พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561968

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 10:14 น.

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

โดย ภาดนุ

“หญิง” พรพิมล ปักเข็ม สาวเก่งผู้รั้งตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท แมทช์ เฮ้าส์ คือเจ้าของธุรกิจโรงเรียนที่ชื่อ Match HouseLearning Center ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากโรงเรียนกวดวิชาทั่วไป

ด้วยการใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการศึกษาหลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และค้นหาศักยภาพในตัวเด็ก เพื่อจะแนะแนวให้เด็กก้าวไปสู่เส้นทางที่ใช่ในอนาคต

“หญิงทำธุรกิจและมีบริษัทที่ดูแลบริหารงานอยู่หลายแห่ง แต่สำหรับโรงเรียนถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่เริ่มทำอย่างจริงจัง หลังจากเป็นนักเรียนทุนและจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ บวกกับความตั้งใจของตัวเองที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้ควบคู่ไปกับการเรียนที่มีความเข้าใจและเรียนสนุก ปัจจุบันการสอนในยุคนี้ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หญิงจึงได้ปรับเป็นศูนย์รวมด้านการเรียนการสอนที่ครบทุกวิชาขึ้นมา

คือต้องอธิบายก่อนว่า ที่จริงหญิงทำธุรกิจโรงเรียนมาประมาณ 18 ปี แต่เพิ่งจะมารีแบรนดิ้งเป็นชื่อ Match House Learning Center ได้แค่ปีกว่าๆ ซึ่งหญิงมองว่าถ้าเด็กนักเรียนจะมาเรียนที่ไหนก็ตาม ก่อนอื่นพวกเขาต้องรู้เป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตของตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร หญิงจึงตั้งใจเปิดโรงเรียนพร้อมทั้งสร้างกระบวนการในการค้นหาเป้าหมายให้กับเด็กทุกคนที่จะมาเรียนกับเรา แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีการแนะแนวที่ถูกต้องและตรงตามเป้าหมายให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้สอน ในการที่จะแนะนำแนะแนวเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อวางแผนให้พิชิตเป้าหมายที่ต้องการให้ได้”

หญิง บอกว่า เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.ปลาย ซึ่งที่ Match House Learning Center นั้น มีศักยภาพที่สามารถจะรองรับเด็กทุกช่วงวัยเหล่านี้ได้สบาย เพราะได้รวมศาสตร์แห่งการเรียนการสอนไว้ครบทุกวิชา ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอื่นๆ

“ที่เรามีสอนครบถ้วนทุกวิชา เพราะเรามีพาร์ตเนอร์ที่ดีเข้ามาร่วมธุรกิจด้วย อย่างตอนนี้ก็มีวิชาจินตคณิตเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นวิชาที่ใช้อุปกรณ์คือลูกคิดและใช้จินตภาพของเด็กที่เรียนเป็นตัวช่วยให้พวกเขาคำนวณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมทีแล้วโรงเรียนของเราจะเชี่ยวชาญการสอนวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และการเตรียมสอบของเด็กๆ เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันวิชาใหม่ๆ อย่างจินตคณิตนั้นเราไม่ถนัด เราจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาร่วมสอนด้วย

เราได้ ดร.เมี่ยง-จิตรา พีชะพัฒน์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจินตคณิต และเคยส่งเด็กๆ ไปแข่งขันอยู่แล้วมาร่วมงานด้วย โรงเรียนกวดวิชาของเราจึงได้รับการตอบรับทางด้านวิชาจินตคณิตค่อนข้างดีเลยล่ะ ซึ่งเด็กที่มาเรียนจะได้เรียนทั้งคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการสอบเข้าเรียนต่อ พร้อมทั้งได้เรียนจินตคณิตเพิ่มไปด้วย”

เด็กที่มาเรียนเพื่อสอบเข้าเรียนต่อเหล่านี้ มีทั้งเด็กที่จบ ป.6 เตรียมขึ้นม.1 เด็กที่จบ ม.3 เตรียมจะขึ้น ม.4 และเด็กที่จบ ม.6 เตรียมเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหญิงบอกต่อว่าที่โรงเรียนของเธอก็สอนได้ทุกวิชา ทั้งคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา อังกฤษ และอื่นๆ

“ถ้าถามว่าปัจจุบันนี้ปริมาณเด็กที่มาเรียนกวดวิชามีมากน้อยแค่ไหน ก็ตอบได้ว่าด้วยยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีจำนวนเด็กที่มาเรียนน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากพ่อแม่ในยุคนี้มักมีลูกแค่ 1-2 คน ในขณะเดียวกันโรงเรียนต่างๆ ก็มีมากขึ้น ดังนั้นแต่ละโรงเรียนก็อาจจะมีจำนวนนักเรียนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกระทบอยู่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ Match House LearningCenter โฟกัสเป็นพิเศษเลยก็คือ เราไม่ใช่โรงเรียนหรือสถาบันกวดวิชา แต่เราเป็นศูนย์รวมทางด้านการศึกษาที่หลากหลายซึ่งมีการวางแผนการเรียนเป็นอย่างดีเนื่องจากเราได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิเคราะห์และพัฒนาศักยภาพ TalentDetective ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์ลายผิววิทยา หรือ Dermatoglyphics อีกทั้งยังเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม Top Talent ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการพัฒนาผู้เรียนผ่านการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อประเมินศักยภาพโดยกำเนิดของเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ

อีกทั้งยังมีการประมวลผลในภาพรวมเพื่อการจัดการการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพราะการวัดผลนี้สามารถนำมาประกอบการวางแผนการเรียนหรือการแนะแนวให้เด็กๆ เหล่านี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสำหรับพวกเขาในอนาคตได้ ตามศักยภาพที่พวกเขามีมาแต่กำเนิด นี่แหละถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโรงเรียนของเราที่แตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ”

หญิง กล่าวอีกว่า การสแกนลายนิ้วมือที่เกริ่นไปนั้น จะช่วยให้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีอุปนิสัยโดยกำเนิดอย่างไร ซึ่งลายนิ้วมือของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันนี้ สามารถนำมาวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงและสถิติกว่า 30 ล้านตัวอย่าง ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากรูปแบบลายนิ้วมือแล้วสรุปผลออกมาได้ค่อนข้างตรงกับนิสัยของเด็กแต่ละคนจริงๆ

“ที่จริงแล้วศาสตร์ของการสแกนลายนิ้วมือและการอ่านอุปนิสัยของแต่ละบุคคลนั้นเข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง แต่โดยส่วนตัวหญิงเอง ด้วยความที่เรามีลูกอายุ 6 ขวบและ 9 ขวบ หญิงจึงให้พวกเขาทดลองสแกนลายนิ้วมือตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบเลย เมื่อวิเคราะห์ผลแล้วก็จะพบว่าลูกคนไหนเหมาะกับการเรียนแบบไหน หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง ซึ่งการสแกนลายนิ้วมือก็จะวิเคราะห์โดยละเอียดทั้ง 10 นิ้ว จากนั้นจึงจะประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์และสรุปผลออกมาอีกที

ทำให้สามารถบอกแนวโน้มอาชีพ ความชอบ ความถนัด และทำให้รู้ได้ว่าเราควรจะเพิ่มเติมจุดแข็งด้านทักษะหรือต้องพัฒนาศักยภาพด้านไหนให้ลูกๆ บ้าง กระบวนการนี้จึงช่วยทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กแต่ละคนชัดเจนขึ้น ว่าเขาชอบการเรียนรู้แบบไหน เด็กบางคนอาจจะชอบอ่าน บางคนอาจจะชอบฟัง หรือบางคนอาจจะชอบลงมือปฏิบัติ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะมีความถนัดทางด้านการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป จึงช่วยให้ครูสามารถนำข้อมูลนี้มาเลือกวิธีหรือสื่อการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้ พ่อแม่ก็จะเข้าใจลูกๆ ได้ดีขึ้นส่งผลให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและมีพลังในการเรียนมากขึ้น”

ล่าสุด เธอบอกว่ายังได้นำโปรแกรม Top Talent เข้าไปยังโรงเรียนต่างๆ ด้วย ซึ่งเดิมทีใช้แค่ในโรงเรียนแมทช์ เฮ้าส์เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ ที่กรุงเทพฯ และโรงเรียน BSP ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบเท่านั้น

“นอกจากจะมีการสแกนลายนิ้วมือด้วยเครื่องแล้ว ยังมีการทำไอคิวเทสต์เพื่อทดสอบความฉลาดของเด็กๆ ด้วย เพราะเราอยากให้โรงเรียนของเราเป็นศูนย์การเรียนการสอนที่ทันสมัยและมีกระบวนการในการช่วยเหลือเด็กๆ ได้ครบถ้วน เราจึงมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการทำ Personality Test (แบบทดสอบบุคลิกตัวตน) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะแนวเด็กมัธยมปลาย ซึ่งการทำแบบทดสอบบุคลิกตัวตนนี้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องทำทั้งบ้านเลย ผลที่ได้ก็คือจะช่วยให้คนในครอบครัวเข้าใจลูกๆ และส่งเสริมพวกเขาได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น”

ผู้บริหารคนเก่งเสริมว่า การทดสอบทั้งหลายที่กล่าวมาเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และไต้หวัน ได้ใช้กันมานานแล้วดังนั้นผลการวิเคราะห์ต่างๆ ที่ออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลย

“ขอย้อนกลับไปที่การนำกระบวนการสแกนลายนิ้วมือเข้าไปในโรงเรียนต่างๆ อีกนิด เรื่องนี้เราได้มีการติดต่อกับทางโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยคิดราคาค่าบริการในอัตราที่ย่อมเยามาก พูดง่ายๆ ว่าถูกกว่าการทดสอบแบบเดี่ยวๆ โดยโรงเรียนที่เรานำการวิเคราะห์และสแกนลายนิ้วมือเข้าไปนี้มีทุกระดับชั้นเลยค่ะ

แล้วในอนาคตเราก็วางแผนจะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนที่ขาดโอกาสตามต่างจังหวัดด้วย เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนได้ผ่านการวิเคราะห์โดยโปรแกรมนี้กันทุกคน เด็กๆ จะได้มีแนวทางในการวางแผนชีวิตเพื่อเดินต่อไปยังเป้าหมายในอนาคตได้อย่างถูกต้อง”

ปัจจุบัน Match House Learning Center ในกรุงเทพฯ มี 3 สาขาด้วยกัน คือ เดอะมอลล์ บางแค เซ็นทรัลพระราม 2 และซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยที่หญิงชี้ว่าผู้ปกครองสามารถจะเลือกให้ลูกมาเรียนกวดวิชาแบบเดี่ยว หรือจัดให้เด็กๆ รวมกลุ่มกันมาเรียนกับเพื่อนก็ได้

“เพราะห้องเรียนของเรามีมากถึง 20 ห้อง จึงสามารถรองรับนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญเราจะเน้นอาจารย์ผู้สอนที่มีจิตวิทยาความเป็นครูสูง สามารถโน้มน้าวเด็กให้เรียนอย่างสนุกสนานและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่ของเราจะจบทางด้านวิชานั้นๆ โดยตรง หรือถ้าเป็นอาจารย์สอนภาษาพิเศษอย่างภาษาจีน เราก็จะคัดเลือกผู้ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาสอนด้วยเช่นกัน”

หญิงทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าอาจจะเปิดสาขา Match House Learning Center เพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด เพราะมองว่ายังไงก็ตามการศึกษายังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กไทยเสมอ

อีกอย่างพาร์ตเนอร์ที่จะร่วมธุรกิจด้วยก็ต้องมีความรักความชอบในการทำโรงเรียนกวดวิชาด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กๆ ที่มาเรียนเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์สูงสุดและเติบโตมีอาชีพที่ดีและเป็นคนเก่งในสังคมที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป… ดูข้อมูลได้ที่ FB : Matchhouse.school และ http://www.matchhouse.school

โก๋เอ็ม บุดดาเบลส พ่อทูนหัวของสัตว์ผู้โดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561967

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

โก๋เอ็ม บุดดาเบลส พ่อทูนหัวของสัตว์ผู้โดดเดี่ยว

โดย มัลลิกา นามสง่า

“ผมหัวร้อนง่าย ถ้ามีข่าวเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ หรือมีคนรังแกสัตว์ อย่าให้ผมรู้”

ถ้อยความจากแร็ปเปอร์ชื่อดัง “โก๋เอ็มบุดดาเบลส” หรือกิตติพงษ์ คำศาสตร์

เป็นเวลานับสิบปี ที่ผู้คนเริ่มรู้จักและจดจำภาพใหม่ของโก๋เอ็ม นอกจากการเป็นศิลปินแร็ป เขายังเป็นคนที่รักสัตว์ตัวยง ประเภทที่ว่าหมาแมวพลัดหลง ตัวแห้งเหี่ยว พิการ ถูกทำร้ายบาดเจ็บ เป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือ โอบอุ้มนำมารักษาอยู่ร่วมชายคาด้วย

จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 จนมากถึง 50 ตัวก็มี ทั้งหมู หมา กา ไก่ เรียกว่า Goh-m Family

จากอยู่บ้านร่วมห้องนอนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันโก๋เอ็มพาลูกๆ ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ที่ “บ้านไร่ลุงเอ็ม” จ.ราชบุรี สถานที่ซึ่งเขานำเงินสะสมจากการทำงานมาวางอนาคตใหม่โดยมีสัตว์เป็นส่วนร่วมในชีวิต

สถานที่แห่งนี้นอกจากให้ลูกๆ นานาสัตว์ได้เดินเล่น ครอบครองพื้นที่อย่างอิสระ ยังเป็นสตูดิโอที่สรรค์สร้างงานศิลปะ โปรดักชั่นเฮาส์ และงานอื่นๆ ตามแต่ว่าจ้าง แต่ยังอยู่ในไลฟ์สไตล์ของ โก๋เอ็ม เพลง สัตว์ ศิลปะ

“ตอนนี้บ้านที่กรุงเทพฯ มีหมา แมว ไก่ รวม 20 ตัว แมว 2 หมา 14 ไก่ 2 ไก่ไข่ 2 ตัวที่อยู่กรุงเทพฯ มีทั้งเลี้ยงเองและรอหาบ้าน แต่ผมว่าพอมันโตก็หมดโอกาสมีบ้านใหม่แล้ว ธรรมชาติของสัตว์โตก็ไม่มีใครอยากเลี้ยง ก็ต้องเลี้ยงไว้เอง

หมาที่กรุงเทพฯ ผมก็เหมือนคนทั่วไปซื้อมาเลี้ยงแล้วยังไม่มีความรู้ ไม่ได้ทำหมัน ออกลูกออกหลานมาเยอะจนเป็นฟาร์ม หมาจรก็มีเลี้ยงไว้ เป็นหมาที่อยู่ในซอยหมานี้แหละ ซอยพระราม 9 ซอยเลียบด่วนรามอินทราคนแถวนี้จะรู้ดีว่าผมคุมหมาในซอยนี้ (หัวเราะ) ใครมารังแกไม่ได้ ส่วนที่ไร่ราชบุรีเป็นหมาจร 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงหมู แพะ ไก่ หมู2 ตัวซื้อพร้อมซื้อที่ดินเขาจะขายส่งโรงเชือด”

บ้านไร่ลุงเอ็ม มีเนื้อที่ 2 ไร่ โก๋เอ็มซื้อไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะตระหนักได้ว่าสัตว์ที่เขาอุปการะเริ่มมีมากขึ้น นอนบนเตียงด้วยกันไม่พออีกแล้ว ประจวบกับมีคนวางยาฆ่าสุนัขในซอย

อย่างไรก็ตาม บ้านไร่ลุงเอ็มไม่ใช่มูลนิธิดูแลสัตว์ที่เจ้าของไม่ต้องการแล้ว หรือสัตว์พิการที่ดูรูปลักษณ์ไม่น่ารัก ไม่น่าอุ้มน่าจูง ไม่ต้องเอามาทิ้งหรือฝากให้ช่วยหาบ้าน

สิ่งที่โก๋เอ็มทำนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ก็ควักเอง รายจ่ายดูแลสัตว์ที่มีอยู่ในอาณัติตกราวเดือนละ 2 แสนบาท ส่วนใครจะเรี่ยไรเงินมาช่วยเหลือเขาก็ไม่ค่อยอยากรับ ไม่อยากให้มีปัญหากันภายหลังแต่ให้เป็นสิ่งของสำหรับสัตว์ก็มิอาจจะปฏิเสธได้ ยิ่งขนมาให้ถึงไร่ก็รับไว้และขอบคุณมากๆ

“ผมมีพนักงานที่อยู่ที่ไร่ พื้นฐานก็รักสัตว์ บางคนไปเจอหมาแมวก็อุ้มมา ผมก็บอกว่าสงสารได้ แต่เราก็ต้องดูแลให้ไหว ใครอุ้มมาก็ต้องช่วยดูแลด้วย ความสงสารมันจะทำร้ายกู

ผมบอกเด็กทุกคน เราไม่ได้โลกสวย แต่เราต้องดูด้วยว่าเราดูแลเขาได้ไหม ผมใช้เพจหาบ้านตลอด ก็บอกทุกคนเวลาว่างจากงานประจำต้องช่วยดูแลเพจหาบ้าน

เหมือนกันคนที่จะเลี้ยงสัตว์ผมบอกเลยไม่มีเงินอย่าเลี้ยง ไหนจะค่ายาค่าดูแล พอดูแลไม่ไหวก็เอามาปล่อยทิ้งเป็นปัญหาให้สังคมอีก”

โก๋เอ็มอุปการะสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง ทำคนเดียว ควักเงินจ่ายเอง เป็นเช่นนี้มานาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงการลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่องของสิทธิสัตว์และอุตสาหกรรมสัตว์อย่างจริงจัง

“ตอนนี้ผมเน้นเรื่องการหาบ้าน ผมจะหมดกำลังใจแล้ว การที่หมาแมวมีมากขึ้นจนผมจะรับไม่ได้ แต่ตอนนี้มันยังหมุนเวียนได้บ้านบ้าง แต่สัตว์มีเข้ามาเรื่อยๆ จากลูกน้องอุ้มมา ส่วนผมช่วยเท่าที่ผมเห็นซึ่งหน้า

บางคนก็ทักมาให้ไปช่วยอยู่ จ.สงขลา ผมก็แนะนำไปว่า ถ้าอยากเป็นจิตอาสาสิ่งที่ต้องทำนอกจากสงสารแล้ว ให้อุ้มลูกหมาไปโรงพยาบาล แล้วก็ระดมทุนหาเงินรักษา อัพเดทอาการแล้วหาบ้าน พอได้บ้านรักษาหายปิดบัญชีด้วยนะ อย่าเปิดเพลิน นี่คือสิ่งที่เราต้องพิทักษ์สัตว์ ผมเองไปช่วยทุกเคสไม่ได้”

นอกจากนี้ โก๋เอ็มยังสร้างงานศิลปะโดยแรงบันดาลใจมาจาก GOH-M Family ทุกคนจะรู้จักกับ “พิคกุล” หมูป่าตัวน้อยสามขา เป็นอาทิ

งานอีเวนต์ที่โก๋เอ็มมักออกก็คือกิจกรรมช่วยเหลือสัตว์ จัดเป็นอีกหนึ่งศิลปินใจบุญ อย่างงานที่ไป ชวนเพื่อนศิลปินมาเล่นดนตรีเปิดหมวกพร้อมทำงานศิลปะ หารายได้ไปช่วยทำหมันให้สุนัขจรจัดที่บ่อขยะเขาบิน ราชบุรี ในงานฉลองเปิด อิออน เพ็ทช็อป แอท ซีดีซี

หารายได้และรณรงค์ให้คนเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือน้องหมาจรจัดที่ไม่มีใครดูแล และอาจขยายพันธุ์จนก่อให้เกิดปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ตามมาได้

“สำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ต้องมีเวลาให้ ไม่ใช่เบื่อแล้วนำมาทิ้ง ปัญหาน้องหมาจรจัดที่ปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น โดยไม่สามารถควบคุมการเพิ่มจำนวนน้องหมาได้ ผมเลยต้องการอาสาสมัครไปร่วมทำหมันให้สุนัขจรจัดที่บ่อขยะเขาบิน ราชบุรี เพราะมีจำนวนเยอะมากครับ”

สิ่งที่โก๋เอ็มทำ ไม่ใช่การสร้างภาพ และเขาไม่ได้สนใจที่คนจะมองมาอย่างไรบ้าง เขาทำมานานหลายสิบปีตั้งแต่เริ่มมีกำลังทรัพย์ ส่วนความรักสัตว์มีมาตั้งแต่เด็ก

“อันนี้คือความสุขของผม ผมเก็บกดมั้ง ผมอยากใช้ชีวิตกับสัตว์ แต่เราครอบครัวคนจีน ผมก็เข้าใจ พอเราโตขึ้นผมก็อยากอยู่กับสัตว์ ผมก็ชอบหมาที่สวยงาม แต่ลึกๆ ผมก็ชอบอะไรบางอย่างในสัตว์

อย่างหมาจรมีความซื่อสัตว์ เลี้ยงดีๆ มันก็อ้วน ขนสวย บางครั้งผมเอาหมาจรไปจูง คนก็ถามหมาพันธุ์อะไร นึกในใจพันธุ์ทางข้างบ้านคุณนั่นล่ะ ก็เลี้ยงดูดีจนขนมัน เป็นความรู้สึกภูมิใจถ้าเลี้ยงดี ใส่สายจูงแพง หมาเราก็ดูแพง”

เดินวันละไม่ถึงชั่วโมง ลดเสี่ยงโรคร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561821

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 19:35 น.

เดินวันละไม่ถึงชั่วโมง ลดเสี่ยงโรคร้าย

เรื่อง: กาญจนา  ภาพ: รอยเตอร์ส, เอพี

จากการวิจัยคนจำนวนกว่า 1.4 แสนคน พบว่า การเดินที่เพียงพอจะช่วยให้อายุยืน ดร.จอห์น เรตีย์ จิตแพทย์ โรงเรียนการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า เพราะมนุษย์ไม่ใช่สลอตจึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหว

“เมื่อหมื่นปีที่แล้วในยุคที่มนุษย์ต้องล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิต พวกเราต้องเคลื่อนย้ายไปทุกหนทุกแห่งถึงวันละ 10-14 ไมล์”

ทุกคนก็ต่างทราบดีว่า การนั่งตลอดเวลาจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย คำถามคือ ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องวิ่งฮาล์ฟมาราธอนทุกวันเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีหรือไม่ ดร.จอห์นกล่าวต่อว่า โชคดีที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ไม่ต้องวิ่งวันละ 10 ไมล์เหมือนในอดีต แต่สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กน้อย

จากการศึกษาของเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งในสหรัฐ โดยการได้ติดตามผู้สูงวัยจำนวน 1.4 หมื่นคน พบว่า ผู้ที่รายงานว่า เดินสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ น้อยกว่าคนที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การเดินก็ช่วยลดโรคร้าย และช่วยทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นได้”

คนที่อายุยืนที่สุดบนโลก ก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวโดยไม่ต้องเข้ายิม แต่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขาได้เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น ออกไปปลูกผักหลังบ้าน เดินไปรดน้ำต้นไม้ หรือเดินไปหาเพื่อนบ้านกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ได้เดินอยู่เสมอ และสำหรับคนในเมืองที่ไม่มีพื้นที่รอบบ้านให้เดินมากนัก แนะนำให้จูงหมาออกไปเดินรอบหมู่บ้าน ใช้วิธีการเดินไปยังสถานที่ใกล้ๆ หรือขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ก็จะเป็นการบังคับที่ดีต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สามารถออกกำลังกายได้มากกว่าการเดิน ก็ไม่จำเป็นต้องลดกิจวัตรให้เหลือแค่การเดินวันละชั่วโมง เพราะการเดินเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างกล้ามเนื้อหรือความแข็งแกร่งให้มากนัก แต่เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงวัย ที่น่าจะออกจากบ้านไปเดินเล่นให้ได้สัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง

มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 มิติใหม่เวทีนางงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561812

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 16:30 น.

มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 มิติใหม่เวทีนางงาม

เรื่อง: ภาดนุ ภาพ: นครินทร์ วะหิม ปฏิภัทร จันทร์ทอง

เวทีประกวดต่างๆ มีมากมาย แต่ยังไงเวทีประกวดนางงามก็ไม่เคยเสื่อมความนิยม ยังคงมีหลายเวทีให้สาวๆ ได้วิ่งตามความฝันที่จะมงลง คว้าตำแหน่งสูงสุดมาให้ได้สักครั้งในชีวิต และเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ก็เป็นอีกหนึ่งเวทีที่สาวงามต่างพากันมาร่วมสมัครเข้าประกวดนับร้อย แต่ความไม่ธรรมดาของเวทีประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เราไปพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องกันเลย

จรีลักษณ์ จันทร์สุวรรณ Managing Director จากบริษัท สตาร์ดอม เอเชีย เจ้าภาพร่วมในการจัดประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 เผยว่า ปีนี้มีความแปลกใหม่และมีเซอร์ไพรส์ให้ผู้ชมหรือแฟนนางงามได้ติดตามกันแน่นอน

“เดิมทีบริษัทของเรารับทำงานพีอาร์วางแผนสื่อ และจัดอีเวนต์อยู่แล้ว เมื่อได้รับโอกาสให้ร่วมงานกับบีอีซี เทโรและช่อง 3 เพราะผู้ใหญ่เล็งเห็นศักยภาพว่าเราทำได้ จึงได้เข้ามาร่วมงานกัน หน้าที่หลักของสตาร์ดอมฯ ก็คือ จัดการประกวด ดูแลด้านโปรดักชั่น ดูรายละเอียดในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของสาวงาม รวมทั้งหาสปอนเซอร์มาร่วมสนับสนุน โดยผ่านความเห็นชอบของผู้บริหารบีอีซีฯ อีกที”

จรีลักษณ์บอกว่า การเข้ามาร่วมจัดการประกวดนางงามกับบีอีซีฯ ปีนี้มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ก่อนอื่นขอให้เครดิตทางบีอีซีฯ ที่ได้คิดไว้ก่อนแล้วว่า จะทำรายการเรียลลิตี้ประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ครั้งนี้ในแบบที่แตกต่างจากเวทีอื่นๆ

“จุดเด่นของเรียลลิตี้ครั้งแรกนี้ก็คือ เราจะไม่ให้ผู้เข้าประกวดต้องมาฟาดฟันกันจนถึงขั้นต้องมีการคัดออกกลางรายการ ดังนั้น สาวงามทั้ง 30 คนที่เข้ารอบมาก็จะยังอยู่ในรายการ แต่เราจะไปเน้นที่การทำกิจกรรมต่างๆ อย่างจริงจัง และทำโปรดักชั่นเต็มที่ จะไม่ใช่แค่เดินแบบในห้องเล็กๆ แล้วจบแค่นั้น แต่การเดินแบบในรอบฟาสต์แทร็กที่ผ่านมา เราจัดขึ้นที่สยามเจมส์ เฮอริเทจ อย่างยิ่งใหญ่เลยสาวงามที่ผ่านรอบฟาสต์แทร็กรอบนี้จะได้ใส่ชุดสวยและสวมเครื่องเพชรราคานับร้อยล้านบาท นี่คือตัวอย่างกิมมิกเด็ดๆ ในปีนี้

การที่เราเข้ามาเป็นผู้ร่วมจัดประกวด สิ่งสำคัญก็คือ เราจะฟังฟีดแบ็กจากแฟนๆ นางงาม แล้วจะอ่านคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์ ถ้าทำสิ่งไหนแล้วมันแฟร์ เราก็จะทำตามข้อเสนอแนะนั้น แล้วปีนี้เรายังอนุญาตให้ช่างหน้าช่างผมส่วนตัวของนางงามสามารถมาแต่งให้กับน้องๆ ได้ด้วย แต่เราก็จะมีช่างหน้าช่างผมของกองประกวด สแตนด์บายไว้อยู่ดี ทุกอย่างคุยกันได้หมด”

จรีลักษณ์เสริมว่า ในส่วนของเรียลลิตี้การประกวดในปีนี้จะมีทั้งหมด 6 ตอนด้วยกัน โดยจะฉายทุกเสาร์-อาทิตย์ เวลา 21.30-22.30 น. ทางช่อง 28 เริ่มวันที่ 25 ส.ค.-9 ก.ย.นี้ โดยจะมีรอบพรีลิมคือ 12 ก.ย. และรอบตัดสินผู้ได้ตำแหน่งจะจัดขึ้นเสาร์ที่ 15 ก.ย.นี้

“ในช่วงที่มีการทำกิจกรรม เราก็จะแทรกการตัดสินฟาสต์แทร็กเข้าไปด้วย อย่างกิจกรรมแรกที่ทำก็คือ Beauty with a Purpose หรือนางงามจิตอาสา ซึ่งในวันที่ทำกิจกรรมนางงามจะไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ชนะในกิจกรรมนั้นๆ ทุกคนจะไปรู้พร้อมกันในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งเป็นวันประกาศผลฟาสต์แทร็กทีเดียวเลย นอกจากนี้ยังมีคะแนนจากคอมเมนเตเตอร์ อย่าง สิรินยาบิชอพ วินิจ บุญชัยศรี และช่างภาพด้วย ซึ่งจะรู้ผลในวันที่เรียลลิตี้ออกอากาศ นี่แหละคือความสนุกที่แตกต่างจากการประกวดครั้งก่อนๆ”… ติดตามที่ http://www.missthailandworld.net

ด้าน ธรธรรม พงษ์พานิช หรือ หนุ่ม Style Director ซึ่งดูแลภาพรวมในเรื่องชุดต่างๆ ของผู้เข้าประกวดในปีนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้เวทีประกวด

“หน้าที่หลักของผมก็คือ การดูแลภาพรวมในเรื่องเสื้อผ้า การแต่งหน้า และทำผมของสาวงามในกองประกวดทั้งหมด รวมถึงพิธีกรที่มาร่วมในเรียลลิตี้ครั้งนี้ด้วย เช่น ซินดี้-สิรินยา บิชอพ และอดีตนางงามที่ได้รับเชิญมาอย่างการมาเก็บตัวสาวงามที่ชะอำ-หัวหินครั้งนี้ ผมก็ดูแลเรื่องชุดกีฬาในการทำกิจกรรมแข่งกีฬาของผู้เข้าประกวด รวมถึงการถ่ายภาพชุดว่ายน้ำด้วย โดยจะเลือกใช้เสื้อผ้าจากแบรนด์ต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน เช่น ชุดว่ายน้ำทูพีซจาก Kas & K O และชุดกีฬาจาก Adidas Thailand เป็นต้น

ถ้าพูดถึงการเลือกชุดต่างๆ ผมจะใช้วิธีดูจากรูปร่างและบุคลิกของผู้เข้าประกวดเป็นหลัก ว่าพวกเธอต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างในระหว่างถ่ายทำเรียลลิตี้ จากนั้นค่อยมาคิดว่าน่าจะเลือกชุดสไตล์ไหนอีกที ที่ผ่านมาก็เตรียมทั้งชุดปกติและชุดว่ายน้ำไว้ตั้งแต่รอบคัดเลือก 60 คนเลย พอรอบคัดเหลือ 30 คน ก็จะวัดสัดส่วนที่แน่นอนอีกครั้ง โดยชุดที่ใส่ในรอบ 30 คนจะเป็นชุดเดรสสั้นตอนเย็น (Evening Dress) จากแบรนด์ Myriad Grand Monde ซึ่งมีทั้งหมด 6 ดีไซน์ ดีไซน์ละ 5 ชุด เราก็จะเลือกสีและแบบของชุดให้เหมาะกับบุคลิกของสาวงามแต่ละคน รอบนี้ชุดจะออกแนวพลิ้วๆ สวยหวานสไตล์เฟมินีนหน่อย”

หนุ่มเสริมว่า สำหรับชุดในรอบ 12 คนนั้น จะเป็นชุดราตรียาว (Evening Gown) รอบนี้จะเลือกใช้ชุดจากแบรนด์ Hook’s by Prapakas โดยคอนเซ็ปต์หลักจะใช้ผ้าไทยจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในการตัดเย็บ แต่รูปแบบและสไตล์จะขึ้นอยู่กับการออกแบบของดีไซเนอร์

“ส่วนในรอบ 6 คนสุดท้ายจะเป็นชุดราตรียาวเช่นกัน รอบนี้เลือกใช้ชุดจากแบรนด์ Surface ซึ่งความโดดเด่นจะอยู่ที่งานปักเลื่อมแวววาว รวมถึงคัตติ้งที่เน้นความเป็นผู้หญิง บอกเลยว่าต้องรอชมในวันตัดสินจริงให้ได้เลย

ในส่วนของการดูแลด้านความงามของสาวงามผู้เข้าประกวด ปีนี้ได้ ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี เมกอัพอาร์ติสต์ฝีมือดีมาควบคุมดูแลเรื่องการแต่งหน้าให้ด้วย ส่วนการทำผมเราได้สปอนเซอร์จากแบรนด์ฟิลิปส์ บี โบทานิคอล มาช่วยดูแล ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการทำผมมาคอยดูแลภาพรวมของทรงผมให้นางงามทุกคนอีกทีครับ”

มาที่ 3 สาวงามซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตัวเก็งที่น่าจะชิงมงกุฎในปีนี้บ้าง…เฮเลน่า บุช หรือเลน่า วัย 22 ปี (หมายเลข 26) ลูกครึ่งไทย-สวีเดน-เยอรมัน-เดนมาร์ก เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ (ภาคอินเตอร์) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พูดถึงการประกวดนางงามครั้งแรก

เฮเลน่า บุช

“ต้องบอกว่าเลน่าทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวลใจเพราะไม่เคยผ่านการประกวดนางงามมาก่อน แต่เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในกองประกวดจริงๆ ได้เจอเพื่อนๆ และพี่ๆ ทีมงามที่น่ารักความกดดันก็ลดลงไปเยอะเลย ความกดดันที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากที่มีคนพูดว่า เลน่าเป็นตัวเก็งหรือเป็นแฟนของ ชาริล ชัปปุยส์ แต่มาจากตัวเลน่าเองที่กลัวว่าจะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดีพอ เพราะการมาเก็บตัวและถ่ายเรียลลิตี้ไปด้วย เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง นักข่าวหรือกรรมการจะถามอะไรบ้าง หรือถ้ามีกิจกรรมยากๆ เราจะทำได้มั้ย”

เลน่าบอกว่า การเข้าประกวดครั้งนี้ทุกคนก็สวย เก่ง และมีดีกันทุกคน ฉะนั้นจึงเดาไม่ออกเลยว่า ใครจะคว้าตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ไปได้

“การมีคนเชียร์ค่อนข้างเยอะ ทำให้เลน่ารู้สึกดีมากๆ เพราะเท่ากับว่าพวกเขาเห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะไปถึงรอบลึกๆ ได้ เลน่าเชื่อว่าทุกคนที่เข้าประกวดก็ต้องหวังสักตำแหน่งค่ะ ไม่งั้นแต่ละคนคงไม่มีแรงบันดาลใจที่จะก้าวผ่านอุปสรรคในช่วงที่ประกวดไปได้แน่นอน ซึ่งข้อดีของเวทีประกวดก็คือเป็นที่ที่ให้ประสบการณ์ในชีวิตและทำให้คนรู้จักเรามากยิ่งขึ้น”

เลน่าทิ้งท้ายว่า หากได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ สิ่งที่เธอตั้งใจจะทำเพื่อสังคมก็คือ การทำโครงการช่วยลดโลกร้อน เพราะปัจจุบันนี้เกิดภัยธรรมชาติขึ้นทั่วโลก วิธีการของเธอจะเริ่มจากให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติจากการกระทำของตัวเองให้เป็นนิสัย ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นวิชาหลักในโรงเรียนไปเลยละ

ด้าน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ หรือ นิโคลีน วัย 19 ปี (หมายเลข 7) เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สาวสวยผู้เข้ารอบ 1 ใน 10 จากเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 มาแล้ว และก่อนหน้านั้นก็เคยคว้าตำแหน่ง มิสทีน เอเชีย ยูเอสเอ 2015 มาครองได้ เป็นอีกหนึ่งสาวที่มาแรง

พิชาภา ลิมศนุกาญจน์

“ที่นิโคลเข้ามาประกวดเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ เป็นเพราะเล็งเห็นความสำคัญของเวทีนี้ ว่าเป็นเวทีที่งามอย่างมีคุณค่า ในช่วงชีวิตที่เติบโตมานิโคลได้เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คนมาโดยตลอด จึงคิดว่าการเข้ามาประกวดในเวทีนี้จะช่วยส่งเสริมงานด้านช่วยเหลือสังคมได้ง่ายขึ้น เพราะหากมีชื่อเสียงก็จะสามารถเป็นกระบอกเสียงในการช่วยเหลือคนที่เราอยากช่วยได้ ซึ่งโครงการที่อยากทำ นิโคลตั้งชื่อไว้ว่า Love For All จะเป็นโครงการสำหรับเด็กออทิสติกโดยเฉพาะ

อีกอย่างนิโคลได้แรงบันดาลใจมาจาก เนตัน น้องชายของนิโคลซึ่งเป็นเด็กออทิสติกด้วย คือเราเคยมีประสบการณ์ในการช่วยคุณแม่ดูแลน้องชายมาก่อน ทั้งเรื่องเรียน การใช้ชีวิต ซึ่งอาจจะยากอยู่สักหน่อย เพราะต้องใช้การเรียนการสอนที่ไม่เหมือนเด็กปกติทั่วไป”

นิโคลบอกว่า สิ่งที่เธออยากทำก็คือ อยากตั้งโรงเรียนฝึกอาชีพให้เด็กออทิสติก สามารถฝึกทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นรถเมล์ การใช้เงิน หรือการทำงานหาเงิน ฯลฯ เพื่อเด็กพิเศษเหล่านี้จะได้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

“การเข้ามาประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ครั้งนี้ เชื่อว่าสาวๆ ทุกคนคาดหวังว่าจะได้ตำแหน่ง รวมทั้งนิโคลเองด้วยที่เชื่อมั่นว่าความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเด็กออทิสติกนั้น จะเป็นเสมือนแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้นิโคลสามารถไปถึงฝันได้จริงค่ะ”

สำหรับ อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์ หรือ นิต้า วัย 25 ปี (หมายเลข 27) พี่สาวแนท-อนิพรณ์ (มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2015) ซึ่งผ่านเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 มาหมาดๆ และเข้ารอบ 1 ใน 10 ก็ขอมาประกวดในเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์อีกครั้ง

อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์

“ที่จริงนิต้าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะก้าวมาสู่เวทีประกวดนางงามเลยค่ะ เพราะตอนเด็กๆ นิต้าเป็นเด็กเรียนที่ตัวอ้วนๆ ผิดกับแนตที่สวยมั่นใจ ทั้งเป็นดรัมเมเยอร์และเป็นเชียร์ลีดเดอร์เลย ที่นิต้ามาประกวดนางงามเพราะตอนนี้นิต้าก็อายุ 25 ปีแล้ว ถ้าไม่ลองประกวดก็จะอายุเกิน แล้วจะไม่มีโอกาสได้ลอง (หัวเราะ) ตอนที่ประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์นั้น นิต้าคิดแค่ว่าอยากไปลองหาประสบการณ์ พอได้ลองแล้วก็รู้ว่า การเป็นนางงามจะไม่เหมือนกับการเป็นนางแบบและงานละครที่นิต้าเริ่มทำอยู่

เวทีนี้นิต้าก็คาดหวังที่จะได้ตำแหน่งเช่นกัน เพราะเตรียมตัวฟิตร่างกายและฝึกความสามารถทุกด้านมาอย่างดี ถ้าคว้ามงกุฎมาได้ นิต้าก็อยากจะผลักดันโครงการขยะอาหารไปสู่เวทีโลก โดยเริ่มจากรณรงค์ให้คนหันมาปรับ เปลี่ยนค่านิยมในการกินอาหารให้หมด ไม่ให้เหลือเป็นขยะอาหาร เพราะหากเกิดภัยพิบัติ เราจะได้มีอาหารสำรองไว้เพื่อตัวเองหรือเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ การประกวดครั้งนี้นิต้าไม่รู้สึกกดดันเลยค่ะ เราก็แค่ทำให้ดีที่สุด ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร นิต้า ก็พร้อมยอมรับเสมอค่ะ”

เคล็ดลับหลีกเลี่ยง ไขมันทรานส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561682

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 17:45 น.

เคล็ดลับหลีกเลี่ยง ไขมันทรานส์

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

หลังจากกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา สั่งห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะเริ่มมีผลในเดือน ม.ค. 2562 คนไทยจำนวนไม่น้อยที่หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เริ่มตื่นตัวและหันมาใส่ใจเกี่ยวกับผลกระทบต่อการบริโภคอาหารต่างๆ จากมาตรการนี้ ซึ่งจุดประกายโดยองค์การอนามัยโลก ซึ่งมีจุดประสงค์ในการกวาดล้างไขมันทรานส์ออกจากห่วงโซ่อาหารของโลก เนื่องจากความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภคไขมันทรานส์

สำหรับใครที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่ารู้จักไขมันทรานส์ดีหรือยัง หรือรู้แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงอย่างไร ไปหาคำตอบพร้อมกัน…

ไขมันทรานส์สังเคราะห์ เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งผลิตจากกระบวนการวิธีทางอุตสาหกรรมที่ได้เริ่มต้นในปี 2445 ด้วยการเพิ่มไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช ซึ่งวิธีนี้ได้ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก และยังช่วยให้อาหารเสียได้ยากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยสมัยใหม่ได้ชี้ชัดแล้วว่าการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นตัวการที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในโลก ที่แย่ไปกว่านั้นคือไขมันทรานส์ยังเป็นตัวลดระดับไขมันดี และเพิ่มปริมาณ

ไขมันประเภทที่อันตรายอย่างเช่น คอเลสเตอรอล อีกด้วย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ไขมันทรานส์ยังมีส่วนต่อการก่อให้เกิดโรคที่ไม่ติดต่อ (NCDs) อื่นๆ เช่น โรคความดันสูง หรือเบาหวานชนิดที่สอง

จะมีวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์อย่างไรดี?

1.จดจำรายการอาหารที่มีไขมันทรานส์ไว้ให้ขึ้นใจ การบริโภคอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันทรานส์นั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีแต่ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว และเป็นที่น่ากลัวว่าอาหารหลายชนิดนั้นเต็มไปด้วยไขมันชนิดนี้ อาทิ มาการีน ขนมอบ อาหารทอด ขนมขบเคี้ยว แป้งเค้กสำเร็จรูป ครีมแต่งหน้าเค้ก เฟรนช์ฟรายส์ และอาหารทอดส่วนใหญ่ที่ใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ทอด อาหารแช่แข็ง และครีมเทียม

2.อ่านฉลากโภชนาการและส่วนประกอบของอาหาร ผู้ผลิตอาหารทุกรายจะต้องระบุปริมาณไขมัน ทรานส์ลงบนฉลากโภชนาการ ซึ่งจะช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจ หรือเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นได้ง่ายขึ้น แท้จริงแล้วเราควรเลือกอาหารหรือขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันทรานส์เป็นศูนย์ หากรู้สึกไม่มั่นใจลองดูส่วนผสมที่ฉลากและมองหาคำว่า “Partially Hydrogenated Oils” ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าอาหารนั้นมีไขมันทรานส์อยู่หรือไม่

3.เปลี่ยนมาใช้น้ำมันประกอบอาหารที่ปราศจากไขมันทรานส์น้ำมันทำอาหารแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่เป็นปัจจัยหลักในการทำอาหาร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง หนึ่งวิธีง่ายๆ คือการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพและได้รสชาติที่อร่อยแล้ว น้ำมันมะกอกยังปราศจากไขมันทรานส์ และอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFAs) ที่ดีต่อระบบหัวใจและสุขภาพ

สมาคมโรคหัวใจสหรัฐ เปิดเผยว่า ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่พบในน้ำมันมะกอกช่วยลดไขมันแอลดีแอล (LDL) และคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย นอกจากนั้น น้ำมันมะกอกยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า โพลีฟีนอล ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และความเสี่ยงจากการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

4.เลือกขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพในปริมาณที่พอดี เป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการที่สมดุล อันจะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังระหว่างวัน แต่น่าเสียดายว่า ขนมขบเคี้ยวสำเร็จรูปแบบห่อที่วางขายโดยทั่วไปนั้นมักเต็มไปด้วยไขมันทรานส์ที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกรับประทานขนมขบเคี้ยวนั้น คือ เลือกขนมขบเคี้ยวที่ปราศจากไขมันทรานส์ เช่น อัลมอนด์ แอปเปิ้ล แครอตแท่ง หรือโยเกิร์ตกรีก ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังอร่อยเหมือนกัน

จักรพันธุ์ โปษยกฤต อยู่คู่ฟ้าและดาวเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561679

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 16:35 น.

จักรพันธุ์ โปษยกฤต อยู่คู่ฟ้าและดาวเดือน

เรื่อง: วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ: มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต/วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“…ชื่นใจ…” จักรพันธุ์ โปษยกฤต ในวัย 75 ปี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2543 ผู้ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวเพียงสั้นๆ ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ในงานเปิดนิทรรศการเดี่ยวที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เอกมัย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา

ถือฤกษ์คล้ายวันเกิดศิลปินแห่งชาติ 16 ส.ค. ซึ่งเวียนมาบรรจบ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่อาจารย์ “แข็งแรง” ขึ้น จึงจัดงานแถลงข่าวกับจัดงานวันเกิดไปพร้อมกันแบบยิ่งใหญ่ ประกาศโครงการ “จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ” นิทรรศการหมุนเวียนที่จะรวบรวมผลงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าฝีมือ โดยปรับพื้นที่ซ้อมหุ่นกระบอก ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปกรรมให้ประชาชนทั่วไปได้ชม

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก เล่าให้ฟังว่า นิทรรศการครั้งนี้เป็นนิทรรศการเดี่ยวที่จัดขึ้นในรอบ 15 ปี โดยจะนำแสดงผลงานชิ้นเอกหรือมาสเตอร์พีซฝีมืออาจารย์จักรพันธุ์ เช่น ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันพระแม่คงคา (ปี 2553) หุ่นกระบอกชุดสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ (ปี 2532) และผลงานหุ่นกระบอกล่าสุดชุดตะเลงพ่าย รวมถึงประติมากรรมต้นแบบทศกัณฐ์จากเรื่องรามเกียรติ์ งานประณีตศิลป์และผลงานต้นแบบหรือแบบร่างอื่นๆ ที่หาชมได้ยาก ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน

“ผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์จะจัดแสดงหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปทุกๆ 4 เดือน โดยจะจัดแสดงเรื่อยไปไม่มีกำหนด ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ถนนเอกมัย เพื่อธำรงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้สนใจ ที่จะได้รับประโยชน์จากการศึกษาผลงานบรมครู ศิลปินแห่งชาติ”

การจัดแสดงนิทรรศการฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอาจารย์จักรพันธุ์เองที่ต้องการจัดแสดงผลงาน มิใช่จัดแสดงความเก่ง โดยมุ่งให้เห็นแนวดำเนินของครูบาอาจารย์ช่างเขียนว่า ทำงานอย่างไร เริ่มอย่างไร หรือมีแนวทางในการผลิตสร้างงานอย่างไร จักรพันธุ์ โปษยกฤต จบคณะจิตรกรรมและประติมากรรมในปี 2510 จากนั้นเข้าทำงานเป็นครูพิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนสอบเป็นช่างเขียนซ่อมจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงวัดพระแก้ว ตลอดชีวิตอุทิศตัวให้กับการทำงานศิลปะและศาสนา

เรื่องเก่าเล่าย้อนให้ฟัง วัลลภิศร์ ผู้เป็นศิษย์ของอาจารย์จักรพันธุ์มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร หรือเมื่อ 45 ปีก่อน บอกว่า อาจารย์สอนวิชาวิจัยศิลปะไทย ท่านเป็นอาจารย์ที่ตรงต่อเวลาและรักในการสอนอย่างมาก ในชีวิตการสอนของท่าน ไม่เคยพลาดหรือขาดการสอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว อาจารย์ยังขึ้นชื่อในเรื่องความละเอียดของงาน ใครที่เป็นลูกศิษย์เข็ดเขี้ยวรู้ดี อีกที่ขึ้นชื่อและลือเลื่องไม่แพ้กันคือความปากร้ายใจดี

“ใครโดนเข้าไปก็ถึงหน้าม่อยล่ะ แต่ไม่มีใครไม่รักอาจารย์ สมัยนั้นค่าสอนหนังสือชั่วโมงละ 25 บาท วันหนึ่งมาสอน 3 ชั่วโมง ได้เงินค่าตอบแทน 75 บาท ส่วนหนึ่งใช้เป็นค่าแท็กซี่ และอีกส่วนหนึ่งใช้เป็นค่าเลี้ยงข้าวนักศึกษา”

สำหรับศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นผู้สร้างสรรค์สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทยแห่งแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยอัตลักษณ์ความเป็นเอกในการถ่ายทอดผลงานทั้งด้านจิตรกรรมร่วมสมัย จิตรกรรมไทยประเพณี ประติมากรรม และผลงานหุ่นกระบอกที่ผสานด้วยงานประณีตศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ และผลงานวรรณกรรม ที่เปี่ยมล้นด้วยคุณค่าทางสุนทรียภาพ

ความรักความลึกซึ้งในงานศิลปะถ่ายทอดผ่านลายเส้น สีและฝีแปรงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ดังผลงานภาพเหมือนหรือพอร์เทรต และผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีไทย ที่ถ่ายทอดความงามอย่างอุดมคติ ความงดงามของสตรีไทย นางในวรรณคดีที่ละเอียดอ่อน อาจารย์และคณะยังได้สร้างสรรค์พุทธศิลป์ ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร และที่วัดเขาสุกิม จันทบุรี

เหมือนเย็นย่ำที่พระอาทิตย์คงยังส่องแสงฉาย เชื่อว่าหลายคนจะได้รู้มาบ้างแล้วถึงข่าวการไม่สบายจากภาวะอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (ตั้งแต่ พ.ย. 2559) ปัจจุบันอาจารย์พูดไม่สะดวก เดินเองไม่ได้ และไม่รับประทานอาหารเอง แต่จะให้อาหารทางสายเป็นหลัก ยกเว้นอาหารโปรดที่ชอบ และขอรับประทานเองมีบ๊ะจ่าง ขนมจีนน้ำพริก ขนมจีนซาวน้ำ และผลไม้มะม่วงสุก ทุเรียน

“มีนัดพบแพทย์ 2-3 เดือนครั้งหนึ่ง ดูแลและประคับประคองอาการเจ็บป่วยที่ปัจจุบันได้ทุเลาลงมากแล้ว อาจารย์ใช้คำว่าแค่นั้น ไม่ห่วงอะไร แรกๆ ป่วยมีห่วงบ้าง แต่อาจารย์ก็ทำใจได้เร็วจนเหลือเชื่อ”

สำหรับลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพนับถือ รวมทั้ง “แฟนคลับจักรพันธุ์ โปษยกฤต” ศิษย์เอกระบุว่าคงอัพเดทให้ได้ว่า ปัจจุบันอาจารย์มีชีวิตแบบส่วนหนึ่งที่มีกำลังใจที่ดี สุขภาพจิตดีเต็มร้อย เพียงสุขภาพร่างกายยังเดินไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ถนัด ถ้าจะเดินต้องมีคนพยุงเดิน อาจารย์ป่วยเพียงร่างกาย ทุกวันนี้ใช้มือซ้ายวาดภาพ

อาจารย์จักรพันธุ์ในวารวันที่ดำรง คือ การเดินหน้าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เพื่อการเรียนรู้ทางศิลปะ ณ ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม กำหนดแล้วเสร็จปีหน้านี้แล้ว 2562 นับเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่รวบรวมศิลปวัตถุสำคัญของชาติไว้ และมีโรงมหรสพจัดแสดงหุ่นกระบอกระบบเวทีแสงสีเสียงเต็มรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

“อาจารย์มีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง จะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ประจำตัวก็ว่าได้ นั่นคือ ความหวังที่ไม่ใช่ความหวัง เพราะท่านไม่คาดหวัง ไม่เคยคาดหวังอะไรเลย แต่ทำเต็มที่ ทำปัจจุบัน คาดหวังกับปัจจุบัน”

สำหรับมูลค่างานเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์ที่หลายคนอยากรู้ วัลลภิศร์เล่าว่า คงบอกได้แต่เพียงว่า ในสายตาของอาจารย์แล้ว ราคาเป็นสิ่งสมมติ อาจารย์มองงานศิลปะว่าเป็นศิลปะ แลกด้วยเงินไม่ได้ โดยงานเขียนรุ่นหลังในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ไม่ขายงานเลย จากความตั้งใจที่จะเก็บผลงานไว้ในพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่จะนำไปสู่การศึกษาสืบทอดความรู้ เผยแพร่ความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยให้กว้างขวางสืบไป

บทความนี้ขอจบด้วยข้อเขียนของอาจารย์เอง ในงานเขียนเรื่อง “ศิลปากร” ถอดความจากงานปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 3 (15 ก.ย. 2541) ความว่า “ความนึกฝันสร้างสรรค์ปรุงแต่งต่างๆ ในมนุษยชาติมีอยู่ทุกถ้วนทั่วในตัวสัตว์ แต่ที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งประณีตดีเลว ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือ ถ้าผู้ใดทำได้สูงส่ง อุดมทั้งความคิดและฝีมือผู้นั้นจึงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชาและจารณะในศาสตร์แขนงนั้น

ฝีมือมิใช่สิ่งที่น่าอับอายสำหรับศิลปิน แต่ฝีมือเป็นสิ่งที่ศิลปินต้องมี ถ้าช่างปราศจากฝีมือเสียแล้ว จะเป็นช่างไปได้อย่างไร เป็นได้อย่างเดียว คือ ช่างหัวมัน ช่างแม่มัน หรือช่างมันเถอะ ข้าพเจ้าเป็นช่างฝีมือ ศรัทธาเลื่อมใสในผู้มีฝีมือ และอยากให้บ้านเมืองเราอุดมด้วยผู้ที่มีฝีมือไว้ประดับแผ่นดิน ให้วิจิตรงดงามดังที่ผ่านมา”

รณรงค์ประเทศไทย ให้ปลอดวัณโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561566

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 19:25 น.

รณรงค์ประเทศไทย ให้ปลอดวัณโรค

เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จากการคาดการณ์ทางระบาดวิทยา วัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยใหม่ถึง 1.2 แสนราย/ปี แต่มีผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาเพียง 60% เสียชีวิตปีละ 1.2 หมื่นราย อัตราสำเร็จของการรักษา 80% นี่คือข้อมูลที่นำไปสู่เป้าหมายว่า ไทยจะรณรงค์วัณโรคจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขอีกภายในปี 2578

ล่าสุดคือโครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค (End TB Thailand Project) ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และการให้ทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมสำหรับควบคุมวัณโรค (TB Grant 2018)

ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค และ TB Grant 2018 จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยนวัตกรรมควรสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่ร่วมกับเครือข่ายงานวัณโรคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ใช้วิธีดำเนินงานเชิงรุก จนขยายเครือข่ายและเข้าถึงชุมชนได้ 469 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 2,066 หมู่บ้าน

พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วัณโรคเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ หากอยู่ในสถานที่ที่แออัด เช่น ในรถโดยสาร แท็กซี่ เครื่องบิน หรือสถานที่ปิด หรือแม้กระทั่งหากมีผู้ป่วยวัณโรคเดินในห้างสรรพสินค้า เกิดไอ จาม พูด หรือร้องเพลง ก็แพร่กระจายเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม วัณโรคไม่ติดต่อง่าย แต่การอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยรักษา ทำให้มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้การมีภูมิต้านทานร่างกายที่ไม่แข็งแรง เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจคือคนที่ติดเชื้อวัณโรคแล้ว 100 คน จะมีเพียง 10 คนเท่านั้นที่จะป่วยเป็นวัณโรคอีก

“จากแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2560-2564 ความคาดหวังคือการลดอุบัติการณ์วัณโรคลงจาก 172 คนจากประชากร 1 แสนคน ให้เหลือ 88 คนจากประชากร 1 แสนคน”

นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้มีมาตรการใหม่ จัดตั้งศูนย์ส่งต่อหรือ TB Referral Center ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยประสานและติดตามผลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง

นพ.ยุทธิชัย เกษตรเจริญ ที่ปรึกษาสำนักอนามัย กทม. เล่าถึงอาการของโรคว่า 80% พบที่ปอด โดยผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ มักมีเสมหะสีขุ่นเหลือง บางรายขุ่นเขียว บางรายไอเสมหะมีเลือดปน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มักมีไข้ต่ำๆ ในตอนบ่าย เย็น หรือกลางคืน จะมีเหงื่อออกมากเวลานอน ในบางรายมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจหอบ

การวินิจฉัยทำโดยการเอกซเรย์ปอด การตรวจเสมหะด้วยวิธีย้อมเชื้อ สุดท้ายคือการตรวจยืนยันว่าผู้ป่วยกำลังป่วยเป็นวัณโรค ได้แก่ การเพาะเชื้อ และการตรวจทางอณูวิทยา ส่วนการรักษา อาจกล่าวได้ว่า การรักษาผู้ป่วยวัณโรคครั้งแรกเป็นโอกาสทองที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคภายในเวลา 6 เดือน

นอกจากยาที่มีประสิทธิภาพ ความร่วมมือของผู้ป่วยต่อการรักษาก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ประเทศไทยมีนโยบายให้ผู้ป่วยวัณโรคทุกคนกินยาโดยมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยา เพราะเป็นเพียงวิธีเดียวในปัจจุบันที่มั่นใจได้ว่ายาทั้งหมดเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย การมีพี่เลี้ยงกำกับเป็นมาตรฐานการรักษาในระดับนานาประเทศ

“ผู้ป่วยวัณโรคจำนวนไม่น้อยที่หยุดยาเอง หรือกินบ้างไม่กินบ้าง พฤติกรรมแบบนี้นำไปสู่ วัณโรคเรื้อรัง ดื้อยาวัณโรค การรักษาจะยาวนานขึ้น และมีเพียง 70% เท่านั้นที่จะหายขาด”

สำหรับแนวทางการป้องกัน ได้แก่ การทำให้ร่างกายแข็งแรง ถือเป็นพื้นฐานของการป้องกันโรค องค์การอนามัยโลกเน้นว่า วิธีการป้องกันวัณโรคที่ดีที่สุดคือการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดให้หายมากที่สุด

นั่นหมายความว่า ต้องพยายามดูแลให้กำลังใจ สนับสนุนให้ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในระบบการรักษาจนครบ เพราะเมื่อพวกเขาจะหายจากโรค พวกเราจะปลอดภัยนั่นเอง ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่ใช้บริการศูนย์ส่งต่อ 488 คน สนใจติดต่อขอรับบริการโทร. 02-860-8208

‘ชมพู’ เจิดจรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561569

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 19:15 น.

‘ชมพู’ เจิดจรัส

เรื่อง วราภรณ์

นอกจากอัลตราไวโอเลตที่เป็นสีฮิตประจำปี 2018 แล้ว ยังมีโทนสีที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักออกแบบจากทั่วโลกอย่าง “สีชมพู” ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 2018 เรื่อยไปถึงแฟชั่นปี 2019 เห็นจากหลายรันเวย์ทั่วโลก อาทิ แบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ยูนิโคล่ทีมออกแบบนำโดย คริสตอฟ เลอแมร์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนายูนิโคล่ ปารีส ได้ร่วมกันพัฒนาไอเดียสุดล้ำสมัยสำหรับคอลเลกชั่น Uniqlo U กันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของดีไซน์ แพตเทิร์น ฯลฯ โดยคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ได้นำโทนสีสดใสสะดุดตาของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว 2019 พร้อมทรงโอเวอร์ไซส์เพิ่มวอลุ่มให้ดูอินเทรนด์ขึ้น และสง่างามเหนือกาลเวลา ขณะเดียวกันได้นำเสนอไอเดียที่หลากหลายอันเป็นสัญลักษณ์ของ “The Future of LifeWear” โทนสีสดใสใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในคอลเลกชั่นนี้อย่างสีแดงสด และสีชมพูฟิวเซีย (Fuchsais) ที่สื่อถึงความอบอุ่น และการเติมเต็มอันเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง ในส่วนของสไตลิ่งของซีซั่นส์นี้ เน้นไปที่วอลลุ่มของแขนเสื้อแจ็กเกตฟลีซ Blousons สำหรับผู้หญิง

Uniqlo U

ผลงานของนักออกแบบ Hannibal Laguna ที่เฉิดฉายอยู่บนรันเวย์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ แฟชั่น วีก มาดริด สปริง/ซัมเมอร์ 2019 นักออกแบบชาวสเปนนิช Hannibal นางแบบของแบรนด์สวมใส่เดรสสีชมพูอ่อน คัดติ้งเนี้ยบสะท้อนหญิงสาวมาดโก้หรู บนเวทีเดียวกัน นักออกแบบของสเปนนิชแบรนด์ Dominnico นางแบบสวมเดรสสั้น ลูกไม้ซีทรู ตกแต่งเฟอร์ขมนุ่มสีช็อกกิ้งพิงค์เด่นสะดุดตา

Hannibal Laguna

Dominnico

บนเวทีปารีส แฟชั่น วีก โอต์กูตูร์ ฟอลล์/วินเทอร์ 2018-2019 นางแบบสวมใส่เสื้อผ้าผลงานของ Pier Paolo นักออกแบบชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์วาเลนติโน่ ได้สวมเสื้อผ้าสีชมพู ช่วยขับผิวนางแบบให้ขาวนวลเปร่งประกายความงาม

Valentino

บริหารการออม อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561562

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 18:35 น.

บริหารการออม อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

เบื่อไหมที่ทำอย่างไรก็ไม่เคยมีเงินเก็บสักที ต้องมีเรื่องมาคอยให้ใช้ตังค์อยู่เรื่อยไป อันที่จริงแล้วการออมเงินไม่ได้ยากขนาดนั้นเลยนะ เพียงแค่เราต้องมีวินัยกับตัวเอง ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วออมเงินส่วนที่เราไม่ได้ใช้ แต่ถึงบอกแบบนี้ก็ทำไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาหาวิธีเก็บเงินแบบหลอกตัวเองกันดีกว่า เก็บเงินได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าเรากำลังออมเงินอยู่ ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.ทำเรื่องออมเงินให้เป็นนิสัยจนเคยชิน

มีแค่ความตั้งใจมันไม่พอนะ เราควรทำเรื่องวางแผนการเงินให้เป็นเรื่องอัตโนมัติโดยที่เราแทบไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดในทุกเดือนว่าจะต้องออมเงินยังไง เท่าไหร่ โดยให้ไปคุยกับธนาคาร แล้วขอจัดระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของเราเข้าไปที่บัญชีเงินเก็บ เพียงเท่านี้ก็จะไม่พลาดหรือลืมเก็บเงินตามที่ต้องการ

2.แยกเงินไว้ต่างหาก

แบบว่าเอาบัญชีไปซ่อน การที่ทำให้ตัวเองไม่เห็นว่าเรามีมูลค่าเงินอยู่แล้วเท่าไหร่ ก็จะทำให้ไม่อยากใช้เงินมากขึ้น โดยสามารถทำการแยกบัญชีเงินเก็บไว้ธนาคารหนึ่งและบัญชีใช้จ่ายไว้ในอีกธนาคารหนึ่ง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นมูลค่าบัญชีของตัวเอง แถมทำให้ออมเงินได้มากขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการเก็บเงินก็คือ สำหรับบัญชีเงินเก็บ เราไม่ต้องทำบัตร ATM เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเครื่องมือไว้ถอนเงินออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ง่ายๆ นั่นเอง

3.ตั้งชื่อให้แต่ละบัญชี

เวลาที่ไปเปิดบัญชีเงินฝากแต่ละที ชื่อบัญชีก็เป็นชื่อเราหรือเป็นเลขบัญชี ดูน่าเบื่อสุดๆเลยใช่ไหมล่ะ ยิ่งมีหลายบัญชีก็ยิ่งสับสนว่าแต่ละบัญชีจะใช้ทำอะไร ทางที่ดีถ้าหากอยากออมเงินให้ได้มากขึ้น ก็ให้เขียนไว้หน้าสมุดบัญชีว่า บัญชีนี้ใช้สำหรับทำอะไร เช่น ไว้ไปเที่ยว ไว้จ่ายภาษี ไว้ซ่อมรถ เป็นต้น อาจจะหาชื่อให้กับแต่ละบัญชี เช่น ถ้าเป็นบัญชีเก็บเงินไปเที่ยว ก็อาจจะตั้งเป็น ทริปไปฝรั่งเศสแบบชิกๆ หรือถ้าเป็นบัญชีเงินฝากเตรียมเกษียณก็อาจจะเป็นชื่อว่า Freedon Fund อะไรแบบนี้ ให้เรารู้สึกสนุกไปด้วย แถมออมเงินอยู่ด้วยยิ่งดีไปอีก

4.ใช้ app เข้าช่วย

เราสามารถใช้ app ที่จะคอยติดตามการใช้งานของเรา ว่ามีการถอนโอนจ่ายกันไปอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถออมเงินได้ทุกเม็ดทุกหน่วย อย่างเช่น app Digit หรือ app Acorns ที่ทำให้สามารถดูแลบัญชีข้ามธนาคารแล้วเก็บเงินส่วนที่เหลือได้อีกด้วย

5.ใส่กุญแจล็อกไว้เลย

ถ้าหากมีเงินส่วนไหนที่ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว และเราคิดอยากจะออมเงินก็ให้นำเงินไปเก็บไว้ในที่ที่ถอนออกมายากๆ เช่น การเก็บเงินไว้ในบัตรเงินฝาก (Certificate of Deposit) ที่จะทำให้เราถอนเงินออกมาไม่ได้ เว้นแต่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อย ซึ่งเหมาะกับการออมเงินไว้สำหรับก่อนเกษียณนั่นเอง โดยเราสามารถเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้กับตัวได้สำหรับพร้อมใช้ในยามฉุกเฉิน โดยมีขั้นต่ำไว้สัก 2 หมื่นบาทก็โอเคแล้ว

6.เก็บรางวัลจากบัตรเครดิต

ถ้าหากเราใช้บัตรเครดิตที่มี Cash-back rewards ก็ให้เอาเงินที่ได้ตรงนั้นไปเข้าบัญชีเงินฝากดีกว่า เพราะถือว่าเป็นเงินที่เราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ในแต่ละเดือนนั่นเอง สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะได้เป็นกอบเป็นกำเข้าสักวัน

7. เปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นการออมเงิน

ถ้าหากเรามีการยกเลิกค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น การเปลี่ยนโปรมือถือให้ถูกลง หรือการยกเลิกเคเบิลทีวี แน่นอนว่าต้องมีเงินเหลือใช่ไหม ถ้าหากอยากเก็บเงินให้ได้เพิ่มขึ้น ก็ให้เอาเงินที่เหลือจากที่ต้องคอยจ่ายทุกเดือน มาเข้าบัญชีเงินฝาก ก็จะได้เงินออมเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

8.อย่าเอาเงินพิเศษมาใช้

ไม่ว่าจะเป็นเงินโบนัสเงินเดือน เงินได้คืนจากภาษีหรือการได้เงินคืนจากที่ใดๆ ก็ตาม ถ้าอยากเก็บเงินให้ได้เพิ่มขึ้น การออมเงินส่วนเพิ่มที่เราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้สามารถออมเงินได้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง

9.ทำให้เหมือนเล่นเกม

เวลาที่ได้เงินทอนมาเป็นเหรียญหรือทอนมาเป็นแบงก์ย่อยๆ เช่น แบงก์ 20 ที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ก็ให้กลับบ้านมาแล้วเอาหยอดกระปุกไว้ ทุกๆ สิ้นเดือนก็ให้เอาเงินจากกระปุกตรงนั้นไปเข้าบัญชีเงินฝาก ก็จะเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นอีกนะ

10.เมื่อเงินเดือนขึ้นก็ให้เก็บส่วนต่าง

ถ้าปีนี้เราได้เงินเดือนขึ้นสัก 7,000 บาท ก็ให้เก็บเงินเพิ่มตรงนี้ไว้ในบัญชีเงินฝากจะดีกว่า เพราะถ้าหากเราไม่ได้มีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินเพิ่ม ก็ออมเงินตรงนี้ไว้สำหรับตอนเกษียณก็จะมั่นคงได้เร็วขึ้น

เห็นไหมล่ะ มีหลากหลายวิธีเลยที่จะทำให้เราสามารถเก็บเงินได้ โดยที่ไม่ต้องทำตัวประหยัดจนเกินไป ถ้าเราวางแผนการเงินของตัวเองดีๆ ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือตอนแก่แน่นอน

ซิโก้ สานฝันเยาวชนไทย เล่นฟุตบอลดีได้ไปอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561554

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 16:35 น.

ซิโก้ สานฝันเยาวชนไทย เล่นฟุตบอลดีได้ไปอังกฤษ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ด้วยความเชื่อมั่นว่า วงการฟุตบอลไทยจะไปได้อีกไกล หากได้รับการสนับสนุนมากเพียงพอ ในวันนี้ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ขอเป็นหนึ่งกำลังเล็กๆ ที่เริ่มต้นจุดประกายพลังฝันให้กับเยาวชนไทย กับโครงการ “เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้” มอบ 11 ทุนฝึกฟุตบอลและเรียนภาษา 2 สัปดาห์ที่ประเทศอังกฤษ โดย “มูลนิธิซิโก้” กับ “บรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี” (Brooke House College Football Academy)

มูลนิธิซิโก้ มรดกให้คนรุ่นหลัง

ซิโก้อดีตกุนซือทีมชาติไทย ผู้ปลุกกระแสฟุตบอลทีมชาติไทย ในยุคที่ไม่มีใครกล้าลงสนามอยากทำหน้าที่โค้ช เขาคือผู้พลิกลูกหนังไทยให้กลับมาฟีเว่อร์อีกครั้ง

ในเส้นทางฟุตบอล เป็นนักฟุตบอลทีมชาติ 15 ปี เป็นโค้ชทีมชาติไทย 5 ปี และต่อจากนี้ชีวิตของเขาได้ทุ่มเทพลังให้กับมูลนิธิซิโก้ เพื่อเยาวชนที่รักการเตะฟุตบอล

“20 ปี ครึ่งชีวิตผมอยู่กับการรับใช้ชาติ เล่นฟุตบอล วันนี้ก็ยังไม่ทิ้ง มูลนิธิซิโก้ก็ยังต้องเดินไปตลอดชีวิต ที่ไหนมีลูกฟุตบอล ที่ไหนมีสนาม ไม่ว่าจะตำแหน่งไหน ไม่มีตำแหน่ง ผมก็จะทำ เราต้องสร้างฝันให้โอกาสคนรุ่นหลัง

ผมไม่ได้อยากให้คนจดจำผมแค่นักฟุตบอล หรือโค้ช แต่ตอนนี้เราอยู่กับฟุตบอล พยายามที่จะให้โอกาสคนอื่นๆ มากที่สุด

มูลนิธิซิโก้ได้ก่อตั้งมาประมาณ 5-6 ปี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมาเล่นกีฬาฟุตบอล ซึ่งเราได้ทำหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคลินิกฟุตบอล ผมมีโอกาสพาเพื่อนๆ ที่เป็นโค้ชไปสอนฟุตบอลให้กับเด็กต่างจังหวัด

นอกจากนี้ ก็จะทำให้ลักษณะการสร้างแรงบันดาลใจด้านฟุตบอลให้กับเด็กและเยาวชน มีโอกาสไปมอบอุปกรณ์กีฬา หนังสือ และอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งผมทำมาเรื่อยๆ ในช่วงที่เว้นว่างจากการเป็นโค้ช

เราพยายามให้คนรู้จัก เราทำอย่างปิดทองหลังพระ ให้คนที่เห็นมาร่วมด้วยช่วยกัน เรายังไม่ได้โปรโมทอะไรมาก ทำแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รายได้ของมูลนิธิมาจากการบริจาค เสื้อผ้า อุปกรณ์ แรงกายแรงใจจากจิตอาสา เราทำจากพื้นฐาน เราไม่ได้ใช้เงินมหาศาล เราไม่มีการหารายได้ ตั้งแต่เปิดมูลนิธิฯ มา เพิ่งจะมีการจำหน่ายเสื้อ (แฟนเพจเฟซบุ๊ก Zico Foundation)”

เปิดเหตุผลก่อตั้งมูลนิธิซิโก้ ใช้ชื่อตัวเอง ชัดเจนในเจตนารมณ์ เพื่อวงการฟุตบอล (แต่ที่ผ่านมาน้ำท่วมก็มีการเข้าไปช่วยเหลือ)

“ผมคิดว่าชื่อเสียงไม่ได้อยู่กับเราตลอด เราจะทิ้งมรดกให้ลูกให้หลานยังไง อยากทำตามอุดมการณ์ของเรา หาเงิน หาคนมาช่วยด้วยตัวของเรา ถ้าเราอยู่ใต้องค์กรอื่นต้องทำตามกฎเขา อันนี้เราก็ทำตามใจเรา หาทุน หาหน่วยงานไป มอบทุนให้นักฟุตบอล มีกิจกรรมการกุศล เราทำด้วยความสุข เราไม่มีเร่งรีบ การทำความดีไม่ต้องเร่งรีบ แต่ทำไปเรื่อยๆ”

มอบโอกาสสุดล้ำค่าให้เยาวชน

เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ คืออีกหนึ่งมรดกที่ซิโก้มอบให้กับเยาวชน เป็นการคัดเลือกเยาวชนอายุระหว่าง 14-16 ปี ที่มีความฝันและความสามารถทางทักษะฟุตบอล เพื่อจะได้เดินทางไปฝึกฟุตบอลกับ โค้ชซิโก้ และทีมผู้ฝึกสอนชาวอังกฤษดีกรียูเอฟ่า ไลเซนส์ (UEFA License) ที่ บรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี ประเทศอังกฤษ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

เด็กๆ ที่มาคัดเลือกล้วนมีความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งพลังเล็กๆ นี้จะไม่ถูกค้นพบได้เลยหากพวกเขาขาดพื้นที่ที่จะได้แสดงศักยภาพ พรสวรรค์ ความสามารถจะไม่สามารถฉายแสงได้หากไม่มีใครสนใจเหลียวแลที่จะมองเห็นคุณค่าของพวกเขา

ยิ่งโอกาสที่จะได้ไปฝึกทักษะการเตะฟุตบอลถึงประเทศอังกฤษเป็นเรื่องไกลตัว โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เยาวชนไทยได้ให้ความสำคัญของการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง และสามารถเป็นนักฟุตบอลที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับวงการฟุตบอลไทยในอนาคตได้

“เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของมูลนิธิซิโก้ สืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่แล้วมีโอกาสได้พาเด็กๆ ไปเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งโดยปกติคนที่มาเรียนซัมเมอร์อังกฤษได้ต้องมีฐานะ มีทุนที่จะไปเรียน แต่เด็กที่ขาดแคลนมีความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลจะขาดโอกาสตรงนี้ จึงลองขอทุนกับทางโรงเรียนที่อังกฤษดู ตอนแรกหวังแค่ 2-3 ทุน แต่เจ้าของโรงเรียน (Giles Williams) มอบทุนเรียนฟรีให้มา 11 ทุน”

ผ่านวันวัยจนเข้าใจว่า “โอกาส” เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีโอกาสเป็นผู้ให้ และสามารถสร้างเยาวชนขึ้นไปเสริมทัพวงการฟุตบอลไทยได้เขาจึงไม่รีรอ

“ผมมองตัวเราตอนเป็นเด็ก อยู่ต่างจังหวัด อยู่พื้นที่ห่างไกลค่อนข้างขาดโอกาส ก็คิดแทนเด็กๆ ว่าถ้าเขาอยากจะไปอังกฤษสักครั้งในชีวิตจะทำอย่างไร พอขอทุนมาได้ก็ต้องการจะแบ่งปันให้เด็กๆ เหล่านี้ ขอแค่มีใจรักฟุตบอลหิ้วรองเท้ามา ถ้าผ่านการคัดเลือกก็สามารถไปอังกฤษโดยที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายใดๆ มูลค่าทุนละราว 1.8 แสนบาท

ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็น คิง เพาเวอร์ เมืองไทยประกันภัย น้ำมันเครื่อง เอสซี ซิก เหมือนชวนกันมาทำบุญ ทุกคนต่างตอบรับ เพื่อเป็นการเติมเต็มให้กับเด็ก ให้ความช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่าย ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทำวีซ่า

อาทิ ช่วยดูแลสนับสนุนในเรื่องของชุดอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมในชุดเดินทางทั้งหมด สถาบันสอนภาษาอังกฤษบริติช เคานซิลให้การสนับสนุนด้านการเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษ การใช้ชีวิตในอังกฤษให้กับเด็กๆ ที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้”

ฝึกฟุตบอลไกลถึงยุโรป

ในวันคัดเลือก 2 วัน ที่สนามการกีฬาแห่งประเทศไทย มีเยาวชนมาคัดเลือกจำนวนหลายร้อยคน แต่มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือก โดยทุนดังกล่าวแบ่งออกเป็น เยาวชนสังกัดโครงการทุนการศึกษา (โรงเรียนคุณธรรม) จำนวน 5 ทุน เยาวชนทั่วไป จำนวน 5 ทุน และจากกิจกรรม อาทิ ฟุตบอล ชาเลนจ์ จำนวน 1 ทุน (ยังไม่ทราบผล)

10 เยาวชนที่เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ ประกอบด้วย นพวิทย์ มณีภาสธนภัทร์ กฤษณ์ วิหคไพรวัลย์ พีรพัฒน์ โรจนปกรณ์ ฮัสซัน ลาเตะ ธนาเทพ ขำนาค วรินทร วัชรไพรงาม บาซิล สมัครกิจ ภูวิศ ทาสีลา วรินทร จำนงค์วัตร์ และสุทธิภัทร น้อยคำสิน

สำหรับการคัดเลือกมีทีมผู้ฝึกสอนของมูลนิธิซิโก้ และผู้ฝึกสอนบรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี เป็นคณะกรรมการร่วมเฟ้นหา

“เซอร์ไพรส์มากๆ ไม่คิดว่าจะหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ ทำให้เราได้เด็กที่หลากหลาย และได้เห็นว่านี่เป็นฝันของพวกเขา เขามาเพื่อตั้งใจตามความฝันจริงๆ

ในการคัดเลือกปกติดูทักษะ เลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง แต่ครั้งนี้เราจำลองสนามแข่งแบบสมอลไซส์ ทีมละ 7 คน แรนดอมจากเลขที่สมัคร เพื่อที่จะได้เห็นมูฟเมนต์ของนักฟุตบอล ดูแท็กติกการเล่น มีเวลาให้เด็กได้ประลองกัน 30 นาที เรากลั่นกรองแต่ละรอบ ตรงนี้เราได้เห็นเด็กมีความสามารถ มีพรสวรรค์ได้เต็มที่ เราใช้โค้ชอดีตทีมชาติ ไม่น่าจะเล็ดลอดสายตา”

โครงการนี้จะเริ่มในวันที่ 11-29 ต.ค. ที่ประเทศอังกฤษ ส่วนกิจกรรมนั้นโค้ชซิโก้ได้วางแผนชนิดที่เรียกว่า นักฟุตบอลจะได้ประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ

“ในเมืองไทยเราจริงๆ แล้วเด็กที่มีโอกาสส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง เด็กต่างจังหวัดยังคงขาดโอกาสอยู่ ในส่วนของผมที่สามารถช่วยเหลือได้ในด้านฟุตบอล จึงคิดว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าเด็กมีความกล้า เราให้เด็กไปซัมเมอร์ 2 สัปดาห์ที่อังกฤษ

แน่นอนเด็กๆ จะได้เรียนภาษาอังกฤษในช่วงเช้า ตอนเย็นจะได้ลงสนามฝึกซ้อมกับโค้ชที่มียูเอฟ่า ไลเซนส์ จริงๆ แล้วการวางโปรแกรมผมได้วางแผนร่วมกับบรูค เฮ้าส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมีอยู่แล้ว เด็กจะได้เทรนจากมืออาชีพ และเสาร์-อาทิตย์ เราพาเด็กๆ ไปชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเราอยู่ เมืองมาร์เก็ต ฮาร์โบโรว์ น่าจะได้ดู เลสเตอร์ ซิตี้ แข่ง

หรืออาจจะพาไปชมเมือง พาไปดูสถานที่สำคัญๆ อย่างเมืองยอร์ก ไปดูสโมสรแมนยูฯ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ไปสนามฟุตบอลแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล ชมสถานที่ มหาวิทยาลัยที่สำคัญๆ ของอังกฤษอย่าง ออกซฟอร์ด หรือเคมบริดจ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ฯลฯ”

นักฟุตบอลอาชีพ คือ อนาคต

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการในครั้งนี้ จะได้รับประสบการณ์สุดล้ำค่า ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นอย่างแน่นอน

หนึ่งในผู้ผ่านคัดเลือก ฮัสซัน ลาเตะ อายุ 16 ปี โรงเรียน อบจ.สงขลาพิทยานุสรณ์ เคยได้รับเลือกให้ไปแข่งฟุตบอลนัดอุ่นเครื่องกับทีมเยาวชนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อตอนอายุ 11 ปี จากโครงการฮีโร่ สานฝัน ปันรัก เพื่อน้อง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ดีใจมากครับที่ได้ไป ครั้งก่อนผมยังเด็ก เก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้มาก ยังไม่รู้เรื่อง ผมบ่นกับตัวเองตลอดว่าเสียดาย ครั้งนี้น่าจะเก็บประสบการณ์กลับมาได้เต็มที่”

ในวันคัดเลือกฮัสซัน เดินทางมาจาก จ.สงขลา คนเดียว “ตื่นเต้นครับ แต่พอลงสนามก็มั่นใจ เขาให้ลงสนาม 2 ครั้ง วัดการยิงประตูให้มากที่สุด และเขาดูโอกาสที่ส่งให้เพื่อนยิงได้ วันนั้นผมก็ยิงหลายประตู”

ฮัสซันเล่นฟุตบอลตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล เห็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเล่นก็เล่นตาม แต่จะด้วยพรหมลิขิต พรสวรรค์ หรือการขยันเล่นขยันซ้อมทุกๆ วัน จนทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน และเป็นนักเรียนทุนพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9

“ทุกวันนี้ซ้อมเช้าเย็น บางวันลงสนาม ซ้อมทักษะ ตอนเช้าประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง ช่วงเย็น 3 ชั่วโมง บางวันถ้าเราเล่นไม่มีแรง ก็ถูกจับซ้อมวิ่งจับเวลา 400 เมตร เคยทำได้เร็วสุด 1.10 นาที ซ้อมวิ่งทางไกล 7-8 กิโลเมตร”

ในอนาคตฮัซซันคาดหวังอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเขาได้เตรียมความพร้อมไปถึงจุดนั้น นั่นคือการตั้งใจฝึกซ้อม และลงเล่นในรายการแข่งขันใหญ่ๆ ที่โรงเรียนส่งเข้าแข่งขัน ทำให้ดีที่สุด แสดงศักยภาพให้ดีที่สุด

“มีรุ่นพี่เป็นไอดอล หลังจากนั้นผมก็เล่นฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งตอนพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนในทุกๆ วัน เพื่อหวังว่าสักวันได้มีอาชีพที่ตัวเองรักและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวให้สุขสบาย”

นักฟุตบอลในดวงใจ คือ เปาโล ดีบาลา สโมสรยูเวนตุส “เขาเล่นกองกลาง ตัวเล็กแต่เขาแข็งแรงมาก ยิงแรง เลี้ยงบอลเก่ง เปิดแม่น นักฟุตบอลไทยชอบ ชาริล ชัปปุยส์ เขาเปิดแม่นเหมือนกัน และผมชอบบุคลิกเขาดูดี”

ธนาเทพ ขำนาค จากโรงเรียนห้วยขาแข้งวิทยาคม ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ 7 ขวบ ในตำแหน่งศูนย์หน้า

บ้านอยู่ในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ฟุตบอลเป็นความบันเทิงในวัยเด็ก จนในวัย 9 ขวบเขาได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน ใช้เวลาซ้อมฟุตบอลช่วงบ่ายจนถึงเลิกเรียน จากนั้นกลับบ้านก็ซ้อมกับเพื่อนๆ ในสนามหมู่บ้าน จนหมดแสงพระอาทิตย์

เมื่อมีการแข่งขันที่ไหนพ่อแม่ก็สนับสนุนพาไปทุกครั้ง “ตอนเด็กๆ ผมเคยถามพ่อว่าโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลได้ไหม พ่อก็บอกตามใจ ตอนนี้ผมก็อยากไปถึงจุดนั้น ขอบคุณโครงการของโค้ชซิโก้ ที่ให้โอกาสเด็กที่ไม่มีพื้นที่ได้แสดงความสามารถของตัวเอง ตอนนี้ผมก็ฝึกภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมตัวไปเข้าโครงการครับ”

นักกีฬาเป็นอาชีพที่เด็กๆ สามารถใฝ่ฝันและเขาจะเลี้ยงตัวเองได้ โค้ชซิโก้ยืนยัน “แต่ก่อนบางคนอาจจะคิดบ้างว่าเป็นนักกีฬาฟุตบอลนั้นไส้แห้งไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ตลอดชีวิตของผม ได้เกียรติยศเงินทองชื่อเสียงจากการเล่นฟุตบอล

วันนี้มันตอบโจทย์แล้วว่าถ้าเรารักกีฬาฟุตบอลเราก็ต้องไปให้สุด เราสามารถเลือกอาชีพของตัวเองได้ ในต่างประเทศเขาจะชี้แนวทางตั้งแต่ 8 ขวบ ถ้าคุณอยากเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ก็จะได้ประพฤติตนให้เป็นนักบอลอาชีพตั้งแต่เด็กเลย เราก็พยายามแบ่งปันประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ ถ้าคุณต้องการยึดฟุตบอลเป็นอาชีพหลักคุณก็จะสามารถใช้อาชีพฟุตบอลในการหาเลี้ยงตัวเองได้

มีหลายคนวันนี้ที่เติบโตเป็นนักบอลอาชีพที่ดี เช่น เมสซี่ เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน พี่ตอง-กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ พี่มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา เราอยากเห็นนักเตะไทยไปค้าแข้งที่ต่างประเทศเยอะๆ ฉะนั้นวันนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผมคิดว่า การเรียนภาษาต้องควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล บางคนคิดว่าเล่นฟุตบอลอย่างเดียวไม่ต้องเรียนหนังสือ ซึ่งมันไม่ได้”

เป็นความตั้งใจอย่างสูงสุดของโค้ชซิโก้ที่จะพัฒนาเยาวชนให้ไทยให้มีความสามารถทั้งทางด้านทักษะฟุตบอลและภาษาอังกฤษ หวังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนกลับมาพัฒนาวงการลูกหนังของเมืองไทยให้มีความก้าวหน้า

“แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักกีฬา ก็คือเราได้เห็นความสำเร็จของพวกพี่ๆ นักฟุตบอล พี่ๆ เหมือนกับเป็นต้นแบบ อย่างผมเองก็ได้รับความสำเร็จจากการเล่นฟุตบอลก็เป็นต้นแบบ รุ่นน้องต่อมาก็ประสบความสำเร็จ และก็จะเป็นต้นแบบให้กับรุ่นต่อๆ ไป

น้องๆ ที่เขาดูถ่ายทอดทางทีวีเห็นพี่ๆ เล่นทีมชาติ เห็นเล่นสโมสร เขาก็มีความอยากเป็นอย่างพี่ๆ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ไกลเกินความฝัน วันนี้ผมพยายามเติมฝันให้น้องๆ ถ้าคุณทำให้ถึงที่สุด มันสามารถประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ได้”

เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้ เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งต่อโอกาส สานความฝันให้เยาวชนไทยที่รักฟุตบอล ทว่าฟุตบอลไทยจะเติบโตได้ยังต้องการแรงสนับสนุนอีกมาก