วันต่อมาก็เริ่มทำเลย ลงทุนไปหลายหมื่น

พ่อกับพี่ชายช่วยกันทำโรงเรือนและโรงบ่ม ตุ๊กตารับหน้าที่ซื้อเชื้อเห็ดและหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำทั้งหมดและเป็นคนผสมสูตรเอง ส่วนเวลาทำก็ช่วยกันทั้งครอบครัว ตอนนั้นเพาะเห็ดนางฟ้าซึ่งเราไม่เคยทำมาก่อน เคยแต่เห็ดฟางได้ผล ก็คิดเองเออเองว่าถ้าเพาะเห็ดฟางได้เห็ดนางฟ้าก็น่าจะได้ผล จึงลงทุนทำมากถึง 4,000 ก้อน สูตรและส่วนประกอบต่างๆ พร้อมอุปกรณ์ในการทำหาจากอินเทอร์เน็ต ส่วนวิธีการขั้นตอนดูจากตัวอย่างในยูทูบ”

พยาบาลสาว กล่าวต่อว่า พอทำเสร็จแล้วก็คิดว่าน่าจะได้ผลเหมือนตอนที่เพาะเห็ดฟาง แต่ผลตรงกันข้าม 4,000 ก้อนที่ลงทุนไปต้องสูญเปล่า เห็ดส่วนใหญ่ไม่ออก บางก้อนออกก็ออกนิดๆ หน่อยๆ ถือว่าพลาดอย่างแรงที่ลงทุนไปจำนวนมากทั้งที่ตัวเองยังไม่เคยทำและไม่เคยไปอบรมการเพาะเห็ดจากผู้รู้ที่ไหน แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เธอจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องรอบคอบเสมอ

“ตอนนั้นถ้าตุ๊กตาเริ่มทำจากน้อยเหมือนตอนเพาะเห็ดฟางก็คงจะไม่สูญเงินไปมาก แต่พอทำมากความเสียหายก็ต้องมากตามเมื่อเกิดความเสียหาย ความผิดพลาดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา แม้ว่าตอนหลังจะได้คนที่ขายเชื้อเห็ดให้มาช่วยแนะนำแต่ก็เป็นความรู้พื้นฐาน ส่วนเทคนิคต่างๆ รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหารู้เชิงลึก เช่น การควบคุมอุณหภูมิโรงบ่มเชื้อ ความชื้นของโรงเพาะ การหมั่นตรวจดูโรค แมลง มด มอด แมลงสาบ ปลวก เป็นต้น ตุ๊กตาศึกษาและค่อยๆ แก้ไขด้วยตัวเองในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ปลื้มมากที่ตัวเองทำได้ค่ะ”

ทุกวันนี้เห็ดนางฟ้าที่ผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าและร้านอาหาร ยังไม่รวมชาวบ้าน (บ้านที่อยู่เป็นหมู่บ้านตำบล มี 9 หมู่บ้าน) ที่ต้องการซื้อไปปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน หรือเวลาจัดงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน และงานบุญต่างๆ เจ้าของงานก็จะมาซื้อไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร นอกจากเพาะเห็ดนางฟ้ายังเพาะเห็ดกระด้าง (เห็ดบด) และปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ต่างๆ ไว้กินเอง ถ้าเหลือก็นำไปขาย

“ถ้าถามรายได้ต่อเดือนไม่แน่นอนค่ะ แต่รายได้นั้นก็ทำให้ครอบครัวเราอยู่ได้ไม่เดือดร้อนและมีเงินเก็บทุกเดือนค่ะ จริงๆ แล้วที่บ้านตุ๊กตาก่อนจะเพาะเห็ดขายพ่อรับซื้อน้ำยางพาราซึ่งบ้านเราก็มีสวนยางด้วย ทุกวันนี้พ่อก็ยังทำอยู่ พี่ชายก็รับซื้อน้ำยางเหมือนกัน ตอนนี้ชีวิตตุ๊กตามีความสุขมาก ครอบครัวพ่อแม่ก็มีความสุข ต่างจากตอนลาออกจากราชการใหม่ๆ มีความกดดันมากมายถาโถมเข้าใส่ เช่น บางคนพูดกับแม่ว่าพาลูกไปหาหมอบ้างหรือยัง (กรณีลาออกจากราชการ) ทำให้รู้สึกท้อบ้างในบางครั้ง แต่เราไม่เคยหมดกำลังใจเพราะเลือกแล้ว ทุกวันนี้ถึงไม่ได้เป็นข้าราชการก็มีความสุข ถึงไม่ได้เป็นข้าราชการก็มีรายได้แถมได้อยู่กับครอบครัวตลอด”

ขณะเป้าหมายในอนาคต สุภารัตน์อยากมีร้านของฝากของตัวเอง โดยของฝากนั้นจะแปรรูปจากวัตถุดิบที่เธอปลูกเอง เช่น ผักผลไม้ เห็ด ถ้าเป็นเห็ดก็จะแปรรูปเป็นแหนมเห็ด เป็นต้น ส่วนใครอยากสั่งซื้อเห็ดหรือติดตามการทำเกษตรของเธอสามารถเข้าไปกดไลค์ได้ที่เฟซบุ๊ก “NongTookta Nakhonpanom”

เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562072

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

โดย ภาดนุ

เฉลิมภพ มีนอก หรือ โปร (วัย 35 ปี) ช่างภาพฟรีแลนซ์แนวไลฟ์สไตล์-ท่องเที่ยวสำหรับเว็บไซต์ และขายสินค้าออนไลน์ ผ่านประสบการณ์อันตรายที่ความเป็นความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็คือการตกจากคอนโด 6 ชั้นแต่ยังรอด!!!

โอ้ว! แค่คิดก็เสียวสันหลังวาบแล้ว ลองไปฟังโปรเล่าย้อนถึงความโชคดี (ที่รอดชีวิตมาได้) ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเขาดีกว่า

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ต้องบอกว่าผมอาศัยอยู่กับแฟนในคอนโดซึ่งเป็นตึกสูง แต่ห้องที่เราอยู่นั้นคือชั้น 6 ด้วยความที่ห้องของคอนโดที่เราอยู่นั้นพื้นที่ไม่ได้กว้างมากนัก ดังนั้นเตียงที่วางในห้องนอนจึงต้องตั้งชิดกับผนัง แล้วผนังห้องนอนก็จะมีกระจกที่เปิดได้อยู่ใกล้ๆ

จำได้ว่าวันนั้นผมเพิ่งกลับจากซื้อของที่ตลาด แล้วแฟนออกไปทำงาน บังเอิญผมเห็นว่าฝุ่นมันติดอยู่ที่ขอบกระจกเยอะมาก ก็เลยอยากจะเช็ดทำความสะอาดกระจกบานนั้นซะหน่อย ทีนี้ตอนเช็ดกระจกผมก็จำเป็นต้องยืนบนเตียงเพราะพื้นที่มันแคบ จึงทำให้ความสูงของผมอยู่เหนือกระจกบานนั้น แล้วผมก็เปิดหน้าต่างเช็ดขอบกระจกไปตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เกิดอาการวูบไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองลงมานอนหงายอยู่บนพื้นชั้นลอยซึ่งเป็นหลังคาของห้องคอนโดชั้น 1 แล้ว คือเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แค่ 1-2 วินาทีเท่านั้น โชคดีว่าพื้นที่ผมตกลงไปนอนหงายอยู่นั้นมันไม่ใช่ปูน แต่เป็นพื้นดินที่ปลูกหญ้าซึ่งเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ที่คอนโดทำไว้เป็นวิวสำหรับพักผ่อนสายตา แถมก่อนหน้านั้นฝนมันตกด้วย ก็เลยทำให้ดินยังอ่อนตัวอยู่ ตอนนั้นแม้รู้ตัวว่าตัวเองนอนหงายอยู่บนพื้นหญ้า แต่ร่างกายก็รู้สึกชาไปหมด ไม่รู้สึกเจ็บนะ แต่ขยับไม่ได้ พูดไม่ออกเลย เมื่อกรอกตามองไปรอบๆ ผมก็เห็น รปภ.วิ่งเข้ามาถามว่าเป็นยังไงบ้าง จากนั้นเขาก็วิ่งไปโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล เมื่อรถพยาบาลมาถึงก็มีคนนำเปลมาหาม พร้อมทั้งบล็อกคอผมไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน”

โปรเล่าว่า ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ชวนเขาคุย แล้วถามว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ตกลงมาได้ยังไง คือตอนอยู่ในรถพยาบาลนั้นเขายังมีสติครบถ้วน เพียงแต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้เท่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ชวนคุยเพื่อเช็กดูว่า เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีมั้ย เขาจึงตอบไปว่าน่าจะเกิดจากอาการวูบแล้วพลัดตกลงมาจากชั้น 6 ของคอนโดซะมากกว่า

“เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวถนนนวมินทร์ แพทย์ก็รีบพาผมเข้าห้องไอซียู จากนั้นก็นำตัวไปเข้าเครื่องสแกนทั้งตัวแบบลอดอุโมงค์ เพื่อดูว่ามีกระดูกภายในร่างกายตรงไหนที่หักบ้าง ปรากฏว่าส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีกระดูกหัก แต่ขาข้างขวาที่ตกลงมากระแทกนั้นมีอาการบวมอยู่มาก แต่เมื่อมาสแกนตรงกระดูกสันหลังแบบละเอียด ก็พบว่ากระดูกสันหลังข้อที่สองซึ่งอยู่ถัดขึ้นมาจากสะโพกนั้นมีกระดูกแตกอยู่ หมอจึงให้ผมเข้าไปอยู่ในห้องไอซียูเพื่อพักฟื้นและดูอาการก่อน

หมอได้อธิบายกับผมว่า ถ้าอยากจะหายเร็วๆ ก็อาจจะต้องทำการผ่าตัดแล้วเสริมเหล็กเข้าไปตรงข้อต่อ แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี ก็อาจจะต้องยอมเจ็บตัวเพื่อผ่าเอาเหล็กที่ด้ามไว้ออกมาเปลี่ยนอีก หรืออีกกรณีก็คือไม่ต้องผ่า แต่อาจจะต้องค่อยๆ ให้กระดูกเชื่อมและฟื้นฟูตัวมันเองโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาดูแลตัวเองนานอยู่สักหน่อย ตอนนั้นผมอยู่โรงพยาบาลแค่ 4 วัน ระหว่างนั้นหมอก็ให้ยาบ้างตามปกติ

แต่ที่เซอร์ไพรส์ ก็คือ หมอได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ผมมีอาการของคนเป็นโรคความดันสูงและเป็นเบาหวานร่วมด้วย เพราะจากผลการตรวจร่างกายและการตรวจเลือดแล้ว หมอสันนิษฐานว่า ตอนที่ผมเช็ดกระจกอยู่ผมอาจจะเกิดอาการวูบหรือหน้ามืดจากโรคความดันสูงและพลัดตกลงมาจากชั้น 6 นั่นเอง เมื่อย้อนคิดกลับไป ก่อนหน้านั้นผมใช้ชีวิตแบบไม่ระวัง กินน้ำอัดลมเยอะมากทุกวัน ส่วนโรคเบาหวานก็มีส่วนมาจากกรรมพันธุ์ เนื่องจากก่อนหน้านั้นร่างกายผมก็แข็งแรงเป็นปกติดี ไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆ และไม่เคยเป็นลมหรือหน้ามืดมาก่อนเลย”

โปรบอกว่า ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลหมอต้องฉีดยาคุมเบาหวานและให้ยารักษาความดันสูง เมื่ออาการดีขึ้น เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับมารักษาตัวที่บ้านได้ แต่ด้วยความที่ยังไม่สามารถเดินได้ปกติ เขาจึงต้องพึ่งไม้เท้าค้ำยันเป็นเพื่อนคู่ซี้ประจำกาย

“ช่วงนั้นแม้จะใช้ไม้เท้าพยุงกายลุกขึ้นก็รู้สึกเจ็บที่หลังและเท้าซึ่งปวดระบม และลามไปปวดทั้งตัวเลย โชคดีว่ากระดูกที่ขาไม่ได้หัก แรกๆ ผมแทบลุกจากเตียงด้วยตัวเองเพื่อทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำยังทำไม่ได้เลย ก็ได้แฟนที่คอยช่วยเหลือดูแล แต่ถ้าปวดฉี่ก็จะใช้คอมฟอร์ต 100 โดยไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำได้ พูดง่ายๆ ว่าผมนอนติดเตียงอยู่เป็นเดือนๆ เลยล่ะ ลุกนั่งแบบคนปกติยังไม่ได้ ทำได้แค่พลิกตัว แต่ผมก็อดทนให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยารักษาตัวเองไปเรื่อยๆ

จนเวลาผ่านไป 6 เดือน ผมก็เริ่มลุกเดินไปเข้าห้องน้ำได้ อาบน้ำเองได้ แต่ยังไงก็ยังต้องใช้ไม้เท้าอยู่ตลอด พอตกกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเวลานอนน้ำหนักจะกดทับไปที่กระดูกสันหลังเลยทำให้รู้สึกปวด จึงต้องพลิกตัวอยู่ตลอดเวลา อีกอย่างพอเปิดแอร์เย็นๆ นะ นอนไม่ได้เลย เพราะจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังและขาทั้งสองข้างมาก ต้องใช้การเปิดพัดลมแทน กระทั่งผ่านไป 1 ปี ผมก็เริ่มเลิกใช้ไม้เท้าล่ะ โดยจะพยายามพยุงตัวเดินเองแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ เดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ ตอนนั้นในใจนึกไว้อย่างเดียวว่า ต้องกลับไปเดินได้เหมือนปกติ

บอกตรงๆ ว่าช่วงนั้นผมก็คิดมากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะรู้ว่าอาการของตัวเองค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกที่เกิดอุบัติเหตุ ในระหว่างที่ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวนั้นผมก็ยังไปพบหมอตามนัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหมอก็อธิบายว่า ถ้าอาการค่อยๆ ดีขึ้นแบบนี้ ก็ไม่แนะนำให้ผ่าดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง เพราะถ้าผ่าแล้วเมื่อครบ 10 ปี ก็ต้องมาเอาเหล็กออก แล้วอาจจะต้องผ่าดามเหล็กใหม่อีกรอบก็ได้ หมอจึงแนะนำว่า ถ้ายังทนไหวก็ให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยาตัวเองจนหายดีโดยธรรมชาติจะดีกว่า”

โปรบอกอีกว่า หลังจากนั้นเขาก็ต้องใส่เข็มขัดแบบสายรัดเพื่อช่วยพยุงหลังอยู่อีกพักใหญ่ๆ เลยล่ะ จึงทำให้สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ร่างกายค่อยๆ แข็งแรงขึ้น เขาจึงไม่คิดถึงการผ่าตัดดามกระดูกอีกต่อไป

“ที่ผ่านมา นอกจากได้กำลังใจจากแฟนและญาติพี่น้องแล้ว ผมยังสร้างกำลังใจให้ตัวเองด้วยว่า เราป่วยหรือเจ็บได้ เราก็ต้องหายได้ ช่วงที่ขยับไม่ได้ผมเคยเปิดยูทูบเพื่อจะหาคลิปของคนที่อาการเป็นแบบผม แล้วบังเอิญได้เห็นคลิปของคนหลายคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วมีอาการใกล้เคียงกับผม บางคนขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไปคว่ำจนขาบิดผิดรูป ต้องตัดขาทิ้ง กระดูกสะโพกแตกหมดเลย เมื่อเขารักษาตัวเองหาย เขาก็มาใส่ขาเทียมแล้วยังกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เมื่อเห็นตัวอย่างคนที่อาการหนักกว่าเรายังหายได้ เลยทำให้ผมฮึดสู้และมีกำลังใจมากขึ้น

ผมใช้เวลาค่อยๆ เยียวยาตัวเอง และพยายามดำเนินชีวิตให้เป็นปกติ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปีเต็ม กระนั้นก็ยังเดินได้ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี เพราะร่างกายยังไม่ค่อยมีแรง เนื่องจากน้ำหนักตัวลดลงไปถึง 10 กก. กล้ามเนื้อที่เคยมีก็ลีบลงไปด้วย ทำให้ยังเดินเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงต้องรีบหันมาฟื้นฟูร่างกายโดยกินอาหารให้มากขึ้น แต่อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทก็ยังคงอยู่กับผมจนถึงทุกวันนี้”

โปรทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้แม้อาการจะดีขึ้นมาก แต่ถ้าเดินมากๆ หรือยกของหนักๆ ก็อาจจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังทุกครั้ง ฉะนั้นทุกวันนี้เขาจึงไม่สามารถทำงานที่ต้องยกของหนักๆ ได้เลย

“ผมคิดว่าคนที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ถ้าได้กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างก็จะทำให้เขาสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ผมเองก็ได้กำลังใจที่ดีจากครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะแฟนที่ทดลองพาผมไปเที่ยวมาเก๊า เพราะอยากให้ผมได้เดินให้ไกลๆ มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเพราะเธอไม่อยากให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย เธอจึงพาผมไปเดินเที่ยวให้รู้สึกเพลินๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก เรียกว่าพาไปเปิดหูเปิดตาและหัดเดินไกลๆ นั่นเอง เป็นผลให้พอกลับจากมาเก๊าผมก็เริ่มเดินได้ไกลมากขึ้น แถมยังสามารถกลับมาทำงานเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ตามปกติได้ แล้วต่อมาผมยังหันมาเล่นโยคะเพิ่มช่วยในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลัง และเน้นการว่ายน้ำเพื่อช่วยให้ร่างกายได้บริหารกล้ามเนื้อโดยไม่บาดเจ็บอีกด้วย

สำหรับคนที่ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถเดินได้ในระยะแรก ผมอยากให้แง่คิดว่า บางเหตุการณ์ในชีวิตนั้น เราไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ แต่หากมันเกิดขึ้นแล้วก็อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่าเพิ่งท้อแท้และหมดกำลังใจไปซะก่อน ต้องสู้ครับ ให้คิดไว้เสมอว่ายังมีคนอื่นที่เจอเหตุการณ์หนักๆ กว่าเราอีกมากมายหลายคน ซึ่งพวกเขายังสามารถสร้างกำลังใจและกลับมาใช้ชีวิตต่อได้เลย ให้คิดแค่ว่าทุกวันเราจะต้องดีขึ้น เพราะถ้าเชื่อแบบนั้นแล้ว เราก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่แย่ๆ ในชีวิตไปได้”

Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561992

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ชุดท่านักรบ มักจะเป็นท่าที่ยอดฮิตของการฝึกโยคะในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นท่าที่ต้องใช้ฝึกเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักรบ 1 นักรบ 2 และนักรบ 3 การฝึกให้ถูกต้องจะทำให้เราปลอดภัยจากการฝึก แต่จากที่ครูสังเกตในการสอนโยคะอาสนะในคลาส ก็ยังมีผู้ฝึกทั้งเก่าและใหม่ยังทำท่าได้ไม่ถูกต้องทั้งหมด (บางคนก็สักแต่ทำ) บางคนทำไม่ถูกต้องเพราะขาดความเข้าใจการจัดระเบียบของท่า แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้ฝึกทำไม่ถูก เพราะครูผู้สอนไม่ทำการแนะนำให้ถูกต้อง

เนื่องจากท่านักรบเป็นท่าที่ทำซ้ำๆ หลายรอบ หลายครั้ง และในเมื่อเป็นท่าที่มักต้องทำประจำ หากเรายังคงทำแบบผิดๆ อยู่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม การสะสมการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ ของกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อมากเกินไป อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะการไม่เฝ้าระวังของผู้ฝึกเอง

นอกจากนี้ การฝึกที่จัดระเบียบร่างกายไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เมื่อเข้าท่าอาสนะแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร หรือรู้สึกไม่ถูกจุด ทำให้ไม่รู้สึกปวดเมื่อย เพราะเข้าไม่ถึงกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ต้องการให้ใช้งานในท่านี้อีกด้วย

ชุดท่าตระกูลนักรบนั้น มีรายละเอียดมาก ในการเก็บรายละเอียดถ้าต้องเขียนจริงๆ เขียน 5 หน้าก็ยังไม่จบ แต่วันนี้ครูจะพูดเฉพาะในส่วนขององศาเท้า โดยเฉพาะของเท้าหลังเท่านั้น

โปรดทราบว่าหากฝึกท่านักรบผิด มีโอกาสให้ฝึกท่าอื่นๆ ผิดได้ตามมาอีกหลายท่า เพราะตำแหน่งเท้าของท่านักรบสามารถใช้เชื่อมท่าเพื่อไปฝึกท่าอื่นๆ ต่อในการฝึกที่เคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ในส่วนที่มักจะผิดกันหลักๆ มักจะเป็นความกว้างหรือระยะทางจากขาหน้าไปขาหลัง ที่บางครั้งยาวไป บางครั้งก็สั้นไป

ต่อมาคือตำแหน่งของความกว้างระหว่างขาขวาและขาซ้ายที่อาจจะแคบจนเกินไป หรือกว้างจนเกินไป และตำแหน่งการหมุนองศาของเท้าหลัง

ระยะทางจากขาหน้าไปขาหลังของนักรบ 1 และนักรบ 2 นั้นต่างกันรวมทั้งตำแหน่งองศา การหมุนเท้าของเท้าหลังก็ต่างกันด้วย สำหรับนักรบ 1 นั้นช่วงความกว้างของขาหน้ากับขาหลังจะสั้นกว่านักรบ 2 ประมาณครึ่งถึงหนึ่งฝ่าเท้า (แตกต่างกันในแต่ละคนตามสัดส่วนของร่างกาย)

ในภาพที่ 1 จะเห็นว่าภาพฝั่งซ้ายและฝั่งขวา มีช่วงความกว้างระหว่างขาทั้งสองข้างที่ต่างกัน หากเราจัดให้พอดีไม่แคบไปและไม่กว้างไป จะมีที่ว่างให้กระดูกเชิงกรานในการหมุนฝ่าเท้าเข้าด้านใน ทำให้ไม่รู้สึกขัดที่ข้อต่อสะโพก และไม่สร้างปัญหาให้กระดูกสันหลังส่วนล่างในอนาคต

ในส่วนของการหมุนเท้าหลังสำหรับนักรบ 1 ครูจะให้หมุนเข้ามาประมาณ 30 องศา เพื่อให้เกิดงานเข้าขาหลังมากขึ้น แล้วไม่รู้สึกขัดข้อต่อไม่ว่าจะเป็นข้อเท้า ข้อสะโพก (สำหรับครูแล้วองศานี้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ) มากกว่าแบบดั้งเดิม คือตามตำราจะให้หมุนประมาณ 45-60 องศา อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในมุมกว้างว่า จริงๆ แล้วควรจะเท่าไรดี

บางคนจะเชื่อมท่าต่อให้ง่ายให้สะดวกก็มักจะหมุนที่ 45 องศา เพื่อต่อไปยังท่าอาสนะอื่นๆ แต่สำหรับครู เมื่อสมัยก่อนก็เคยฝึกและสอนตามตำราและโรงเรียนมาตลอดคือ 45 องศา แต่ต่อมาสังเกตจากความรู้สึกของตัวเอง รวมทั้งตามหลักธรรมชาติของข้อต่อ จึงเปลี่ยนมาใช้ที่ 30 องศา มานานหลายปี ซึ่งเป็นไปตามหลักของจะปายาตรีโยคะ (Japayatriyoga Method) ดังนั้นผู้ฝึกก็เลือกเอาว่าแบบไหนเหมาะกับการฝึกของตัวเอง สังเกตจากธรรมชาติของร่างกาย (ต้องอาศัยประสบการณ์และความละเอียดอ่อนอย่างมาก)

ที่สำคัญ ขณะฝึกอย่าแอ่นหลังในท่านี้เพราะจะทำให้ปวดหลัง ซึ่งในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ครูจะไม่กล่าวถึงในครั้งนี้

และเนื่องจากในเวอร์ชั่นของครู ที่เท้าหลังหมุนที่ 30 องศา จึงสามารถเชื่อมท่าต่อได้ จากนักรบ 1 ไม่ว่าจะเป็น ท่าพีระมิด หรือท่าสามเหลี่ยมมุมกลับ

ต่อมาตำแหน่งเท้าและองศาของนักรบ 2

ตำแหน่งเท้าหลังของนักรบ 2 นั้นจะหมุนออกที่ 90 องศา ที่มักจะทำผิดกันคือความกว้างของขาหน้ากับขาหลัง เพราะตำแหน่งของหัวเข่าของขาหน้า ต้องอยู่ตรงกับข้อเท้า ไม่ล้ำไปด้านหน้า เพราะจะทำให้บาดเจ็บหัวเข่า ดังนั้นหากหัวเข่าล้ำมากไปแปลว่า ขาแคบไป ต้องแยกขาให้กว้างขึ้นและหากหัวเข่าอยู่หลังข้อเท้าแปลว่าขากว้างไปต้องหุบขาเข้ามา

ในรายละเอียดของท่านักรบ 2 นั้น ก็มีรายละเอียดที่เยอะเช่นกัน ทั้งในเรื่องของสะโพกเรื่องของเข่า ซึ่งในครั้งนี้ครูจะขอพูดถึงแค่เรื่องของเท้าเท่านั้น ทั้งนักรบ 1 และนักรบ 2 พลังต้องเริ่มจากฝ่าเท้าเพราะเป็นฐานของการฝึกอาสนะท่ายืน ฐานต้องแน่นพลังจากเท้าต้องมา Pada Bandha สมดุลระหว่างเท้าทั้งสองต้องมา ทั้งการถ่ายเทน้ำหนัก การยืนโดยไม่ล้ม ซึ่งการแยกขาที่กว้างขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและพลังของขามากขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงขณะฝึก โดยเฉพาะเมื่อต้องค้างท่า

ดังนั้น หากผู้ฝึกทำท่าตระกูลนักรบได้ดี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการฝึกท่ายืนท่าอื่นๆ ก็จะตามมาได้อย่างไม่ยากค่ะ

CR. ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog (ภาพมีลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

อาบแสงสีแดง ฟื้นกายภายใน 15 นาที…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561978

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 11:51 น.

อาบแสงสีแดง ฟื้นกายภายใน 15 นาที...

โดย มิยาโตะ

เพียงไม่ถึง 5 นาทีจากบีทีเอสสถานีอโศก สำหรับคนที่กังวลเรื่องปัญหาริ้วรอยแห่งวัย อยากให้ร่างกายตึงกระชับ ดูอ่อนกว่าวัย เป็นหนุ่มสาวสองพันปี ใช้เวลาครั้งละเพียง 15 นาทีเท่านั้นกับการบำบัดด้วย “แสงสีแดง” ณ สกินโทเปีย เซ็นเตอร์ อาคารไทมส์ สแควร์

กว่า 60 ปีมาแล้ว ที่องค์การนาซ่าได้ทำการคิดค้นและออกแบบนวัตกรรมแสงสีแดงบำบัด เพื่อนำไปใช้ในการทดลองปลูกพืชให้เจริญเติบโตในอวกาศ ทว่าเมื่อมีนักบินอวกาศได้รับบาดเจ็บ นาซ่าก็ได้ทดลองฉายแสงสีแดงดังกล่าวบนผิวหนังของนักบินอวกาศ จึงพบว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง นั่นคือแผลหายเร็วขึ้น ทำให้เริ่มมีการทำวิจัย และได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเรื่องการบำบัดด้วยแสงสีแดง ที่ว่าในผู้ป่วยที่มีอาการเส้นเลือดตีบ หรือภาวะเสียการระลึกรู้ทางการมองเห็น ได้รับการบำบัดด้วยแสงสีแดง ทำให้เนื้อเยื่อและเซลล์ที่เสื่อมสภาพได้รับการฟื้นฟูกลับมาทำงานเป็นปกติ

จึงกลายมาเป็นนวัตกรรมเตียงบำบัดด้วยแสงสีแดงที่มีเครื่องหมาย CE (Conformite Europeene หรือ European Conformity) รับรองมาตรฐานคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม นำเข้าจากสหราชอาณาจักร ทำให้สกินโทเปียสามารถให้บริการทรีตเมนต์แสงสีแดงโดยที่ไม่มีการล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Non-Invasive) เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกาย และเพิ่มอัตราการไหลเวียนโลหิตด้วยการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ ซึ่งจะช่วยเร่งขั้นตอนการฟื้นฟูให้กับผิวและกล้ามเนื้อที่ถูกทำร้าย

นวัตกรรมนี้มาถึงเมืองไทย ที่ สกินโทเปียเซ็นเตอร์ โดยบริษัท กอเจียส บอดี้ แอนด์ สกินแคร์ ชั้น 3 อาคารไทมส์สแควร์ (ชั้นเดียวกับทางเชื่อมต่อกับทางออกของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก บนถนนสุขุมวิท) ให้บริการการบำบัดด้วยแสงสีแดง บนเตียงหรือตู้ยืนบำบัดด้วยแสงสีแดง ที่ว่ากันว่าหากบำบัดอย่างต่อเนื่องจะช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอกทำให้ดูอ่อนกว่าวัย ผิวสวยสุขภาพดี และกระชับ โดยแสงสีแดงช่วยกระตุ้นชั้นผิวหนังที่ผลิตคอลลาเจน นอกจากผิวพรรณที่ดีขึ้นแล้วเส้นผมก็แข็งแรงขึ้นด้วย

ในระดับปกติทั่วไปแสงสีแดงบำบัดจะช่วยลดเลือนตีนกา ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา และทั่วเรือนร่าง ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและรูขุมขนกระชับ ผิวกระจ่างใส และสุขภาพดี นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการผิวหนังอักเสบ รักษาสิว ฟื้นฟูผิวหลังการออกแดด ลดเลือนรอยแตกและแผลเป็น ช่วยให้รอยด่างดำจางลง

ในระดับสุขภาพและสำหรับนักกีฬา การบำบัดด้วยแสงสีแดงได้การยอมรับในแวดวงนักกีฬาโอลิมปิก โดยเฉพาะในสหรัฐ นักฟุตบอลอาชีพในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและนักกีฬาที่หาวิธีการบรรเทาความเจ็บปวดกล้ามเนื้อโดยที่ไม่มีการล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการบำบัดด้วยแสงสีแดงคือคำตอบ เพราะสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้เร็ว ไม่ว่าคุณจะมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณขา หลัง ไหล่ หรือบริเวณส่วนอื่นของร่างกายก็ตาม

การบำบัดด้วยแสงสีแดงช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อมือ คอ กล้ามเนื้อหัวไหล่ ข้อต่อ และหลัง ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างสมรรถภาพกล้ามเนื้อโครงร่าง รักษารอยช้ำ และลดบวม นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการบาดเจ็บของข้อเท้า และป้องกันความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

ถามว่ามีใครไหมที่ต้องห้ามในการเข้ารับการบำบัดด้วยแสงสีแดง ทางสกินโทเปีย เซ็นเตอร์บอกว่า ไม่ว่าใครๆ ก็เข้ารับการบำบัดได้ เพราะแสงสีแดงไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นการบำบัดที่ไม่มีการล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกาย คนเป็นมะเร็งผิวแพ้ง่าย เป็นแผลไฟไหม้ ฯลฯ เข้ารับการบำบัดได้หมด ยกเว้นเพียงคนที่เพิ่งไปฉีดโบทอกซ์มาภายในเวลา 3 เดือน ควรจะรอให้โบทอกซ์อยู่ตัวสักนิดหนึ่งก่อน

สำหรับวิธีปฏิบัติตัวก่อนเข้ารับการบำบัดด้วยแสงสีแดงไม่มีอะไรยุ่งยากเลย เพียงแค่ไม่ควรแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางใดๆ มา (ทางศูนย์มีกระดาษเช็ดเครื่องสำอางบริการ) การบำบัดด้วยแสงสีแดงทำงานร่วมกับครีมชนิดพิเศษ RedLight-ST ที่ได้รับ อย. เรียบร้อยแล้ว โดยมีครีมสำหรับทารอบดวงตา ทาผิวหน้า และฉีดทั่วร่างกายก่อนเข้ารับการบำบัดในเตียงหรือตู้ฉายแสงสีแดง ปิดท้ายด้วยครีมบำรุงผิวหลังการบำบัด 15 นาที เป็นอันเสร็จพิธี

ข้อดีที่สุดคือ การเดินทางสะดวก การบำบัดใช้เวลาไม่นาน และง่ายดายจริงๆ ช่างเหมาะนักกับคนเมือง

แสวงหาความสุข จากคน‘ชอบเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561973

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 11:28 น.

แสวงหาความสุข จากคน‘ชอบเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : ชอบเที่ยว

ใช้ชีวิต ให้มีชีวีต กับการเดินทางหาแรงบันดาลใจ คือ สโลแกนของเพจเฟซบุ๊ก “ชอบเที่ยว” พื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของบุคคลที่ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “เรา” ซึ่งน่าจะหมายถึง หญิงสาวในภาพ และ “นิว” ชายหนุ่มที่กำลังเล่าเรื่องราวของเขาอยู่ตอนนี้

นิว เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเปิดเพจว่า เกิดขึ้นจากภาพถ่ายและความทรงจำที่เขาเก็บเกี่ยวมาระหว่างทาง และจากนั้นจึงอยากถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง

“คงเป็นความรู้สึกที่ผมนั่งมองทะเลอยู่คนเดียว แล้วก็คิดว่าถ้ามีใครสักคนมานั่งใกล้ๆ แล้วมองสิ่งที่ผมเห็นด้วยกันคงดี ผมก็เลยหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายเก็บเป็นความทรงจำเอาไว้เล่าถึงความรู้สึก และความคิดในช่วงเวลา ณ ขณะนั้น

ก็เช่นเดียวกันกับเพจ เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็ชอบถ่ายรูปเก็บมาเสมอ ก็เลยลองเขียนเรื่องราวลงเพจดู ไว้เล่าให้คนอื่นได้อ่านว่าสถานที่นี้มีอะไร มีสิ่งที่น่าสนใจอะไร บรรยากาศดีไหม เพื่อจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลในการตัดสินใจของคนทั่วไปที่เข้าถึงได้”

เพจชอบเที่ยว จึงเต็มไปด้วยภาพที่สื่อถึงความสุขและความสวยงามของสถานที่ที่เขาเดินทางไป ซึ่งหากถามถึงไลฟ์สไตล์ในการท่องเที่ยว นิวมักจะมองหาความสวยงามที่อยู่ใกล้ตัวเสมอ

“การเที่ยวของผมจะมองหาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แค่ได้ออกจากบ้าน ไปที่ที่อยากไป ได้ถ่ายรูป ผมก็ไปได้ทุกที่ตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย แต่สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษเลยคือทะเล เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมมองได้ไกลที่สุด เวลาได้มองอะไรไกลๆ แล้วมันสบายใจดี”

นอกจากภาพมุมกว้างของสถานที่ท่องเที่ยว และภาพหญิงสาวที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพถ่ายแล้ว เรื่องเล่าในแต่ละโพสต์ยังถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียด โดยเขาจะให้ความสำคัญกับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้ง ข้อแนะนำที่ห้ามพลาด และที่สำคัญคือ ประสบการณ์จริง

“ผมอยากให้เพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามเพจมีความสุข และผมหวังว่าสถานที่และเรื่องราวที่ผมนำเสนอจะถูกใจเพื่อนๆ สามารถเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ ให้ลองเดินทางไปสัมผัสกับสถานที่จริง”

สำหรับเขาได้นิยามคำว่า “ท่องเที่ยว” ว่าเป็นการแสวงหาความสุข และการทำเพจท่องเที่ยวคือ การลงลึกกว่าเดิม

“การท่องเที่ยวทำให้ได้เจอเรื่องราวใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ และยิ่งพอได้ทำเพจแล้ว จากการท่องเที่ยวธรรมดาก็ทำให้ผมหาข้อมูลเพิ่มขึ้น ได้พูดคุยกับคนมากขึ้น ทำให้เห็นหลากหลายมุมมอง อยากออกไปเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ และได้ถ่ายรูปเยอะขึ้น ซึ่งทั้งหมดทำให้ผมแสวงหาความสุขได้มากกว่าเดิม” เขากล่าวทิ้งท้าย

กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ + ถิรภัทร ชัยจรรยา คู่ซี้ดีเจ‘คูล ฟาเรนไฮต์ 93’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561972

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ + ถิรภัทร ชัยจรรยา คู่ซี้ดีเจ‘คูล ฟาเรนไฮต์ 93’

โดย ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตามไปพูดคุยกับสองคู่ซี้ดีเจ (คูลเจ) อารมณ์ดีจาก Cool Fahrenheit 93 “แนน” กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ และ “นิค” ถิรภัทร ชัยจรรยา ดูหน่อยซิว่า สองคนนี้จะมีดีกรีความสนิทสนมกันขนาดไหน พร้อมทั้งอัพเดทผลงานของแต่ละคนไปด้วยเลย

แนน : งานหลักของแนนตอนนี้ก็คือจัดรายการวิทยุคลื่นคูล ฟาเรนไฮต์ 93 คู่กับนิค ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 18.00-21.00 น. แล้วก็มีรายการ “คุยกับหมออัจจิมา” ทางช่อง TNN24 พิธีกรอีเวนต์ และอ่านสปอตโฆษณาค่ะ

แนนพูดถึงนิค

“แนนทำงานที่คลื่น 93 มาตั้งแต่เริ่มเลย ปีนี้น่าจะเข้าปีที่ 17-18 แล้ว เรียกว่าเป็นงานหลักที่แนนรักมากๆ เลยก็ว่าได้ ส่วนการทำงานกับนิค แนนได้จัดรายการวิทยุคู่กับเขามาได้ 6 ปีแล้ว ถ้าพูดถึงความสนิทก็ถือว่าสนิทมาก นิคเป็นทั้งน้องชายและเป็นที่ปรึกษาในทุกเรื่อง ที่จริงแล้วแนนไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกตัวเองกับใครมากนัก แต่กับนิคนี่เจอกันทุกวัน ทำให้เราสนิทกันมาก คือนิคจะรู้เรื่องส่วนตัวของแนนทุกอย่าง (หัวเราะ) ยิ่งกว่าคนในครอบครัวซะอีก เพราะเรานั่งคุยกัน นั่งทำงานด้วยกันทุกวัน แถมยังมีไปแฮงเอาต์ด้วยกันอีก

ขอเล่าย้อนไปวันแรกที่นิคมาทำงาน วันนั้นเขามาในชุดเสื้อฮาวายลายดอก กางเกงขาสั้น เจาะหู มีรอยสัก ดูแล้วไม่ใช่บุคลิกของคนในวงการดีเจที่เราคุ้นเคยเลย (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราต้องจัดรายการด้วยกัน แนนยังคิดว่าจะทำงานด้วยกันได้มั้ยเนี่ย แต่พอลองทำเดโมด้วยกัน เอ๊ย! เคมีเรากลับเข้ากันได้ดี แม้ตอนนั้นแนนจะแกล้งๆ พูดไปว่า เห็นพี่ตลกๆ แบบนี้ แต่เวลาทำงานพี่จริงจังนะ เพื่อเป็นการข่มไว้ก่อน (หัวเราะ) เชื่อมั้ยว่านิคยังจำได้ดี แถมยังไปเล่าต่อให้คนอื่นฟังจนถึงทุกวันนี้”

แนนบอกว่า แม้นิคจะมีบุคลิกวัยรุ่นมากๆ ในตอนนั้น แต่เวลาที่จัดรายการวิทยุด้วยกัน นิคกลับทำงานจริงจัง แถมมีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจทำงานและตรงต่อเวลามาก

“ก็ขอชื่นชมในความเป็นคนรุ่นใหม่ที่ขยัน ตรงเวลา ซึ่งเป็นสิ่งดีๆ ที่นิค มีอยู่ในตัว เขาเหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ซึ่งพร้อมจะให้คนอื่นรินความรู้ให้อยู่ตลอดเวลา นิคไม่ใช่คนอีโก้สูง ตรงนี้แหละที่ทำให้รู้สึกเอ็นดูน้องคนนี้ เขาไม่ต้องให้เราสอนจนปากเปียกปากแฉะ แต่นิคจะเรียนรู้จดจำ และพัฒนาด้วยตัวเองทั้งหมดเลย ตอนมาแรกๆ นิคจะพูดไม่ค่อยชัดเพราะดัดฟัน แต่ปัจจุบันนี้แฟนๆ ที่ได้ฟังนิคและแนนจัดรายการคู่กัน หลายคนบอกว่านิคพูดเก่ง พูดชัด มีจังหวะที่ลงตัว และเข้ากับแนนได้ดีมากๆ”

แนนเสริมว่า สิ่งที่ประทับใจในตัวนิค นอกจากเรื่องงานก็คือนิสัยที่รักครอบครัว มีสัมมาคารวะ พูดง่ายๆ ว่าพ่อแม่สอนมาดี ชอบทำบุญ รักสัตว์ รักเด็ก และมักคิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอ

“แนนว่าคนเราเมื่อมีทัศนคติและพื้นฐานในชีวิตที่คล้ายกัน มันก็ทำให้เราคุยกันง่าย และสนิทกันมากยิ่งขึ้น อีกอย่างนิคจะมีนิสัยที่ยอมเสมอ อะไรก็ได้ ก็เหมือนแนนอีกแหละ ก็เลยยิ่งทำให้เราทำงานด้วยกันได้ดีมากขึ้นไปอีก คลิกกันง่าย นิคเลยกลายเป็นน้องที่น่ารักไปโดยปริยาย ที่สำคัญเขาเป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน อบอุ่น ปรึกษาได้ทุกเรื่องเลย เพราะเขาจะรับฟังเสมอ ถือว่าเป็นเพื่อนผู้ชายที่สนิทที่สุดตอนนี้ก็ว่าได้”

แนนทิ้งท้ายว่า หลังจากทำงานด้วยกันมาหลายปี สิ่งที่เป็นห่วงนิคนั้นแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากนิคมีความรับผิดชอบสูง ซึ่งคนเราหากตั้งต้นด้วยความรับผิดชอบแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

“อ๋อ! แต่สิ่งที่เป็นห่วงนิดนึงก็คือการขับรถ นิคไม่ใช่คนขับรถเร็ว แต่เวลาที่เขาไปแฮงเอาต์ก็ต้องมีดื่มบ้าง เราก็จะบอกเขาว่าไป-กลับแท็กซี่ดีกว่า ก็น่าจะเป็นห่วงในเรื่องอุบัติเหตุมากกว่าค่ะ อย่างมีครั้งหนึ่งตอนที่นิคขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แล้วมอเตอร์ไซค์ดันขับไปชนรถยนต์ ดีที่ว่าตัวเขาสูง เขาก็เลยโดดผึงลงมาได้ทัน

ส่วนเรื่องสุขภาพยิ่งไม่น่าเป็นห่วงเลย เพราะนิคจะไม่กินอะไรดึกๆ ไม่กินของมัน ของทอด แถมออกกำลังกายด้วย แต่ก็ยังไม่วายเป็นหนุ่มนักปาร์ตี้อยู่นะ (หัวเราะ)

สุดท้ายคือ นิคค่อนข้างทำงานหนัก เพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว คือเขาทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบัน แล้วมักไม่ค่อยจะได้หยุดสักเท่าไร แนนเลยอยากให้น้องลาพักร้อน ไปเที่ยวพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตให้กับตัวเองบ้างค่ะ”

นิค : งานหลักของผมตอนนี้ก็คือจัดรายการวิทยุคลื่น Cool Fahrenheit 93 คู่กับพี่แนน และมีอาชีพเสริมอีกอย่างคือขายสินค้าแฟชั่นออนไลน์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเลยครับ

นิคพูดถึงแนน

“ผมเริ่มจากการเป็นดีเจที่คลื่น Seed มาก่อน แต่เมื่อยุคเกาหลีมาแรง โลกมันเริ่มเปลี่ยนไป ผมก็หยุดงานดีเจไปพักใหญ่ๆ และไปรับงานถ่ายโฆษณาอยู่หลายชิ้น ช่วงนั้นเรียกว่าถ่ายโฆษณา 3 ชิ้น/เดือน ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ หลังจากนั้นก็มาเป็นพิธีกรในรายการ MTV เมื่อรายการเลิกไป ก็มีแวบไปลองเล่นละครทีวีดูบ้าง แต่ก็พบว่ามันไม่ใช่แนวทางของตัวเอง

วันหนึ่งก็มีโทรศัพท์จากรุ่นพี่ดีเจที่คลื่น 93 โทรมาบอกว่า ว่างมั้ย เข้ามาทำเดโมหน่อย ในที่สุดผมก็ได้ทำงานที่นี่ เพราะมีโปรไฟล์ด้านดีเจติดมาบ้าง ตั้งแต่ทำงานวันแรกกับพี่แนนจนถึงวันนี้ ก็น่าจะ 6 ปีแล้วครับ

ตั้งแต่เริ่มจัดรายการวิทยุกับพี่แนนมา บอกเลยว่านางดุ เอ้ย! ไม่ใช่ นางเป็นคนใส่ใจรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งในเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต เห็นแบบนี้ แต่ใครจะรู้ว่าพี่แนนมีนิสัยผู้ยิ้งผู้หญิงมาก ดูภายนอกนางเป็นคนสตรองสุดๆ เลยนะ ฉันไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นคนเซนซิทีฟมากๆ เป็นผู้หญิงบอบบาง และชอบนึกถึงความรู้สึกของผู้อื่นตลอดเวลา จนบางครั้งลืมย้อนกลับไปดูความรู้สึกตัวเองซะงั้น

หลายครั้งที่พี่แนนยอมทนลำบากเพื่อช่วยคนอื่น เรียกว่าแคร์ความรู้สึกคนอื่นไปซะหมด อย่างล่าสุดตัวเองมีงานเช้า แล้วยังต้องพาคุณแม่ไปหาหมอด้วย แต่พอตกเย็นเพื่อนที่ออฟฟิศบอกว่าจะชวนไปฉลองวันเกิดข้างนอก นางก็ไปกับเขาอีกจ้า แล้วก็มาบ่นว่าทำไมเหนื่อยจังเลย”

นิคบอกว่า แนนเป็นรุ่นพี่ในวงการดีเจที่เป็นครูที่ดีคนหนึ่ง เพราะเธอจะมีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป การสอนส่วนใหญ่จะเป็นการแนะนำหรือชี้ให้เห็นซะมากกว่า

“เมื่อก่อนผมดัดฟัน เวลาจัดรายการแล้วผมจะพูดไม่ค่อยชัด ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองพูดชัดขึ้น ผมก็มาทำงานเร็วขึ้นเพื่อซ้อมก่อนออกอากาศจริงไง เพราะไม่อยากเป็นตัวถ่วงพี่แนนเวลาทำงาน ไม่ได้ขยันอะไรหรอก (หัวเราะ) แต่พอได้ทำงานด้วยกัน ผมก็ได้เรียนรู้จากพี่แนน และเรียนรู้จากพี่ๆ ดีเจคนอื่นๆ ด้วย พูดง่ายๆ ว่าจังหวะในการทำงานของเราสองคนไปด้วยกันได้

สิ่งที่ผมเป็นห่วงพี่สาวคนนี้ก็คือ เขามักจะถูกคนมาเอาเปรียบอยู่เสมอ เนื่องจากนางเป็นคนดีและชอบเห็นใจผู้อื่น นี่แหละที่ทำให้นางถูกเอาเปรียบ บางครั้งผมฟังแล้วยังรู้สึกปรี๊ดแทนเลย อย่างเรื่องงานนี่บางครั้งทำให้เขาฟรีๆ ด้วย แล้วบอกว่าคนกันเอง ซึ่งอันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย แม้จะเคยโดนโกงเงิน แต่พี่แนนก็ยอม ไม่เอาเรื่อง เพราะนางเป็นคนขี้สงสาร และชอบเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ (หัวเราะ)

ที่เป็นห่วงอีกเรื่องก็คือสุขภาพ คือพี่แนนจะสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ชอบฝืนสังขารรับงานเพื่อคนอื่น เกรงใจเขา ปฏิเสธเขาไม่เป็น สุดท้ายมาทำงานในสภาพอิดโรยมาก เห็นแล้วจะบอกเลยว่า พี่แนนใช้ชีวิตหนักไปนะ ก็เลยรู้สึกเป็นห่วงพี่แนนในเรื่องนี้ ว่านางควรจะดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องอาหารการกินและเรื่องสุขภาพของตัวเอง”

นิคบอกว่า เวลาที่แนนมาปรึกษา เขาจะรับฟังทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องความรัก แต่สำหรับการตัดสินใจนั้น แนนจะต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร จะสุขหรือทุกข์ เขาก็จะเป็นเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

“เมื่อก่อนพี่แนนจะรูปร่างผอมกว่านี้นิดหนึ่ง แล้วจะแต่งตัวจัด แต่งตัวเนี้ยบจนผมเกรงใจ ผิดกับปัจจุบันนี้ ที่บางครั้งนางจะออกมาจากคอนโดโดยไม่แต่งหน้าเลย หน้างี้ซีดเชียว แล้วชอบใส่แว่นดำอำพรางมา พอเราทักไป นางก็ไปเอาแป้งเด็กมาทาที่หน้า (หัวเราะ) ซึ่งเรื่องนี้ผมขำมาก

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ พี่แนนจะเป็นผู้หญิงที่จิตใจสะอาดมาก แต่บุคลิกภาพภายนอกนี่นางจะไม่ค่อยดูแลตัวเองสักเท่าไร มีครั้งหนึ่งไปทำงานด้วยกัน แล้วผมมารู้ว่านางไม่ล้างหน้า แถมยังไม่อาบน้ำ ผมก็ไม่สระด้วย โดยนางอ้างว่าถ้าสระแล้วจะต้องมาเสียเวลาให้ช่างไดรผมอีก ต่อจากนั้นนางก็สามารถแต่งหน้าแล้วทำงานต่อได้เลย (หัวเราะ)

ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าพี่แนนก็พยายามปรับตัวในเรื่องการบริหารเวลาของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ รับงานเพราะเกรงใจคนอื่นน้อยลง เริ่มหันมาออกกำลังกายและดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพี่แนน ถ้าเธอสามารถบาลานซ์ชีวิตของตัวเองได้”