ดูบอลโลกแบบวิน-วิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555745

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:57 น.

ดูบอลโลกแบบวิน-วิน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

เมื่อคืนใครชนะ สำหรับคอบอลคงเป็นประโยคคำถามที่ไม่อยากเอ่ยแน่ๆ เพราะตัวจริงเสียงจริงต้องดูเองสิ ยิ่งทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างฟุตบอลโลก (World Cup) 4 ปีมีหน ไม่ใช่แฟนลูกหนังตัวยงยังอดไม่ได้ที่ต้องดู

ยิ่งรอบ 16 ทีมสุดท้ายงวดเข้ามา จากที่เคยพลาดชมสักแมตช์สองแมตช์ กลายเป็นว่าต่อไปนี้พลาดชมไม่ได้ แค่กะพริบตา อ้าว ทีมโปรด ทีมเต็งตกรอบ เพราะในการแข่งขันลูกหนังกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ฟุตบอลโลก 2018 จัดที่ประเทศรัสเซีย เวลาช้ากว่าเมืองไทยหลายชั่วโมงแล้วแต่เมืองที่จัดการแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่เวลาที่จัดการแข่งขันจะตรงกับเวลากลางคืนถึงดึกบ้านเรา เช่น คืนนี้ อังคาร 26 มิ.ย. มีการแข่งขัน เดนมาร์ก-ฝรั่งเศส/ออสเตรเลีย-เปรู เวลา 21.00 น. และไนจีเรีย-อาร์เจนตินา/ไอซ์แลนด์-โครเอเชีย เวลา 01.00 น. กว่าจะจบการแข่งขันปาเข้าไปเกือบตี 3 อ๊ะๆ ใครมีงานเช้าห้ามอู้กันนะ

การนอนเป็นยาวิเศษ

เชียร์บอลให้สนุก อารมณ์แช่มชื่นจนถึงรอบชิงชนะเลิศ คุณผู้ชมก็ต้องมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่เป็นเลิศด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะวูบ ถูกน็อกเอาต์ก่อนที่จะได้ชมแมตช์สำคัญ ในวันที่ 15 ก.ค. แข่งที่เมืองมอสโก ซึ่งเวลาช้ากว่าเมืองไทย 4 ชั่วโมง

เรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำกันมาก ส่งผลต่อวงจรเวลาของร่างกาย ไม่ว่าจะระบบการนอน การตื่น ส่งผลต่อการทำงาน เวลาหิวอาหารได้อีก

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ กล่าวว่า การดูฟุตบอลเป็นสันทนาการที่ดี แต่ดูบอลให้มีสุขภาพดีต้องดูแลตัวเองด้วย

“การดูบอลอย่างมีสุขภาพดีควรแบ่งเวลาให้ถูก แมตช์สำคัญพลาดไม่ได้ ควรนอนตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ใช่อดนอนยาวเลยทั้งคืน

การนอนในเวลาที่ผิดเพี้ยนชั่วคราวไม่เป็นไร แต่ถ้าเรานอนผิดเวลาบ่อยๆ ร่างกายมีระบบความทรงจำเรียกว่า นาฬิกาชีวภาพ

ถ้านอนผิดเวลาเกิน 1 สัปดาห์ เริ่มมีปัญหาแล้วครับ ร่างกายจะจำเวลาใหม่ คำแนะนำของผม แมตช์ไหนไม่ชอบมาก ไม่สำคัญ ควรพักผ่อนบ้าง ให้ร่างกายกลับสู่วงจรเดิม

คนเราต้องการการนอนที่เพียงพอ มีวงจรการนอน เริ่มตั้งแต่หลับตื้นหลับลึก ถ้าครบวงจรใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง หลับเต็มที่ 6 ชั่วโมงจะสดชื่นมาก

นอน 2-3 ชั่วโมง สะดุ้งตื่นจะงัวเงีย เพราะนอนหลับไม่ครบวงจร ยิ่งนอนเวลาตี 3 ตื่น 6 โมงเช้า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วย สมองเมื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ

ในการดูแลสุขภาพช่วงนี้ พวกเครื่องดื่มชูกำลังไม่ค่อยแนะนำ ระยะยาวจะส่งผลให้สุขภาพแย่ได้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมแนะนำให้ลางานเลย เพราะถ้าไปทำงานในสภาพที่งัวเงียอาจเกิดอุบัติเหตุได้”

เรื่องอาหารการกินก็สำคัญ ดูฟุตบอลในช่วงเวลาดึกส่งผลให้หิว ร่างกายต้องการพลังงาน ยิ่งถ้าดูกันกลุ่มใหญ่ มีการสังสรรค์ การกินยิ่งไม่มีขีดจำกัด

“ถ้าเรากินมื้อเย็นปกติอิ่มแล้ว การมากินมื้อดึกอีก ทำให้ร่างกายจดจำไม่ใช่มื้อปกติของเรา ในวัยอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มง่าย ไขมันในเลือดสูง

หากหิวดึกๆ หรือจำเป็นต้องกินจริงๆ เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดีที่สุดน้ำเปล่า นมก็ได้บ้าง อาหารเน้นเป็นของขบเคี้ยวจำพวกถั่ว อัลมอนด์ ผลไม้ที่ให้ความหวานไม่มาก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง”

6 สัญญาณ ร่างกายได้ใบเหลือง

ถ้าคุณอดหลับอดนอนดูบอลทุกคืนทุกแมตช์มาตั้งแต่นัดเปิดสนามจนถึงรอบนี้และมีแผนโยงยาวไปอีกจนจบฟุตบอลโลกนั้นล่ะ โธ่เอยร่างกาย ทำไฉนถึงจะทนไหว สภาพร่างกายจะต้องรวนเร และแสดงอาการออกมาประท้วงเรียกร้องให้คุณรู้เสียแล้วว่า คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะอดตาหลับขับตานอนดึกๆ ดื่นๆ ตื่นมาเช้ามาทำงานต่อแล้วหวังจะได้ประสิทธิภาพเต็มร้อย

1.เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่สอง

2.การซ่อมแซมเซลล์ในร่างกาย หรือกลไกการ Healing จะลดลง

3.มีผลรุนแรงต่อเซลล์สมอง ทำให้มีปัญหาทั้งในแง่สมาธิ ความจำ และการเรียนรู้ต่างๆ ถดถอยลง

4.มีผลต่อการผลิตฮอร์โมน Cortisol ในวันถัดไปลดลงน้อยลง มีผลลดการผลิต Growth Hormone ซึ่งผลรวมจะทำให้เกิดการทำงานของร่างกายผิดปกติ มีผลต่อภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีผลต่อารมณ์ มีผลต่อพลังงานในร่างกาย

5.การอดหลับอดนอนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า

6.ส่งผลกับร่างกาย อาจจะทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายหรือลดลงผิดปกติได้

นพ.อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโ ชค หัวหน้าศูนย์ Vejthani Q-Life โรงพยาบาลเวชธานีให้คำแนะนำว่า หากมีความจำเป็นต้องอดหลับอดนอน ต้องเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยชดเชยวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายจะต้องได้รับทดแทน ควรหลีกเลี่ยงการอดหลับอดนอนเป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะส่งผลต่อการก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่จะทำร้ายเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งมีผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความเสื่อมภายในร่างกายเราได้

ดูฟุตบอลสไตล์ซิโก้

ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือซิโก้ อดีตกุนซือทีมชาติไทย ที่ตอนนี้เป็นประธานมูลนิธิซิโก้ ได้เผยไลฟ์สไตล์การชมฟุตบอลโลก 2018

“ดูเกือบทุกแมตช์ เชียร์บราซิล ตัวเต็งยังโชว์ฟอร์มไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าไหร่แต่แน่นอนด้วยความรัก แพ้ ชนะ เสมอ เราก็เชียร์ เชียร์รูปแบบการเล่น และเราก็คงไม่ได้เชียร์เฉพาะตอนที่เป็นแชมป์ หรือตอนที่ได้ 3 แต้ม

วันหนึ่งอาจจะแข่งถึง 3 คู่ คู่ค่ำๆ ดูได้สบาย แต่ถ้าเริ่มช่วงตี 1 ถ้าดูเสร็จประมาณตี 3 แล้วต้องตื่นเช้าตี 5 ไปส่งลูกถ้าดูคู่ที่ 3 ต่อเนื่องกันหลายคืนก็ไม่ไหว แน่นอนคือพยายามเลือกดู วันนี้จะดูเฉพาะเกมที่ตัวเองเชียร์ ดูพัฒนาการของแต่ละทีม เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงในการทำงานของตัวเอง

วิธีการถ้าจะดูคู่ดึกจริงๆ ของผมคือนอนก่อนแล้วตั้งนาฬิกาปลุก เลือกดูบางคืน อย่าหักโหมเพราะสุขภาพก็สำคัญ ในมุมมองของผม วันนี้เชียร์ยังไงแล้วจะไม่เกิดการทะเลาะกัน เชียร์ยังไงให้สนุก เชียร์ยังไงให้เกิดประโยชน์ต่างหาก เราสามารถเพิ่มทีมเชียร์ได้ อย่างเช่นเยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่นทีมเอเชีย ก็สามารถเพิ่มอรรถรสในการเชียร์ได้มีอรรถรสในทุกคู่

บอลโลกบางคนอาจจะดูแล้วเครียด เพราะอาจเล่นการพนัน แต่วิธีการของผมเป็นนักกีฬามาก่อน ก็จะดูด้วยความสนุกสนาน ใช้เวทีบอลโลกเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะว่าบางคนพ่อแม่ออกไปทำงานแต่เช้า ตอนเย็นกลับมาเราดูบอลได้พูดคุยกับลูก ทำไมทีมนี้ชนะ ทำไมทีมนี้แพ้ ทำไมทีมนี้เสมอ เป็นการสอนลูกไปในตัวด้วย วิธีการสอนลูกของผมก็คือเล่นให้สนุกและเชียร์ให้สนุกด้วย

ถ้าถามว่าใครจะชนะ เราก็ไม่สามารถรู้ได้ เพราะแม้แต่เราเป็นโค้ชเอง ก็ไม่รู้ว่าทีมเราจะชนะหรือไม่ มันบอกไม่ได้ ฉะนั้นคนที่เล่นการพนันรู้ได้เลยว่า โอกาสที่จะเสียเงิน โอกาสที่จะแพ้นั้นมีเยอะ ขนาดเป็นโค้ชเองยังไม่รู้เลยว่าแบบนี้จะชนะหรือไม่คนที่เล่นการพนันฟุตบอลยังไม่ได้ลงไปในสนามเลย ไปเล่นเดิมพันโอกาสที่จะเสียเงินมีสูง”

บอลแพ้ สภาพจิตใจอย่าแพ้

ข่าวแฟนบอลยกพวกตะลุมบอนกันหลังจบการแข่งขันในต่างประเทศ เพราะเกิดจากการยอมรับความพ่ายแพ้ของทีมโปรดไม่ได้ ความผิดหวัง ความเครียดที่เกิดจากการชมเชียร์ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มี หากไม่สามารถแยกแยะ และดึงตัวเองออกมาหลังจากจบการแข่งขันได้ ก็สามารถตกลงในหลุมดำ

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลเวชธานี บอกว่า การดูบอลเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความบันเทิง ผ่อนคลายในคนที่ชอบ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบมาก ดูแล้วเกิดความอินอินกับการแข่งขัน อินกับผลแพ้ชนะ

“เวลาเกิดความคาดหวังสูงๆ เวลาชมเกิดความตึงเครียดในการชมอย่างไม่รู้ตัวในระหว่างเกม บางคนเราพบว่ามีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป เขาค่อนข้างเอาความรู้สึกเทไปกับการแข่งขัน แล้วเกิดความเครียดเรื้อรัง

บางคนพอทีมแพ้เกิดความผิดหวัง หงุดหงิด ทำอะไรก็ไม่รู้สึกมีความสุข ถ้าเขาควบคุมตัวเองได้ก็ไม่แสดงออก แต่คนใกล้ชิดต้องคอยสังเกตอาการ

บางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ อย่างที่เราเห็นแฟนบอลต่างชาติทำลายข้าวของ ใช้ความรุนแรงในการระบายอารมณ์ หรือพอหงุดหงิดก็อารมณ์ไม่ดีใส่ครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้คนได้

ยิ่งช่วงที่มีการแข่งขันบ่อยๆ มีการผิดหวังบ่อย แล้วดูดึก นอนพักผ่อนน้อย ส่งผลให้ภาวะอารมณ์ไม่ปกติได้ ค่อนข้างเป็นลบทำให้เสพติดการนอนหลับยาก เสพติดการหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย

วิธีการผ่อนคลาย ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางความรุนแรง ฝากไว้สำหรับคนที่มีแนวโน้มต้องการความช่วยเหลือ โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง 1323 สายด่วนกรมจิตแพทย์ หรือพบคุณหมอตามโรงพยาบาลที่ใกล้เคียงได้เลย”

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพ “สามารถเกิดการกระตุ้นโรคอื่น เช่น ความดัน โรคหัวใจ หรือเกิดโรคใหม่ หลอดเลือดเส้นเลือดในสมอง เวลาดูบอลอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเอง นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายด้วย”

ดูฟุตบอลโลก 2018 ให้สนุก ไม่ทำร้ายร่างกายตัวเอง และส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ผู้คนใกล้ตัว ฟุตบอลโลกเตะกระชับมิตร เราก็ควรดูฟุตบอลโลกอย่างเป็นมิตรกับร่างกายให้ วิน-วิน กันทุกอย่าง

นัดหมายงานอย่างไรไม่ให้พลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555651

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 14:19 น.

นัดหมายงานอย่างไรไม่ให้พลาด

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : Pixabay

ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ผ่านตารางงานอันยุ่งเหยิง ที่ลูกค้าพร้อมใจกันขอนัดหมายในช่วงสัปดาห์เดียวกันราวกับเป็นวันมาฆบูชา ที่เหล่าพระสงฆ์พร้อมใจเดินทางมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย ความยุ่งเหยิงวุ่นวายย่อมตามมาเสมอ เผลอๆ เราอาจจะจำสลับกันก็เป็นได้ วันนี้เรามีเทคนิคเพิ่มความจำไม่ให้นัดหมายอย่างผิดพลาด

1.กำหนดช่วงเวลาของเราให้ชัดเจน

หากคุณต้องนัดหมายลูกค้าพร้อมกัน 5 คน ให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ควรกำหนดช่วงเวลาที่เราสะดวกให้ชัดเจน เช่น สะดวกช่วง 10.30 น.ในช่วงเช้า และ 13.30 น.ในช่วงบ่ายของวัน และใน 1 สัปดาห์นั้น สะดวกวันไหนบ้าง เผื่อให้อีกฝ่ายเช็กตารางนัดหมายที่สะดวกตรงกัน เชื่อเถอะว่าต่อให้ลูกค้าที่มีตารางงานยุ่งที่สุดก็ยังมีเวลาที่ตรงกับเราในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี

2.กำหนดพื้นที่นัดหมายให้สะดวกทั้งสองฝ่าย

พื้นที่นัดหมายเพื่อพูดคุยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องระยะเวลาในการเดินทางและความสะดวกของทั้งสามฝ่าย หากเป็นการนัดพบลูกค้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปถึงที่ทำงานหรือบ้านลูกค้า ดูเส้นทางแล้วเลือกช่วงเวลาที่คิดว่าสามารถไปถึงได้ทันเวลาและสามารถเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดได้

แต่หากเป็นการนัดพบทั่วไปเลือกสถานที่อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าเป็นหลักทั้งหมดจะช่วยทำให้คุณสามารถคุมเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีโดยเฉพาะการนัดพูดคุย 2 สถานที่ในวันเดียวกัน

3.นัดหมายทีละคน

การนัดหลายคนพร้อมกันนั้นเราควรนัดให้เสร็จสิ้นเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการนัดหมาย ช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและเวลาได้ลงตัวมากขึ้น ป้องกันการสับสน จำสลับกันซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

4.จดทุกครั้งที่นัดหมายได้

ไม่ว่าคุณจะใช้สมุดจดนัดหมายหรือบันทึกการนัดหมายในสมาร์ทโฟน คือสิ่งที่คุณไม่ควรลืมทุกครั้งที่นัดหมายได้สำเร็จ สำคัญคือต้องใส่รายละเอียดทั้งหมดให้ครบชื่อคนนัดหมาย บริษัท สถานที่ เวลา และหัวข้อเรื่องที่จะพูดคุย เมื่อนัดคนแรกได้แล้วค่อยโทรนัดคนต่อไป

ในกรณีที่รอคำตอบช้า หรือติดต่อไม่ได้ให้ส่งข้อความไปหา เพราะบางครั้งบางคนไม่นิยมติดต่อกลับในสายที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่เพราะถูกติดตามทวงหนี้แต่อาจเป็นเพราะปัญหา บริษัทประกัน บัตรเครดิตธนาคาร เซลส์ขายสินค้า โทรมารบกวนบ่อยครั้ง

จนไม่รู้ว่าสายไหนเป็นเรื่องงานสายไหนโทรมาเพื่อขายสินค้า หลังจากติดต่อได้แล้วควรกำชับว่า รบกวนขอคำตอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเร่งรัดเวลาในการนัดหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5.อย่าพยายามจำทุกอย่างในครั้งเดียว

หากเราเป็นมนุษย์สายพันธ์ุขี้ลืม อย่าพยายามจำทุกอย่างให้ได้ในครั้งเดียว แล้วปล่อยผ่านเลยไป การนัดหมายก็เช่นกัน เมื่อเราจดบันทึกการนัดหมายและหัวข้อที่จะพูดคุยแล้ว ใช้เวลาหลังเลิกงาน ในการทบทวนงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ เนื้อหา และตารางการนัดหมายให้เรียบร้อย

6.เลือกใช้บริการรถสาธารณะ

ในสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบายรถประจำทางออกทุก 30 นาที และรถไฟฟ้ามีเพียงสายเดียว การใช้รถส่วนตัวดูเป็นทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกสบายมากที่สุด

แต่ปัจจุบันในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ การเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร แกร็บคาร์ แกร็บไบค์ ไปจนถึงรถไฟฟ้า มีจำนวนรถที่ให้บริการสูงขึ้น ช่วยทำให้เราควบคุมเวลาในการเดินทางได้ดีกว่ารถส่วนตัว ประหยัดกว่า และมีทางออกปัญหาที่สูงกว่า

ยกตัวอย่างกรณีรถติดย่านลาดพร้าว หากใช้รถส่วนตัวคุณจะสละรถที่ขับอยู่แล้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปต่อรถไฟฟ้าเพื่อให้ถึงที่หมายไม่ได้เลย

7.ตื่นเช้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

สุดท้ายที่จะช่วยไม่ให้คุณพลาดนัดสำคัญก็คือ การตื่นเช้าในช่วงเวลา 05.00-06.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถตื่นขึ้นมาวางแผนการทำงานของวัน และหากคุณลืมว่ามีนัดในช่วงเช้าตรู่เช่น 08.30-09.00 น. คุณก็ยังมีทางเลือก ออกจากบ้านไปยังที่นัดหมายได้ทันเวลาโดยไม่เสี่ยงกับรถติดได้อีกด้วย

ฟิตหุ่นแบบเร่งด่วน ใครว่ายาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555650

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 14:15 น.

ฟิตหุ่นแบบเร่งด่วน ใครว่ายาก

เรื่อง : พุสดี

ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เร่งรีบราวติดจรวด ไม่ว่าจะทำงาน ออกกำลังกาย ต้องเห็นผลรวดเร็วทันใจ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ใกล้ถึงวันสำคัญของชีวิตอย่างวันแต่งงาน ยิ่งต้องการทางลัดในการดูแลรูปร่าง

เพราะเข้าใจเรื่องความสวยความงามเป็นอย่างดี ล่าสุดผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม “ธัญ” (Thann) จัดกิจกรรมแนะนำเทคนิคการดูแลตัวเองเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ร่วมกับกูรูสาวนักออกกำลังกายชื่อดังที่มีตำแหน่ง Top 4 Health & Fitness influencer’s ปี 2017 เจ้าของหุ่นสวย อลิตา ตันติวีรสุต มาเผยเคล็ดลับพิชิตหุ่นสวยแบบเห็นผลทันใจ

อลิตา แนะนำว่า ขั้นแรกของการดูแลรูปร่าง ต้องเริ่มจากการสร้างทัศนคติที่ดีก่อน หากมีความตั้งใจว่าจะเป็นเจ้าของหุ่นที่ดีให้ได้ จะทำให้มีกำลังใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่กำลังจะแต่งงานก็มักอยากจะดูดีที่สุดทั้งรูปร่างและผิวพรรณ เพราะวันแต่งงานเป็นหนึ่งวันที่สำคัญที่สุดในชีวิต

สำหรับท่าออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ นั้นประกอบด้วย 5 ท่า ซึ่งเทรนเนอร์สาวสุดสตรองแนะนำว่าควรทำอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน และถ้าจะให้ได้ผลดีแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการวิ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

1.ท่าเมาท์เทน ไคลม์เบอร์ เริ่มจากเตรียมตัวให้พร้อมในท่าฟูลแพลงก์หรือท่าเตรียมวิดพื้น จากนั้นงอตัวเล็กน้อย แล้วออกวิ่งอยู่กับที่ โดยให้เอาเข่าเข้าหาหน้าอก เกร็งช่วงท้อง ทำท่านี้ประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที

2.ท่าสควอต จัมพ์ เริ่มที่ท่าสควอต โดยการยืนกางขาออกกว้างเท่ากับช่วงไหล่ ย่อตัวลง ยื่นก้นไปข้างหลัง ตามองตรงไปข้างหน้าและพยายามล็อกตัวให้ตรง จากนั้นกระโดดขึ้น และกลับมาในท่าสควอตท่าเดิม ทำประมาณ 15-20 ครั้ง

3.ท่าสควอต+ท่ารีเวิร์ส ลันจ์ ท่านี้จะเน้นช่วงขา ก้น และสะโพก เริ่มจากทำท่าสควอตก่อน แล้วตามด้วยการถอยเท้าข้างหนึ่งไปด้านหลัง และต้องตั้งลำตัวให้ตรง ถอยเท้าสลับข้างประมาณ 10 ครั้ง

4.ท่าพุชอัพ หรือท่าวิดพื้น เริ่มจากการวางมือให้ขนานกับหัวไหล่ ลำตัวต้องขนานตรง ก้นไม่โด่ง ท่านี้จะต้องเกร็งช่วงท้องเหมือนท่าแพลงก์ ค่อยๆ ย่อตัวลง ให้ข้อศอกขนานกับลำตัว โดยย่อลงไปให้ได้มากที่สุด พยายามเกร็งแขนไว้แล้วดันตัวขึ้นทำประมาณ 10 ครั้ง

5.ท่าไตรเซบ ดิพส์ เป็นท่าที่เน้นกล้ามเนื้อแขนด้านหลัง วางมือบนเก้าอี้ เตียงหรือฐานให้มั่นคง วางเท้ากับพื้น ตามองตรง เลื่อนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย เกร็งแขนไว้ให้ก้นลอยอยู่ ย่อตัวลงต่ำพร้อมล็อกหลังให้ตรง ย่อตัวลงมาจนข้อศอกทำมุม 90 องศา แล้วออกแรงดันตัวกลับสู่ตำแหน่งเดิม พยายามให้ข้อศอกแนบอยู่ข้างลำตัว ทำท่านี้ทำประมาณ 10-20 ครั้ง

ธุรกิจบุญ ในห้วงศรัทธาชาวพุทธ ถูกสั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555628

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 10:49 น.

ธุรกิจบุญ ในห้วงศรัทธาชาวพุทธ ถูกสั่นคลอน

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : บุญนำพา-แสงแห่งศรัทธา

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าทุกครั้งที่เกิดข่าวคราวของพระสงฆ์ในทางเสื่อมเสีย สิ่งหนึ่งที่มักเกิดภาวะกระเพื่อมไหวตามมาคือปฏิกิริยาของชาวพุทธจำนวนไม่น้อยที่ได้แสดงความเห็นและความรู้สึกออกมาหลากหลาย ทั้งในแง่ลบต่อพระสงฆ์เอง บางทีก็ลามไปถึงวัด และในเชิงกระตุ้นให้คนหันมาใส่ใจพระพุทธศาสนามากขึ้น

ในสังคมโซเชียลค่อนข้างเห็นชัด บางคนพออ่านข่าวพระ จากความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาก็กลับมาเป็นความรู้สึกต่อต้าน หรือไม่ศรัทธาเหมือนเก่า บางคนเกิดภาวะชะงัก ลังเล หรือกังวลในการทำบุญกับพระสงฆ์ และมีมุมมองในการทำบุญเปลี่ยนไป จากเคยทำบุญกับพระและวัด ก็เปลี่ยนไปทำบุญกับโรงพยาบาล กับเด็ก คนพิการ เป็นต้น

ถ้าภาวการณ์เป็นแบบนี้ธุรกิจเกี่ยวกับการทำบุญ ไม่ว่าจะเป็นร้านสังฆภัณฑ์ หรือบริษัทรับจัดงานบุญ อันเป็นธุรกิจที่มาแรงและมีการแข่งขันสูงในตลาดจึงน่าติดตามอย่างยิ่ง วันนี้ แมกซ์ โพสต์ทูเดย์ จึงไปสอบถามคนทำธุรกิจบุญว่าพวกเขาได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนจากข่าวทางลบในวงการพระสงฆ์ไทยในเวลานี้ที่ยังคงสั่นคลอนศรัทธาชาวพุทธต่อไป โดยเฉพาะเกี่ยวกับกรณีเงินทอนวัด รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่มีสิทธิเกิดขึ้นได้กับพระสงฆ์ เช่น พระมั่วกับสีกา พระยุ่งกับยาเสพติด เป็นต้น

เศรษฐกิจไม่ดี-ข่าวลบพระทำร้านสังฆภัณฑ์ซบเซา

สกล แสงมาลี เจ้าของห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ แสงแห่งศรัทธา และให้บริการรับจัดงานบุญครบวงจร เล่าสถานการณ์ของร้านสังฆภัณฑ์ให้ฟังว่า ถ้าย้อนเวลาไป 10 ปี ธุรกิจสังฆภัณฑ์ขายดีมาก คนทำบุญยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอเศรษฐกิจไม่เป็นใจตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เรื่อยมาเจอเหตุการณ์ทางการเมือง จนถึงวันนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ดี ทั้งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวพระต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบชัดเจน

“ตอนเศรษฐกิจดีคนเดินซื้อของที่ห้างผมเยอะ แต่ละคนที่มาหน้าตาแจ่มใสเบิกบานทั้งนั้น ขายของดีมาก เด็กยกของแทบไม่ทัน ปีแรกๆ ลูกค้าซื้อเทียนต้นใหญ่ๆ 9 คู่ ถวาย 9 วัด ปีถัดมาเทียนเลือกต้นรอง พอเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่ 9 คู่แล้ว ซื้อแค่คู่เดียว สังฆทานเคยซื้อ 9 ชุดใหญ่ก็สั่งชุดย่อม เมื่อก่อนยอดซื้อสมมติ 100% แต่วันนี้หายไป 70% ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไม่ดีเป็นปัจจัยหลัก ยิ่งมาเจอข่าวพระที่ตีข่าวทุกวันไม่จบไม่สิ้น ย่อมกระเทือนจิตใจคนทำอยู่บ้าง ทำบุญวัดไหนก็ต้องคิดแหละ”

สกล ยอมรับว่า ธุรกิจร้านสังฆภัณฑ์ในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า หรือที่ไหนค่อนข้างซบเซา ไม่ได้หวือหวาเหมือนในช่วงเศรษฐกิจดี แต่เชื่อว่าถ้าวันใดที่เศรษฐกิจดีขึ้น คนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ข่าวพระสงฆ์เงียบสงบลง และไม่เกิดเรื่องเสื่อมเสียที่ใหญ่โต เมื่อนั้นธุรกิจสังฆภัณฑ์ รวมทั้งธุรกิจอื่นก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้าน เกียรติพงษ์ มณีวรรณ เจ้าของร้านกาสาวพัสตร์เครื่องบวช ทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และรับเปิดร้านสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ กลับมองว่าข่าวอื้อฉาวในวงการสงฆ์ในเวลานี้ไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของทำบุญสำหรับชาวพุทธแต่อย่างใด แต่กลับให้น้ำหนักไปที่เรื่องของเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่า ทำให้เงินในกระเป๋าของคนมีน้อย ผู้คนจึงไม่ซื้อของ

“ขอพูดตรงๆ ในฐานะคนค้าขาย ชั่วโมงนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะร้านสังฆภัณฑ์นะครับที่เจอปัญหา แต่เกือบทุกธุรกิจ ลองให้เศรษฐกิจดีเมื่อไรผมว่าคนหันมาทำบุญมากเหมือนเดิมอยู่แล้ว แต่ปีนี้ยอดลูกค้าที่ติดต่อมาเปิดร้านสังฆภัณฑ์กับผมประมาณ 10 ราย ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ชะลอไว้หมด ตั้งแต่ก่อนจะเกิดข่าวเงินทอนพระอีก แต่ถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีในวงการพระปัญหาธุรกิจผมก็ยังโอเคอยู่ เพราะผมทำธุรกิจแบบดำรงชีพ คืออยู่ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ได้หวังร่ำรวย สังฆภัณฑ์ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ครับ”

ธุรกิจรับจัดงานบุญยังเวิร์ก

เห็นได้ชัดว่าเกือบ 10 ปีมานี้ ธุรกิจรับจัดงานบุญแบบครบวงจรเป็นธุรกิจที่มาแรงและมีการแข่งขันกันสูงในเรื่องของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีมานี้ มีบริษัทรับจัดงานบุญเกิดขึ้นเยอะ ปัจจุบันธุรกิจนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวพุทธเป็นอย่างดี และผู้ประกอบการแต่ละรายก็มักจะมีลูกค้าประจำของตัวเอง

สรสิช เนตรนิล ผู้ก่อตั้ง บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) รับจัดงานบุญทุกอย่างแบบครบวงจร อาทิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบวันเกิด ครบรอบบริษัท งานแต่งงาน ฯลฯ ให้ข้อมูลว่า ข่าวฉาวของพระสงฆ์บางรูปในห้วงเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจรับจัดงานบุญของบริษัท บุญนำพา แต่อย่างใด ตั้งแต่เปิดบริษัทมาในปี 2557 สองปีแรกธุรกิจเติบโต 100% และมีความมั่นคงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันงานมีเข้ามาตลอดจนไม่ได้รู้สึกถึงความซบเซาแต่อย่างใด

“แต่ละเดือนผมมีลิมิตในการรับงาน ถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 งาน เรียกว่างานมีทุกวันครับ เพราะงานบุญมีหลากหลายอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญครบรอบบริษัท เปิดโรงงาน เปิดบริษัท ทำบุญวันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน หรือทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ แต่ยังมีงานอีกมากมาย ทั้งพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์ เรามีบริการหมด แต่ลูกค้าต้องโทรมาติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนครับ”

สรสิช มองว่า การที่ธุรกิจรับจัดงานบุญไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวลบของพระสงฆ์และธุรกิจยังไปได้ดีนั้น เพราะลูกค้าแยกแยะได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวบุคคล และยังเชื่อว่ามีพระปฏิบัติดีอีกมากมาย จึงทำบุญด้วยความสบายใจและรู้สึกดีที่ได้ทำ อีกอย่างการทำบุญที่มีการนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์นั้นก็เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเขา ครอบครัว และบริษัทเจริญรุ่งเรืองและมีความสุข

ขณะที่ “สกล” เจ้าของห้างสังฆภัณฑ์แสงแห่งศรัทธาที่รับจัดงานบุญครบวงจรมาเป็นเวลา 10 กว่าปี กล่าวว่า ธุรกิจรับจัดงานบุญของบริษัทยังไปได้ดีเช่นกัน มีงานเข้ามาตลอด ส่วนใหญ่มีลูกค้าประจำทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระสงฆ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้วคนไทยก็ยังทำบุญกันอยู่ตามกำลังของตัวเอง

ชาวพุทธอย่าอ่อนไหวง่าย ศรัทธาต้องมั่นคง

เจ้าของห้างสังฆภัณฑ์แสงแห่งศรัทธา ยอมรับว่า ทุกครั้งที่เกิดข่าวไม่ดีขึ้นในวงการพระสงฆ์ แน่นอนย่อมทำให้ความศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อพระสงฆ์ในบางคนนั้นลดน้อยถอยลงบ้าง เช่น บางคนอาจเอ่ยปากจะไม่ทำบุญกับพระสงฆ์ หรือกับวัดอีกต่อไป และเลือกที่จะทำบุญกับโรงพยาบาลหรือกับเด็กยากจนดีกว่า เพื่อความสบายใจไม่ต้องกังวลว่าเงินถวายวัดจะไปอยู่ในกระเป๋าส่วนตัวพระ หรือถวายพระแล้วพระจะนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

“จริงๆ แล้วคนเราไม่ว่าจะเป็นอะไร ตำรวจ ทหาร ครู นักการเมือง ฯลฯ ย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดีปนกันอยู่ ในวงการพระสงฆ์เช่นกัน พระไม่ดีก็มี แต่มีน้อย พระดีมีมาก จึงอยากให้ชาวพุทธแยกแยะให้ออก ใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก อยากฝากว่า เวลามีข่าวไม่ดีกับพระบางรูป อย่าเหมารวมว่าพระท่านไม่ดีทั้งหมด ถ้าคิดอย่างนั้นไม่ยุติธรรมกับท่านเลย อย่าลืมว่าการทำความดีความชั่วเป็นเรื่องของแต่ละคน ถ้าเหมารวมก็คงเป็นทุกองค์กร

ผมอยากให้ทุกคนหนักแน่น อย่าอ่อนไหวง่าย สำหรับผมยังคงทำบุญทุกวันด้วยการใส่บาตร และยังทำอีกหลายอย่าง เช่น ที่ห้างมีสถานที่ปฏิบัติธรรม สามารถจุคนได้ 200-300 คน ในวันเสาร์ผมจะจัดปฏิบัติธรรม เลี้ยงข้าวปลาอาหารฟรี นอกจากนี้ยังเปิดเป็นค่ายคุณธรรมให้เด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ มาอบรมด้วย”

ขณะที่ เกียรติพงษ์ เจ้าของร้านกาสาวพัสตร์เครื่องบวช ที่เชื่อว่าข่าวลบของพระสงฆ์ไม่ส่งผลต่อการทำบุญของชาวพุทธ พร้อมให้ความเห็นเกี่ยวกับคนที่บอกว่าจะเลิกทำบุญกับพระและกับวัดว่า ต้องยอมรับว่าการทำบุญเป็นเรื่องของศรัทธาแต่ละคน เราไม่ว่ากัน ในคนที่ยังลังเลสงสัยไม่ได้มั่นคงลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาศรัทธาก็อาจเปราะบางและมีทัศนคติต่อพระสงฆ์ในทางลบที่ง่ายขึ้น แต่ในคนที่มีศรัทธามั่นคงและปฏิบัติตนตามแบบชาวพุทธจริง เช่น ทำบุญ ใส่บาตร รักษาศีล ปฏิบัติธรรม หรือจิตใจมาทางศาสนาอยู่แล้ว ศรัทธาของเขาย่อมไม่หวั่นไหว

“ต้องยอมรับว่าเรื่องพระไม่ดีทำผิดวินัยสงฆ์มีมาแต่สมัยพุทธเจ้าแล้ว มิใช่เพิ่งเกิด ถ้าคนศึกษาพระพุทธศาสนาแบบลึกซึ้ง เรื่องแบบนี้ไม่มีผลอะไรต่อศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาแน่นอน พระสงฆ์คือหนึ่งในสี่ของศาสนทายาท (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เพราะฉะนั้นพระไม่ดีไม่กี่รูปจะไปล้มทั้งองค์กรไม่ได้

คนที่บอกว่าพระไม่ดีต่อไปไม่นับถือแล้วผมว่าไม่ใช่แล้ว คนพูดลักษณะนี้ผมมองว่าในทางปฏิบัติของเขาในแต่ละวันอาจไม่ได้สนใจเรื่องเข้าวัดทำบุญทำกุศล หรือไม่ได้ใช้หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาพัฒนาจิตใจตัวเอง จึงไม่แปลกที่เวลาเกิดข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระจึงเกิดความไม่ชอบใจ หรือได้ตอกย้ำให้เขาไม่ศรัทธา เนื่องจากว่าไม่มีพื้นฐานทางศาสนาที่ดีพอนั่นเอง”

ท้ายสุด เกียรติพงษ์ ยังยืนยันว่า ข่าวเสื่อมเสียของพระสงฆ์ในเวลานี้ไม่มีผลต่อศรัทธาในการทำบุญของชาวพุทธแน่นอน หรือถ้ามีก็ถือว่าน้อยนิด แต่ที่ส่งผลจริงๆ ก็คือปัญหาเศรษฐกิจไม่ดีมากกว่า และเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีเมื่อไรคนไทยก็จะคงทำบุญมากเหมือนเดิม

ใต้ฝุ่น(ที่เหลือเชื่อ) เพทาย จิรคงพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555520

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

ใต้ฝุ่น(ที่เหลือเชื่อ) เพทาย จิรคงพิพัฒน์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โกลาบ จัน นามปากกาของ เพทาย จิรคงพิพัฒน์ หรือ แพรว นักเขียนวัย 30 ปี “ใต้ฝุ่น” ของเธอสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศปีแรก 2560 ของ ARC Award (อาร์ค อวอร์ด) หรือนายอินทร์อะวอร์ดเดิม เรื่องราวของเธอและเรื่องราวของเมย์ มิลเลอร์ คอลัมนิสต์ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ที่ประสบเหตุระเบิดกลางนครมุมไบแล้วตื่นขึ้นมากลายเป็น “มัรยัม” สาวใช้ในบ้านเจ้านายสุดหล่อผู้ลึกลับ ณ กรุงคาบูล อัฟกานิสถานนั้น บอกได้แต่เพียงว่า อัศจรรย์พอๆ กัน

นอกจากจะเป็นผู้คว้ารางวัลอาร์ค อวอร์ดคนแรก แพรวยังป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อมจากพันธุกรรม เรียกตามชนิดของโรคว่า โรคเอสเอ็มเอ (Spiner Muscular Atrophy-SMA) ปัจจุบันเธอไม่สามารถเดินได้ ไม่สามารถนั่งได้ ไม่แม้กระทั่งหยิบปากกาหรือขยับมือ ไม่ผิดหากจะบอกว่า การเขียนของเธอคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเหลือเชื่อ

แพรวโตขึ้นพร้อมกับความจริงที่เจ็บปวดของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่ในที่สุดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะลีบลงและไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ จบชั้น ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ เธอหนีเข้าไปอยู่ในโลกของเกมและการอ่าน สิ่งที่อ่านมีตั้งแต่การ์ตูนญี่ปุ่น นิยายเกาหลี นวนิยายผู้ใหญ่ นักเขียนที่ชอบมีโสภาค สุวรรณ ว.วินิจฉัยกุล และวรรณวรรธน์ รวมทั้งรอมแพง ที่อ่านมาก่อนบุพเพสันนิวาสจะดัง

ถึงจุดหนึ่งแพรวกลับออกมาเผชิญความจริง เนื่องจากภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก ที่สำคัญคือความรู้สึกด้อยค่าไร้ประโยชน์ ที่ทำร้ายตัวตนของเธออย่างที่สุด ลึกๆ ลงไปแพรวโหยหาความภาคภูมิใจ แต่อะไรล่ะที่ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะทำให้ตัวเองภูมิใจได้

“ไม่อยากเป็นคนไร้ค่า จึงเริ่มพิมพ์งานเขียน ถ่ายทอดโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่มีประสบการณ์ใดๆ นอกจากความตั้งใจ”

นิยายเรื่องแรกเริ่มเขียนในปี 2551 หญิงสาวใช้วิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ด้วยการใช้สันนิ้วก้อยมือซ้ายพิมพ์ ส่วนมือขวาก็คลิกเมาส์แป้นพิมพ์ที่เรียกขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (On Screen Keyboard) ใช้เวลา 1 ปี นิยายเรื่องแรกก็พิมพ์เสร็จ

ไม่มีสำนักพิมพ์ใดตอบรับ ระหว่างนี้ยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อาการปางตาย ขณะนั้นอยู่ในช่วงกลางปี 2554 หลังออกจากโรงพยาบาลพบตัวเองว่า ไม่สามารถพิมพ์คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ได้อีก เป็นจังหวะเดียวกับที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งติดต่อมา

“โทรไปขอเวลากับบรรณาธิการ วางหูโทรศัพท์ลงแล้วร้องไห้ เพราะเราทำอะไรไม่ได้เลยในตอนนั้น สิ่งที่ทำได้คือทำใจยอมรับ”

ทว่าที่สุด ทั้งๆ ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ (วันละ 20 ชั่วโมง) รวมทั้งเหลือเพียงนิ้วชี้ข้างขวาเพียงนิ้วเดียวที่เคลื่อนไหวได้ แพรวใช้วิธี(นอน)พิมพ์เรื่องราวลงในสมุดบันทึก (แอพพลิเคชั่นหนึ่งบนหน้าจอ) เมื่อสิ้นสุดหน้าก็คัดลอกข้อความที่พิมพ์แล้วส่งจากมือถือเข้าอีเมลตัวเอง ตกเย็นจึงจะเปิดคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อความจากอีเมลมาแปะใส่เวิร์ด

“แพรวคิดขั้นตอนพวกนี้ขึ้นมาเองเลยนะ ภูมิใจมาก ฮ่าๆๆๆ”

รางวัลของการค้นหาวิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้คือ ช่องทางติดต่อกับโลกภายนอก สังคมใหม่เพื่อนใหม่และกำลังใจมากมาย รวมทั้งเพื่อนเก่าก็ติดตามมาเจอกันในโลกคู่ขนาน ยิ่งกว่านั้นคือ การได้ทำงานเขียนหนังสือ แพรวประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการเป็นนักเขียนนิยายรักดราม่า รู้หรือไม่ว่าหนังสือของเธอตีพิมพ์รวมเล่มถึง 18 เล่มแล้ว

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ เขียนงานให้กับสำนักพิมพ์อมรินทร์ แจ่มใส พิมพ์คำและแฮปปี้บานาน่า รวมทั้งทำหนังสือทำมือที่มีนักอ่านติดตามมากที่สุดคนหนึ่ง งานเขียนของเธอยังมีในชื่อภาพิมลและพิมลภา ส่วนโกลาบ จัน “โกลาบ” หมายถึงดอกกุหลาบในภาษาอัฟกัน ส่วนจัน (jann) เป็นคำลงท้ายต่อชื่อเพื่อแสดงความรักหรือเมตตา

สุดท้ายแพรวอยากขอบคุณสำหรับข้อมูล ความอดทนและมิตรภาพจากผู้สร้างอินสตาแกรม @afghanhistory ขอบคุณอักบาร์จานผู้สร้างอินสตาแกรม @afghanistan.af ผู้เป็นทั้งมิตร ที่ปรึกษาและแรงบันดาลใจให้กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ของเธอ กระทั่งใต้ฝุ่นสำเร็จลุล่วงและคว้ารางวัลที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มที่สุดในชีวิต 

ซ้อนทับย้อนกาลเวลา ชมวังน่านิมิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555512

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:15 น.

ซ้อนทับย้อนกาลเวลา ชมวังน่านิมิต

โดย มัลลิกา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จากแนวคิด พิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum) ที่ทางกรมศิลปากรตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์

นิทรรศการ วังน่านิมิต จึงเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่จะพาผู้ชมย้อนไปสัมผัสอดีตกาลด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งเป็นการร่วมมือของ กรมศิลปากร มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สิ่งที่นำมาจัดแสดงพัฒนาจากข้อมูลและภาพจำลองสันนิษฐาน จากโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี โดยสำนักสถาปัตยกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักโบราณคดี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เมื่อหลักฐานในอดีตมีเหลือไว้น้อยนิด หลักฐานปรากฏชัดคือภาพถ่ายและการจดบันทึกที่รวมในหนังสือ จึงนำข้อความ ภาพถ่ายเก่ามาจัดแสดงทั้งในรูปแบบภาพสามมิติวีดิทัศน์ พิมพ์ตัวอักษรลงบนผืนผ้า ห้องแสดงหนังสือโบราณ โมเดลจำลองวังหน้า ฯลฯ

ในบางจุดผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูล ด้วยการสัมผัสจอทัชสกรีน เพื่อที่จะเลือกดูเนื้อหาของประวัติศาสตร์ในนิทรรศการ และยังมีสื่อเทคโนโลยีในรูปแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจ โดยมีอาสาสมัครนำชมนิทรรศการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำวิธีการชมนิทรรศการให้เข้าใจและเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

สำหรับ พระราชวังบวรสถานมงคล เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ในอดีตมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละครแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนทางด้านทิศเหนือของสนามหลวง

พระที่นั่งอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร รวมถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในบริเวณสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวไว้ในวันเปิดนิทรรศการ กรมศิลปากรได้ดำเนินการศึกษาประวัติศาสตร์พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 และถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 ระหว่างนี้มีการเปลี่ยนของพื้นที่โดยตลอด ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในปัจจุบัน พระที่นั่งและอาคารโบราณสถานบางแห่ง ถูกรื้อลงในช่วงเวลาต่างๆ

การศึกษาประวัติศาสตร์ของโครงการนี้ จึงได้ใช้นักประวัติศาสตร์ ภัณฑารักษ์ สถาปนิก นักจดหมายเหตุ หลายสาขาวิชาของกรมศิลปากรร่วมกันศึกษา โดยการจัดลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์ การจัดการข้อมูล ภาพ แผนที่ แผนผัง เอกสารจดหมายเหตุ นำมาใช้ศึกษาและจัดทำรูปแบบสันนิษฐาน รูปแบบสถาปัตยกรรม และผังอาคารวังหน้าที่ไม่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน วิเคราะห์ ตีความหมาย และใช้เทคโนโลยีในการสื่อความหมาย เพื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการ ซึ่งถือเป็นการออกแบบการจัดแสดงนิทรรศการและสื่อความหมายกับงานมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่

นิทรรศการ วังน่านิมิต จัดแสดงถึงวันที่ 27 มิ.ย. ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แล้ว จากนั้นจะจัดแสดงอีกครั้ง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในเดือน ธ.ค. 2561 

รวมครูสายเฮลตี้ เวิร์กเอาต์กลางชายหาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555511

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

รวมครูสายเฮลตี้ เวิร์กเอาต์กลางชายหาด

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

สายคลั่งการเวิร์กเอาต์อย่างหนักในสภาวะสุดโต่ง มาฟังทางนี้ เมจิ-อโณมา ศรัณย์ศิขริน ให้ความรู้แนะนำเพียบ ในงานมหกรรมเพื่อสุขภาพและโยคะ Hua Hin Wellness & Yoga Festival 2018 by Intercontinental Hua HinResort ซึ่งจัดภายใต้แนวคิด The Ultimate Wellness Experience เจ้าภาพโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในหัวหิน แปลงชายหาดให้เป็นห้องเรียนโยคะที่ได้รับลมทะเลฟอกปอดกันสุดๆ ไปเลย

พันธมิตรร่วมจัดงานมหกรรมเพื่อสุขภาพและโยคะครั้งยิ่งใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ทรูอารีน่า หัวหิน วัตถุประสงค์เป็นการประชาสัมพันธ์เมืองหัวหิน ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ รวบรวมสุดยอดกูรูโยคะชื่อดังไม่ครบคน นอกจาก ครูเมจิ ก็มีครูแนน-ชลิดา เฟื่องอารมย์ ครูจิมมี่-ยุทธนา พลเจริญ ครูโบว์-ผกาวดี ศรีสง่า ครูอ้อม-ธนัชกัญ สุนทรวงษ์ และนักเต้นครูซุมบ้า ครูหนุ่ม-ยอดชาย ยมะคุปต์ จัดเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แนะนำเทคนิคการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตลอดทั้ง 3 วัน

เมจิสะสมความเชี่ยวชาญในสายเวิร์กเอาต์ จนได้ชื่อว่าเป็นครูไปแล้ว แนะนำการออกกำลังกายที่จะได้ผลดี ต้องทำให้ครบ ทั้งแบบ Cardio Exercise เป็นการออกกำลังกายที่เน้น การเสริมความแข็งแรงของหัวใจและปอด ให้ร่างกายนำออกซิเจนมาใช้ได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต ช่วยในการเผาผลาญแคลอรี และช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วย และต้องไม่ละเลยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมสร้างความแกร่ง

“วันนี้เราเล่นโยคะได้ดีมากๆ แล้ว อีก 10 ปีข้างหน้าก็ควรต้องเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นให้หลากหลาย เพื่อร่างกายพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น

การออกกำลังกายคือการเผาไหม้ร่างกาย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แท้จริง คือ อาหาร บางคนมาถามเมจิว่า ทำไมออกกำลังกายมา 3 ปีแล้ว แต่ไม่รู้สึกว่าแข็งแรงขึ้นเลย จริงๆ ค่ะ ว่าได้ผลดีในเรื่องการเบิร์นลดน้ำหนัก เพราะทำอย่างหักโหม แต่สิ่งที่ได้ตามมา ก็คือ ตัวเหี่ยว หน้าเหี่ยว หลังกลับจากเข้าคลาสโยคะ ต่อด้วยซุมบ้า กลับถึงบ้านอาบน้ำก็ร่วงเลยหมดแรงเลย นั่นคือการออกกำลังกายไม่เข้ากับกำลังของตัวเอง

สิ่งที่เมจิแนะนำน้องคนนี้ ก็คือ การออกกำลังไม่จำเป็นต้องเยอะมากขนาดนั้น ทำให้พอประมาณกับแรงของตัวเอง

หลังการออกกำลังกาย คือ ต้องกินโปรตีนทันที ไก่ ไข่ ปลา และจะต้องเป็นโปรตีนไม่ติดไขมัน เพราะหลังจากการวิ่ง หรือเบิร์นใช้แรงเยอะๆ สิ่งที่ร่างกายต้องการมากที่สุด คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใครอยากหุ่นแบบเมจิต้องกินค่ะ คนที่เวิร์กเอาต์แล้วไม่กล้ากินข้าว อยากกินข้าวเหนียวมะม่วงก็อดใจไว้ ทรมานทั้งกายและใจอีกต่างหาก เมจิเคยมีปัญหาค่ะ ตอนแรกที่เริ่มออกกำลังกายแต่ทำไมกล้ามไม่มาสักที? กล้ามเนื้อไบเซพไม่ทํางาน เพราะไม่กล้ากินแป้ง ขณะที่คีย์สำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อ คือ คาร์โบไฮเดรตที่ฝังในกล้ามเนื้อของเราค่ะ พลังของแป้งฝังอยู่ในกล้ามเนื้อค่ะ” เมจิ กล่าวย้ำประโยคสุดท้ายอีกครั้ง

กินข้าวได้ แล้วกินขนมปัง หรือก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ใช่หรือไม่? เมจิตั้งคำถามสำหรับคนไทยเราที่ชอบกินแป้งพวกนี้

“คาร์โบไฮเดรตชนิดที่เรียกว่า กู๊ด คาร์บ ข้าวกับขนมปังจึงแตกต่างกันในเรื่องคาร์โบไฮเดรตธรรมชาติ ข้าวไม่ต้องแปรรูปแบบขนมปังที่ต้องอบโดยใช้ทั้งเนย น้ำตาล ผงฟู หรืออีกคำก็คือเรียลฟู้ด ที่ดิบก็ปรุงสุก แค่นั้นไม่ต้องผ่านขบวนการแปรรูป กินข้าวแล้วมีพลังแล้ว แต่ไม่มีแรงเกร็งกล้ามเนื้อเพราะร่างกายขาดโปรตีน จึงต้องกินควบคู่กัน สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเกินคือกินเข้าไปแล้ว ร่างกายไม่ได้นำไปใช้ เมจิกินทุกอย่างนะคะ ทุเรียนก็กินได้ค่ะ (หัวเราะ) ไม่ใช่คนเวิร์กเอาต์หนักๆ แล้วต้องสุดโต่งไปกินคลีนฟู้ด ออร์แกนิก ใครจะกินอะไรก็ได้ค่ะ แต่เตือนใจตัวเองไว้ว่า เราคือผู้กำหนดชะตากรรมตัวของเราเอง

ร่างกายที่มีกล้ามเนื้อสวยงามสมส่วน ต้องประกอบด้วย การออกกำลังกาย และอาหาร คือ การรับพลังงานเข้าและเผาผลาญพลังงานออกไปอย่างมีวินัยนะคะ” เมจิแนะนำสำหรับสายสตรองทั้งหลายให้ได้ความรู้กันถ้วนหน้า 

ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล พอกินพอใช้อยู่ได้ร่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555505

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 10:31 น.

ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล พอกินพอใช้อยู่ได้ร่มเย็น

โดย  อณุสรา ทองอุไร

สาวน้อยหน้าใสท่าทางแคล่วคล่องในวัย 30 ต้นๆ ปาเป้ หรือ ภญ.ปรารถนา แก้วประมูล เธอจบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากที่เรียนจบก็เริ่มทำงานในฝ่ายวิจัยและพัฒนายาที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำงานที่นี่ได้ 3 ปี เธอก็ย้ายไปเป็นเภสัชกรควบกับตำแหน่งการตลาดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ได้ 2 ปี

จากนั้นก็ย้ายตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสถาบันนวัตกรรมความงามในโรงพยาบาลแห่งเดิม แต่เป็นสาขาที่กรุงเทพฯ ถือว่าช่วงนั้นชีวิตการงานรุ่งโรจน์ แต่ด้วยความที่บ้างานค่อนข้างหนักเลยมีหลายโรคภัยรุมเร้า เพราะแต่ละวันเธอต้องแก้ปัญหาสารพัดเรื่องจนถึงวันหนึ่งที่เธอได้นั่งทบทวนกับตัวเองว่า ชีวิตเราจริงๆ ต้องเหนื่อยขนาดนี้ไหม เราควรมีชีวิตยังไงกันแน่ แถมเงินเดือนหลายหมื่นแต่เหลือเก็บแค่หลักพัน

เธอมีโอกาสได้พบกับ โจน จันใด นักปราชญ์ชาวบ้านต้นตำรับบ้านดินผู้ที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เธอได้แนวคิดหลากหลายจากเขา โดยคำพูดหนึ่งของ โจน จันใด ที่ก้องในหูของเธอก็คือ ชีวิตควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ อะไรก็ตามที่มันยาก นั่นแสดงว่ามันผิดทาง

หลังจากนั้นเธอมาทบทวนตัวเอง ลองออกมาค้นหาความง่ายของชีวิตที่ถูกต้องในรูปแบบของตัวเอง ว่าอะไรคือคำตอบที่สำคัญในชีวิตที่เธอต้องการกันแน่ และเธอก็ได้คำตอบมาอย่างแจ่มชัดว่า เรื่องสำคัญอันดับแรกคือสุขภาพที่แข็งแรงและเวลาที่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำ ควรทำ และจำเป็นต้องทำได้ เพราะคนเราถ้ามีสุขภาพที่แข็งแรง และมีเวลามากพอก็สามารถหาเงิน หาทรัพย์สิน ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือสิ่งอื่นใด เมื่อไหร่ก็ได้ แต่งานและชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเธอได้เลย เธอต้องการความสุขเติมเต็มจากข้างในไม่ใช่วัตถุภายนอก

เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วกลับบ้านเกิดที่ จ.สระบุรี ช่วงแรกๆ ที่ลาออกจากงานใหม่ๆ พ่อกับแม่ยังไม่เข้าใจว่าออกมาทำไมงานก็ดีอยู่แล้ว จึงมีปัญหากันบ่อยมากเพราะท่านยังไม่เข้าใจความคิดของเธอ ขณะที่เธอชัดแจ้งในใจแล้วว่าต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และเชื่อว่าจะดีกับครอบครัวในระยะยาวด้วย เธอจึงเลือกที่จะอดทนจนกว่าครอบครัวจะเข้าใจในเจตนาของเธอจริงๆ

“แรกๆ ก็ยากเหมือนกันตอนนั้นร้องไห้ทุกวัน เอาต้นไม้อะไรไปปลูกก็โดนถอนทิ้งเขาไม่อยากให้เราเหนื่อยต้องมาตากแดด อยากให้นั่งทำงานในห้องแอร์เย็นๆ สบายๆ เพราะท่านยังไม่เข้าใจเรา”

เวลาผ่านไป 2 ปี ความเข้าใจจึงเกิดขึ้น จากต่อต้านกลายมาสนับสนุน และทุกวันนี้พ่อกับแม่เป็นกำลังหลักในการช่วยดูแลสวนให้กับเธอ เธอมีหน้าที่ดูแลร้านกาแฟและเครื่องดื่มสุขภาพที่อยู่หน้าสวน พร้อมๆ กับเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และช่วยงานโรงพยาบาลมวกเหล็ก ในการดูแลเรื่องยาและสุขภาพของผู้ป่วยที่อยู่ในหมู่บ้านตัวเองและหมู่บ้านใกล้เคียงด้วย

นอกจากนี้ ก็ยังมีรายได้จากผลไม้ต่างๆ ที่เวียนกันออกตามฤดูกาล ถ้าเหลือขายไม่ทันก็แจกเหลือแจกก็นำมาแปรรูปต่างๆ โดยเธอจะปลูกและดูแลแบบธรรมชาติไม่ทำนอกฤดู นอกจากผลไม้ที่สวนที่มีหลากหลายชนิดแล้ว เธอก็ยังสะสมพืชพื้นบ้านที่คนเก่าคนแก่เขานิยมกินกันมาอนุรักษ์พันธุ์เอาไว้ มีเพื่อนๆ ที่รู้จักกันอยากมีติดบ้านไว้กินบ้าง เขาก็จะมาขอซื้อพันธุ์ไปปลูก ซึ่งแม่ก็จะช่วยขยายพันธุ์ไว้ให้ เอาไว้แจกเพื่อนบ้าง ขายบ้าง ตามโอกาส แม้ว่าส่วนใหญ่ที่สวนไม่มีพืชที่ทำเป็นหลัก เพราะเธออยากปลูกทุกอย่างผสมผสานกันไปจริงๆ ตามหลักเกษตรพอเพียงผสมผสานก็คือปลูกทุกอย่างที่กิน และกินที่เราปลูกนั่นเอง

ส่วนของใช้ในบ้านก็ซื้อใช้บ้าง ผลิตใช้เองบ้าง เท่าที่จะทำได้อย่างเช่น น้ำยาล้างจานเธอก็ผลิตเองจากมะกรูดหมัก รวมถึงยาสระผมมะกรูดอัญชัน ที่มีสรรพคุณกำจัดรังแคและลดผมขาวได้อีกด้วย

“ถ้าจะให้ไล่ให้ฟังพื้นที่ 3 ไร่กว่า เป้ปลูกตั้งแต่ผักเครื่องเทศ ผักสวนครัว สมุนไพร ไม้ผล รวมๆ กัน ประมาณ 70-80 ชนิด บางหลุมคือมีพืชอยู่รวมกัน 3-4 ชนิดเลยลองปลูกมันทุกอย่างที่เราสนใจคือ เยอะมากจำไม่ได้แล้วค่ะเยอะมาก (หัวเราะ) ผักผลไม้แทบไม่ต้องซื้อกินเลย ซื้อแค่ข้าวกับเนื้อสัตว์เท่านั้น มีรายได้เดือนละไม่ถึง 2 หมื่น ใช้กันพ่อแม่ลูก ยังมีเหลือเก็บเดือนละเป็นหมื่น”

เธอบอกว่าเรื่องหลักๆ ของคนเราคือเรื่องกินนี่แหละ แล้วเรื่องกินมันโยงไปที่เรื่องสุขภาพถ้ากินอาหารดีๆ ปลอดภัย กินให้ถูกกับคน ถูกกับโรค ความเจ็บป่วยมันน้อยลงไปเอง แต่คนส่วนมากตามใจปาก ปัญหาเรื่องสุขภาพที่ไม่จำเป็นเลยมีเยอะ เช่น โรคมะเร็งนั้นเป็นโรคที่พอหลีกเลี่ยงได้ถ้าดูแลตัวเองดีพอ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ไต ก็เกิดมาจากเรื่องพฤติกรรมการกินทั้งนั้น

“ถ้าเป็นโรคพวกนั้นไปแล้วก็รักษาแผนปัจจุบันควบคู่กับการปรับอาหารและพฤติกรรมการกินก็สามารถหายได้ ในค่ายแพทย์วิถีธรรม (ของอาจารย์หมอเขียว) มีคนหายจากมะเร็งเยอะแยะ ขึ้นกับว่าเป็นระยะท้ายๆ ที่ใช้ชีวิตสะบักสะบอมมากจนเกินเยียวยาแล้วหรือยัง จบเรื่องกินที่ส่งผลต่อสุขภาพ ที่จะทำให้เรามีเวลาคุณภาพ เวลาที่ไม่เจ็บป่วย ร่างกายแข็งแรง ทำอะไรก็ได้มากขึ้น”

เธอคิดว่าเรื่องอื่นเป็นเรื่องรองคือ จำเป็นรองลงไปบ้านไม่ต้องหลังเท่าคฤหาสน์เพราะจะใหญ่โตแค่ไหนเราก็ใช้พื้นที่นอนแค่ไม่เกิน 5-6 ฟุต รถไม่ต้องหรูหรามากก็ได้ เพราะมันพาเราไปถึงที่หมายเหมือนกันเสื้อผ้าไม่ต้องแพงมาก แค่ใส่ให้ถูกตามโอกาส กาลเทศะ เหมาะกับวัยก็พอ ถ้าเข้าใจชีวิตมากขึ้นก็จะรู้สึกมีความสุขได้แม้ไม่ได้รวย

นอกจากเรื่องกินที่ส่งผลต่อสุขภาพแล้ว เธอยังให้ความสำคัญไปกับการสร้างทรัพย์สินและงานที่เป็นประโยชน์ต่อโลกมากกว่า เวลาพูดถึงทรัพย์สิน คนมักจะมองถึงเงินฝาก หุ้น ที่ดิน ทองคำ แต่มีทรัพย์สินอีกชนิดหนึ่งที่ใครๆ ก็มีได้ ถ้ามีดินแต่คนมองข้าม ทรัพย์สินที่พูดถึงคือไม้ป่า ไม้ป่าที่นำมาแปรรูป ราคาไม่เคยลดลงเลยและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ตลาดโลกก็ต้องการมากๆ เธอจึงอยากปลูกป่าเพื่อเป็นสินทรัพย์ระยะยาวในอนาคต ระหว่างที่ไม้ป่าโต ก็ปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว ฝักเล็กๆ สีขาวๆ แซมไปด้วย

ตอนนี้เธอปลูกป่าไปแล้ว 13 ไร่ ลงไม้ป่าไปแล้ว 4,000 ต้น ตั้งใจเอาไว้แปลงเป็นเงินในวัยเกษียณ เพราะความตั้งใจหลักคือ อยากให้เป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง แบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านพระราชทานแนวคิดไว้ อย่างน้อยที่สุดระหว่างป่าโต พื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวและชุมชนใกล้เคียง

“เมื่อเรามีดินมีป่าก็สามารถมีรายได้จากทุกที่ ปลูกต้นกล้าส่ง ตอนกิ่งไม้ เก็บผลผลิตไปขายทั้งสด แห้ง แปรรูปต่างๆ นานา ยิ่งทำแบบเกษตรอินทรีย์คนก็ชอบและเชื่อมั่นจนมียอดจองข้ามปี ถ้ารู้ว่าอะไรที่ดีเพียงพอกับครอบครัวของเราๆ เลยมีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบ แข่งขัน จนกดดันตัวเองมากเกินไปนัก ถ้าอยากจะ Slow Life ต้องเริ่มจากที่ใจก่อนเลย อยู่ที่ไหนก็สโลว์ไลฟ์ได้ ถ้าใจเข้าใจคำว่าพอ” เธอกล่าวอย่างมีความสุข 

‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555499

  • วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

‘คติสุขถึงสุคติ’ ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ภาพลักษณ์ของ ท๊อฟฟี่-ศิวดล จันทนเสวี นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบ (3.50 บาท) ไม่ผิดที่คนจะคิดว่าเขาเป็นคนตลกเฮฮา หากคุยด้วยแล้วจะมีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ว่าแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะนอกจากจะเป็นคนเบื้องหน้ากับบทบาทนักร้อง นักแสดงซิทคอมตลกหกฉาก และพิธีกรรายการอาหาร พอเขาหันหลังกลับจะเห็นเสื้ออาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปร้องเพลงในเรือนจำเพื่อสร้างความสุขให้ผู้ต้องขังมาแล้วแรมปี

ท๊อฟฟี่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งเมื่อราว 6 ปีก่อนว่า เขาถูกชักชวนจากตลกรุ่นใหญ่อย่าง จิ้ม ชวนชื่น และแฮ็ค ชวนชื่น ให้มาร่วมก๊วน ผสมกับความอยากในตัวเขาเองที่อยาก “ท้าทาย” บางอย่างด้วย

“ความคิดแรก คือ ผมอยากไปเก็บศพ อยากไปนั่งตามจุดตอนดึกๆ เพราะด้วยความเป็นวัยรุ่นในตอนนั้นผมอยากตื่นเต้น อยากไปเจอสถานการณ์จริงๆ ที่มีคนเจ็บ คนเสียชีวิต และมีความคิดแบบเด็กๆ ว่าอยากทดสอบความกล้าของตัวเอง อยากรู้ว่าเราจะกลัวผีไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่พอทำไปทำมาสักพักหนึ่ง ผมกลับรู้สึกหดหู่ ยิ่งเห็นคนเจ็บ ยิ่งเห็นคนตาย ยิ่งทำให้จิตใจของผมมันหดหู่มาก

แม้ว่าจะมีเคสที่ผมเข้าไปช่วยเหลือและพาคนที่ได้รับอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาลทันซึ่งทำให้เราดีใจไปด้วยก็เถอะ แต่ความหดหู่มันกัดกินเร็วกว่า เพราะเมื่อผมเห็นเหตุการณ์ที่มีคนเสียชีวิต ผมชอบเก็บมาคิด ทำให้ภาพมันติดอยู่ในสมองอยู่ในใจนานเป็นอาทิตย์จนกว่าจะมีความทรงจำใหม่ๆ เข้ามาทดแทน มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัวแต่เป็นความรู้สึกเศร้าจนกลายเป็นความหดหู่ที่มันส่งผลถึงชีวิตประจำวันของเราไปเลย ผมเลยตัดสินใจหยุดทำ ขายรถที่ผมซื้อมาใช้สำหรับออกเหตุทิ้ง และเปลี่ยนแนวมาเป็นอาสาสมัครช่วงกลางวันแทน”

เขายกตัวอย่างงานอาสาสมัครไปบริจาคของให้ผู้ประสบภัยธรรมชาติ หรือการไปช่วยทิ้งกระจาดให้กับคนยากคนจนที่จะจัดขึ้นปีละครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีคนมารับข้าวสารอาหารแห้งเป็นหมื่นๆ คน

ท๊อฟฟี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหน้าที่ของอาสาสมัครนั้นเป็นเหมือนกำลังเสริมที่จะเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกตามทักษะความสามารถของแต่ละคน หรืออย่างน้อยที่สุดสามารถช่วยส่องไฟให้ความสว่าง ช่วยแบกศพ ช่วยโบกรถ และดูแลการจราจรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่ท๊อฟฟี่ก็จะช่วยในงานลักษณะนี้

“ต้องเท้าความย้อนกลับไปว่าผมเกิดมาในบ้านที่มีพ่อเป็นตำรวจและผมเป็นลูกคนเดียว เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วตอนที่ผมยังเด็กๆ จำความได้คือพ่อกระเตงไปที่จุดเกิดเหตุ ตอนนั้นยังไม่มีการทำงานของมูลนิธิที่เข้ามาเก็บศพ ตำรวจต้องเป็นคนพิมพ์รอยนิ้วมือศพแปะไว้บนกระดาษ ซึ่งผมเห็นศพ เห็นเลือด เห็นอุบัติเหตุร้ายแรงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ทำให้ผมคุ้นชินจนกลายเป็นคนไม่กลัวผี แต่กลัวการทำงานอย่างที่พ่อทำ”

หลังจากหนีห่างจากความหดหู่ใจได้ ท๊อฟฟี่พบทางเดินของการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นเส้นทางที่เขาถนัดและรักที่จะทำ นั่นคือการเป็นศิลปินอาสาเข้าไปเล่นดนตรี พร้อมสอดแทรกมุขฮากระจายให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ

เขาเล่าว่า จากอาสาสมัครยามรัตติกาลได้เปลี่ยนแนวมาสร้างเสียงหัวเราะและความเฮฮาให้กับคนที่อยู่หลังกำแพงสูงตระหง่านที่เรียกว่า เรือนจำ เพื่อหวังสร้างความผ่อนคลายให้ผู้ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์เพราะความสุขเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงได้รับไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ผมเข้าไปเล่นดนตรีในเรือนจำมาได้ 1 ปีกว่า และพยายามจะทำให้ได้เดือนละครั้ง” ครั้งล่าสุดเขาได้เข้าไปเล่นดนตรีที่เรือนจำพัทยา เมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 14 และเป็นเรือนจำแห่งที่ 14

“จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้คือผมเริ่มคุยกับบ็อบบี้ นักกีตาร์ในวงสามบาทห้าสิบว่าเราอยากทำในสิ่งที่ถนัดนั่นคือเล่นดนตรี ซึ่งพวกเราเคยไปเล่นให้โรงเรียน เล่นให้เด็กพิการฟัง เล่นให้คนเฒ่าคนแก่ฟัง เราเคยผ่านมาหมดแล้ว แต่สถานที่ที่เข้าไปยากที่สุดคือ เรือนจำ นั่นหมายความว่า คนในเรือนจำก็มีโอกาสน้อยที่สุดแล้วที่จะได้ฟังดนตรีสดๆ และชมการแสดงที่เป็นความบันเทิงแบบนี้ด้วย”

หลังจากดำเนินการภายใต้ความช่วยเหลือของคนในมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน จนในที่สุดเขาและวงสามบาทห้าสิบก็ได้เข้าไปหลังกำแพงใหญ่สมใจ แต่นอกจากจะเข้าไปเล่นดนตรีให้ความบันเทิงและความผ่อนคลายแล้ว เขายังเพิ่มช่วงเวลาพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจและข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ต้องขัง ด้วยการเชิญนักพูดขึ้นไปพูดบนเวทีด้วย

“คำพูดที่ดีมีพลังบวกจะช่วยขัดเกลาจิตใจ และจุดพลังดีๆ ให้กับคนในนั้น หากวันไหนที่เขามีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตนอกรั้วกั้นเขาจะได้หยิบนำแนวคิดหรือข้อคิดที่ได้ฟังในวันนั้นมาปรับใช้เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำเดิมอีกแล้ว”

นักร้องนำวงสามบาทห้าสิบกล่าวถึง “พี่หรั่ง” ที่เคยใช้ชีวิตในคุกมากว่า 20 ปี แต่วันนี้ได้ออกมาสู่สังคมอีกครั้งพร้อมประกอบอาชีพสุจริต เป็นผู้ผลิตกีตาร์โปร่งขายจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงการดนตรี ซึ่งได้ถูกเชิญไปพูดในเรือนจำถึงประสบการณ์และการใช้ชีวิตที่ผ่านมา

แต่ละครั้งเขาใช้เวลาเปิดการแสดงในเรือนจำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จัดเต็มทั้งสาระและความบันเทิง เรียกทั้งรอยยิ้มและอาจมีน้ำตา อีกทั้งเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักก็ยิ่งมีศิลปินดาราและเพื่อนตลกติดต่อมาเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นๆ

“ทุกครั้งเราไม่มีการเตรียมเพลงเลย ไม่มีการเตรียมสคริปต์ แต่เราไปด้วยใจที่รู้ดีว่าเราอยากสื่อสารอะไรกับเขาเหล่านั้น หลายครั้งมีมากกว่าหนึ่งวงขอไปเล่นด้วยกัน เราก็จะพูดคุยกันตรงนั้นและเล่นไปพร้อมกันได้ ซึ่งความสดตรงนี้แหละที่ได้ใจผู้ชมของเรา เพราะเขาสามารถขอเพลงได้ สามารถพูดคุยกับเราได้ เหมือนกับว่าเรากำลังเข้าไปเล่นดนตรีในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเขา กลายเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานทั้งคนเล่นคนฟังจริงๆ” ฟังน้ำเสียงและรอยยิ้มของท๊อฟฟี่ในตอนนี้ก็รู้ว่าในบรรยากาศจริงจะมีความสุขมากขนาดไหน

“พอผมมองตาเขา มองแววตาของพวกเขา ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขามีความสุข เขาเต้น เขาร้อง เขาตะโกน เขาขอจับมือ และเขาขอบคุณ ก้าวแรกที่พวกเราเดินเข้าไป พวกเขาจะสวัสดีก่อนเลยไม่ว่าจะแก่หรือเด็กเขาก็พูดสวัสดีไว้ก่อน จากนั้นพอเล่นจบเขาเข้ามาขอบคุณเรา ขอบคุณนะพี่ที่เข้ามาสร้างความสุขให้พวกเรา แล้วไว้กลับมาอีกนะพี่ พวกเขาบอกแบบนั้น และเวลาที่พวกเขาจับมือเรา เขาจะจับแน่นเลยแล้วมองเข้ามาในดวงตาของเรา และคำพูดที่ผมให้เขาได้คือคำว่า สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจ”

ท๊อฟฟี่กล่าวด้วยว่าวงสามบาทห้าสิบจะยังคงทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในเรือนจำทั่วประเทศไทย แม้ว่าทุกครั้งที่ไปจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องเสียงครั้งละ 5,000 บาท ซึ่งเขา บ็อบบี้ พี่หรั่ง และสมาชิกที่ไปจะช่วยลงขันกันจ่าย ถามว่ามีใครติดต่อมาเป็นสปอนเซอร์หรือไม่ ท๊อฟฟี่ตอบทันควันว่ามีและมีหลายเจ้า แต่เขาต้องปฏิเสธไปเพื่อรักษาความตั้งใจเดิมไว้ ไม่ให้หันเหไปทางอื่น

ชายอารมณ์ดีคนนี้ทำให้เห็นแล้วว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการส่งมอบความสุขผ่านเสียงเพลง และการใช้พละกำลังของตนเองเพื่อต่อเวลาให้กับอีกชีวิต

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงอีกหนึ่งภารกิจที่เป็นประจำทุกปีกับพิธีบรรจุร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา (อาจารย์ใหญ่) เมื่ออาจารย์ใหญ่ครบวาระก็จะเป็นหน้าที่ของอาสาสมัครต้องเข้าไปช่วยบรรจุและเคลื่อนย้ายร่างของอาจารย์ใหญ่จำนวนกว่า 300 ร่าง ซึ่งต้องใช้กำลังคนมากกว่า 400 คน นับเป็นภารกิจเดียวที่เขาต้องเข้าใกล้และถึงขั้นสัมผัสกับร่างที่ปราศจากวิญญาณอีกครั้ง แต่ก็ยังขอทำด้วยความเต็มใจและภาคภูมิ

“ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนมาก” เขากล่าวต่อในฐานะของคนที่เห็นความเป็นความตายมาเกือบตลอดชีวิต “โดยเฉพาะการจากไปด้วยอุบัติเหตุ มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด คนข้างหลังไม่ได้ทำใจ และเป็นการจากไปที่เจ็บปวดที่สุด แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน ดังนั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท อย่าคึกคะนอง อย่าขาดสติ เพราะความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมมากๆ”

ตอนนี้ท๊อฟฟี่เพิ่งเปลี่ยนบทบาทจากสามีมาเป็นคุณพ่อของลูกน้อยในครรภ์ภรรยา ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของลูกผู้ชายวัยย่าง 40 ยิ่งทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระมัดระวัง และหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง

“เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาอยู่กับลูกนานๆ” เขากล่าวทิ้งท้าย “ตอนนี้ผมเปลี่ยนจากคนขับรถเร็วมาเป็นขับรถช้าเหมือนเต่า และที่สำคัญผมไม่เคยลืมว่าสักวันหนึ่งวันสุดท้ายของเราต้องมาถึง ดังนั้นผมจึงใช้เวลาทุกนาที ทุกวันให้มีค่ามีความหมายมากที่สุด สร้างสิ่งที่มั่นคงให้ครอบครัว และสร้างความดีไว้ในสังคมให้คนที่อยู่กล่าวชมเชยในวันที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อเสมอว่าความหมายของการมีลมหายใจคือการกระทำ โดยต้องเริ่มจากการกระทำให้ตัวเองมีความสุข เพื่อที่จะได้แบ่งปันและส่งต่อความสุขนั้นไปยังคนรอบข้าง ขยายวงกว้างไปถึงสังคมตลอดจนโลกใบนี้ เหมือนกับที่ท๊อฟฟี่พยายามทำจากคนตัวเล็กที่ทำตามแรงและกำลัง ปัจจุบันแรงกระเพื่อมนั้นกลับมีพลังต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุด 

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/555417

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 14:03 น.

ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต การให้คือความอิ่มเอมใจ

โดย  อณุสรา ทองอุไร

การทำจิตอาสานั้นทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสะดวกของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นรูปแบบของเงินเสมอไป

เช่น เธอคนนี้ สาวสวยหุ่นดีมีการศึกษา หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร เป็นทนายสาวแถวหน้าของวงการธุรกิจ ปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ผู้อำนวยการ บริษัท ลอว์อัลลายแอนซ์ บริษัทกฎหมายที่ถือว่าเป็นอันดับต้นในด้านภาษีธุรกิจของประเทศไทย ถือว่าเป็นนักกฎหมายหัวแถวของวงการภาษี

และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิคุณ โดยมีจุดประสงค์ในการให้ทุนการศึกษากับแพทย์-พยาบาล รวมทั้งจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต และหาที่พักพิงให้สุนัขจรจัดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ให้ทุนการศึกษาแก่แพทย์และพยาบาลที่ขาดทุนทรัพย์ และอีกโครงการที่กำลังจะสร้างบ้านพักพิงให้กับสุนัขจรจัด เธอเป็นสาวสวย เก่งและเป็นโสด ในวัย 40 ต้นๆ ที่บริหารความโสดได้อย่างลงตัวและมีคุณค่า

“เมื่อเรารักตัวเองได้มากพอแล้ว ก็เอาเวลาที่เหลือไปทำงานจิตอาสาเพื่อคนอื่นๆ เพื่อสังคมบ้าง การมีความสุขให้ตัวเองแล้ว ก็ทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย ก็เป็นความอิ่มใจอีกแบบหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำชีวิตให้ดีๆ เท่ากับเป็นการดูแลตัวเองได้ดี ไม่ว่าจะโสดหรือไม่ เราก็ควรพึ่งพาตัวเองให้ได้ ทำตัวเองให้มีคุณค่า ดูแลร่างกาย จิตใจ ให้สดใสอยู่เสมอ ให้คนอื่นอิจฉาชีวิตโสดของเรา (หัวเราะ)”

มูลนิธิคุณ เพิ่งก่อตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในระยะแรกนี้ใช้เงินของเธอทั้งหมดประมาณ 5 ล้านบาท โดยมีแรงบันดาลใจจากการที่เธอก็ได้รับโอกาสได้ทุนไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ จากบริษัทน้ำมันเชลล์ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าหลังจากที่เธอเรียนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรามาจากครอบครัวคนชั้นกลางไม่มีเงินมากพอจะไปเรียนต่อเมืองนอกได้ แต่เรารักเรียน เรียนดีก็เลยได้ทุน เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้รับ จึงอยากส่งต่อโอกาสดีๆ เช่นนี้กับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะอาชีพหมอพยาบาลที่ขาดแคลนบุคลากร เป็นอาชีพที่ทำงานหนัก จึงอยากสนับสนุนคนในวงการแพทย์ก่อน โดยมีเพื่อนที่เป็นหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งช่วยคัดสรรมาให้ โดยให้ทุนละ 2 แสนบาท ปีละ 10 ทุน”

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ในหัวข้อ ”โรคซึมเศร้า เราเข้าใจ” เนื่องจากมีข่าวคนไทยเป็นโรคนี้มากขึ้น และไม่ค่อยกล้าไปพบจิตแพทย์ เธอจึงอยากให้ความรู้ โดยมีแพทย์ นักจิตวิทยา มาช่วยอบรมต่างๆ โดยจัดไป 2 ครั้ง ก็ได้รับความสนใจดีมาก หากบริษัทใดที่มีบุคลากรทำงานเยอะๆ อยากให้ไปช่วยจัดอบรมให้ความรู้ก็แจ้งมาที่มูลนิธิก็จะจัดเสวนาให้ตามความเหมาะสมต่อไป

อีกโครงการที่เธอกำลังเริ่มดำเนินการ ก็คือ การจัดหาศูนย์พักพิงให้สุนัขจรจัด โดยเธอจะจัดหาสถานที่ให้ หรืออาจจะไปช่วยผู้ที่ดูแลสุนัขจรจัดอยู่แล้ว ด้วยการสนับสนุนอาหาร วัคซีน ของจำเป็นต่างๆ รวมทั้งหาบ้านให้กับน้องหมา สำหรับผู้ที่ต้องการรับสุนัขไปเลี้ยงดู โดยร่วมกับ “เก๋” ชลลดา เมฆราตรี จากโครงการวอยซ์

“เราเองก็เลี้ยงน้องหมาหลายตัว และรู้ว่าน้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา เขาซื่อสัตย์และเป็นมิตร จึงไม่อยากให้น้องหมาถูกทอดทิ้ง ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยงให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าทิ้งกันเมื่อเขาแก่ไม่สบาย”

เธอบอกว่า อยากปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกในการให้ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ตามที่เรามีความรู้มีความเกี่ยวข้องกับงานหรือสิ่งที่เราทำอยู่ หรืออาจจะให้เวลาให้กำลังแรงกายหรือปัจจัยต่างๆ ที่มีความสะดวกก็ได้เช่นกัน ยิ่งให้ยิ่งอิ่มเอมใจและทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย