นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553150

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 13:52 น.

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่า

เรื่อง : ภาดนุ

หมอล็อต หรือ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการ ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคนหนุ่มผู้มีอุดมการณ์อุทิศตนเพื่อสัตว์ป่าและผืนป่าในประเทศไทยอย่างจริงจังมานานหลายปี

ล่าสุด องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ หรือ USAID (U.S. Agency for International Development) ได้มอบตำแหน่ง Wildlife Champion ให้กับหมอล็อต ในฐานะ “ทูตพิทักษ์สัตว์ป่าคนแรกของโลก” อีกด้วย

“บทบาทและหน้าที่หลักของผมก็คือ การเป็นข้าราชการประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชฯ รวมทั้งเป็นคณะกรรมการ เป็นที่ปรึกษา เป็นอาจารย์และวิทยากรพิเศษ ตามมหาวิทยาลัย หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของผมก็คือ การใช้ไมโครโฟนและปากกาเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าเอาไว้ รูปแบบในการทำงานของผม นอกจากจะมีการรักษาสัตว์แล้ว ยังต้องมีการจัดการที่ดี ปัญหาจะได้ไม่เกิด ผมจึงเน้นเรื่องการป้องกันเป็นอันดับแรกเลย

ที่ผ่านมา งานของผมส่วนมากจะเน้นการรักษาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือมนุษย์ เช่น ถูกยิง หรือติดกับดัก แต่หากสัตว์ป่าเกิดบาดเจ็บโดยธรรมชาติ เช่น การดำรงชีวิต หรือถูกสัตว์ผู้ล่าทำร้าย เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง คือต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ”

หมอล็อตบอกว่า ที่ผ่านมามักมีข่าวว่าเกิดปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช้างทำร้ายคน คนใช้รั้วไฟฟ้าทำร้ายช้าง หรือช้างทำลายพืชไร่ พูดง่ายๆ ว่าคนกับช้างน่าจะอยู่ร่วมพื้นที่กันได้ลำบาก

“ปัญหาเหล่านี้จะไม่มีทางหมดไป ถ้าคนไม่รู้จักปรับตัวให้เกิดการอยู่ร่วมกันแบบสันติ หรืออยู่แบบไม่ให้เกิดผลกระทบระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันนี้มันเลยจุดที่จะต้องมานั่งถกเถียงกันว่า ใครบุกรุกช้าง ช้างบุกรุกใคร ใครมาก่อน ใครมาหลัง แล้วละครับ

ณ ปัจจุบันนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ คนก็ต้องมาร่วมกันคิดว่า จะทำยังไงถึงจะอยู่ร่วมกันได้ หรือปรับตัวให้อยู่รอดไปด้วยกันในสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของงานวิชาการ การศึกษาวิจัย หรืออิงข้อมูลในพื้นที่

รวมทั้งการที่เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านซึ่งได้รับผลกระทบโดยใช้จิตวิทยาชุมชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย และพร้อมให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้อย่างจริงจัง เมื่อชาวบ้านเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะมาเป็นแนวร่วมกับเรา แต่เราก็ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขาด้วย”

หมอล็อตเสริมว่า ในฐานะที่เขาเป็นที่รู้จักของผู้คนในการช่วยเหลือสัตว์ป่า เขาจึงนำนโยบายของอธิบดีกรมอุทยานฯ และนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มาปฏิบัติและใช้ในพื้นที่ให้ได้ผลที่สุด ซึ่งหากเปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่อช้างป่าได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เปลาะใหญ่ทีเดียว

“ขอยกตัวอย่างโครงการ ‘รั้วรังผึ้ง’ ซึ่งเป็นรูปแบบในการป้องกันไม่ให้ช้างลงมาทำลายพืชไร่หรือลงมาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านก็มีวิธีคิดหลายอย่าง ทั้งการนำแผ่นซีดีมาติดไว้รอบรั้ว หรือนำกระป๋องมาแขวนเป็นรั้วบ้าง เมื่อช้างมาจะได้สะท้อนแสงเข้าตาหรือเกิดเสียงดัง ช้างก็จะรำคาญและหนีไป ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่น่ารักของชาวบ้าน เพราะเขาไม่อยากทำร้ายช้าง

แต่ชาวบ้านที่พอมีเงินหน่อยก็จะติดรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง ซึ่งรั้วไฟฟ้าเหล่านี้จะใช้กำลังไฟฟ้าจากหม้อแปลงสำหรับใช้กับรั้วปศุสัตว์ แต่หลายกรณีช้างนั้นสามารถเรียนรู้ได้ บางครั้งมันจึงนำต้นไม้หรือท่อนซุงมาวางทับรั้วแล้วเดินข้ามไป หรือในบางกรณีก็มีช้างเสียชีวิตจากรั้วไฟฟ้าก็ค่อนข้างบ่อย ถึงแม้กระแสไฟฟ้าที่ใช้จะเป็นไฟที่ใช้จากหม้อแปลงปศุสัตว์ก็จริง กับสัตว์บางชนิดอย่างวัวควาย เมื่อตัวมันมาโดนกระแสไฟมันก็จะสะดุ้งและผละออกไป แต่ในกรณีช้างนั้นจะใช้งวงซึ่งเปรียบเสมือนมือกำลวดไฟฟ้า นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ช้างตาย”

เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านสร้างรั้วรังผึ้งขึ้นเพื่อป้องกันช้างป่า หมอล็อต บอกถึงจุดนี้ว่า

“รั้วรังผึ้งนี้เป็นผลงานที่ทีมวิจัยสัตว์ป่าของ จ.เลย ได้นำมาบุกเบิกและใช้ในพื้นที่ต่างๆ โดยเป็นกล่องเลี้ยงผึ้งที่ถูกวางเรียงตามแนวรั้ว เมื่อผึ้งกระพือปีกพร้อมกันก็จะปล่อยคลื่นความถี่ต่ำๆ ที่สามารถรบกวนโสตประสาทของช้างได้ ทำให้ช้างไม่เข้ามาใกล้ จึงถือเป็นวิธีป้องกันช้างที่ได้ผล แถมยังก่อประโยชน์ให้เกษตรกรที่นำน้ำผึ้งไปขายอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการใช้เงินลงทุนเช่นกัน ผมจึงอยากให้เอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเงินให้ชาวบ้านทำรั้วรังผึ้งกันเยอะๆ เพราะนอกจากจะช่วยอนุรักษ์ช้างแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านมีความสุขด้วย

สำหรับกิจกรรมในการสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติที่ทำร่วมกับกลุ่มประชาชน กลุ่มจิตอาสา และผู้พิทักษ์ป่าทั่วไทย ในเวลานี้จะเห็นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หากจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ หรือทำให้ได้ผลแบบก้าวกระโดด ก็ต้องอาศัยแนวร่วมจากทุกภาคส่วน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ปรากฏการณ์โลกร้อน หรือการเกิดไฟป่า สิ่งเหล่านี้เราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น เมื่อทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย พวกเขาก็มีแนวความคิดที่จะเข้าร่วมช่วยกันปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติกันมากขึ้น

ผมคิดว่าคนเหล่านี้ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีมาก แต่บางครั้งความคิดของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อธรรมชาติทั้งหมด บางอย่างอาจจะผิดเพี้ยนและอาจก่อผลกระทบได้ เราจึงต้องลงไปให้ความรู้ ปลุกจิตสำนึกในกลุ่มคนที่เป็นเครือข่าย หรือผู้ที่มีส่วนร่วมให้มากขึ้น โดยทำให้พวกเขาเห็นข้อเท็จจริงและเห็นผลกระทบที่เลวร้ายหรือผลพวงที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่า

ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญนอกจากการให้ข้อมูลความรู้แล้ว เรายังต้องใช้กลยุทธ์ที่นำพวกเขามาลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ด้วย เมื่อรู้แล้วว่าความจริงคืออะไร พวกเขาก็จะกลั่นกรองความคิด และหาแนวทางในการปฏิบัติให้ดีที่สุดด้วยตัวเอง ถือเป็นการสร้างฮีโร่คนใหม่ๆ ในการช่วยสานต่อเครือข่ายเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ธัญญา กิตติธรรมคุณ เน้นยำอย่างมากในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน”

หมอล็อตเสริมว่า การแก้ไขปัญหาช้างป่าในปัจจุบันนี้ ท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ นั่นคือ การทำแหล่งแปลงหญ้าในป่าลึกให้กระจายไปทั่วๆ การสำรวจแหล่งน้ำ แหล่งดินโป่ง และอื่นๆ ซึ่งเป็นการทำบ้านให้อุดมสมบูรณ์และน่าอยู่สำหรับช้างป่า ถ้าบ้านน่าอยู่ ช้างป่าก็จะไม่ออกมารบกวนพื้นที่อาศัยของคนแน่นอน

“โครงการปลูกพืชให้ช้างสร้างอาหารให้สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติ ดำเนินงานภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือว่าเป็นโครงการที่ได้ผลมาก เพราะสามารถดึงช้างป่า กระทิง และสัตว์ป่าอื่นๆ ให้กลับคืนสู่ผืนป่าและออกลูกออกหลานมากมาย จึงถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราจึงนำต้นแบบของโครงการนี้ไปใช้ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าทั่วประเทศ

อย่างที่บอก ว่าการทำบ้านให้น่าอยู่โดยการสร้างแหล่งน้ำ สร้างพืชอาหารให้หลากหลาย กระจายไปทั่วทั้งผืนป่า เป็นวิธีที่แก้ปัญหาช้างป่าบุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมของคนได้ดี ในขณะเดียวกันวิธีการที่จะป้องกันช้างป่าไม่ให้ออกมานอกพื้นที่ เราต้องเข้าใจว่าช้างบางตัวก็เรียนรู้ที่จะออกนอกเขตรอยต่อได้เช่นกัน

ดังนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด จึงให้นโยบายมาดำเนินการในเรื่องการทำแนวกันช้างแบบผสมผสานรอบพื้นที่ป่าเพื่อไม่ให้ช้างป่าออกมา ซึ่งโครงการนี้ได้ทำต่อเนื่องมานับ 10 ปีแล้ว ผลพลอยได้ก็คือจะมีแนวป้องกันช้างที่ชัดเจน แล้วการบุกรุกของช้างก็จะไม่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางที่เจ้าหน้าที่สามารถลาดตระเวนได้ ในขณะเดียวกันตรงแนวกันช้างก็จะมีการขุดคูคลองเป็นระยะทางกว่า 500 กม.ตามรอยต่อ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี สระแก้ว และชลบุรี ที่จะกลายเป็นแหล่งน้ำตลอดปีให้ช้างป่า โดยรอบๆ แนวคูคลองนี้ยังมีรั้วกันช้างและรั้วไผ่หนามเสริมไว้ป้องกันอีกด้วย”

ปัจจุบัน หมอล็อต แจกแจงว่า โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก กสทช.ในการติดตามโขลงช้างว่าอยู่จุดไหน ช้างออกมาจากแนวกั้นหรือไม่ โดยใช้เทคโนโลยีส่งสัญญาณดาวเทียมเข้ามาช่วย เจ้าหน้าที่จะได้สามารถป้องกันช้างฝ่าแนวกั้นออกมาได้ ชาวบ้านก็จะอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างสบายใจ

“สำหรับปัญหาสัตว์ป่าเสียชีวิตบนท้องถนน เช่น ถนนเส้นที่ตัดผ่านอ่างลือในซึ่งพบว่า ในแต่ละปีมีสัตว์ป่าโดนรถชนตายปีละเป็นหมื่นตัว แม้จะมีการเปิด-ปิดถนนเป็นเวลา ก็ยังพบว่ามีสัตว์ป่าตายอีกหลายพันตัว สาเหตุอาจเพราะถนนสายนี้มีรถใหญ่วิ่งผ่านมากมาย และเครื่องยนต์รถอาจจะเกิดเสียงรบกวนจนทำให้ช้างป่าออกนอกพื้นที่มากขึ้น

ฉะนั้น พล.อ.ประวิตร จึงมีนโยบายอยากให้ปิดถนนเส้นนี้ไป เพื่อลดปัจจัยการรบกวนช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ เมื่อปิดถนนเส้นนี้แล้วก็จะมีการสร้างถนนทางอ้อมเส้นใหม่เพื่อไม่ให้รถยนต์ผ่านป่าโดยตรง เพราะนอกจากจะทำให้เกิดอุบัติเหตุกับสัตว์ป่าแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุกับมนุษย์ด้วย ปีนึงเสียชีวิตกันหลายราย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายในการสร้างถนนทางอ้อมเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั่นเอง

ผมขอทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “ธรรมชาติสามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีมนุษย์” ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า “ธรรมชาติจะไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีมนุษย์” ด้วยเช่นกัน”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของหมอล็อตได้ที่ FB : ภัทรพล ล็อต มณีอ่อน

ฟุตบอลโลก รัสเซีย 2018 อุณหภูมิเชียร์แฟนบอลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/553146

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 12:59 น.

ฟุตบอลโลก รัสเซีย 2018 อุณหภูมิเชียร์แฟนบอลไทย

เรื่อง : ทีม@Weekly

ภาพ : เอเอฟพี/รอยเตอร์

ความตื่นตัวของคนไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกเดือนข้างหน้าที่มีเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย มีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยผู้อำนวยการศูนย์ฯ ธนวรรธน์ พลวิชัย ออกมาประเมินว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่จะมีมูลค่าการใช้จ่ายในประเทศไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท และช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.4-0.5% ยิ่งทำให้หลายธุรกิจสบโอกาสเริ่มทยอยออกมาเปิดตัวกิจกรรมส่งเสริมการขายก่อนที่จะถึงช่วงเวลาสำคัญดังกล่าวกันอย่างคึกคัก

มาสำรวจถึงพลังเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ของคนไทยที่จะรับชมถ่ายทอดสดกันครบทุกแมตช์ว่าคึกคักครึกครื้นกันอย่างไร?

ภาคธุรกิจเกาะอานิสงส์บอลโลกเปิดเกมชิงเงินสะพัด 6 หมื่นล้านบาท

ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ทุกคนทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ จากความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันกีฬาดังกล่าว ทำให้หลายธุรกิจเล็งเห็นโอกาสที่จะออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเวลาดังกล่าว

เริ่มจาก 9 องค์กรธุรกิจที่ลงขัน 1,400 ล้านบาท เพื่อนั่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งนอกจากใช้งบก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของสิทธิแล้ว ทั้ง 9 องค์กรยังได้มีการเตรียมงบไว้อีกก้อนหนึ่งสำหรับการทำกิจกรรมการตลาดในช่วงเวลาที่สำคัญดังกล่าว เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า และกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากปกติ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ถือเป็น 1 ใน 9 องค์กรธุรกิจ ที่ออกมาใช้งบการตลาดสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับธุรกิจในเครือ 3 บริษัท คือบริษัท ซีพี ออลล์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งในส่วนของบริษัท ซีพี ออลล์ ได้ทำแคมเปญ“ลุ้นบินหรูบอลโลก กับเซเว่นอีเลฟเว่น”เพียงซื้อสินค้าครบ 40 บาท ก็มีสิทธิเข้าร่วมลุ้นโชคบินหรูไปดูบอลได้แล้ว

ขณะที่บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารหรือซีพีเอฟ ก็มีแผนที่จะเปิดตัวอาหารเมนูใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เพื่อเอาใจแฟนลูกหนัง ส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นก็เอาใจแฟนบอลให้ได้ชมการแข่งขันด้วยภาพที่มีความคมชัดทั้ง 64 แมตช์ ด้วยการเปิดตัวกล่อง “TrueVisions 4K ULTRA HD” โฉมใหม่ของการรับชมโทรทัศน์ ให้ประสบการณ์ความคมชัดระดับ 4K ULTRA HD เป็นครั้งแรกในไทย

เช่นเดียวกับสมาชิกแพลทินัมและโกลด์แพ็กเกจที่จะได้รับชมรายการคุณภาพที่มีความคมชัดสูงสุดในระบบ 4K ULTRA HD ซึ่งผู้ที่จะรับชมรายการ 4K ULTRA HD ได้จะต้องมีกล่องรับสัญญาณและทีวีที่รองรับสัญญาณ 4K เช่น ทีวีขนาด 55 นิ้วขึ้นไปและครั้งแรกกับการรับชมบอลโลกแบบเอชดี24 ชั่วโมง ทางช่อง TrueSport HD3 (ช่อง 668) สำหรับสมาชิกใหม่ทุกแพ็กเกจอีกด้วย

ในส่วนของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นเองก็ได้ใช้งบประมาณถึง 195 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกไว้อย่างคึกคัก เช่น ทำแก้วคอลเลกชั่นทีมฟุตบอล 6 ประเทศ จำนวน 5 ล้านใบ ให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบตั้งแต่700 บาทขึ้นไป และการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกภายในร้านสพาร์ เป็นต้น

ด้านบีทีเอส กรุ๊ป ก็ออกมาใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่บีทีเอสคาดว่าจะเป็นไฮไลต์ในครั้งนี้คือการถ่ายทอดการแข่งขันบนทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบริเวณสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ และสถานีช่องนนทรี

อีกหนึ่งบริษัทจาก 9 องค์กรเอกชนที่ออกมาใช้งบทำกิจกรรมการตลาดในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตจากปกติคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ด้วยการจัดกิจกรรมถ่ายทอดสดภายในร้านอาหารและเครื่องดื่มในเครือข่ายกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารดังกล่าวได้รับความสุขจากการจัดกิจกรรม

ขณะที่ 9 องค์กรเอกชนออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักในส่วนของผู้ประกอบการทีวี ซึ่งถือเป็นสินค้ากลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ก็ออกมาเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่พร้อมทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก

ทาคาชิ ซาซากิ ผู้อำนวยการส่วนการขายและการตลาด ผลิตภัณฑค์ อนซูมเมอร์บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย)กล่าวว่า ภาพรวมยอดขายทีวีช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค.ของปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ ร่วมกันทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวคาดการณ์ว่าจะมียอดขายเติบโตจากปกติสูงถึง 50%

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่พานาโซนิคจะนำมากระตุ้นยอดขายช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกคือ แคมเปญ “Enjoy Match Enjoy Big Size” โดยจะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.-30 มิ.ย. 2561 ด้วยการมอบโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เมื่อซื้อพานาโซนิค OLED TV รับพานาโซนิค สมาร์ททีวี 55 นิ้ว หรือเครื่องเล่นบลูเรย์ 4K Player พร้อมรับสิทธิผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ซึ่งหลังจากจบแคมเปญดังกล่าวคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติ 30% และส่งผลให้ภาพรวมสิ้นปีมียอดขายทีวีเติบโต 5%

ด้าน ฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเซ่นส์กล่าวว่า ปีนี้ได้เปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ทั้งระบบสมาร์ททีวี ยูเอชดีทีวี โฟร์เคยูเอชดี ขนาดหน้าจอตั้งแต่ 43-100 นิ้ว ทำตลาดในไทยทั้งหมด 7 รุ่น ควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกนี้ โดยตั้งเป้าหมายช่วยผลักดันให้มียอดขายเพิ่มจาก 200 ล้านบาทเป็น 500 ล้านบาท ในสิ้นปี 2561

เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่คาดหวังว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ จะช่วยให้ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยในส่วนของบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ ผู้ดำเนินธุรกิจเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ฟาร์มเฮ้าส์ ได้ออกมาเปิดตัวแคมเปญการตลาดในรูปแบบการชิงโชคของรางวัล ควบคู่ไปกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อผลักดันให้ช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจากปกติ

ในสว่ นของกล่มุ ผลิตภัณฑเ์ ครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวอย่างบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย)เทรดดิ้ง ก็ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างคึกคัก เช่น ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกจะมีการใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งกับผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบเลย์ ด้วยการนำนักเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี มาติดบนแพ็กเกจของเลย์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าปลีกเองก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป ด้วยการออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก เห็นได้จากห้างเทสโก้ โลตัส ที่ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ด้วยการร่วมมือกับคู่ค้าในการจัดแคมเปญลดราคาสินค้าหลากหลายหมวดหมู่บนช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ลาซาด้าโดยมีสินค้าไฮไลต์ลดราคาสูงสุดถึง 50% ในสินค้าแผนกสุขภาพและความงาม และแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่กลุ่มสินค้าแม่และเด็กเองก็ทำกิจกรรมลดราคาสูงสุด 33%

ฟากบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขอส่งแผนกสปอร์ตมอลล์ และเพาเวอร์มอลล์ออกมาทำกิจกรรมการตลาดตลอดในช่วงเวลาของการแข่งขัน เพื่อกระตุ้นให้สินค้าทั้งสองแผนกมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจากปกติไม่ต่ำกว่า 30%

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป ผู้บริหารสปอร์ตมอลล์ และเพาเวอร์มอลล์ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่นำมาใช้ในครั้งนี้คือ ครอส โปรโมชั่น (Cross Promotion)ด้วยการนำ 2 แผนกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน โดยในส่วนของสปอร์ตมอลล์ได้จัดแคมเปญพิเศษ SPORT MALL CHEER TOGETHER 2018 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ ด้วยการจับมือกับโค้กสร้างประสบการณ์และบรรยากาศของการแข่งขันฟุตบอลอย่างยิ่งใหญ่ โดยการรวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์เวิลด์คัพคอลเลกชั่นพร้อมเสื้อแข่งขันทีมชาติชั้นนำที่ร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลก 2018 อย่างครบถ้วน รวมไปถึงกลุ่มสินค้ากีฬาฟุตบอล รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ จากแบรนด์ชั้นนำมาลดราคาสูงสุด 50% พร้อมรับสิทธิต่างๆ มากมาย

ขณะที่เพาเวอร์มอลล์ก็นำสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นไฮไลต์ในช่วงฟุตบอลโลกอย่างทีวีมาลดราคาสูงสุด 50% พร้อมนำเสนอทีวีจอขนาดใหญ่ตั้งแต่ 40 นิ้วขึ้นไป มาทำกิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญPOWER MALL BIG SCREEN ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-15 ก.ค. 2561

ด้านบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล ก็ได้มีการผนึกกำลังกับธุรกิจในเครืออย่างเพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต และท็อปส์ ใช้งบ 10 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ World Soccer’18 ช้อป เชียร์ ลุ้นโชค ระหว่างวันที่16 พ.ค.-15 ก.ค. 2561 เพื่อเกาะกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการจัดโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก และได้ลุ้น คืนกำไรครั้งยิ่งใหญ่ให้กับลูกค้า

การทำการตลาดของเพาเวอร์บายครั้งนี้ นอกจากลูกค้าจะได้ซื้อสมาร์ททีวีตั้งแต่ 32-75 นิ้ว ในราคาพิเศษแล้ว ยังมีดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำมอบเป็นส่วนลดพิเศษสูงสุด 20% และผ่อน 0% นาน 10 เดือน ให้กับลูกค้า เพื่อผลักดันให้ทีวีมียอดขายเพิ่มขึ้น 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560

ฝั่งซูเปอร์สปอร์ตก็ได้มีการขนสินค้าและอุปกรณ์กีฬาหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรายการมาจำหน่ายในราคาพิเศษพร้อมมอบสิทธิลุ้นโชครับของรางวัลต่างๆ มากมายรวมมูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาท ช่วงที่มีการจัดกิจกรรมดังกล่าว คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 15%

ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือท็อปส์อย่างร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ มาร์เก็ตท็อปส์ ซูเปอร์ สโตร์ และท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ก็ทำกิจกรรมช็อปเชียร์ ลุ้นโชค ลุ้นรับ ท็อปส์ กิฟต์ การ์ด จากการลุ้นรางวัลผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดลดสูงสุด 50% กับสินค้าซื้อ 1 แถม 1 และสินค้าเรดฮอต ซื้อ2 แถม 1 เพื่อผลักดันให้มียอดขายเพิ่มขึ้นจากปกติ 15%

ปิดท้ายที่ห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ออกมาทำโปรโมชั่นผ่านแคมเปญบิ๊กแมตซ์ บิ๊กคุ้ม รับบอลโลก กับสินค้าราคาสุดพิเศษมีที่บิ๊กซีเท่านั้น เช่น ทีวีดิจิทัล ราคาเริ่มต้น 3,990 บาท หรือโปรโมชั่น ซื้อคู่สุดคุ้ม เมื่อซื้อทีวีซัมซุง ยูเอชดีทีวี คู่กับเครื่องเล่นบลูเรย์ มูลค่า 16,490 บาท จากปกติ 22,980 บาท พร้อมฟรีบริการจัดส่งและติดตั้ง เมื่อซื้อตามเงื่อนไขที่กำหนดและพิเศษสุดกับโปรโมชั่นผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 1.5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังสามารถลุ้นรับทีวีจอยักษ์55 นิ้ว มูลค่า 5 หมื่นบาท ซึ่งหลังจากจบแคมเปญดังกล่าวบิ๊กซีคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปกติไม่ต่ำกว่า 10%

สถานบันเทิงขยับตัวรับแฟนบอลดูถ่ายสด

การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 จากประเทศรัสเซียที่เป็นเจ้าภาพในปีนี้ มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการชมของคนไทย เพราะเวลาการแข่งขันเริ่มตั้งแต่ช่วงหัวค่ำประมาณ 2 ทุ่ม ไปจนถึงประมาณตี 2 สำหรับฟุตบอล 3 คู่ ทำให้ตลาดร้านอาหารผับ บาร์ และสถานบันเทิงต่างๆ ขานรับกันเต็มที่ เพราะจะเป็นการเรียกลูกค้าให้มาชมถ่ายทอดสดกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ธวัชชัย จารนัย ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มมูนไชน์บาร์ ย่านข้าวสารและซอยรามบุตรี ซึ่งจัดเทศกาลชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาทุกครั้ง ก็เตรียมจัดอีเวนต์ของร้านในเทศกาลฟุตบอลโลก 2018 อย่างเต็มที่

“ช่วงฟุตบอลโลกจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 1 เดือนเต็มที่มีการแข่งขัน ร้านผมมีจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ถ่ายทอดสดให้คนที่มาที่ร้านได้ชมกันอย่างเต็มที่ และมีการขยายพื้นที่ของร้านให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

แน่นอน ในฟุตบอลโลก 2018 ธวัชชัยจะทำให้ร้านของเขากลายเป็นหมุดหมายของกรุงเทพฯ ที่ให้คอบอลมาชมกันอย่างเต็มอิ่มพร้อมของรางวัลลดแลกแจกแถมกันอย่างเต็มที่ โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับสปอนเซอร์ต่างๆ

“ผมเตรียมการไว้อย่างมาก เพราะทำมาเป็นประจำอยู่แล้ว ที่นี่จะมีความพิเศษอย่างมาก คือเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว การมาชมที่ร้านจะได้เห็นบรรยากาศของกองเชียร์และผู้ชมนานาชาติที่เดินทางมาจากทั่วโลกอยู่แล้วซึ่งมีเสน่ห์การเชียร์ไม่เหมือนที่ไหน”

ครั้งนี้ ธวัชชัยบอกว่าเขาจะเชิญนักพากย์ฟุตบอลชื่อดังมาพากย์กันสดๆ หน้าจอในรอบและคู่แข่งขันที่สำคัญ ซึ่งจะเพิ่มดีกรีความสนุกสนานให้กับลูกค้าคนไทยในอีกระดับหนึ่งด้วย

จากความเคลื่อนไหวของมูนไชน์บาร์แสดงให้เห็นถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนซึ่งเป็นที่แฮงเอาต์จะกลายเป็นชุมชนของคอบอลหรือคอมมูนิตี้ของการชมฟุตบอลโลก 2018 ไปอย่างถ้วนทั่วทุกพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต้านพนันฟุตบอลโลกธรรมเนียมปฏิบัติประจำเทศกาล

ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก สิ่งที่จะมาควบคู่ไปด้วยกันคือการเล่นพนันฟุตบอลซึ่งในประเทศไทยต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าทุกวันนี้เด็กไทย วัยรุ่น วัยทำงาน ไม่ว่าหญิงชายลุยเล่นพนันฟุตบอลกันเป็นว่าเล่น

สำหรับการป้องกันแล้ว แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องวางแผนป้องกันการพนันฟุตบอลให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งไหน ส่วนหนึ่งจากที่ตำรวจมองเห็นภาพก็เพราะทุกวันนี้การพนันฟุตบอลเข้าสู่ยุคออนไลน์อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเล่นพนันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ความเข้มงวดในการปราบปรามของตำรวจจึงต้องเข้มข้นและทันการณ์ด้วยเช่นกัน

เพราะทุกวันนี้ถือว่าได้การพนันฟุตบอลเข้ามาใกล้ตัวคนมากยิ่งขึ้น เพราะการเล่นพนันแสนง่ายผ่านมือถือสมาร์ทโฟนของตัวเอง

แหล่งข่าวที่เป็นตำรวจนายหนึ่งบอกเล่าว่า การพนันฟุตบอลในยุคนี้มีจำนวนน้อยที่ยังเดินไปแทงตามโต๊ะต่างๆ เพราะกลายเป็นว่าการแทงบอลสามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว โดยมาทุกแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่จะสามารถสื่อสารและเป็นช่องทางการรับแทงพนันได้ หนำซ้ำยังมีผลการวิเคราะห์จากบุคคลต่างๆ ที่อ้างตัวว่าเป็นเซียน ส่งข้อมูลผ่านไลน์ของสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเล่นการพนันมากขึ้น

“คนในเมืองก็เข้าถึงได้ง่าย ส่วนใหญ่พวกนี้จะมีโต๊ะใหญ่หรือกลุ่มพนันฟุตบอลจากต่างประเทศเข้ามาร่วมกับเครือข่ายในประเทศไทยให้จัดหาการรับแทงพนันฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลลีกภายในหรือต่างประเทศ และยิ่งฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ก็คาดว่าจะมีการพนันจำนวนมาก”ตำรวจคนเดิมที่ไม่ขอเปิดเผยนาม อธิบาย

นายตำรวจคนเดิมเล่าให้ฟังอีกว่า ปัจจุบันในแถบต่างจังหวัดจะเป็นลักษณะการโทรศัพท์ไปยังโต๊ะ หรือกับคนเดินโพยเพื่อขอแทงบอลซึ่งลักษณะนี้ยังมีอยู่มาก และทำให้คนเดินโพยพบว่าทำกันเป็นอาชีพเสริมก็ยังมี โดยจะมีรายได้จากยอดการเข้าแทงพนันฟุตบอลที่ตัวเองหามาได้เพื่อส่งให้กับโต๊ะใหญ่

“การพนันฟุตบอลมีทุกแวดวง ทั้งส่วนราชการหรือภาคเอกชน มันปราบยากมาก”ตำรวจชุดปราบปรามสะท้อนภาพ

อย่างไรก็ตาม มาตรการของตำรวจในการป้องกันพนันฟุตบอลโลกครั้งนี้นั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เพิ่งตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล มุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่เรื่องของการเฝ้าระวังทางเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องป้องกันระวังไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์พนันฟุตบอลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อย่างเด็ดขาด รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังและตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กต่างๆ ที่มีการโฆษณาเว็บพนันฟุตบอลแฝงอยู่ด้วย

แต่ที่น่าจะเข้มข้นอย่างมากก็คือการบังคับใช้กฎหมายในการเล่นพนันฟุตบอลอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันชัดเจนว่า ถ้าพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการอย่างจริงจังโดยเฉพาะการใช้กฎหมายฟอกเงินมายึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดพนันฟุตบอลด้วย

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่าศูนย์ดังกล่าวจะประกอบด้วยหน่วยต่างๆ อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปอท. สตม. ปปง.เป็นต้น โดยจะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง เน้นมาตรการเชิงรุกด้านการป้องกันเน้นการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการรับทายพนันผลฟุตบอลออนไลน์ ยืนยันตำรวจมีฐานข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งเว็บที่มีเซิร์ฟเวอร์ในและต่างประเทศ

ส่วนกรณีเว็บเพจต่างๆ โดยเฉพาะเพจทางเฟซบุ๊กที่พบว่ามีการขึ้นข้อความโฆษณาเชิญชวนให้ทายผลพนันฟุตบอลทางเว็บไซต์พิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่หากพบว่ามีการกระทำผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ดำเนินการยึดทรัพย์สินต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทายผลพนันฟุตบอลออนไลน์ยินดีเปิดรับฟังและรับแจ้งเบาะแสจากภาคประชาชนและเอกชน ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุในอนาคตเตรียมพิจารณาตั้งศูนย์ดังกล่าวถาวรเพื่อดำเนินการป้องกันและปราบปรามเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังในอนาคตต่อไปก่อนหน้านี้ 11 องค์กรภาครัฐและเอกชนจับมือป้องกันเด็กและเยาวชนจากภัยร้าย“พนันบอลออนไลน์” ที่คาดว่ามีเยาวชนติดการพนันบอลโลกครั้งนี้กว่า 3 ล้านคน

HIIT วิธีออกกำลังกายยอดฮิต ของคนอยากอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552958

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 13:45 น.

HIIT วิธีออกกำลังกายยอดฮิต ของคนอยากอายุยืน

เรื่อง กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส, เอเอฟพี

การออกกำลังกายทุกประเภทดีต่อร่างกาย แต่มีงานวิจัยหนึ่งพบว่ามีวิธีการออกกำลังกายประเภทหนึ่งชื่อ HIIT (high-intensity interval training) หรือการออกกำลังที่มีความเข้มข้นสูงในระยะเวลาอันสั้น อาจเป็นวิธีที่สามารถทำให้คนสูงวัยมีอายุยืนขึ้นได้

งานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวารสาร Cell Metabolism ของสหรัฐ โดยผู้วิจัยได้วัดดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index) และภาวะความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ คนสูงวัยอายุ 65-80 ปี และคนหนุ่มสาวอายุ 18-30 ปี จากนั้นแบ่งคนทั้งสองช่วงวัยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ออกกำลังกายประเภทต่างๆ กัน

กลุ่มหนึ่งให้ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยาน อีกกลุ่มหนึ่งเน้นสร้างกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก และกลุ่มสุดท้ายทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

หลังจากนั้นผู้วิจัยได้กลับมาวัดดัชนีมวลร่างกายและภาวะความไวต่ออินซูลินของทุกคนอีกครั้ง พบว่าการออกกำลังกายทุกรูปแบบช่วยให้มีดัชนีมวลกายระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงสมดุลมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลินให้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้มุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกายแบบ HIIT มากเป็นพิเศษ เพราะส่งผลถึงระดับเซลล์มากที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 รูปแบบ

HIIT เป็นวิธีที่ช่วยยับยั้งความเสื่อมสภาพของไมโทคอนเดรียน (Mitochondrion) หรือแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ และยังช่วยเพิ่มการสร้างโปรตีนในเซลล์ สิ่งที่ทำให้เซลล์ทุกชนิดในร่างกายสามารถทำงานตามหน้าที่ และยังช่วยให้การติดต่อประสานงานระหว่างเซลล์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

การวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT จะช่วยลดอัตราความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายซึ่งมีแนวโน้มทำให้ผู้สูงวัยมีอายุยืนขึ้น

อีกงานวิจัยในสวีเดนที่บ่งชี้ว่า HIIT จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดีมากด้วย การวิจัยนำโดย ฮาคานเวสเทอร์บลัด ศาสตราจารย์เกี่ยวกับสรีรวิทยาและเภสัชวิทยา สถาบันแคโรลินสกา ประเทศสวีเดน เขาและทีมได้ศึกษากล้ามเนื้อของผู้ที่ออกกำลังกายแบบ HIIT ด้วยการปั่นจักรยานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเวลา 30 วินาที แล้วพัก 3 นาที เป็นจำนวน 6 ครั้ง พบว่าการออกกำลังกายวิธีนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับใยกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการนำพลังงานมาทดแทนได้มากกว่าคาร์ดิโอ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งเมื่อร่างกายเสียคาร์โบไฮเดรตก็จะดึงไขมันมาใช้ทดแทน และสามารถเผาผลาญไขมันได้นานที่สุดประมาณ 48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม HIIT ถึงเป็นวิธีออกกำลังกายที่สลายไขมันได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรทำติดต่อกันมากกว่า3 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงเช่นนี้

จ่ายเป็นระบบ ชีวิต(ก็)เป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552952

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 13:17 น.

จ่ายเป็นระบบ ชีวิต(ก็)เป็นระบบ

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ชีวิตเดินหน้าด้วยรายจ่าย…ไม่ใช่รายได้ คิดดูให้ดี ก็จะถ่องแท้ว่า แท้ที่จริงคือรายจ่ายที่ทำให้ชีวิตเดินหน้า เพราะทุกรายจ่ายที่จ่ายออกไป เป็นการจ่ายเพื่อปัจจุบันและอนาคต ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณจ่ายเพื่ออนาคตที่ดี ถ้าคุณลงทุนเพื่ออนาคตที่ใช่แน่นอนที่(สักวันหนึ่ง)คุณก็จะมีอนาคตที่ดีและที่ใช่ ถามไปถามมาเหมือนคำถามว่าไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกันก็ถ้าไม่มีรายได้ จะมีอะไรมาให้จ่ายเป็นรายจ่าย จะมีอะไรมาลงทุนเพื่ออนาคตที่มันจะใช่

รายได้นั้นสำคัญก็จริง แต่ถ้ารายได้ได้มาแล้วจ่ายไม่เป็น ไม่รู้จักจ่าย ไม่รู้จักลงทุนในสิ่งที่พึงควร รายได้ก็จะกลายเป็นรายจ่ายเปล่าประโยชน์ เปล่าดายผ่านกระเป๋าเดือนแล้วเดือนเล่าก็เท่านั้น อย่ากระนั้นเลยมาจัดระเบียบรายจ่ายให้เป็นระบบ เพื่อชีวิตที่เป็นระบบ รับมือได้และวางแผนได้ เพื่ออนาคตที่ต้องการกันดีกว่า

ศิลปะของคนที่ใช้เงินเป็น หรือเรียกให้ถูกว่าศิลปะของการจ่ายเงินให้เป็น คือ การรู้ว่าจะใช้เงินซื้ออะไรจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อะไร จุดมุ่งหมายของการจ่าย คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของคนจน ซึ่งใช้จ่ายเงินเหมือนกระเชอก้นรั่ว ผู้ที่ชอบบ่นว่าสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือ ชอบบ่นว่าค่าใช้จ่าย ค่าบัตรเครดิตทำไมถึงได้สูงปรี๊ดๆ พวกนี้คือพวกไม่รู้จักนิสัยการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเองและไม่มีเป้าหมายการออม ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านรายจ่าย ลองสำรวจตัวเองว่า มีการใช้จ่ายทำนองนี้บ้างหรือไม่

1.กินข้าวที่ใต้ถุนตึกออฟฟิศ เดี๋ยวนี้ข้าวแกงจานละ55 บาทแล้ว อู้ย…ต้องประหยัดๆ เพราะเงินหายาก แต่พอกินข้าวอิ่มแล้ว ก่อนขึ้นตึกขอควงกาแฟแบรนด์นอกสักถ้วย แค่ถ้วยละ 140 บาท…เอิ่ม

2.ไม่เสียดายเงิน ถือว่าเศษเงิน เศษสตางค์ขำๆ ทุกวันต้องเดินช็อปที่ตลาดนัดข้างตึกออฟฟิศ แต่มีที่ใช้จริงๆ น้อยชิ้นและน้อยครั้ง มองแต่ในมิติว่าเป็นของราคาถูก (แต่ไม่เคยมองว่าซื้อมาทิ้ง)

3.ไม่เคยวางแผนการคมนาคม จึงเสียค่าขนส่งสูง จากบ้านนั่งมอเตอร์ไซค์ นั่งเรือ ต่อแท็กซี่ ขึ้นแท็กซี่ไปต่อแอร์พอร์ตลิงค์ เป็นแบบนี้ทุกวัน ค่าเดินทางต่อวันไปกลับ 400-500 บาท สัปดาห์หนึ่ง 2,500 บาท เดือนหนึ่งก็เหยียบหมื่น เคยคิดจะโดยสารกับเพื่อนร่วมออฟฟิศที่อยู่ทางเดียวกัน หรือบริหารเวลาหรือเส้นทางใหม่บ้างหรือไม่ คำตอบคือ-ไม่

4.เงินเดือนชนเดือน แต่กันเงินส่วนใหญ่สำหรับการเที่ยวการกินดื่ม ไม่เคยคิดลงทุนเรื่องความรู้ หรือพัฒนาทักษะการทำงาน

5.ติดสังคมนิยม ไม่ใช่สังคมนิยมแบบไหน แต่เป็นพวกชอบสังคม ชอบจ้อ ชอบสังสรรค์ ทุกเย็นมีนัดเพื่อนฝูง อย่างนี้รายจ่ายค่าสังคมพุ่งสูงแน่

6.นิยมในเทคโนโลยีและตามติดเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ กลัวเอาต์ เปลี่ยนมือถือทุก 3 เดือน ไม่มีเงินก็กดบัตร

7.กินตามใจ(ปาก) เดี๋ยวนี้มีไลน์แมน ก็ถนัดทั้งไลน์แมนและไปรีวิวร้านด้วยตัวเอง ทุกอย่างต้องหรูต้องเริ่ด และต้องอร่อย(หรือเปล่า)

8.สมัครบัตรเครดิต เงินเดือนแค่ไม่กี่หมื่นบาท แต่วงเงินบัตรรวมกันทุกใบมากกว่ารายได้ 3 ปีรวมกัน อย่างนี้แล้วมีบัตร(เยอะ)ไปทำไมไม่ทราบ

ทั้ง 8 ข้อ คือตัวอย่างของการไม่ประมาณตน ถ้า(เพิ่ง)รู้ตัวว่าไม่มีศิลปะการจ่ายแบบเป็นๆ ก็ขอให้เริ่มต้นใหม่ เริ่มจากการทำบัญชีค่าใช้จ่าย แนะนำการบันทึกรายจ่ายแบบ Spread Sheet ขอให้ทำทุกวันโดยแบ่งเป็นหมวดๆ เช่น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดค่าขนส่ง หมวดการพัฒนาตนเอง หมวดลงทุน หมวดท่องเที่ยวสันทนาการ เป็นต้น

ที่สำคัญคือ ต้องลงบันทึกทุกวัน หลักการคือจดตามจริงขอให้จดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แล้วใช้ Spread Sheet เพื่อดูแบบแผนการใช้จ่าย ด้วยวิธีนี้คุณจะรู้จักตัวเองผ่านรายจ่ายของตัวเองว่า จริงๆ แล้วคุณคือใคร ใช้จ่ายในเรื่องใดสูงสุด หมวดไหนที่เป็นปัญหา หมวดไหนต้องเข้าไปแก้ไขเร่งด่วน เช็กตัวเองจากรายจ่ายแบบนี้ รู้มั้ย…รวยมาหลายคนแล้ว

เมืองนวัตกรรมผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552950

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 12:57 น.

เมืองนวัตกรรมผู้สูงวัย

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อม เพื่อทุกคน

เป็นเบบี้บูมเมอร์อยู่หลัดๆ แต่เพียงบัดเดี๋ยวใจก็กลายเป็นเอจจิ้งบูมเมอร์ไปเสียแล้ว ก็ในเมื่อสังคมไทยคงไม่หนีไปจากสังคมผู้สูงวัย ด้วยอายุที่ยืนยาวขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ อัตราการเกิดสวนทาง และการก้าวเข้าสู่วัยเกษียณของเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ โดยการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในครั้งนี้ นับว่าจะสร้างความท้าทายให้แก่สังคมไทยอย่างใหญ่หลวงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รับมือสังคมผู้สูงวัย…โจทย์ใหญ่ของพวกเราทุกคน

รับมือสังคมสูงวัย เตรียมความพร้อมไปแค่ไหนและถึงไหนแล้ว ก็ต้องตอบว่า ใจหายใจคว่ำทีเดียวเมื่อนึกขึ้นมาได้และนับนิ้วได้ว่า อีกเพียง 3 ปีไม่ถึงดี สังคมไทยก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบ สำหรับผู้อยู่นอกวงการผู้สูงวัย ขออธิบายว่า สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 เมื่อประชากรผู้สูงวัยมีสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด จากนั้นก็เดินหน้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบ ประชากรผู้สูงวัยจะมีสัดส่วน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี 2564 หรือในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์ Chula UDC ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Universal Design Center-UDC) เล่าให้ฟังว่า เลเวลหรือระดับความเป็นสังคมสูงวัย ยังไม่หมดแค่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ แต่ภายในปี 2574 หรือ 12 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเดินหน้าสู่ขั้นสูงสุดของการเป็นสังคมซูเปอร์เอจ (Super Age) หรือสังคมสูงวัยแบบสุดยอด เมื่อประชากรผู้สูงวัยคิดเป็นสัดส่วน 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

“เมื่อถึงจุดนั้นปัญหาจะตามมาอีกหลายเท่าตัว ยิ่งถ้าเราขาดการตระหนักต่อความรุนแรงของปัญหาที่แท้จริง ปัญหาก็จะรุนแรงจริงๆ” รศ.ไตรรัตน์ กล่าว

4 ด้านที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ 1.สุขภาพ 2.สังคม 3.เศรษฐกิจ และ 4.สภาพแวดล้อม สำหรับสังคมไทยปูพรมไปพอสมควรแล้วคือมิติด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม รศ.ไตรรัตน์ เล่าว่า ประเด็นสภาพแวดล้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ การออกแบบบ้านและการปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับการอยู่อาศัยใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ออกแบบพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2557 ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตจากการหกล้ม 1,000 คน/ปี ทั้งนี้ความเสี่ยงในการหกล้มของประชากรทั่วโลกเพิ่มสูงตามอายุ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุที่หกล้มและกระดูกหัก จะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก สูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในระบบบริการผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

“การหกล้มที่นำไปสู่ความตาย เป็นไปทั่วโลกและถือเป็นหนึ่งในเทรนด์โลก ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ สำหรับผู้สูงอายุไทย คือ 500 คน/ปี ที่หกล้มแล้วเดินไม่ได้อีก ครึ่งต่อครึ่งต้องติดเตียงไปชั่วชีวิต” รศ.ไตรรัตน์ กล่าว

สำหรับศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน คือ การจุดพลุความพร้อมด้านสภาพแวดล้อมในสังคมไทย เปิดประเด็นเรื่องการปรับปรุงบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุ โดยจะเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม ขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาเผยแพร่ความรู้ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุ กำหนดเปิดวันที่ 9 มิ.ย.นี้ ณ อาคารสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ (สามย่าน) ซอยจุฬาฯ 15

“ยูดีซี ศูนย์จุฬาฯ สร้างเสร็จเป็นศูนย์แรก โดยจะเป็นศูนย์ประสานงานกลางและศูนย์หลักประจำกรุงเทพฯ กับปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกที่นี่มีความพร้อมเกี่ยวกับองค์ความรู้เรื่องสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ก็ขอเชิญให้มาเยี่ยมชมได้ตั้งแต่บัดนี้”

โครงการศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อรองรับเรื่องการออกแบบเพื่อสังคมสูงวัยโดยจะมีทั้งหมด 5 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์จุฬาฯศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และศูนย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยจะเปิดครบทั้ง 5 แห่ง ภายในเดือน ส.ค. 2562 มีให้ชมตั้งแต่แบบบ้านจนกระทั่งสิ่งอำนวยความสะดวกแบบ 360 องศาผู้สูงวัย

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า อย่าถามว่าอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า แต่เพียง 3 ปีข้างหน้านี้ ไทยก็จะมีจำนวนประชากรผู้สูงวัย 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด เลยจุดเรื่องการเตรียมความพร้อมหรือยัง ก็ต้องบอกว่ายัง และไม่มีอะไรที่สาย การเตรียมตัวรับสังคมสูงวัย ต้องทำและต้องเตรียมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่หนุ่มสาว คนทำงาน วัยเด็ก

ภรณี กล่าวว่า มิติการใช้ชีวิตที่จำเป็น ได้แก่ ความพร้อมในฐานงานต่างๆ 1.ฐานงานด้านสุขภาพ เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 2.ฐานงานเศรษฐกิจ เป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาตัวเองได้ และ 3.ฐานงานสังคม เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะในมิติของสังคม สุดท้ายคือสภาพแวดล้อม ซึ่งได้ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคนนั่นเอง

“การออกแบบพื้นที่ หากใครต้องการศึกษาหรือสนใจ สสส.ได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดตั้งศูนย์ Universal Design Center ขึ้น ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางในเรื่องการออกแบบพื้นที่เพื่อผู้สูงวัย”

สสส.เสนอให้เตรียมความพร้อมตั้งแต่เด็ก นั่นหมายถึงความพร้อมที่เติบโตไปพร้อมกับตัวของคนคนนั้น แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ก็ไม่สาย ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม! มองไปข้างหน้า สังคมไทยจะมีผู้สูงอายุ 30-40% ของจำนวนประชากรทั้งหมด เราต้องปรับตัวทั้งระบบ

ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการดำเนินงานภายใต้แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ล่าสุดคือ ที่จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยเป็นการระดมหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายผู้สูงอายุให้เป็นวาระแห่งชาติ

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เห็นพ้องตรงกันว่า ประเด็นผู้สูงอายุจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับต่อไปจะเป็นการเดินหน้านโยบายเชิงรุก ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุจะต้องเป็นนโยบายเร่งด่วน” ธนาภรณ์ เล่า

วาระแห่งชาติผู้สูงวัยสังคมไทย จะดำเนินงานภายใต้ 8 กรอบผู้สูงอายุที่สหประชาชาติกำหนดขึ้น โดยปรับลดหรือเพิ่มตามความเหมาะสมในแต่ละบริบทชุมชน ประกอบด้วย 1.ที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน การสร้างบ้านและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตามวัยได้ 2.การเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคม ผู้สูงวัยมีมิติการใช้ชีวิตนอกบ้าน วัฒนธรรมประเพณี ศาสนา เพื่อนบ้าน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต 3.การได้รับการยอมรับในสังคม ภูมิปัญญาและประสบการณ์ชีวิต ได้รับการยกย่อง ได้รับการให้คุณค่า

4.การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ท้องถิ่นกับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย และการออกแบบพื้นที่สำหรับผู้สูงวัย เช่น จากหน่วยงานปกครองท้องถิ่น กระทรวงแรงงาน และอาชีพอิสระสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น 5.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เครื่องมือสื่อสารและแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงวัย (Gold app : กรมกิจการผู้สูงอายุ) 6.การสนับสนุนของชุมชนและบริการด้านสุขภาพ

7.สภาพพื้นที่ภายนอกตัวอาคาร นอกจากการออกแบบอาคารบ้านเรือนให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยแล้ว ภายใต้กรอบสากลยังหมายความรวมไปถึงพื้นที่ภายนอกตัวอาคาร เช่น พื้นที่ลาดเท ประตู ทางลาดรอบอาคาร เป็นต้น สำหรับผู้สูงวัยไทย พื้นที่นอกอาคาร 3 แห่งที่ต้องไปได้ (ด้วยตัวเอง) คือ วัด ตลาด และโรงพยาบาล และ 8.การคมนาคมขนส่ง การออกแบบนวัตกรรมเรื่องการขนส่งและคมนาคม เพื่อการเดินทางของผู้สูงวัย

การเตรียมความพร้อมสำหรับการมาถึงของสังคมสูงวัย อาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากเรามองอย่างเข้าใจว่านี่คือโอกาสสำหรับทุกคนในสังคม ไม่เฉพาะเพื่อนผู้อาวุโสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสในการปรับปรุงเมืองให้เหมาะสม เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนทำงาน หรือคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพแข็งแรง สถานภาพที่เหมือนกัน ก็คือ การเป็นสมาชิกเพื่อนร่วมสังคม และเพื่อนร่วมสังขารเกิดแก่เจ็บ

อนาคตกับการอยู่ร่วมกัน ระหว่างกองทัพผู้สูงวัยกับคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ “เรา” ทุกๆ คน ผลประเมินล่าสุดจากแผนยุทธศาสตร์ผู้สูงวัยแห่งชาติ สังคมไทยยังมีภาวะเหยียดวัย ยังมีมนุษย์ลุงมนุษย์ป้า ยังมีเจตคติที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม รวมทั้งการถูกทำให้เกลียดชัง ทัศนคติต่อผู้สูงวัย “ไม่ผ่าน” ในหลายประเด็น ทิ้งท้ายไว้สำหรับเมืองนวัตกรรมผู้สูงวัย (ในอนาคตอันใกล้)

ซ่อมเป็น ก็หาเงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552838

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 13:56 น.

ซ่อมเป็น ก็หาเงินได้

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

“สวัสดีครับผมมีปัญหาเรื่องพัดลมหม้อน้ำเสียเห็นคุณรับจ้างเปลี่ยนพัดลมหม้อน้ำคิดราคาเท่าไรครับ” เราส่งข้อความถามถึงคนที่รับซ่อมเฉพาะพัดลมหม้อน้ำ “ไม่นานนักก็มีข้อความก็ตอบกลับมาว่า “3,500 บาท พร้อมซ่อมถึงที่ทำงานครับ” ดูราคาแล้วถูกกว่าเอารถเข้าศูนย์ครึ่งหนึ่ง และยังมีผลงานจากลูกค้าที่ผ่านมาเป็นเครื่องรับประกันฝีมือ

เมื่อถึงเวลานัดหมายตอนเย็น ช่างซ่อมพัดลมหม้อน้ำขับรถมาจอดเทียบอยู่ข้างกัน ลงมาพร้อมอะไหล่ครบครันแต่ที่น่าแปลกใจก็คือชุดแต่งกายของเขาดูเหมือนเป็นพนักงานออฟฟิศมากกว่าจะเป็นช่างซ่อมรถ

สอบถามช่างคนนี้มีชื่อเล่นว่า ปอนด์ อายุ 28 ปี ซึ่งเขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนมากนัก เพราะมีหน้าที่การงานที่ดีในระดับหนึ่ง ก็ได้ความว่าเดิมก็เป็นพนักงานออฟฟิศปกติทั่วไปไม่ได้มีอาชีพเสริมอะไร จนวันหนึ่งรถเกิดมีปัญหาพัดลมหม้อน้ำขึ้นมา ก็เข้าไปค้นในอินเทอร์เน็ตหาร้านซ่อมและสิ่งที่พบมากกว่านั้นก็คือมีรถรุ่นเดียวกันกับที่เขาขับอยู่มีปัญหาแบบเดียวกัน แต่สู้ราคาอะไหล่ศูนย์ไม่ไหว ประกอบกับหาอู่นอกรับซ่อมยาก

จึงเกิดความคิดว่าจะลองขอความรู้จากช่างที่รับซ่อมเพื่อมาซ่อมเอง วันข้างหน้าเกิดมีปัญหาจะได้หาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเอง “พอเอารถเข้าซ่อมก็พูดคุยกับช่างใหญ่ ให้ค่าซ่อมพร้อมค่าครูหรือค่าเรียนพิเศษเพิ่มเติมสมทบไปหลังจากได้ความรู้มา ได้เห็นเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ขับรถรุ่นเดียวกันแล้วมีปัญหาพัดลมหม้อน้ำเสีย และอยู่แถวที่ทำงานก็เลยอาสาไปช่วยซ่อมให้ตอนเย็น หลังจากซ่อมเสร็จวันนั้นเขาก็ให้สินน้ำใจนอกเหนือจากค่าของมาอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกับบอกว่าน่าจะเปิดอู่ซ่อม

เวลานั้นเราไม่ได้มีความสามารถถึงขนาดที่จะเปิดอู่ซ่อมรถเองได้ เพราะซ่อมเป็นเพียงอย่างเดียว อย่างเก่งที่ได้มาอีกอย่างก็คือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกับน้ำยาหม้อน้ำ เลยคิดว่าจะลองรับซ่อมเป็นกรณีไป จึงลองฝากชื่อกับเบอร์ติดต่อไว้ในกลุ่มคลับของรถที่เราขับอยู่วันต่อมาก็มีคนโทรติดต่อให้เราเปลี่ยนพัดลมหม้อน้ำให้เลยแล้วก็มีมาต่อเนื่องทุกวัน

ข้อดีของการซ่อมเป็นอย่างเดียวกับใช้รถรุ่นเดียวกันกับลูกค้า ก็คือมีความชำนาญและรู้จุดรู้ปัญหาที่ชัดเจนให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ พูดคุยกันง่ายขึ้นเหมือนกับคนที่มีของแบบเดียวกันจะจูนหากันได้ง่าย เชื่อใจได้มากกว่าช่างทั่วไปที่ซ่อมได้สารพัดรุ่น แต่จะไม่รู้รายละเอียดเฉพาะรุ่นที่มีจุดต้องระวังเป็นพิเศษ

สังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือเวลาเอารถไปซ่อมมักจะมีปัญหาอย่างอื่นตามมาเพราะช่างไม่ชำนาญการซ่อมในรถรุ่นนั้น ยิ่งเป็นรถยุโรป หรือรถฝั่งอเมริกาด้วยแล้วยิ่งหาช่างคนไทยที่ซ่อมเป็นยาก”

ช่างหนุ่มอัธยาศัยดีแนะนำสำหรับคนที่อยากจะทำงานในแบบเดียวกัน…

1.ควรเป็นรถรุ่นเดียวกับที่เราใช้อยู่

หากคุณไม่ได้เรียนจบช่างมาโดยตรง ก็ควรเริ่มหัดซ่อมรถของตัวเองก่อนเพราะเราจะรู้ปัญหารถที่เราใช้ และได้ใช้รถตัวเองเป็นรถทดลอง ซ่อมจนชำนาญแล้วค่อยออกไปรับงานซ่อมให้คันอื่น

2.เลือกงานซ่อมที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป

งานซ่อมอิสระไม่ควรเลือกซ่อมในจุดที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือจำนวนมาก หรือจำเป็นต้องมีผู้ช่วยจับ เช่น งานซ่อมเครื่องยนต์ ซ่อมช่วงล่าง งานทำสีตัวถัง งานเหล่านี้เป็นงานที่ต้องใช้เครื่องมือ เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนจนชำนาญ ควรรับงานประเภทใช้เวลาซ่อมไม่นาน มีอุปกรณ์น้อยชิ้น

อย่างงานซ่อมพัดลมหม้อน้ำ ใช้ประแจ ไขควง แค่ 4 ชิ้น รู้จุดไข จุดแงะ และวิธีเปลี่ยนใส่กลับ ไม่เกินชั่วโมงเสร็จ แบบนี้ทำง่ายและไม่มีปัญหาตามมาให้หงุดหงิดใจ

3.รู้แหล่งซื้ออะไหล่

สำคัญที่สุดคือรู้แหล่งซื้ออะไหล่ หากได้แหล่งขายราคาถูกก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างไรเราก็ได้ค่าแรงอยู่ดี แหล่งซื้ออะไหล่ควรหาใกล้ที่ทำงานเอาไว้ก่อน จะทำให้เราสะดวกในการซื้อแล้วเดินทางไปเปลี่ยนให้ลูกค้าหลังเลิกงานได้ หากเป็นรถตลาดที่มียอดขายจำนวนมาก ยิ่งหาอะไหล่ง่าย และยังได้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นตามยอดขายของรถรุ่นนั้น

4.ซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ

เปิดบริการผ่านโซเชียลมีเดียสิ่งที่ต้องระวังให้มากที่สุดคือชื่อเสียง ถ้ามีลูกค้าชมมาก ก็ยิ่งมีคนให้ความสนใจมาก ดังนั้น การบริการต้องเต็มที่ ใช้เฉพาะของใหม่อะไหล่เบิกใหม่ ซ่อมให้ลูกค้า จะไม่มีปัญหาตามมาให้เสียชื่อ ตั้งราคากลางให้ชัดเจนแค่ลูกค้าเปิดเข้ามาอ่านก็รู้เรตราคาที่แน่นอน คนรับได้ก็จะติดต่อเข้ามาทันที ใครไม่ไหวกับราคาหรืออยู่พื้นที่ห่างไกล เราก็ไม่ต้องเสียเวลาตอบคำถาม อนาคตหากเราเปิดซ่อมส่วนอื่นๆ ก็ยังมีชื่อเสียงเดิมหนุนให้ลูกค้าสนใจกลับมาใช้บริการได้อีกด้วย

สุดท้ายปอนด์ย้ำกับเราต้องขยันโพสต์บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือข้อความรับงานซ่อมก็จะทำให้ลูกค้าเห็นและจดชื่อและเบอร์ติดต่อเราไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินได้ เพราะเท่าที่ทำอยู่เวลานี้ก็มีงานเข้ามาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 คัน ทำทั้งวันธรรมดาและวันหยุด นับเป็นงานที่สร้างรายได้เสริมที่ดีงานหนึ่งเลยทีเดียว

สวนบำบัดลอยฟ้า ใหญ่ที่สุดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552836

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 13:48 น.

สวนบำบัดลอยฟ้า ใหญ่ที่สุดในไทย

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

อีกไม่นานคนเมืองจะมีปอดธรรมชาติแห่งใหม่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ หลังจากที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดให้บริการ “สวนบำบัดลอยฟ้า” กลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โครงการที่เกิดจากความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่จะต่อยอดสู่การเป็นโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมิติใหม่ของการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทยให้ดีอย่างยั่งยืนด้วยธรรมชาติ

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองใหญ่

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการสวนบำบัดลอยฟ้าว่า เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงพยาบาลรามาธิบดีให้เป็นโรงพยาบาลสีเขียว จึงพยายามมองหาโมเดลที่จะตอบโจทย์ ทั้งเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การบำบัดชุมชนโดยรอบ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนโดยรอบให้เจ้าหน้าที่ ให้คนไข้ได้มีพื้นที่สวนในโรงพยาบาล ตลอดจนสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุ สำหรับคนไข้ที่ต้องการการบำบัดและทำกายภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ยังบอกเล่าถึงแนวคิดของสวนบำบัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในการก่อสร้างว่า สวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “สวนบำบัดคน สวนบำบัดเมือง” ใช้เวลาระดมความคิด 1 ปี และลงมือพลิกฟื้นพื้นคอนกรีตบริเวณชั้น 10 ของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ให้เป็นสวนหลังคาเขียวเพื่อการบำบัด (Healing Garden) อีก 1 ปีเต็ม

“สวนแห่งนี้เป็นต้นแบบของการรักษาแบบองค์รวมในสถานพยาบาล โดยชูแนวคิดธรรมชาติบำบัด (Ecotherapy) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบำบัดเยียวยา ด้วยสภาพแวดล้อมและบรรยากาศธรรมชาติที่สร้างกิจกรรมส่งเสริมการบำบัดทางจิตใจ กาย จิตวิญญาณ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมทางสังคมแก่ผู้มาใช้บริการ เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ และผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติแห่งใหม่ของมหานครแห่งนี้ได้อย่างแท้จริง”

พลังแห่งธรรมชาติบำบัด

ศ.นพ.ปิยะมิตร อธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ของสวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ว่านอกจากจะก่อให้เกิดผลดีโดยตรงต่อการบำบัดรักษาพยาบาลแล้ว ด้วยที่ตั้งของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางเมือง จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษในเมืองได้ยาก แต่เมื่อมีสวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญในการกอบกู้สิ่งแวดล้อมในเมือง ลดปริมาณพื้นคอนกรีต เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองหลวง ช่วยดูดซับน้ำฝนและความร้อนจากบริเวณโดยรอบ ตลอดจนลดอุณหภูมิของอาคาร ลดการปล่อยความร้อนสู่ภายนอกอาคาร และช่วยฟอกอากาศด้วย

ภายในพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ของสวนบำบัดลอยฟ้า ประกอบไปด้วย ห้องไม้ดอก(Flower Room) ห้องอเนกประสงค์ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดพรรณไม้งามและดอกกันภัยมหิดล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล วาดมือโดยบุคลากรชาวรามาฯ ซุ้มไม้เลื้อย (Under The Pergola)สร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นร่มเงาในทางเดินที่โอบล้อมเป็นอุโมงค์และซุ้มบังแดดบนลานกิจกรรมโอเพ่น ฟิลด์ (Open Field) ที่รองรับการใช้งานได้ถึง 200 คน

จากนั้นเพลินตาไปกับผนังถุงน้ำเกลือ (Recycle Wall) ที่ทางโรงพยาบาลสะท้อนถึงแนวคิดที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำถุงน้ำเกลือกว่า 700 ถุง ที่ได้รับการแปรรูปเป็นขยะปลอดภัย ใช้คุณสมบัติความเหนียวของถุงน้ำเกลือให้เป็นประโยชน์ ด้วยการนำมาใช้แทนกระถางปลูกต้นไม้ แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นผนังต้นไม้ที่ทรงคุณค่าเพื่อช่วยลดปริมาณขยะถุงน้ำเกลือ ในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับปุ๋ยที่ใช้ มาจากเครื่องผลิตปุ๋ยจากเศษอาหารที่มีอยู่แล้วที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ โดยนำเศษอาหารที่เหลือในแต่ละวันผลิตเป็นปุ๋ยเพื่อปลูกผัก สอดคล้องกับแนวคิด บำบัดคนบำบัดเมือง ลดขยะ ลดปัญหาโลกร้อน

อีกหนึ่งโซนไฮไลต์ คือ สวนไม้หอมและอักษรคนตาบอด (Aroma Garden and Belltal Railing) ที่สอดแทรกกุศโลบายในการบำบัดไว้อย่างแยบยล ด้วยการออกแบบเส้นทางเดินกายภาพบำบัด ให้ตลอดทางเต็มไปด้วยกรวดหลายขนาด เพื่อช่วยเปลี่ยนน้ำหนักในการกดจุดจากการทิ้งน้ำหนักลงบนเท้าขณะเดิน มั่นใจได้ว่าถูกต้องและเหมาะสมตามศาสตร์ของกายภาพบำบัด เพราะออกแบบโดยนักกายภาพบำบัด ในส่วนราวจับยังมีการเขียนอักษรเบรลสำหรับคนตาบอดเป็นกลอนชื่อว่า “เพลงรัก” อันเป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้ด้วย

ความพิเศษบนสวนบำบัดลอยฟ้ายังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องประโยชน์สมุนไพรไทย อย่าพลาดสวนเกษตรลอยฟ้า (Urban Farming) นำพืชพรรณที่ได้รับความร่วมมือจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นห้องเรียนสมุนไพรสำหรับนักศึกษา ตลอดจนผู้มาใช้บริการ ปิดท้ายด้วยอัฒจันทร์วงกลมกลางแจ้ง(Healing Circle Amphitheatre)

“สวนบำบัดลอยฟ้าแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างจากคนไทยทุกคนที่ได้ร่วมบริจาคเงินมายังมูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงนับว่าสวนแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำใจของคนไทย ซึ่งมิเพียงได้ช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนด้วยธรรมชาติ พร้อมให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เร็วๆ นี้” ศ.นพ.ปิยะมิตรกล่าวทิ้งท้าย

ออกกำลังกาย ไล่ความดันโลหิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552681

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:32 น.

ออกกำลังกาย ไล่ความดันโลหิตสูง

โดย กันย์ ภาพ pixabay

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคร้ายแรงที่คืบคลานมาเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ถ้าเพียงทำสิ่งง่ายๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงทางสุขภาพที่รุนแรงนั้นได้ ประเทศไทยมีประชากรผู้ใหญ่มากกว่า 22% ที่มีความดันโลหิตสูง ความเข้าใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในความเจ็บป่วยที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตอันดับแรกๆ ของโลก แต่หลายๆ คนก็ยังไม่รู้ตัวว่าเรานั้นต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

ดร.เดวิท วูด ประธานมูลนิธิหัวใจโลก ได้กล่าวแนะนำว่า ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบความดันโลหิต ซึ่งการตรวจนั้นรวดเร็ว ไม่เจ็บ และจะสามารถช่วยชีวิตของเราได้ “เพราะโรคความดันโลหิตนั้น สามารถรักษาและป้องกันได้ เพียงแค่เปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร ปรับเปลี่ยนกิจกรรมของเรา รวมถึงการเลิกทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเรา”

ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น อายุ ความสมบูรณ์ เพศ ถิ่นที่อยู่ของเรา ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4 ที่มีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และมีการประเมินจาก The Lancet Medical Journal ว่าจะมีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน ที่ได้จะได้รับผลกระทบจากโรคนี้ในปี 2568 และนี่คือวิธีง่ายๆ ในการลดความดันโลหิต

1.ทำร่างกายให้แอ็กทีฟสม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกายเบาๆ ครั้งละ 30 นาที 5 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน เต้น ว่ายน้ำ ทำงานบ้าน หรือเล่นกีฬา

2.ทานอาหารที่ดี ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน และอาหารที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพ พยายามทานผักและผลไม้ในทุกวัน ถ้าคุณชอบดื่มก็ให้พยายามลดจำนวนลง

3.งดการสูบบุหรี่ การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้หัวใจคุณแข็งแรงมากขึ้น

4.ควบคุมน้ำหนัก การมีน้ำหนักเกิน หรือการเป็นโรคอ้วน เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้คุณมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น

หากไม่ใส่ใจในความดันโลหิต การเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อไป ไม่ใช่แค่กับตัวเรา ทั้งการต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ยารักษาที่ต้องใช้ การขาดงาน รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

ในภูมิภาคเอเชียที่มีประชากรกว่าครึ่งโลกอาศัยอยู่ จำนวนประชากรที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่ประเทศที่มีผู้ป่วยที่สูงถึงกว่า 31% เช่น มองโกเลีย 27% ในเนปาล 25% ในอินเดีย 24% ในกัมพูชา และประเทศที่มีผู้ป่วยที่น้อยกว่า เช่น 11% ในเกาหลีใต้ 14% ในสิงคโปร์ 15% ในออสเตรเลีย และ 17% ในญี่ปุ่น

โดยในจีนมีประชากรมากกว่า 19% ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตที่สูง ในอินโดนีเซียก็มีประชากรถึงเกือบ 24% ที่มีการตรวจพบอาการ ในเวียดนามก็มีมากกว่าถึง 23% ในฟิลิปปินส์ก็มีผู้ที่ได้รับการตรวจพบถึงกว่า 23% เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับความดันสูงถึงกว่า 22% โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐและแคนาดา มีผู้พบอาการเพียงแค่ 13% และ 15% ในอังกฤษ

การรับรู้และการเตรียมพร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคความดันโลหิตสูง การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพที่ดี ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ดี สามารถช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตัวเลขที่ควรรู้ สองวิธีในการวัดประเมินความดัน คือการวัดค่าความดันแบบซิสโทลิก (การวัดค่าสูงสุด) และการวัดค่าความดันแบบไดแอสทอริก (การวัดค่าต่ำสุด) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงค่าสูงสุด/ค่าต่ำสุด ซึ่งมีการกำหนดค่าความดันพื้นฐานดังนี้

1.ปกติ : ความดันสูงสุดควรต่ำกว่า 120 และต่ำสุดควรน้อยกว่า 80 ความดันก่อนภาวะความดันโลหิตสูง : ค่าความดันสูงสุดอยู่ระหว่าง 120-139 หรือค่าต่ำสุดอยู่ระหว่าง 80-89

2.ความดันโลหิตสูง : ค่าสูงสุดมากกว่า 140 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 90

3.ความดันโลหิตอันตราย : ค่าสูงสุดมากกว่า 180 หรือค่าต่ำสุดมากกว่า 110 ควรพบแพทย์ทันที

พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552679

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:24 น.

พญ. ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจอย่าลืมจรรยาแพทย์

โดย อณุสรา ทองอุไร

หมอหน้าใสแม้วัย 40 กว่าๆ แต่ยังดูอ่อนกว่าวัย ตลอดเวลาการสัมภาษณ์ก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี สมกับที่เคยเป็นหมอเด็กมานานหลายปี ก่อนที่จะไปเรียนเพิ่มเติมแล้วเปลี่ยนสายงานมาเป็นแพทย์ผิวหนังในช่วง 7-8 ปีหลัง คุณหมอกุ๊กไก่-พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช ผู้ก่อตั้งณัฐชญา คลินิก ผู้ให้บริการความงามแบบครบวงจร ทั้งการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากเทคโนโลยีชั้นสูง ขณะเดียวกันก็ยังให้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวมกันไปด้วย ซึ่งมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องควบคู่กับจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ทางด้านการศึกษานั้น คุณหมอจบแพทยศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วไปเรียนหมอเด็กต่อที่โรงพยาบาลชลบุรี ควบคู่กับการเป็นอาจารย์ ขณะนั้นหากว่างจากงานประจำก็ไปทำงานพิเศษความงามแล้วรู้สึกชอบสนใจจึงไปเรียนต่อทางด้านผิวหนังเพิ่มเติมอีกหลายคอร์ส จนได้ประกาศนียบัตรทางด้านผิวหนังและแอนไทม์เอจจิ้งมาอีกหลายใบ และเริ่มมาทำงานทางด้านผิวพรรณอยู่หลายปี

จนกระทั่งแต่งงานกับนักเขียนดังเธอจึงลาออกมาเปิดคลินิกเป็นของตัวเองทางด้านความงามและแอนไทม์เอจจิ้ง ควบคู่กับการไปเรียนแพทย์ทางเลือกทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน เพื่อให้ครบวงจรของการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

“คือหลังๆ สามีสุขภาพไม่ค่อยดีแล้วเขาไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากกินยา เราก็เลยไปเรียนพวกแพทย์ทางเลือกและด้านธรรมชาติบำบัดเพื่อมาดูแลสุขภาพให้สามีโดยใช้แผนแพทย์ไทยผสมแพทย์แผนจีน ซึ่งการปรับอาหารควบคู่กับการทานอาหารเสริมจากธรรมชาตินั้นเพียงปีกว่าก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ปัญหาสุขภาพหายไปเกือบเป็นปกติเลย”

หลังจากนั้นคุณหมอเริ่มเห็นความสำคัญของการกินอาหารเสริมจากสมุนไพรและล้างหลอดเลือดโดยกินแบบธรรมชาติบำบัด และสนใจจะต่อยอดธุรกิจจากประสบการณ์ตรงของเธอที่ได้ดูแลสุขภาพของสามีมาหลายปี

ตอนนี้จึงพยายามทำงานให้เต็มที่เต็มคุณภาพ วางกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญที่สุดก็คือการบอกต่อแบบปากต่อปาก เพราะกลุ่มเป้าหมายของคลินิกคือกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ต่างคนต่างก็มีสังคมและเพื่อนฝูงมากมาย ถ้าทำให้เขารู้สึกประทับใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาได้ รู้สึกผูกพันกับคลินิก สุดท้ายเขาก็จะแนะนำเพื่อนให้รู้จักเราเองโดยอัตโนมัติ ถ้าเขารู้สึกดีกับคลินิก เขาก็ยินดีที่จะบอกต่อให้ เพราะอยากจะทำให้คลินิกอยู่รอด และหวังดีจริงๆ

การจะทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานก่อน ซึ่งไม่เพียงต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการทำงานร่วมกันเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการดูแลให้เขาอยู่รอดได้ในการใช้ชีวิตด้วย ทั้งเรื่องรายได้และสวัสดิการต้องมีความสมเหตุสมผล ไม่ใช่คิดแต่จะเอากำไรอย่างเดียว ถ้าพนักงานทุกคนทำงานอย่างมีความสุข สุดท้ายแล้วเชื่อว่าความสุขเหล่านั้นจะสามารถส่งต่อไปถึงลูกค้าได้ผ่านการบริการที่เอาใจใส่และเป็นมิตร

สิ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาดก็คือการฝึกพนักงานให้กลายเป็นนักขายสินค้า เพราะเชื่อว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจคลินิกคือการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ใช่การยัดเยียดสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ อีกอย่างคือยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นหมออยู่ แม้จะทำธุรกิจด้วย แต่กำไรก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าจรรยาบรรณที่ดี

จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การทำกำไรสูงสุด เพราะถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นการบังคับให้ต้องขายมากๆ ตั้งราคาสูงๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธออยากทำ เพราะความต้องการของเธอคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข ในขณะที่ตัวเองต้องมีความสุขกับงานที่ทำด้วย

แม้การแพทย์กับการทำธุรกิจไปด้วยกันค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถสร้างคนไข้ขึ้นมาเองได้ ต่างจากธุรกิจทั่วๆ ไปที่สร้างความต้องการของลูกค้าขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดในธุรกิจที่เกี่ยวกับการแพทย์ได้ก็คือความจริงใจและยึดมั่นในจรรยาบรรณ ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้รวยเปรี้ยงปร้าง แต่ก็จะทำให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากจรรยาบรรณของแพทย์แล้ว อีกสิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือจรรยาบรรณในฐานะนักธุรกิจ นั่นก็คือความซื่อสัตย์และความจริงใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทเป็นอย่างมาก ลูกค้ามีข้อมูลในมือมากมายเต็มไปหมด ถ้าไม่มีความโปร่งใส แล้วเขามารู้ทีหลัง สุดท้ายคงอยู่ได้ไม่นาน

“หมอจะไม่เน้นโฆษณาหรือโปรโมชั่นราคามากมาย เพราะการตัดราคาให้ต่ำไม่ใช่การทำงานที่ดีในระยะยาว หรือจ้างดาราหรือเน็ตไอดอลมารีวิว โดยที่เขาไม่ได้มาใช้จริงแล้วก็รีวิวแบบปลอมๆ มันเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ หมอทำงานตรงนี้เองอย่างใกล้ชิด เรามีจรรยาบรรณทางการแพทย์ มีแพทยสภาคอยควบคุม เราจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดความเสียหาย ยิ่งเป็นธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงก็ยิ่งทำงานด้วยความระมัดระวัง ขณะที่คนที่ไม่ได้เป็นแพทย์เข้ามาทำธุรกิจนี้เขาจะโฆษณาเกินจริงได้มากกว่า เพราะไม่มีแพทยสภาไปกำกับเขาได้ และหมอก็จะไม่ขยายสาขา จะทำที่นี่แห่งเดียวเพื่อควบคุมคุณภาพให้ทั่วถึง” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

คุณหมอกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตามทุกเทรนด์ความงามที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในความเป็นแพทย์เธอจะดูก่อนว่าโอกาสเสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ผลกระทบต่อลูกค้าเป็นอย่างไร หรือพิจารณาจากทฤษฎีที่เรียนมาว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นเธอก็จะไม่นำเข้ามาให้บริการอย่างเด็ดขาด

หลักการทำงานของเธอก็คือทำงานอย่างมีคุณภาพและมีจรรยาบรรณ เอาความสุขของลูกค้าและทีมงานเป็นที่ตั้ง ถ้าสองอย่างนี้ดีเงินจะตามมา แต่ถ้าเอาเงินเป็นที่ตั้งผลลัพธ์จะไม่ยืนยาว สิ่งที่เธอมักจะสอนพนักงานอยู่เสมอนอกเหนือไปจากเรื่องการทำงานแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องการเก็บเงินด้วย คือจะสอนให้เขารู้จักดูว่าภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร อัพเดทข้อมูลต่างๆ ให้เขาได้รับรู้ สอนแม้กระทั่งเรื่องการลงทุน เพราะหลายคนทำงานที่นี่ตั้งแต่วัยรุ่นจนเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากจะต้องเติบโตเรื่องการทำงานแล้ว เขาควรจะต้องเติบโตเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

การสอนพนักงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำงานอาจจะไม่ได้ส่งผลกับธุรกิจโดยตรง แต่ที่สุดแล้วพนักงานทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความหวังดีที่มีให้กับเขา คือไม่ใช่แค่จ้างมาทำงาน แล้วเอาเงินกลับไป แต่คือการดูแลกันและกันอย่างเอาใจใส่ ซึ่งจะทำให้เขาอยากอยู่ไปนานๆ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคเธอบอกว่า ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต วันนี้มีขึ้น พรุ่งนี้มีลง วันนี้ดี พรุ่งนี้ติดขัด มีปัญหาก็แก้ไขไป มองว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์ อย่าไปฝืน อย่าไปทุกข์ใจ คิดเสียว่าเราเป็นนักแก้ปัญหา แก้บ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นทุกวัน อย่ากลัวปัญหา ปัญหามาปัญญาเกิด

คุณหมอกล่าวว่า มองภาพตัวเองในอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำงานให้ดีมีคุณภาพและสามารถใช้หนี้ที่มาทำธุรกิจหมด และคลินิกดำเนินการด้วยตัวเองได้ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแลจนธุรกิจรันไปได้เอง เธอก็จะค่อยๆ วางมือและจะไปช่วยสามีทำงานเพื่อมูลนิธิ “บูรณะพุทธ” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส ทำสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กชาวเขาต่างๆ โดยทางโลกก็ไม่ให้ช้ำ ทางธรรมก็ไม่ให้เสื่อม

พระสงฆ์ยุค 4.0 ขอมีสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552678

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

พระสงฆ์ยุค 4.0 ขอมีสุขภาพดี

โดย วรธาร ทัดแก้ว

เรื่องสุขภาพของพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พูดมานานในสังคมไทย เนื่องจากในห้วงหลายปีที่ผ่านมามีพระสงฆ์ป่วยเป็นโรคต่างๆ จำนวนมาก จนในที่สุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้คลอด “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2560” ฉบับแรกของประเทศไทย โดยทางมหาเถรสมาคมเห็นด้วย และมีการประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2560 จากนั้นภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ โดยฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ทั้งระดับประเทศและจังหวัดเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ

ล่าสุด คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกรมอนามัยและกรุงเทพมหานคร ได้เปิดโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตพระสงฆ์กรุงเทพมหานครไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค. นอกจากนี้คณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ก็ได้ประชุมระดมความคิดเห็นและเสนอแนะในการช่วยกันแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ที่ต้องดูแลตนเอง ชุมชน และสังคม ดูแลพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย และพระสงฆ์เป็นผู้นำด้านสุขภาพแก่ชุมชนและสังคม ซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและภาคเหนือเท่านั้น แต่จะทำทั่วทุกภาคและทุกจังหวัด

สุขภาวะของพระสงฆ์

พระโกศัยเจติยาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ และประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์จังหวัดแพร่ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ พระสงฆ์กับสาธารณสุขจังหวัดและอำเภอ 8 จังหวัดภาคเหนือแล้ว ต่อไปกรมอนามัยจะเป็นเจ้าภาพจัดการอบรมหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก (ผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย/พระเณรในวัด) ให้กับตัวแทนพระสงฆ์ทุกอำเภอของ 8 จังหวัดภาคเหนือในวันที่ 25 มิ.ย. 2561

“พระสงฆ์ที่เป็นตัวแทนอบรมกำหนดอายุ 18 ปีขึ้นไป อบรม 70 ชั่วโมง เมื่ออบรมแล้วจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดความรู้ให้กับพระเณรรูปอื่นๆ ในอำเภอของตัวเอง รวมทั้งให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ที่ถูกต้องแก่ชาวบ้าน เรา (คณะสงฆ์) จะทำงานกับภาคีเครือข่าย เช่น สาธารณสุขจังหวัด อำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อสม. และหน่วยงานอื่นๆ พระสงฆ์ทำงานคนเดียวไม่อาจสำเร็จได้ อย่างวัดอาตมา (วัดพระธาตุช่อแฮ) เราก็ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กับโรงพยาบาลแพร่ จัดให้มีการตรวจสุขภาพพระเณรทุกปี โดยพระเณรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปต้องตรวจคัดกรองโรคทุกรูป เพื่อที่จะได้ดูแลสุขภาพให้ดี” รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่เล่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

ด้าน นพ.สมนึก อร่ามเธียรธำรงผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชาปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยนโยบายของ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดให้มีโครงการ “หนึ่งวัด หนึ่งโรงพยาบาล”จับคู่กัน ด้วยการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพพระสงฆ์วัดนั้นๆ ให้ดีขึ้น

“อาทิ การรณรงค์ให้พระเณรใช้ธูปเทียนไฟฟ้าเพื่อลดสารก่อมะเร็งในควันธูปการรณรงค์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในวัด เช่น การนำสุนัขจรจัดไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การกำจัดขยะมูลฝอย กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก รวมทั้งการอบรมให้ความรู้พระอาสาสมัครประจำวัด เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเอง ดูแลเพื่อนร่วมวัด และเป็นผู้นำชุมชนให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนด้วย มีการรณรงค์เรื่องอาหารถวายที่ชาวบ้านควรต้องรู้ โครงการนี้ได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่โรงพยาบาลสงฆ์ และเริ่มคิกออฟทันที ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด”

นพ.สมนึก กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีวัดทั่วประเทศประมาณ 4 หมื่นกว่าวัด แต่โรงพยาบาลมีประมาณ 896 โรง (ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์) จับคู่กันไปก่อน ถ้าโรงพยาบาลไหนทำแล้วได้ผล ก็สามารถแตกกระจายไปดูแลวัดอื่นต่อได้

โรคฮิตในพระสงฆ์

มีข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ที่คนไทยควรรู้ โดยการเปิดเผยของ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ข้อมูลว่าจากการคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ทั่วประเทศ 112,680 รูป ในปี 2559 พบป่วยมากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน และมารับการรักษาพยาบาลมากที่สุด 6 อันดับแรก คือ โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ข้อเข่าเสื่อม และป่วยด้วยโรคอ้วน โดย 45% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอาหารใส่บาตรที่มักประกอบด้วย แป้ง น้ำตาล ไขมัน และกะทิ มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย

อีกข้อมูลส่วนหนึ่งจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ที่เปิดเผยว่า ผู้ป่วย (พระสงฆ์) มารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ถ้าเป็นผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 1 แสนรูป/ปี ผู้ป่วยในประมาณ 5,000-8,000 รูป/ปี อายุเฉลี่ยส่วนใหญ่เกิน 60 ปี โดยโรค 5 อันดับแรกของพระที่เป็นผู้ป่วยนอก ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวานไตวายเรื้อรัง โรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนผู้ป่วยใน ได้แก่ โรคต้อกระจก หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือปอดเรื้อรัง ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ท้องร่วง และโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน

“โรคต้อกระจก 60% เป็นผู้สูงอายุ ผ่าตัดแล้วก็จะให้นอน 1 คืน โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังเนื่องจากบางรูปยังสูบบุหรี่ หรือเคยสูบก็จะมีภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองที่เวลาพูดเดิน หรือทำอะไรจะเหนื่อยหอบ มาโรงพยาบาลก็ต้องให้ออกซิเจน ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบเพราะพระคุณเจ้าไม่ได้สวมใส่กางเกงใน โรคท้องร่วงจากฉันอาหารเป็นพิษมาโรงพยาบาลก็ให้น้ำเกลือ ส่วนเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อน เพราะพระเลือกอาหารที่ประชาชนตักบาตรถวายอาหารหวานมันเค็มไม่ได้ ฉันแล้วทำให้เป็น”

พร้อมระบุถึงแนวแนวโน้มของโรคที่พระเป็นกันมาก 3 อันดับแรก คือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกิน โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง

ถึงเวลาดูแลสุขภาพ

พระโกศัยเจติยาจารย์ กล่าวถึงวิธีดูแลสุขภาพว่า พระสงฆ์ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้เป็นตามหลักของพระธรรมวินัย จึงควรต้องรู้ว่าอันไหนควรหรือไม่ควรฉัน ไม่ใช่โยมถวายอะไรก็ฉันทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่แล้ว ประเด็นนี้มีหลักให้ปฏิบัติอยู่ 2 ข้อ คือ 1.ไม่รับมามากจนเกินไป (บางรูปบิณฑบาตรับมาเยอะมาก) 2.ไม่ปฏิเสธศรัทธาญาติโยมจนเกินไป

“อาตมาไม่เคยปฏิเสธโยม นำอันไหนมาถวาย ถ้าเป็นอาหารที่ฉันแล้วทำให้เกิดโรคอย่างพวกอาหารหวานมันเค็มจัดก็จะฉันนิดหน่อยเพื่อไม่ให้เสียศรัทธา หรือไม่ฉันก็ได้ไม่ผิดวินัย อย่างอาตมาไม่ฉันน้ำอัดลมทุกชนิดเพราะรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ กาแฟทรีอินวันอาตมาก็ไม่ฉัน ถ้ากาแฟสดฉันอยู่ จริงๆ พระก็เลือกที่จะฉันได้

วิธีที่อยากแนะนำเรื่องการขบฉัน บอกโยมได้อันไหนควรหรือไม่ควรถวาย เช่น น้ำอัดลม ไม่ควร พระต้องกล้าให้ความรู้โยมเพื่อโยมจะได้เข้าใจเพราะบางคนไม่เข้าใจจริงๆ อย่างเช่น อยากทำบุญให้บรรพบุรุษก็ทำอาหารที่ญาติคนนั้นชอบ เช่น ชอบแกงกะทิ หรือของมัน ก็ทำของมันนั่นแหละถวาย ต้องไม่ลืมว่าพระฉันไม่ใช่ญาติที่ล่วงลับนะ ถ้าโยมรู้แล้วต่อไปก็จะทำถูก”

นอกจากการฉันอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การออกกำลังกายเป็นวิธีที่จะทำสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่การออกกำลังกายของพระสงฆ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของพระธรรมวินัยด้วย เช่น กวาดลานวัด ทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ออกบิณฑบาตทุกเช้า เดินจงกรม เป็นต้นถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ แต่บางอย่างก็ควรทำในที่มิดชิด เช่น การออกกำลังกายด้วยท่าแกว่งแขนไปข้างหน้าข้างหลัง แม้กระทั่งยืดเหยียดกายทั้งหลายก็สามารถทำได้ เป็นต้น

อาหารที่ควรถวายพระ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าว่าอาหารถวายพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ควรต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่อยากให้ทำบุญแล้วมีบาปติดตัวโดยไม่เจตนา อาหารที่ควรตักบาตร หรือถวายพระขอแนะนำว่าถ้าเป็นอาหารแห้ง เลือกนมพร่องไขมัน น้ำผลไม้ที่ไม่หวานจัด น้ำเปล่า สามารถแพ็กเป็นถุงเล็กถวายโดยไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารสด

“ถ้าเป็นอาหารสดประเภทข้าว แนะนำข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซึ่งมีเส้นใยอาหารและมีวิตามินบีรวมเยอะ มีผลต่อน้ำตาลในเลือดน้อย มีประโยชน์สำหรับพระที่เป็นเบาหวาน ประเภทเนื้อสัตว์ควรเป็นปลาหรือเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ผักและธัญพืชก็ควรเป็นผักหลายสีจะได้รับวิตามินหลายๆ อย่าง

สำหรับผลไม้แนะนำที่มีแคลอรีต่ำรสไม่หวานจัด เช่น ส้ม มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ส้มโอ ฝรั่ง สับปะรดที่ยังไม่หวานฉ่ำ กล้วย แก้วมังกร หรือมันแกว รวมถึงผลไม้ที่เป็นอาหารและมีคุณค่าสารอาหารสูง เช่น ฟักทองนึ่ง เป็นต้น ขณะที่เวลาปรุงอาหารควรลดหวาน ลดมัน ลดเค็มลงให้มาก เน้นอาหารรสจืด ด้วยวิธีเหล่านี้จะทำให้พระฉันแล้วสุขภาพดี ไม่มีโรคเบียดเบียน ผู้ทำก็ได้บุญด้วย”

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันผู้คนต่างเร่งรีบจนไม่มีเวลาทำอาหารดีถวายพระสงฆ์ จำต้องอาศัยซื้อกับข้าวถุงสำเร็จรูปที่ขายตามร้านขายอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีรสจัดและมันจัด นพ.สมนึก แนะนำให้ใช้วิธีง่ายๆ แต่ได้บุญเต็มที่ก็คือการซื้อน้ำดื่ม นมกล่องพร่องมันเนย น้ำผลไม้สด ที่ไม่ได้ปรุงแต่งรสหวานเกินไป

สุขภาพพระสงฆ์เป็นเรื่องที่ชาวพุทธควรต้องหันมาดูแลและใส่ใจ เพราะไม่มีใครอยากป่วยหรือเป็นโรค แม้กระทั่งเราเอง ถ้าพระมีสุขภาพ ก็จะได้มีกำลังปฏิบัติศาสนกิจได้เต็มที่ อันเป็นการสืบต่อพระศาสนาอีกด้วย