ปั่นตามรอยโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553967

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:43 น.

ปั่นตามรอยโปร

โดย Withaya Heng

เมื่อหลายเดือนก่อนเราได้ข่าวว่าจะมีการจัดการแข่งขันจักรยานรายการระดับโลกในประเทศไทย รายการแข่งขันนี้มีชื่อว่า เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ (L’Etape Thailand by le Tour de France) แค่ได้ยินชื่อ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เราก็ตาโตแล้ว แต่ความรู้สึกแรกของเราไม่ใช่ดีใจ กลับเป็นความแปลกใจ เนื่องจากช่วงเวลานี้ถือว่าเลยจุดพีกของจักรยานในบ้านเราไปแล้ว เรียกง่ายๆ คือเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง แต่ทำไมยังมีรายการใหญ่ระดับโลกแบบนี้อยากมาจัดในประเทศไทย

เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เป็นกิจกรรมสำหรับนักปั่นสมัครเล่น ที่จะได้ปั่นจักรยานตามรอยนักปั่นระดับโลก ในเส้นทางเดียวกับการแข่งขันจริงในรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ โดยจะจัดก่อนหรือหลังการแข่งขันจริง สภาพเส้นทาง ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกยังคงอยู่ครบเหมือนการแข่งขันจริงเรียกว่าได้ซึมซับบรรยากาศการแข่งขันไว้อย่างครบถ้วน แต่เมื่อความนิยมสูงขึ้นและการมาปั่นที่ฝรั่งเศสอาจจะไกลเกินไปสำหรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เลแทป บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ จึงได้ออกไปจัดในประเทศต่างๆ ด้วย โดยจัดการแข่งขันมาแล้ว 11 ประเทศ ใน 5 ทวีปทั่วโลก อาทิ สหรัฐ อังกฤษ เวลส์ ออสเตรเลีย บราซิล เม็กซิโก จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และล่าสุดประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับประเทศไทยงานนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จ.พังงา อมัวรี สปอร์ต ออร์แกไนเซชั่น (A.S.O.) และบริษัท มูฟ เอเชีย ร่วมกันทำสัญญารับลิขสิทธิ์จัดงานแข่งขันจักรยานระดับโลก รายการ “เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์” เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะจัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.พังงา ระหว่างวันที่ 19-21 ต.ค.ศกนี้

เราได้คุยกับ บุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ หรือป้อม กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูฟ เอเชีย ผู้เป็นกำลังหลักในการจัดงานครั้งนี้ คุณป้อมเล่าถึงเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นงานจัดแข่งขันระดับโลกในครั้งนี้ได้เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐหลายๆ ส่วนผนึกกำลังกันในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งทีเส็บ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งเจ้าภาพเจ้าของพื้นที่คือ จ.พังงา ต่างเห็นพ้องตรงกันในประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งกับชุมชน วงการจักรยาน การท่องเที่ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย โดยเฉพาะ จ.พังงา ถึงกับลงทุนซ่อมถนนที่เป็นเส้นทางปั่นทุกเส้นให้เรียบกริบ และตั้งเป็นวาระของจังหวัดที่จะสร้างความตื่นตัวให้กับทุกชุมชนออกมามีส่วนร่วมในการจัดงานครั้งนี้

รูปแบบการแข่งขันเป็นการแข่งเดี่ยว วันเดียวคือวันที่ 21 ต.ค. ส่วนวันที่ 19 และ 20 จะเป็นวันเตรียมตัว ซักซ้อมทำความเข้าใจและพบปะสังสรรค์ในหมู่นักปั่นเส้นทางมี 2 ระยะทางให้เลือก คือ 140 กม. หรือ 70 กม. สภาพเส้นทางเป็นเนินกว่า 80% ออกสตาร์ทหน้าถนนทางเข้าอนุสาวรีย์เรือ ต.813 และไปจบเข้าเส้นชัยที่ อ.ตะกั่วป่า แม้จะเป็นการแข่งขันสำหรับมือสมัครเล่น แต่การจัดการในทุกๆ เรื่อง ทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกในการเตรียมเข้าแข่งขัน จุดให้น้ำ หรือบริการรับส่งหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน จะกระทำในมาตรฐานเดียวกันกับการแข่งขันระดับโลก

เส้นทางแข่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจัดการแข่งขันตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เรียกว่าเป็น Certified by la Tour de France และผู้ชนะในรายการนี้จะได้รางวัลเป็นการได้ไปร่วมแข่งขัน เลแทป ไทยแลนด์ บาย เลอ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ บนเส้นทางจริงที่ใช้แข่ง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ที่ประเทศฝรั่งเศสในปีหน้า

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าพลาดไม่ได้แล้วกับงานนี้ ก็ให้เข้าไปที่เว็บ Thaimtb.com เปิดให้ลงทะเบียนรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. เป็นต้นไป คาดว่าจะมีนักปั่นมาร่วมการแข่งขันประมาณ 4,000 คน ในจำนวนนี้จะเป็นนักปั่นชาติต่างๆ จากทั่วโลกประมาณ 1,000 คน นอกจากนี้ยังมีนักปั่นระดับแม่เหล็กจากตูร์ เดอ ฟร็องซ์ อย่าง อัลเบร์โต คอนทาดอร์ (Alberto Contador) แชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ปี 2007 และ 2009 ร่วมปั่นสร้างสีสันให้กับงานอีกด้วย

การได้อีเวนต์ใหญ่ๆ แบบนี้มาจัดในประเทศไทยนอกจากจะช่วยสร้างให้ จ.พังงา เป็น Sport Destination แห่งใหม่ของโลกแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันจักรยานภายในประเทศ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักปั่นชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเมืองไทย และช่วยกระตุ้นให้วงการกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง 

อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ สุขสดชื่นเหมือนมีปอดส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553965

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:12 น.

อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ สุขสดชื่นเหมือนมีปอดส่วนตัว

โดย อณุสรา ทองอุไร

เขาเป็นผู้ชายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้หญิง ในฐานะคนทำงานนั้นเขาเป็นโปรดิวเซอร์รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง แต่ถ้าเป็นวันหยุดเขาเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อยวัย 5 ขวบ ที่มีกิจกรรมในการทำสวนเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลากับลูกน้อยวัยซน หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นวันหยุดนั้นเขาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเป็นหัวหน้าทีมเด็กๆ ที่มักจะมีลูกเพื่อนๆ หรือเพื่อนๆ ลูกมาร่วมกิจกรรมทำโน่นนี่นั่นในสวนเป็นที่สนุกสนานของทั้งคุณพ่อแลคุณลูก

เจ๋ง-อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ ที่เริ่มสนใจการทำเกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสานแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เขาเล่าว่าเริ่มสนใจเรื่องเกษตรพอเพียงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ไปทำสกู๊ปข่าวเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเห็นเกษตรกร ชาวบ้าน ทำได้จริงมีอยู่มีกินไม่ลำบากเดือดร้อน เขาก็เริ่มสนใจแบบหนักแน่นจริงจัง

“ที่จริงผมสนใจเรื่องการทำเกษตรอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่องจริงจังคือ ชอบปลูกต้นไม้ ว่างก็ปลูกทิ้งไว้ มีเวลาก็ไปดูแล ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ดูแลเท่าที่ควรคือ โชคดีที่บ้านแม่ยายอยู่ย่านพหลโยธินไม่ไกลความเจริญมากนัก ท่านพอมีที่มีทางเหลืออยู่จากที่เราปลูกบ้านแล้วยังเหลือที่อีกเกือบไร่ ก็ปลูกมะม่วง ขนุน ต้นไม้ใหญ่ๆ ไว้กินผล มีกล้วย มะละกอ มะพร้าว หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ต้นไม้ตายไปบ้าง เราก็ลงต้นไม้ไว้ใหม่แล้วก็ปลูกผักเพิ่ม จากเดิมที่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เราก็เริ่มปลูกผักคะน้า ผักบุ้ง ผักสลัด กระเจี๊ยบ ทำแปลงผักเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา หลักๆ ก็ไว้กินเองเป็นหลัก ปลอดสารเคมีปลูกแบบธรรมชาติเพราะเรากินเอง ถ้ามีเหลือค่อยขายให้กับร้านของชำแถวบ้าน” เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้น

พอได้ไปทำข่าวเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริเมื่อ 2 ปีก่อน เห็นถึงคุณค่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านพระราชทานไว้ ก็เริ่มน้อมนำตามคำสอนของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง มีเวลาวันหยุดก็ไปทำสวนมากขึ้น ขุดดินยกแปลงผักทำอย่างจริงจังมากขึ้น กินที่เราปลูก ปลูกในสิ่งที่เรากิน แจกจ่ายเพื่อนฝูงบ้าง เหลือก็ขาย

อรรถกานท์ บอกว่า ตัวเขาเองก็เป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยทำสวนทำไร่มาก่อนก็หัดลองทำลองผิดลองถูกกันไปเรียนรู้กันไปหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่เรามีใจรักชอบทำก็ได้ผลที่น่าพอใจ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ที่บ้านแทบไม่ต้องซื้อผักกินเลยผลผลิตที่ได้จากในสวนเกือบจะพอกินหมุนเวียนประเภทของผักที่ปลูกไปเรื่อยๆ

ตอนนี้เขาพัฒนาการไปอีกขั้น ด้วยการขุดบ่อเล็กๆ เลี้ยงกุ้งก้ามแดงไว้กินเอง ซึ่งกุ้งพันธุ์นี้มันแพ้ง่ายมากแค่ทาครีมที่มือแล้วไปจับตัวกุ้งก็จะตายได้ง่ายๆ ถ้ากุ้งรอดสุขภาพดีก็จะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าระบบนิเวศในสวนเราสะอาดปลอดภัยจริงๆ

อนาคตเขาวางแผนจะเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ แต่ก็กลัวงูจะมากิน เพราะหลังซอยบ้านเขานั้นยังมีพื้นที่สวนป่ารกครึ้มมีงูชุมอยู่ก็กลัวจะมากินไก่ แล้วที่บ้านมีเด็กก็ไม่อยากให้มีงูเข้ามาบ่อยๆ

เขาบอกว่าสิ่งที่ได้จากการทำสวนเองนั้น นอกจากที่ได้ผลผลิตหลายอย่างไว้บริโภคในครอบครัว ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กินพืชผักที่สะอาดปลอดภัยมั่นใจว่าไร้สารเคมีแล้ว ยังถือว่าได้ออกกำลังกายได้เสียเหงื่อไม่ต้องเสียเงินไปเข้าฟิตเนสที่ไหนให้ยุ่งยาก ที่สำคัญคือมีความสุขความอิ่มเอมใจ เหมือนชีวิตได้มีจุดมุ่งหมายใหม่ๆ ให้ทำรอวันหยุดที่จะได้ลงต้นไม้เพิ่มจะทำนั่นทำนี่เพิ่ม พอเพื่อนฝูงญาติมิตรเขารู้ว่าชอบปลูกต้นไม้ไปเจอพันธุ์พืชแปลกเขาก็ซื้อมาฝากเป็นเรื่องราวดีๆ ที่มีน้ำใจให้กัน มีเรื่องราวให้ได้คุยกันเยอะขึ้น

“ที่สำคัญที่สุดคือได้ทำกิจกรรมกับลูก ที่ช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ดีได้สอนได้เล่น ได้พูดคุยกัน ลูกชายจะมีส่วนในการช่วยหยิบจับนั่นนี่ คือธรรมชาติของเด็กเขาชอบวิ่งชอบออกกำลังชอบที่โล่งกว้าง แต่ที่อยู่อาศัยยุคนี้เราอยู่กันแต่ทาวน์เฮาส์ คอนโด บ้านเดี่ยวที่มีบริเวณราคาแพงหายาก ทำให้เด็กไม่ได้วิ่งเล่นไม่ได้ปีนต้นไม้ ก็เล่นแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ อยู่แต่ในห้องแคบๆ เดินเล่นกันแต่ในห้าง พอเรามีที่กว้างๆ ให้ลูกได้เล่นเราก็อยากหากิจกรรมทำกับลูก บางทีเพื่อนก็เอาลูกมาเล่นด้วย หรือเพื่อนลูกมาเล่น ก็เป็นสังคมที่น่ารักอีกแบบหนึ่ง นั่งเล่นกันอยู่แต่ในสวน ให้เด็กได้เล่นดินเล่นทรายกันบ้างเขาได้จับไส้เดือนครั้งแรกเขาตื่นเต้นมากแล้วก็ไม่กลัวไส้เดือนด้วย” เขากล่าวอย่างมีความสุข

ตอนนี้เขากำลังจะหาอ้อยพันธุ์ดีมาปลูก เพราะนึกอยากกินอ้อยควั่นแบบตอนที่เขาเด็กๆ อ้อยเย็นๆ หวานชื่นใจ กัดลงไปไม่แข็งมาก บางทีก็หวนหาวัยเด็ก และอยากนำประสบการณ์น่ารักๆ แบบที่เขาเคยได้ทำให้ลูกชายตัวน้อยของเขาได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความทรงจำที่แสนประทับใจของรุ่นคุณพ่อบ้าง

เมื่อก่อนเคยแอบคิดกังวลว่า ถ้าหากหลังเกษียณแล้ว จะไปทำอะไรดี ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ จะทำธุรกิจอะไรดีก็ยังนึกไม่ออก แต่พอได้มาทำตรงนี้ รู้สึกว่าเหมือนมีเป้าหมายในชีวิต พอเห็นทางว่านี่คือสิ่งที่จะทำต่อไปได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลังเกษียณ เหมือนได้เติมเต็มชีวิตขึ้นไปอีกขั้น

“หวังต่อไปในอนาคตว่าหากเรามีประสบการณ์มากกว่านี้เราเก่งกว่านี้ จะเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับคนที่สนใจเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริให้เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้ความรู้กันได้ต่อไป ถึงตอนนั้นอายุ 60 กว่าเราก็ไม่ได้หวังร่ำรวยอะไรอีกแล้ว พอมีพอกินพอใช้ ได้มีงานทำ ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง มีชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติใช้ชีวิตแบบเนิบช้า มีเวลาอยู่กับตัวเอง มีสมาธิ มีความสุขแบบพอเพียงและอยากบอกว่าสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านสอนไว้เป็นสิ่งที่ทำได้จริง เป็นของดีมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตเรื่องเกษตรนี่สำคัญ ถ้าประเทศไทยเป็นครัวของโลกอย่างที่คาดการณ์กันไว้ ใครที่ทำตรงนี้ได้ย่อมได้เปรียบ ถึงไม่รวยแต่ก็มีกินไม่อดไม่อยากมันดีกับจิตใจจริงๆ”

เขาสรุปสุดท้ายเอาไว้ว่า ใครที่อยไากจะทำสวนครัวปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง แม้จะมีที่เพียงน้อยนิดก็ทำได้ ปลูกลงกระถางทำสวนแนวตั้งก็ได้ ขอให้มีใจรักต้นไม้เท่านั้น ลองหัดลองปลูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งไปเอง พื้นที่ไม่ใช่ข้อจำกัด ขอเพียงใจรักนั่นสำคัญกว่า

พลอย มาลัยวงศ์ ดำดิ่งลึกสุดใจ เปิดโลกฟรีไดวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553964

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

พลอย มาลัยวงศ์ ดำดิ่งลึกสุดใจ เปิดโลกฟรีไดวิ่ง

โดย ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพไม่เครดิต

กีฬาท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์ Free Diving ดำน้ำโดยการกลั้นหายใจ และสามารถดำลงไปในน้ำได้ลึก นานและไกล สนามแข่งขันล่าสุดของรายการแข่งฟรีไดวิ่ง ที่ประเทศสิงคโปร์ นักกีฬาหญิงไทยสาวสวยลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 26 ปีคนนี้ พลอย มาลัยวงศ์ ครูสอนฟรีไดวิ่ง อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้ สามารถไปคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และทำสถิติ National Record ของประเทศไทยได้ใหม่ จัดเป็นนักกีฬาฟรีไดวิ่งหนึ่งเดียวของไทยที่คว้าสถิติใหม่ระดับนานาชาติ

จากการแข่งขันในสระว่ายน้ำสู่มหาสมุทร พลอยมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับโลกแห่งการดำดิ่งน้ำลึก และในงาน Thailand Dive Expo 2018 เมื่อเร็วๆ นี้ นักกีฬาสาวสวยนักดำน้ำมากความสามารถ มาร่วมงานแชร์ประสบการณ์เล่าความรู้สึกในการแข่งขันฟรีไดวิ่งในต่างประเทศ กับการคว้าได้อันดับที่ 2 จากการแข่งขันที่สิงคโปร์และสร้างสถิติใหม่ของไทยครั้งนี้

ครูสอนดำน้ำลึกหญิงคนแรกของไทย

“โลกฟรีไดวิ่ง” ที่หลายคนมองว่าทั้งเสี่ยงและอันตราย เนื่องจากเป็นการดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ แค่ใช้ร่างกายกับจิตใจเท่านั้น ซึ่งรูปแบบการดำน้ำดังกล่าวในต่างประเทศรู้จักแพร่หลายมานานแล้ว แต่ในไทยเพิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

พลอย ตระเวนฝึกทริปดำน้ำทั่วโลก เช่น ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์ บาหลี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศอียิปต์ที่เป็นเดสติเนชั่นนักดำน้ำจากทั่วโลก เมื่อกลับมาเมืองไทยสาวนักดำน้ำก็ขลุกตัวอยู่ทั้งที่อ่าวไทย อันดามัน สมฐานะหญิงไทยคนแรกที่มีดีกรีเป็นถึงครูสอนดำน้ำลึก แบบไม่พึ่งอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ หรือ PADI Advanced Free Diver Instructor และไม่พลาดจัดคิวไปร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวกีฬากอล์ฟ ดำน้ำ Thailand Golf & Dive Expo ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“มีกลุ่มคนสนใจเข้ามาซักถามกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปีเลยค่ะ ควรเริ่มต้นที่คอร์สไหน? หรือดำน้ำหลายทริปแล้วพร้อมออกทะเลลึกหรือยัง? ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่นค่ะ กลุ่มคนอายุ 20 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เป็นกลุ่มมือใหม่ หรือกลุ่มคนดำน้ำแบบสคูบ้า แล้วอยากลองการดำน้ำที่แตกต่าง เพิ่มความท้าทายยิ่งขึ้น

คำแนะนำของพลอย เรื่องแรกก็คือถ้าสนใจฟรีไดวิ่งควรศึกษาให้เข้าใจในเรื่องการลดปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง นอกจากการศึกษาในอินเทอร์เน็ตในยูทูบที่มีข้อมูลมากมายให้เรียนรู้กันแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ไปลองลงทะเลเล่นกันเอง กีฬาทุกชนิดมีความเสี่ยงนะคะ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะลงทะเลก็คือต้องมาเรียนรู้กับครูให้เข้าใจถ่องแท้ค่ะ

กฎเหล็กคือห้ามลงทะเลไปคนเดียวเด็ดขาด แม้ว่าคุณจะเคยไปทริปดำน้ำมาหลายๆ ครั้งแล้วก็ตาม เพราะมีกรณีของครูซึ่งเป็นผู้คิดคอร์สการเรียน และเป็นแชมป์ระดับโลกของการแข่งขันกีฬาฟรีไดวิ่ง เธอเป็นนักกีฬาหญิงชาวรัสเซีย ไปดำคนเดียวและหายตัวไปเลย ซึ่งมาจากความประมาทและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทะเลคือสิ่งน่ากลัวนะคะ สำหรับพลอยแล้วทะเลไม่ใช่โลกที่น่ากลัวอะไรเลยค่ะ แต่เราต้องเรียนรู้เพื่อรู้จักทะเล หน้าพายุมีมรสุมเข้าเราก็ไม่ออกไปเท่านั้นเองค่ะ”

พลอย เล่าถึงกีฬาชนิดใหม่อย่างน่าสนใจ และย้อนไปจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาดำน้ำฟรีไดวิ่ง

“คุณพ่อ-ราชันย์ มาลัยวงศ์ เป็นครูสอนดำน้ำสคูบ้า ทำให้พลอยดำน้ำตั้งแต่ยังเล็ก อายุ 4 ขวบ คุณพ่อก็จับลงสระน้ำฝึกให้ดำน้ำกันแล้วค่ะ ดำน้ำได้ก่อนจะว่ายน้ำเป็นเสียอีก 8 ขวบ ติดพ่อตั้งแต่เด็กชอบไปออกทะเลกับคุณพ่อ พลอยมีคุณพ่อเป็นไอดอลในเรื่องพ่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับท้องทะเล พลอยจึงรู้สึกผูกพันกับทะเลมากอยากลงทะเลตลอดเวลา ยิ่งตอนที่ดูการ์ตูนเรื่องลิตเติลเมอร์เมด เด็กผู้หญิงฝันอยากจะเป็นนางเงือกแบบนางเอกในการ์ตูนกันทั้งนั้นนะคะ

การดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งแบบกลั้นหายใจ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น Static Apnea (ST A) แข่งการกลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นทำได้ โดยไม่เคลื่อนไหว เมื่อปีที่แล้วพลอยไปแข่งขันประเภทนี้ที่เมืองดาฮับ ประเทศอียิปต์ การแข่งขันที่ชื่อว่า Red Sea Cup Dahab เป็นการแข่งในทะเลแดงซึ่งจัดในบริเวณน้ำลึกที่สุดสำหรับการแข่งขันชนิดนี้คือร่วม 100 เมตร มีความท้าทายมาก นักกีฬาทั่วโลกมุ่งเป้ามาแข่งกันที่นี่ พลอยก็เป็นอีกคนที่มีความฝันกับการแข่งสนามนี้ เป็นเมืองที่มีนักแข่งมารวมตัวกันคึกคักมาก

หลายคนไม่รู้จักการแข่งขันชนิดนี้นะคะ ก็จะถามว่าสนุกตรงไหน ลงไปกลั้นหายใจใต้น้ำ นิ่งๆ เฉยๆ (หัวเราะ) ดูเป็นกีฬาที่น่าอึดอัดมากกว่า แต่เมื่อลงสนามเราจะได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง รู้ความสามารถของตัวเอง จุดอ่อนจุดแข็งของเราคืออะไร รู้กระบวนการคิดของตัวเองได้ละเอียดยิ่งขึ้น การกลั้นหายใจไปเรื่อยๆ เราจะได้รู้ว่าร่างกายเราสามารถทำสิ่งยากๆ ได้มากกว่าที่เราคิดเลยค่ะ การแก้ปัญหาระหว่างกลั้นหายใจต้องใช้สมาธิสูงมากค่ะ ตอนฝึกช่วงหนึ่งไม่มีสมาธิ พลอยทำได้ 2-3 นาทีก็เลิก นั่นคือการยอมแพ้ตัวเอง คือการที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้

ความสนุกท้าทายของกีฬาชนิดนี้ก็อยู่ตรงนี้ค่ะ คือการที่เราไม่ยอมแพ้กลางทางไปเสียก่อน ถ้าเรายอมแพ้ ชีวิตเราก็ไม่ได้พัฒนาร่างกายและสติของตัวเองได้สักทีนะคะ”

อุปสรรคการแข่งขันในทะเลแดง ประเทศอียิปต์ พลอยบอกว่าเป็นเรื่องของการทำสมาธิล้วนๆ เพราะรอบข้างอึกทึก ความที่ดาฮับเป็นเมืองท่องเที่ยว เต็มไปด้วยร้านรวงริมชายหาดมากมาย ขณะที่นักกีฬาต้องแข่งขันกันท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น

“เดินลงไปในทะเล คนก็เยอะ ร้านอาหารเสียงก็ดังมากทะลุลงไปใต้ทะเลเลย พลอยกลั้นหายใจได้ 5 นาที 19 วินาที ในการแข่งขันคราวนั้น ซึ่งอย่างที่บอกค่ะว่าการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ เป็นเรื่องใหม่ ไม่มีทฤษฎีใดมารองรับว่ามนุษย์เราจะทำสถิติดีที่สุดได้เท่าไร สถิติฟรีไดวิ่งในทำเนียบโลกแชมป์โลกผู้หญิง คนล่าสุดชาวต่างประเทศ ทำได้ 9 นาที

สถิติการดำน้ำความลึกมีข้อมูลทางวิทยาศาสตรเคยบันทึกไว้ว่ามนุษย์เราสามารถทำได้เพียง 30 เมตร เพราะถ้าดำลึกกว่านี้ปอดจะแฟบ แต่ล่าสุดแชมป์โลกทำได้ถึง 129 เมตร ขณะที่ส่วนสถิติของคนไทยที่ทำได้ขณะนี้อยู่ที่ 75 เมตร และสำหรับตัวพลอยขณะนี้กำลังฝึกทำสถิติความลึกอยู่ที่ประมาณ 40 เมตร แต่ยังไม่เคยลงสนามแข่งขันนะคะกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝน อาทิตย์ละ 4 วัน พยายามทำสถิติให้ดีที่สุด พลอยเคยฝึกกับครู Alexey Molchanov ที่เป็นผู้ริเริ่มการแข่งขันประเภทนี้ ที่ประเทศสเปน

สำหรับการแข่งที่สิงคโปร์ เป็นการแข่งขันอีกในประเภท Dynamic Apnea without Fins (DNF) เป็นประเภทที่นักฟรีไดวิ่ง ต้องว่ายทางยาวในสระว่ายน้ำค่ะ พลอยทำได้ระยะทางไกลที่สุด โดยไม่ใช้ฟินหรือตีนกบ พลอย กลั้นหายใจทำระยะทางใต้น้ำทำสถิติได้ 110 เมตรค่ะ”

พลอย บอกว่า หลายคนคิดว่าดำน้ำแบบนี้ดูน่าอันตราย ซึ่งโดยหลักการดำน้ำทุกประเภทล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น นักดำน้ำไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน จึงต้องมีวินัยเคร่งครัดและต้องไม่ประมาท โดยห้ามลืมกฎความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด

“หนึ่งลมหายใจ” สำรวจโลกใต้ท้องทะเลลึก

นอกจากนี้ มีการแข่งขันอีกหลายประเภท เช่น ประเภท Free Immersion Apnea (FIM) ที่เป็นการฟรีไดวิ่ง ผู้ดำน้ำต้องดึงเชือกลงไปในระดับความลึกที่ต้องการและดึงกลับขึ้นได้ ประเภท Constant Weight Apnea (CWA) ฟรีไดวิ่งแบบดั้งเดิมที่นักฟรีไดวิ่งต้องไต่ลงไปในระดับความลึกให้มากที่สุด การแข่งขัน Variable Weight Apnea (VWT) ฟรีไดวิ่งประเภทนี้ ผู้ดำน้ำจะใช้เครื่องออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ดำลงไปตามเชือกในระดับความลึกที่ต้องการใต้ผิวน้ำด้วยความเร็วสูง และ No-Limits Apnea (NLT) การแข่งขันดำลงไปในระดับความลึกที่สุด

การฟรีไดวิ่งทุกประเภท นักฟรีไดวิ่งต้องมีสภาพจิตใจ ร่างกาย และเทคนิคที่ดีมาก

“พลอยได้เรียนกับครูชาวฝรั่งเศส เอเดียน ดิโอเลนคอร์ท และเรียนกับครูชาวออสเตรเลีย อดัม สเติร์น ซึ่งเป็นนักฟรีไดวิ่งอันดับ 5 ของโลก ครูคนนี้เคยเป็นเจ้าของสถิติระดับนานาชาติถึง 4 สมัย ตอนแรกได้ฝึกก็กลัวค่ะ ก็มีเครียดเหมือนกัน ครูมีวิธีการสอนบอกเสมอๆ ว่าความเครียดเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการฟรีไดวิ่ง เพราะคนเรายิ่งเครียด ก็ยิ่งใช้ออกซิเจนมาก ดังนั้นก่อนลงไปใต้น้ำจิตใจต้องผ่อนคลายที่สุด เมื่อผ่อนคลายเราก็ได้สมาธิ ได้โลกใต้น้ำที่สงบ

เนื่องจากการฟรีไดวิ่งเป็นการกลั้นหายใจเพื่อลงไปใต้น้ำระดับความลึกมากๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกายผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงได้ ส่วนการฝึกนั้นอย่างแรกคือฝึกวิธีหายใจ ต้องหายใจให้ได้อย่างถูกต้อง หายใจเอาอากาศจากกระบังลมขึ้นมาเก็บไว้ภายในปอด การดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งทุกอย่างจะต้องฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะแต่ละสเต็ปมีเหตุมีผลรองรับในการฝึก จะข้ามขั้นตอน หรือกระโดดลัดไม่ได้เลยค่ะ เพราะเมื่อลงใต้น้ำไปเรื่อยๆ ยิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลต่อร่างกายมากขึ้นโดยอัตโนมัติ

เทคนิคแรกที่ครูสอน ได้ลงฟรีไดวิ่งใต้ทะเลครั้งแรก โดยเริ่มต้นที่ความลึก 10 เมตร และหลังจากที่ไต่ลงไปถึงระดับแล้ว จึงจะได้มีโอกาสหยุดอยู่ใต้น้ำทะเลนิ่งๆ ได้มองไปรอบๆ ตัว บรรยากาศใต้ทะเลไม่มีเสียงอะไรเลย มองไปรอบตัวมีแต่สีฟ้าเข้มของน้ำทะเล และปลาที่กำลังว่ายอยู่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเลยค่ะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงหลงใหลการดำน้ำแบบนี้มาก ซึ่งนี่คือความแตกต่างของการดำน้ำแบบทั่วไปที่มีถังอยู่บนหลังที่จะได้ยินเสียงออกซิเจนสั่นตึ้กๆ แต่กับการดำน้ำฟรีไดวิ่ง คือ ความเงียบและสงบมาก แล้วคือความสงบสุขที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเราเลยค่ะ”

ในกลุ่มนักดำน้ำประเภทนี้ การเคลื่อนไหวอย่างอ่อนไหวโดยไม่เสียพลังงาน ทำให้นักดำน้ำฟรีไดวิ่งสามารถอยู่ใต้น้ำได้หลายนาที และสามารถสัมผัสและรู้สึกท้องทะเลเช่นเดียวสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ท้องทะเล เนื่องจากความอิสระจากอุปกรณ์ที่เทอะทะ จึงทำให้นักดำน้ำฟรีไดวิ่งสามารถแอบขึ้นไปว่ายน้ำอยู่บนหลังเต่าทะเล หรือแม้แต่ลื่นไหลลงไปสู่พื้นทะเลเพื่อพบกับปลากระเบน พลอย เล่าถึงโลกใต้ทะเลให้ฟังอย่างมีความสุข

“สิ่งแรกที่คนมาเรียนกับพลอยจะต้องมีคำถามแรก ก็คือไม่กลัวฉลามหรือ? (หัวเราะ) แต่สิ่งที่นักดำน้ำทุกคนควรมีคือเอาชนะความกลัวค่ะ และคือความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับกีฬาชนิดนี้ ถ้าเอาชนะความกลัวไม่ได้ ใจเครียด ร่างกายไม่รีแลกซ์ คุณก็ไม่สามารถกลั้นหายใจได้เลย แต่พลอยจะบอกนะคะว่าใต้ทะเลลึกไม่มีอะไรน่ากลัวเลย

ฉลามกลัวคนค่ะ สัตว์ใต้ทะเลทุกชนิดกลัวคนมากมีแต่พวกเขาจะว่ายหนีเรา นอกจากเขารู้สึกว่าถูกรุกรานจึงจะจู่โจม พลอยดำน้ำมากว่าครึ่งชีวิตแล้วนะคะไม่เคยโดนสัตว์ใต้ทะเลทำร้ายเลยค่ะ

ส่วนความลึกลับใต้ทะเล พลอยกลับคิดว่านี่คือเสน่ห์ที่มนุษย์เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิตมากมายอีกหลากหลายสปีชีส์ ทุกครั้งที่ลงทะเลก็จะได้เจอตัวอะไรแปลกๆ ทุกครั้งเลยนะคะ แล้วก็ไม่รู้ไม่มีอะไรแน่นอนว่าลงไปแล้ว ตรงนี้เคยเจอตัวนี้ ลงไปอีกครั้งที่เดิม แล้วจะได้เจอกันอีกไหม หรือได้เจอตัวอะไร

เพื่อนๆ ก็ชอบถามค่ะว่าไป จ.ชุมพร ปีละ 10 กว่าครั้งไม่เบื่อหรือ? ไม่เบื่อเลยค่ะ เพราะไปแต่ละครั้งก็เจอประสบการณ์การดำน้ำที่มีเรื่องอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เราดูได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งไดรฟ์เช้าและไดรฟ์บ่าย เวลาต่างกัน 3 ชั่วโมง บรรยากาศก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้วค่ะ กระแสน้ำเปลี่ยนอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนทำให้มีปลาหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ว่ายน้ำมาให้เราเห็นอยู่เสมอ ก็แน่นอนค่ะว่าพระเอกนางเอกใต้ทะเลลึกก็ต้องเป็นฉลาม

พลอยโชคดีมากได้เจอฉลามหัวฆ้อนที่ทะเลแดง ประเทศอียิปต์ ลำตัวยาวกว่า 3 เมตร ฉลามเสือตัวใหญ่มากกว่า 5 เมตรเลยค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ไม่ต้องไปดำไล่หาดูนะคะ ฤดูที่ถูกต้อง พื้นที่ที่ถูกต้อง เขาก็จะมาให้เราเห็นเองค่ะ ทะเลบ้านเราก็จะได้เห็นฉลามวาฬ นี่คือความสุขของการไปอยู่ใต้น้ำค่ะ อีกเหตุผลคือมันทำให้เราเป็นเด็กเบบี๋ที่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ตลอดเวลา แม้พลอยเป็นครูสอนแต่เมื่อไปดำทะเลที่ใหม่ พลอยก็ต้องเรียนรู้ใหม่ กลายเป็นเด็กนักเรียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่มีวันเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้เลยค่ะ”

เมอร์เมดคนสวยบอกทิ้งท้ายดำน้ำเป็นแพสชั่นของชีวิต ถึงไม่มีคุณพ่อเป็นนักดำน้ำ สักวันชีวิตก็ต้องเข้ามาในโลกใบนี้ อาจจะไม่ได้เข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ต้องอยู่ในโลกทะเลแน่นอน และในปีหน้า Thailand Dive Expo 2018 ใครที่อยากเจอฝากเนื้อฝากตัวกับ “ครูพลอย” ก็มาเจอกันโลกใต้ทะเลรอทุกคนเปิดประสบการณ์ใหม่อยู่

Revolved Boat Pose Parivritta Navasana (โยคะ ท่าเรือ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553867

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:44 น.

Revolved Boat Pose Parivritta Navasana (โยคะ ท่าเรือ)

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การจะฝึกท่าเรือได้ ไม่เพียงแค่มีกำลังหน้าท้องที่แข็งแรงเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการหาจุดทรงตัวของกระดูกรองนั่ง รวมทั้งก้นกบ คนที่ค้างท่านี้ได้นานโดยไม่เป็นตุ๊กตาล้มลุก จึงสามารถฝึกท่าเรือในเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่ท้าทายขึ้นได้อีกในเวอร์ชั่นวันนี้ก็เช่นกัน นอกจากความแข็งแรงของหน้าท้องแล้ว ยังต้องใช้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ขาด้านหลังมากกว่าเวอร์ชั่นปกติ ดังนั้นการจัดระเบียบร่างกายจะต้องใช้หลายส่วนช่วยกันเป็นทีมเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นการยืดหลังล่าง ยกหน้าอก เก็บสะดือเข้าและยกขึ้นสูงติดต่อกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quads and hip Flexors)

โดยเฉพาะกล้ามเนื้ออิลิโอโซแอสและเรกตัส ฟีเมอร์ริสที่อยู่ตรงกลางของต้นขา (Illiopsoas and rectus femoris) รวมทั้งการหาจุดมองเพื่อช่วยในการทรงตัวเพื่อที่จะค้างท่าได้ ซึ่งประโยชน์ของท่าเรือมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้แกนกลางลำตัว ส่งผลดีกับระบบย่อยอาหาร พัฒนาการฝึกการทรงตัว แต่ควรระวังสำหรับคนที่มีปัญหาปวดหลังล่างอย่างรุนแรง หรือคนที่มีปัญหากับช่องท้อง ควรหลีกเลี่ยงหรืองดฝึกท่านี้

ก่อนฝึกควรวอร์มอัพกลุ่มท่าหน้าท้องแบบง่ายๆ แล้วเนื่องจากในเวอร์ชั่นนี้มีการยืดขาด้วย การฝึกท่าอาสนะที่ยืดต้นขาด้านหลังก่อนจะทำให้ช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ 

วิธีปฏิบัติ

1ให้เริ่มต้นด้วยการนั่งชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้น พนมมือไวแล้วหายใจเข้า-ออก ประมาณ 3 รอบลมหายใจ เพื่อเตรียม

2 ส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวาด้านนอกส่วนมือขวาหงายมือจับส้นเท้าขวาด้านในยืดหลังให้ตรงแล้วหายใจเข้า

3หายใจออกยืดขาขวาขึ้นให้สุดหรือตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

4จากนั้นส่งมือขวาจับเท้าซ้ายที่ชันเข่าที่ด้านในแล้วหายใจเข้า พอหายใจออกให้ยืดขาซ้ายขึ้นมาคู่กันกับขาขวา

5หายใจออกอีกรอบแล้วยืดลำตัวขึ้นส่งแขนด้านซ้ายให้อยู่หลังใบหูซ้าย จากนั้นค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออกประมาณ 5 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

วิกันดา ยงทิวเจริญสุข นางฟ้าของสัตว์โลกตัวน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553864

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:27 น.

วิกันดา ยงทิวเจริญสุข นางฟ้าของสัตว์โลกตัวน้อย

โดย พุสดี

นิยามคนรักสัตว์ในสายตาคุณเป็นอย่างไร? ไม่รังแกสัตว์ โอบอ้อมอารีต่อสัตว์ หรือช่วยเหลือสัตว์ทุกครั้งที่มีโอกาส

ไม่สำคัญว่าคำตอบของคุณจะเป็นอย่างไร เพราะสำหรับ “วิว” วิกันดา ยงทิวเจริญสุข ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมุ่งมั่นกับการช่วยเหลือสัตว์ทุกครั้งที่มีโอกาส

“ตั้งแต่เล็กเราก็เป็นแบบนี้นะ อย่างเวลาไปตักข้าวในครัว ถ้าเห็นจิ้งจก เราไม่ได้ตกใจนะ แต่จะเอาข้าวสวย 2-3 เม็ดวางไว้ให้มัน เพราะเราไม่อยากให้มันต้องเสี่ยงชีวิตลงไปกินที่ทัพพีตักข้าวที่แช่น้ำไว้ กลัวมันจะจมน้ำตาย” สาวหวานบอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

แม้หลายคนอาจจะฟังดูแล้วคิดว่าเว่อร์หรือเปล่า แต่ถ้าลองได้ติดตามเรื่องราวของเธอจากนี้ จะรู้ว่านี้คือเรื่องจริงไม่ใช่นิยาย

ความเมตตานี้ค่อยๆ บ่มเพาะมาทีละน้อย จนกระทั่งเติบใหญ่เริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพได้ วิวไม่เคยเกี่ยงงอนทุกครั้งที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือสัตว์ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการให้อาหารหมา แมวจรจัด ไปจนถึงการทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตเล็กๆ ของสัตว์น้อย แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของเธอไว้

“เหตุการณ์ที่ประทับใจไม่ลืม คงเป็นตอนที่เสี่ยงชีวิตลงไปช่วยเจ้าเหมียวที่กำลังจะโดนรถชน ตอนนั้นวิวเพิ่งอายุ 15 ปี วันนั้นนั่งรถไปกับพี่สาวแถวพระราม 4 แล้วปรากฏว่าระหว่างที่รถติดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดง เราเห็นมีแมวตัวหนึ่งอยู่กลางถนน

คือถ้าไฟเขียวแล้วรถแล่นออกไปคือทับมันตายแน่ ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าต้องช่วยมันให้ได้ ตัดสินใจเปิดประตูรถแล้วลงไปอุ้มมันขึ้นมาทันที จากนั้นก็รีบพาไปหาสัตวแพทย์ เพื่อดูว่ามันเป็นโรคอะไรหรือเปล่า เอาจริงๆ ตอนนั้นวิวก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันต่อไปดี โชคดีที่ญาติวิวอาสาว่าจะเอาไปเลี้ยงดูให้”

นอกจากเหตุการณ์เสี่ยงตายเข้าไปช่วยเจ้าเหมียวแล้ว อีกเหตุการณ์ประทับใจที่วิวจำไม่ลืม คือตอนช่วยนกพิราบที่โดนแมวที่บ้านกัด

“นกพิราบตัวนี้บินมาตรงหน้าบ้านวิว แล้วเจอแมวจรที่เราให้อาหารกัด ตอนนั้นวิวตกใจมาก รีบพานกพิราบไปโรงพยาบาลจุฬาฯ พอไปถึงหมอบอกว่ารักษาไม่ได้แล้ว เพราะถ้านกพิราบโดนแมวกัด จะหลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมาทำให้ตาย ตอนนั้นวิวทั้งตกใจ และรู้สึกบาป ที่แมวจรที่เราให้อาหารไปทำลายสัตว์ตัวอื่น

วันนั้นนอกจากหมอจะพยายามยื้อชีวิตนกพิราบตัวนั้นอย่างสุดความสามารถ คุณหมอก็ยังฉีดยาให้วิวด้วย เพราะกลัวว่าวิวจะติดเชื้อโรคจากนกพิราบ หลังจากนั้นวิวก็พานกพิราบกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ค่อยๆ กรอกข้าวให้กินทีละเม็ด คอยเช็ดตัวให้ วิวยื้อชีวิตมันไว้ได้ 9 วันสุดท้ายมันก็ตาย เสียใจนะ แต่รู้สึกว่าเราทำเต็มที่แล้ว เพราะหมอบอกจริงๆ มันอยู่ได้ไม่พ้นวันที่วิวพาไปส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ”

ด้วยความที่ช่วยเหลือสัตว์น้อยแบบไม่หวังผลเรื่อยมา ทำให้เมื่อคนรอบข้างพบเห็นว่ามีสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะติดต่อมาที่เธอ

“ถ้าเป็นเคสเล็กๆ ที่ใช้เงินรักษาไม่มาก วิวจะเป็นเจ้าภาพเอง พาแมวไปรักษาบ่อย จนมีโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งแถวพระราม 8 ใจดีมาก ลดราคาให้พอเขารู้ว่าเราช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพราะเห็นสัตว์ที่เราพาไปไม่เคยซ้ำเลย ส่วนถ้าเคสใหญ่ๆ วิวจะเป็นคนออกเงินก้อนไปก่อน แล้วค่อยมาขอเรี่ยไรเอา ถ้าเรี่ยไรแล้วสุดท้ายได้เงินไม่ครบ วิวจะเป็นคนเติมให้ครบเอง”

ถามว่า ทำไมวิวต้องทุ่มเทขนาดนี้ สาวสวยตอบอย่างมุ่งมั่นว่า

“สัตว์น้อยเหล่านี้เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนเรายังหาเงินได้ ซื้อข้าวกินเองได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังช่วยไหว วิวก็อยากช่วยให้สุดกำลัง แต่สิ่งที่วิวย้ำกับตัวเองเสมอคือ ต้องช่วยโดยไม่เบียดเบียนตัวเอง

“วิวไม่เคยเสียดายเงินนะ วิวคิดว่าเรายังเด็ก ยังสามารถหาเงินได้ เงิน 1 หมื่นที่เราเสียไป ถ้าเราช่วยได้ 1 ชีวิต มันคุ้มค่ามาก สำหรับวิวมันคือความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้”

ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553863

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ไลฟ์สไตล์วันว่างที่ตั้งใจ ‘สุริยา พูลวรลักษณ์’

สําหรับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะนักพัฒนาโครงการหรูระดับลักซ์ชัวรี่ขึ้นไปที่เป็นที่จับตามอง หนึ่งในบิ๊กเนมนั้น ต้องมีค่ายเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ รวมอยู่ด้วย เพราะนอกจากมีโปรดักต์ที่มีความโดดเด่นแล้ว ยังได้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง “ดร.บี” สุริยา พูลวรลักษณ์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ที่นำทัพสร้างผลงานการันตีด้วยอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ นอกจากเรื่องงานแล้ว ดร.บี ซึ่งมีดีกรีปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ ด้านเศรษฐมิติประยุกต์และเศรษฐมิติจุลภาคจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยังมีไลฟ์สไตล์และมุมมองรวมทั้งกิจกรรมส่วนตัวที่น่าสนใจไม่น้อย

ดร.บี เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาจะให้เวลากับการทำงานเป็นหลัก แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตนเองได้ใช้ชีวิตและให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น เนื่องจากทั้งพี่สาวและพี่ชายมีครอบครัว

“คุณพ่อแม้จะมีอายุมากกว่า 80 ปี แต่ยังคงแข็งแรงและทำงานที่บริษัท จึงมีโอกาสกินข้าวกลางวันด้วยกันเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองท่านมีอายุมากขึ้น ย่อมมีเจ็บไข้ได้ป่วยบ้างก็พาไปหาหมออยู่เรื่อยๆ อันนี้ดีใจที่ได้มีโอกาสดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งสองท่าน”

อย่างไรก็ตาม ดร.บี บอกว่า อาจคิดช้าไปสักนิด เพราะที่ผ่านมาจะมุ่งเรื่องทำงานเยอะมาก

“พออายุเรามากขึ้น คิดว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล ต้องให้เวลากับท่านมากขึ้น คุณพ่อไม่ใช่คนชอบเที่ยว ดังนั้น โอกาสที่จะใกล้ชิด คือการไปกินข้าวหรือไปหาหมอ ส่วนคุณแม่อายุกว่า 70 ปี ก็ยังแข็งแรงอยู่ ถือว่าผมโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่แข็งแรงทั้งคู่ ทั้งๆ ที่คนในวัยเดียวกันก็มีการเจ็บไข้ได้ป่วย”

ขณะเดียวกัน ดร.บี เริ่มมองหากิจกรรมที่ทำร่วมกัน อย่างคุณแม่คือ การตีแบดมินตัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง

“ก่อนหน้านี้จะอยู่แต่ในบ้าน เรามองว่าผู้สูงอายุถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะเฉา แก่เร็ว จึงชวนมาออกกำลังกายรวมทั้งชวนเล่นหุ้นบ้าง ก็มีทั้งได้บ้างเสียบ้าง รวมทั้งพาไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น พาไปเที่ยว ไปกินข้าว ดูหนัง ผมมีเวลาไม่มากนัก แต่ก็ต้องหาเวลาให้กับท่านทั้งสอง

ขณะเดียวกันทั้งพี่สาวและพี่ชายก็ช่วยดูแล เพราะเราว่างไม่ตรงกัน โดยพาไปเที่ยวต่างประเทศเพราะคุณแม่ยังเที่ยวไหว ส่วนตนเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ ก็จะชวนไปเปิดหูเปิดตาด้วยไม่อยากให้อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว”

นอกจากดูแลคุณพ่อคุณแม่แล้ว หากพอจะมีเวลาบ้าง ดร.บี จะไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม เช่น หลักสูตร ABC หลักสูตรของสถาบันวิทยาการตลาดทุน

“ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาได้รับรู้ถึงประสบการณ์จากบุคคลในหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานได้”

ส่วนกิจกรรมที่ ดร.บี ถือว่าเป็นการพักผ่อนคือ การเลี้ยงน้องหมา โดยตอนนี้มี 5 ตัวชื่อ โค้ก เป๊ปซี่ชาดำ โอวัลติน และกาแฟ ซึ่งเป็นสุนัขที่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ตัวเล็กๆ

“เลี้ยงมา 7 ปีแล้ว โดยส่วนตัวชอบช่วยเหลือสุนัขจรจัดหรือถูกทิ้ง สุนัขทั้ง 5 ตัวที่เลี้ยงมาจากการที่ได้รับข่าวจากอีเมลว่ามีลูกสุนัขถูกทิ้ง 12 ตัว และมีการอัพเดทเป็นระยะว่าหายไปทีละตัวเหลือเพียง 6 ตัว รู้สึกสงสารเลยเอามาทั้งหมด 6 ตัว แต่ตัวหนึ่งอ่อนแอมากเลยตาย จะพยายามช่วยเท่าที่ช่วยได้ตามกำลัง เช่น พบหมาบาดเจ็บก็เอาไปรักษา ไปฝากเลี้ยง

อย่างเช่น เราพัฒนาโครงการที่สนามบินน้ำ บนพื้นที่ 12 ไร่ ก็จะมีสุนัขอยู่ในพื้นที่ โชคดีมีป้าซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนั้นให้อาหารสุนัขที่นั่นเป็นประจำอยู่แล้ว เลยฝากป้าเอาไว้และซื้ออาหารให้ทุกเดือน พาไปฉีดวัคซีน เรารับมาเลี้ยงหมดไม่ไหว ส่วนตัวมองว่าปัญหาหมาจรจัดนับวันจะแย่ลงไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง”

ดร.บี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทได้มีการทำซีเอสอาร์ โดยการสร้างบ้านหมา หาอาสาสมัครฉีดวัคซีนให้ เช่น ที่เกาะสุนัข พุทธมณฑล เป็นต้น และล่าสุดได้มีการไปร่วมกับ “ปุ๊” อัญชลี จงคดีกิจกับกิจกรรมสี่ขาหมาจรที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

“นอกจากนี้ ผมยังช่วยส่งข่าวผ่านกรุ๊ปเพื่อหาบ้านใหม่ให้ เพราะมีหมาที่โดนทิ้งเยอะ รวมทั้งโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ถ้าเป็นหมาที่มีสายพันธุ์จะหาผู้เลี้ยงต่อได้ไม่ยาก แต่ที่ลำบากคือหมาจรจัดหมาไทยข้างถนนมากกว่า

ในอนาคตมีความคิดว่า ถ้ามีเวลาและทุนทรัพย์มากกว่านี้ก็น่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ได้บ้าง ตอนนี้ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ อย่างไรก็ดี มองว่าถ้าทุกคนร่วมกันแก้ปัญหามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น ผู้จะเลี้ยงต้องลงทะเบียนสัตว์เมื่อโดนทิ้ง จะได้รู้ว่าใครทิ้งเขาจะได้คิดให้ดีก่อนจะเลี้ยง ไม่ใช่พอชอบก็จะเลี้ยง พอไม่ชอบก็ไม่เลี้ยง นำไปปล่อยวัดแบบนี้ รวมทั้งเน้นทำหมัน โดยรูปแบบอาจเป็นการรับบริจาค หรือการทำกิจกรรมหาเงินให้คนเข้ามาช่วย ซึ่งเราก็เห็นมาตลอด ไม่ว่าจะทำเสื้อขาย เป็นต้น

ในส่วนโครงการของเราก็ให้เลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เน้นเป็นจุดขาย อย่างเช่นโครงการมารุ เป็นการทดลอง เนื่องจากมองว่าคนกรุงเทพฯ เป็นไลฟ์สไตล์จะอยู่คนเดียวเยอะขึ้น แต่งงานช้าลง อยากเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมว ก็แก้เหงาได้ แต่เนื่องจากทุกคนไม่ใช่จะชอบสัตว์ ดังนั้นเราจะจัดสรรพื้นที่เฉพาะบางส่วนเท่านั้น”

ด้านการบริหารงานนั้น ดร.บี เผยว่า ตนโชคดีที่ได้ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่คอยให้คำแนะนำปรึกษา ทั้งนี้ต้องการเรียนรู้และศึกษาข้อมูล อีกทั้งต้องเก็บเกี่ยวความรู้ในทุกด้าน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“เพราะพลาดจะเสียหายมาก เช่น ตอนทำงานใหม่ การดีลกับลูกค้าเรายังไม่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าที่ควรจะจ่าย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้คุณพ่อเป็นต้นแบบ ซึ่งเราเห็นคุณพ่อทำธุรกิจโรงหนังมาโดยตลอด ท่านเป็นคนทำงานหนัก เป็นแบบอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต ทั้งนี้เรามีเป้าหมายที่เป็นผู้นำตลาดไฮไรส์ไฮเอนด์ คือเป็นผู้นำตึกสูงคอนโดตลาดระดับบน จะเน้นตลาดนี้ไม่แตกไลน์มากนัก เราใช้เวลาทำโปรดักต์มา 10 กว่าปี ปัจจุบันเราสามารถสร้างแบรนด์ในใจของผู้บริโภคตั้งแต่ยังเจเนอเรชั่นขึ้นไป ขณะที่รูปแบบดีไซน์ก็ปรับตามความต้องการของผู้บริโภค”

สำหรับกลยุทธ์หลักในการทำสินค้าพรีเมียมนั้น ดร.บี ชี้ว่าอาจแตกไลน์โปรดักต์จากที่ทำคอนโดไฮไรส์ ก็อาจจะเป็นโลว์ไรส์หรือแนวราบระดับพรีเมียม

“ยังเน้นขายของแพงอยู่ เพราะมองว่าเซ็กเมนต์นี้มีกำลังซื้อ หากเราทำโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ได้ผู้ซื้อย่อมยอมจ่าย โดยเราจะทำโปรดักต์พรีเมียมในโลเกชั่นนั้นๆ”

‘ความทรงจำชั่ววินาทีของลูก’ มรกต กิจมงคลธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553858

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 11:37 น.

‘ความทรงจำชั่ววินาทีของลูก’ มรกต กิจมงคลธรรม

โดย ฤดูกาล ภาพ : มรกต กิจมงคลธรรม

หน้าที่ของแม่ไม่มีวันหยุดและไม่มีเวลาเลิกงาน ครอบครัวของคุณแม่ฟูลไทม์อย่าง “แพร์” มรกต กิจมงคลธรรม เจ้าของบริษัท กิจมงคลคาร์ แอนด์ เซอร์วิสเซส ผู้ให้ดำเนินการทางทะเบียนรถยนต์รายใหญ่ของไทย จึงต้องหาวันพักผ่อนด้วยการพาลูกทั้งสองคนออกเดินทาง

เธอและสามีได้พาลูกชายสุดหล่อ “น้องเลอเบย์” และสาวน้อยน่ารัก “น้องลาแบลล์” ไปเที่ยวนอกบ้านตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับลูกชายคนโต แม่แพร์พาไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ อย่างพัทยาและหัวหินตั้งแต่อายุประมาณ 9 เดือน ซึ่งแม้ว่าลูกจะเล็กมากเกินกว่าจะเล่นน้ำได้ แต่เธอก็ยังอยากพาไปให้ลูกเห็นธรรมชาติและสูดอากาศอย่างที่กรุงเทพฯ ไม่มี

“สิ่งที่ครอบครัวเราให้ความสำคัญมากๆ คือ โรงแรม เราชอบเลือกไปพักโรงแรมเปิดใหม่ สะอาด มีห้องพักสำหรับครอบครัว มีสระว่ายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเผื่อความจำเป็นฉุกเฉิน” คุณแม่ลูกสอง กล่าว

หลังจากนั้นเมื่อผ่านทริปในประเทศไปหลายครั้ง ส่วนตัวเธอเองก็ทราบแล้วว่าต้องเตรียมตัวและจัดการกับลูกน้อยอย่างไร ทำให้เมื่อน้องเลอเบย์เริ่มเดินได้ประมาณ 1 ขวบครึ่ง เธอจึงพานั่งเครื่องบินไปญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

“เราเลือกซื้อทัวร์พาลูกไปโตเกียว เพราะอยากให้ลูกเห็นหลายๆ ที่ในวันเดียว แต่ปรากฏว่าการไปทัวร์ทำให้เวลาทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องตื่นเป็นเวลา กิน และเที่ยวตามเวลาที่กำหนด ทำให้มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าเวลาไปเที่ยวเอง เลือกกับความสะดวกสบายในการเดินทาง

นอกจากนี้ เรายังมีตัวช่วยเป็นรถเข็นเด็กให้น้องเบย์นั่งชิลไปเวลาเดินเล่น ซึ่งรถเข็นเด็กที่ใช้ควรมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย จะได้สะดวกกับการพาเขาไปที่ต่างๆ”

หลังจากมีประสบการณ์จากลูกชายคนโต ทำให้เธอกล้าพาลูกสาวคนเล็กไปเที่ยวมากขึ้น อย่างทริปล่าสุดเธอได้พาลูกทั้งสองคนไปเที่ยวหัวหิน

“ถามว่าเหนื่อยมากขึ้นไหม ต้องบอกว่าไม่เลย เพราะเราเตรียมตัวมาดี เรารู้ว่าเส้นทางกรุงเทพฯ ไปหัวหินรถอาจจะติดก็เตรียมขนมและนมของลูกๆ ไป พอไปถึงโรงแรม ทางโรงแรมก็จะทำอาหารปั่นสำหรับน้องลาแบลล์เตรียมไว้ให้ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกโรงแรมที่ดีให้ลูกๆ เพราะทางโรงแรมจะมีบริการพิเศษสำหรับเด็กเล็ก ทำให้เราไม่ต้องเตรียมทุกอย่างเองทำให้เที่ยวสนุกมากขึ้น”

มีคนเคยถามเธอหลายครั้งว่า ทำไมถึงพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเมื่อลูกโตขึ้นมาคงจำอะไรไม่ได้ เธอตอบว่า

“มันจะเป็นความทรงจำชั่ววินาทีที่เขาเห็น วันที่เขาเห็นทะเลครั้งแรกเขากลัว แต่พอไปครั้งที่สองครั้งที่สามเขาได้เรียนรู้แล้วว่าทะเลที่เห็นคืออะไร และหลังจากนั้นเขาก็กล้าที่จะแตะต้องสัมผัส และกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนมากขึ้น นี่แหละเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเดินทาง

อย่างน้องเบย์ที่เข้าโรงเรียนแล้ว เขาจะเชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในหนังสือกับสิ่งที่เขาเคยเห็นมาอย่างพวกสัตว์ต่างๆ ที่เราเคยพาไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือธรรมชาติภูเขาที่เคยไป ทำให้เขาเข้าใจและสนุกกับการเรียนมากขึ้นด้วย”

ช่วงเวลาที่พ่อแม่ลูกได้รับประทานอาหารพร้อมกันทั้ง 3 มื้อ ได้เห็นหน้าพูดคุยกันตลอดเวลา และได้เข้านอนด้วยกันอย่างพร้อมหน้า นับเป็นเวลาคุณภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งครอบครัวกิจมงคลธรรมก็ไม่เคยรอช้าที่จะสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีความสุขร่วมกัน 

แรงบันดาลใจในสายฝน ‘นายสองสามก้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553855

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

แรงบันดาลใจในสายฝน ‘นายสองสามก้าว’

โดย  รอนแรม ภาพ : นายสองสามก้าว

เพราะการเดินทางสร้างแรงบันดาลใจ คือ คำตอบว่าทำไม “นายสองสามก้าว” ถึงสะพายเป้และสวมหมวกคู่ใจขึ้นเหนือล่องใต้ไม่หยุดหย่อน โดยเขาได้ส่งแรงบันดาลใจต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller และเว็บไซต์ http://www.alifeatraveller.com เล่าประสบการณ์และข้อมูลการเดินทางให้ไปตามรอย

อย่างฤดูฝนเช่นนี้ เขาแนะนำให้ไปสัมผัสธรรมชาติเขียวชอุ่มที่แพร่และน่าน สองจังหวัดในภาคเหนือที่มีอุทยานแห่งชาติรวมกันถึง 10 แห่ง อันสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

“ส่วนใหญ่คนไทยจะคิดว่าต้องไปเที่ยวภาคเหนือแค่หน้าหนาวเท่านั้น แต่ถ้าใครเป็นสายลุย สายเดินป่าขึ้นเขา ต้องไปเหนือหน้าฝน เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นสีเขียว ป่าไม้ แม่น้ำ ล้วนสดชื่น ในตอนเช้าเห็นหมอก ตอนกลางคืนเห็นดาว ดังนั้นสำหรับผมพอเห็นว่าฝนเริ่มตกเมื่อไร นั่นหมายความว่าผมต้องเก็บกระเป๋าขึ้นเหนือแล้ว”

นายสองสามก้าวแนะนำแหล่งธรรมชาติในดวงใจ อย่างอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน เพราะนอกจากอุทยานฯ จะมีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งถนนหนทาง ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นแล้ว ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยงามและทะเลหมอกที่สุดประทับใจ นอกจากนี้เขายังแบ่งปันประสบการณ์เที่ยวหน้าฝนให้ฟังว่า

“ปีที่แล้วผมไปเดินป่าที่ภูเข้ สถานที่ที่คนน่านเองก็ยังไม่ค่อยรู้จัก ภูเข้อยู่บริเวณพรมแดนไทยและลาว ซึ่งมีความลำบากทั้งการเดินและเส้นทาง จากตัวเมืองปัวต้องไปทางบ่อเกลือ เฉลิมพระเกียรติ ถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องความคดเคี้ยวไปตามภูเขา แค่เดินทางไปถึงตีนภูก็ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงแล้ว

จากนั้นต้องเดินเท้าต่ออีก 5-6 ชั่วโมงเพื่อไปภูเข้และกางเต็นท์ค้างแรมบนนั้น ซึ่งแม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน สุดท้ายธรรมชาติก็ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่าเสมอ”

นักเดินทางสายลุยยังกล่าวด้วยว่า สำหรับคนที่อยากเดินป่าหน้าฝนอย่างแรกที่ต้องเตรียมคือ เตรียมตัว

“เพราะต้องยอมรับว่าการเดินป่าหน้าฝนหนักกว่าหน้าอื่น เพราะต้องเจอฝน เจอสัตว์หรือแมลงที่มากับน้ำ เส้นทางที่ลื่นเละกว่าจึงทำให้เหนื่อยกว่าเดิม รวมไปถึงยา เสื้อผ้า และอุปกรณ์กันน้ำต่างๆ”

นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเตรียมใจ เพราะต้องเจอกับสภาพที่โหดกว่าฤดูกาลอื่นแน่นอน

“ความโหดนี่แหละที่ทำให้หลายคนพลาดสิ่งที่ดีที่สุดไป บางคนกลัวทาก กลัวเปียก กลัวลำบาก ทำให้พลาดธรรมชาติที่สดชื่นกว่า และเมื่อเราขึ้นไปอยู่บนปลายทางนั้นแล้ว เวลาหายใจมันสดชื่นและบริสุทธิ์กว่าฤดูอื่นจริงๆ ใครที่อยากรู้ว่ากลิ่นดินกลิ่นป่าเป็นอย่างไร ป่าหน้าฝนจะให้คำตอบนั้นได้ รวมไปถึงกลิ่นหมอก กลิ่นฝน ที่จะสูดเข้าไปชโลมใจจนลืมเรื่องวุ่นวายไปหมดสิ้น” ติดตามก้าวต่อไปของนักเดินทางสายลุยคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller

ไม่แน่ว่าฝนนี้ของคุณอาจไม่เหมือนเดิม… 

ดวงกมล เจียมบุตร อัญมณีไทยต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553845

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ดวงกมล เจียมบุตร อัญมณีไทยต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก

โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นตลาดการค้าเก่าแก่ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนกำหนดทิศทางมาตรฐานอัญมณีไทยอย่าง ดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวอ.) หรือ The Gem and Jewelry Institute of Thailand (GIT) ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่าควรแก่การรับฟังไม่น้อย

ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ

ดวงกมล พูดถึงการทำงานที่ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีส่วนในการพัฒนามาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยว่า

“แนวทางในการทำงานจะต้องเน้นในเรื่องความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ยิ่งเราทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ความถูกต้อง แม่นยำยิ่งมีความสำคัญ สมัยก่อนถ้าเราจะซื้อเครื่องประดับสักชิ้น เราจะถามพ่อแม่เพื่อนๆ ว่าไปร้านไหนดี

สมัยนี้ถามว่าทำแบบนั้นได้ไหมก็ได้อยู่ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าปัจจุบันมีเทคนิคในการทำของเทียมขึ้นมาให้ดูเหมือนจริงหรือทำของจริงที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ พูดแล้วบางคนอาจจะสงสัยว่าของจริงที่ไม่ได้มากจากธรรมชาติเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น พลอยสังเคราะห์ เป็นพลอยของจริงที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ลัดขั้นตอนการเกิดพลอย

จากเดิมที่พลอยตามธรรมชาติอาจจะใช้เวลาหลายล้านปีในการทับถมจนเกิดพลอย แต่องค์ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสามารถสร้างพลอยสังเคราะห์ ที่ใช้เวลาไม่นานก็ผลิตพลอยให้ออกมามีโครงสร้างแบบเดียวกัน แต่ต่างกันที่ระยะเวลาการเกิดเท่านั้น

ถ้าเป็นพลอยเก๊ หรือซื้อพลอยเนื้ออ่อนแล้วได้แก้วสีมาแทนแบบนี้อย่างไรก็มองออก แต่ถ้าเป็นอัญมณีสังเคราะห์ จะรู้ได้จากการส่องกล้องดูสายแร่ ดูตำหนิตามธรรมชาติ เท่านั้นถึงจะแยกออก เพราะฉะนั้นคนธรรมดาอย่างเราไม่รู้หรอก โดยเฉพาะอัญมณีเม็ดเล็กไม่มีทางรู้ได้เลย ต้องใช้เครื่องตรวจวัดเท่านั้น

ฉะนั้น เราจึงต้องรวดเร็วตามทันเหตุการณ์ เราจะต้องบอกเขาให้ได้ว่าที่คุณซื้อนั้นคืออะไร ของแท้ไหม ราคาขึ้นอยู่กับเกรดและความพอใจ สวยไม่สวย ดีไม่ดีอยู่ที่รสนิยมของแต่ละคน เราต้องบอกผู้บริโภคให้ได้ ต้องทำให้เป็นมาตรฐานที่ตรวจสอบได้”

สร้างเรื่องราวให้ลูกค้ารับรู้

“ทุกวันนี้สินค้าทุกชิ้นที่ทำต้องมีที่มาที่ไป เวลาที่เราขายต่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่ได้มาจากแรงงานทาส ไม่ได้เอามาจากของเถื่อน ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ทำไมเราต้องมาพูดถึงเรื่องเหล่านี้เพราะคนยุคใหม่เป็นคนที่มีแนวคิดแบบนี้ทั้งหมด คนแบบนี้แหละที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของประเทศในวันหน้า พวกเขาเติบโตในยุคที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายพวกเขาจะตระหนักในเรื่องเหล่านี้มากเป็นพิเศษ

ทิศทางในการทำงานของเราจะต้องมองให้ครบว่าจะมีอะไรบ้างที่มากระทบกับเรา โดยเฉพาะการส่งออกอัญมณีถ้าเขามีมาตรฐานตรงนี้ขึ้นมา แล้วเราไม่ปรับตามตรงนี้กระทบแน่นอน ต้องรู้และบอกกล่าวกับผู้ประกอบการ เมื่อพูดถึงผู้ประกอบการก็ต้องแบ่งออกเป็นสองแบบก็คือ ผู้ประกอบการที่ทำสินค้าส่งออก กับผู้ประกอบการที่ทำสินค้าภายในประเทศ

ผู้ประกอบการส่งออกพวกเขาจำเป็นที่จะต้องรู้และปรับตัวในทันที แต่ผู้ประกอบการในประเทศที่เน้นทำงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น เป็นงานฝีมือที่หาตัวจับได้ยากก็มีเวลาปรับตัวมากหน่อย แต่เราจะไปพูดถึงเรื่องมาตรฐานก็คงยาก จะต้องเน้นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม ขายความเป็นแฮนด์เมด ขายความเป็นเอกลักษณ์ให้ได้ในราคาที่เหมาะสม

เราไปเมืองนอก ทุกอย่างที่เขียนว่าแฮนด์เมดจะมีราคาแพงกว่าสินค้าปกติทั่วไปเป็น 10 เท่า อย่างเสื้อที่เป็นผ้าลูกไม้ทำด้วยมือหรืออะไรก็ตามจะเห็นว่าแพงมาก เพราะเป็นสินค้าแฮนด์เมดเป็นสินค้าราคาแพง ในขณะที่ประเทศไทยเราไปดูในต่างจังหวัดแฮนด์เมดเป็นสินค้าที่ถูกมาก

ทุกวันนี้บางทีเราไม่ได้ขายเรื่องราว ทำให้เราขายของในราคาที่ถูกเกินไป ถ้ามีเรื่องราวของสินค้าชิ้นนั้นก็จะได้ราคาดีขึ้นรวมกับการทำแพ็กเกจยิ่งทำให้ของดูดีมีราคา ทำให้เป็นที่ยอมรับของตลาดเข้าถึงผู้บริโภค ให้เขาสนใจว่าทำไมถึงต้องซื้อ อย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนจะเป็นดินที่มีแร่โลหะผสมอยู่เป็นดินที่มีคุณสมบัติพิเศษ หรืออย่างเช่นทองสุโขทัยก็จะเป็นทองที่มีเอกลักษณ์ที่มีประวัติความเป็นมา 100 กว่าปี มีความเชื่อมโยงทางฝีมือช่างจากหลายท้องถิ่นหลายยุคหลายสมัยเข้ามารวมด้วยกัน จนก่อให้เกิดลายใหม่ เกิดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หาไม่ได้จากที่อื่น

ลูกค้าที่ซื้อไปเวลาเอามาใช้เอามาใส่ก็จะภูมิใจว่าสิ่งที่เขาซื้อไปนั้นไม่ใช่สิ่งของธรรมดา หาได้ตามท้องตลาดเป็นสิ่งที่เครื่องจักรทำขึ้นมา เขายอมจ่ายแพงเพื่อซื้อเรื่องราวความมีคุณค่าพิเศษทางจิตใจ”

สร้างมาตรฐานสินค้าสู่ความเชื่อมั่น

เมื่อเราถามถึงเรื่องมาตรฐานที่จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่น และส่งผลให้ไทยเรากลายเป็นศูนย์กลางของอัญมณีระดับโลก ผู้อำนวยการจีไอที ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

“นอกจากเรื่องของการพัฒนาสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับแล้ว ก็ยังมีเรื่องมาตรฐานของเครื่องประดับและอัญมณีที่เราต้องทำให้สังคมรับรู้ ในเรื่องของใบรับรองมาตรฐานจีไอทีของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ทุกวันนี้มีหน่วยงานเอกชนที่ออกไปรับรองมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับมากมาย แต่คำถามก็คือได้มาตรฐานแค่ไหนเราไม่สามารถรับรองได้เลย

เวลาเราไปร้านขายทอง ขายเพชร ซื้อของเขาแล้วทางร้านก็ออกไปรับรองเองขึ้นมา แบบนี้คงไม่ใช่เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีปัญหาเรื่องซื้อทองจากอีกร้านหนึ่งแล้วไปขายอีกร้านหนึ่งเขาไม่รับซื้อ ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงต้องให้สถาบันที่เป็นหน่วยงานที่เชื่อถือได้เช่น จีไอที ออกไปรับรอง เพราะเรามีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน คำว่ามาตรฐานจะต้องพิสูจน์ได้อย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับได้มาตรฐานสากลในระดับโลก

เรามีการออกสิ่งที่เรียกว่า ฮอลล์มาร์ค (Hallmark) ในการตรวจโลหะ ว่าเป็นโลหะอะไรมีค่าเท่าไหร่ เช่น เป็นเงิน 925 เป็นทองกี่เคตรวจเสร็จ เราก็จะปั๊มไปบนเครื่องประดับชิ้นนั้นว่าใช้โลหะอะไร ทำให้เครื่องประดับนั้นมีตราประทับอยู่ 3 ตรา เป็นหลักสากลที่ใช้กัน ตราแรกก็คือตราที่บอกว่าใช้โลหะอะไรมีค่าเท่าไหร่ ตราที่สองคือตราของจีไอทีเป็นการรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือได้ และตราที่สามก็จะเป็นตราของแบรนด์ร้านค้าหรือตราของผู้ผลิต

ถ้าเราไปต่างประเทศแล้วซื้อเครื่องประดับมาพลิกดูแล้วจะเห็นตรารับรอง 3 ตราที่ว่านี้ ซึ่งการออกฮอลล์มาร์คของจีไอทีเราเปิดดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่ามาตรฐานที่ใช้ในประเทศไทยของไทยยังเป็นมาตรฐานด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบการ ในขณะที่หลายประเทศมาตรฐานนี้ถูกบังคับใช้โดยกฎหมาย เราจึงอยากรณรงค์ให้คนในประเทศและผู้ประกอบการเกิดความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญตรงนี้ และช่วยกันให้เกิดมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากเรื่องของการออกใบรับรองมาตรฐานแล้ว เรายังออกใบรับรองความเชื่อมั่น ในโครงการที่ชื่อว่า บาย วิท คอนฟิเดนท์ (Buy with Confidence) หรือซื้อด้วยความมั่นใจ เพราะอย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่าของเก๊หรือของแท้เราไม่รู้ได้เลย แต่ถ้าเป็นใบ บาย วิท คอนฟิเดนท์ ผู้บริโภคจะซื้อด้วยความมั่นใจได้ทันที

เรารณรงค์ให้ผู้ประกอบการส่งสินค้ามาตรวจสอบกับเรา เพราะว่าการให้ความมั่นใจต้องชิ้นต่อชิ้นไม่ใช่ออกใบให้ในภาพรวม มาตรวจแล้วสินค้าชิ้นนั้นจะมีใบรับรองพร้อมคิวอาร์โค้ด ซึ่งลูกค้าสามารถสแกนเข้ามาในฐานข้อมูลของจีไอทีเพื่อตรวจสอบได้ ว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร จะขายต่อก็ได้ราคา”

พลอยสีไทยดีที่สุดในโลก

หากนึกถึงจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอัญมณีไทย ที่ต่างชาติเทียบเคียงเราได้ยาก ดวงกมล ตอบชัดเจนว่า

“พลอยสีของไทยเราดีที่สุด เพราะว่ายังเพชรนั้นมีมานานเป็นร้อยปีแล้ว และเราก็รู้ว่าใครเป็นเจ้าตลาดใหญ่ ตัวเพชรเองจะมีมาตรฐานสีแบบเดียวกันหมด แต่พลอยสีเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างมาก

เราจะเห็นได้ว่าในก้อนพลอยจากธรรมชาติหนึ่งก้อน สีของพลอยจะไม่เท่ากัน เมื่อสีไม่เท่ากันจึงอยู่ที่ความเชี่ยวชาญของช่าง ที่จะพลิกดูมุม ดูเหลี่ยม หรือภาษาช่างเรียกว่า “การตั้งน้ำ” ให้พลอยหนึ่งเม็ดที่สีไม่เท่ากัน เมื่อเจียระไนออกมาแล้วสีนั้นจะเด่นออกมาอย่างแจ่มชัดถ้าเจียรผิดสีอาจจืดลง การตั้งน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการเจียระไนพลอย

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพ พลอยหนึ่งก้อนเมื่อนำมาเจียรแล้วน้ำหนักจะหายไปทันทีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องอยู่ที่ฝีมือช่างแล้วว่าจะสามารถเจียรออกมาอย่างไรให้สวย เสียเนื้อน้อยที่สุดและได้สีออกมาสวยที่สุดอันนี้คือเอกลักษณ์ของชาติไทยเรา

สุดท้ายก็คือเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพ หรือที่เรียกว่าเทคนิคการเผา เพื่อให้สีเข้มขึ้น เทคนิคการเผาเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจของงานช่างเจียระไนพลอยของคนไทยเลยก็ว่าได้

เป็นองค์ความรู้ที่ใครๆ ก็อยากได้ ถ้าเมื่อไหร่เราสูญเสียตรงนี้ก็เท่ากับเราเสียหัวใจให้กับคนอื่นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะต้องรักษาเอาไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ของไทยเท่านั้น วันนี้ที่เรายังยืนหยัดอยู่ได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ไม่มีใครเอาของเราไปได้ เพชรยังใช้เครื่องมือเครื่องจักรคอมพิวเตอร์วัดค่าเจียระไนออกมาให้สวยได้

แต่พลอยนั้นไม่สามารถทำได้ ด้วยการมองสีดูมุมให้สีสวยที่สุดต้องใช้สายตาเพียงอย่างเดียวว่ามุมไหนทำแล้วสวยที่สุด เวลาเราซื้อพลอย เราจะซื้อจากการดูสี ดูความใสว่ามีรอยแตกมีตำหนิ ดูเหลี่ยมมุมประกอบกัน ตรงนี้ต้องรักษาเอาไว้เป็นเอกลักษณ์ของเรา

ในตลาดโลกอาจมีนักออกแบบที่ดีมากมาย ใครๆ ก็ออกแบบเครื่องประดับสวยๆ ได้ เปลี่ยนรูปทรงเปลี่ยนเทรนด์สี แต่เรื่องของพลอยไม่มีใครมีองค์ความรู้ดีกว่าเรา อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของเอกลักษณ์ท้องถิ่น หาไม่ได้จากที่ไหนในโลก ฝรั่งจะทำทองสี่เสาเขาจะใช้เครื่องปั๊มขึ้นมา แต่ของเราทำทองสี่เสาเอกลักษณ์ของเราคือรีดเส้นทองแล้วก็เอามาถักนั่งร้อยจนออกมาเป็นทองที่สวยงามประณีต นี่คือเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถทำได้หรือถึงทำก็ทำไม่ได้ดีเท่ากับคนไทยเพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือดของคนไทยที่ไม่มีใครเอาไปได้”

ท้ายสุด ดวงกมล กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ก้าวต่อไปของเราจะกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอัญมณีของโลก เพราะไทยเราเป็นผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

“เรามีองค์ความรู้เรื่องของพลอยหรืออัญมณีสี ที่ต่างชาติอยากได้จากเรา สามารถสร้างมาตรฐานอัญมณีสีของเราให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ที่ผ่านมาเมื่อเดือน พ.ย. 2560 เราก็เป็นเจ้าภาพประชุมงานอัญมณีโลกก็แสดงว่าเราเริ่มเปิดตัวให้ต่างชาติเริ่มรับรู้บทบาทของไทย และต่างชาติที่มาร่วมงานก็ให้การยอมรับในมาตรฐานและความรู้ที่เรามี และต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการรับรู้ และเป็นที่ยอมรับจนกลายเป็นศูนย์กลางด้านอัญมณีของโลกได้ในที่สุด”

มหิดลอินเตอร์ นานาชาติที่ศาลายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553840

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:22 น.

มหิดลอินเตอร์ นานาชาติที่ศาลายา

โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การเรียนภาษาอังกฤษผ่านโปรแกรมอินเตอร์นานาชาติได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าในระดับมหาวิทยาลัย มัธยม ประถมศึกษา กระทั่งอนุบาล

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งแข่งกันเปิดหลักสูตรนานาชาติรองรับกับความต้องการของตลาดการศึกษา และความเป็นเออีซีประชาคมอาเซียนในโลกที่เปิดอย่างไร้พรมแดน

ทว่า หลายคำถามก่อนสมัครเรียน และสอบเข้า ด้วยค่าเทอมปีละหลักแสน สถาบันการศึกษาที่ใช้หลักสูตรอินเตอร์ที่นั่นที่นี่เป็นของแท้หรือของปลอม ได้มาตรฐานหรือไม่

กระนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดหลักสูตรอินเตอร์ ได้รับการกล่าวขานมาแรงในช่วง 10 ปีหลัง หนึ่งในนั้นต้องยกให้ มหิดลอินเตอร์ (Mahidol University International College หรือ MUIC) ด้วยมาตรฐานสากล โดยเฉพาะบรรยากาศการเรียนการสอนเหมือนไปเรียนในต่างประเทศ ทั้งที่ตั้งอยู่ในศาลายา พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ประสบการณ์ 32 ปี มาตรฐานอันดับโลก

“เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ สอนระดับปริญญาตรี ช่วงแรกมีเด็ก 40 คน จากนั้นอีก 6 ปี ก็ขยายเป็น 10 เท่า 400 กว่า และก็มีจำนวนเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น มีการสร้างอาคารของตัวเอง ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 32 มีนักศึกษาเกือบ 4,000 คน แม้ว่าการแข่งขันจะสูง เพราะมีสถาบันการศึกษาเปิดเยอะ และนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยลดลง แต่ของมหิดลอินเตอร์ไม่มีปัญหาตรงนั้น” รศ.ดร.นพ.พิทยา จารุพูนผล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

“เรามีวิสัยทัศน์ คือ ทำอย่างไรให้เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแบบเบ็ดเสร็จ ฉะนั้น ที่นี่จึงไม่เหมือนที่อื่นเพราะทุกการเรียนการสอน 1.หลักสูตรที่สอนจะเป็นหลักสูตรนานาชาติ 2.สิ่งแวดล้อมที่นี่จะเอื้อต่อการเรียนการสอนนานาชาติ 3.บุคลากร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ ไม่น้อยกว่าครึ่งต้องเป็นต่างชาติ”

ปัจจุบัน มหิดลอินเตอร์ มีคณาจารย์รวม 156 คน ในจำนวนนี้ 72 คนเป็นอาจารย์ไทย อีก 84 คน เป็นอาจารย์ต่างชาติ แล้วยังมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในด้านต่างๆ อีกกว่า 150 คน รวมถึงสายสนับสนุนอีก 300 กว่าคน รวมแล้วมีบุคลากร 500 กว่าคน เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่มีถึง 3,800 คน ที่สำคัญอาจารย์ที่นี่หลายคนเป็นอดีตนักเรียนโอลิมปิกที่ได้เหรียญรางวัล และได้ทุนไปทำปริญญาเอก

นพ.พิทยา กล่าวว่า มหิดลอินเตอร์มีทั้งทุน มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาจุดแข็ง คือ ความเป็นนานาชาติเป็นที่ยอมรับ นักศึกษาต่างชาติจึงมาเรียนที่นี่มาก ปัจจุบันเราอยู่ในอันดับโลก และด้วยประสบการณ์มา 32 ปี มหาวิทยาลัยของรัฐที่มาเปิดหลักสูตรอินเตอร์ภายหลังบางแห่งก็ไม่ได้สมบูรณ์หมดบรรยากาศแบบต่างประเทศก็ไม่เหมือนที่นี่

“ถ้าออกไปดูในมหิดลอินเตอร์เด็กๆ จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเหมือนต่างประเทศ อาจารย์ต่างชาติก็ผูกพัน เพราะเรามีสวัสดิการ ค่าใช้จ่าย บ้านพักให้อาจารย์ ในด้านการเรียนการสอน เราพัฒนาระบบไอที นักศึกษาสามารถเข้าไป SKYPE คุยกับอาจารย์ จองห้อง ตรวจสอบเวลาเรียน เบ็ดเสร็จอยู่ในนี้หมด ซึ่งลงทุนพอสมควร ตึกใหม่เราก็จัดระบบเป็นอาคารอเนกประสงค์ที่นักศึกษาสามารถใช้บริการได้หมดไม่ว่า เข้ามาตอนไหนก็ได้ มาตรฐานของเราไม่แตกต่างจากการเรียนในต่างประเทศ ขนาดเรียนอยู่ ฝึกงานแล้วจนได้งานและไม่กลับมาเรียนต่อก็มี เขาจ้างเพราะถือว่า นักศึกษามีความสามารถ”

หลักสูตรบูรณาการ“นันยาง-ชิบะ” ส่งนศ.แลกเปลี่ยน

กว่าจะมาถึง 32 ปีของมหิดลอินเตอร์ซึ่งเพิ่งครบรอบเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีพัฒนาการที่น่าสนใจ จุดเริ่มในปี 2529 สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้อนุมัติให้จัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติในระดับปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐแห่งแรกที่ได้มีการเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้น ในชื่อว่า โครงการศึกษาปริญญาตรี สำหรับนักศึกษานานาชาติ จุดประสงค์เพื่อช่วยให้โอกาสลูกหลานของคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย และผู้ทำธุรกิจในต่างประเทศ

โครงการเล็กๆ ครั้งนั้น มีสำนักงานอยู่บนชั้น 2 ของอาคารคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มีนักศึกษาเพียง 45 คน อาจารย์ประจำ 2 คน และอาจารย์พิเศษ 20 คน เปิดการเรียนการสอนสาขาวิทยาศาสตร์และการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน 7 วิชาเอก กระทั่งในปี 2535 ทางโครงการมีอาคารใหม่ของตัวเอง สามารถรองรับนักศึกษาจำนวน 486 คน และสอนเพิ่มขึ้นอีก 2 วิชาเอก คือ บริหารธุรกิจ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร

จุดเปลี่ยนสำคัญ ในปี 2539 สภามหาวิทยาลัยมหิดลมีมติให้ยกระดับเป็น วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลอย่างเป็นทางการ มีฐานะเทียบเท่ากับคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัย อาคารเรียน 6 ชั้นของวิทยาลัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ในอีก 2 ปีต่อมา รองรับนักศึกษาได้มากกว่า 1,000 คน และขยายหลักสูตรการศึกษา การฝึกงาน รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการโรงแรมศาลายา พาวิลเลียน โครงการเตรียมมหาวิทยาลัย

เมื่อนักศึกษาเพิ่มขึ้น กระแสหลักสูตรนานาชาติได้รับความสนใจ “มหิดลอินเตอร์” จึงได้ขยับขยายและเป็นก้าวกระโดดของที่นี่ มีการเพิ่มวิชาเอกใหม่ๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างประเทศ ขยายอาคารสถานที่ ได้แก่ การขยายอาคาร 8 ชั้น และอาคารอทิตยาทร ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2560 ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ที่ทรงเป็นศิษย์เก่าหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์

อาคารใหม่แห่งนี้มีจุดเด่นประหยัดพลังงาน มีบรรยากาศแบบสากลด้วยศิลปะสมัยใหม่ น่าเรียน มีห้องปฏิบัติการของหลักสูตรจิตรกรรมและศิลปกรรม หอแสดงศิลปะ ครบครัน

ปัจจุบัน มหิดลอินเตอร์ เปิดสอนปริญญาตรี 14 สาขาวิชา ทั้งด้านศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ และหลักสูตรปริญญาโทอีก 2 สาขา นพ.พิทยา บอกว่า ทั้ง 14 สาขาวิชานั้น มีทั้งกลุ่มภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงการแสดง อีกกลุ่มคือ ทางธุรกิจ และมีสาขาย่อย การตลาด การจัดการ อีกกลุ่ม คือ วิทยาศาสตร์ เช่น เคมี ชีวะ ไบโอ แต่ที่มากที่สุดคือ BA Business Administration ประมาณร้อยละ60 ของนักศึกษาทั้งหมด

“สิ่งที่คงความเป็นเลิศของนักศึกษา คือ เราเปิดโอกาสให้นักศึกษามีการแลกเปลี่ยน ในแต่ละปีมีนักศึกษามี OUTBOUND ออกไป 100-200 คน แต่เรารับนักศึกษา INBOUND ที่มาจากต่างประเทศปีละ 400-500 คน นักศึกษานานาชาติก็มีทั้งเอเชีย อาเซียน ยุโรป อเมริกา เท่าๆกันประมาณ 15-20% ทำให้บรรยากาศที่มหิดลอินเตอร์มีความเป็นนานาชาติจริงๆ”

“เรามีการลงนามร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่จะรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน เช่น จาก Nanyang Technological University สิงคโปร์ เขาส่งเด็กมาดูงานด้านวัฒนธรรมและภาษา และ Chiba University จากญี่ปุ่นส่งมาหลายรุ่นแล้ว ในสาขาแพทย์ หลายคนจบแล้วก็ไปต่อแพทย์ในต่างประเทศที่เรามีความร่วมมือกับ St. George’s University บางคนได้ทุนเรียนเป็นล้าน”

การลงทุนให้เป็นหลักสูตรอินเตอร์ที่ได้มาตรฐาน บรรยากาศการเรียนเหมือนในต่างประเทศ ทำให้แต่ละปี มหิดลอินเตอร์มีค่าใช้จ่ายสูง แต่มหิดลอินเตอร์ก็ยังคงมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพซึ่งทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

“ความจริง เด็กที่มาเรียนกับเราเมื่อเทียบกับอินเตอร์อื่นถือว่าไม่แพง ประมาณว่า ถ้าเรียนจนจบปริญญาตรีตก 4-6 แสนบาท นอกจากบางสาขาที่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ อาจจะมากกว่า 6 แสน แต่ไปถึงหลักล้านต่อปี ซึ่งก็มีไม่เยอะ แต่ถ้าไปเรียนต่างประเทศปีหนึ่ง 5 แสนบาทก็เอาไม่อยู่ นักศึกษา 3,000 คน ถ้าไปเรียนต่างประเทศก็ปีละ 1,500 ล้านบาท นี่เราประหยัดเงินช่วยรัฐบาลด้วย”

อีกเป้าหมายของ มหิดลอินเตอร์ คือ การได้มาตรฐานการศึกษาระดับโลกในรายการสำคัญที่ผ่านมาได้มาตรฐานสากลของ TedQual เป็นหลักสูตรปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมจากองค์การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติถือเป็นที่แรกของประเทศไทย รวมถึงมาตรฐาน Thailand Trust Mark (T Mark) และ AUN-QA หรือเครือข่ายการประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยอาเซียน นอกจากนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการรับรองจาก AACSB หรือสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีที่ทั่วโลกยอมรับ

นพ.พิทยา กล่าวว่า มหิดลอินเตอร์ยังเน้นมาตรฐานตามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทั้งทักษะ แนวทาง ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เช่น วิชาการ การสื่อสาร ประสบการณ์ และสิ่งที่มหิดลอินเตอร์กำหนดในพันธกิจ คือ ทำอย่างไรที่จะผลิตนักศึกษาที่ผสมผสานทั้งวิชาการ และวิชาชีพและให้เขาใช้ทักษะในการเป็นพลเมืองศตวรรษที่ 21 คือ วิชาการ และทำงานเป็นทีม มีส่วนร่วม และด้วยบรรยากาศและบทบาทของเรา มหิดลอินเตอร์ ยังใช้เป็นศูนย์สอบของ TOEFL IELTS SAT และ ACT ที่ใช้ในการศึกษาต่อต่างประเทศด้วย

“เด็กที่จบต้องฝึกงานทั้งภายในและภายนอก รวม 6 เดือน เรามีโรงแรม ศาลายา พาวิลเลียน เป็นแหล่งให้นักศึกษาที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม เรายังเชื่อมกับหน่วยงานระดับชาติภายนอก และต่างประเทศเพื่อให้เด็กของเราฝึกประสบการณ์จากของจริง เด็กจะต้องเรียนรู้ทักษะ หลากหลาย ทั้งการเป็นเจ้าของผู้ประกอบการธุรกิจ การแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงทักษะ โซเชียล ตรงนี้มันจึงเป็นการบูรณาการทั้งหมด”

ธรรมาภิบาลอาจารย์ต้องถูกประเมิน

ขณะเดียวกัน ระบบการเรียนการสอนมีการประเมินแบบ 360 องศา โดยเฉพาะนักศึกษามีสิทธิประเมินแบบไม่ต้องบอกอาจารย์ ถ้าอาจารย์คนไหนได้คะแนนประเมินต่ำกว่า 3.5 จาก 5 หัวหน้าภาคจะเรียกพบ และจะมีรายงานส่งถึงคณบดี และประธานหลักสูตรจะมีการหารือ และมีคำเตือน ถ้าซ้ำสองครั้ง อาจารย์ผู้นั้นก็จะไม่ได้รับผิดชอบวิชานั้น หากไม่ผ่านเกณฑ์ในการประเมิน และพ้นสภาพการเป็นอาจารย์

“ผลการประเมินจากนักศึกษา และเพื่อนร่วมงาน ทางมหาวิทยาลัยทำทุกอย่างให้เป็นธรรมาภิบาล ปัจจุบันอาจารย์ทุกท่านจะรู้ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าเด็กเขียนมาว่า อันนี้เข้าคลาสช้า ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม เด็กก็ร้องเรียนมาได้ หรือสอนไม่รู้เรื่อง เป็นไก่สามอย่าง คิดพูดทำไม่ตรงกัน ก็จะโดนเหมือนกัน”

ด้วยโลกดิจิทัลเปลี่ยนทุกสิ่ง และช่วยการเรียนการสอนได้มาก ทำให้อาจารย์ต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับมันก็ไม่ทัน หากพบว่า นักศึกษาเริ่มมีคะแนนลดลง ก็จะมีหน่วยวิเคราะห์แล้วทำแผนพัฒนาปรับหลักสูตร เชิญคนนอกมาวิพากษ์ โดยให้โจทย์ว่า ต้องไปเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรม หรือ ค่ายต่างๆ ในการแสดงเช่นกัน

นพ.พิทยา กล่าวว่า นักศึกษาที่เข้ามาก็จะมีความสุข มีชมรมให้เด็กเลือกเกือบ 30 ชมรม ทั้งวัฒนธรรม ศิลปกรรม วิชาการ เด็กที่แข่งขันโต้วาที หรือเสนอโครงการ ทางมหาวิทยาลัยก็สนับสนุนหมด ปีนี้โชคดี มหิดลอินเตอร์เป็นเจ้าภาพจัดโต้วาทีของนักศึกษา โดยได้รับเงินจากสหประชาชาติ และสหภาพยุโรป นอกจากนี้เด็กของเรายังมีจิตอาสาช่วงวันว่างของเขา ก็ไปออกค่าย ไปสอนภาษาอังกฤษตามโรงเรียนที่อยู่รอบๆ พุทธมณฑล และก็มีมอบทุนให้โรงเรียนต่างๆ แล้วให้เด็กไปช่วยโรงเรียนในการพัฒนา ช่วยในการปรับปรุงไอที ห้องสมุด

“เด็กทุกคนที่ฝึกปฏิบัติ เขาจะมีงานธีมไนต์ คือ ฝึกแบ่งงาน 40 คน และก็จัดธีม เช่น โรมัน ไทยโบราณ และต้องคิดใช้ภาษาอังกฤษ หาทุนเอง เราก็มีหน้าที่เปิดงานให้รางวัล เมื่อเขาได้ทุน เขาก็เอาไปลงโรงเรียน เขายังจัดระดมทุน ขายอาหาร ตรงนี้เราฝึกแล้วเรายังมีร้าน Brew & Bev Bistro ร้านอาหารนานาชาติ ให้เด็กฝึกขายกาแฟ อาหารด้วย

คณบดีมหิดลอินเตอร์ แจกแจงว่า เด็กมหิดลอินเตอร์ที่จบ 1 ใน 3 จะมาทำงาน อีก 1 ใน 3 จะไปเรียนต่อ ที่เหลือกลับไปช่วยพ่อแม่ เพราะหลายคนเป็นเจ้าของธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม ห้างใหญ่ ส่วนนักศึกษาต่างชาติเรียนเสร็จก็ไปเรียนปริญญาโท เอก หลายคนก็กลับไปเป็นอาจารย์ในเมืองไทย เด็กปัจจุบันบางส่วนก็ใจร้อน อยากกินอะไรที่เป็นอาหารจานด่วน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“คนที่เรียนที่นี่ ก็ถือว่า พ่อแม่มีฐานะพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายมากกว่าหลักสูตรไทย 2-3 เท่า แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ เราเข้มงวดเรื่องการคุมสอบ ซึ่งเขาก็เก่งมาก บางทีเจอทุจริตอะไรบ้างก็ต้องอยู่ในกฎของมหาวิทยาลัย พักการเรียนก็มี บางทีก็เชิญผู้ปกครองมา เพราะเราเข้มงวดมาก ถ้าเจอต้องตั้งคณะกรรมการ เพราะเรื่องถ้าไม่ชัดเจน ถ้าอุทธรณ์ร้องทุกข์ไปถึงศาลปกครองก็จะกระทบกันหมด ทั้งหมดก็เพื่อให้เด็กมีวินัย แต่ทั้งหมด สังคมจะเห็นได้ว่า ความสามารถของนักศึกษาของเราอยู่ในระดับไม่แพ้ใคร แม้จะมีการเรียนการสอนที่หนัก แต่เราไม่ได้ปิดกั้น ถ้ามีความสามารถพิเศษ เป็นดารานักร้องนักแสดง บางคนนอกจากเรียนเก่งแล้วคะแนนยังอยู่ในแถวหน้าของสังคม”

อัจฉริยะ”เฌอปราง” ไอดอล MUIC

สิ่งที่ทำให้มหิดลอินเตอร์เป็นที่รู้จักในสังคมมากขึ้น คือ การที่เหล่าดาราชื่อดังหลายคนมาเรียนที่นี่ หนึ่งในนั้น คือ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48 ระดับร้อยล้านวิว สาวฮอตทั้งเก่งทั้งดัง ปัจจุบัน ศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี นพ.พิทยา บอกว่า เฌอปราง นอกจากเรียนเก่ง และเป็นนักร้องแล้ว ยังมีจิตอาสา ช่วยงานมหาวิทยาลัยหลายกิจกรรม และยอมรับว่า การที่เธอเป็นไอดอล ทำให้เด็ก หลายคนอยากมาเรียนที่นี่

การเป็นขวัญใจมหาชนของเธอเพียบพร้อมด้วยผลงานด้านการเรียนระดับสุดยอดในฐานะนักวิทยาศาสตร์ดาวรุ่ง เมื่องานวิจัยที่เธอทำร่วมกับอาจารย์หัวข้อ “การทดลองขวดสีน้ำเงิน” เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า ได้รับการยอมรับและลงตีพิมพ์ในวารสาร Royal Society Open Science ของประเทศอังกฤษเป็นเกียรติประวัติให้กับมหาวิทยาลัยและตัวเธอ

เฌอปราง เคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Campus Star เมื่อปลายปีที่แล้วถึงเหตุที่เลือกเรียนเคมี มหิดลอินเตอร์ว่า เดิมทีตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศที่ญี่ปุ่น ไม่ก็เยอรมนี แต่ด้วยปัญหาเงินทุน จึงเบนเป้าในเมืองไทยแต่ต้องได้ภาษาอังกฤษ ที่สุดไปเจอหลักสูตรวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหิดล แล้วก็เลือกสาขาเคมี เพราะคิดว่าเคมีคือพื้นฐานของทุกอย่าง เพราะทุกสิ่งเกิดจากสสาร อะตอม ธาตุ ประกอบขึ้นมา ถึงจะกลายเป็นเรื่องของฟิสิกส์และชีววิทยาต่อไป

บรรยากาศเรียนในมหิดลอินเตอร์ เฌอปราง บอกว่า มีกลุ่มสนิททั้งต่างชาติและคนไทย อย่างเพื่อนชาวต่างชาติบางคนก็ไม่ค่อยรู้ก็จะแปลกใจว่า ทำงานข้างนอกด้วยหรือ ส่วนเพื่อนๆ คนไทยในสาขาก็คิดไม่ถึงว่าคนอย่างเฌอจะไปได้ เพราะเป็นพวกอยู่แต่ห้องแล็บ ไม่สนใจแต่งหน้าแต่งตัว ไม่ทำอะไร ร้องเพลงก็ไม่เป็น เต้นก็ไม่เต้น แต่ที่สนิทจริงๆ ก็น่าจะเป็นรูมเมทที่อยู่ด้วยกัน เพราะทำงานเป็น Committee ด้วยกันตั้งแต่ปีแรกๆ

นอกจากเฌอปรางแล้ว ยังมีศิลปินอีก 4 ราย ที่เพิ่งจบและเตรียมรับปริญญาตรีในเดือน ก.ย.นี้ ประกอบด้วย “นาย” ณภัทร เสียงสมบุญ ศิลปินดาวรุ่งจากช่อง 3 จบสาขาวิชา Communication Design “นน” ชานน สันตินธรกุล ขวัญใจวัยรุ่น ผลงาน Hormones 3 T ที่โด่งดังคือ ภาพยนตร์ฉลาดเกมส์โกง สร้างชื่อ ทำรายได้ทั่วโลก และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ จบสาขาวิชา Film Production “ผักไผ่” ปารีณา บุศยศิริ ผลงานละครกว่า 10 เรื่อง ที่เพิ่งจบไปคือ คมแฝก จบสาขาวิชา TV Production “ภูมิ” วิภูริศ ศิริทิพย์ นักร้องค่าย Rats Records เพิ่งเสร็จภารกิจ ASIAN Tour จบสาขา Film Production

ชานน กล่าวว่า เหตุที่เลือกเรียนที่นี่เพราะมีสาขาที่ตัวเองสนใจ คือ การผลิตภาพยนตร์ และตั้งเป้าจะไปไกลถึงฮอลลีวู้ด ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้ไปทัศนศึกษาและดูงานที่ฮอลลีวู้ดและบริษัทในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิงชั้นนำของอเมริกาพร้อมกับอาจารย์และเพื่อนๆ ที่เรียน หลักสูตรนี้ด้วยเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน

นอกจากนี้ มหิดลอินเตอร์ยังมีสาขาวิชาให้เลือกเรียนที่หลากหลายไม่จำกัดเพียงแค่สาขาที่ตนเองเรียนเท่านั้น เราเรียนด้านอาร์ต แต่ก็สามารถเลือกวิชาโทด้านภาษาที่มีให้เลือกถึง 5 ภาษา หรือเลือกเรียนข้ามเมเจอร์ได้เช่น สาขาบริหารธุรกิจ สาขาการท่องเที่ยวการโรงแรม หรือวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเพื่อนๆ และอาจารย์ผู้สอนก็มาจากหลายประเทศทั่วโลก

นอกจากดารา ศิลปินที่เรียนที่นี่แล้ว นักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ณ University of Sussex ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร และเป็นมหาวิทยาลัยคู่สัญญาเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา ระหว่างเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561 อย่าง ศุภณัฐ ลี้ภัยสมบูรณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นผู้มีความบกพร่องทางการเห็น บอกว่า เป็นนักศึกษาประเภทนี้คนแรกของวิทยาลัยที่ได้รับโอกาสในการเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างประเทศ นั่นเพราะเข้าร่วมเป็นสมาชิก Nature Lover Club และกิจกรรมอื่นๆ ของวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนๆ ที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อไปแลกเปลี่ยนยังต่างประเทศ