ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555411

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

ชีวิตที่ ‘ชิค’ ทั้งกาย & ใจ กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

โดย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิค (CHIC) วัย 60 ปี ที่กำลังจะนำบริษัทเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาส 3 ถือเป็นคนอยู่ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์มา 30 ปี

ตั้งแต่ยุคแรกของ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” ที่ผันตัวเองจากวิศกรทางด้านเคมีและอุตสาหการ มาจับงานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยช่วยคุณอามาขยายการตลาดไปต่างประเทศ อย่างตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นที่เคยรับจ้างผลิตจากลูกค้ากลุ่มสิงคโปร์ จนทำให้ออกไปหาลูกค้าต่างประเทศเอง รวมทั้งออกงานแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ และสะสมมิตรภาพ ทำความรู้จักทั้งผู้ผลิตและตลาดต่างประเทศไว้

จนมาเมื่อ 7 ปีที่แล้วได้ขายหุ้นอินเด็กซ์ฯ และมาหาช่องว่างทางการตลาดกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นการสะสมข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้ามานาน เนื่องจากปกติเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้า จนเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อมาก ยังเป็นช่องว่างที่เขาพอที่จะสร้างสรรค์หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ เพราะเขาเชื่อว่า “ทุกอย่างมีโอกาส โดยบางครั้งต้องอาศัยในระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบด้วย”

จนก่อตั้ง ชิค รีพับบลิค ที่หาช่องว่างทางการตลาด เจาะหาความแปลกใหม่ และการสร้างความมีตัวตนให้แต่ละสินค้า หรือการมีคุณค่าในตัวสินค้าที่มีดีไซน์ และใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับแหล่งผลิตหรือโรงงานต่างๆ ที่รู้จักกันกว่า 40-50 แห่ง จาก 6 ประเทศ ทำให้ชิคฯ สามารถออกแบบและดีไซน์สินค้าเองได้ตามความต้องการ เพราะสามารถเลือกสั่งการผลิตที่แต่ละโรงงานมีความถนัดเฉพาะด้าน

ปัจจุบันเขากำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวในการเข้ามาก้าวเข้ามาสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai เพื่อนำเงินระดมทุนไปขยายสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่เขาก็ยังแบ่งเวลาว่างที่หลุดจากโหมดงานให้กับตัวเองและครอบครัวอยู่เสมอ

หากเป็นวันว่างเสาร์-อาทิตย์ เขาจะชอบให้ลูกพาไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหารใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้านหนึ่งคือได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก อีกด้านหนึ่งคือการไปสถานที่แปลกใหม่เพื่อดูดีไซน์ว่าร้านนี้ทำไมคนถึงนิยมมากิน ทำไมร้านนี้มีการตกแต่งที่ดูเก๋ สวย และชิค ก็จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ขณะที่ในระยะเวลา 1 ปี จะมีข้อตกลงกันระหว่างในครอบครัวว่าจะต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่งจะให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นคนจัดการวางแผนทริปการเดินทาง จองโรงแรม แต่ทั้งหมดป๊าจะออกค่าใช้จ่ายให้ จะเป็นผู้ตามอย่างเดียว

“เพราะถ้าเราเป็นคนคิดว่าจะไปไหนเที่ยวอะไร ใจหนึ่งลูกอาจจะไม่ได้อยากไปด้วยก็ได้ แต่การที่ให้ลูกๆ ได้เลือกและจัดการเองหมดทุกอย่าง ทำให้เราได้มีเวลาใกล้ชิดเขา ได้เรียนรู้ว่าเขามีมุมมองในเรื่องต่างๆ อย่างไรในตอนนี้ และทำให้เราได้เห็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ว่าตอนนี้เขาคิดหรือมีมุมมองเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งก็สนุกดี”

เขายกตัวอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานว่า อย่างบางครั้งเขาก็ไม่ได้พาไปพักที่โรงแรมแพงๆ เลือกจองแบบ Airbnb ซึ่งเป็นที่นิยมของการพักสมัยนี้ที่ต้องไปเช็กอินเอง ดำเนินการติดต่อเจ้าของห้องพักเอง ซึ่งบางทีอยู่ในซอยของชินจูกุ ต้องเดินลัดเลาะเอาเอง

“ก็อาจจะมีรู้สึกไม่สะดวกสบายบ้าง ใจตอนนั้นก็นึกถึงที่พักแบบโรงแรมที่มีบริการสบาย แต่ก็ร่วมกับเขา (หัวเราะ) หรือตอนที่เขาพาไปที่ซานฟรานซิสโกที่สหรัฐ ซึ่งตอนนั้นลูกสาวเรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ ก็ทำให้เราได้ไปเปิดโลกทัศน์ ไปเจอย่านขายของมือสองเสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ เพียบเลย ซึ่งก็จะเห็นคนที่มาเลือกซื้อเพื่อต้องการหาเสื้อผ้าแบรนด์ที่ราคาถูกๆ และก็เห็นถึงมีคนมาช็อปหอบเสื้อผ้าเหล่านี้ไปขายกัน เราก็เข้าใจว่า อืม! ลูกสาวเราก็ประหยัดดีนะ มาซื้อของที่แบบยังดูดี จากที่เคยเห็นในห้างราคาหลักพันก็ได้มาในหลักร้อย ก็รู้สึกว่าเขารู้จักค้นหาข้อมูลได้เก่ง”

สิ่งที่ได้ฝึกลูกสาวในการที่ทำให้เขารู้จักบริหารจัดการต่างๆ เอง และการได้ใช้เวลาที่ใกล้ชิดกันด้วย เพราะมองว่าอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น ลูกสาวทั้งสองคนต่างก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น การที่จะมีโอกาสใกล้ชิดกับเขาจะน้อยลง ยิ่งอนาคตเธอทั้งสองต้องแยกไปมีครอบครัว

สำหรับชีวิตส่วนตัวของ กิจจา เขาให้เวลาการดูแลตัวเองเป็นประจำทุกเช้าเวลา 06.30 น. จะวิ่งบนสายพานลู่วิ่งที่ฟิตเนสเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นจะมีการออกเวตบ้าง เรียกได้ว่า 7 วัน เขาได้ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย 6 วันก็ที่สายพานลู่วิ่ง ส่วนอีก 1 วันที่เหลือคือ เช้าวันเสาร์จะออกไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ หลายกลุ่มเป็นประจำทุกวันเสาร์ในช่วงเช้า 11 โมง จบก็กินข้าวเฮฮากับเพื่อนๆ ต่อแล้วบ่ายก็กลับบ้าน

“ตอนนี้เหมือนติดการออกกำลังกายแล้ว วันไหนตอนเช้าไม่ได้ออกกำลังกาย เหงื่อไม่ได้ออก เหมือนชีวิตไม่สดชื่น เพราะปกติพอออกกำลังกายเสร็จ พัก แล้วก็อาบน้ำ เหมือนร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและรู้สึกสดชื่นทุกครั้ง”

สิ่งที่เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่เคยทำได้ แต่ก็ทำได้และใช้ชีวิตไปกับมันได้เป็นอย่างดีคือ การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาอยู่ที่คอนโดมิเนียม จากเดิมที่เคยใช้เวลาเดินทางมาส่งลูกสาวคนเล็กที่เรียนอยู่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่พอย้ายมาอยู่คอนโดไปกลับเพียงครั้งละ 25 นาที เช้ามีเวลาออกกำลังกายและมีเวลากินข้าวเช้าก่อนไปทำงานได้อีก จากเดิมที่ไม่ค่อยได้กินข้าวเช้า จนตอนนี้ถ้ามีการติดประชุมกินเวลาไปเที่ยงถึงบ่ายโมงก็ไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไร

“ตอนแรกคิดเหมือนกันว่าจะรู้สึกอึดอัด อยู่ไม่ได้กับชีวิตในคอนโด เพราะจากที่เคยมีพื้นที่และใช้ชีวิตในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เคยออกกำลังกายเดินและวิ่งในหมู่บ้าน เพราะคิดว่ามันอยู่ที่ใจเรา แต่พอเอาเข้าจริงเราอยู่ได้ และวิถีการดำรงชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แถมยังไปแนะนำคนอื่นๆ ด้วยใครที่ต้องเสียเวลาเดินทางบนรถเป็นชั่วโมง ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนมาอยู่คอนโดแล้วเอาเวลาที่เหลือมาออกกำลังกายทุกวันชีวิตก็ดีขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ป่วยเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อก่อนเวลาจะออกกำลังกายก็ได้แค่เพียงวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ซึ่งพออายุมากขึ้นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก”

นอกจากนี้ มองว่าการอยู่คอนโด ความที่อายุมากแล้วการเดินขึ้นลงบันไดก็ไม่ค่อยสะดวก แต่ที่คอนโดเป็นการเดินระนาบชั้นเดียว แล้วก็ไม่ต้องคอยห่วงระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถก็มีพร้อมเสร็จสรรพ ถึงตอนนี้เขาบอกว่ากลายเป็นเกือบเวลา 2 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับไปบ้านแถวนอกเมืองเลย แต่ภรรยาจะกลับไปดูทุกวันสุดสัปดาห์เสมอ

ส่วนการตีกอล์ฟก็เป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องกับเพื่อนมานานหลายปีแล้ว เจอกันแทบทุกอาทิตย์ และ 1 ปีที่ต้องมีกำหนดออกไปออกรอบที่ต่างจังหวัดปีละ 2 ครั้ง

“วนกันไปที่หัวหิน เขาใหญ่ สลับหมุนเวียนกันไป สิ่งที่ได้กลับมาคือการได้เจอเพื่อนๆ ที่คบกันมานานหลายสิบปี มีแต่เรื่องความจริงใจให้แก่กัน ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทุกอย่างคบกับความรู้สึกที่ดีต่อกันไป เล่นกอล์ฟก็กินข้าวคุยสนุกสนาน รู้สึกแฮปปี้มาก”

สำหรับการให้เวลาตัวเอง กิจจา บอกว่างานอดิเรกเมื่อก่อนจะอ่านหนังสือเรื่องทั่วไปหรือหลักการบริหารต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้ซื้อหนังสือน้อยลง แต่ทุกคืนจะหาข้อมูลเรื่องที่อยากรู้จากไอแพด

“นึกอะไรได้ค้นหากูเกิล โดยเฉพาะเรื่องดีไซน์เครื่องเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เทรนด์แนวโน้มสินค้า ดูแบรนด์ดังๆ ที่เขามีการพัฒนาดีไซน์สินค้าไปถึงไหนแล้ว แล้วก็นำมาคุยกับทีมงาน จนเหมือนเป็นชีวิตประจำวันที่ทำไปโดยอัตโนมัติว่าผมมักมีอะไรมาคุยกับทีมงานใหม่ๆ อยู่เสมอ”

จะเห็นได้ว่าชีวิตผู้บริหารคนนี้ เวลางานก็หาข้อมูลเต็มที่ เวลานอกเหนือจากงานก็แบ่งสันปันส่วนทั้งชีวิตส่วนตัว การออกกำลังกายได้ดี เลยไม่สงสัยว่าทำไมเขามีความ “ชิค” ในชีวิตได้จริงๆ 

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555409

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

‘พาเขาไปรู้จักทุกสิ่งบนโลก’ One22 Family

โดย  ฤดูกาล ภาพ : one22

คุณพ่อสายลุย “นุก” ปิยะพงศ์ จันทร์ทอง เปลี่ยนจากการเดินทางลุยเดี่ยวเป็นผู้นำทริปของครอบครัว หลังจากมีลูกชาย “น้องปัน” วัย 7 ขวบ ที่เขาพาไปเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่ยังไม่ขวบ จนตอนนี้ลูกชายกลายเป็นนักเดินทางตัวน้อยตามรอยพ่อ

หลังจากเขาพาน้องปันไปเที่ยวทะเลตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทำให้ทราบว่าลูกสามารถเที่ยวได้ จึงพาออกนอกบ้านบ่อยจนไปไกลถึงต่างประเทศ

เขาเล่าว่า “ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว” แถมยังถ่ายรูปสวยอย่างมืออาชีพ

“ถ้าเราสามารถพาลูกไปได้ และลูกก็สามารถไปเที่ยวกับเราได้ ผมก็อยากพาเขาไปที่ต่างๆ แม้ว่าลูกจะจำเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้ แต่มันทำให้พ่อแม่รู้สึกมั่นใจขึ้นว่าการพาลูกไปเที่ยวได้ให้ประสบการณ์ร่วมระหว่างเรากับเขา

ผมคิดว่าพ่อแม่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะพาลูกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งความกลัวนั่นแหละเป็นกำแพงปิดโอกาสไม่ให้ลูกได้เจอประสบการณ์ใหม่ และไม่มีโอกาสสร้างความทรงจำร่วมกันของครอบครัว”

คุณพ่อลูกหนึ่งเล่าต่อว่า ตลอดช่วงชีวิตของน้องปันอยู่กับการเดินทางมาตลอด ซึ่งทำให้เด็กชายมีพัฒนาการในเรื่องของความกล้าแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด

“พอกลับมาจากทริป เขาชอบกลับมาเล่าให้เพื่อนฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง และกลายเป็นเด็กที่กล้าคุยกับเด็กคนอื่นทำให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีตามไปด้วย”

นอกจากนี้ ทุกทริปของครอบครัวนุกจะเป็นคนทำหน้าที่วางแผนการเดินทาง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกไปนั้นเขาต้องผสมกันระหว่างสถานที่ของลูกและของพ่อแม่

“ผมเองเป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ เลยอยากพาลูกไปเจอกับธรรมชาติตามเมืองตามประเทศต่างๆ แล้วก็สลับกับสิ่งที่เขาชอบอย่างสวนสนุก สวนน้ำ เพื่อให้เขารู้จักทั้งสองฝั่งของทุกสิ่งบนโลก

เพราะน้องปันเป็นเด็กในเมืองและเด็กในเมืองยุคนี้ก็มีโอกาสติดวัตถุสูงมาก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะพาลูกออกไปเจอธรรมชาติ”

สำหรับข้อควรระวังในการพาเด็กเที่ยวนั้น นุกกล่าวว่า นอกจากจะต้องเตรียมปัจจัย 4 ให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักข้อจำกัดของลูกว่า ลูกชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือมีความอดทนได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถเรียนรู้ได้จากการเดินทาง ขณะเดียวกันการเดินทางยังทำให้ลูกมีข้อจำกัดน้อยลงไปด้วย

ปัจจุบันเด็กชายวัย 7 ขวบเดินทางมาแล้วกว่า 7 ประเทศและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การสนับสนุนของครอบครัว

“เวลาของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก ทำให้เราเห็นวิธีคิดของเด็กที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราหลงลืมไป และทำให้เราเห็นลูกในมุมใหม่ ซึ่งทำให้เรารู้จักลูกของตัวเองมากขึ้น” นุกกล่าวทิ้งท้าย

เขาได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของครอบครัวทั้งเรื่องเที่ยว กิน พัก และเทคนิคต่างๆ ไว้ในเว็บไซต์ blog.one22.com และเพจเฟซบุ๊ก one22.com / แค่อยากพารู้จักโลกกว้าง

สามารถติดตามความน่ารักของน้องปันและเรื่องราวสุดประทับใจในมุมมองของคุณพ่อได้ ไม่แน่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้อยากจูงมือลูกไปตามรอย 

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555407

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:21 น.

หย่อนใจในคอมฟอร์ตโซนของ ‘Peemwong พาเที่ยว’

โดย รอนแรม

เรื่องราวความสุขจากการเดินทางถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรและภาพถ่ายสบายตาของ “พีมวง” วงศกร รัศมี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Peemwong พาเที่ยว พื้นที่เล็กๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประโยคที่ว่า “ชีวิตที่จะประสบความสำเร็จ ล้วนต้องการการพักผ่อนที่ดี”

เขาจึงอยากแบ่งปันความสุขจากการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก อาหารการกิน ทริปท่องเที่ยว หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เพื่อชาร์จพลังให้กับชีวิต ให้รางวัลตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

พีมวง เล่าว่า เขาเป็นนักเดินทางที่ไม่มีสไตล์เฉพาะตัว เพราะชอบท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการผจญภัย กินอยู่สบาย หรือแค่นั่งชิลในร้านกาแฟก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของเขาแล้ว

“พีมชอบไปเที่ยวหลากหลายแนว โดยแต่ละครั้งขอแค่ออกไปถ่ายรูป และได้กลับมาเขียนเล่าเรื่องราวลงเพจให้ทุกคนที่ได้อ่านอยากเที่ยวไปกับเรา ซึ่งพิพิธภัณฑ์เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ จากที่เคยได้ยินมาว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพราะยังคงติดภาพจำว่า พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่รวบรวมไว้แต่ของเก่าโบราณ

แต่ก็ไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีคนไทยจำนวนมากที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์อยู่ และหลายพิพิธภัณฑ์ยังคงเดินหน้าพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดึงดูดความสนใจ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจมากยิ่งขึ้น”

พีมวง ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประทับใจที่อยากให้คนรุ่นใหม่ไปตามรอย ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สถานที่ที่รวบรวมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของประเทศ มิวเซียมสยาม สถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างสนุกสนาน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ แหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุครัตนโกสินทร์เอาไว้

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น (เกริก ยุ้นพันธ์) จ.พระนครศรีอยุธยา บ้านที่ให้ผู้ใหญ่ได้ย้อนอดีตกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมงานศิลปะของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้อย่างมีเอกลักษณ์

พีมวง กล่าวด้วยว่า เขาชอบเขียนเนื้อหาเหมือนกำลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังเพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจง่าย ส่วนสไตล์การถ่ายภาพจะเน้นโทนภาพที่ออกมาดูแล้วสบายตา แสดงให้เห็นถึงการพักผ่อนตามคอนเซ็ปต์ของเพจ

“สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดในการทำเพจคือ ได้แชร์ในสิ่งที่เราชอบ และมีคนที่ชื่นชอบในสิ่งนั้น ชื่นชอบในตัวตนของเรา มุมมองในการเล่าเรื่องและภาพถ่ายของเรา และหวังว่าการแชร์สิ่งต่างๆ นี้จะเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียให้กับใครหลายๆ คนที่อยากจะท่องเที่ยวและพักผ่อน” เขากล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางและรับพลังบวกจากนักเดินทางอารมณ์ดีคนนี้ได้ผ่านเพจ Peemwong พาเที่ยว และอินสตาแกรม Peemwong 

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555404

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:52 น.

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ+ จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล คู่หูธุรกิจแตกต่างอย่างลงตัว

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

สองผู้บริหารระดับสูงที่มีความถนัดกันไปคนละด้าน แต่ก็สามารถมาร่วมงานกันได้อย่างลงตัว กับธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 4 เดือนเศษ ในชื่อแบรนด์ Hej Street

ฝ่ายชายนั้นเติบโตมาทางด้านการเงินและการตลาด ขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นโตมากับธุรกิจค้าปลีกทางด้านความสวยความงาม แต่เมื่อมาร่วมธุรกิจเพื่อมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างแบรนด์ให้เติบโตเป็นที่รู้จักในตลาดค้าปลีกเครื่องสำอาง

ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือทาพาโก้ เดิมธุรกิจหลักนั้นประกอบธุรกิจออกแบบและผลิตแม่พิมพ์พร้อมทั้งฉีดพลาสติกเชิงวิศวกรรม เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ ในปี 2016 บริษัทยังขยายการลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสวีเดน และปลายปีนี้เขามีแผนที่จะเริ่มบุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์

แต่วันนี้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ขยายไลน์ในการทำธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางขนาดใหญ่ โดยเป็นการรวมแบรนด์เครื่องสำอางนำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์จับกลุ่มตลาดระดับซีบวกขึ้นไป สาเหตุที่เขาขยายการลงทุนมาสู่ธุรกิจคอสเมติก เพราะเขามองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มไปได้ดีและยังมีโอกาสเติบโตได้ เพราะเรื่องความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่อัตราการเติบโตก็มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โลกยุคใหม่มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้คิดเร็วทำเร็วตามไปด้วยและมีกลยุทธ์ในการทำงานที่ชัดเจนแม่นยำ

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผู้ชายไม่ใช้เครื่องสำอางแต่ปัจจุบันเพื่อนผู้ชายรอบๆ ตัวใช้เครื่องสำอางไม่ต่างจากผู้หญิง จึงมีเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีครีมบำรุงสำหรับผู้ชายหมายถึงผู้ชายแมนๆ แท้ ไม่ใช่ผู้ชายหวานๆ นะครับ (หัวเราะ) คือการดูแลใบหน้า ผิวพรรณรูปร่างมันเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ เพราะหน้าตาคือนามบัตร ผู้ชายมาเดินซื้อครีมบำรุงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

การทำธุรกิจคือเราต้องมองหาโอกาสว่าอะไรเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตได้ยั่งยืนพอสมควร พบว่าธุรกิจความงามทั้งหลายมีอัตราเติบโตปีละ 5-6% ทุกปี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วกลุ่มเป้าหมายกว้างมากตั้งแต่ 18- 60 ปี มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก คือปัจจุบันผู้หญิงส่วนมากสนุกและมีความสุขที่จับจ่ายเครื่องสำอาง”

นอกจากนี้ เขายังมีเป้าหมายทางด้านเงินทุน ทำเลที่ตั้ง สินค้า บุคลากรและจะเปิดเพิ่มปีละ 20-40 สาขา โดยภายในปี 2020 จะเปิดให้ครบ 50-100 สาขา โดยพิจารณาตามสภาพแวดล้อมการตลาด มีทั้งสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าและสแตนด์อะโลน โดยตั้งเป้าว่าในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เขาจะต้องทำให้ธุรกิจทั้งเครือมีอัตราการเติบโตให้ได้ปีละ 20-25%

ทางด้าน “เจนนี่” จารุวัลย์ วงศ์เจษฎาสกุล ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท C4 โกลบอล เจ้าของแบรนด์ Hej Street ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของทาพาโก้ กรุ๊ป เธอคร่ำหวอดในธุรกิจค้าปลีกมานานเกือบ 20 ปี เคยทำงานที่นิวยอร์กอยู่ 7-8 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานประเทศไทย และยังดูการตลาดค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและความงามในภูมิภาคนี้อย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง และไทยอีกด้วย

เมื่อมารับหน้าที่ผู้บริหารเธอจึงทุ่มเทให้เป็นมัลติแบรนด์จากทั่วโลก จับกลุ่มลูกค้าระดับซีบวก ในวัย 15-55 ปี ขณะนี้มีอยู่ 2 สาขาที่สีลมและเซ็นทรัล พระราม 3 และกำลังจะเปิดอีก 2 สาขาที่ชลบุรีและหาดใหญ่ภายในเดือนหน้านี้ และเตรียมเปิดตลาดให้ครบ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้ พร้อมขยายไปสูกลุ่มประเทศ CLMV และ AEC ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

แม้ว่าทั้งคู่จะมาร่วมงานกันได้ไม่ถึงปี แต่ก็ถือว่ามีวิสัยทัศน์และมุมมองในการบริหารงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายในการทำงานแบบเดียวกันคือสร้างความเติบโตให้กับแบรนด์ให้กับบริษัทและทีมงาน

เขารับฟังและสนับสนุนทีมงานอยู่เสมอ

จารุวัลย์ พูดถึงการทำงานกับณัฏฐ์พงษ์ ว่าเป็นเรื่องโชคดี เพราะในฐานะหัวหน้างาน เขาให้โอกาสในการตัดสินใจในเรื่องการทำงานกับเธออย่างมีอิสระพอสมควร แต่ในเรื่องการตัดสินใจระดับองค์กรก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันผ่านบอร์ด และให้โอกาสเธอในการตัดสินใจในเรื่องเทรนด์

“เขาจะดูเรื่องการเงิน เราดูเรื่องการบริหารจัดการพนักงาน หน้าร้านการเลือกสินค้าเข้าร้าน รวมทั้งการขยายตลาด ขยายสาขาใหม่ๆ ทำงานกับเขาสบายใจ เขาเป็นคนรับฟัง เปิดกว้าง ให้โอกาสคิดและทำ พร้อมสนับสนุนให้เราได้ทำงานอย่างเต็มที่ โชคดีที่ได้ทำงานด้วยกัน สร้างองค์กรให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าเราทำงานด้วยความสบายใจก็จะพร้อมเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลใดๆ ให้เสียเวลาในการทำงาน นี่ก็เตรียมการทำตลาดเรื่องออนไลน์เร็วๆ นี้พร้อมลุย มองตลาดต่างประเทศไว้ด้วย” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอมีความเป็นมืออาชีพในงานนี้

ทางด้านณัฏฐ์พงษ์ กล่าวถึงจารุวัลย์ ว่าเธอมีประสบการณ์ด้านนี้มานาน มีความเป็นมืออาชีพ ได้มาร่วมงานกันก็ทำให้มั่นใจในการทำงานมากขึ้นว่าแบรนด์จะโตไปในทิศทางที่ตั้งเป้าไว้

“ทางผมโตมาสายการเงินการตลาด สินค้าที่เคยทำก็เป็นคนละด้านกัน นี่ถือเป็นธุรกิจใหม่ การได้ผู้หญิงมาบริหารก็เหมาะสมกับสินค้าด้านความสวยความงาม ถนัดกว่าเรา ณ จุดนี้ เราต้องหาคนที่ใช่มาบริหารงานเครื่องสำอาง ผู้หญิงจึงเหมาะกับสินค้าของผู้หญิงมากกว่าแน่นอน

และตัวคุณเจนนี่เองเขาก็มีความหนักแน่นในการทำงาน มีทั้งความอ่อนความแข็งอยู่ในตัว ก่อนจะชวนมาทำงานเราก็ติดตามการทำงานของเขามาพักใหญ่ จนแน่ใจว่ามีแนวทางการทำงานเข้ากันได้ มีกรอบความคิดและการทำงานที่สอดคล้องกันดี ธุรกิจต้องเติบโตเราจึงต้องการมืออาชีพจริงๆ มาทำงานด้วย เราไม่สามารถเอาใครก็ได้มาทำงานเพื่อลองถูกลองผิด เราไม่มีเวลา ต้องเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้นพร้อมลุยไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง” เขากล่าวอย่างจริงจัง 

นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555400

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

นพรัตน์ สุขสราญฤดี นำธงธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย

โดย วารุณี อินวันนา

ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นลูกค้าคนพิเศษของธนาคาร บริษัทประกัน สายการบิน และธุรกิจอื่นๆ แต่สิทธินี้จะได้เฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) หรือ VIP ที่มีการซื้อสินค้า บริการ รวมมูลค่าขั้นต่ำ 50 ล้านบาท/รายขึ้นไป ซึ่งมีไม่มากในสังคมไทย และการดูแลต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

ลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองจะเป็นเช่นไร ทำให้องค์กรต่างๆ สรรหาสิทธิประโยชน์และบริการที่เหนือระดับมามอบให้ถึงมือกันทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากจะสรรหาสินค้าและบริการที่แตกต่าง และมีความเฉพาะตัวแล้ว ลูกค้า VIP ยังได้รับการดูแลไปจนถึงเรื่องส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์ มีที่ปรึกษาส่วนตัว เลขาส่วนตัว อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในทุกๆ ที่บนโลกใบนี้ เพื่อสร้างความประทับใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น จะได้อยู่กับองค์กรยาวนาน

ทำให้เกิดธุรกิจการให้บริการลูกค้าตามไลฟ์สไตล์เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะองค์กรต่างๆ ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงต้องใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยด้านการจัดสิทธิพิเศษ การจัดกิจกรรมเฉพาะ การจัดทริปท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจให้บริการตามไลฟ์สไตล์ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพราะบริษัทเหล่านี้ทำงานอยู่เบื้องหลังเงียบๆ

นพรัตน์ สุขสราญฤดี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสปายร์ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย (Aspire Lifestyles Thailand) กล่าวว่า บริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยดูจากลูกค้ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไทยที่ 70% จากทั้งหมด

บริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ ประเทศไทย เป็นบริษัทลูกของบริษัท เอสปายร์ ไลฟ์สไตล์ (Aspire Lifestyles) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ร่วมกันอยู่ที่เจอร์ซีย์ซิตี้ในสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล กับลูกค้าองค์กรที่ติดอันดับฟอร์จูน 500

“เราเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเอสปายร์สำนักงานใหญ่ได้เข้าไปให้บริการลูกค้าธนาคารข้ามชาติรายหนึ่งซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก รวมถึงที่ประเทศไทยด้วย โดยมีพิพัฒน์ คณานุวัฒน์กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจในไทยจนเติบโตมาถึงวันนี้”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริการไลฟ์สไตล์ของบริษัทถูกกล่าวขานถึงในกลุ่มลูกค้า VIP ทำให้ธนาคารอื่นๆ และองค์กรที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนันแบงก์ เข้ามาใช้บริการของบริษัทมากขึ้น จากเดิมที่ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือ RM (Relationship Manager) จะดูแลลูกค้า VIP ทุกด้าน เกือบจะเป็นตัวต่อตัว ทั้งด้านสินค้าทางการเงิน เพื่อนำมาบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้า และด้านดูแลอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละวัน หรือไลฟ์สไตล์ด้วย

ต่อมา ธนาคารมีนโยบายให้ RM ไปโฟกัสเรื่องสินค้าและบริการทางการเงินเป็นหลักเพื่อจะได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเห็นว่าบริษัทมีบริการด้านไลฟ์สไตล์ จึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปช่วย RM ดูแลลูกค้า

“วันนี้ 70% ของธนาคารที่อยู่ในประเทศไทย ได้ให้บริษัทเข้าไปดูแลไลฟ์สไตล์ลูกค้า VIP และมีการต่อสัญญา 100% ต่อเนื่องทุกปี บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สินค้าหรู รถหรู ก็ให้บริษัทเข้าไปดูแลลูกค้า VIP ในการดูแลจัดสิทธิพิเศษต่างๆ ให้เช่นกัน แต่ยังไม่มากเหมือนธุรกิจธนาคาร”

จากประสบการณ์และการวิจัยความต้องการกลุ่มลูกค้า VIP 3 ด้าน 1.ความสะดวกสบาย 2.ความพิเศษ และ 3.ความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย

ในมุมของความสะดวกสบาย นพรัตน์ ชี้ว่า บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือผู้ช่วยส่วนตัว 70 คน ที่ผลัดเวียนกันเข้ามาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ในการให้บริษัทจัดการจองที่พัก ตั๋วคอนเสิร์ต รวมถึงเรื่องของการดูแลเรื่องบ้าน เช่น ท่อประปาแตก ไฟฟ้าชอร์ต หาติวเตอร์ให้ลูก รถเสีย ก็จะโทรเข้ามา บริษัทสามารถติดต่อประสานงานและจัดการแก้ปัญหาให้ได้

ในมุมของความพิเศษ คือ การจัดหาที่พักซึ่งจองยาก ตั๋วคอนเสิร์ตที่หาบัตรยาก แบรนด์เนมไอเท็มที่หายาก การจองร้านอาหารที่จองยาก ซึ่งการมีเครือข่ายทำให้มีกลุ่มร้านอาหารมากถึง 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก จากการเข้าเป็นผู้สนับสนุนการจัดประกวดร้านอาหารที่ดีที่สุด ล่าสุดได้เข้าเป็นสปอนเซอร์ Asian best restaurant ที่เพิ่งจัดเสร็จไปที่มาเก๊า

“ยกตัวอย่างลูกค้าต้องการทานข้าวกับบุคคลสำคัญๆ หรือดาราของประเทศต่างๆ ทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ ที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้ หรือมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เอสปายร์สามารถจัดการให้ได้ เพราะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว และความน่าเชื่อถือของทีมงานในเอสปายร์ที่พัฒนากันมายาวนาน

รวมถึงลูกค้าต้องการจะขอแฟนแต่งงานที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วยจัดสถานที่และหาช่างภาพ และบินไปปารีสพร้อมลูกค้า ถ่ายภาพเหตุการณ์ความประทับใจ ขณะที่ขอแฟนแต่งงาน ความต้องการพิเศษในรูปแบบต่างๆ ของลูกค้ามีเข้ามาทุกวัน

หากเป็นกลุ่มการเดินทาง จะมีบริการห้องต้อนรับพิเศษ มีการจัดคนมารอรับที่สนามบิน และมีรถลีมูซีนมารับถึงสนามบิน และมีช่องทางพิเศษในการเช็กอิน ไม่ต้องผ่านเส้นทางปกติ ลูกค้าจะได้ความรู้สึกที่ VIP มากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ”

ในมุมของความอุ่นใจ ไว้วางใจ และปลอดภัย ไม่ว่าลูกค้าจะเดินทางไปไหน นพรัตน์ ขยายภาพให้เห็นว่าถ้าเจ็บป่วยในระหว่างการเดินทาง เช่น ที่ต่างประเทศ จะต้องการพูดกับหมอที่พูดภาษาเดียวกันได้ สามารถโทรมาที่เอสปายร์เพื่อพูดคุยกับหมอไทย ซึ่งหมอสามารถตรวจอาการเบื้องต้นก่อนที่จะให้คำปรึกษา แนะนำ ปฏิบัติตัว หรือว่าต้องเข้าโรงพยาบาลไหม

“หากจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล หมอจะประสานงานกับโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ลูกค้าที่สุด ที่บริษัทมีเครือข่ายให้มารับลูกค้าถึงที่ และหมอก็จะคุยกับหมอทางโน้นถึงอาการต่างๆ จนถึงกลับบ้าน เป็นเรื่องของความอุ่นใจเหมือนมีหมอติดตัวอยู่ตลอดเวลา วันนี้ลูกค้าเวลท์ของธนาคารไหนที่ไม่มีบริการของเรา ถือว่าขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่ในตลาด ไม่มีใครรู้จัก Aspire Lifestyles เพราะเราทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นการรับช่วงต่อจากธนาคารในการให้บริการ จึงไม่ได้สร้างแบรนด์ เพราะธรรมชาติของธุรกิจไม่ได้ทำกับลูกค้ารายย่อยโดยตรง”

นพรัตน์ เล่าต่อเพื่อให้เข้าใจถึงงานของเธอว่า ธุรกิจให้บริการด้านการจัดหาสิทธิประโยชน์และบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“เพราะกลุ่มลูกค้าระดับบนมีกำลังซื้อตลอดเวลาไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เช่น ยอดขายรถเบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามา เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เพราะเทคโนโลยีทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สร้างธุรกิจให้เติบโตและรวยด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงสังคมสูงวัยก็มีส่วนทำให้ธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์เติบโต เพราะคนกลุ่มนี้จะต้องการการดูแลที่มากขึ้น

ปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์จึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เกิดผู้ให้บริการหน้าใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทย แต่จะไม่ครบวงจร และไม่มีเครือข่ายทั่วโลกเหมือนบริษัท ส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเรื่อง บางเหตุการณ์ บางโอกาส บางพื้นที่ เท่านั้น แต่เอสปายร์ให้บริการครบทั่วโลก”

เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งที่แตกต่าง ด้านการมี 24 ศูนย์บริการกระจายอยู่ใน 21 ประเทศทั่วโลก มีทีมงานกว่า 1,800 คน ที่มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสรรหาสิทธิพิเศษในระดับภูมิภาคและระดับโลกมาให้ลูกค้าตามที่ต้องการ มีพันธมิตรทางการค้ากว่า 700 รายทั่วโลก มีร้านอาหารที่อยู่ในเครือข่ายกว่า 800 แห่ง ที่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก

บริษัทมีผู้ช่วยส่วนบุคคล หรือ Concierge Consultants ที่ต้องจบปริญญาตรี และพูดภาษาอังกฤษได้ มีการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวน 70 คน ที่ผ่านการฝึกอบรมในการทำงานถึง 4 เดือน จึงจะสามารถมานั่งรับโทรศัพท์และรับเรื่องที่ลูกค้าต้องการให้ช่วยจัดการ และมีการการันตีว่า 80% ของเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจะถูกรับภายใน 20 วินาที ส่วนอีก 20% รับไม่ทันภายใน 20 วินาที เพราะเป็นช่วงที่มีการโทรเข้ามาพร้อมกันสูงมาก

“ทีมนี้มีแพสชั่นในการทำงานด้านนี้สูงมาก มีความชอบในการติดตามเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนอยู่ในดีเอ็นเอ และมีจิตใจที่จะให้บริการ มีความละเอียดในความรู้สึกและความคาดหวังของลูกค้าชนิดที่ว่าไม่ให้หลุดแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

นพรัตน์ กล่าวว่า บริษัทยังมีทีมพาร์ตเนอร์ชิปทำหน้าที่ในการหาสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับทางผู้ช่วยส่วนบุคคล เพื่อนำเสนอลูกค้าที่โทรเข้ามา สามารถจัดทริปพิเศษ งานอีเวนต์ต่างๆ ให้กับลูกค้าองค์กร เช่น ผู้บริหารระดับสูงต้องการทานข้าวและคุยกับลูกค้าระดับท็อปๆ หรือจัดทริปส่วนตัวกับลูกค้าระดับท็อปๆ

รวมถึงมีทีมบริการลูกค้า เมื่อฝ่ายขายได้ลูกค้ามาแล้ว ทีมนี้จะดูแลเรื่องรายละเอียดต่างๆ เช่น มีลูกค้ากี่คนที่จะนำเข้ามาในระบบในทันที และเดือนหน้าลูกค้าจะเพิ่มขึ้นกี่คน เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ บริษัทมีระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของเอสปายร์ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน PCI-DSS Level 1 สามารถให้บริการลูกค้าได้หลายช่องทาง ทำให้ลูกค้าสบายใจได้ในกรณีที่ให้บริษัทรูดบัตรเครดิตให้ช่วยสนับสนุนความภักดีต่อแบรนด์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรฐาน ISO 27001 เรื่องการรักษาความลับลูกค้า ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก

สำคัญที่สุด คือ มีบริการด้านการแพทย์ สุขภาพ

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555390

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

ฉลองโยคะสุตราปีที่ 15 กับงาน ‘Yoga Marathon’

โดยโดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค.ที่จะถึงนี้ โยคะสุตราสตูดิโอ จัดงานโยคะมาราธอนการกุศล ฉลองครบรอบ 15 ปี ผู้ที่สนใจมาเข้าร่วม สามารถจองล่วงหน้าแล้วร่วมทำบุญตามศรัทธา ทุกบาทไม่หักค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าโครงการ “โยคะสุตราพัฒนาโรงเรียนห่างไกลปี 2562”

ทางสตูดิโอได้รับเกียรติจากคุณครูโยคะที่มีชื่อเสียงมาร่วมสอนและทำบุญร่วมกัน ในวันนี้ครูจะแนะนำคุณครู 4 ท่านแรกที่จะมาสอนในงาน คุณครูแต่ละท่านผ่านประสบการณ์การสอน การฝึกฝนมาอย่างโชกโชน การที่ได้มีโอกาสเข้ามารับพลังงานและเรียนรู้ทั้งเทคนิคการสอนและการถ่ายทอดที่เป็นเอกลักษณ์จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งทำบุญแล้วยังได้เก็บเล็กผสมน้อยจากวิชาความรู้ที่คุณครูทุกท่านนำมาแบ่งปันให้กับเรา

ท่านแรกคือ ครูสถิต และ ครูต่าย คู่ดูโอ เจ้าของ Satit Yoga Studio ย่านนนทบุรี ครูจะมาสอนในหัวข้อ Advanced Fun Flow ซึ่งเป็นคลาสแรกครูสถิตคือครูที่มีพลังล้นเหลือ บรรยากาศในคลาสทุกๆ ครั้งที่ครูสอนเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความอบอุ่น ครูจะย้ำกับผู้ฝึกเสมอว่าให้ ฝึก ฝึก และฝึกต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นอย่าพลาดคลาสนี้กันนะคะ

ครูท่านที่สองคือ ครูเต้ย ครูไฟแรงที่ทำท่าอาสนะที่ดูแข็งแรงได้อย่างนุ่มนวลแต่ครั้งนี้ไม่ธรรมดา คุณครูเต้ยจะมาสอนในหัวข้อ “โยคะปิดตา” Blindfolded Yoga สำหรับประเทศไทย ยังไม่เคยมีการสอนแบบนี้แต่สำหรับต่างประเทศเคยมีที่นิวยอร์กหรือตามงานเฟสติวัลใหญ่ๆ เช่น ที่บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในคลาสนี้ผู้ฝึกทุกคนจะใช้ผ้าปิดดวงตาและใช้หูในการฟังเพื่อฝึกอาสนะไปพร้อมๆ กับครู เมื่อเราไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก การมองจากภายในจะเกิดขึ้น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นจะถูกดึงขึ้นมาใช้แล้วเมื่อเรามองไม่เห็นผู้อื่น การเปรียบเทียบ การแข่งขันจะหายไปอย่างแน่นอน

ครูท่านที่สามที่จะแนะนำคือ คุณครูอุ๋มอิ๋ม ที่ตอนนี้มีผลงานในเพจ The Key Yoga มีคลิปวิดีโอสอนโยคะมากมายสามารถติดตามกันได้ในครั้งนี้ ครูจะมาสอนในหัวข้อ Tighter grounding for happier, deeper backbends คุณครูจะอธิบายการเข้าท่ากลุ่มท่าแอ่นหลังแบบกลับหัวเพื่อให้ผู้ฝึกมีความเข้าใจในการจัดระเบียบร่างกายตัวเอง นำไปใช้ในการต่อยอด และฝึกฝนเพิ่มเติม

และครูท่านสุดท้ายที่จะแนะนำในวันนี้คือ ครูนว (Authorized level 2 Ashtanga yoga teacher) ตอนนี้ ครูนว เป็นผู้ดูแล บริหารและสอนหลักๆ ที่สตูดิโอ Ashtanga Samasthiti ครูนวคือครูที่มีทัศนคติด้านโยคะที่งดงามมาก คำพูดที่มีพลังแล้วผลักดันผู้ฝึกให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติและเป็นธรรมชาติ แบบค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งการให้รายละเอียดในการฝึก ที่ครูเชื่อว่าผู้เข้าร่วมต้องได้อะไรกลับบ้านแน่นอน มาสร้างความแข็งแรง Building Strength กับครูนวกันนะคะ

ในฉบับหน้าจะมีการแนะนำครูโยคะท่านอื่นๆ ที่จะมาร่วมงานโยคะมาราธอนการกุศลนี้อีกนะคะ สำหรับคนที่สนใจต้องการจองคลาสเรียนได้ฟรีทุกคลาส สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการจองได้ที่เว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ 

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555383

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 10:48 น.

วุฒิชัย เผอิญโชค เกษียณอย่างมีสุข

นอกจากจะรู้จักตระกูลเผอิญโชค ในฐานะยักษ์วงการรถยนต์กลุ่มไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์แล้ว ในแวดวงผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้ ยักษ์ใหญ่ย่านฝั่งธนบุรี และหนึ่งในผู้ที่นำพาธุรกิจของครอบครัวเผอิญโชค ประสบความสำเร็จ นั่นคือ “โจ้” วุฒิชัย เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้

ย้อนกลับไปก่อนที่วุฒิชัยจะกระโดดเข้ามาร่วมในวงการอสังหาริมทรัพย์ เขาจบสายตรงปริญญาตรี สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้ทำหน้าที่ขุนพลในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ของครอบครัว ทั้งการออกแบบวิจัยผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารธุรกิจ

วุฒิชัย เล่าว่า ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชื่นชอบรถยนต์ แต่ไม่ใช่เพียงแค่ความเร็ว ความสวยงาม แต่ด้วยเพราะจบตรงสายด้านของวิศวกรรมยานยนต์ ทำให้ชื่นชอบและติดตามในเรื่องของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่ผู้ผลิตและค่ายรถยนต์ต่างนำนวัตกรรม พร้อมลูกเล่น ใส่เข้ามากับรถยนต์แต่ละรุ่น

เช่นเดียวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่การลงทุนต่างๆ จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียด ซึ่งส่วนตัวชื่นชอบของสวยงาม การตกแต่ง และเมื่อมองลึกลงไป ภาคอสังหาฯ มีความเป็น Mood & Tone ผ่านการออกแบบที่ช่วยสื่ออารมณ์และความรู้สึกให้กับลูกค้า ดังนั้นการบริหารงานในภาคอสังหาฯ เราจะรู้สึกสนุกที่ได้ลงมือทำในแต่ละวัน

ยามนี้ วุฒิชัยอายุใกล้เข้าเลข 5 แม้จะนั่งหัวเรือในตำแหน่งผู้บริหาร แต่ในยามว่างยังคงใส่ใจกับการทำงาน เพราะถ้าหากว่าง เขาเชื่อว่าจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเดิม เพราะนอกจากจะไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ยังจะเหนื่อยกับความโล่งที่ไม่มีความคิดและความท้าทายใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งเขาแก้ปัญหานี้ด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัว ออกไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งธุรกิจสำนักงาน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจศูนย์การค้า

“หากเราอยากขยายโรงแรมเฟสใหม่ เราก็ต้องไปใช้บริการ ไปนอนสำรวจการให้บริการโรงแรมในละแวกนั้น หากเราอยากเปิดให้เช่าสำนักงาน เราก็ต้องไปลองใช้ที่อื่นๆ เพื่อนำพัฒนาธุรกิจและบริการของเราให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด”

เมื่อชีวิตในวัยเกษียณมาถึง นอกจากดูแลสุขภาพ ซึ่งจะมีการตั้งก๊วนตีแบดมินตัน และการออมทรัพย์สิน โดยเฉพาะในภาคอสังหาฯ เขาก็พร้อมจะส่งมอบไม้ต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อๆ ไปที่มีความสามารถเข้ามาดูแล สืบสานธุรกิจของครอบครัว

แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะในปัจจุบันทุกๆ ธุรกิจจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นจะต้องวางระบบองค์กรทั้งนโยบาย การบริหารคน คัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพเพื่อก้าวสู่ผู้นำ

“อาชีพในการทำงาน ทุกๆ อาชีพเราจะต้องทำหน้าที่ของเราออกมาให้สมบทบาท ซึ่งย้ำว่าการติดตามข่าวสารเพื่อการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญ สมองคนเรามีขีดจำกัด ดังนั้นควรฝึกให้สมองคัดแยกสิ่งที่ควรจำและไม่ควรจำ เพื่อให้ร่างกายสามารถรับไหว และจดจำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตเราดีที่สุด”

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิชัย ยังคอยสอนและให้ข้อคิดพนักงาน เพื่อให้รู้จักวางแผนการใช้เงินและการออม เพราะความเป็นห่วงด้วยแนวโน้มราคาสินค้าและความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทำให้คนไทยจะคิดถึงการออมในเวลาที่อาจสายเกินไป

“ผมบอกพนักงานเสมอว่า เราหาเงินได้ถึงแค่อายุ 60 ปีก็ต้องเกษียณ แต่ต้องเลี้ยงตัวเองไปอีก 20-30 ปี แต่ในเมื่อเราทำเริ่มงาน มีรายได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ ทำไมถึงไม่เริ่มใช้ช่วงที่หาเงิน เริ่มเก็บออมเพื่อในอนาคตหลังเกษียณ”

เรียกได้ว่า ความสำเร็จในวันนี้ วุฒิชัยได้วางแผนและออกแบบชีวิต เพื่อเดินตามความฝันและรับมือกับความท้าทายสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างชีวิตบั้นปลายให้สมบูรณ์ มีความสุข เพียบพร้อมด้วยความรัก การให้ และความชื่นชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ลงมือทำ ถือเป็นแบบอย่างให้วัยรุ่นสร้างตัวได้หวนคิดทันที 

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555216

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 16:41 น.

เคล็ดลับรู้ไว้ ห่างไกลโรค

เรื่อง ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐและจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าคุณดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ยิ่งถ้ารู้เคล็ดลับในเรื่องการดูแลสุขภาพ ทั้งจากการกิน การออกกำลังกาย และอื่นๆ ร่วมด้วยแล้ว เชื่อได้เลยว่าจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ อย่างแน่นอน

1.ของดีจากก้นครัว

รู้มั้ยว่านักวิทยาศาสตร์ได้มาเคาะประตูห้องครัวของพวกเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพื่อหาหนทางให้เราพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น มีการใช้แคปไซซิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่สำคัญในพริกมาเป็นส่วนประกอบในครีมเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ หรือการค้นพบว่าเมื่อกินกระเทียมปริมาณมาก ร่างกายจะได้รับสารอัลลิซินที่มีสรรพคุณลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้และเครื่องเทศอีกชนิดหนึ่งจากห้องครัว ที่เป็นผู้ช่วยให้เรามีสุขภาพดีได้ก็คือ ขมิ้น สมุนไพรที่ทำให้น้ำแกงมีสีเหลือง

– ขมิ้นอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะขมิ้นจะกระตุ้นการผลิตโปรตีนที่ช่วยต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง

– ขมิ้นอาจช่วยรักษามะเร็งผิวหนัง นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งเอ็มดีแอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ได้ลองใช้ขมิ้นในการรักษาเซลล์เมลาโนมาที่มาจากการเพาะเลี้ยง พบว่า ช่วยลดจำนวนเซลล์เนื้องอกที่มีชีวิต และชักนำให้เซลล์ในเนื้องอกตายได้

– ขมิ้นหยุดยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัส พบว่า ขมิ้นหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้

2.เบอร์รี่ ยิ่งกิน ยิ่งฉลาด

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สามารถชะลอและฟื้นฟูโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ อันเป็นผลมาจากความเสื่อมของสมอง ลูกบลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ มีค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหรือค่าโอแร็ก (Oxygen Radical Absorbance Capacity : ORAC) ในปริมาณสูงจึงสามารถต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ ซึ่งทำอันตรายต่อเส้นเลือดจนเป็นเหตุให้ระบบความจำและความคิดทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง

บลูเบอร์รี่จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่ช่วยดูแลสมองที่ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออโตโนมา ประเทศเม็กซิโก พบว่า หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยบลูเบอร์รี่จะมีโปรตีน NF-Kappa B ในปริมาณต่ำ โปรตีนชนิดนี้มีผลเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง หากมีในระดับสูงจะส่งผลให้ความจำแย่ลง

การศึกษาในสัตว์อื่น พบว่า การบริโภคบลูเบอร์รี่ช่วยลดการสูญเสียเซลล์สมองและฟื้นฟูการเคลื่อนไหวหลังจากเป็นอัมพาต การศึกษาหนึ่งซึ่งทำโดยนักวิจัยจากสถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐ พบว่า บลูเบอร์รี่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่างๆ ที่สูญเสียไปเพราะสมองได้รับบาดเจ็บ ในอนาคตอาจมีการศึกษาที่ก้าวหน้ามากขึ้น และให้ผลอย่างมีนัยสำคัญว่า การกินผลเบอร์รี่ช่วยต้านความชราของสมอง โรคอัลไซเมอร์ และความผิดปกติของระบบประสาท

3.เส้นใยอาหารช่วยล้างพิษ

การใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารจานด่วน และมีความเครียดจากการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นมนุษย์สารพิษท็อกซีเมีย (Toxemia) เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่มีคำกำจัดความถึงภาวะที่ร่างกายมีสารพิษสะสมถึงระดับเกินขีดความสามารถที่จะกำจัดออกไปได้ ซึ่งภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะท็อกซีเมีย ได้แก่

– ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี เอฟ และจี

– ตับถูกทำลาย รวมถึงภาวะตับแข็ง

– ท้องร่วง ท้องผูก โรคลำไส้แปรปรวน และภาวะลำไส้รั่ว

วิธีการหนึ่งที่จะช่วยล้างพิษในร่างกายก็คือ การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นในแต่ละมื้อ เพราะเส้นใยอาหารที่เรากินเข้าไปจะไปช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร แล้วยังช่วยขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายด้วย

4.ตากแดดบำรุงกระดูก

ในช่วงเช้าของวัน ลองดึงแขนเสื้อขึ้น แล้วออกไปตากแดดวันละ 5-15 นาที เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแสงแดดเพื่อผลิตวิตามินดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็ก และเพิ่มการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ดังนั้น แสงแดดจึงมีส่วนในการรักษาความแข็งแรงของกระดูก ส่วนผิวหนังบริเวณอื่นให้สวมเสื้อผ้าหรือทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 หรือมากกว่าเพื่อปกป้องผิว และจำกัดเวลาเผยผิวส่วนที่ไม่มีการปกป้องไว้เพียง 15 นาที

ช่วงเวลาในการอาบแดดเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น ส่วนช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมงเป็นช่วงที่แดดแรงเกินไป จึงไม่ควรออกไปนอกอาคาร แต่หากจำเป็นควรใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด หรือมีเครื่องป้องกันสายตาและผิวหนัง เช่น สวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มก็ได้

แนวความคิดที่ขวางทางรวยก่อนเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555215

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 16:38 น.

แนวความคิดที่ขวางทางรวยก่อนเกษียณ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

การที่เราจะได้อยู่อย่างสบายก่อนเกษียณนั้นต้องผ่านอุปสรรคในการทำงาน เก็บเงินและลงทุนมามาก แต่อุปสรรคทั้งหมดเหล่านี้เทียบไม่ได้กับอุปสรรคที่เกิดจากความคิดในแง่ลบของคุณเอง

1.ลงทุนยังไงก็ได้กำไร

การลงทุนเป็นเรื่องที่ดี แต่การลงทุนโดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ จะสร้างความเหน็ดเหนื่อยและความลำบากกับชีวิตวัยเกษียณได้ ดังนั้นอย่าด่วนใจร้อนลงเงินที่มีอยู่ไปกับสิ่งที่ยังไม่ได้ใช้เวลาศึกษา บางครั้งการเสียเวลาศึกษาเพียง 1-2 เดือนอย่างละเอียดรอบด้านอาจช่วยให้เงินเก็บของคุณใช้เวลาออมมาถึง 5 ปี ได้ผลกำไรดีอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ในการตัดสินใจลงทุนกับเงินก้อนใหญ่ คุณจะเสียเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในทันที

2.รวยเพราะโชคดี

เรื่องโชคชะตาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่เคยยากจนได้มีโอกาสได้งานที่ดีทำ ได้พบกับการลงทุนที่ทำให้เขาสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่ถูกหวยทุกเดือน หรือนักกีฬา นักแสดงที่มีรายได้สูงก็ต้องมีเงินลงทุนที่ทำให้เขามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต

สิ่งสำคัญคือแนวทางในการบริหารเงิน และความสามารถในการทำงานที่ดีต่างหาก มีเงินมากรู้จักแบ่งสันปันส่วนก็ได้เงินตอบแทนกลับมาส่วนหนึ่ง แต่จะได้มากกว่านั้นถ้ารู้จักทำงาน ทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพอย่างยั่งยืนในอีกส่วนหนึ่ง

3.มีเงินเก็บมากยิ่งรวยมาก

แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดแบบเก่า ในสมัยที่ธนาคารยังให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูง แค่มีเงินเก็บหลัก 10 ล้านบาท ก็มีดอกเบี้ยพอเลี้ยงชีพให้อยู่สบายได้ แต่ในยุคที่ดอกเบี้ยเป็นติดลบ การมีเงินเก็บมากไม่ใช่ทางออกที่ดีแต่การมีพอร์ตการลงทุนมากต่างหากที่จะทำให้คุณอยู่รอดได้ในยุคปัจจุบันและอนาคต เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากแม้จะมีการลงทุนบางตัวที่ให้ผลตอบแทนไม่ดีแต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ถือว่าสูงกว่าการฝากเงินธนาคารและเงินเฟ้ออยู่ดี

4.อยู่กับบริษัทที่มั่นคงชีวิตก็มั่งคั่ง

คำกล่าวนี้ไม่เคยเป็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่มีบริษัทที่มั่นคงที่สุดในโลก เพราะเมื่อถือยุคเศรษฐกิจตกต่ำ หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน จะทำให้ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบเสมอ ผลกระทบที่มีกับเราก็มีตั้งแต่เงินเดือนไม่ขึ้น โบนัสลดลง ไปจนถึงบีบให้ออก และเลิกจ้าง ทำให้รายได้ขาดหายไปแต่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม เพิ่มเติมคือมีอัตราเงินเฟ้อเข้าช่วยซ้ำเติมเราอีกด้วย ดังนั้นอย่าคาดหวังกับการทำงานบริษัท แต่ควรหาอาชีพเสริมเผื่อเป็นทางรอดและทางออกชีวิตเราเองไว้ด้วย

5.เทกคอร์สสอนรวยช่วยได้

ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้จะมีธุรกิจใหม่หรือคนทำอาชีพใหม่ที่เรียกว่าโค้ช หรือบางคนก็เรียกตัวเองว่าครู มาสอนการใช้ชีวิต สอนเรื่องความรัก สอนเรื่องหาหนทางทำให้ตัวเองรวย และก็มีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมยอมหลงเชื่อคนเหล่านี้โดยขาดการตรวจสอบว่า ตัวตนที่แท้จริงของคนที่จะมาสอนเรานั้นเป็นใคร

ถ้าเป็นคนที่มีโปรไฟล์ การศึกษาจบทางด้านการเงินมาโดยตรง ทำงานบริษัทด้านการเงิน มีผลงานการลงทุน และที่สำคัญคือทำให้ตัวเองรวยเป็นร้อยล้านก่อนที่มาสอนคนอื่นแบบนี้ดูน่าเชื่อถือ น่าเรียนด้วย

แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักประวัติไม่รู้แต่งตัวให้ดูน่าเชื่อถือ แต่งหน้าให้สวย ทำผมให้หล่อ ค้นประวัติไม่เจอบอกแค่ว่าศึกษาเรื่องนี้มานาน แบบนี้ต้องคิดให้หนักว่าจะเสี่ยงกับเขาหรือไม่ ลงทุนไม่กี่พันบาทเพื่อเรียน

ตัวเรายังไม่รวยเพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ได้แค่ไหน แต่คนสอนรวยแน่ๆ เพราะได้เงินก้อนใหญ่จากค่าสอนแค่วันเดียว แบบนี้เสียเงิน เสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

ดังนั้น ถ้าอยากรวยก่อนเกษียณลงมือทำด้วยตัวเองอ่านหนังสือ เรียนรู้เรื่องการลงทุน ลองผิดลองถูกเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง เพราะถ้าเราไม่รู้จักล้มวันข้างหน้าเวลาเจอปัญหาเราจะไม่รู้วิธีแก้ไข ที่สำคัญกว่านั้นประสบการณ์ของเราเองจะมีค่าต่อลูกหลานในการส่งต่อความมั่งคั่งและความรู้ที่จะมีค่าให้พวกเขาไปพัฒนาต่อได้อีกด้วย

หัตถกรรมไทย (เชิงสร้างสรรค์) นิยามความหรูหรายุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555195

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 15:14 น.

หัตถกรรมไทย (เชิงสร้างสรรค์) นิยามความหรูหรายุคใหม่

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม  ภาพ SACICT

เวทีเสวนาว่าด้วยเรื่อง Craft Innovation Guru Panel “Today Life’s Craft” จัดขึ้นโดย SACICT-ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ระดมกูรูเรื่องศิลปหัตถกรรมรอบทิศทาง ชี้ 4 เทรนด์ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับงานหัตถศิลป์ไทย ต้อนรับปี 2562 องค์กรใหญ่ที่ทำงานด้านนี้คอนเฟิร์มอนาคตหัตถศิลป์ไทยอินติดกระแสแน่นอน

งานเสวนาจัดขึ้นที่ ช่างชุ่ย อาณาจักรรวมทั้งงานศิลปะ ไอเดีย แฟชั่น บนพื้นที่กว่า 11 ไร่ ในย่านฝั่งธนบุรี มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวความคิด เพื่อค้นหาแนวโน้ม ทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย และสื่อถึงภาพรวมงานศิลปหัตถกรรมไทย

เปิดเวทีนำโดยแม่ทัพหญิง อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวเปิดงานเสวนาที่นักสร้างสรรค์ทุกกลุ่ม ทุกวัย รอคอยและติดตามเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวความคิดเพื่อให้ได้มาซึ่งทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย ทั้งในด้านการผลิต ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟังต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

เวทีนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในวงการหัตถศิลป์ไทยมากมาย นำเสวนาโดยผู้บริหารใหญ่ อัมพวัน มาพร้อมกับ แสงระวีสิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และวิทยากรเจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ดุลยพล ศรีจันทร์ นักออกแบบโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ศ.ศ.ป. และเจ้าของแบรนด์ PDM ศรัณย์ เย็นปัญญานักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ วุฒิชัย หาญพาณิชย์เจ้าของแบรนด์ไทย HARNN พิษณุ นำศิริโยธิน อาจารย์สอนวิชางานไม้และเครื่องจักสานในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ธนพัฒน์ บุญสนาน ผู้ก่อตั้งบริษัท6 ไก่ชน วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์ ผู้ก่อตั้ง Asiatides และ Wit’s  Collection สมชัย ส่งวัฒนาผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น Flynow กิตติภัต ลลิตโรจน์วงศ์ นักออกแบบฝีมือกระฉ่อนในวงการดีไซน์

หัวข้อการเสวนาในปีนี้มี 4 เทรนด์ ซึ่งกำหนดทิศทางโดยกลุ่มนักออกแบบไทย และ SACICT เผยข้อมูลประกอบไปด้วย

เทรนด์ Tropical Dream 

ด้วยความเป็นไปของโลกในปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสของเทคโนโลยี การหลบหนีความวุ่นวาย และหาโอกาสพาตัวเองไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ จึงเป็นเสมือนค่านิยมสะท้อนถึงการมีคุณภาพที่ดีของคนรุ่นใหม่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในความเป็นจริงที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงต้องมีวิถีชีวิตภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ จึงทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ใจปรารถนา จึงเกิดเป็นแนวโน้มการนำความเป็นธรรมชาติ ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ด้วยการจำลองบรรยากาศความเขียวไว้ในบ้าน หรือที่ทำงาน รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ จึงสะท้อนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเติมความสดชื่นให้กับจิตวิญญาณของคนเมือง แม้ว่าจะเป็นสัมผัสจากธรรมชาติในรูปแบบเสมือนก็ตาม

ความชื่นชอบธรรมชาติ คือค่านิยมของชนชั้นกลาง เป็นการแสวงหารสนิยมและแสดงความร่ำรวยอีกหนทางหนึ่ง เจรมัยแห่งอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ให้ข้อมูลนี้

“ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเกิดขึ้นในโลก แต่จะมี 1 เทรนด์ที่อย่างไรก็จะไม่ล้มหายตายจากไป คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์เรามากที่สุด เทรนด์ Tropical มากับคำว่า Dream มันคือการเข้าไปอยู่ในความฝันโลกสีเขียว ที่เข้ามาเติมเต็มเรื่องไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตของชนชั้นกลางทั่วทั้งโลก กลายเป็นความหรูหราใหม่ของชนชั้นกลาง การโพสต์รูปผ่านออนไลน์โชว์ความร่ำรวย คือการโชว์ความฟุ้งเฟ้อที่คนเริ่มเบื่อหน่าย แต่การโชว์รูปแคมปิ้งกลางป่าเขา กลับกลายเป็นวิถีชีวิตที่ทันสมัยกว่า ชีวิตมีคุณภาพมากกว่า

ปี 2017 เทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้านการทำสวนขวด Terrarium DIY นั่นคือการเรียกน้ำย่อย และจะจริงจังเข้มข้นขึ้นในปีนี้ แบรนด์แฟชั่นเริ่มเข้มข้น จริงจัง กับการนำธรรมชาติเทรนด์ Tropical เข้ามาดีไซน์ และเพิ่มความแฟนตาซีนำสีขั้วตรงข้าม มาปรับแต่งกับดีไซน์ให้เข้ากับวัสดุธรรมชาติและเทคโนโลยี เป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่ว่าชีวิตจะทันสมัย ฟุ้งฝันเกินจริงอย่างไร คนเราก็สามารถใกล้ชิดและโหยหาธรรมชาติได้ เนเชอรัลคือลักซ์ชัวรี่เป็นเทรนด์การออกแบบล่าสุดที่ชัดเจนมาก คนเราโหยหาสัญลักษณ์ธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน”

เทรนด์ Retelling the details

เป็นการตอกย้ำถึงคุณค่าผลิตภัณฑ์อีกครั้ง นำเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นลงถึงในรายละเอียดซึ่งมีอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ที่กว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการในฐานะผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์นั้นต่อกลุ่มลูกค้า ที่ตอกย้ำความสำคัญและต้องให้ลูกค้าทราบเข้าถึงความใส่ใจหรือความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ เพื่อให้ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของสินค้าในสายตาผู้บริโภค ซึ่งอาจนำเสนอได้ทั้ง การเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ของชุมชน การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ การรีดีไซน์ผลิตภัณฑ์เดิม การต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมให้มีเรื่องราวเพิ่มขึ้น การเล่าเรื่องเดิมในบริบทใหม่ รวมไปถึงการออกแบบใหม่จากดีไซน์เดิมด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจมากขึ้น เป็นต้น

อัมพวัน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ทำงานกับผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ทั่วประเทศ กล่าวว่า แน่นอนว่าคนยุคนี้ไม่ได้ซื้อแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ซื้อเพราะเรื่องราวว่าตะกร้าชิ้นนี้มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร แต่เลือกความศรัทธา รู้สึกประทับใจในคุณค่า เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ซื้อเพราะรู้สึกดีกับของชิ้นนั้น

“เทรนด์ยุคนี้คือ Collaboration ปีที่แล้วมีการทำงานกับ สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ มีการสั่งซื้อวัตถุดิบคือกระจูด สั่งซื้อผ้าทอจากชุมชนหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ผลิตกระเป๋ากำลังใจออกมาจำหน่าย เป็นการสร้างคุณค่าให้เป็นรูปธรรมขึ้นและสนับสนุนผู้ผลิตตั้งแต่ต้นทาง แต่ปัญหาก็คือขาดการต่อเนื่องเมื่อหมดการสานต่อโครงการ ซึ่งองค์กรกำลังเน้นนโยบายเป็นตัวกลางประสานงาน เพื่อให้มีการต่อเนื่อง”

“อะไรจึงจะขายได้…?” วุฒิชัย เจ้าของแบรนด์ HARNN บอกว่าเคยผลิตเซตแฮนด์ครีม ครีมอาบน้ำ ซึ่งเป็นของขายดีมากของแบรนด์ โดยนำของกลุ่มนี้ ดีไซน์ใส่กล่องกิฟต์เซต และนำรายได้ 100% ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ให้แก่องค์กรที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้มะเร็งเต้านม แต่ผลก็คือไม่ได้ขายดีมาก นั่นแสดงว่าในกลุ่มสินค้านี้ไม่ได้ขายดีด้วยการรณรงค์เพื่อสังคม แต่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้แท้จริง ของชิ้นนั้นต้องดีงามโดยตัวมันเองแท้จริงด้วย ส่วนเรื่องอิ่มใจได้ให้ ได้ช่วยเหลือสังคม ควรเป็นเรื่องต่อมา

“สินค้าต้องดูแพงกว่าราคาที่เราตั้งขาย การวางคุณภาพเหนือราคาอย่างไรคนซื้อก็สู้ตายจริงๆ นะครับ”  วุฒิชัย เผยกุญแจสำคัญวิธีนำสินค้าให้เข้าไปอยู่ในใจคน

เทรนด์ Hospit (re) ality

คนยุคนี้ โรงแรมคือพื้นที่สำหรับการหลบหนีความวุ่นวาย เพื่อปรนเปรอจิตวิญญาณด้วยจินตนาการเหนือจริง เป็นโลกอีกใบที่พาเราออกจากบรรยากาศเดิมๆ ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง ไปจนถึงงานออกแบบสเปซเพื่อการพักผ่อน และอุตสาหกรรมบริการ จึงต้องมีความโดดเด่นแปลกใหม่ และนี่คือโอกาสที่งานคราฟต์พื้นถิ่นสุดวิจิตร จะได้รับการประยุกต์ให้ร่วมสมัยเพื่อพลิกมุมมอง และสร้างบรรยากาศหวือหวา แฟนตาซี ให้กับสเปซแห่งโลกเสมือนนี้

“มีโรงแรมทั่วโลกรอซื้องานฝีมือเหล่านี้อยู่ นี่คือธุรกิจที่มีเชนโรงแรมทั่วโลก ที่ล้วนต้องการความลักซ์ชัวรี่ และให้คุณค่ากับคราฟต์สแมนชิป” พิษณุ อาจารย์สอนวิชางานไม้ และเครื่องจักสานในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ย้ำเทรนด์นี้ว่าคงแรงดีไม่มีตก

พฤติกรรมคนเลือกท่องเที่ยวพักอาศัยในโรงแรมหรู คือต้องการความพิเศษ ยิ่งกว่าพิเศษ เทรนด์นี้กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มคนมิลเลนเนียล หรือคำที่คุ้นหูกันดีคือ Gen Y

“งานคราฟต์ให้คุณค่าเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน หรูเกินจริง ดีเกินจริง ละเอียดเกินจริงเตียงนอนก็ต้องใหญ่ต้องสูง หมอนก็ต้องหนากว่าที่บ้านขึ้นมาอีกนิดหนึ่งนะครับอยู่บ้านไม่มีอ่างน้ำให้อาบ มาโรงแรมไฮเอนด์ก็ต้องมีอ่างให้อาบ การท่องเที่ยวเป็นจินตนาการเชิง Surreal เหนือจริงขึ้นอีกระดับ”

เทรนด์ Virtuous

เป็นเทรนด์ที่มาจากงานแฟร์ระดับโลกเช่น งาน Maison & Objet 2018 ที่พูดเรื่องการออกแบบและการซื้อขายจะเปลี่ยนไป การผลิตผลงานแต่ละชิ้นมีปัจจัยเชื่อมโยงในการออกแบบ คิดถึงการใช้งาน เป็นหลักความรู้สึกผิดต่อวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยมไม่ใช้วัสดุแบบทิ้งขว้าง จึงเกิดกฎเกณฑ์ใหม่จริยธรรมใหม่ ในการเลือกซื้อสินค้า ซื้ออย่างถูกจริยธรรม ไม่ใช่แค่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือช่วยสร้างงานในกลุ่มชุมชนที่ด้อยกว่า แต่เป็นการคำนึงถึงองค์รวม เป็นการกระจายรายได้กลับสู่ชุมชน

ดีไซเนอร์จึงใช้เรื่องราวและที่มาของสินค้าชิ้นนั้นๆ เป็นพระเอกชูโรง แม้จะเป็นงานคราฟต์แบบเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน ผู้ซื้อจะเลือกชิ้นที่มีจริยธรรม และมีจรรยาบรรณในการทำงาน และมีความเฉพาะตัวกว่า เป็นต้น

แม่งานใหญ่ อัมพวัน กล่าวทิ้งท้ายงานเสวนาครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถศิลป์ทั้งในส่วนการผลิต วัตถุดิบ การออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และนักวิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวโน้มและทิศทางของเทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย และภาพรวมงานศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งในด้านการผลิต การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการนำเสนอผลงานหัตถกรรมและหัตถศิลป์ของไทยในปี 2562 ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือบุคคลที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟัง เกิดผลต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีศักยภาพต่อไป