สมบัติ นราวุฒิชัย ให้โอกาสคนเก่ง คนดี มีความตั้งใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553839

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:12 น.

สมบัติ นราวุฒิชัย ให้โอกาสคนเก่ง คนดี มีความตั้งใจ

โดย วารุณี อินวันนา

“สมบัติ นราวุฒิชัย” วัย 57 ปี เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน อยู่ในวงการตลาดทุนมาตั้งแต่ปี 2531 ชีวิตการทำงานอยู่ในฟากเอกชนมาตลอด มีเพียงช่วงสั้นที่ไปรับตำแหน่ง เลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) องค์กรของรัฐในช่วงปี 2557-พ.ค. 2560 ซึ่งเป็นการลาออกก่อนครบวาระในเดือน พ.ย.ปีเดียวกัน

สมบัติ กล่าวว่า การอยู่ในวงการนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มาได้ยาวนาน เพราะเป็นคนที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ และชอบติดตามข่าวสารทางการเมือง ชอบดูกีฬาฟุตบอล ดูกีฬามวย เมื่อเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเลือกเรียนบริหารธุรกิจ และได้เลือกเรียนวิชาเลือกการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เป็นจุดเริ่มต้นของการชอบตลาดทุน คิดว่าหากมีโอกาสจะต้องเข้าไปลงทุนในหุ้นให้ได้

ภายหลังจบปริญญาตรี เข้าไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ปริญญาโทจึงเลือกเรียนด้านการเงิน

“ช่วงทำงานเริ่มมีเงินเก็บ ก็เริ่มซื้อขายหุ้นกับเพื่อน จำได้ว่าปี 2530 หุ้นขึ้นจาก 120 จุด ไปอยู่ที่ 470 จุดทางกลุ่มเราคึกคักมาก และในปี 2531 ทางบริษัทหลักทรัพย์ นวธนกิจ ได้เชิญให้ไปร่วมงานโดยมอบหมายให้จัดตั้งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถูกใจเราเลย เพราะ ช่วงนั้นหลังเลิกงานเราจะมานั่งวิเคราะห์หุ้นกับเพื่อนๆ เพื่อหาหุ้นลงทุน และในปี 2533 ก็ได้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์สื่อมาตลอด” สมบัติ กล่าว

สิ่งที่ชอบในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ การเมือง ฟุตบอล และมวย ล้วนแต่เอื้อต่อการทำงาน เพราะคณิตศาสตร์ทำให้ประเมินปัจจัยออกมาในเชิงตัวเลขได้ หรือการเมืองก็มีส่วนต่อการตัดสินใจลงทุน การที่ติดตามมาตลอดทำให้เห็นพฤติกรรมและกลยุทธ์ของนักการเมือง สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ในขณะที่ฟุตบอล จะให้ประโยชน์เรื่องการทำงานเป็นทีม การตัดสินใจในการวางกลยุทธ์รุก หรือรับตามสถานการณ์ต่างๆ คล้ายๆ การลงทุน เช่น อยากได้ผลตอบแทนเยอะๆ ก็ต้องรุกเร็ว ได้จังหวะยิงเปรี้ยงทำประตู แต่ถ้าพลาดก็เสียประตู ส่วนมวย จะได้ประโยชน์จากการที่ต้องฝึกซ้อมบ่อยๆ สม่ำเสมอ ถึงจะเป็นนักมวยที่เก่งได้ สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ทั้งหมด

ในการทำงาน ยังคงยึดหลัก ใจซื่อ มือสะอาด แม้ในวัยหนุ่มช่วงที่ทำงานธนาคาร จะชอบลงทุนในหุ้นแบบซื้อ/ขายหรือเทรดรายวัน แต่เมื่อเข้ามาเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็เลิกเทรด แต่เน้นการลงทุนระยะยาว และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ช่วงที่ไปเป็นเลขาธิการ กบข.ก็ปิดบัญชีลงทุนในหุ้น และยังให้ภรรยาปิดบัญชีด้วย เพราะต้องการสร้างความน่าเชื่อถือจากงานที่ทำ ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากคนในวงการ

ทั้งนี้ จะเน้นความจริงใจในการทำงาน ไม่สร้างผลกระทบให้คนโดยไม่จำเป็น แสดงความเป็นมืออาชีพด้านการทำงาน การบริหารคน เพราะการเข้าไปบริหารจัดการ ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ มีทั้งคนที่ให้การต้อนรับ รวมถึงคนไม่เชียร์ แต่ต้องไม่อคติ ให้โอกาสทุกคนได้พิสูจน์ ความสามารถ หากเป็นคนเก่ง คนดี และมีจิตใจตั้งมั่นในการทำงานอย่างเสียสละ ทุกคนจะได้รับโอกาสและได้รับการสนับสนุนเต็มที่

ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจธรรมชาติขององค์กรแต่ละแห่งที่จะแตกต่างกัน

“การเล่นฟุตบอล วัยเราจะให้ไปวิ่งเตะแข่งกับเด็กๆ ก็ไม่ไหว แต่สามารถคุยเรื่องฟุตบอลได้ หรือเวลาสังสรรค์เด็กๆ จะแดนซ์กัน เราเต้นไม่เก่ง แต่เราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ก็ร้องเพลงให้เด็กๆ แดนซ์ ก็ถือว่าสนุกร่วมกันได้” สมบัติ กล่าว

สมบัติ กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ก็ต้องตามให้ทันและรู้จักใช้ประโยชน์ และหยิบมาใช้ในมุมที่สร้างสรรค์ อย่างการใช้เฟซบุ๊ก ต้องไม่เล่นมากเกินไป ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งในการทำงานวิเคราะห์ การเกิดของดิจิทัล ทำให้ข้อมูลข่าวสารท่วมตัว อ่านแทบไม่ทัน วันนี้การแข่งขันต่อสู้ในเชิงการวิเคราะห์การลงทุนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ การวิเคราะห์ข้อมูล และความชำนาญ ไม่ใช่โลกของการหาข้อมูลเหมือนอดีตปัจจัยที่เข้ามากระทบการลงทุนเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ในการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงยังเป็นเรื่องเดิม สมัย 30 ปีก่อน เคยคิดว่า ถ้าตลาดทุนไทยพัฒนาก้าวไกล นักลงทุนมีความเข้าใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น มีประสบการณ์ ได้บทเรียน ความเสี่ยงจะลดลง และภาพหุ้นตกหนักจะไม่เกิดขึ้น แต่การพิสูจน์จากตัวเลข สถิติความเสี่ยงไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ปี 2551 หุ้นตกกระจาย เพราะพฤติกรรมของสินทรัพย์เสี่ยง วงจรเศรษฐกิจ และการตัดสินใจของคนยังเหมือนเดิม

สมบัติ กล่าวว่า จากการที่ทำงานประจำ ไม่ใช่รับงานแค่บางโครงการ หรือรับงานเป็นรายวัน เราต้องยืนระยะให้ได้ สุขภาพกายจึงต้องพร้อม และต้องสร้างสมดุลชีวิตการทำงานกับครอบครัว ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง ติดตามเกมฟุตบอล สังสรรค์ ทำให้เกิดความผ่อนคลายทางใจ

“หากสุขภาพพัง องค์กรก็ได้รับผลกระทบ ตัวเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะความเฉียบคมในการคิด วิเคราะห์ การตัดสินใจ การทำงาน จะไม่ได้ผล ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจึงมีพักร้อน เพราะการทำงานที่สำคัญ สุขภาพต้องมีความพร้อมตลอดเวลาเพื่อให้งานเกิดความต่อเนื่อง”

เขายกตัวอย่าง นักฟุตบอล ทันทีที่บาดเจ็บ ต้องพักทันที เพราะหากไม่พัก ไม่สามารถเป็นนักเตะได้ คนทำงานก็เหมือนกันหากรู้ว่าสุขภาพเริ่มไม่ดีแล้ว ต้องพัก ถ้าไม่พักอาจทำให้ชีวิตพังได้ การที่ร่างกายแข็งแรง มีเวลาพัก จิตใจผ่อนคลาย จะทำให้ช่วงเวลาที่เราทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า

เดินชิลๆ ได้ชีวิตดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553539

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2561 เวลา 12:02 น.

เดินชิลๆ ได้ชีวิตดีๆ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

“…การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2522

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปิดโครงการ “โรงเรียนรักเดิน” ได้ตามจุดประสงค์ นับจากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 จนปี 2561 นำมาสู่หนังสือ “คู่มือรักเดิน”ที่สรุปผลนำเสนอแนวทางและเทคนิคในการออกแบบและส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้โรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมหรือเสริมในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้การเพิ่มกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป็นเรื่องสนุกและส่งเสริมสุขภาพแก่นักเรียน

เด็กอ้วนวันนี้ = ผู้ใหญ่อ้วนขี้โรคในวันหน้า

จากการมุ่งหวังให้เด็กไทยในทุกโรงเรียนมีสุขพลานามัยที่ดี และมีผลสำรวจว่าเด็กไทยอยู่ในภาวะ “โรคอ้วนลงพุง” ทำให้ สสส.หาวิธีการป้องกันปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง

ปัญหาใหญ่ที่พบเห็นในเด็กนักเรียน คือ เคลื่อนไหวร่างกายน้อย มีภาวะเฉื่อย และเนือยนิ่งซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ระยะสั้น คือ ไม่มีสมาธิในการเรียน กระทบต่อผลการเรียน ส่วนระยะยาวเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น มะเร็ง เบาหวานความดันหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้นการหาทางป้องกันย่อมดีกว่า

สอดคล้องกับผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ สสส. พบว่า ในปี 2557 กลุ่มเด็กในเขตเมืองมีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งสูงถึง 13.5 ชั่วโมง/วัน

สาเหตุหลักมาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมกับเวลานั่งเรียนทั้งในเวลาปกติและเรียนพิเศษนอกเวลา ทำให้คาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน สสส.จึงหันมามองว่าจะทำอย่างไรให้เด็กมีการขยับร่างกายมากขึ้น

ที่ผ่านมากิจกรรมของโครงการโรงเรียนรักเดินมีหลากหลาย เช่น ออกแบบกิจกรรมและเก็บข้อมูลกับโครงการโรงเรียนนำร่อง จำนวน 15 โรงเรียนในเขตกลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาใช้ในการออกแบบชุดความรู้ คู่มือโรงเรียนรักเดินเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเยาวชนไทยในโรงเรียนต่อไป

เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องเก็บจำนวนก้าวเดินในแต่ละวันให้ได้ 1 หมื่นก้าว ผ่านกิจกรรมทางเว็บไซต์และ Line เพื่อให้เด็กๆ เกิดความสนุกเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของเด็กสมัยใหม่

หัวใจของการออกแบบกิจกรรมต้องการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรม โดยรบกวนเวลาทำงานของครูให้น้อยที่สุด

ก่อนร่วมกิจกรรมและหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมได้มีการวัดสมรรถภาพทางกายเพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งผลที่ได้รับพบว่า เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอจะเห็นผลได้ชัดว่ามีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น

อีกทั้งกระตุ้นให้เด็กเกิดการเคลื่อนไหวทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกาย และมีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

กาย+ใจ = พัฒนาการสมองที่ดีขึ้น

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวถึงโครงการ “การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ

การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในช่วงวัยเด็กสามารถส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการแบบองค์รวมทั้งด้านพุทธิพิสัย (ทางด้านสติปัญญา) จิตพิสัย (การเรียนรู้ทางด้านเจตคติ) และทักษะพิสัย (การพัฒนาทักษะทางกาย) โดยผ่านการมีกิจกรรมทางกายแนะการเคลื่อนไหวเป็นประจำ

การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในเด็ก สามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสมองที่ส่งผลต่อการรับรู้ ความจำ สมาธิ และมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ ลดภาวะความเครียด คลายความวิตกกังวล ช่วยให้เกิดพัฒนาการด้านกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง

สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำเด็กควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางขึ้นไปอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน”

ในส่วนของการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่นนั้นผู้อำนวยการ สสส. ให้ความเห็นว่า “สสส.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมทักษะชีวิตที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมสุขภาพจากงานที่ สสส.ดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ในช่วง ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ สสส.ให้ความสำคัญในการพัฒนาเรื่อง Active Play มาโดยตลอด เรื่องนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่พัฒนาเข้าสู่ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ด้วย

โรงเรียนรักเดิน เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ Active Play ที่สามารถส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายได้ตลอดทั้งในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียน โดยการมีหลักสูตรส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับเด็ก”

ผศ.ดร.สุชาติ ทวีพรปฐมกุล ผู้อำนวยการศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การเพิ่มกิจกรรมทางกายนอกจากเด็กจะมีสุขภาพแข็งแรง มีความคล่องตัว มีความกระฉับกระเฉง อารมณ์แจ่มใสแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความฉลาด โดยมีงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศยืนยันตรงกัน

การออกแบบหลักสูตรที่ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายทุกวัน สามารถนำไปสู่การเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งการเคลื่อนไหวในช่วงสั้นๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน ระหว่างชั่วโมงคาบเรียน หรือช่วงพักกลางวัน จะช่วยให้สมองของเด็กมีความตื่นตัวในทุกมิติ โดยเฉพาะการมีสมาธิที่ดีส่งผลกับการเรียนรู้และการจดจำได้ดียิ่งขึ้น

“ถ้าปลูกฝังให้เยาวชนเสพติดการมีกิจกรรมทางกาย ก็จะทำให้เกิดนิสัยถาวรในการรักการออกกำลังกาย ซึ่งเยาวชนอายุ 7-18 ปี หากมีการออกกำลังนอกจากจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค NCDs

การให้เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่น หรือการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ มีส่วนช่วยกระตุ้นการส่งสัญญาณประสาทหรือคลื่นไฟฟ้าในสมองที่เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทเพิ่มขึ้น มีผลเชื่อมโยงต่อการพัฒนาของสมองได้ดีขึ้น ทำให้มีผลการเรียนที่ดีขึ้นอีกด้วย”

รักเดิน = รักสุขภาพ

ทางด้านตัวแทนโรงเรียนนำร่อง มยุรี อะหะหมัดจุฬา ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวุฑฒิศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนเห็นผลได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียนส่วนใหญ่ปรับพฤติกรรมการเดินทางมาโรงเรียนด้วยการเดินแทนนั่งจักรยานยนต์หรือให้ผู้ปกครองขับรถมาส่ง

รวมทั้งใช้เวลาว่างระหว่างการเปลี่ยนคาบเรียน ช่วงพักกลางวัน และช่วงเลิกเรียนออกมาขยับร่างกายมากขึ้น จากเดิมมีพฤติกรรมไม่ชอบขยับ ขาดการออกกำลังกาย

ในขณะเดียวกันโรงเรียนยังได้เพิ่มกิจกรรมทางกายตามคำแนะนำจากการเข้าร่วมโครงการ เช่น เต้นแอโรบิกก่อนเข้าชั้นเรียนช่วงเช้า การปรับเปลี่ยนห้องเรียนระหว่างคาบเรียน และต่อยอดเป็นโครงการเดินศึกษาแหล่งเรียนรู้ชุมชนช่างนาค สะพานยาว และบริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสวนสมเด็จย่า

“ปัญหาของโรงเรียนคือเด็กส่วนใหญ่มีภาวะอ้วน ถ้าผอมก็จะผอมขาดโภชนาการและการออกกำลังกาย ไม่กระฉับกระเฉงเลย แต่หลังการเข้าร่วมโครงการนักเรียนมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉงขึ้น มีการรวมตัวกันเดินมาโรงเรียน และสนุกสนานในการเล่นกีฬามากขึ้น ที่ได้ตามมาคือมีสมาธิในการเรียนและจดจำดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับตัวเด็กและโรงเรียน”

ผู้อำนวยการ สสส. ดร.นพ.ไพโรจน์ ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการโรงเรียนรักเดิน สามารถจัดทำคู่มือโรงเรียนรักเดิน ซึ่งเน้นการออกแบบให้ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนดและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความรู้สึกสนุกและสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย และใช้ช่องทางโรงเรียนเป็นสื่อสำคัญในการสื่อสารเข้าสู่ชุมชนและครอบครัว

ตอนนี้ “คู่มือโรงเรียนรักเดิน” เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้โรงเรียนที่สนใจสามารถนำไปใช้ออกแบบและพัฒนากิจกรรม “โรงเรียนรักเดิน” ได้ด้วยตนเอง เพราะภายในคู่มือได้ให้รายละเอียดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปปรับใช้ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมในแต่ละโรงเรียนได้เอง

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรง ให้พอเหมาะ พอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว ดังนั้น ผู้ที่ปกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลัง หรือใช้กำลัง แต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน…”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2523

ภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่อินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553430

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 14:47 น.

ภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่อินเตอร์

เรื่อง ภาดนุ

เมื่อภูมิปัญญาแบบไทยๆ จากท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นอย่างการทอผ้าฝ้าย และการใช้สีย้อมครามจากธรรมชาติ มีโอกาสก้าวไกลไปสู่ตลาดอินเตอร์ ย่อมต้องเป็นเรื่องที่น่ายินดี แล้วเรายังอยากจะบอกต่ออีกว่า แบรนด์สินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาและฝีมือคนไทยซึ่งโกอินเตอร์นี้ มีมากกว่าหนึ่งแบรนด์ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

กานติมา แสนมาโนช (วัย 36 ปี) เจ้าของแบรนด์ “ริติเมียน” (Ritimian) สินค้าผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามธรรมชาติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ให้ฟัง

“เดิมทีแล้วดิฉันเป็นดีไซเนอร์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ผลิตเสื้อผ้าสไตล์ริช แวร์ ส่งออกไปยังสวีเดน แต่จุดเปลี่ยนก็คือตอนเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2554 ดิฉันได้ย้ายกลับไปอยู่บ้านที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ดิฉันจึงได้แรงบันดาลใจในการใช้ผ้าฝ้ายทอมือที่ย้อมสีจากธรรมชาติและลวดลายในท้องถิ่นมาทำเป็นสินค้าออกวางขาย

แต่เดิมสีผ้าซิกเนเจอร์ของเราจะเป็นสีน้ำเงินม่อฮ่อม ซึ่งได้สีมาจากต้นฮ่อมธรรมชาติ ดิฉันก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ม่อฮ่อมมีลวดลายที่สามารถกลายเป็นอุตสาหกรรมชุมชนได้นะ เพราะม่อฮ่อมนั้นเดิมทีแล้วเป็นสินค้าพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ดิฉันจึงเริ่มทดลองใช้ม่อฮ่อมที่ผ่านการย้อมจากภาคเหนือมาทำเป็นสินค้าดูก่อน โดยมีการผสมผสานลวดลายทางภาคอีสานเข้าไปด้วย แต่ก็อยากให้ลวดลายดูร่วมสมัยมากขึ้น ก็เลยนำลายผ้าซิ่นภูไทของกาฬสินธุ์และสกลนครมาทำเป็นผ้าฝ้ายย้อมครามดูก่อน แบรนด์ริติเมียนจึงเริ่มจากตรงนั้น”

กานติมา บอกว่า ริติเมียนเริ่มทดลองตลาดในปี 2558 และเริ่มสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในปี 2560 จากความตั้งใจเดิมที่เริ่มจากการเป็นแบรนด์ท้องถิ่น ก็ต่อยอดจนกลายเป็นที่สนใจของผู้คน โดยเริ่มจากงานปัก งานกัดลายผ้า และการตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีดีไซน์

“ความพิเศษของสินค้าแบรนด์ริติเมียนก็คือ งานปักส่วนใหญ่จะเป็นงานปักมือ ผ้าที่ทอก็เป็นผ้าฝ้าย 100% ซึ่งทุกอย่างเกิดจากวัตถุดิบและฝีมือแรงงานของคนในท้องถิ่น ที่ผ่านมาเราเริ่มกระบวนการย้อมครามในท้องถิ่นของเราเองได้พักใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งการย้อมครามจะต่างจากการย้อมม่อฮ่อมตรงที่ การย้อมฮ่อมจะใช้สีจากต้นฮ่อม แต่การย้อมครามจะใช้สีจากต้นคราม แต่พืชทั้งสองชนิดนี้จะให้สีน้ำเงิน (Indigo) ที่คล้ายๆ กัน ซึ่งความแตกต่างของสีผ้าฝ้ายย้อมฮ่อมกับย้อมครามนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการย้อม ถ้าย้อมหลายรอบก็จะได้สีเข้ม แต่ถ้าย้อมน้อยรอบก็จะได้สีที่อ่อนลง

สำหรับสีย้อมครามที่เรากำลังคิดค้นกันอยู่ จะเป็นสีครามที่เป็นซิกเนเจอร์ของชาวภูไท ซึ่งทำโดยคนภูไททั้งหมด อย่างผ้าฝ้ายล่าสุดที่ทำออกมา เราก็ใช้สีย้อมครามจากสกลนครมาย้อมทั้งหมดเลย ปัจจุบันนี้คอลเลกชั่นล่าสุดที่วางขายอยู่จะมีชื่อว่า Power of Mae Khlong ซึ่งตอนนี้มีขายที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 และดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4 และเร็วๆ นี้ก็จะวางขายที่โซนเอ็กโซติก ไทย ที่สยามพารากอนด้วย”

กานติมา เสริมว่า ริติเมียนมีสินค้าหลากหลาย ทั้งผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรง กางเกง เสื้อโค้ต และแจ็กเกต โดยราคาเริ่มที่ 1,590-9,500 บาท ซึ่งเสื้อผ้ามีการตัดเย็บที่ร่วมสมัย มีลวดลายที่ผสมผสานความเป็นไทย และทำออกมาได้สวยจนน่าสวมใส่ทีเดียว

“การที่เราต้องขายสินค้าในราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากสินค้าทุกชิ้นล้วนเป็นงานแฮนด์เมดที่ใช้เวลาทำนานมาก ไม่ว่าจะเป็นการกัดลายผ้า การตัดเย็บ การต่อลาย การปักด้วยมือ หรือกว่าจะได้ผ้าที่ย้อมครามออกมาสักผืนก็ใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว อย่างงานปักมือกว่าจะได้ผ้ามาสักผืน ก็ต้องผ่านขั้นตอนการลอกลาย การลงมือปัก ซึ่งต้องใช้เวลานานมากเช่นกัน จึงทำให้สินค้าของเรามีความพิเศษและไม่เหมือนใคร

ปัจจุบันนี้แบรนด์ริติเมียนยังถือว่าอยู่ในขั้นทดลองตลาดอยู่ค่ะ เราไม่ได้อิงกับกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนไปเร็วมากนัก เราจึงออกแบบตัดเย็บและลวดลายที่สามารถใช้ได้ในระยะยาว เพื่อที่ลูกค้าจะได้ตามหาซื้อได้ง่าย เพราะเรายังคงลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ไว้และจะพัฒนาต่อไป

สำหรับคอลเลกชั่นของปีนี้จนถึงปลายปีหน้า เราก็จะพัฒนาผ้าม่อฮ่อมให้ออกมาคล้ายๆ ผ้าเดนิม ซึ่งที่ผ่านมาเราได้นำไปโชว์ในงาน Young Thai Designer มาแล้ว ซึ่งก็มีลูกค้าทั้งเอเชียและยุโรปชื่นชอบกันมาก ล่าสุดก็เตรียมส่งออกไปที่ญี่ปุ่นและฮ่องกงด้วย น่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าค่ะ”… ติดตามได้ที่ FB/IG : Ritimian

ด้าน ปิลันธน์ ไทยสรวง (วัย 35 ปี) เจ้าของแบรนด์ “ภูคราม” (Bhukram) ผ้าฝ้ายย้อมครามสีธรรมชาติ เผยว่า จุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์มาจากหมู่บ้านเล็กๆ สองหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในเทือกเขาของ อ.ภูพาน จ.สกลนคร นั่นคือ บ้านนางเติ่ง และบ้านหนองส่าน

“วิถีดั้งเดิมของคนแถบนี้ นอกจากทำการเกษตรหาอยู่หากินกับธรรมชาติแล้ว เมื่อมีเวลาว่างชาวบ้านที่นี่ก็จะทำเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สี่และเป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาเพื่อใช้เองมานานแล้ว มีทั้งการทอผ้า เย็บเสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าห่ม และหมอน ซึ่งผ้าส่วนใหญ่จะเป็นผ้าฝ้ายย้อมครามสีพื้นๆ เรียบๆ ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่นี่ได้

ดิฉันจึงเริ่มทำแบรนด์ภูครามอย่างจริงจังในปี 2558 โดยเป็นผู้ผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามตั้งแต่ต้นน้ำยันท้ายน้ำ เริ่มจากการปลูกฝ้าย (ส่วนหนึ่ง) การทอผ้า ย้อมคราม และอื่นๆ หลังจากผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามออกมาเป็นผืนแล้ว ก็จะนำมาตัดเย็บและออกแบบลวดลายต่างๆ ให้มีดีไซน์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น”

ปิลันธน์ เล่าว่า การย้อมครามหรือย้อมเสื้อผ้าในแถบนี้ เมื่อก่อนจะเรียกว่า “การย้อมเสื้อดำ” ซึ่งเป็นการใช้สีครามจากต้นครามธรรมชาติ และใช้วิธีย้อมซ้ำหลายๆ รอบ

“ปัจจุบันได้มีการทำลวดลายลงบนผ้าย้อมครามสีพื้นที่มีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยช่วงหลังมานี้เราได้มีการคิดและปรับลวดลายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนรูปแบบของเสื้อผ้าก็มีการปรับให้ดูเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ตอนนี้สินค้าของภูครามมีทั้ง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าถุง และชุดเดรส ซึ่งคอนเซ็ปต์ของเราก็คือการนำจุดเด่นของสไตล์พื้นเมืองและสไตล์ใหม่ๆ มาผสมผสานกันให้สามารถใส่ได้ในหลากหลายโอกาส ทั้งใส่ในวันสบายสไตล์แคชชวล จนถึงใส่แบบเป็นทางการก็สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์กันได้

ตอนนี้แบรนด์ภูครามมีวางขายที่ “ร้านคำหอม” จ.สกลนคร สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 4 และจะวางขายที่อื่นอีกในอนาคต เหตุผลที่สินค้าผ้าฝ้ายย้อมครามมีราคาสูง ก็มาจากขั้นตอนในการทำที่ต้องใช้มือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดึงเส้นด้าย ทอผ้า และย้อมคราม ซึ่งล้วนแต่ใช้วิธีการธรรมชาติทั้งหมด รวมถึงการออกแบบสินค้าและการตัดเย็บที่มีหลายขั้นตอนด้วย ฉะนั้นกว่าจะได้เสื้อมา 1 ตัว มันต้องใช้เวลานาน จึงทำให้ค่าแรงสูงตามไปด้วย”

ปิลันธน์ เสริมว่า เมื่อทุกอย่างเป็นงานแฮนด์เมด ผ้าที่ออกมาจึงมีสีสันในโทนที่ต่างกันไปด้วย บางชิ้นทอด้วยด้ายเส้นใหญ่ บางชิ้นทอด้วยด้ายเส้นเล็ก สินค้าของภูครามที่ออกมาจึงค่อนข้างมีจำนวนจำกัด ถ้าขายหมดแล้วก็หมดเลย ดังนั้นราคาจึงค่อนข้างสูง โดยเริ่มที่ 1,350-9,000 บาท++ ส่วนใหญ่จะเป็นของที่มีไม่กี่ชิ้นและมีขั้นตอนในการทำที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก

“ที่ผ่านมาภูครามได้ไปแสดงผลงานในนิทรรศการที่กรุงโซล เกาหลีใต้ โดยร่วมเดินทางไปในนามเครือข่าย Volkskraft Thailand ซึ่งเป็นเครือข่ายส่งเสริมธุรกิจ SE ที่เป็นแบรนด์สินค้าในท้องถิ่นของไทย การไปงานนิทรรศการในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการแนะนำให้คนต่างชาติได้รู้จักกับผ้าฝ้ายทอมือและผ้าย้อมครามของไทย ซึ่งในงานก็เปิดโอกาสให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแบรนด์จากชาติอื่นๆ แล้วการไปครั้งนี้ยังทำให้มีโอกาสได้เห็นว่าตลาดสินค้าแฮนด์เมดในแต่ละประเทศเป็นอย่างไรด้วย

ครั้งหนึ่งภูครามเคยไปออกงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งครั้งนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจเอสอี จึงเหมือนเป็นการแนะนำให้คนต่างชาติได้รู้จักกับแบรนด์เราในเบื้องต้น แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราก็คงต้องใช้โอกาสในครั้งต่อไปค่อยๆ อธิบายให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจมากขึ้น

เท่าที่คนต่างชาติได้เห็นสินค้าของแบรนด์เรา พวกเขาก็ดูชื่นชอบและชื่นชมจนเราสามารถรับรู้ได้ ดิฉันเชื่อว่าเรื่องดีไซน์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชาวต่างชาติ เพราะส่วนใหญ่พวกเขาค่อนข้างจะให้ความสนใจทั้งเรื่องดีไซน์และกรรมวิธีในการผลิตด้วยเช่นกัน ในอนาคตเรากำลังดูความพร้อมในการผลิตของเราก่อนว่าจะสามารถส่งไปขายยังประเทศใดได้บ้าง เพราะอย่างที่บอกว่างานฝีมือ นอกจากต้องใช้เวลาผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว ยังต้องมีคอนเนกชั่นที่ดีเป็นตัวช่วยที่สำคัญด้วยค่ะ”…ติดตามที่ IG : bhukram.thailand และแฟนเพจเฟซบุ๊ก : ภูคราม Bhukram

นอกจากสองแบรนด์นี้แล้ว ยังมีแบรนด์ไทยที่ก้าวสู่อินเตอร์อย่าง Indigo Collection ซึ่งเป็นสินค้าที่ระลึกพิเศษของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซเนอร์ภายใต้การสนับสนุนของคิง เพาเวอร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ผ้าย้อมครามจากบ้านนาขาม จ.สกลนคร อันเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ถ่ายทอดกันมา สู่การผลิตเป็นสินค้าที่ระลึก ซึ่งมีทั้งเสื้อโปโล เสื้อยืด หมวกแก๊ป หมวกไหมพรม กระเป๋าใส่ของ ผ้าพันคอ ฯลฯ ถือเป็นการผลักดันสินค้าท้องถิ่นไทยไปสู่ระดับอินเตอร์ พร้อมทั้งส่งเสริมและหาช่องทางในการจำหน่ายในต่างประเทศให้ด้วย สำหรับในเมืองไทยคอลเลกชั่นเสื้อผ้าย้อมครามสุดเก๋นี้มีจำหน่ายที่ Thai Lifestyle Collections ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

ชม ช็อป ใช้ ต่อยอดงานวิจิตร ‘ศิลป์ของแผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553312

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2561 เวลา 11:44 น.

ชม ช็อป ใช้ ต่อยอดงานวิจิตร ‘ศิลป์ของแผ่นดิน’ 

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

สองคำนี้ “Art and Craft” เป็นคำจำกัดความสำหรับเทรนด์ 2018 เน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เกิดการเชื่อมโยงถึงบริบทของพื้นที่ เรื่องราวในอดีต ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมได้ชัดเจน นอกจากสร้างเทรนด์แต่งไทยไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวัน กลับมาเป็นกระแสนิยมสุดขีดได้อีกครั้งแล้ว ยังเป็นการต่อยอดผลงานทรงคุณค่าระดับ “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” ไว้ได้อย่างดีที่สุด

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT คือองค์กรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ สืบสาน และรวบรวมงานทรงคุณค่าจากฝีมือครูช่างหัตถศิลป์ไทย รวมทั้งต่อยอดงานฝีมือ ระดับศิลป์ของแผ่นดินให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน เมื่อเร็วๆ นี้ จัดทริปนำคณะสื่อมวลชนเดินทางตามรอยงานศิลปหัตถกรรมไทยถิ่นอีสานใต้ ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ รวบรวมสุดยอดงานหัตถศิลป์ไทย ฝีมือครูช่างศิลปหัตถกรรม ไปจนรุ่นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เน้นต่อยอดความรู้ความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่นในหลากหลายสาขา

“หัตถศิลป์เมืองสุรินทร์” ล้ำค่าน่าชม น่าช็อป

แม่ทัพหญิงนำขบวนทริปนี้ อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า งานศิลปหัตถกรรมเป็นมรดกวัฒนธรรมทรงคุณค่า หากความรู้เหล่านี้ไม่ได้มีการบันทึก หรือเก็บรวบรวมไว้ให้เป็นรูปธรรม ก็จะลบเลือนและสูญหายไปได้ตามกาลเวลา SACICT ได้รวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยคงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน จึงดำเนินการสืบค้น และให้ความสำคัญกับบุคคล ที่เป็น “ครู” ผู้มีความรู้ความสามารถรักษา และถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยมีการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้ที่ทรงคุณค่าเหล่านี้เป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน

บ้านครูท่านแรก ครูป่วน เจียวทอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ครูศิลป์ของแผ่นดินท่านแรก SACICT ริเริ่มรางวัลนี้ ในปี 2552 ฝีมือครูวิจิตรทั้งเครื่องประดับเงินสายสร้อยคอ กำไล สร้อยข้อมือที่เรียกว่า “ประเกือม” ตามแบบอิทธิพลศิลปะเขมร ไทยเราก็เรียกลูกประคำ ต่างหู เรียกว่า “ตะเกา งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่มีการสร้างลายนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ เช่น ลายรังผึ้ง รังแตน รังหอกโปร่ง รังหอกปิด ดอกปลึด

วันนี้ครูมีลูกสาว พชรรัตน์ เจียวทอง สืบสานงานช่างเครื่องประดับเงินโบราณ งานที่ต้องใช้ความอดทนสูง

“ความยากของการตีเม็ดเงินบริสุทธิ์ ต้องใช้ความร้อนลนไฟตีให้ได้แผ่นบางที่สุด เปิดพัดลมคลายร้อนก็ไม่ได้เพราะจะทำให้เปลวไฟไม่นิ่งไม่ร้อนพอที่จะได้แผ่นเงินบางสวย เด็กๆ รุ่นใหม่ที่มีงานอื่นทำสบายกว่า ก็ไม่อยากทำ คนทำต้องใจรักจริงๆ ค่ะ ต้องมีสมาธิ

ขั้นตอนการใส่ดอก เช่น การทำดอกพริกใช้เส้นลวดขนาดเล็กที่สุด นำมาพันกับลวดทองเหลืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาดของทองเหลืองขึ้นอยู่กับขนาดของดอก แล้วตัดเป็นวงๆ บีบให้รอยตัดชิดกัน ถ้ามือไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ ก็ไม่สวยค่ะ”

เครื่องประดับเงินดอกไม้เล็กๆ ในถิ่นอีสานใต้ ที่เรียกว่า ตะเกาลายโบราณ เช่น ลายรังหอก ลายรังหอกปิด ดอกตั้งโอ๋ ดอกตั้งโอ๋ 3 ชั้น ดอกปลึด ดอกปลึด 3 ชั้น ไข่แมงดา ดอกระเวียง ครูป่วนต่อยอด มีลายเพิ่มขึ้นอีก เช่น ลายดอกพริก ลายรัง ซึ่งได้อิทธิพลจากกัมพูชา แต่เมื่อได้ไปดูงานถึงถิ่นต้นกำเนิดที่ประเทศกัมพูชา ก็ไม่เห็นวิธีการทำแบบนี้แล้ว คนกัมพูชามาดูงานที่นี่ก็บอกว่าบ้านเขาก็เริ่มสูญหายไป หาคนรุ่นใหม่ทำไม่ได้แล้ว

“ใครต้องการเรียนเพิ่มเติม ก็มาเรียนที่บ้านของครูต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อยากสอนให้ลูกหลานสุรินทร์ได้รู้วิชานี้ค่ะ”

ไหมมัดหมี่ “ฝีมือครู” ได้สืบสานงานวิจิตร

“ผ้าโฮลโบราณย้อมสีธรรมชาติ” บ้านนาตัง หมู่ 8 อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ อีกหนึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไหมมัดหมี่ “ฝีมือครู” สุรโชติ ตามเจริญ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2559 ครูมีความชำนาญในการมัดลายและการย้อมสีจากธรรมชาติ ผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ช่วยให้สีติดสวย

ครูเป็นชาวปทุมธานี มาเป็น “เขยสุรินทร์” ใช้ชีวิตในอีสานใต้ได้เห็นคุณยายของภรรยาทอผ้า และมัดหมี่ลายผ้าโฮลโบราณ จึงเกิดความสนใจเรียนรู้ และเริ่มฝึกฝนการมัดหมี่ จนชำนาญ

“ผ้าโฮลสุรินทร์ใช้ ที่เรียกว่า ‘ไหมน้อย’ หรือไหมเส้นในสุด เป็นไหมชั้นดีที่มีความมันวาว เส้นเล็กสม่ำเสมอกันตลอดเส้น ลวดลายที่นิยม ได้แก่ ลายเรขาคณิต ลายนาคเกี้ยว ลายปีดาน ลายเชิงเทียน

มีการทอแปลงลายเป็นลายริ้ว ใช้วิธีการดึงลายให้เกิดลวดลายอีกแบบหนึ่ง และเพิ่มองค์ประกอบของลวดลาย คือ ลายสายฝน หางกระรอก และคั่นด้วยเส้นพื้นสีแดงจากครั่ง สีเขียวจากเขทับครั่ง และน้ำเงินจากคราม

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผ้าโฮล คือ ริมผ้ามีเส้นสันนูนขนานไปกับทั้งสองด้านในทิศของแนวเส้นพุ่ง”

บ้านครูท่านต่อไป ครูรุจาภา เนียนไธสง ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2557 คอรักผ้าไหมมัดหมี่ ทั้งชม ทั้งช็อปกันกระหน่ำ ผ้าทอโบราณอันวิจิตรงดงามของกลุ่มคนถิ่นฐานแถบ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เรียกว่า ผ้าซิ่นตีนแดง

ทอด้วยไหมไทยพื้นบ้าน ครูเลี้ยงเอง สาวไหมเอง ลายโดดเด่นคือ ลายนกยูงทอง ใช้เทคนิคใหม่การทอผสมผสานกับการเขียนทองสร้างมิติของลวดลายได้งามที่สุด มัดย้อมเส้นด้ายพุ่งเป็นลวดลายก่อนนำไปทอเป็นผืนผ้า มีความโดดเด่นอยู่ที่หัวซิ่น และตีนซิ่นสีแดงสด

“ผ้าผืนหนึ่ง มี 3 ส่วน ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น ส่วนหัวซิ่นและตีนซิ่นสีแดงสด ส่วนตัวซิ่นในสมัยโบราณจะใช้โครงสีเข้ม เช่น สีดำ หรือสีเม็ดมะขาม มีการพัฒนาเพิ่มเติมสีสัน และลวดลายในส่วนของตัวซิ่น เช่น สีฟ้า สีน้ำเงิน สีแดง หรือสีอื่นๆ ผืนที่ราคาแพงที่สุดมีสองเชิงราคา 1 แสนกว่าบาทค่ะ ทอยากมากค่ะ ผ้าผืนนี้ศูนย์ SACICT ส่งครูไปเรียนการทอที่อินเดีย ก็ได้วิชามาต่อยอดงานทอผาไหมได้ค่ะ” ครูรุจาภา กล่าว

คัมภีร์ สรวมศิริ บันทึก เปิดโลก เปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553215

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 11:46 น.

คัมภีร์ สรวมศิริ บันทึก เปิดโลก เปลี่ยนชีวิต

แม้จะมีผลงานออกมาหลายเล่มแล้ว แต่ “หมอเก๋อ-คัมภีร์ สรวมศิริ” ก็ยังออกตัวว่ายังไม่เป็น “นักเขียน” และดูเหมือนว่างานประจำของเขาคือ “การท่องเที่ยว” ซึ่งต้องหารายได้จากทางอื่นมาตอบโจทย์ความต้องการชีวิต ทว่าในบางครั้งการออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ซึ่งยังไม่มีใครไปสัมผัสจนบอบช้ำ หมอเก๋อก็นำมาเขียนเป็นหนังสือ (ตรงนี้มีรายได้จากการท่องเที่ยวล่ะ)

โดย มัลลิกา นามสง่า

“Mon Mont Blanc หันซ้ายก็ภูผา หันขวาก็ภูเขา” คือหนังสือเล่มล่าสุด ผลงานที่ผ่านมามี หิมาลัยต้องใช้หูฟัง และ Greenland Skylight-พื้นห่มขาว ดาวห่มเขียว

ทำไมหมอเก๋อมีเวลาไปท่องเที่ยวเป็นเดือนๆ มีคำตอบว่า ปัจจุบันหมอเก๋อเป็นหมอฟรีแลนซ์ รับจ้างเฝ้าห้องฉุกเฉินทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ สามารถจัดสรรเวลาเดินทางได้

“ผมไม่ได้คิดว่าไปเที่ยวแล้วต้องกลับมาเขียนหนังสือ ถ้าจะเขียนคงเป็นสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 18 ปี เวลามีโอกาสไปต่างประเทศจะเขียนบันทึกไว้เสมอ ซึ่งทักษะนี้นำมาสู่การเป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยว”

“ผมชอบเล่าเรื่อง และเรื่องที่นำมาเล่าเป็นประสบการณ์ของเราโดยตรง หรือเรื่องที่เราถนัด เช่น วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยว แต่ผมเล่าด้วยการพูดอาจไม่เก่ง ไม่สามารถเล่าได้ดังใจเราคิดทั้งหมด จึงชอบเขียนหนังสือ

การเขียนมันสามารถเล่าให้หลายๆ คนฟังได้พร้อมกัน การเขียนเล่าได้เยอะกว่ายาวกว่า ใส่ความคิดเห็นของเราได้เยอะกว่า ที่สำคัญมันค่อยๆ คิด ถ่ายทอดออกมาเป็นลำดับ การเขียนมันสรุปรวบยอดความคิดของเราไว้ได้ดี และยิ่งเขียนเยอะ ก็เป็นการฝึก ทำให้เราใช้ภาษาได้เก่งขึ้น

ผมเขียนบันทึกเวลาไปต่างประเทศ อยากจดจำความรู้สึกนั้นว่าเรารู้สึกอย่างไรเวลาไปเห็นหรือทำตรงนั้น

ผมชอบอ่านงานแนวท่องเที่ยวของนิ้วกลม อย่างเรื่อง โตเกียวไม่มีขา ก็เลยคิดอยากเขียนแนวนี้บ้าง แล้วทริปที่ผมไปออกค่ายตรวจคนไข้ที่หิมาลัย ประเทศอินเดีย ผมจดบันทึกทุกวัน จดจนเหมือนเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเลย พอเพื่อนถามเป็นไงบ้าง ผมก็เอาบันทึกให้อ่าน ทุกคนก็บอกว่าเป็นหนังสือได้เลย ผลตอบรับดีมาก จนเราคิดว่าเราก็เขียนหนังสือแนวนี้ได้”

เช่นเคยหมอเก๋อบันทึกการท่องเที่ยวเส้นทาง “ยอดเขาตูร์ดูมงบลองก์” (Tour du Mont Blanc-TMB) ที่ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ จากบันทึกนำมาสู่หนังสือเรื่อง “Mon Mont Blanc หันซ้ายก็ภูผา หันขวาก็ภูเขา”

“ตอนแรกนัดกับเพื่อนไปเที่ยวฝรั่งเศส แต่คนอื่นติดภารกิจจนเหลือผมคนเดียว ถ้าจะไปเที่ยวตามแพลนเดิมไม่คุ้มค่า จึงมีคนแนะนำไปเดินรูทนี้ดีไหม ก็เลยไปศึกษาข้อมูล ที่นำมาเขียนผมรู้สึกว่า TMB เป็นรูทที่คนไม่ค่อยรู้จัก ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย

การเล่าเรื่องภาษาผมไม่ได้ทางการมาก เล่าสิ่งที่ผมเห็น ผู้คน ธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ แทรกความคิดเห็นของเราตลอด ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเยอะมาก

มันไม่ใช่หนังสือฮาวทูแต่เป็นเล่าประสบการณ์ ไม่ใช่ไกด์บุ๊ก แต่คนอ่านน่าจะได้ไอเดียบ้าง อย่างน้อยมีชื่อสถานที่เอาไปค้นข้อมูลต่อได้ ถ้าจะไปทำตามแล้วสามารถปรับตรงไหนก็ได้”

หนังสือเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวมีมากมาย แต่สิ่งที่หมอเก๋อมีแตกต่างจากเล่มอื่นๆ คือ “ประเด็นแรกเรื่องเดสติเนชั่นที่แตกต่าง อีกประเด็นหนึ่งเรื่องของประสบการณ์ระหว่างทางของแต่ละคนไม่เหมือนกันแน่นอน ทราเวลบล็อกเกอร์อาจจะเขียนได้ไม่ยาวเท่าหนังสือหนึ่งเล่ม

ในการทำหนังสือ ผมเริ่มจากคอนเซ็ปต์เล่มต้องการสื่ออะไรเป็นหลัก ผมต้องการเปิดการเดินทางแบบให้ทุกคนเดินทางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่จะไปมากนัก ก็วางลงไปทีละบท ว่าบทนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ที่เหลือก็คือความเชื่อมโยง แล้วพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำอีกต่อจากบทที่เราหยอดไว้เล็กน้อย

บันทึกประจำวันที่จดไว้ช่วยได้มาก แต่ผมบันทึกไว้ค่อนข้างสั้น พอมาเขียนหนังสือต้องมายืด ทำยังไงให้มีเนื้อเยอะขึ้น ก็ดูว่าในวันนี้ บทนี้จะเล่าเพิ่มในเรื่องอะไร รูปที่ถ่ายมาก็ช่วยไกด์ให้เราได้”

ถึงตอนนี้หมอเก๋อก็ยังยืนยันว่า ไม่กล้าเรียกตัวเองเป็นนักเขียน “ถือว่าการเขียนหนังสือเป็นงานที่ทำแล้วชอบ แต่การเขียนบันทึกกับการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของกัน และการเขียนหนังสือทำให้ชีวิตลงตัวมากขึ้น”

การแข่งขันเรือใบคือวิชาชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553209

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:58 น.

การแข่งขันเรือใบคือวิชาชีวิต

แมตช์สำคัญของนักกีฬาเรือใบต้องขับเคี่ยวกับคู่ต่อสู้กันในกลางทะเล สนามนี้คุณแม่แอน-อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ลาแมร์ ส่งใจไปเชียร์ลูกชายนักกีฬา ดาวิน ฌู บิ๊กบอยวัย 10 ขวบ บังคับเรือหมายเลข THA 3332 ประเภทเรือใบออฟติมิสต์ (Optimist Boat) ชิงถ้วยรางวัลในกลุ่ม Filver ออฟติมิสต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ในสนามแข่งขัน “ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตตา” ซึ่งจัดยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 14 ที่โอเชี่ยน มารีน่า ยอชต์ คลับ จ.ชลบุรี เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย ปอย ภาพไม่เครดิต

นับเป็นสุดยอดการแข่งขันเรือใบที่สร้างชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวและกีฬาให้กับประเทศไทย และเป็นงานที่มีเรือใบหลากหลายประเภทเข้าแข่งขันมากที่สุดในเอเชีย

ท่าจอดเรือยอชต์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางจัดการแข่งขันเรือใบที่สะดวกและปลอดภัย สำหรับการจัดการแข่งเรือใบนานาชาติที่มีทั้งเรือขนาดใหญ่ และประกอบด้วยเรือหลากหลายประเภท โดยมีนักแล่นใบกว่า 700 คน เรือมากกว่า 200 ลำ จากกว่า 25 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน

เรือใบออฟติมิสต์เป็นเรือใบที่เล่นง่ายไม่อันตราย ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เรือประเภทนี้สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี การแข่งขันครั้งล่าสุด ดาวินหนุ่มน้อยคนเก่งสามารถทำอันดับได้ที่ 17 จากจำนวนเรือในกลุ่มนี้ 62 ลำ และมีการจัดอันดับเด็กต่ำกว่า 12 ปี ดาวิน เข้าเส้นชัยได้ในอันดับที่ 13 ลักกี้นัมเบอร์

“สนามแข่งขันท็อป ออฟ เดอะ กัฟรีกัตตา เป็นสุดยอดการแข่งขันเรือใบเยาวชนของไทย ประเภทเรือออฟติมิสต์ ดาวินติดทีมเป็น 1 ใน 7 ของนักกีฬาโรงเรียนทีมสยามสามไตร ที่มีการสอนวิชาเรือใบในหลักสูตรโรงเรียนนี้ด้วยค่ะ ตอนสมัครแม่ตื่นเต้นมากกว่าลูกอีกนะคะ (หัวเราะ) สนับสนุนลูกชายทันที ดาวินเจ๋งมากนะที่เราจะได้เรียนวิชานี้ด้วย มันต้องสนุกแน่ๆ แม่เชียร์อัพลูกเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้นเลยค่ะ

นักกีฬาหน้าใหม่ทั้ง 7 คนค่ะ ดาวินเรียนชั้น ป.4 มีพี่ ป.5 พี่ปั้น พี่อรุษ และเพื่อนชั้นเดียวกัน ปุณณะ เอมอน ปลาการ์ตูน มะละกอ มีเด็กผู้หญิงติดกลุ่มมาด้วย 2 คน การแข่งขันปีนี้ช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เจอมรสุมลูกใหญ่เลยค่ะ ท่ามกลางพายุและกระแสน้ำกลางทะเลพัทยาที่แรงมาก จัดเป็นสนามโหดสนามหนึ่ง เพราะเป็นทะเลเปิด บางวันลมกระโชก คลื่นซัด แต่บางวันแทบไม่มีลมเลย ทีมแม่ๆ ริมฝั่งทะเลทั้งหลายก็ส่งใจไปเชียร์ลูกกลางทะเล คอยตามถ่ายรูป ตามส่องลูก ดูแลเด็กเล็ก ส่งแรงเชียร์กันกลางแดดอย่างไม่ยอมแพ้ค่ะ

ลูกชายแอนทำผลงานดีขึ้นทุกวัน ความสำเร็จครั้งนี้มาจากทีมเวิร์กที่ดี ทั้งการนำของ “ครูเก๋” โรงเรียนสยามสามไตร “โค้ชอั๋น”นักเรือใบทีมชาติ ผู้ดูแลและสอนเด็กๆ อย่างเต็มที่ รวมทั้งพ่อแม่ทุกคนที่มีหน้าที่เหนื่อยหนักไม่แพ้กัน ทั้งคอยช่วยยกเรือ เข็นเรือ ลากเรือเข้า-ออกท่ามกลางความวุ่นวาย คอยจัดอุปกรณ์ จัดหาเสบียง ทั้งหมดก็เพื่อสนับสนุนให้ลูกๆ ได้แล่นเรือใบกันอย่างสุดความสามารถ”

คุณแม่แอน อมรศรี บอกว่า การสนับสนุนลูกชายให้เล่นเรือใบถือว่ามาถูกทาง เป็นกีฬาที่เหมาะกับอุปนิสัยของเขาที่สุดแล้ว

“ดาวินมีความเป็นศิลปินสูงค่ะ ลูกชอบอยู่คนเดียว และกีฬาชนิดนี้เรือใบ 1 ลำ เป็นอุปกรณ์การแข่งขันสำหรับนักกีฬา 1 คน แล่นรวมกลุ่มออกทะเลไปเป็นทีม เมื่อไปกลางทะเลเรือลำนี้ก็มีเพียงตัวเขา การแข่งขัน 3 วัน ออกทะเลวันละ 5-6 ชั่วโมง/วัน ดาวินสามารถอยู่กับตัวเองได้สบายมาก เพราะเวลาอยู่บ้านอยู่โรงเรียนเขาก็เป็นแบบนี้ เป็นเด็กค่อนข้างไม่สุงสิงกับใคร อยู่นิ่งๆ คนเดียวได้

การต้องอยู่กับธรรมชาตินี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่แอนชอบมากค่ะ เด็กกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กับธรรมชาติเลย เราอยู่กับตึก อยู่กับห้างสรรพสินค้าในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่เขามาแข่งกลางทะเลตลอดเวลา 5 ชั่วโมงกลางทะเล ได้เรียนรู้ “ลมเบา” “ลมแรง” ที่มีผลต่อการบังคับเรือทุกๆ จังหวะ การหยุด การเลี้ยว ต้องอาศัยธรรมชาติ ที่บางครั้งเหนือการควบคุมของมนุษย์ ก็ได้รู้ว่ามีบางสถานการณ์ชีวิตที่ควบคุมไม่ได้แบบนี้ เราจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไร

พ่อแม่เห็นลูกๆ วัย 9-10 ขวบเรือคว่ำ ใจแม่ก็คว่ำไปด้วย แต่ลูกๆ ยังสามารถพลิกเรือแล้วแล่นต่อไปได้ ถือเป็นความลุ้นปนเครียดปนภูมิใจตลอด 3 วันเต็มนี้นะคะ คนเป็นพ่อแม่ดีใจที่ได้เห็นลูกมีประสบการณ์ ไม่ได้กลับบ้านมามือเปล่า ได้ Ranking ดีขึ้น มีพัฒนาการ ได้วินัย ได้ใช้ชีวิต ได้ร่างกายที่สูงพรวดๆ ขึ้นมาเลยตั้งแต่เล่นกีฬาแข่งขันจริงจัง ได้จิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะเขาต้องทำเอง ตั้งแต่ต่อเรือใบก่อนออกไปจากฝั่ง อยู่ในทะเลที่ไม่สงบ ลูกมีความเข้าใจและเคารพในกติกาการแข่งเรือ

การแข่งขันกัน 5 รอบทำเวลาให้ดีที่สุด ซึ่งรอบที่ 1-2 ดาวินมีพลาดไม่ถึงฝั่ง DNF-Did not Finish แม่ยืนมองก็เห็นเขาชมนกชมไม้ คุยกับเพื่อนๆ ร่วมทีมบ้างตามประสาอารมณ์ศิลปิน (หัวเราะ) และทำตำแหน่งได้ดีที่สุดคือ รอบที่ 4 เข้าเส้นชัยอันดับ 2 ค่ะ ประสบการณ์นี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ลูกได้รู้จักการเคารพตนเอง ทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ทำให้ดีที่สุด แต่สรุปแรงกิ้ง แม่พอใจแล้วค่ะเขาทำได้ดีขึ้นกว่าสนามที่ผ่านมาค่ะ”

อมรศรี กล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับลูกชายดาวิน “เรือใบคือวิชาชีวิต” ทีมแม่ๆ ขอขอบคุณโรงเรียนสยามสามไตรที่มีหลักสูตรเรือใบให้เด็กๆ วิชาที่สอนให้เด็กมีโฟกัส รู้จักลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อน-หลัง มีการวางแผน มีวิธีการคิดเมื่อเจอมรสุมจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

สนามครั้งนี้ ดาวิน ก็ได้เห็นคนที่เก่งกว่าในกลุ่มแข่งขัน Gold Optimist Boat ซึ่งบางคนก็อายุเท่ากันกับเขา ทำให้มีแรงบันดาลใจจากกลุ่ม Filver ก็จะต้องพัฒนาความสามารถไปอยู่กลุ่มที่เก่งกว่าให้ได้ ส่วนการติดทีมชาติคุณแม่อมรศรีบอกว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกเป็นหลัก พ่อแม่พร้อมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว

ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก สุขสงบใจเมื่ออยู่กับต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553206

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:38 น.

ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก สุขสงบใจเมื่ออยู่กับต้นไม้

อดีตสาวเปรี้ยวนักโฆษณาฝีมือดี ที่ผันตัวเองมาเป็นแม่บ้านหลังจากมีลูกชาย 3 คนล้วน จนกระทั่งลูกชายโตเป็นหนุ่ม เธอเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน น้าช้าง-ชนิดา มหาดำรงค์กุล อรเอก ก็เปลี่ยนบทบาทอีกครั้งมาเป็นนักธุรกิจอิสระ สมาชิกทีมอิลิท และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐของนูสกิน เธอเริ่มทำธุรกิจกับนูสกินในวัย 50 กว่า เพื่อ

โดย อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

แก้เหงาหลังจากลูกๆ เริ่มโตกันหมดแล้ว ปรากฏว่างานที่คิดจะทำเพื่อแก้เหงานั้นกลับสร้างรายได้ให้เธออย่างดี นั่งทำงานที่บ้านได้จนสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างลงตัว มีเวลาได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบไปควบคู่กันเพราะเธอสามารถใช้เวลาทำงานที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่

บัดนี้ในวัยใกล้ 70 ปี ชนิดายังคงทำธุรกิจให้กับนูสกินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ขณะนี้มีตำแหน่งระดับทีมบริหาร แต่ใช้เวลาอยู่บ้านเพื่อทำสวนมากขึ้น โดยเธอเล่าว่าได้ซื้อที่ดินว่างเปล่าใกล้ๆ บ้านไว้นานแล้วและยังไม่ได้ใช้ทำอะไร จนกระทั่งเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มลงต้นไม้ ผลไม้ พืชผักสวนครัว ดอกไม้ต่างๆ ไว้ใช้เอง เพราะลูกชายคนกลางชอบทำอาหารก็เลยช่วยกันปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ประกอบอาหารกันเอง

โดยเธอเริ่มทำอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนหนึ่งเพราะเธอเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากเป็นพิเศษ “คือเราอายุก็ 60 กว่าแล้ว เห็นคนรู้จักเพื่อนฝูงเจ็บไข้ได้ป่วยกันมากขึ้น บางคนเป็นมะเร็ง บางคนเป็นเบาหวาน หัวใจ แล้วพออ่านข่าวที่บอกว่าประเทศไทยใช้ยาฆ่าแมลงกันหนักหน่วงในพืชผักส่วนใหญ่ที่ขายในตลาดทุกวันนี้ ตรวจสอบพบว่ามียาฆ่าแมลงในปริมาณสูงทุกชนิดเราก็กลัว เลยคิดว่าปลูกผักกินเองให้มากที่สุด ไหนๆ เรามีที่ว่างอยู่ตั้งไร่กว่า ทิ้งว่างไว้ก็เสียดาย ค่อยๆ ปลูกไป ถือเป็นการออกกำลังกาย น้าก็ช่วยกับลูกชาย ทำกันเองง่ายๆ ในตอนแรกเริ่มจากปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองก่อน เช่น พริก มะนาว มะกรูด โหระพา กะเพรา ผักคะน้า กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า มะละกอ ขนุน มะเฟือง เราอยากกินอะไรก็ปลูก แรกๆ ก็ปลูกผักพื้นบ้านไปก่อน” เธอเล่าอย่างมีความสุข

มาตอน 2-3 ปีหลัง เธอเริ่มหาต้นไม้อื่นๆ มาปลูกเพิ่ม เช่น ต้นฟิกส์ ผักสลัด วอเตอร์เครส ผักฝรั่งต่างๆ โรสแมรี่ ไทม์ ยี่หร่า มะเขือเทศ ต้นหอม คะน้า ผักไชยา มะเฟือง มะม่วง ผลไม้แปลกๆ หายาก ก็ลองปลูกเพิ่มไปเรื่อยๆ ตายบ้าง รอดบ้าง ก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แล้วก็เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ด้วย ตอนนี้เหมือนเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตของตัวเอง จะทำอาหารก็ค่อยไปเก็บมามันสดสะอาด เราไม่ใช้สารเคมี ใช้ขี้วัวเป็นปุ๋ย ปลูกแบบออร์แกนิกจริงๆ แล้วก็หัดทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพใช้เองด้วย

“ที่บ้านลูกชายคนที่ 2 ชอบทำอาหารมากๆ เขาชอบทำอาหารฝรั่ง มีเพื่อนๆ มารับประทานอาหารที่บ้านบ่อยมาก เราเป็นบ้านอาหารอย่างแท้จริง (หัวเราะ) มีทั้งครัวไทย ครัวฝรั่ง หม้อ กระทะมีทุกขนาดเลย ครัวเรากว้างขวางมาก วันหยุดเขาทำอาหารทานเองครบ 3 มื้อเลย”

เธอเล่าว่าพริกที่ปลูกเองนี่ก็รู้สึกว่าเผ็ดกว่าปกติ กะเพราก็หอมกลิ่นแรงกว่าตอนที่เราไปซื้อจากตลาดแล้วมาแช่ตู้เย็นไว้ เด็ดสดๆ นี่หอมมากเลย มะละกอเก็บจากต้นแล้วมาปอกกินทันทีก็จะหวานกรอบอร่อย

ชนิดา กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า นอกจากได้ผลผลิตที่สดสะอาด ปลอดภัย เพราะปราศจากสารเคมีแล้ว ยังถือว่าได้เป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกด้วย บางทีหลานสาวก็ตามไปวิ่งเล่นในสวน ซึ่งเป็นการดีที่เด็กๆ จะได้ออกมาวิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติ สัมผัสดินสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าบ้าง ดีกว่าจะอยู่แต่ในห้องแอร์ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เธอยังปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ เพื่อให้ร่มเงา เช่น ต้นทองกวาว กระพี้จั่น จิกพะยอม อโศกระย้า ขนุน แล้วก็ไม้ดอกเช่น กุหลาบมอญ เบิร์ดออฟพาราไดซ์ เก็บดอกมาจัดแจกันในบ้านเพิ่มความสดใส

หลังๆ เธอเริ่มใช้พื้นที่สวนเกือบเต็มพื้นที่ เริ่มทำเองไม่ไหวก็มีจ้างคนสวนมาดูแลบ้างอาทิตย์ละ 2-3 วัน นอกจากทำสวนในพื้นที่ว่างเปล่าใกล้ๆ บ้านแล้ว ด้านหลังของบ้านเธอก็ใช้เป็นพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาและร่มรื่น ไว้นั่งเล่นยามเย็น จิบกาแฟยามเช้า เอาไว้นั่งเล่นกับหลานๆ แน่นอนว่ามีสวนครัวเล็กๆ กับสวนดอกไม้ไว้เช่นกัน

การทำสวนนั้นให้ความรู้สึกที่ดีงาม ทำให้สุขสงบ รู้สึกมีสมาธิ ทำให้ได้ทำอะไรเนิบช้าลง มีความละเมียดละไม ทำให้ชีวิตรู้สึกมีความสมดุลในชีวิตมากขึ้น “ปกติน้าเป็นคนทำอะไรเร็ว เป็นคนว่องไว แล้วงานที่เราทำอยู่ก็ข้องเกี่ยวกับคนเยอะ บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าชีวิตรีบเร่งวุ่นวาย บางทีวันเวลาผ่านไปแป๊บๆ รวดเร็วเหลือเกิน พอได้มาปลูกต้นไม้ อยู่ในสวนตอนเช้าๆ เย็นๆ นี่มันทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ลืมเรื่องอื่นไปหมดเลย ได้ใช้พลังธรรมชาติ อยู่กับดินกับต้นไม้กับลมให้ธรรมชาติซึมซับพลังลบๆ ในตัวเราออกไปบ้าง (หัวเราะ) เพราะคนเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้วที่แปลงนี้ไม่ได้ติดถนนใหญ่เข้ามาในหมู่บ้านพอสมควร เลยทำให้อากาศดี ฟ้ายังเป็นสีฟ้า ไม่มีมลพิษมากนัก ถือว่ามีปอดเล็กๆ จากธรรมชาติเป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการได้ดูแลสุขภาพกายใจให้ดีขึ้น” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

หลังจากเริ่มทำสวนปลูกผักกินเองอย่างจริงจังมา 3-4 ปีนี้ เธอแทบจะไม่ได้ไปซื้อผักจากตลาดมาทำอาหารเลย นอกจากจะประหยัดแล้วคือสบายใจกับสิ่งที่เธอปลูกเอง ได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ กลางวันก็นั่งทำงานไป ตอนเย็นก็ไปเดินเล่นในสวน ทำโน่นทำนี่ไปพอได้เหงื่อถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

“คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว สุขภาพกายใจ ความแข็งแรง มีสุขภาพที่ดีนั้นสำคัญที่สุด ซึ่งสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องที่เราต้องทำเองให้ใครทำแทนไม่ได้ การเลือกกินอาหารที่ดี ปลูกเองทำเอง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีต้นไม้เยอะๆ ช่วยเพิ่มออกซิเยนให้ปอดสะอาดแข็งแรงเป็นสิ่งที่ดีที่เราทำได้ด้วยตัวเราเอง” เธอกล่าวอย่างมีความสุข &O5532;

รัชฎา นาคเจริญศรี เร็ว แรง ท้าทายทุกสนามชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553201

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:06 น.

รัชฎา นาคเจริญศรี เร็ว แรง ท้าทายทุกสนามชีวิต

โดย  มัลลิกา นามสง่า

ความเร็วบนหลังอานจักรยานยนต์คันโตไม่ได้มีไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น แต่ตอนนี้อิสตรี รูปร่างอรชร ก็สามารถยึดพื้นที่และกลายเป็นเจ้าแห่งความเร็วความแรงในสนามแข่งรถได้เช่นกัน

“ตาล-รัชฎา นาคเจริญศรี” หรือที่วงการมอเตอร์สปอร์ตรู้จักในนาม “The Unstoppable Tann” นักบิดสาวผู้ท้าทายทุกหัวใจ สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ประเทศไทย R2M Super Bikes Power Girls และเข้าเส้นชัยแซงหน้าชายชาตรีมาหลายสนาม

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรุ่นใหญ่ในประเทศ R2M Thailand Super Bikes ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ในรายการ R2M Super Bikes Power Girls 1000 Professional (WS-1) สามารถคว้าแชมป์ประเทศไทยมาครองได้ 2 ปีซ้อน

สนามแข่งขันที่เธอภูมิใจมากที่สุด เพราะสามารถขับเคี่ยวกับนักแข่งชายระดับหัวแถวของประเทศไทยในการแข่งขัน PTT BRIC SuperBikes 2017 ณ สนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ในรุ่น Super Stocks 1000 (ST-1)

สามารถทำ Best Lap คือทำเวลาต่อรอบได้ในเวลาใกล้เคียงกับแชมป์ประเทศไทยที่เป็นผู้ชาย ซึ่งเก็บคะแนนสะสมซูเปอร์ไบค์ชิงแชมป์ประเทศไทย FMSCT All Thailand Super Bikes Championship เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งเลยทีเดียวที่สามารถทำได้

อีกสนามที่ทำให้ชีวิตบนหลังอานซูเปอร์ไบค์เข้าใกล้คำว่าประสบความสำเร็จสูงสุด คือได้รับสิทธิพิเศษ (Wildcard) จากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) เข้าร่วมแข่งขันซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2017 สนามชิงชนะเลิศ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็น “หญิงไทย” คนเดียวในการแข่งขันซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ชิงแชมป์เอเชีย

ผู้หญิงกับความเร็ว ผู้หญิงกับการแข่งขัน ผู้หญิงกับซูเปอร์ไบค์ ในยุคนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าการที่จะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพนักบิดนั้นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

ปัจจุบันตาลเป็นกัปตัน “TS SuperBike Racing Team” ทีมแข่งรถจักรยานยนต์ซูเปอร์ไบค์ไทยในสากล โดยการสนับสนุนจาก PTT Lubbricant, Yamaha และ KYT Helmet และได้สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย FIM Asia Road Racing 2018 สนามชิงชนะเลิศที่บุรีรัมย์ ปลายปี 2561 จากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT)

เด็กหญิงผู้หลงใหลความเร็ว

ตาลเป็นลูกสาวคนเล็กของ “วีระ นาคเจริญศรี” อดีตแชมป์ซูเบอร์ไบค์ ทำให้คุ้นเคยกับการแข่งขันจักรยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก

เมื่ออายุ 6 ขวบ ตาลสวมจิตวิญญาณนักบิดกับมอเตอร์ไซค์วิบากคันเล็กคันแรกที่ขี่ไปล้มไป หากในแววตาจิ๋วคู่นั้นไม่มีวี่แววกลัวเจ็บ

ในครอบครัวนาคเจริญศรี ยังมีนักแข่งรถฝีมือดีอีกคน คือ “ซุปต้า-อนุชา นาคเจริญศรี” นักแข่งซูเปอร์ไบค์เบอร์หนึ่งของทีมโรงงาน Yamaha Riders Club Racing Team และดีกรีแชมป์ประเทศไทยซูเปอร์ไบค์หลายปีซ้อน

นอกจากตาลตามเกาะติดดูการแข่งขันของคุณพ่อวีระ ทุกสนามตั้งแต่ยังเล็กๆ โตมาหน่อยก็ร้องขอลงแข่งตามพี่ชาย

ด้วยความเป็นเด็กอยากเรียนรู้ โลกของเธอใหม่มากบนลานกว้างของสนามแข่ง ล้มลุกคลุกคลานบนลานนั้นกับมอเตอร์ไซค์คันโปรดวันแล้ววันเล่า บาดแผลมากมายในวัยเด็กที่ปราศจากชุดป้องกันหล่อหลอมให้แกร่งและพร้อมก่อนจะถึงเวลาลงสนามแข่งขันจริง

“กว่าจะได้แข่งจริง แผลเต็มไปหมดค่ะ ฝึกขี่เอง ล้มแล้วก็ลุกมาขี่ใหม่ มีพ่อคอยดูอยู่ห่างๆ ช่วงเด็กไม่มีรุ่นแข่งก็พยายามฝึกขี่ แล้วตามพ่อไปดูพี่ซุปแข่งตลอดค่ะ”

ในวัย 10 ขวบ สนามแข่งแรก คือ การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ Elf Midday Racing ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ชิงแชมป์ประเทศไทย ของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) และสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (MSAT)

ต่อมาได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการ Shell Advance Thailand Road Racing ในรุ่น Wave 125 ซีซี กับสปีดความเร็วที่เหลือเชื่อ 150-160 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับเด็กหญิงอายุ 11 ขวบ ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี อีกเช่นเคย

เป็นนักแข่งผู้หญิงคนเดียว ซ้ำยังอายุน้อยสุดในรายการที่ได้แชมป์ประเทศไทย จนได้รับฉายาว่า “โมโมโกะ สี่แยกบ้านแขก” (โมโมโกะ นักแข่งรถจักรยานยนต์สาวชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงมากในประเทศไทยในขณะนั้น)

“หลังจากได้ที่หนึ่ง คุณพ่อก็จริงจัง โดยให้ฝึกซ้อมอยู่ที่บ้าน ทั้งฝึกซ้อมเอง ทั้งกับพี่ซุปด้วย ตั้งกรวยไว้แล้วให้ขี่เป็นตัวเอส (S) เทโค้งและก็ไปขี่ซ้อมในสนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี บ่อยๆ ซึ่งเป็นสนามแข่งที่สร้างชีวิตนักแข่งไทยตามคอนเซ็ปต์ ชีวิตนักแข่งเริ่มต้นที่นี่

ในการซ้อมแต่ละครั้งก็มีอุปสรรคเยอะ ตาลเคยล้ม ล้มเพราะว่าตอนนั้นขี่รุ่นผู้หญิง แต่สนามต่อมาคุณพ่อให้ขยับไปขี่รุ่นผู้ชาย ช่วงนั้นก็ค่อนข้างโดนกดดันเยอะ

ตอนนั้นคุณพ่อคงเห็นแววของตาลแล้วก็เลยดันเต็มที่ แล้วเรื่องฟิตร่างกายสำคัญ ตาลตัวเล็กต้องออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

ให้มาซ้อมทุกอาทิตย์ ก็มีปัญหาเรียนไม่เคยทันเพื่อนเลย นอกจากซ้อมแล้ว ยังมีแข่งเดือนละ 2 ครั้ง มีแข่งวันพุธด้วย ต้องขาดเรียน”

ตั้งแต่วันนั้น ตารางการฝึกซ้อมและการแข่งขันของเธอก็แน่น การฟิตซ้อมร่างกายคือหัวใจสำคัญ เพราะต้องแบกรับและควบคุมมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่สำหรับผู้ชายในร่างกายอันบอบบางของผู้หญิง

“ตาลเน้นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งค่ะ เล่นกีฬาทุกประเภท เพราะเป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วย ไม่ว่าจะวิ่ง เล่นบาสเกตบอล ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ

ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง แต่ไม่ถึงขั้นออกกำลังกายตลอดเวลา เน้นผ่อนคลายและสนุกกับมัน ตื่น 7 โมงเช้า ออกไปวิ่งแถวบ้าน ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นออกกำลังกายอีกทีในช่วงบ่าย 2 โมง ปั่นจักรยานบ้าง เล่นบาสบ้าง หรือว่ายน้ำ แล้วแต่ว่าวันนั้นตาลอยากจะเล่นอะไร ตาลใช้เวลาในช่วงบ่ายประมาณ 2 ชั่วโมง

ออกกำลังกายอีกทีคือช่วงประมาณ 1-3 ทุ่ม ยกเวต ออกกำลังกายที่เน้นแขนและขา เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกาย เนื่องจากต้องใช้กำลังมากเวลาอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายอยู่ตัว โดยจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเวตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย”

สำหรับอาหารการกิน ตาลก็ให้ความสำคัญมาก “ตาลไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เน้นดื่มน้ำผลไม้ นม และกินเนื้อสัตว์ เช้าๆ ตาลจะดื่มซุปไก่และไข่ไก่ลวก ตาลกินไข่ไก่ลวกวันละ 5 ฟองเลยค่ะ

ตาลดูแลสุขภาพและร่างกายมาก เนื่องจากเป็นกีฬากลางแจ้ง ต้องเจอแดด เจอฝน ตาลจึงต้องเน้นดูแลสุขภาพและผิวพรรณเป็นอย่างดีค่ะ นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้ามาร่างกายจะได้สดชื่นและแข็งแรง ตาลปฏิบัติแบบนี้ทุกวันค่ะ”

ชัยชนะหลายๆ ครั้งจากการลงแข่งขัน ยิ่งทำให้เธอหลงรักในมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น จนคาดหวังไว้ว่า อยากเป็นนักแข่งผู้หญิงที่เก่งที่สุดของโลกอีกด้วย

ว่างจากการแข่งเธอก็ไม่เคยละเว้นการซ้อม จนได้เป็นตัวแทนคนไทยเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ประเภทมาราธอน หรือ เอนดูรานซ์ (Endurance) 4 ชั่วโมง ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย มีเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 80 ทีม เธอสามารถคว้าอันดับที่ 5 มาครอง

“เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม สามารถสู้กับนักแข่งชายหลายประเทศทั่วเอเชีย และสามารถนำธงชาติไทยขึ้นโพเดียมได้สำเร็จค่ะ”

ในปี 2019 จะมีการแข่งขันเอนดูรานซ์ เป้าหมายของตาล คือ อยากเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขัน R2M 8 Endurance 2019 เพื่อจะได้รับสิทธิจากสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย (FMSCT) และสโมสร R2M Club ไปร่วมการแข่งขันเอนดูรานซ์ในรายการ Suzuka 4 Hours 2019 ณ สนามแข่งรถซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น

สาวห้าว เลือดร้อนและเกเร

การขยับจากการแข่งขันรุ่นสำหรับผู้หญิงไปเป็นการแข่งขันรุ่นสำหรับผู้ชาย แน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทาย และมีเสียงเย้ยหยันว่าผู้หญิงจะทำได้หรือ

หากเธอเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นพลังให้มุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้เป็นจริงให้ได้ นั้นคือ แข่งขันบนสนามเดียวกันกับผู้ชายและเอาชนะให้ได้!!!

“กีฬาแข่งรถการกระทบกระทั่งเป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็อยากจะได้ชัยชนะ สมัยก่อนขี่ทางตรงมาแล้วโบกนิดหนึ่งก็หาว่าแกล้งแล้ว ก็กลายไปเป็นประเด็นที่ทะเลาะกัน

ดราม่าที่ตาลโดนหนักสุดตอนนั้นเริ่มแข่งรุ่นผู้ชาย มีเหตุการณ์รุนแรง จำได้ว่าตาลโดนชน ล้มค่อนข้างแรงเพราะเป็นจังหวะทางตรง ศอกเลือดไหลไม่หยุดเลยต้องเย็บสดตรงนั้น

เราคะแนนนำมาตลอด เหลือการแข่งอีกสนามหนึ่ง แค่เข้าเส้นชัยเราก็ได้แชมป์แล้ว แต่ว่าโดนทีมคู่แข่งชน ก็ให้เพื่อนร่วมทีมเราอีกคนเข้าเส้นชัยแทน ทำให้ตาลพลาดแชมป์ไป เสียใจมาก

มีหลายเหตุการณ์ที่ถึงขั้นกระทบกระทั่งกันในสนาม จบการแข่งขันแล้วก็ยังไม่ยอมกัน แล้วในวัยนั้นตาลใจร้อนมาก จนมีหลายคนพูดถึงตาลว่า เป็นคนที่ขี่รถเกเร คือจริงๆ ตาลไม่ได้เป็นคนที่ขี่รถเกเรหรอก แต่ตาลขี่แบบห้าวๆ ชอบขี่โบกไปโบกมาอะไรอย่างงี้ แต่คนอื่นเขาก็คิดว่าตาลเกเรไปกวน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น และก็กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีจากคู่แข่ง

แต่เวลาตาลมีเรื่องพี่ซุปจะเป็นคนปกป้องตาลตลอด ตาลไม่ค่อยออกตัวเอง บางครั้งเรายังขี่อยู่หรือว่าเราอยู่ในสนามพี่เราก็จะไปก่อนตลอด”

ด้วยความที่เป็นผู้หญิงไปแข่งในสนามเดียวกับผู้ชาย เมื่อจบเกมคู่แข่งเดินเข้ามาถีบรถของเธอ เพราะไม่รู้เป็นผู้หญิงก็เคยมี

ในการแข่งขันต่างประเทศถูกรุมเบียดในสนาม 3 ต่อ 1 ก็มีมาแล้ว แต่เมื่อเธอถอดหมวกกันน็อกออกทุกคนถึงได้รู้ว่าคือผู้หญิง และได้รับการยอมรับและเสียงปรบมือของเจ้าภาพในที่สุด

“เคยเจอเคสในต่างประเทศ เป็นรายการชิงแชมป์เอเชีย FIM Asia Road Racing โดนผู้ชาย 3 คนรุม แล้วมีตาลคนเดียวที่เป็นผู้หญิงไทยคนเดียว ตอนนั้นเป็นรอบสุดท้ายแล้วที่จะชิงเอาที่ 1 กัน

ตาลโดนรุมด้วยการบีบ ขี่ทางตรงเขาก็แซงเราซ้ายขวา หรือเวลาที่ตาลแซงโค้งไปแล้วเขาแซงโค้งตาลกลับเขาจะดันให้ตาลหลุด

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าตาลเป็นผู้หญิงเพราะตาลตัดผมสั้น จนกระทั่งตาลโมโห เราโดนรุม 3 คน ตอนนั้นก็เอาขาถีบล้อหน้ารถเขา คนประเทศเขาก็แอนตี้เราโห่กันทั้งสนาม

พอแข่งเสร็จ จำได้ว่าเข้าที่ 2 ตอนที่ขึ้นรับรางวัลแล้วถอดหมวก ผู้ประกาศบอกว่าเป็นผู้หญิง ทุกคนก็ปรบมือหมดเลย กลายเป็นว่าทุกคนแฮปปี้ เขาชอบในการขี่รถของเรา แต่ถ้าถามว่าทำรุนแรงไหมเราก็ทำแรง ตอนนั้นเลือดร้อนไปนิดค่ะ

ในการแข่งก็ไม่ได้ระวังตัวมากขึ้น รอบหลังๆ ตาลเริ่มทิ้งระยะห่างออกมาแล้วก็เลยไม่มีปัญหาอะไร วิธีหนีก็คือขับออกให้ไกลกว่าเขาไว้แค่นั้น แต่การแข่งขันในรุ่นผู้ชายจะมีดราม่าน้อยกว่าผู้หญิง ไม่ค่อยมานั่งคิดอะไรมากมาย แต่ว่าผู้หญิงจะคิดเล็กคิดน้อยก็เลยจะกลายเป็นเรื่องดราม่า แบบนี้ตาลถึงชอบแข่งกับผู้ชาย”

จนกระทั่งช่วงหลังเริ่มเติบโตขึ้นทางความคิด และเปลี่ยนรุ่นแข่งขันมาเป็นซูเปอร์ไบค์ ทำให้เธอนิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะการขี่รถซูเปอร์ไบค์ ซึ่งยากและหนักสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องใช้พลังและสมาธิมากอย่างเทียบกันไม่ได้กับรุ่นเล็ก

“ใช้ความพยายามและระยะเวลาในการปรับตัวนานพอสมควร แต่พอสนามแรกที่ลงแข่งได้ที่ 1 ตาลก็ได้สรุปบทเรียนให้ตัวเองว่า ความสำเร็จย่อมได้มาจากการแลกด้วยความมุ่งมั่นพยายามและความเชี่ยวชาญที่เกิดจากการฝึกซ้อมที่อดทน

ซ้อมเยอะๆ ยิ่งได้เปรียบคนอื่น เรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่นค่ะ เพราะเวลาซ้อมจะทำให้เราได้เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ความรู้มีให้หาทุกวัน เราต้องเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ของรถและตัวเราเองค่ะ โดยทุกอย่างอยู่ที่ใจเรา

สมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตาลมีจุดมุ่งหมายและมุ่งมั่น สมาธิจะมาเอง ส่วนเรื่องความเครียดไม่ค่อยมีค่ะ เพราะตาลคิดว่ากีฬาแข่งรถจักรยานยนต์เป็นกีฬาที่เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้เพอร์เฟกต์ ตาลทำเต็มที่แล้ว ตาลจะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไม่ย่อท้อค่ะ”

ผู้หญิงแกร่งผู้กุมความแรงซูเบอร์ไบค์

ในปี 2014 ถือเป็นการเริ่มต้นโปรแกรมการแข่งขันรายการ R2M Thailand SuperBikes ซึ่งเป็นการแข่งขันรถจักรยานยนต์ประเภทซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี นับเป็น Super Bike Series ซึ่งมีแพลตฟอร์มเป็นระบบมากที่สุดในบรรดาการแข่งขันที่ใช้รถซูเปอร์ไบค์

ที่สำคัญมีการแข่งขันซูเปอร์ไบค์หญิงล้วน หรือที่รู้จักกันในโครงการ R2M Super Bikes Power Girls ซึ่งสร้างนักกีฬาสาวที่รักความเร็วสู่สงครามนางฟ้าบนอานมอเตอร์ไซค์สู่ระดับนานาชาติ ของสมาพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ หรือ FIM (เจ้าของรายการแข่งรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก เช่น รายการ MotoGP, MXGP)

ตั้งแต่เปลี่ยนรุ่นมาแข่งซูเปอร์ไบค์ ต้องฝึกฝนเพิ่มเติมคือ การทำพาวเวอร์ สไลด์ (Power Slide) คือการขับมาทางตรงแล้วเข้าโค้ง ต้องสไลด์ล้อหลัง มันก็คือการดริฟต์นั้นละ ซึ่งมีนักแข่งไม่กี่คนที่สามารถทำได้ ส่วนมากเป็นนักแข่งระดับหัวแถวของประเทศ

การทำพาวเวอร์ สไลด์ จำเป็นในขณะที่อยู่ในความเร็วสูงเพื่อควบคุมรถให้ได้ ต้องอาศัยจิตใจที่กล้าหาญพอสมควร

“ตาลล้มมาเยอะแล้ว กว่าจะถึงจุดที่ พาวเวอร์ สไลด์ ได้ บางคนสไลด์ด้วยการใช้เบรก บางคนสไลด์ด้วยการควบคุมความเร็ว เป็นการถ่ายเทน้ำหนักของรถแบบที่ตาลทำ เราก็ใช้การทรงตัวของเราช่วยด้วยกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ก็ใช้ใจมาเยอะแล้วก็ใช้ความกล้า

แล้วความเร็วบนถนนนี่มันคิดอะไรไม่ทันนะ กะพริบตาทีหนึ่งก็คือหลุดโค้งไปแล้ว คนทั่วไปอาจจะดูว่าง่าย หลายคนบอกให้ตาลสอนพาวเวอร์ สไลด์ แต่ตาลบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ตาลใช้ยารักษาแผลหมดไปตั้งเยอะ

สำหรับกฎระเบียบในการซ้อมที่สนามแข่งขัน ตาลไปซ้อมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง การซ้อมอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราขี่เร็วมากยิ่งขึ้น รู้เทคนิคเพิ่มเติมในสนามแข่งมากยิ่งขึ้น

สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ตาลไปค่อนข้างบ่อย เพราะมีโค้งเยอะ ถึงเป็นสนามเล็กๆ แต่เป็นสนามที่ตาลคิดว่าขี่ยากมาก เพราะเราต้องเป๊ะมากๆ ต้องควบคุมรถให้ได้ในโค้งแต่ละโค้ง

ตาลมักได้ทักษะใหม่ๆ การเลี้ยวโค้งแบบใหม่ๆ ประสบการณ์หาได้ทุกวัน ตาลเชื่อว่าถ้าขี่ที่นี่ได้ ไปที่ไหนก็สบาย สามารถนำประสบการณ์นี้ไปใช้กับสนามแข่งขันที่อื่นได้ค่ะ”

ทุกสนามเธอหาได้หวั่นกับคู่แข่งที่เป็นผู้ชาย ซึ่งได้เปรียบเธอในเรื่องความแข็งแรง เธอจะมองหาจุดอ่อนในตัวเองและจัดการแก้ไขมัน

“ตาลมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มาจากพื้นฐานการฝึกฝนจากครอบครัว ถ้าเรามั่นใจว่าชนะยังไงเราก็ชนะ”

นี่คือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่สร้างสีสันในวงการแข่งขันระดับซูเปอร์ไบค์ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งรุ่นใหม่ๆ ที่จะก้าวตามเธอไปบนสนามแข่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและกลิ่นไหม้ของยางที่บดขยี้ลงบนพื้นสนาม &O5532;

Ligament : เอ็นกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553175

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 17:28 น.

Ligament : เอ็นกระดูก

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เอ็นกระดูกมีส่วนผสมของคอลลาเจน ทำให้เกิดความเหนียวและสั้น มีการเรียงตัวหนาแน่นเป็นระเบียบ ทำหน้าที่ยึดระหว่างกระดูก 2 ท่อนบริเวณข้อต่อให้ติดกัน มีหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อต่างๆ

สำหรับเส้นเอ็นในกระดูกที่มีสีขาวจะเต็มไปด้วยเส้นใยคอลลาเจน แต่ไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนเส้นเอ็นในกระดูกที่มีสีเหลืองมีความยืดหยุ่นได้บ้าง เส้นเอ็นจะทำหน้าที่เสริมแรงและช่วยรักษาเสถียรภาพของข้อต่อ แต่หากถูกยืดมากเกินไปบ่อยๆ อาจส่งผลให้เอ็นไม่กลับสภาพเดิม ทำให้ข้อต่ออ่อนแอลง ในกรณีที่เลวร้ายอาจเกิดการบาดเจ็บในอนาคต ส่งผลให้เกิดข้อเคลื่อนหรือข้อเสื่อมได้ ดังนั้นการคงสภาพด้วยการสร้างความสมดุลต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อ รวมทั้งระวังการยืดที่มากเกินไป

เนื่องจากเส้นเอ็นในกระดูกไม่ได้ออกแบบมาให้ยืดเกิน เพราะเมื่อถูกยืดแล้วมันไม่สามารถคืนกลับมาได้เหมือนกับกล้ามเนื้อ การสร้างความยืดหยุ่นที่พอดีหรือเพื่อส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมากเกินไปจะสร้างปัญหาให้เราได้

สิ่งที่สำคัญคือการสร้างความสมดุล ความมั่นคง ควบคู่กันไปทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นด้วยการเลือกรูปแบบการฝึกโยคะอาสนะที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น สำหรับคนที่ตัวแข็งมากๆ (รูป 1, 2) หรือพูดง่ายๆ คือ พิสัยการเคลื่อนไหว (Range of Motion, R.O.M.)ไม่ดีหรือลดลงและมีข้อจำกัดมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อต่อได้ตามประสิทธิภาพของข้อ การยืดที่มากเกินไปคงไม่อาจเกิดขึ้นได้

ผู้อ่านบางท่านอาจตั้งคำถามในใจว่า แล้วที่ว่ามากเกินไปคือแค่ไหน อะไรเป็นตัวกำหนด สิ่งที่จะบอกเราได้ สิ่งแรกคือ ความรู้สึกของเราเองขณะฝึก หากเกิดความทรมาน ความเครียด หรือต้องใช้ความพยายามอย่างมาก รวมทั้งเกิดความเจ็บปวดที่มากเกินขอบเขตเกินไปจนน้ำตาแทบไหล นั่นคือสัญญาณเตือน สำหรับคนกลุ่มนี้การพัฒนาความยืดหยุ่นเป็นสิ่งจำเป็น คุณต้องเสริมเข้าไป แต่สำหรับคนที่มีความยืดหยุ่นดีอยู่แล้วเป็นพิเศษจะมีความเสี่ยงมากกว่าในกรณีนี้ (รูป 4)

บางครั้งคุณจะไม่เจอสัญญาณที่บอกมาข้างต้น คุณอาจจะทำมากๆ ต่อไปโดยไม่รู้ตัว เพราะคนกลุ่มนี้บางคนได้เกิดอาการข้อต่อหลวมไปเรียบร้อยแล้วไม่มากก็น้อย ในตอนนี้เมื่อคุณสังเกตตัวเองและยอมรับได้แล้วว่าคุณเป็นเช่นนั้น ให้หยุดตัวเองกับการฝึกที่มากเกินพอดี แล้วเสริมสมดุลด้วยการสร้างความแข็งแรงเข้าไปแทน

หากเราไม่รู้ตัวตน นั่นเป็นเพราะเราไม่มีสมาธิ ช่วงเวลาที่เราได้ฝึกโยคะอาสนะคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง กาย-ใจ-ลมหายใจ เชื่อมโยง ในความอ่อนโยนและความละเอียดอ่อนเกิดขึ้น ผู้ฝึกจึงต้องเฝ้าสังเกต มีสติ เราจึงสามารถรับรู้สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นได้

ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์+เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ เพื่อนสนิทคู่ซี้ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553154

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 14:01 น.

ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์+เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ เพื่อนสนิทคู่ซี้ธุรกิจ

เรื่อง : ภาดนุ

ประสบความสำเร็จอยู่ในวงการบันเทิงมานานหลายปี แถมยังมีคิวงานพิธีกรแน่นแทบทุกวัน ล่าสุดสาวอารมณ์ดี “อ้น” ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ ได้แท็กทีมกับเพื่อนสนิท “เอกกี้” เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ทุบกระปุกเปิดตัวธุรกิจใหม่ล่าสุด ร่วมกับนักธุรกิจสาวมากความสามารถ ปนันชิตา แก่นจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปนันชิตา

เมื่อมีโอกาสได้เจอกับอ้นและเอกกี้ เราจึงรีบคว้าตัวเพื่อนซี้คู่นี้มาพูดคุย พร้อมทั้งไขเคล็ดลับในการทำธุรกิจแบบคนอารมณ์ดีซะเลย

เอกกี้ : “เอกกับอ้นมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับแบรนด์ปนันชิตา (Pananchita) เราสองคนรับหน้าที่เป็นพิธีกร เลยมีโอกาสได้เห็นการเปิดตัวแบรนด์อย่างอลังการงานสร้าง พอเราได้พูดคุยกับคุณหน่อย-ปนันชิตาแก่นจันทร์ เจ้าของแบรนด์ ก็พบว่า คุณหน่อยมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับเราสองคน นิสัยตรงๆ รวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ”

อ้น : “พอได้ร่วมงานกันครั้งแรก หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ร่วมงานกันมาเรื่อยๆ จนเริ่มสนิทกัน พูดคุยกันบ่อยขึ้น จนทางคุณหน่อยเริ่มมีการเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ไปทางฝั่งของคอสเมติก ซึ่งในตอนแรกแบรนด์ปนันชิตาจะมีแต่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของอาหารเสริมเสียส่วนใหญ่ พอเรา 3 คนเริ่มสนิทกัน คุณหน่อยจึงได้ชักชวนให้เราร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์ ด้วยความที่มีอะไรคล้ายกัน คุยกันถูกคอ เราสองคนเลยตกลงทำธุรกิจร่วมกับแบรนด์ค่ะ”

เอกกี้ : “ผลิตภัณฑ์ที่เราร่วมกันทำก็คือ ฟลอว์เลส ซันสกีน ยูวี โปรเทคชั่น และฟลอว์เลส ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์ ซึ่งถือเป็น 2 ผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ในกลุ่มคอสเมติก จะมีทั้งครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้น มี 2 เบอร์ด้วยกันคือ เบอร์ 01 และ 02 ที่เลือกครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้นเพราะใช้งานง่าย ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถใช้ได้หมด”

อ้น : “อย่างที่เอกกี้บอกว่า ใครๆ ก็สามารถใช้ได้ ตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงสาวออฟฟิศ หรือวัยทำงานก็สามารถใช้ได้หมด เราสองคนเคยนำไปให้ช่างแต่งหน้าที่รู้จักลองใช้ดู เขาก็บอกว่ามันเป็นแป้งที่ใช้ง่าย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปเลย”

+ ก่อนที่เพื่อนซี้คู่นี้จะมาร่วมหุ้นกันทำธุรกิจ ทั้งสองคนเคยทำธุรกิจส่วนตัวมาก่อนหรือไม่ ไปฟังคำตอบน่ารักๆ จากทั้งคู่

เอกกี้ : “ก่อนหน้าโน้นก็เคยทำธุรกิจมาก่อนนะ เคยมีธุรกิจของตัวเองอย่างหนึ่ง”

อ้น : “อ้นไม่เคยทำเลยค่ะ คืออ้นไม่ชอบทำธุรกิจที่มันเรียกว่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ที่เราต้องมานั่งโฟกัสเรื่องของการลงทุน หรืออะไรที่มันซับซ้อน เข้าใจยาก อ้นไม่ชอบเลย เอกกี้จะรู้ว่ามันเป็นนิสัยอ้นเลย แต่กับคุณหน่อยเรียกว่าเป็นธุรกิจที่ใช้ใจคุยกันมากกว่า ทุกอย่างมันดูง่ายมาก เราคุยกันตรงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เราเลยอยากทำธุรกิจนี้ร่วมกับเขา”

เอกกี้ : “ถ้าพูดถึงการแบ่งหน้าที่การทำงาน เราก็เป็นสไตล์เราเลย ส่วนคุณหน่อยก็เป็นสไตล์ของเขา ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง”

อ้น : “พูดง่ายๆ ว่าเรา 2 คนมีหน้าที่เป็นพีอาร์ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น เพราะเราใช้การโปรโมทอย่างบ้าคลั่ง (หัวเราะ) แบบที่ไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราต้องโพสต์กี่ครั้ง แต่เราจะเป็นประเภทอยากลงโปรโมทตอนไหนก็ลงเลย (หัวเราะ) ไม่ต้องมานั่งคิดมาก เพราะเราทำงานกันแบบพี่น้อง ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องผลประโยชน์”

เอกกี้ : “ทุกสิ่งทุกอย่างเราสามคนคิดแค่ว่า เราทำเพื่อตัวแทนทุกคน ต้องการทำให้พวกเขาขายของกันแบบง่ายๆ มากกว่า”

อ้น : “แบรนด์ก็เลยเลือกใช้การโปรโมทอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ตามสี่แยกไฟแดง รถเมล์ รถไฟฟ้า คุณก็จะเห็นหน้าอ้นกับเอกกี้ติดอยู่เต็มไปหมด (หัวเราะ)”

เอกกี้ : “ในส่วนของการตลาด แบรนด์จะมีผู้รับผิดชอบในด้านนี้อยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของการหาตัวแทน หรือการดูแลเครือข่าย แต่ในส่วนของเราสองคน เราก็จะลุยในเรื่องของการโปรโมทแบบเต็มที่ผ่านทุกช่องทางของเราสองคนที่มีอยู่”

อ้น : “ไม่ว่าจะเป็น อินสตาแกรมก็ดี หรือจะเป็นเฟซบุ๊กก็ดี ถือเป็นทุกช่องทางของเราเลยละ”

เอกกี้ : “ถ้าไฮไฟว์ยังมีอยู่ ฉันก็จะลงนะ” (หัวเราะ)

อ้น : “แม้กระทั่งเราสองคนไปที่ไหน เราก็มักจะคอยบอก คอยพูดเสมอ ถึงคุณสมบัติของครีมกันแดดและแป้งผสมรองพื้นของเรา เพราะจะมีคนถามถึงตลอดว่า แป้งเป็นยังไง ครีมกันแดดดีไหม เราจึงต้องคอยประชาสัมพันธ์ คอยพูดอยู่ตลอด ว่ามันดีอย่างไร แป้งเรามันอยู่ได้นาน ติดทนจริงๆ ทั้งกันน้ำ ทั้งกันแดด ครั้งเดียวจบ มีครบใน ฟลอว์เลส ฟินิชชิ่ง พาวเดอร์”

+ เท่าที่สังเกตดูทั้งสองคนคิวงานเยอะมาก แล้วแบบนี้มีวิธีการแบ่งเวลาอย่างไร ทั้งงานในวงการบันเทิง และการทำธุรกิจตรงนี้

เอกกี้ : “ทุกวินาทีของเรามีค่าหมด เราแทบจะไม่ต้องแบ่งเวลาอะไรเลย”

อ้น : “พอเราว่างตรงนี้ เราก็หาอะไรมาเสริมตรงนั้น เราจะไม่ปล่อยตัวเองให้ว่างเลย”

เอกกี้ : “การมาทำธุรกิจด้วยกันครั้งแรก อย่างที่บอก ทุกอย่างเรามีอะไร เราคุยกันตรงๆ ง่ายๆ สบายๆ อย่าเรียกว่าร่วมทำธุรกิจเลยดีกว่า คือทุกอย่างมันคือพี่น้อง มันคือครอบครัว ทุกอย่างมันเลยดูง่ายไปหมด”

อ้น : “ยิ่งคุณหน่อย ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย เพราะเราทำงานด้วยกันบ่อยอยู่แล้ว”

เอกกี้ : “ด้วยความที่คุณหน่อยเป็นคนใจใหญ่ และตรงๆ เหมือนเราสองคน อะไรที่เขาทำเพื่อตัวแทนได้ และทำให้ตัวแทนมีความสุข เขาก็จะลุยเลย ไม่มีมานั่งคิดเล็กคิดน้อย”

อ้น : “หรืออาจจะเป็นเพราะว่า มันอยู่ในจุดที่เราต้องทำเพื่อคนอื่นแล้วไง เราผ่านจุดที่ต้องทำเพื่อตัวเองมาแล้ว ฉะนั้นอะไรที่ทุ่มเทเพื่อตัวแทนได้ เราก็จะทำทุกอย่างเลย”

เอกกี้ : “โดยส่วนตัวแล้วทัศนคติในการทำงานประจำตัวของเราสองคนก็คือ ความจริงใจ”

อ้น : “ความมีวินัย และความซื่อสัตย์ วินัยคือเวลาเราทำงาน เราสองคนมักจะไปก่อนเวลาเสมอ น้อยครั้งมากที่เราจะไปพอดีเวลาเป๊ะ”

เอกกี้ : “เราสองคนนำคอนเซ็ปต์ในชีวิตจริงของเรามาใช้กับการทำงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจหรืออะไรก็ตาม ความจริงใจ ความมีวินัย และความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ทุกการกระทำ ถ้าเราปฏิบัติตัวตามนี้ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ตอบกลับมาหาเราในทางที่ดีเสมอ”

เอกกี้ : “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า การทำงานตรงนี้ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมาก”

อ้น : “ปัญหาไม่มีเลยนะ เพราะเวลาที่มันกำลังจะกลายเป็นปัญหา เราก็จัดการกับมันซะก่อน”

เอกกี้ : “หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหา ทุกอย่างสำหรับเราแก้ไขได้ มันเลยไม่เคยเกิดปัญหาขึ้นในการทำงานของพวกเรา เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย พอรู้สึกว่าจะเกิดปัญหา เราก็รีบคุยกัน และทุกอย่างก็จบลงก่อนจะเกิดปัญหาเสมอ”

เอกกี้ : “สำหรับการตอบรับ เท่าที่ทราบคือสินค้าออกมาเพียงแค่ 2 วันก็ขาดตลาดแล้ว รู้สึกดีใจมากที่ผลตอบรับดีขนาดนี้ เราจึงต้องมีการจัดงานเพื่อเป็นการขอบคุณตัวแทนทุกคน”

อ้น : “เรียกว่าเราจัดใหญ่เลย มีคอนเสิร์ตจากวงบอดี้สแลม และศิลปินวัยรุ่นหน้าใหม่ จีน่า ดี แถมยังแดนซ์กันต่อกับเพลงมันๆ ในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้จาก Trasher Bangkok ด้วย”

เอกกี้ : “อย่างที่บอกว่าหน้าที่ของเราสองคนคือการพีอาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำคลิป การลงรูป เรียกว่าสร้างสีสันให้กับการโปรโมทซะมากกว่า ส่วนการวางแผนในเรื่องธุรกิจ เราก็จะให้ฝ่ายการตลาดเป็นคนจัดการไป”

อ้น : “เราไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่งเลย เราต้องแข่งกับตัวเองซะมากกว่า เพราะเรายังสนุกกับการทำงานตรงนี้

เอกกี้ : “อย่างคำว่า เปรี้ยง เราก็คิดขึ้นมาว่าคนอื่นอาจจะใช้คำว่า ปัง แต่เราขอใช้คำว่าเปรี้ยงดีกว่า จึงเกิดเป็นโปรเจกต์เปรี้ยงนี้ขึ้นมา”

อ้น : “พอเราได้มาทำธุรกิจเอง เราก็ไม่กล้าที่จะไปขอให้เพื่อนเราที่เป็นดาราหรือนักแสดงช่วยเราโปรโมทให้นะ แต่ถ้าคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ เราเต็มใจ แต่พอมาเป็นธุรกิจของเราเองเรากลับไม่กล้า เพราะเราคิดว่าของมันดีด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เราก็โปรโมทของเราเองดีกว่า”

เอกกี้ : “ในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ภายใต้การดูแลของอ้นและเอกกี้ออกมาอีกแน่นอน ยังไงก็ฝากติดตามด้วย”

+ เอาละ ลองไปฟังเพื่อนซี้คู่นี้ทิ้งท้ายถึงผลงานในวงการบันเทิง กิจกรรมในวันว่าง และการแบ่งเวลาพักผ่อนของพวกเขากัน

เอกกี้ : “ผลงานในตอนนี้ หลักๆ ก็จะมีงานพิธีกรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรายการทีวี หรือพิธีกรในงานอีเวนต์”

อ้น : “อ้นก็เหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นพิธีกร และอาจจะมีรับงานละครให้เห็นบ้าง”

เอกกี้ : “กิจกรรมยามว่างหลังจากทำงาน ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกาย คือเอกจะชอบตีเทนนิส แล้วก็มีลงแข่งบ้าง ในอนาคตก็วางแผนไว้ว่า อยากจะเป็นครูสอนเทนนิส เพราะรู้สึกว่าเราอยากทำในสิ่งที่เรารักและชอบ”

อ้น : “ในวันว่างอ้นจะออกกำลังกายเหมือนกัน แต่จะเป็นการเต้นซุมบ้า นอกจากนั้นก็จะเน้นเรื่องกิน” (หัวเราะ)

เอกกี้ : “สำหรับการไปเที่ยว เราก็จะล็อกคิวตัวเองไว้ล่วงหน้า โดยวางแผนเป็นปีๆ ก่อนจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่”

อ้น : “อย่างปีที่แล้ว เรามีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น เราก็วางแผนกันตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว เพื่อที่จะได้ไปเที่ยวในช่วงเดือน ม.ค.ของปีนี้ คือเราต้องแบ่งเวลาให้กับตัวเองบ้าง ถ้าทำงานอย่างเดียวคงไม่ไหว เพราะคนเราต้องหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน และสร้างความสุขให้กับตัวเองบ้าง”