สวัสดี… พนักงานหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561457

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

สวัสดี... พนักงานหน้าใหม่

เรื่อง ราตรีแต่ง

ให้คิดว่าคุณคือคนโชคดี ในยุคที่การงานหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และทันทีที่ชีวิตคนทำงานหน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในออฟฟิศใหม่ เจ้านายใหม่ เพื่อนร่วมงานก็หน้าตาใหม่ๆ อยู่รายรอบตัวเรา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะดีหรือจะคุยกับเราหรือเปล่า? แล้วจะสามารถทำงานร่วมกันราบรื่นหรือไม่ จะมีใครสอนงานให้หรือไม่?!!

ไม่รวมไปถึงเรื่องหยุมหยิม ชวนกังวล ช่วงพักกลางวันจะนั่งกินข้าวกับใคร รายละเอียดวัฒนธรรมในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง? กลายเป็นความเครียด จนอาจจะส่งผลกระทบกับงานไปเลยก็เป็นไปได้ อย่าคิดลบ มีวิธีไม่ยากเลย กับการสร้างสรรค์ชีวิตการงานที่มีความสุขตั้งแต่เริ่มงานวันแรก

เริ่มต้นสร้างมิตรภาพที่ดี

ในช่วงที่เริ่มทำงานออฟฟิศใหม่ สิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักไว้เสมอก็คือการยื่นมิตรภาพที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อย่ามัวแต่ตกอกตกใจไป ถ้ามีคนบางคนหน้าตาบอกบุญไม่รับจะเป็นมิตรหรือไม่ก็ตาม แต่การที่เริ่มต้นผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่วันแรก คือเคล็ดลับการเริ่มต้นสร้างมิตรภาพในที่ทำงานได้ดีเลิศ ใครทำแบบนั้นได้มีแต่ผลดีไม่มีคำว่าเสีย เพราะฉะนั้นวันแรกที่เข้าไปยกมือไหว้พี่ (ขา) ใหญ่ไว้ก่อน แล้วอย่าลืมรอยยิ้ม ยิ้มทักทายทุกคนด้วยความสดใส รอยยิ้มคือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ทำให้คนหน้าใหม่ดูเฉิดฉาย ดูน่าสนใจอย่างยิ่ง และรอยยิ้มคือสัญลักษณ์ของความมั่นใจในตัวเอง

เมื่อได้พบเพื่อนร่วมทีม ยิ้มแย้มแจ่มใส และกล่าวฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนร่วมงานใหม่ นี่คือภาพความประทับใจแรก คือสิ่งที่สำคัญของการปลูกมิตรภาพนี้ให้คงอยู่ตลอดการทำงาน

จำไว้ยิ้มให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ รอยยิ้มคือสิ่งที่ช่วยยืนยันให้คู่สนทนา เพื่อนใหม่ รู้ว่าเรากำลังสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด รอยยิ้มยังเป็นสิ่งที่บอกให้คนรอบตัวรู้ได้ทันทีด้วยว่าเราทำงานด้วยความมั่นใจมีความสุข และคนเราก็อยากอยู่ใกล้คนที่มีความสุขกันทั้งนั้น

ฝึกเป็นนักสนทนาที่ดี

“สวัสดีค่ะ ดิฉัน/ผม ชื่อ…ค่ะ/ครับ” ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยคแบบนี้ จะดูทางการมากไปหรือเปล่า (นะ)?!! ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ผู้คนส่วนใหญ่พบว่าเป็นการยาก ในการเป็นนักสนทนาที่ดี ก็เพราะว่าพวกเขา “กลัวว่าจะพูดบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมดาเกินไป” แลดูโจ่งแจ้งเกินไป หรือพูดบางสิ่งที่ (ฟังดูแล้ว) ไม่มีความจริงใจ หรือบางสิ่งที่ไร้คุณค่าสำหรับคู่สนทนาหรือบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับกาลเทศะไปเลย

การแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ วิธีสร้างการสนทนาเป็นไปอย่างรื่นเริง ลองกระตุ้นจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า แต่ไม่ใช่สะกดจิตให้ดูรื่นเริงเกินไป จงหยุดความพยายามเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครสามารถแสดงความหลักแหลมได้ทุกนาทีหรอกนะ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบีบคั้นคำพูดหลักแหลมคมคายออกมา เพียงแค่ปล่อยให้ลิ้นทำงานไปเองโดยอัตโนมัติ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ

เปิดใจให้กว้าง

คนเราทั่วๆ ไป ก็มักจะประเมินคนที่เราพบโดยใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นอย่ากลายเป็นคนทั่วไปเสียล่ะ อย่าเพิ่งมีอคติกับใครที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก เพราะความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่าลืมว่าการสร้างสรรค์และรักษามิตรภาพในที่ทำงานจะแตกต่างจากมิตรภาพนอกที่ทำงานอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย มีความคาดหวัง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ขอบอกเลยว่าเพื่อนในออฟฟิศคนละกลุ่ม คนละเรื่องกับเพื่อนซี้ไปเที่ยว เล่น กิน นอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือมหาวิทยาลัย การเริ่มต้นใหม่โดยเรียนรู้วิธีสร้างมิตรภาพ จะช่วยเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุขในที่ทำงาน เสริมสร้างผลงาน มีเพื่อนพ้องใหม่ๆ รวมถึงคุณก็จะกลายเป็นบุคคลที่ใครๆ ในที่ทำงานก็อยากจะมาเป็นเพื่อนด้วย

พูดคุยปรับความเข้าใจ

เริ่มงานใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ ย่อมมีปัญหาตามมาไม่ยากอยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาควรพูดคุยกันอย่างสุภาพเพื่อปรับความเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้อย่างน้อยที่สุดการเข้าหาและแสดงความจริงใจ ความอ่อนน้อมอาจจะทำให้เราและเพื่อนร่วมงานเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น และต่างปรับตัวเข้าหากันมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงตัวในสิ่งที่เราผิดพลาด พร้อมน้อมรับความคิดเห็น เสียงติติงต่างๆ ในสิ่งที่เราทำไม่ถูก รวมไปถึงพัฒนาตนเองและแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่าเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่เสมอ

นอกเหนือจากนี้ อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณและขอโทษ ซึ่งคือยากระชับมิตรชั้นดี เพราะในโลกของการทำงานที่บางครั้งอาจจะดูดุเดือดไปบ้าง ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ถ้าหากเราเป็นคนผิดหรือวัยวุฒิน้อยกว่า การพูดว่าขอโทษจะเป็นการช่วยให้ปัญหาคลายตัวลงบ้าง รวมไปถึงการกล่าวขอบคุณให้ติดปากอยู่เสมอ

ทั้งนี้ โปรดจำไว้เสมอว่าปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปล่อยวาง มีสติ ตั้งใจทำงานและการพูดคุยที่สุภาพและจริงใจ

อย่าแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

หนึ่งในอุปสรรคที่ท้าทายที่สุดกับการสร้างมิตรภาพในที่ทำงาน คือการต้องแยกแยะให้ออกระหว่างคนที่คุณพยายามจะผูกมิตรกับคนที่มีตำแหน่งในบริษัท และจงระวังความรู้สึกของการแข่งขัน เนื่องจากมันจะส่งผลในแง่ลบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ตั้งใจสร้างขึ้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า

อุปนิสัยของคนเราล้วนมีแนวโน้มที่จะเลือกให้ความสนิทสนมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เช่น ก้าวสู่ทีมร่วมโปรเจกต์ใหญ่ด้วยกัน หรือการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้นครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ให้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และจำไว้ว่าเราคือทีมเดียวกัน

เป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดี

ให้เรียนรู้โดยการมองดูที่พฤติกรรมการแสดงออกของผู้อื่น ควรสังเกตเฝ้าดูคนอื่นที่ “ชอบให้ความช่วยเหลือคนอื่น” “ทำแค่ขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง” และ “เป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ” เป็นต้น จากนั้นให้คุณหันกลับมามองดูตัวเอง แล้วลองพิจารณาดูว่าตัวคุณเองนั้นมีพฤติกรรมแสดงออกเช่นนั้นบ้างหรือไม่

หลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับคนแปลกๆ

ในที่ทำงานส่วนใหญ่นั้นก็มักจะมีเพื่อนร่วมงานที่มีบุคลิกภาพแปลกๆ ติดออฟฟิศอยู่เสมอ แต่ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวกับคนแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะอะไรมากมาย ควรอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้ แต่ก็สามารถนำพฤติกรรมของคนเหล่านี้มาใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน ควรคิดเสมอว่าพฤติกรรม “ดูแปลกๆ” นั้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ “ไม่ดี” เสมอไป

แอ็กทีฟ ครูว มากกว่าความสนุกคือทักษะของลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561461

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 21:10 น.

แอ็กทีฟ ครูว มากกว่าความสนุกคือทักษะของลูก

เรื่อง พุสดี

ถ้าเลือกได้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ย่อมแฮปปี้ที่จะได้เห็นลูกๆ เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายมากกว่าอุทิศเวลาอยู่หน้าจอ แต่ขึ้นชื่อว่าเด็ก ถ้าจะให้วิ่งบนลู่ ปั่นจักรยานในยิม หรือตามคุณพ่อคุณแม่สายเฮลตี้ไปวิ่งรอบสวนสาธารณะคงไม่ใช่กิจกรรมที่จะดึงดูดความสนใจของคุณหนูๆ ไว้ได้นาน ด้วยเหตุนี้ แอ็กทีฟ ครูว (Active Crew) จึงเป็นโปรแกรมออกกำลังกายแนวใหม่สำหรับเด็กๆ (อายุระหว่าง 7-15 ปี) ทึ่กำลังได้รับความนิยม เพราะออกแบบมาตอบโจทย์ร่างกายและการเข้าสังคมของเด็กๆ อย่างรอบด้าน

เริ่มจากกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการเต้นของหัวใจ หรือ คาร์ดิโอ ธรรมชาติของเด็กชอบเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ไปพร้อมกับความสนุกที่ได้วิ่งเล่น แอ็กทีฟ ครูว จึงออกแบบดิจิทัลโซน (Digital Zone) ให้พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านความคล่องตัว การเล่นเป็นทีม ช่วยพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ของร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนองให้กับเด็กๆ ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ อายส์ เพลย์ (Eyes Play) ห้องเกมอินเตอร์แอ็กทีฟที่จอโปรเจกเตอร์จะฉายลงมาบนพื้นห้อง เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้สนุกและตื่นเต้นกับการวิ่งและกระโดดเพิ่มการเต้นของหัวใจ (คาร์ดิโอ) พร้อมฝึกประสาทสัมผัสด้านการมองและการคิดเห็นไปในตัว

หนูๆ สายบู๊ อยากปล่อยพลัง แนะนำทรี คิกส์ (Tree Kicks) ซึ่งจำลองการชกมวยมาให้เด็กๆ ได้เพลิดเพลินกับการเตะและต่อยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้เด็กๆ ได้สนุก ได้ออกกำลังกายหลายส่วนพร้อมกันทั้งเตะ ต่อย เข่า ศอก แถมช่วยฝึกจังหวะและความเร็วของปฏิกิริยาการตอบสนอง

อีกหนึ่งจุดเด่นของแอ็กทีฟ ครูว คือ ช่วยพัฒนาทักษะการคิดและการตัดสินใจผ่านหลากหลายกิจกรรมที่เด็กๆชื่นชอบ อย่างหน้าผาจำลองที่ดีไซน์ให้เด็กปีนป่ายตามแนวขวาง ได้โลดโผนสมวัย แต่ยังได้ฝึกสมาธิ ตลอดจนการใช้ความคิดด้านวางแผนด้วยการตั้งโจทย์ให้เด็กๆ ได้ท้าทาย เช่น ถ้าข้างล่างเป็นทะเลที่มีฉลาม เด็กๆ จะต้องเอาตัวรอดอย่างไร เป็นต้น

ได้ความสนุก คาร์ดิโอเสริมทักษะการคิดแล้ว อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ขาดไม่ได้จากการออกกำลังกายคือ ความความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสรีระ แอ็กทีฟ ครูว ช่วยให้เด็กๆ ได้ฟิตแอนด์เฟิร์มผ่านคลาสต่างๆ อาทิ บอร์น ทู มูฟ (Born to Move) ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินในการออกกำลังกายให้คุณหนูๆ ผ่านบทเพลงที่มีส่วนผสมของซุมบ้า บอดี้คอมแบตที่ออกแบบขึ้นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อฝึกการเคลื่อนไหว และฝึกทักษะทางดนตรีเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม SAQ (Speed, Agility and Quickness) ซึ่งนักกีฬาระดับโลกใช้ฝึกเพื่อสร้างทักษะด้านการวิ่ง รับ โยน และกระโดด เสริมประสิทธิภาพด้านความสัมพันธ์ ความสมดุล และความมั่นใจในการเคลื่อนไหวร่างกาย

ใครสนใจอยากปลูกฝังให้ลูกรักการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก ตามไปสนุกกับโปรแกรมแอ็กทีฟ ครูว ได้ ณ เวอร์จิ้น แอ็กทีฟ อีสต์ วิลล์

การเดินทางทำให้โสดไม่โดดเดี่ยว ‘โ ส ด โ ป ร ด เ ที่ ย ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561440

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 20:40 น.

การเดินทางทำให้โสดไม่โดดเดี่ยว ‘โ ส ด โ ป ร ด เ ที่ ย ว’

เรื่อง : รอนแรม  ภาพ : โสดโปรดเที่ยว

เพราะความโสดทำให้เธอออกเดินทาง “จ๊อยซ์” ศรุตา แสงดอกพุดสาวขาลุยที่ชอบถ่ายรูปและชอบเดินทาง จึงพาตัวเองออกจากดินแดนความเศร้า สู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก ซึ่งให้ความสุขและมิตรภาพอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

ทริปแรกที่เธอลุยเดี่ยวคือ เชียงคาน จ.เลย เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบเหมาะสมกับการชิมลางไปคนเดียว สิ่งที่เธอได้รับไม่ได้มีเพียงภาพสวยๆ แต่ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ระหว่างทาง ซึ่งทำให้เธอซาบซึ้งว่าการเที่ยวคนเดียวไม่ยาก และไม่โดดเดี่ยวแม้แต่น้อย

“ผู้หญิงเดินทางคนเดียวมันไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามมันยังทำให้เรากล้าสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งหลังจากโสดกลายเป็นว่าวันนี้เรามีเพื่อนเยอะขึ้น จากเดินทางคนเดียวก็เริ่มมีก๊วนเพื่อนที่ชอบไปท่องเที่ยวด้วยกันแล้ว”

หลังจากนั้นเธอจึงตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊ก โสดโปรดเที่ยว เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาวโสดทั้งหลายกล้าออกเดินทาง รวมทั้งเหล่าพนักงานประจำให้ออกจากขอบเขตเดิมๆ ไปเปิดรับประสบการณ์ในวันหยุดเหมือนเธอ

“พอได้ออกไปครั้งแรกแล้วเหมือนเสพติด อย่างช่วงสองปีแรกที่โสดและเปิดเพจ จ๊อยซ์ไปท่องเที่ยวแทบทุกอาทิตย์ โดยจะใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อย่างเชียงใหม่ 2 วัน 1 คืน ก็เคยไปมาแล้ว แต่หลังๆ มานี้เริ่มใช้วันพักร้อนในการไปเที่ยวมากขึ้น เพราะอยากไปอยู่และสัมผัสแต่ละที่นานๆ แต่ทุกที่ที่ไปคือเราชอบ เพราะทุกที่มีเรื่องราวของมัน แม้ว่าจะไปที่ซ้ำๆ รายละเอียดก็ไม่เหมือนเดิม”

ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของเธอจะเน้นไปที่เดินป่า ขึ้นเขา นอนโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นสไตล์ที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะกับผู้หญิงตัวคนเดียว แต่เธอกล่าวว่า หากมีการวางแผนก่อนเดินทาง ดูแลตัวเองได้ และไม่ไปอยู่ในจุดเสี่ยง การเที่ยวคนเดียวก็จะคล่องตัวและได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้น

“เพจที่ทำอยู่เป็นงานอดิเรก เพราะจ๊อยซ์เสียดายรูปภาพและเรื่องราวที่ได้ไปเจอ ซึ่งมันอาจเป็นประโยชน์ให้คนอื่นได้ โดยสิ่งที่เขียนจะมีทั้งประสบการณ์จริงและข้อมูลอย่างละเอียดให้คนไปตามรอย และรูปถ่ายให้คนเห็นความสวยงามของสถานที่นั้นๆ”

นอกจากนี้ เธอยังมองเห็นข้อดีในสถานะโสดว่า ทำให้เธอมีอิสระ ได้ท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป ไม่ต้องรอหรือขออนุญาตใคร และที่สำคัญคือ ยังเปิดโอกาสให้เธอสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าเดิม

“เรามีความสุขกับชีวิตตอนนี้ มีความสุขกับการเดินทาง และได้ทำในสิ่งที่ชอบ ดังนั้นไม่ว่าจะคนโสดหรือคนมีคู่ ลองออกจากเมืองไปในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ไปคุยกับคนแปลกหน้าที่น่ารักและมอบรอยยิ้มให้เรา

จ๊อยซ์มองว่าการเดินทางทำให้เรารู้จักการใช้ชีวิต มันทำให้ชีวิตเรามีสตอรี่ โดยเฉพาะกับคนโสด อย่ามองว่าความโสดน่ากลัว มันไม่ได้เหงา ลองออกเดินทางดูแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คุณคิด”

จากคนขี้กลัวในวันวาน วันนี้เธอได้เปลี่ยนเป็นสาวนักเดินทางที่พร้อมออกไปผจญโลกกว้าง และพร้อมเปิดมุมมองให้โลกทัศน์ใหม่ๆ เพื่อสร้างกำไรและความสุขให้ชีวิต

สำหรับตอนนี้ได้ข่าวว่าเธอกำลังวางแผนไปลุยเดี่ยวที่หลวงพระบาง โดยสามารถติดตามได้ที่เพจ โสดโปรดเที่ยว

BookMarx Vol.2 วรรณกรรมข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561290

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

BookMarx Vol.2 วรรณกรรมข้ามพรมแดน

โดย พริบพันดาว

บุ๊กมาร์ก (BookMarx) ของสำนักพิมพ์ผจญภัย เป็นบุ๊กกาซีนรายสะดวกที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาด้านวรรณกรรมและศิลปะที่น่าสนใจตอนนี้มีบุ๊กมาร์ก เล่ม 2 (BookMarx Vol.2) ออกมาเรียบร้อยแล้ว ที่น่าสนใจคือเล่มนี้ทิ้งห่างจากเล่มแรกถึง 8 ปี (Bookmarx เล่ม 1 : คุยข้ามคืนกับ แดนอรัญ แสงทอง)

สำหรับเนื้อหาก็ยังเน้นความหลากหลายด้านศิลปะและวรรณกรรมร่วมสมัยไทย-เทศ จากซีไรต์ ถึงโนเบล มีทั้งบทปาฐกถาพิเศษขนาดยาว บทสัมภาษณ์ บทวิจารณ์ บทความวิชาการ ความเรียง บันทึกการเดินทาง กวีนิพนธ์ กวีนิพนธ์แปล เรื่องสั้น เรื่องสั้นแปล ฯลฯ

สองบรรณาธิการผู้เป็นเจ้าสำนักพิมพ์ผจญภัย เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ กับ ศิริวร แก้วกาญจน์ ผู้อยู่เบื้องหลัง มาขยายความถึงหนังสือเล่มนี้ที่พวกเขาตั้งใจทำกัน

“อยากให้มันเหมือนที่คั่นทางความคิด ที่คั่นทางอุดมคติ ที่คั่นทางวัฒนธรรมอะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่อยากให้สองฝั่งที่มีความต่างกันล่วงละเมิดหรือสาดซัดกันจนเกิดความโกลาหลอลหม่าน ประเด็นแรก คือ นึกถึงสังคมการเมืองไทยว่ามันต้องมีที่คั่นอะไรสักอย่างเพื่อเตือนสติกันให้แต่ละฝั่งได้ตระหนัก

แล้วเราก็คิดไปถึงปรัชญาเชิงความคิด เชิงวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างที่คั่นอะไรขึ้นมาสักอย่าง อย่างน้อยแทนที่จะสาดโถมใส่กันก็จะได้ชะงัก ได้ไตร่ตรอง แต่ในขณะเดียวกันนอกจากจะเป็นที่คั่นแล้วก็ยังเป็นตัวเชื่อมและตัวประสานด้วย เหมือนเส้นทางเชื่อมระหว่างคาบสมุทร” ศิริวร เล่าถึงแนวความคิดโดยรวม พร้อมพูดถึงวรรณกรรมข้ามพรมแดน ว่า

คำว่า ‘พรมแดน’ มันเกิดจากความเป็นรัฐชาตินั่นแหละ เราก็มาตีความพรมแดนใหม่ว่านอกจากพรมแดนเชิงรัฐชาติแล้ว มีพรมแดนอะไรอีกบ้าง พรมแดนทางวัฒนธรรมที่ถูกคั่นไว้ พรมแดนทางความเชื่อ ความศรัทธา พรมแดนภาษา อะไรอย่างนี้ พอไม่มีนักล่าอาณานิคมเข้ามาฉกชิงพรมแดนทางภูมิรัฐศาสตร์เลยถูกนิยามใหม่ พอถูกนิยามใหม่ขึ้นมา พื้นที่พรมแดนจึงไม่ใช่พื้นที่ชายขอบอย่างที่เราคุยกัน

วรรณกรรมข้ามพรมแดนก็เช่นกัน มีความน่าสนใจในหลายมิติ เพราะเป็นได้ทั้งการเชื่อมและประสานศิลปะทุกแขนงเข้าด้วยกัน นักแต่งเพลงมองภาพเขียนแล้วนำมาแต่งเป็นเพลง คนเขียนหนังสือมีมุมมองของดนตรีและสุนทรียะ มันเหมือนว่าถ้าเราพูดถึงคำว่าศิลปะส่องทางมันเคยมีคำนี้เกิดขึ้นมา แต่เราจะไม่ใช้คำนั้น เราจึงใช้คำว่า ‘ข้ามพรมแดน’ เพราะทุกอย่างคืองานศิลปะ มันคือสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ฝั่งไหน

คนเขียนเพลงถ้าเป็นคนที่มีพื้นฐานด้านวรรณกรรมอาจจะมีมุมมองที่ลึกและแตกต่าง อย่างเช่น บ็อบ ดีแลน ที่ได้ข้ามพรมแดนจากศิลปะแขนงหนึ่งไปสู่ศิลปะอีกแขนงหนึ่ง นักเขียนก็ต้องข้ามพรมแดนไปสู่ศิลปะแขนงอื่นด้วย ต้องฟังเพลง ต้องเสพศิลปะ ดูหนังอะไรอย่างนี้ มันเป็นเหมือนจุดตัดที่ข้ามกันไปข้ามกันมา

เพราะว่าจุดตัดในเรื่องมุมมองสำคัญ บางทีเราได้ดูหนังเราก็ได้ต่อยอดความคิด หนังดีๆ บางเรื่องก็ทำมาจากวรรณกรรม ผู้กำกับหนังที่เก่งๆ กระทั่งนักวิชาการทั่วโลกที่ยืนอยู่แถวหน้าส่วนใหญ่มักจะอ่านวรรณกรรมกันอย่างจริงจังหนักหน่วง รวมถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาบอกว่างานของ ดอส โตเยฟสกี ให้อะไรมากกว่าพวกงานวิชาการ นอกจากคนอื่นจะข้ามมาหาเราแล้ว เราก็ต้องข้ามไปหาคนอื่นด้วย”

บุ๊กมาร์ก เล่ม 2 นี้ มีทั้งบทกวี บทกวีแปล ความเรียง บทความทางวิชาการ เรื่องสั้น เรื่องสั้นแปล บทวิจารณ์วรรณกรรมจากนักเขียนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มากมาย กับความหนากว่า 600 หน้า หัวข้อที่น่าสนใจ เช่น นกกวีนิพนธ์ บินจากเมืองไทยไปไต้หวัน คุยกับเจ้าของร้านหนังสือแมวฮกเกี้ยน คาสึโอะ อิชิงุโระ ม้ามืดรางวัลโนเบลปี 2017 ผู้ท่องทะยานจากพรมแดนเอเชียสู่พรมแดนยุโรป คำให้การของพระเจ้าหัวหยิก : บ็อบ ดีแลน เป็นต้น ความคาดหวังถึงหนังสือเล่มนี้ เรืองกิตติ์ อีกหนึ่งบรรณาธิการ บอกว่า

“ถ้าถามถึงความคาดหวัง เราไม่ควรคาดหวัง เราแค่นำเสนอความคิด นำเสนอองค์ความรู้ นำเสนอมุมมองแล้วก็ไม่ควรคาดหวังกับมัน แต่ว่าเราได้ทำ นั่นคือสิ่งที่เชื่อ เราเชื่อแบบนี้เราก็ทำ ทำเต็มที่ของเรา อย่างน้อยก็ได้เปล่งเสียงออกไป นั่นคือความเชื่อของเราผ่านหนังสือเล่มนี้

แต่เมื่อมันถูกนำเสนอไปแล้ว อย่างน้อยมันก็น่าจะส่งแรงกระเพื่อมบ้าง ได้สะกิดอะไรบ้าง สมมติว่าคนที่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยอ่านเรื่องสั้น เรื่องแปลก็อาจจะได้อ่าน แล้วพวกกวีที่อาจจะขยาดกับงานวิชาการ งานทฤษฎี พออ่านบทกวีแล้วก็ได้อ่านบทสัมภาษณ์ อ่านเรื่องสั้นแล้วลองอ่านบทวิจารณ์ อ่านงานวิชาการดู”

ชมศิลปะเยอรมัน ยุคไวมาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561289

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ชมศิลปะเยอรมัน ยุคไวมาร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ

เทต โมเดิร์น กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จัดแสดงนิทรรศการ Magic Realism Art in Weimar Germany : 1919-1933 เสนอผลงานศิลปะเยอรมันจากยุคไวมาร์ รีพับลิก ให้คนรักศิลปะเข้าชมฟรีเป็นเวลา 1 ปีเต็ม (ถึง ก.ค. 2019)

ไวมาร์ รีพับลิก เป็นชื่อเรียกเยอรมนีอย่างไม่เป็นทางการ ในยุคระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์

งานนี้เป็นความร่วมมือกับ เดอะ จอร์จ อีโคโนโมอู คอลเลกชั่น กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ที่ขนเอาภาพเขียนของศิลปินชาวเยอรมันยุคระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 มากว่า 70 ชิ้นงาน ทั้งงานเพนติ้งและดรออิ้งบนกระดาษ

ผลงานแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นบรรยากาศและวิธีคิดของผู้คนชาวเยอรมันในยุคไวมาร์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทัศนคติที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองในยุคนู้น อย่างแนวคิดแบบเสรีนิยม (Liberalisation) รวมไปถึงค่านิยมต่อต้านทหาร (Anti-Militarism) อันเนื่องมาจากการไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

คอลเลกชั่นภาพเขียนจากยุคไวมาร์นี้ เป็นภาพชุดหาชมยากและไม่เคยจัดแสดงในสหราชอาณาจักรมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำถึงจุดมุ่งหมายของการมีขึ้นของ เทต โมเดิร์น ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเริ่มราวเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ในการนำเสนอผลงานศิลปะสไตล์โมเดิร์นนิสม์อีกด้วย

คำว่า Magic Realism นั้น ฟรานซ์ โรห์ ศิลปินนักถ่ายภาพและนักวิจารณ์ศิลปะจากยุคไวมาร์ เป็นคนที่ให้คำจำกัดความจิตรกรรมที่ร่วมสมัยเดียวกับเขาเอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 — ศิลปะที่บรรจุเอาความวิตกกังวลใจ และมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างล้นเหลือ สไตล์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ผสมผสานเข้ากับความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย เป็นการตีความแบบเรียลิสม์ใหม่ในสังคมอันง่อนแง่นจากยุคสงคราม โดย Magic Realism ปัจจุบันมักจะนำมาใช้ในแวดวงวรรณกรรมมากกว่า โดยเฉพาะในแวดวงวรรณศิลป์ลาตินอเมริกาที่มักจะใส่จินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกเข้าไป กลายเป็นความอัศจรรย์ที่สมจริง

การแตกสลายของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งการตกเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อจิตใจของชาวเยอรมันทุกคน โดยเฉพาะบรรดาศิลปิน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางความคิด ความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นภาพวาด สิ่งที่ชาวเยอรมันยุคไวมาร์ต้องการมากที่สุด ก็คือ การกอบกู้ชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ เมื่อครั้งที่เคยรุ่งเรืองกลับมาให้ได้เหมือนเก่า

นอกจากจิตรกรจะเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ศิลปะมากจินตนาการออกมาช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน โดยเปิดการแสดงงานในที่สาธารณะ หรือให้คนเข้าไปชมในสตูดิโอวาดภาพกันแล้ว ในยุคนั้นยังก่อเกิดความบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาบาเรต์หรือละครสัตว์ โดยทั้งหลายทั้งปวงนี้ ยังมาควบรวมเป็นงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวของยุคสมัยเอาไว้ได้อีกต่อหนึ่ง อย่างที่เราเห็นเรื่องราวของความบันเทิง โดยเฉพาะภาพจากคณะละครสัตว์ ปรากฏในงานศิลปะสุดแฟนตาซีของศิลปินกลุ่มนอยเยอ ซักลิกไคต์ (Neue Sachlichkeit) เช่น ออตโต ดิกซ์,จอร์จ โกรสซ์ หรือมักซ์ เบคมันน์

จิตรกรกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าภาพวาดของพวกเขาสะท้อนเรื่องราวชีวิตของคนยุคไวมาร์ เช่นเดียวกับ อัลเบิร์ต เบียร์เคอเลอ,จันน์ มัมเมน และรูดอล์ฟ ชลิกเทอร์ ฯลฯ โดยศิลปินกลุ่มนี้มีอายุการทำงานสั้นมากในเยอรมนี คือรุ่งเรืองเฉพาะในยุคไวมาร์เท่านั้น อย่างที่รู้กันคือหลังจากที่นาซีเรืองอำนาจ ศิลปะจากยุคโมเดิร์นก็ถูกกวาดล้างให้หมดไปตามนโยบายของท่านผู้นำ

นิทรรศการ Magic Realism Art in Weimar Germany : 1919-1933 นับเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์รำลึก 100 ปี ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ของเทต แกลเลอรี่ ซึ่งจัดแสดงที่เทต โมเดิร์น กรุงลอนดอน ควบคู่ไปกับนิทรรศการ Aftermath : Art in the Wake of World War One ณ เทต บริเทน กรุงลอนดอน ที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (เปิดให้ชมฟรีเช่นกัน ถึง 24 ก.ย.) 

วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561286

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:42 น.

วอลเลย์บอลชายหาด ตบกระจายให้ทรายฟุ้ง

โดย กั๊ตจัง  ภาพ : รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงกีฬาวอลเลย์บอล เรามักจะนึกถึงวอลเลย์บอลที่เล่นกันในอินดอร์สเตเดี้ยม แต่กีฬาวอลเลย์บอลที่นิยมเล่นกันอีกชนิด ก็คือ วอลเลย์บอลชายหาด ที่มีความท้าทายผู้เล่นมากกว่าเป็นเท่าตัวถึงขนาดที่นักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสร และเป็นกีฬาซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเล่นกิจกรรมริมหาด

ความเป็นมาของวอลเลย์บอลชายหาดนั้น อาจเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1920 มีชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เริ่มเล่นวอลเลย์บอลชายหาดแบบทีมละ 6 คน จากนั้นการเล่นริมหาดก็เริ่มแพร่หลายจนมีการลดจำนวนผู้เล่นลงให้เลือกทีมละ 4 คน จนเหลือ 2 คน ใน ค.ศ. 1947 และเริ่มมีการแข่งขันเป็นรายการทัวร์นาเมนต์จนถึงปัจจุบัน

สรพงษ์ สว่างศรี ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลชายหาด เล่าถึงความสนุกในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดว่า เป็นกีฬาของคนที่ไม่กลัวดำ (หัวเราะชอบใจ) การเล่นจะคล้ายกับวอลเลย์บอลแต่ความคิดเห็นส่วนตัวผมมองว่ามีความยากกว่ากันมาก

อย่างแรก คือ เรื่องความท้าทาย การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายจะยากกว่า ต้องใช้แรงมากกว่า สภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้นักกีฬาเหนื่อยง่าย แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ได้กลับมา นั่นคือร่างกายที่แข็งแรงกว่านักกีฬาวอลเลย์บอลทั่วไป

สำหรับคนที่ต้องการจะฝึกเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาที่เล่นอย่างจริงจังหรือเล่นกันสนุกๆ เพื่อการออกกำลังกายก็ดีทั้งคู่ แต่จะดีกว่ากีฬาประเภททีมอื่นๆ ตรงที่ผู้เล่นมีเพียงทีมละ 2 คน การนัดเพื่อนมาเล่นด้วยกันจะง่าย น่าจะเรียกได้ว่าเล่นได้ง่ายกว่ารวมทีมฟุตบอลและวอลเลย์บอลอย่างเห็นได้ชัด เพราะแต่ละทีมจะมีผู้เล่นเพียง 2 คน ไม่มีการเปลี่ยนตัวสำรอง ต้องเล่นจนจบเกม

สนามที่เล่นแน่นอนว่าก็ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมหาด ส่วนใหญ่ทุกโรงแรมที่มีพื้นที่ริมทะเลจะมีอุปกรณ์สำหรับการเล่นวอลเลย์บอลชายหาดอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียงโรงแรมที่มีพื้นที่ติดริมทะเลเท่านั้นที่จะมีเสาตาข่ายสำหรับเล่นวอลเลย์บอลชายหาดในสนามกีฬาหรือพื้นที่สำหรับออกกำลังกายกลางแจ้ง ก็เริ่มมีการสร้างสนามกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดมากขึ้น

ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ เป็นกีฬาที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก แค่มีลูกวอลเลย์บอลเสาตาข่าย และเส้นแบ่งเขตบนพื้นทรายที่ได้ระนาบเดียวกันแค่นั้น หากเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ริมหาดก็ใช้ทรายทะเลปูเป็นพื้นที่สนามเท่านั้น ทำให้ได้รับความนิยมโดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบกีฬาวอลเลย์บอล

กติกาจะแตกต่างไปจากการแข่งขันวอลเลย์บอลที่เรารู้จักไปบ้าง โดยการแข่งขันจะตัดสินชนะที่ 2 ใน 3 เซต ในเซตที่ 1 และ 2 ผู้ที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ โดยไม่มีการดิวซ์ หากเกมเล่นมาถึงเซตที่ 3 ทีมที่ทำได้ 12 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะ แต่ต้องมีคะแนนนำฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 2 คะแนน (เช่น 13:11, 15:13)

หากคะแนนรวมกันทั้งสองทีมได้ 4, 8, 12, 16 ฯลฯ จะเปลี่ยนแดนและหยุดพัก 30 วินาที ยกเว้นเซตที่ 3 หลังจากเปลี่ยนแดนแล้วจะแข่งขันต่อทันทีไม่มีการหยุดพัก สาเหตุที่เปลี่ยนแดนและหยุดพักบ่อย เพราะวอลเลย์บอลชายหาดเป็นเกมที่ใช้พละกำลังมาก หากเทียบพื้นที่ในการคุมเกมกับวอลเลย์บอลปกติจะใช้พื้นที่มากกว่า การเคลื่อนไหวบนพื้นทรายก็ยากกว่า มีกฎกติกาการเซตและการตีแตกต่างออกไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าเป็นเกมกีฬาที่เล่นได้สนุก

ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นในระดับใด สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ก็คือ สภาพพื้นทรายควรเล่นเฉพาะตอนเช้าและตอนเย็น ที่พื้นทรายไม่ร้อนเกิน 40 องศาวัดง่ายๆ แค่เรายืนแล้วรู้สึกร้อนจนยืนไม่ไหวก็แสดงว่าร้อนเกินไป เม็ดทรายต้องละเอียด ไม่มีการอัดแน่น ไม่มีกรวดใหญ่ หรือทรายเล็กเกินไปจนอยู่ในสภาพฝุ่น

ในขณะเล่นต้องระวังเรื่องทราย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากฎกติกาหรือรูปแบบการเล่นบางอย่างจะเปลี่ยนไป เช่น การเซตลูกจะไม่นิยมเซตในระดับเหนือศีรษะเนื่องจากทรายจะเข้าตาได้ หรือการตบก็จะเน้นความรุนแรง เพราะกติกาไม่อนุญาตให้มีการหยอดลูก เป็นต้น

เรื่องอาการบาดเจ็บก็เหมือนกับกีฬาอื่นโดยทั่วไปที่ควรจะวอร์มอัพร่างกายก่อนเล่นเสมอ รูปแบบการเล่นก็เน้นทักษะการรับซึ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการขึ้นตีเนื่องจากมีผู้เล่นเพียง 2 คน การหาพื้นที่ตีให้ลงนั้นจะง่ายกว่า แต่การรับจะยากที่สุด เพราะมีพื้นที่กว้างและจะรับอย่างไรให้สามารถเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนและรู้ใจคู่หูที่เล่นด้วยกัน

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าถ้าเราออกกำลังกายแบบเล่นสนุกๆ กับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเล่นที่ใดก็ตาม อาจมีการปรับเปลี่ยนกติกาได้บ้างเพื่อความสนุก เช่น จากเล่น 2 คน เป็น 3 หรือ 4 คน ตามจำนวนสมาชิกที่มี เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้หรือลดความสูงของตาข่ายลงมานิดหน่อยพอให้เล่นได้สนุกขึ้น ก็จะทำให้การเล่นวอลเลย์บอลชายหาดนั้นมีสีสันทำให้วันหยุดเต็มไปด้วยความสนุก” 

ชัยอนันต์ ปันชู สโลว์ไลฟ์อินเจแปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561283

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

ชัยอนันต์ ปันชู สโลว์ไลฟ์อินเจแปน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ชัยอนันต์ ปันชู

ชีวิตอันแช่มช้าและเป็นแรงบันดาลใจของนักข่าวคนเก่ง “ต้นกล้า”ชัยอนันต์ ปันชู นักข่าวขาลุยแห่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD มีหลากหลายทั้งไทยและเทศ (ฮา) ต้องกล่าวอย่างนี้ เพราะจากรายการ “กล้าลองกล้าลุย” ที่ต้นกล้าทำ ทำให้ต้นกล้าได้ไปมาทั่ว หนึ่งในนั้นคือชีวิตชาวนาต้นแบบแห่งเมืองชิบะและเมืองมิโกะ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็คือเรื่องราวของชาวนาชาวไร่ไทย วิถีชีวิตพื้นบ้านที่ประทับใจต้นกล้าผู้ไป(ทำสกู๊ป)มาแล้วทั่วประเทศ นี่คือเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

ชัยอนันต์หรือต้นกล้าวัย 39 ปี เล่าว่า ชีวิตที่อยากใช้ให้ช้าลง(หน่อย)ของเขา-ฮา มีต้นเหตุมาจากแรงปรารถนาและจากความเข้มข้นในงานหน้าที่ความเป็นคนข่าว ที่ 3 มุมใหญ่ คือ 1.การอ่านข่าว ทำหน้าที่ของผู้รายงานข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD 2.การรายงานสถานการณ์สด และ 3.การทำคอลัมน์ข่าว “กล้าลองกล้าลุย” จากรายการสนามข่าว 7 สี นั่นหมายถึงชีวิตประจำวันที่ต้องเกาะติด

“บางทีออกไปทำข่าวหรือลงพื้นที่ ซึ่งผมต้องออกพื้นที่ 5 วัน/สัปดาห์ กลับมาก็ต้องรีบต่อให้ติด อัพเดทข่าว ย้อนอ่านข่าวเยอะมาก การแข่งขันก็สูงมาก อีกยังการเข้าถึงแหล่งข่าว ทำยังไงให้ได้ข่าว เบื้องหลังเบื้องหน้าที่สนุกหลากหลายเทคนิค แต่ก็เหนื่อยมาก เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลานั่นเอง”

ต้นกล้าเล่าว่า การทำความเข้าใจข่าวที่จะต้องรายงาน บางข่าวอ่านแล้วต้องอ่านอีก เพราะในฐานะคนทำข่าวแล้ว ตัวผู้อ่านหรือผู้รายงานถ้าไม่เข้าใจข่าวแล้วก็คือไม่ได้ นี่คือมาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่สื่อมวลชนยึดถือ นั่นหมายถึงความเร่งรีบในแต่ละวัน เพราะต้องเตรียมตัวอย่างมาก ต้องอัพเดทข่าวทุกข่าวแบบ 100% มองภาพการทำงานของตัวเอง บางทีก็นึกว่ากำลังควบม้าแข่งแบบลมหายใจรดต้นคอ ทุกเบรกข่าวคือความคืบหน้าของสถานการณ์

“ความรีบไม่อาจเป็นข้อแก้ตัว ในความเร่งรีบ ที่ต้องมี คือความถูกต้อง”

ต้นกล้าทำหน้าที่รายงานข่าวประจำที่สถานีโทรทัศน์ในทุกวันพุธ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 07.30-09.50 น. ขณะเดียวกันก็ทำสกู๊ปชื่อกล้าลองกล้าลุย ออกอากาศทุกเช้าวันพุธและเช้าวันพฤหัสบดี เวลา 08.00 น. งานทำให้ต้องคิดตลอดเวลา ใช้ความคิดเพื่อสร้างสรรค์ตัวงาน ขณะเดียวกันก็ทำจิปาถะในงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อมาพิจารณาในตอนนี้ก็ยังแทบจะเหลือเชื่อแม้กับตัวเอง ทีมมี 3 คนข่าว นอกเหนือจากตัวเอง ก็ประกอบด้วยช่างกล้องและผู้ช่วยช่างภาพ ที่ทำงานร่วมกันมานาน มองตาก็รู้ใจ มองตาก็รู้มุม(กล้อง)

“นอกเหนือจากงานข่าว ก็ต้องติดต่อประสานงาน ถึงหน้างานก็ต้องเป็นทั้งหมด ทั้งโปรดิวเซอร์ผลิตรายการ รันเรื่อง รันบทยังไง อยู่ที่นี่หมด บางทีก็คิวภาพเอง หรือบางทีก็ต้องหาที่หลับที่นอนให้ทีมงานด้วย(ฮา) คนเดียวทำหลายอย่างมาก แต่ทุกอย่างนั่นแหละที่สอนเรา ถามว่าโหลดมั้ย ตอบว่าไม่โหลดเพราะชินแล้ว”

ความเร่งรีบในชีวิตนั้นแค่ไหน เขาบอกให้เห็นภาพว่า ถึงเวลาหน้างานก็ต้องตัดสินใจเลย เอาไม่เอา หรือบางช่วงเป็น “เรียลิตี้” ก็ต้องเอาเลย เพราะไม่เช่นนั้นอารมณ์ของภาพและเรื่องจะไม่ได้ ต้องด้นสดไปตามจริง 4 ปีที่ทำงานร่วมกันมาต้นกล้าทำความเข้าใจกับทีมงานไว้เลยว่า พลาดคือพลาด ห้ามหยุดกล้อง ห้ามตกใจ ห้ามพอสหรือพักกล้องเด็ดขาด วินาทีชีวิตมากมายในรายทาง เช่น เคยตกสะพานไม้ไผ่ที่สูงลิบลิ่วและลอยละลิ่วร่วงจากสะพานลงพื้นน้ำมาแล้ว รวมทั้งอีกมากมายไม่หมายจะจำ

ชีวิตคือการออกพื้นที่(ต่างจังหวัด) 5 วันต่อหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์-วันอังคาร ช่วงเย็นของวันอังคารจะทำงานเขียนจนดึก เช้าวันพุธเข้าประจำหน้าที่ในสถานี ตกบ่ายเขียนงาน จนวันพฤหัสบดีนั่นแหละถึงจะได้พักบ้าง ได้ซักผ้า(ฮา) หรือนอนหลับเท่าที่ใจอยากนอน สมัยก่อนเคยเป็นคนดูหนังฟังเพลง เคยไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ทุกบ่อย แต่ปัจจุบันนี้หรือลืมไปได้เลย วันหยุดอยากทำมากที่สุดคืออยากนอนที่สุด

ก็เพราะชีวิตนักข่าวขาลุยขารีบขนาดนี้ หัวใจจึงอยากสโลว์ไลฟ์ให้ช้าลง(หน่อย-ฮา) แต่สโลว์ไลฟ์ของต้นกล้าก็คือชีวิตที่แทรกอยู่ในวันทำงาน 5 วันที่ต่างจังหวัดนั่นเอง นั่นคือภาคส่วนของชีวิตที่พอจะได้เห็นหลืบมิติความช้าของวิถีชาวบ้าน ชาวบ้านนอนตรงไหน กินตรงไหน ต้นกล้าเก็บเกี่ยวความสุขตรงนั้น พลอยได้ใช้ชีวิตช้าๆ ไปกับชาวบ้านด้วย พลอยได้ดึงเบรกตัวเองบ้าง เป็นอะไรที่คุ้มสุดคุ้ม เพราะความเร่งกับความช้า ได้ถักทอและร้อยลงอยู่ในฟันเฟืองเดียวกัน

“ตื่นเช้ามาก็นั่งรถอีแต๋น สโลว์ไลฟ์แบบแต๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไปกับเขาด้วย ได้ทำได้เห็น ได้มองผ่านมุมมองของชาวบ้าน ชีวิตที่ไม่รีบเร่งมันสุขที่ใจ สุขกว่าหลายๆ คน ที่ทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันในชีวิต แต่เราแค่วินาทีนี้ ที่กำลังนั่งรถอีแต๋นมองรวงข้าวชอุ่มในนา”

ลัดฟ้าบินไปญี่ปุ่น แหล่งกำเนิดคัมเปียวที่คนไทยหลายคนไม่รู้จัก คัมเปียวเป็นฟักญี่ปุ่น มีลักษณะทรงกลม ชาวญี่ปุ่นชอบแปรรูปเป็นไส้ซูชิที่ได้รับความนิยมมาก คนไทยไม่รู้ว่าคือผลของคัมเปียว ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัท ไทยเลยฟาร์ม ผู้รับซื้อคัมเปียวในไทย ผลิตและจำหน่ายแปรรูปเป็นไส้ซูชิทั้งในไทยและในจีน ก็ได้พานักข่าวไปเยี่ยมคัมเปียวถึงแหล่งต้นกำเนิดเมืองชิบะ รวมทั้งเลยไปดูต้นกำเนิดแหล่งปลูกวาซาบิที่เมืองมิโกะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่นนี้เอง ที่ส่งพลังและแรงบันดาลใจแบบบวกๆ เขาบอกเล่าถึงความประทับใจ ที่โน่นชาวนาส่วนใหญ่เป็นชาวนารุ่นใหญ่ พูดให้ชัดคือสูงวัย แต่เป็นสูงวัยที่แข็งแรง อายุประเมินด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า 80-90 ปี หากยังนั่งสไลซ์์คัมเปียวกันแบบชิลๆ ในความคิดของเขาแล้ว การที่ทุกอย่างในชนบทญี่ปุ่นเป็นไปอย่างเนิบช้า ทว่าเปี่ยมด้วยความสุขความสดและพลัง สาเหตุมาจากวิถีเกษตรกรที่นี่เป็นวิถีที่ปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี แตกต่างชนิดฟ้าดินกับบ้านเรา ที่ชาวนาชาวไร่นิยมใช้สารเคมีแบบจัดหนัก ไม่มีความรู้ เป็นอันตรายทั้งต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อม

“ผมตกใจเลย น้ำในแหล่งปลูกคัมเปียว อยู่ดีๆ เขาก็วักขึ้นมากินหน้าตาเฉย วักน้ำกินได้ เพราะน้ำสะอาด อยากกินตรงไหนก็กิน เขาอยู่กันแบบไม่มีการใช้สารเคมี บ้านเราต่างกับเขา สุขภาพดินเขาดี สุขภาพร่างกายเขาดี ช้าและดี”

สโลว์ไลฟ์อินเจแปนหนนี้ นับว่าสร้างพลังแก่ต้นกล้าอย่างมาก กลับเมืองไทยก็คิดเลยว่า ชีวิตช้าๆ และปลอดภัยทำได้ที่น่านบ้านเกิดต้นกล้าเป็นคนน่าน เกิดและเติบโตที่ อ.ท่าวังผา เขาอยากเปิดร้านกาแฟที่นี่ ที่ริมถนนน่าน-ทุ่งช้างแห่งนี้ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ลึกๆ ชอบศิลปะ ชอบวาดภาพ ชอบภาพถ่าย ชอบหินสวยๆ ตลอด 9 ปีที่ทำงานข่าวมา ได้สะสมภาพถ่ายในสถานที่ต่างๆ ไม่ถึงขนาดร้อนวิชา แต่ก็อยากมีที่ทาง “ปล่อยของ” (ฮา) โชว์รูปถ่ายเท่ๆ ที่ถ่ายเก็บไว้ แน่นอนรูปถ่ายที่ชิบะและมิโกะ ประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีให้ชมแน่นอน

“ช้าและดีงามอยู่บนโลก มีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาทำงานให้สิ่งแวดล้อม มีเวลาทำงานให้บ้านเกิด นี่คือชีวิตที่ผมอยากแบ่งปัน” 

ต่อพงศ์ เสลานนท์ ชีวิตต้องไปต่อ ยากแค่ไหนก็ไม่ยอมจำนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561281

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

ต่อพงศ์ เสลานนท์ ชีวิตต้องไปต่อ ยากแค่ไหนก็ไม่ยอมจำนน

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เขาเป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยที่อายุน้อยที่สุด ในวัย 36 ปีดำรงตำแหน่งมาแล้วเป็นสมัยที่ 2 ก่อนหน้านี้เขาทำงานช่วยสมาคมมานานหลายปี เพราะหวังช่วยให้การใช้ชีวิตของคนตาบอดในประเทศไทยดีวันดีคืน

หลังจากที่เขารับตำแหน่งแล้วก็พยายามจะผลักดันงานต่างๆ เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้พิการตาบอดให้ช่วยเหลือเลี้ยงตัวเองให้ดีขึ้นได้ ด้วยการตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือการส่งเสริมเกษตรแปรรูปต่างๆ แล้วช่วยหาตลาดรองรับหรือช่วยหาวัตถุดิบให้ เช่น การทำฟาร์มเห็ด ปลูกพืชผักสวนครัว เขายืนยันว่าแม้จะหมดตำแหน่งในสมัยที่ 2 นี้แล้วก็จะยังทำงานช่วยสมาคมต่อไป เพราะเขารู้ว่าผู้พิการตาบอดในประเทศไทยมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้พิการหรือตาบอดมาแต่กำเนิดเช่นเขานั้นต้องมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก

เขาเล่าถึงเหตุที่ทำให้เขาตาบอดว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุรถชนเมื่อตอนอยู่ชั้น ม.4 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะอายุ 16 ปี เกิดตอน 23.00 น. เขาจะขับรถไปดูการเข้าค่ายลูกเสือของน้องๆ ที่โรงเรียน ใน จ.ปทุมธานี  เพราะมีน้อง ม.3 ท้องเสีย จะไปเป็นจิตอาสาช่วยน้องๆ เขาขับรถจากบ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ 57 แต่เกิดหลับในไปไม่ถึง ไปเจออุบัติเหตุแถวแยกสะพานนวลฉวี ย่านพระราม 6 ใกล้ๆสนามบินน้ำ ไปชนรถที่จอดติดไฟแดง เขาพุ่งชนแบบไม่มีเบรกเลย แล้วโดนกระจกบาดตา ตอนที่เกิดอุบัติเหตุนั้นเขาสลบไม่รู้ตัวเลย มาฟื้นตอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

“ผมเลือดไหลเต็มตัวเลยแล้วสลบ เขาคิดว่าผมตายแล้วจะพาไปแต่งศพ รถคู่กรณีเขาพาไปส่งโรงพยาบาลนนทเวช เขารู้ตัว เขาบอกให้ไปส่งนนทเวช  ตัวผมสลบ เขาพามาโรงพยาบาลชลประทาน ตอนฟื้นมาผมไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนฝันว่าไปมอเตอร์ไซค์ล้มจมโคลน เอามือลูบหัวเลือดมันแห้งเกรอะกรังเหมือนใส่เจลที่หัว เย็บหน้า เย็บหัว กระดูกเบ้าตาก็แหว่งไปมิลหนึ่ง เย็บทั้งหน้าทั้งหัว แก้ม รอบตา กว่า 100 เข็ม พวงมาลัยหัก สมัยก่อนยังไม่มีกระจกนิรภัย พอฟื้นขึ้นมาบุรุษพยาบาลมาขอเบอร์โทรศัพท์ บอกเราตรงๆ ว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วตาบอด เขาไม่มีจิตวิทยาเลย ผมงี้อึ้งไปเลย เขาจะไปแจ้งที่บ้าน ซึ่งวันนั้นพ่อแม่ผมไม่อยู่บ้าน” เขาเล่าแบบปลงๆ

ตอนที่บุรุษพยาบาลบอกว่าตาบอดนั้น เขาอึ้งไปเลย มีอาการช็อก แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไร เพราะคิดไม่ออกว่าหลังจากนั้นชีวิตจะต้องเจออะไรต่อไป คือพื้นฐานเป็นคนใจเย็นเลยยังไม่ทันคิด ตอนนั้นพ่อเขาเป็นนายอำเภออยู่ต่างจังหวัด ยังมาไม่ถึง ที่บ้านมีแต่ป้าๆ น้าๆ มาถึงโรงพยาบาลทุกคนก็เอาแต่ร้องไห้  วันถัดไปพ่อกับแม่มาถึงก็พาย้ายโรงพยาบาลจะไปรักษาตัวที่อื่น

เขามารู้ทีหลังว่า ถ้าเขาได้รักษาทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ โอกาสมองเห็นหรือเห็นเลือนรางจะมีมากกว่านี้ เพราะการรักษาช้าไป 3 วันแล้ว ตอนนั้นอาการเขาก็หนักอยู่แล้ว การรักษายังล่าช้า มันก็เลยสายไป แต่ที่บ้านก็ยังไม่หมดหวัง โดยพาเขาไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจักษุรัตนิน ซึ่งตอนนั้นหมอใหญ่ที่นั่นก็บอกว่าหมดหวังแล้ว แต่หมอเจ้าของไข้อยากทดลองดู ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เขาเล่าว่า ตอนที่เจออุบัติเหตุกระจกตัดแก้วตาเป็นปากฉลาม แล้วเลือดมาเกาะติดที่ตาจนแห้ง ถ้ามาเร็วก็เอาเลือดออกจากกระจกตาได้ทัน แต่หมอที่จักษุรัตนินต้องการรักษาดวงตาเอาไว้ เพื่อรักษากล้ามเนื้อตาเอาไว้ เผื่อในอนาคตได้รับบริจาคลูกตา ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่าเรตินาในดวงตาเขาเสีย แม้จะได้รับบริจาคดวงตาก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะแก้วตาและเรตินาของเขาไม่มีแล้ว

ดังนั้นเขาจึงเรียนไม่จบ ม.4 เพราะต้องหยุดรักษาตัวไปอีก 2-3 ปี ซึ่งเป็นการรักษาที่มาราธอนมากๆ เขาเกิดอุบัติเหตุ ม.ค. 2535 กลับไปเรียนอีกครั้งในปี 2538 โดยเขาผ่าตัดใหญ่ๆ 2 ครั้ง ผ่าครั้งแรกเพื่อเอาเศษกระจกออกจากตาทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้ตาเน่าและเพื่อรอตาปลอม ส่วนการผ่าครั้งที่ 2 เพื่อเอาพังผืดตาออก เพราะมันพับย่นจากแรงกระแทก เสียค่าใช้จ่ายไปหลายแสน เมื่อ 30 กว่าปีก่อนถือว่าแพงมาก และไม่สามารถมองเห็นได้อีก แต่โรงพยาบาลก็ใจดีลดให้เพราะรักษาไม่หาย  นอนโรงพยาบาลครั้งละเป็นเดือน

ตอนนั้นเหมือนเขาได้สัมผัสชีวิตใหม่ อยู่โรงพยาบาลก็นอนฟังเพลงทั้งวัน โชคดีที่ได้ความรักความอบอุ่นจากครอบครัวอย่างดี ทำให้กำลังใจเขาดีมาก ทำให้เขาไม่จิตตกจนเกินไป มีเพื่อนๆ มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตลอดเวลา เขารับรู้ได้ถึงความรัก ความใส่ใจ ได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาเข้มแข็งมีสติและมีพลังที่จะสู้ต่อไป มีความหวังในการรักษาให้ดีขึ้น

ตอนนั้นแม่พาเดินสายรักษาทั้งหมอปัจจุบันและหมอพระ ใครแนะนำว่าดีก็ไปหมดเลย อะไรที่ทำให้มีความหวังแม่ทำหมดทุกทาง จนกระทั่งหมอเจ้าของไข้บอกตามตรงว่าไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว พอออกจากโรงพยาบาล เขาก็บอกกับแม่ตรงๆ ว่าต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่าไม่มีความหวังแล้ว เพราะตลอด 3 ปีที่รักษามาเขาและแม่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความหวังว่าจะรักษาให้ดีขึ้นได้ ทั้งที่จริงๆ ก็พอรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมรับกันตรงๆ เท่านั้น พยายามหลอกตัวเองกันไป

“ตอนนั้นผมเบื่อที่จะหลอกตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะชีวิตมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทำตัวเป็นคนป่วยที่เร่หาหมอ ผมก็เลยบอกแม่ว่าผมขอเป็นคนตาบอดอย่างจริงจังไปเลย เพื่อที่จะเดินหน้าต่อ ไม่อยากอยู่กับความหวังจอมปลอมอีกต่อไป ผมเป็นคนตาบอดที่เคยตาดีมาก่อนและต้องยอมรับความจริง อย่าพยายามเป็นคนตาดีที่ไม่ยอมรับความจริง แล้วก็รักษากันไม่จบไม่สิ้น พอแล้ว เหนื่อย เสียเงินด้วย และผมก็บอกแม่ว่าจะไม่รักษาแล้ว จะดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้ ผมให้อภัยตัวเองในความผิดพลาดและเดินหน้าต่อไป ไม่งั้นจะจมอยู่กับความทุกข์แล้วไปต่อไม่ได้ ผมต้องปรับตัวเองตลอดเวลา เพราะสิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนตลอด หลายอย่างกำหนดไม่ได้” เขาเล่าอย่างมุ่งมั่น

ต่อพงศ์ เล่าต่อไปว่า ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุเขาสอบเทียบค้างไว้ 7 วิชา เหลือเพียงอีก 1 วิชา เขาก็ไปสอบต่อโดยมีคนอ่านข้อสอบให้ฟัง เพราะเขายังใช้อักษรเบรลไม่คล่อง ในที่สุดเขาก็สอบเทียบจนครบและจบ ม.6 พร้อมเพื่อนๆ (เพราะไปรักษาตัวอยู่ 3 ปี กับ 5 เดือน)

หลังจากที่มาเป็นคนตาบอดอย่างเป็นทางการ เขาก็ไปเรียนภาษาเบรล ไปเรียนการใช้ไม้เท้าให้ถูกต้อง ไม่เปะปะไปโดนคนอื่น แล้วเดินให้ดูสง่างามอีกด้วย (หัวเราะ) เพื่อให้ใช้ชีวิตแบบคนตาบอดได้จนเป็นปกติ ไปไหนมาไหนได้เอง จนไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตอนแรกจะเรียนบริหาร แต่คณบดีบอกว่าให้ไปเรียนคณะครุศาสตร์ เพราะรุ่นนี้มีคนตาบอดไปเรียน 7 คน หูหนวกอีก 2 คน เขามีภาวะผู้นำจะได้ช่วยเพื่อนๆ ด้วย และเขาก็เป็นผู้นำทำกิจกรรมให้กับคณะหลายอย่าง โดยตอนเรียนปี 1-2 มีญาติๆ ไปเรียนและไป-กลับด้วยกัน

เขาเล่าว่า ตอนเขาเด็กๆ เวลาเห็นคนตาบอดเขาจะหลบ เพราะกลัวว่าเขาจะเข้ามาขอความช่วยเหลือแล้วเราช่วยเขาไม่ถูก ช่วยเขาไม่ได้ จะเดินเงียบๆไม่ให้คนตาบอดรู้ว่ามีเราเดินอยู่แถวนั้น ดังนั้นเวลาที่เขามาตาบอดเสียเอง ต่อพงศ์จึงมีความเข้าใจคนตาดีว่าคงจะกลัวแบบที่เขาเคยกลัว มีช่องว่างทางความคิด

ทำให้คนตาบอดหลายคนต้องทนต่อสายตาคนรอบข้าง คนตาบอดหลายคนจึงไม่อยากเดินไปไหนมาไหนเอง เพราะอาย เขาก็เป็นเช่นนั้น บางทีเดินชนถังขยะบ้างแล้วก็ขอโทษครับ นึกว่าเป็นคน ที่แท้คือถังขยะใบใหญ่ บางทีก็เจอคนแซวบ้างอะไรบ้าง เรื่องพวกนี้จึงเป็นของแสลงสำหรับคนพิการ ทำให้ไม่อยากออกจากบ้าน แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มชินมากขึ้น

แรกๆ แม่เขาก็ไม่ยอมให้เขาออกจากบ้านคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง “ผมต้องยืนกรานกับแม่ว่า แม่คือคนที่รักผมที่สุดยังไม่ไว้ใจว่าผมทำได้ แล้วใครจะไว้ใจผมล่ะ แม่ก็กลัวลูกจะไปตกระกำลำบาก กลัวใครจะว่าปล่อยลูกไปคนเดียวได้ยังไง ผมเองก็ต้องพยายามอย่างหนักเวลาไปไหนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยเพื่อให้แม่วางใจและสบายใจ แรกๆ เขาก็มีเดินตกท่อบ้าง ชนฝาท่อบ้าง เดินชนใต้สะพานลอยบ้าง เดินชนถังขยะล้ม แต่ไม่ไปเล่าให้ที่บ้านฟัง กลัวเขาไม่สบายใจกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของคนตาบอดทั่วไป”

เขาฝากบอกว่าหากมีญาติพิการตาบอด ต้องฝึกให้เขาช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติที่สุด และปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นเช่นคนปกติ อย่าปกป้องจนเกินไป ขณะที่คนตาบอดเองก็ต้องมีสติในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ตาไม่เห็นหูต้องไว จมูกต้องดี เพื่อใช้แทนตา ฟังเสียง ดมกลิ่น ใช้สิ่งเหล่านี้ช่วยแทนสายตา เพราะหากไม่มีสติจะเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย เช่น กลิ่นแบบนี้ใกล้ย่านนี้ เสียงแบบนี้ใกล้ย่านนั้น ช่วยแยกแยะรายละเอียด เสียงแบบนี้รถแอร์ เสียงแบบนี้รถร้อน เพื่อเป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิต

ตอนนี้เขาอยู่มา 26 ปีแล้วในโลกมืดจนชิน ใช้ชีวิตได้ปกติสุขมากยิ่งขึ้น แรกๆ ก็ยาก แต่ไม่ยอมแพ้ ใช้หู ใช้จมูกแทนตา เมื่อเจอปัญหาก็จะเตือนตัวเองว่าเราคือต้นไม้ใหญ่ที่จะต้องโดนแดดโดนฝนเป็นธรรมดา ค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ตอนเรียนจบปริญญาตรีก็มีคนชวนไปทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์เงินเดือน 5,000-6,000 บาท เขาก็ถามตัวเองว่าชีวิตมีทางเลือกแค่นี้หรือ เขาจึงไม่ไปทำ แต่มาช่วยงานที่สมาคมคนตาบอดฯแทน แล้วก็มีคอนเนกชั่นต่อยอดงานกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดนี้

ตอนไปช่วยสมาคมใหม่ๆ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาก็ตั้งชมรมเยาวชนตาบอดไทย เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ในกลุ่มเยาวชน มีสมาชิกแรกๆ 40 กว่าคน และปีแรกเขาได้เป็นประธานรุ่น เขาเป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ความรู้ก็สำคัญ กิจกรรม เพื่อนฝูง ก็สำคัญเช่นกัน

จากบทเรียนชีวิตที่เขาพบเจอมา ให้ข้อคิดกับเขาว่าอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา มีอะไรก็สู้ ไม่หนี ต้องเผชิญหน้า ยอมรับและเดินต่อไป ไม่ยอมจำนนกับอะไรง่ายๆ “เราต้องเดินต่อไป กำหนดชีวิตของตัวเองให้ได้ แม้จะตาบอดแต่เราก็ต้องเอาอิสรภาพของชีวิตเราคืนมาให้ได้ ผมไม่อยากสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะผมตาบอด และตั้งแต่ตาบอดมาแม้จะเสียใจเพียงใดก็ไม่เคยคิดสั้นเลย พยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อให้ได้อย่างปกติสุข ไม่อยากให้คนมองอย่างสงสารเกินไป”

ดังนั้น เขาจึงคิดทำโครงการจากถนนสู่ดวงดาว จากสตรีททูสตาร์  คือโครงการปั้นคนตาบอดที่มีศักยภาพในการร้องเพลงมาเล่นดนตรีให้ดี ให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่แค่ไปเล่นดนตรีขอเงินแต่เพียงอย่างเดียว ฝึกทักษะให้เขาร้องเล่นอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จนไปร้องออกงานออกการได้ หาสถานที่ในการเล่นให้ดีให้เหมาะสมมากขึ้น ไม่อยากให้คนตาบอดแล้วต้องมีอาชีพเร่ขอทาน เร่เล่นดนตรีริมถนนอย่างเดียว อยากหาทางเลือกอื่นๆ เพิ่มให้เขามากขึ้น ตอนนี้เขาเป็นนายกสมาคมคนตาบอดฯมา 6 ปี เหลือเวลาอีก 2 ปี ก็พยายามให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นให้มากที่สุด ไม่อยากให้คนตาบอดเป็นภาระของครอบครัว ให้เขามีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้มีคนตาบอดในประเทศไทยที่มาลงทะเบียนทั่วประเทศ 2 แสนคน และมีเพิ่มขึ้นทุกปีจากอุบัติเหตุและผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยต่างๆ เขาอยากช่วยเหลือและสร้างงานต่างๆ ให้มากเท่าที่จะทำได้

จากเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนร่วมชีวิต (ได้ไงเนี่ย!) กิ่งกาญจน์+โอภาส ถิรปัญญาเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561253

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 16:40 น.

จากเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนร่วมชีวิต (ได้ไงเนี่ย!) กิ่งกาญจน์+โอภาส ถิรปัญญาเลิศ

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“เจอกันครั้งแรก ผมประทับใจเขาเลยนะ รุ่นพี่ผู้หญิงหัวหยิกฟูหน้าดุกำลังนั่งตรวจแบบสอบถามแล้วบ่นกับเพื่อนว่า พรุ่งนี้มีสอบแต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่เงยหน้ามามองเราสักนิดด้วย (ฮา)”

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของ “ใหญ่” โอภาส ถิรปัญญาเลิศ COO แห่ง Prop2morrow หุ้นส่วน Maxxi Condo นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เล่าถึง “ปรินซ์” กิ่งกาญจน์ ถิรปัญญาเลิศ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง และกรรมการผู้จัดการ เอสเอฟซี ฮิวแมน รีซอสเซส เอ๊กซ์เพิร์ท (SFCHR) บริษัทจัดหาแรงงานต่างประเทศ ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันครบปีนี้ปีที่ 21

ใหญ่ พูดถึง ปรินซ์

“เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียน ปรินซ์ เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเอแบค สมัยก่อนผมเป็นเด็กเรียนเร็ว สอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุ 20 ปี ต้องทำงานไปด้วยเพื่อหาเงินเรียน มาเจอกัน เขาเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ก่อนแล้วในศูนย์วิจัยธุรกิจเอแบค”

ในสมัยเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยธุรกิจเอแบครับนักศึกษาเข้าทำงานพาร์ตไทม์ใหญ่เล่าว่า สมัยก่อนลุคของปรินซ์ดุมาก ไม่ค่อยยิ้ม แต่ทำไมจึงถูกชะตาก็ไม่รู้ได้ (ฮา) ตอนทำงานแรกๆ ก็เป็นลูกน้อง เพราะเป็นเด็กใหม่ ต่อมาจึงได้เลื่อนตำแหน่งจนเป็นหัวหน้างานของปรินซ์

เพราะต้องออกไปเก็บข้อมูลทำงานวิจัยตลาดต่างจังหวัด กำหนดคุณสมบัติหัวหน้างานจึงต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า ความประทับใจต่อภรรยาในอนาคตก็เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานนี้เอง

“ปรินซ์เป็นคนจริงจังมาก ดูเหมือนนิ่งๆ ดุๆ แต่จริงๆ เป็นคนที่แคร์คนรอบข้าง ห่วงลูกน้อง ห่วงเพื่อน ห่วงครอบครัว ห่วงไปหมดทุกคน จนบางทีเราต้องบอกให้วางลงบ้าง” ใหญ่เล่า

นับตั้งแต่รู้จักกันมา ตั้งแต่เป็นเพื่อน เป็นแฟน กระทั่งได้แต่งงานกัน ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมา 27 ปีเลยนะ ใหญ่บอกว่า มากกว่าครึ่งชีวิตของเราเสียอีก โดยทั้งคู่แต่งงานกันช่วงปี 2540 ก่อนช่วงฟองสบู่แตก ทำให้ได้ผ่านช่วงที่เรียกว่า หนักหนาที่สุดในชีวิต

ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นใหญ่เล่าว่า มาทำงานกับคุณพ่อภรรยาที่บริษัทของครอบครัวแสงฟ้าก่อสร้าง บริษัทรับเหมาโดนวิกฤตกระหน่ำ โดยเป็นช่วงหลังแต่งงานใหม่พอดี (ฮันนีมูนเลือด-ฮา) ก็ต้องเรียกว่าเหนื่อยและลำบากกันมาก แต่ที่สุดก็ฝ่าฟันมาได้

“เป็นคู่ที่ไม่ใช่ร่วมแต่สุขนะ แต่ร่วมทุกข์หนักๆ แบบจัดเต็ม ขนาดเจ้าหนี้ขู่ฆ่าก็เคยผ่านกันมาแล้ว ปัจจุบันผมทำงานเยอะ หลายธุรกิจหลายบริษัท มีเหนื่อยมีท้อ แต่ด้วยความเป็นครอบครัวก็ได้ปรินซ์และลูกๆ ที่ชาร์จพลังจนผมบ้าพลังได้ขนาดนี้”

ปรินซ์ พูดถึง ใหญ่

“ใหญ่เป็นเด็กแก่แดด (ฮา) แต่เป็นคนมีของ เจอตั้งแต่ตอนเป็นเด็กปี 1 ก็เริ่มทำงานหาเงินลงทะเบียนเรียนเอง รู้สึกว่าเจ๋งดี เราก็แอบปลื้ม แต่ไม่ใช่สเปกเราเลย เพราะเราชอบคนเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่า ชอบผู้ชายตัวสูงๆ แต่อีตาคนนี้มาแบบผิดสเปกทุกอย่าง” ปรินซ์เล่า

ใหญ่อาศัยความตลกและอารมณ์ขัน ทำให้ได้สนิทกันมากขึ้น ต่อมาตัดสินใจคบหากัน และทำงานด้วยกันมาตลอด ปัจจุบันสามีเพิ่งแยกไปทำธุรกิจของตัวเองเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจใหม่ SFCHR บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก งานก็ยุ่งเป็นสองเท่า

“ที่น่าประทับใจก็คือแม้งานมาก แต่สามีพยายามช่วยดูแลลูก ไม่ว่าจะเลิกงานดึกเพียงไร ตอนเช้าจะตื่นตี 5 เพื่อไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีนัดงาน ก็จัดเวลาพาครอบครัวไปกินข้าว ไปเที่ยว ทำกิจกรรมครอบครัวด้วยกัน”

ปรินซ์เล่าว่า ตารางงานแน่นทั้งคู่ แต่ชีวิตครอบครัวถือว่าลงตัว ทุกอย่างโฟกัสไปที่ลูก ตอนนี้น้องเอิร์ธ ลูกสาวคนโตก็เพิ่งเข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัย ส่วนน้องเอมลูกสาวคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 ซึ่งทั้งสองคนดูแลเรื่องการเรียนกันได้ค่อนข้างดี ไม่ห่วง

“แรงผลักดันเบื้องหลังการทำงานและการสร้างฐานะของเราสองคน ก็คือคำว่าครอบครัวนี่แหละ” ปรินซ์ เล่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง

ไขมันทรานส์ ลาก่อน… ความอร่อยร้ายลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561244

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 14:33 น.

ไขมันทรานส์ ลาก่อน... ความอร่อยร้ายลึก

เรื่อง : วารุณี อินวันนา ภาพ : เอพี / เอเอพี / เอพีเอ

กลิ่นหอมและรสชาติของอาหาร จะมาจากวัตถุดิบหลักที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ เช่น เนื้อ หมู ปลา กุ้ง ไก่ ไข่ ที่ทำเอาคนหิวต้องน้ำลายสอ ท้องร้องจ๊อกๆ เมื่อได้กลิ่น

แล้วยังมาจากเครื่องเทศ อาทิ ขิง กระเทียม ผักชี มะนาว กะเพรา พริก ยิ่ง 2 อย่างหลัง เมื่อนำมาผสมกัน ทำเอาคนได้กลิ่นและสูดเข้าไปต้องจามฮัดเช้ย! ออกมากันเป็นทิวแถว หรือมะนาว ที่ให้กลิ่นและรสเปรี้ยว

รวมถึงน้ำมัน ไขมัน ที่นำมาใช้ประกอบอาหาร ยังทำให้กลิ่นหอมชวนกินเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ น้ำมันและไขมันในรูปของเนย หรือนมสด นมข้น นอกจากจะนำมาประกอบอาหารคาวแล้ว ยังนำไปเพิ่มรสชาติให้มีความมัน นุ่มลิ้น และกลิ่นให้กับอาหารหวานได้ไม่ยิ่งหย่อนเลย

เคยไหมเมื่อเดินผ่านร้านเบเกอรี่ ร้านพิซซ่า ร้านโดนัท หรือร้านไก่ทอด กลิ่นน้ำมัน และกลิ่นเนย ที่โชยเข้าจมูก มักจะดึงดูดให้เราเข้าไปเลือกหา หยิบติดไม้ติดมือมาเพียงเพราะกลิ่นและรสชาติที่เคยลิ้มลองได้ทุกครั้ง

เราเชื่อโดยพื้นฐานว่าอาหารกินได้ต้องปลอดภัย ยิ่งอยู่ในร้านใหญ่ ยิ่งมั่นใจ แต่ที่ไหนได้…

แต่แล้วสังคมไทยต้องหันขวับมาจับจ้องหาความหมายและภัยร้ายของไขมันทรานส์ หรือ Trans Fat Acid แทบจะทันทีที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์ ที่มีการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ลงในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 13 มิ.ย. 2561 มีผลบังคับใช้ 180 วัน หรือต้นปี 2562 เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

หากยังพบว่า มีการใช้ไขมันทรานส์ในการประกอบอาหารเป็นส่วนประกอบอาหาร จะมีบทลงโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 2 หมื่นบาท ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับ ใครก็ตามที่ใช้ไขมันทรานส์ นำเข้า จำหน่าย ผลิต จะผิดกฎหมายทันที

คำตอบทางการแพทย์เกี่ยวกับไขมันทรานส์

คำถามต่างๆ เกิดขึ้น และเริ่มวิตกกังวลต่อสุขภาพของตัวเอง “ไขมันทรานส์” คืออะไร อยู่ในอาหารประเภทใด? ป้องกันอย่างไร? มาหาคำตอบกับ พญ.สร้อยเพชร วีระไวทยะ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลกรุงเทพ

รู้จักไขมันทรานส์ พญ.สร้อยเพชร อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักไขมันก่อน ซึ่งไขมันมี 2 ชนิด คือ

1.ไขมันไม่อิ่มตัว เป็นไขมันดี พบในปลา อโวคาโด ลูกมะกอก ถั่ว น้ำมันพืช

2.ไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี พบในเนื้อสัตว์ ครีม ชีส มะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนยโกโก้

“ส่วนไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันอีกชนิดที่พบได้ในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์ธรรมชาติกับไขมันทรานส์สังเคราะห์ ที่ได้จากการนำไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันตัวร้าย นำไปผ่านกระบวนการความร้อนและเติมไฮโดรเจนบางส่วน กลายเป็นไขมันทรานส์ชนิด Partially Hydrogenated Oil แล้วนำไปประกอบอาหาร”

ทำไมต้องสร้างไขมันทรานส์? พญ.สร้อยเพชร ชี้ว่าเพราะไขมันอิ่มตัว มีราคาแพง และเมื่อนำไปประกอบอาหาร ไม่อร่อย เก็บอาหารไว้ได้ไม่นาน มีกลิ่นหืน เมื่อนำไปแปรสภาพเป็นไขมันทรานส์ รสชาติจะดีขึ้น ราคาจะถูกลง ช่วยลดต้นทุน และยังเก็บไว้ได้นาน หากนำไปทอดจะทำให้กรอบ

อันตรายอย่างไร? พญ.สร้อยเพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เป็นไขมันไม่ดี ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน

“ช่วงแรกมีความเชื่อว่าเมื่อนำไขมันอิ่มตัวไปสังเคราะห์หรือแปรสภาพ จะทำให้ไม่เกิดการป่วยเป็นโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะมีการทำวิจัยและสังเกตเห็นว่า การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์มากๆ จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมันคอเลสเตอรอล ส่งผลให้ระดับไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้น และไขมัน HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ”

พญ.สร้อยเพชร บอกว่า ทันทีที่สหรัฐอเมริกาทราบอย่างนั้น ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US Food and Drug Administration) ได้ออกประกาศเตือนว่า ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และมีการกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากผลิตภัณฑ์ และกำหนดให้เลิกใช้เด็ดขาด แต่ให้เวลาปรับตัวเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในต้นปี 2562

“ส่วนประเทศที่ยกเลิกใช้ไขมันทรานส์ประเทศแรกคือ เดนมาร์ก ซึ่งมีการระบุว่าทำให้คนป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 70% ขณะที่ไทย ให้เวลาในการกำจัดไขมันทรานส์เด็ดขาดภายใน 180 วัน คือมาทีหลัง แต่เรากระโดดไปที่ปลายยอดเลย เราใช้เวลาเร็วกว่า”

เพราะฉะนั้นไขมันทรานส์อยู่ในอาหารอะไรบ้าง? พญ.สร้อยเพชร กล่าวว่า อุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด นิยมใช้ไขมันทรานส์ไปประกอบอาหาร อย่างทอดไก่ ทอดมันฝรั่ง แฮมเบอร์เกอร์ เป็นส่วนประกอบขนมถุง ใช้ในอุตสาหกรรมขนมอบ ทำเค้กกล้วยหอม รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาร์การีนอย่างขนมปังเนยสด พาย พัฟฟ์ไส้ต่างๆ คุกกี้ เค้ก ครัวซองต์ โดนัท มัฟฟิน

“นอกจากนี้ ยังอยู่ในของทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ ในการทอด ปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน ใน 1 วัน ร่างกายควรรับต่ำกว่า 1% ของพลังงานที่กินเข้าไปทั้งวัน ซึ่งจะประมาณ 2 กรัม ในขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ถ้าใช้ในการประกอบอาหาร ต้องต่ำกว่า 0.5 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค”

อย่างไรก็ตาม พญ.สร้อยเพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า ไขมันทรานส์ เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย พันธุกรรม น้ำหนักที่มากเกิน ไขมันอิ่มตัวอื่นๆ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเพศก็มีส่วนในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เพศชาย จะมีโอกาสป่วยสูงกว่าเพศหญิงและคนสูงอายุ มีโอกาสสูงกว่าคนหนุ่มสาว

วิธีป้องกันให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน ออกกำลังกายตามอายุ และอาการป่วย สม่ำเสมอ ควบคุมอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด ควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ การรักษา พญ.สร้อยเพชร ออกตัวว่า ไม่ใช่หมอด้านหัวใจโดยตรง

“แต่เท่าที่เห็นทั่วไปคือ หากเกิดป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ในกรณีที่ตีบตัน จะมีการรักษาด้วยการใส่บอลลูนเข้าไปขยายหลอดเลือด หากหลอดเลือดตันมาก จะมีการผ่าตัด”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เคยให้ข้อมูลไว้ว่า สถิติประชากรทั่วโลกเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือโรคหัวใจวาย เฉลี่ยเท่ากับอัตราเครื่องบินตกวันละ 100 ลำ

สำหรับการป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยนั้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2557 ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยเสียชีวิตด้วย โรคหัวใจเพิ่มขึ้นกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลนั้น จากข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 7,000 ล้านบาท/ปี

ขณะที่รายงานสถิติสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2548-2559 ระบุว่า คนไทยมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น รูมาติก หัวใจขาดเลือด โรคหัวใจอื่นๆ จาก 28.2 คนต่ออัตราการตาย 1 แสนคน ในปี 2548 มาเป็น 32 คน ในปี 2559

6 ขั้นตอนกำจัดไขมันทรานส์ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ระบุว่า ไขมันทรานส์เป็นสารพิษ และไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คนทั่วโลกต้องสัมผัส การช่วยชีวิตผู้คนให้รอดพ้นจากการถูกฆ่าโดยไม่จำเป็นการกำจัดออกจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เพื่อปกป้องสุขภาพและช่วยชีวิตมวลมนุษยชาติจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) จะช่วยลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อลง 1 ใน 3 ในปี 2573 หรือในอีก 12 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ปีละกว่า 5 แสนคน/ปี

ทั้งนี้ ได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อการนำไปสู่การกำจัดกรดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทั่วโลก 6 แนวทาง และเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาใช้ไขมันประเภทอื่นๆ ที่มีความปลอดภัยแทน ประกอบด้วย1. ตรวจสอบแหล่งอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไขมันทรานส์ในการผลิตอาหาร เพื่อจะได้กำหนดนโยบายอย่างถูกต้องกับพื้นที่2. ส่งเสริมการใช้ไขมันและน้ำมัน ที่ดีต่อสุขภาพในการผลิตอาหารแทน3. ออกกฎหมายหรือบังใช้ใช้กฎหมายบังคับให้กำจัดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมการผลิต4. ทำการประเมินและตรวจสอบไขมันทรานส์ในอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน5. สร้างความตระหนักถึงผลเสียต่อสุขภาพในกลุ่มผู้ผลิตอาหาร ตัวแทนจำหน่าย และประชาชน6. บังคับให้ปฏิบัติตามนโยบายและกฎระเบียบของทางการ

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศที่มีรายได้สูงหลายแห่ง ได้มีกฎหมายกำหนดและจำกัดปริมาณการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและส่วนผสมในอาหาร ด้วยการห้ามเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช

ทั้งนี้ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ประกาศต่อต้านการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันพืช และห้ามจำหน่ายอาหารทุกชนิดที่ใช้ไขมันทรานส์ในหลายระดับ อาทิ ห้ามเกิน 2 กรัมของไขมันหรือน้ำมันทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2546 ทำให้อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ลดลงอย่างมาก และจำนวนประชาชนที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งไม่ได้มีมาตรการดังกล่าวและกลายเป็นผู้บุกเบิกให้กับรัฐบาลยุโรปอื่นๆ ที่ต้องการจะปกป้องสุขภาพของประชาชนจากโรคหัวใจ

ต่อมา เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาได้มีประกาศให้ร้านอาหารต่างๆ ลดการใช้ไขมันทรานส์มาร่วมทศวรรษ ซึ่งการห้ามหรือแบนไขมันทรานส์ในนิวยอร์ก ช่วยลดจำนวนคนป่วยจากโรคหัวใจวาย โดยที่รสชาติของอาหารและราคาอาหารไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สามารถช่วยชีวิตคนได้นับล้านชีวิต

องค์การอนามัยโลก ย้ำว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลาง จำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในประเทศได้รับการดูแลและได้รับประโยชน์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

การปรับตัวและตั้งรับของอุตสาหกรรมและธุรกิจ

หลายคนบอกว่ากฎหมายไขมันทรานส์ฉบับนี้ จะทำให้วงการอาหารระส่ำ ฟาสต์ฟู้ดสะเทือน การประกาศกำจัดไขมันทรานส์ที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนออกจากห่วงโซ่การผลิตอาหาร ยังสั่นสะเทือนวงการอาหารทั้งระบบ เพราะหมายความว่า โรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร ที่ประกอบธุรกิจอาหาร หากใช้ไขมันชนิดังกล่าว จะต้องใช้ส่วนประกอบที่เป็นไขมันชนิดอื่นแทน

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกอาหารทุกประเภทของไทย 1 ล้านล้านบาท เป็นอาหารสำเร็จรูป 2 แสนล้านบาท ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดส่งออก โดยตลาดสหรัฐอเมริกา และตลาดยุโรป มีการเลิกใช้ไขมันทรานส์มา 3-4 ปีแล้ว

ทางผู้ผลิตอาหารได้ปรับตัวไปก่อนหน้านั้นด้วยการเลิกใช้ไขมันทรานส์แบบที่เติมไฮโดรเจนบางส่วน มาใช้ไขมันที่เติมไฮโดรเจนโดยสมบูรณ์เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นได้ และเพื่อให้สามารถส่งออกในตลาดที่กว้างขึ้น จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ด้วยการระบุส่วนผสมในฉลาก

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือผู้ประกอบอาหารรายเล็กๆ ที่อยู่ตามมุมต่างๆ ของประเทศ โดยมีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในประเทศเป็นหลัก ที่ไม่ได้มีความรู้ด้านผลเสียของน้ำมันประเภทต่างๆ แต่สูตรอาหารถูกส่งมาจากรุ่นสู่รุ่น และใช้น้ำมันเก่าทอดแล้วทอดอีก

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ 411,000-415,000 ล้านบาท ขยายตัว 4-5% จากปี 2560 ด้วยมูลค่าที่สูงกว่า 4 แสนล้านบาท ดึงดูดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหม่เข้าสู่ตลาดธุรกิจร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2560 มีจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 12,630 ราย เพิ่มขึ้น 9% จาก ณ สิ้นปี 2559

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเดิมในตลาดยังขยายการลงทุนทั้งในรูปแบบการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารขึ้นมาใหม่เอง รวมถึงการซื้อแฟรนไชส์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร้านอาหารในไทย มีบางส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีหลายบริษัทที่มีการผลิต นำเข้า วัตถุดิบ จำหน่ายเบเกอรี่ ขนมอบกรอบ ฟาสต์ฟู้ด และอยู่ภายใต้การบริหารของโรงแรม ต่างก็ถูกสังคมจับจ้องว่าใช้ไขมันทรานส์ เนยหรือมาร์การีน ที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนบางส่วนหรือไม่

ทางฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการสำรวจพบว่ามี บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) มรี ายไดห้ ลกั จากขายเบเกอรี่ 90% ของยอดขาย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (SNP) มีรายได้จากเบเกอรี่ 42%

บริษัท อาฟเตอร์ ยู (AU) คาดว่า สินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบคือ ไอศกรีมบางรสชาติ ที่ผสมครีมเทียม

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) อาหารที่กระทบคือ Mister Donut มีส่วนผสมไขมันทรานส์ ขณะที่ KFC และ Auntie Anne’s ยืนยันว่าอาหารปราศจากไขมันทรานส์

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ร้านอาหารและขนมที่คาดกระทบ ได้แก่ Dairy Queen Swensen’s, Pizza Company และ Breadtalk

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้สอบถามไปยัง CENTEL MINT และ AU ได้รับคำตอบว่า การห้ามใช้ไขมันทรานส์น่าจะกระทบกำไรเล็กน้อย และแต่ละรายมีแนวทางในการปรับสูตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากต้นทุนสูงขึ้นก็จะมีการปรับกลยุทธ์ โดยการขึ้นราคาขาย หรือคงราคาเดิม แต่ลดขนาดและปริมาณลง

อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบธุรกิจฟาสต์ฟู้ดและร้านอาหาร ต่างออกมายืนยันว่า ไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์ในการประกอบและผลิตอาหาร หนึ่งในเหตุผลเพราะเป็นข้ามชาติที่มีการทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกาหรือส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกา จึงได้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสหรัฐอเมริกามานานแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น เคเอฟซีประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ร้านพิซซ่าฮัท ประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท พีเอช แคปปิตอล แมคโดนัลด์ บริษัท เอส แอนด์ พี ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ทุกรายการไม่มีส่วนประกอบไขมันทรานส์ รวมถึงบริษัท เดลี่ฟู้ดส์ ผู้จำหน่ายนมข้นหวานต่างยืนยันผลิตภัณฑ์ไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตัวแทนผู้บริโภคระบุว่าในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิได้แถลงผลทดสอบไขมันทรานส์ในโดนัทรสช็อกโกแลต จำนวน 13 ยี่ห้อ พบว่ามี 5 ยี่ห้อ ที่มีปริมาณไขมันทรานส์อยู่ในเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดมี 2 ยี่ห้อ ที่เกินมาตรฐาน ซึ่งได้รับจดหมายยืนยันว่าได้เปลี่ยนสูตรแล้ว

ทางด้าน ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ระบุว่า ผู้ผลิตต้องเตรียมแผนรับมือและปรับปรุงการผลิตใหม่ ตามมาตรฐานเพื่อส่งผลดีต่อผู้บริโภคแสดงข้อมูลอาหารในฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งสารอาหาร คุณค่าอาหาร แหล่งผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ผลิตอาหารได้

ขณะเดียวกัน ควรมุ่งสู่การผลิตอาหารพร้อมรับประทาน อาหารเสริมสุขภาพ อาหารเชิงยา และอาหารที่เจาะกลุ่มลูกค้าในแต่ละวัยที่ต้องการสารอาหารแตกต่างกันผลิตอาหารใหม่ที่ใช้โปรตีนจากพืชแทน ทดแทนโปรตีนจากสัตว์

ทราบความร้ายกาจของไขมันทรานส์และค่ารักษาที่สูงลิ่ว รีบปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอาหารไขมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก เพื่อหนีให้ห่างจากโรคหัวใจและหลอดเลือด หากโชคดีรักษาทัน แต่เงินเก็บที่สะสมมานั้น อาจหมดในวันรุ่งขึ้นอาจทำให้อนาคตที่วางไว้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน