‘Caravaggio OPERA OMNIA’ ว่าด้วยค่าความต่างของแสง ของ คาราวัจโจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552495

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

‘Caravaggio OPERA OMNIA’ ว่าด้วยค่าความต่างของแสง ของ คาราวัจโจ

เนืองแน่นจริงๆ สำหรับผู้คนที่เข้าชมนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ Rai Com จัดขึ้น ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินอิตาเลียนชื่อดังมิเกลันเจโล เมรีซี ดา คาราวัจโจ (MichelangeloMerisi da Caravaggio) มาจัดแสดง

โดย พริบพันดาว ภาพ : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของอิตาเลียนเฟสติวัลประเทศไทย ประจำปี 2561 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 150 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอิตาลีและประเทศไทย 

 

ว่าไปแล้ว แม้จะเป็นการรวบรวมผลงานจากการบันทึกผลงานและผลิตสำเนาจากจิตรกรรมต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี HD Digital Reproduction โดยมีภัณฑารักษ์รับเชิญคือ อันโตนิโอ เปาลุชชี คัดสรรผลงานกว่า 40 ชิ้น ซึ่งถูกรวบรวมจากการสะสมของพิพิธภัณฑ์สำคัญทั่วโลก เช่น จาก หอศิลป์อุฟฟิซี เมืองฟลอเรนซ์ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ในกรุงลอนดอน หอศิลป์บอร์เกเซ กรุงโรม หรือกระทั่งพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน เมืองนิวยอร์ก เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นการรวบรวมผลงาน จากที่ต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของผลงานและการทำงานของศิลปิน ซึ่งก็เห็นพลังในตัวภาพที่ศิลปินสร้างสรรค์ออกมาในแง่มุมสุนทรียภาพเพื่อการศึกษาในขั้นแนะนำงานศิลปะของศิลปินคนนี้ได้ดีทีเดียว

 

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ นักเขียน-นักมานุษยวิทยา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Suddan Wisudthiluck ของเขาเอง ในหัวข้อ “Invisible Caravaggio?!” สามารถโน้มนำและตั้งข้อสังเกตถึงนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ไว้น่าสนใจมาก

“…ฉะนั้นอธิบายกันต่อมาว่า งานศิลปะที่ผ่านเทคโนโลยีการผลิตซ้ำ (จากการพิมพ์ เช่นภาพโปสเตอร์โมนาลิซ่า ภาพถ่าย ภาพยนตร์ หรือเช่นในกรณีของ HD Digital Printing งานของคาราวัจโจที่จัดแสดงในหอศิลป์กรุงเทพฯ อยู่ตอนนี้) จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานต้นฉบับซึ่งเป็นสิ่งมีหนึ่งเดียว เป็นวัตถุซึ่งมีมูลค่าความขลัง (Ritual Value) เพราะงานผลิตซ้ำย่อมขาดสูญซึ่งประกายเรืองรอง/กลิ่นอาย (Aura) ที่มีอยู่แต่ในวัตถุต้นฉบับ (ดังที่เรามักจะได้ยินคนที่พูดถึงประสบการณ์เผชิญหน้ากับรอยยิ้มลึกลับของโมนาลิซ่าในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และฝีแปรงของแวนโก๊ะห์อันรุนแรงทรงพลังที่ถาโถมมายังดวงใจของผู้ชม)

 

ขอกลับมาที่งานนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA : The HD Digital Printing by the work of Caravaggio นี่อาจเป็นเวทีที่ทำให้ผู้ชมชาวไทยได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับ ‘งานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำแบบจักรกล’ และครุ่นคิดเกี่ยวกับพลังหรือข้อจำกัดของภาษาไทยในการถอดมโนทัศน์ที่ซับซ้อนจากภาษาอื่นสู่ ‘ภาษาแม่’ ของเรา

ถ้าถามผมเองว่าคิดกับงานนิทรรศการคาราวัจโจอย่างไร ก็ขอตอบว่า งานนี้ยังคงมีคุณสมบัติที่ให้ความประทับใจ เร้าผัสสะและอารมณ์และมีส่วนเพิ่มประกายเรืองรองและกระตุ้นให้ปรารถนาในกลิ่นอายของงานต้นฉบับที่จะพยายามอย่างถึงที่สุดหากจะเป็นไปได้ เพื่อได้ยืนอยู่เบื้องหน้า ‘งานต้นฉบับ’ ของคาราวัจโจ รับแสงแห่งประกายเรืองรองและซึมซ่านเอากลิ่นอายของอัจฉริยภาพแห่งศิลปินให้ได้สักครั้งหนึ่ง…”

 

อย่างที่ว่า นิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน เช่น “Bacchus” และ “Medusa” รวมถึงผลงานที่หาชมได้ยาก เช่น “Boy Bitten by a Lizard” หรือผลงาน “Saint Matthew and the Angel” ซึ่งปกติติดตั้งอยู่ในโบสถ์ซานลุยจิ เด ฟรานเชสิ กรุงโรม ที่สามารถชมได้จากระยะไกลและด้วยแสงสว่างที่เพียงพอเท่านั้น

ภาพทุกภาพของ คาราวัจโจ แสดงให้เห็นความสามารถในการเขียนภาพที่เหมือนจริง จนสามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร คาราวัจโจใช้ลักษณะการเขียนที่เรียกว่าภาพสว่างในความมืด ลักษณะที่หนักกว่าการใช้ ค่าต่างแสง (Chiaroscuro) ช่วยเพิ่มความชัดเจนของภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษารายละเอียดของความเป็นจริง ที่ทำให้การสื่อความหมายทางความรู้สึกรุนแรงหนักขึ้น

ไปสัมผัสและเสพงานจำลองศิลปะระดับโลกในความละเอียดสูงของนิทรรศการ Caravaggio OPERA OMNIA จะจัดแสดงไปถึงวันที่ 10 มิ.ย. 2561 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 เวลา 10.00-21.00 น. สอบถามโทร. 02-214-6630

ปีนผาในร่ม เสริมกายแกร่งและใจกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552493

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

ปีนผาในร่ม เสริมกายแกร่งและใจกล้า

การปีนหน้าผาไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยเพราะกีฬาปีนหน้าผานั้นได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวกลุ่มรักการผจญภัย แต่ถ้าเป็นคนเมืองที่อยากจะไปปีนหน้าผาแต่ไม่มีเวลามากพอที่จะไปต่างจังหวัดจะทำอย่างไร กีฬาปีนหน้าผาจำลองอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความท้าทายใกล้บ้าน ในขณะเดียวกันยังสามารถชักชวนเพื่อนให้ไปเล่นด้วยกันได้อีกด้วย

โดย กั๊ตจัง ภาพ : รอยเตอร์, เอพี
ยิ่งเล่นยิ่งแกร่ง

กริช แนะนำต่อว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการปีนผาคือความกล้าที่จะเอาชนะความกลัว บางคนร่างกายแข็งแรงมากแต่พอปีนขึ้นไปที่ความสูงประมาณตึก 3 ชั้น เริ่มกลัวความสูงมองลงมาข้างล่างแล้วขาสั่นอ่อนแรง ร่วงตกลงมาก็มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสู้กับความกลัวตรงนั้นไม่ได้
วิธีเอาชนะความกลัวคือการฝึกทำซ้ำๆ ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นซ้ำๆ จนร่างกายเริ่มชินกับความสูง เราจะเริ่มทรงตัวได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกหวิวๆ เหมือนกับเราปีนบันไดเปลี่ยนหลอดไฟ
ที่บ้านแรกๆ จะรู้สึกหวิวๆ ขาสั่นเพราะธรรมชาติมนุษย์จะเตือนเรื่องอันตรายจากการตกที่สูงแต่พอปีนครั้งต่อๆ มาความกลัวจะหายไป เริ่มมีความมั่นใจและทรงตัวได้ดีขึ้น การปีนผาจำลองก็แบบเดียวกัน
เริ่มต้นจากการปีนระดับต่ำเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับการปีนป่าย วันต่อมาคุณจะรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวให้กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งความปวดจะหายไปประมาณครั้งที่ 5 เป็นต้นไปคุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย กล้ามเนื้อมือมีแรงมากขึ้น จับยึดเกาะหินได้ดีขึ้น
เสน่ห์ของการปีนผาอย่างหนึ่งก็คือ สร้างความตื่นเต้นได้แม้เราจะกลับไปเล่นที่เดิม แต่แค่เปลี่ยนจุดปีนขึ้นแผนการปีนและเส้นทางทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่รู้สึกซ้ำซากและทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นไม่แพ้การออกกำลังกายประเภทอื่นอย่างแน่นอน &O5532;

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่อยากแบ่งปัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552487

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่อยากแบ่งปัน

โดย ภาดนุ

รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ หรืออาจารย์หน่า (วัย 48 ปี) ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สีเขียวให้กับตัวเองและครอบครัว รวมทั้งอยากแบ่งปันสู่ผู้อื่น เธอจึงเริ่มสนใจในเรื่องเกษตรกรรมและลงมือทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจนความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

“เดิมทีดิฉันเป็นอดีตรองคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในสมัยที่อาจารย์โก้ (ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล) เป็นคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งตำแหน่งของเราเพิ่งหมดวาระไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

ด้วยความที่ดิฉันสนใจการทำกสิกรรมธรรมชาติมาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พอหมดวาระการเป็นรองคณบดี ดิฉันก็ได้รับการแต่งตั้งจากอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหนึ่งในคณะทำงานของท่าน โดยทำหนังสือขอตัวมาที่สถาบัน หากไม่ติดภารกิจการเรียนการสอน ดิฉันก็จะไปลงพื้นที่เพื่อดูงานอยู่เสมอ ตามภารกิจที่อาจารย์ยักษ์และอาจารย์โก้ได้ลงไปทำร่วมกัน

ตัวดิฉันเองได้เริ่มสนใจการทำเกษตรมาหลายปี แต่เมื่อปีที่แล้ว (ปี 2560) ดิฉันได้ซื้อที่ดินจำนวนเกือบ 3 ไร่ ที่ จ.นครนายก และเริ่มค่อยๆ ทำเกษตรบ้าง แต่ในตอนนั้นยังทำแบบไร้ทิศทาง กระทั่งได้มีโอกาสไปอบรมในเรื่องกสิกรรมธรรมชาติแบบเต็มตัวที่ฐานธรรมธุรกิจ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2560 ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจหลักการทำเกษตรที่แท้จริง”

อาจารย์หน่า เล่าว่า ในช่วงที่เธอเป็นรองคณบดี เธอได้ศึกษาการดำเนินงานของอาจารย์โก้และอาจารย์ยักษ์ ในเรื่องการลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องมาโดยตลอด แต่ช่วงนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลงพื้นที่ด้วยเท่านั้น เนื่องจากติดภารกิจด้านการเรียนการสอนที่สถาบัน

“เมื่อดิฉันได้ไปเรียนรู้ในเรื่องกสิกรรมธรรมชาติอย่างจริงจัง ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานรุ่นของกลุ่มอบรม ฐธ.8 (ฐานธรรม 8) จากนั้นก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่มาโดยตลอด เพราะต้องการเรียนรู้และช่วยงานอาจารย์โก้และอาจารย์ยักษ์ไปด้วย ในขณะเดียวกันดิฉันก็ได้นำความรู้และวิชาที่ได้มาจากการอบรมมาทดลองปฏิบัติกับการทำสวนของตัวเองที่ จ.นครนายก โดยเริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อเดือน ส.ค. 2560

สวนนี้เดิมทีเป็นสวนมะดันมาก่อนตอนที่ซื้อที่ดินต่อจากคนในพื้นที่มา แต่เพราะไม่ค่อยชอบมะดัน ดิฉันจึงปรับสวนนี้ให้เป็นพื้นที่ทดลองโดยทำเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกพืชหลายชนิดที่ตัวเองชอบเป็นหลัก ซึ่งอาจารย์โก้ในฐานะเพื่อนก็ได้มาช่วยออกแบบพื้นที่สำหรับปลูกพืชให้ นอกจากนี้ก็มีผู้ใหญ่ที่นับถือให้ต้นไม้มาปลูกอีก แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นเกษตรกรมาแต่ดั้งเดิม และไม่มีเวลาว่างทุกวัน ดิฉันก็เลยใช้ช่วงวันหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ขับรถมาดูแลสวนอยู่บ่อยๆ โชคดีว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงซึ่งเป็นชาวสวนละแวกนั้นน่ารักมากๆ เขาก็ช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ตลอด (หัวเราะ) ทั้งที่เราไม่ได้มีพื้นเพเป็นคนที่นั่นเลยละ”

อาจารย์หน่า บอกว่า แม้เธอจะเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ มาหลายปีก็ตาม แต่ถ้านับย้อนไปในช่วงวัยเด็กแล้ว คุณแม่ของเธอเป็นชาว จ.เชียงใหม่ ที่เคยทำสวนลำไยกับคุณตาคุณยายของเธอมาก่อน นอกจากนี้คุณพ่อของเธอยังเป็นลูกหลานชาวสวนที่ จ.จันทบุรี อีกด้วย ในช่วงวัยเด็กเธอจึงได้คลุกคลีอยู่กับชีวิตชาวสวนและมีความทรงจำที่ดีติดตัวเสมอมามิเคยลืมเลือน

“จะพูดว่าดิฉันได้ซึมซับความชอบเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวสวนมาตั้งแต่เด็กๆ เลยก็ว่าได้ ที่สำคัญตอนนี้ยังมีคุณแม่คอยเป็นกำลังใจให้ด้วย ซึ่งท่านเคยพูดว่า ‘แม่อายุมากแล้ว ตอนนี้มีลูกอยู่ 3 คน หากมีลูกของแม่สักคนที่สนใจในเรื่องการทำสวน แม่ก็จะดีใจมากๆ เลยละ เพราะแม่รู้สึกว่าการมีที่ดินเป็นของตัวเอง มีการปลูกผัก และการพึ่งพาตัวเองด้วยวิถีเกษตรเป็นสิ่งที่ดีมาก’ ดังนั้นด้วยความที่เราเป็นลูกสาวคนโต ดิฉันก็ยิ่งจะต้องแสดงความแข็งแกร่งว่าสามารถเป็นที่พึ่งของพี่น้องคนอื่นๆ ได้หากเกิดวิกฤตขึ้น

นอกจากนี้ ดิฉันยังได้แรงบันดาลใจและความคิดดีๆ มาจากอาจารย์ยักษ์และอาจารย์โก้ด้วย ที่สำคัญอาจารย์โก้ยังเป็นคนพาไปซื้อที่ดินสวนแปลงนี้อีก แถมยังได้กำลังใจจากอาจารย์ยักษ์เสริมพลังให้อีก พอได้ที่ดินแปลงนี้มาดิฉันจึงตั้งใจจะทำให้ความฝันที่คิดไว้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้”

ปัจจุบันอาจารย์หน่าแต่งงานมีครอบครัว สามีทำงานบริษัทเอกชน และมีลูกสาววัย 17 ปี 1 คน เวลาที่เธอต้องไปลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด ลูกสาวก็จะสนับสนุนอยู่เสมอ แต่ตัวลูกสาวก็ยังไม่เคยลงมาสัมผัสกับการทำเกษตรอย่างจริงจังสักที ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์หน่าก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวได้ลงมาคลุกคลีกับสิ่งที่เธอทำ เพื่อให้ค่อยๆ ซึมซับความชอบไปทีละนิด

“เหตุผลที่ดิฉันซื้อที่ดินและสร้างบ้านสวน ‘ภูมิธารา’ ขึ้น นอกจากเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ดิฉันยังอยากแสดงให้ลูกเห็นว่า แม้เราจะเป็นคนเมือง แต่เราทุกคนก็สามารถน้อมนำศาสตร์พระราชาในเรื่องเกี่ยวกับกสิกรรมธรรมชาติมาใช้ได้ ดิฉันสร้างบ้านสวนขึ้นที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นที่พักพิงและพักผ่อนของผู้สูงอายุ นั่นก็คือคุณพ่อคุณแม่ ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์รวมของสมาชิกในครอบครัว คือ บ้านสวนนี้เปิดกว้างสำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาพัก หรือกลุ่มคนและทีมงานเครือข่ายเอามื้อที่แวะเวียนผ่านมาก็สามารถมาขอพักที่นี่ได้ เพราะเรายินดี

และตอนนี้ดิฉันได้รู้จักกับแพทย์แผนไทยท่านหนึ่งใน จ.นครนายก เขาก็แนะนำว่าในพื้นที่ว่างๆ ของบ้านสวนนี้น่าจะปลูกสมุนไพรเพิ่มเติมไว้ อีกอย่างคือบ้านสวนแห่งนี้อยู่ริมน้ำ จึงน่าจะปลูกสมุนไพรและจัดพื้นที่สำหรับศาสตร์ความรู้ด้านสมุนไพรให้คนทั่วไปก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันก็มานั่งคิดว่า ถ้าจะตอบโจทย์แขกที่มาแวะเวียนได้ครบ นอกจากปลูกสมุนไพรแล้ว ก็น่าจะปลูกผักและผลไม้ รวมทั้งปลูกดอกไม้ด้วย เรียกว่าทำให้เป็นพื้นที่ทดลองทางการเกษตรของเราไปเลย ทั้งหว่านข้าว ปลูกพืช ปลูกหญ้าแฝกคลุมดิน ฯลฯ เมื่อได้ผลอย่างไรก็จะได้รายงานผลการทดลองให้อาจารย์ยักษ์ได้ทราบอีกที ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ปัจจุบันนี้คุณพ่อคุณแม่ของดิฉันอยู่กรุงเทพฯ ก็จริง แต่ในวันเสาร์-อาทิตย์ดิฉันก็จะขับรถไปรับพวกท่านมาที่สวนแห่งนี้เสมอ แล้วพอมาที่นี่ทีไรทั้งสองคนก็ชอบลงมือปลูกต้นไม้ คือ ใช้ชีวิตแบบชาวสวนเลย ตอนนี้คุณแม่อายุ 69 ปี ส่วนคุณพ่อ 79 ปี แต่ทั้งสองยังสุขภาพแข็งแรงดี พวกท่านจึงชอบออกแรงลงมือปลูกต้นไม้กันอยู่เรื่อยๆ อีกคนที่ดิฉันชอบชวนมาที่นี่ ก็คือ ลูกสาว เพราะอยากให้ลูกได้มาเห็น ได้มาสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง เพื่อให้เขาค่อยๆ ซึมซับและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ในวันหนึ่งข้างหน้าลูกก็อาจจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้และสานต่อสิ่งดีๆ ต่อไปในอนาคตได้”

อาจารย์หน่า ทิ้งท้ายว่า การตามรอยศาสตร์พระราชา เป็นความสุขอันยั่งยืนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริโครงการดีๆ ขึ้น เพื่อประชาชนมากมาย พอดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้ในเรื่องศาสตร์พระราชาและน้อมนำมาปฏิบัติ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึงและศรัทธาในแนวคิดของพระองค์ท่านที่ทรงงานหนักเสมอมา ยิ่งเราได้นำวิชาความรู้ที่พระองค์ท่านสอนไว้ไปใช้ หรือนำมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห่มดิน การปลูกต้นไม้ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ก็ยิ่งรู้สึกเทิดทูนพระองค์ท่านยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

ทุกวันนี้ดิฉันได้นำหลักคำสอนในเรื่องเกษตรพอเพียงของพระองค์ท่านไปให้ความรู้กับชาวบ้าน และนำไปสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วย แล้วยังนำมาทดลองด้วยตัวเองที่บ้านสวน ‘ภูมิธารา’ อีกด้วย นี่แหละถือเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิตของดิฉันเลยก็ว่าได้”

ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจารย์หน่า บอกว่า เธอได้เริ่มปลูกผลไม้หลายชนิดเพิ่มขึ้น และเริ่มปลูกพืชสมุนไพรเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครองซึ่งมีลูกที่มีปัญหา เช่น เด็กออทิสติก เด็กพิเศษ หรือกลุ่มเด็กในโรงรียนทางเลือก เพื่ออยากให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสมาเยี่ยมชมบ้านสวนภูมิธาราด้วย

“ดิฉันได้พูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้ว่า อยากจะเปิดบ้านสวน ‘ภูมิธารา’ ให้เด็กๆ มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติในรูปแบบเฉพาะตัวสำหรับพวกเขา หรือแม้แต่กลุ่มเด็กที่อยากได้ที่พัก อยากทดลองเรียนรู้ในรื่องศิลปะ หรืออยากทดลองปลูกพืช ดิฉันก็มีความคิดว่าปลายปีนี้น่าจะเปิดให้พวกเด็กๆ เหล่านี้ได้เข้ามาเยี่ยมชมและมาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ฟรี อย่างน้อยให้เด็กๆ มาเริ่มหัดปลูกต้นไม้ในกระถาง แล้วหิ้วต้นไม้กลับไปดูแลต่อที่บ้านก็ยังดี นี่แหละความสุขบนพื้นที่สีเขียวที่ดิฉันอยากแบ่งปันให้กับทุกคน”…ติดตามได้ที่ FB : Worawan Rojanapaibulya

โรจนัสถ์ เจริญศรี อดีตทหารเรืออเมริกา กับค็อกเทลแก้วพิเศษที่ชงจากชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552486

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

โรจนัสถ์ เจริญศรี อดีตทหารเรืออเมริกา กับค็อกเทลแก้วพิเศษที่ชงจากชีวิต

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา, จีระวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในวงการเครื่องดื่ม ปิง-โรจนัสถ์ เจริญศรี หัวหน้ามิกโซโลจิสต์แห่งเอบาร์ (ABar) เลานจ์สุดชิกแห่งใหม่ ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ได้รับการยอมรับในฐานะมิกโซโลจิสต์หนุ่มไฟแรง หลังสั่งสมประสบการณ์อยู่ต่างแดนหลายปี เขานำแพสชั่นและความหลงใหลที่มีต่อของเหลวทุกชนิดที่สามารถดื่มได้ ยกเว้นกาแฟ กลับมาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักดื่มชาวไทย

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมาดนิ่งๆ ของปิงยามอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อผสมเครื่องดื่มแก้วพิเศษ เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่น่าค้นหาไม่แพ้ค็อกเทลที่เขาชง ปิงคือเด็กหนุ่มที่ไม่เคยมีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยรู้สึกว่าที่ไหนคือบ้านที่แท้จริง กลับพาตัวเองมายืนอยู่บนจุดที่เกินฝัน หากเปรียบเทียบเรื่องราวของเขาเป็นค็อกเทลสักแก้ว คงเป็นค็อกเทลแก้วพิเศษ ที่มีรสชาติกลมกล่อม แค่จิบครั้งแรกก็อยากยกซดจนหมดแก้ว

โลกใบใหม่ของนักเรียนไทยในต่างแดน

ตั้งแต่ 8 ขวบ ปิงต้องผจญภัยในโลกกว้างด้วยการย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทั้งที่ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในเวลานั้นอยู่ในระดับติดลบ

“พอเรียนจบ ป.2 ที่บ้านก็ส่งให้ผมไปสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นคุณพ่อผมอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. แต่ผมถูกส่งไปอยู่กับคุณลุงที่นิวยอร์กช่วงที่ไปแรกๆ ภาษาอังกฤษของผมอยู่ในขั้นติดลบ พอไปเข้าโรงเรียนที่นู่น เลยต้องยอมซ้ำชั้น 1 ปี อยู่กับคุณลุงได้ 2 ปี ผมก็ย้ายไปอยู่กับคุณพ่อ จนกระทั่งเข้าเรียนไฮสกูล ตอนนั้นเรียกว่าเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ผมไม่ได้มีความฝันหรือเป้าหมายว่าอยากทำอาชีพอะไร หรือเรียนต่อที่ไหน ผมค้นหาตัวเองด้วยการทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ทำงานร้านวิดีโอ จนกระทั่งไปเข้าคอร์สเรียนพยาบาล แต่ทำไปเริ่มรู้ตัวว่าไม่ชอบอยู่กับคนป่วย เลยเบนเข็มไปสายเภสัช แต่ทำไปก็ไม่ชอบอีก” ปิงเปิดฉากเล่าถึงวันวานที่ไม่หอมหวานนัก

ชีวิตในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ยังไร้จุดหมาย ทำให้ปิงได้แต่ใช้ชีวิตไปตามกรอบที่วางไว้ เมื่อเรียนจบไฮสกูลก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ทันที่ชีวิตมหาวิทยาลัยจะพาเขาไปเจอทางเดินที่ใช่ของชีวิต ปิงก็ได้พบกับโฆษณาที่พลิกผันชีวิตเข้าอย่างจังเสียก่อน

“วันนั้นผมดูโทรทัศน์อยู่บ้านเห็นโฆษณาประกาศรับทหารเรือ วินาทีนั้นผมนึกถึงภาพนักบินทหารเรือในเรื่อง TOP GUN (นำแสดงโดย ทอม ครูซ) ดูเท่สุดๆ ผมตัดสินใจโทรไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่เห็นในโฆษณาทันที เจ้าหน้าที่ที่รับสายเขาบอกแค่ว่าคุยทางโทรศัพท์ไม่รู้เรื่องหรอก ให้มาด้วยตัวเองเลยดีกว่า ผมก็ไป (ยิ้ม) ไปถึงเขาก็เล่าให้ฟังว่าสิทธิประโยชน์ที่ทหารจะได้รับมีอะไรบ้าง จริงๆ แล้วสิทธิประโยชน์ที่เขาบอกมาก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากเป็นทหารมากขึ้นนะ แค่คิดง่ายๆ ว่าลองดูก็ได้ เลยกรอกใบสมัครไปเรียบร้อย ปรากฏว่าได้”

เมื่อพรหมลิขิตบันดาลให้นักศึกษาหนุ่มต้องมาเป็นพลทหาร ปิงก็ยอมรับเส้นทางที่เลือก “ตอนไปสมัครผมก็ไม่เห็นว่าเขามีกฎเกณฑ์อะไรนะ ขอแค่เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจก็สมัครไป พอผ่านการคัดเลือก ผมก็เตรียมตัวมารายงานตัว ตอนนั้นที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร จากวันที่รู้ผล ผมมีเวลาเดือนเศษก่อนจะเข้ากรม ผมตัดสินใจกลับมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเพื่อนๆ ที่เรียนไฮสกูลมาด้วยกัน พอเรียนจบก็เริ่มกลับมาเมืองไทย”

ทหารเรือป้ายแดงกับคำถามในใจ“ฉันมาทำอะไรที่นี่?”

หลังจากเที่ยวสนุกมาเต็มที่ ก็ถึงเวลาเข้ากรม อาจเพราะเป็นคนไม่คิดมาก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปิงจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวและเตรียมใจอะไรมาก เขาทำตามคำแนะนำที่ได้รับคือไม่ต้องขนของไปมาก แค่เตรียมเสื้อผ้าไปเพียงไม่กี่ชุด เครื่องเล่นซีดีเพลง เงินติดตัว และรูปถ่ายสองใบ อย่างไรก็ตามถึงจะคิดว่าเตรียมตัวมาตามคำแนะนำแล้ว แต่พอเดินผ่านประตูเข้ามายังสถานที่ที่ปิงเรียกว่าเป็น “บู๊ตแคมป์” ทุกอย่างกลับไม่ชิลอย่างที่คิด

“พอเข้าไปในบู๊ตแคมป์ เขาจะจับวัดตัวก่อนเลย จากนั้นทุกคนต้องถูกโกนหัว พอเสร็จผู้คุมจะตรวจสัมภาระที่เตรียมมา ผมว่าเตรียมมาน้อยแล้วนะ ปรากฏว่าถูกยึดหมด เหลือแค่รูปถ่ายสองใบ พอผ่านด่านแรกมา ทหารทุกคนจะต้องเข้าแถวและถอดเสื้อผ้าออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบที่เตรียมไว้ จากทั้งหมดที่เจอมา ผมโอเคนะ แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าฉันมาทำอะไรที่นี่” พลทหารปิงเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบๆ เจือเสียงหัวเราะเบาๆ ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำตัว หลังจากนั้นผู้คุมก็พาไปยังห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่มีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวยาว แต่ละคนมีหมอน 1 ใบ ผ้าห่ม 1 ผืน ตอนกลางคืนห้องนี้จะเปิดไปสีแดงสลัว เพื่อให้เวรที่ผลัดกันเฝ้าทั้งคืน มองเห็น ขณะที่คนที่หลับก็ยังหลับได้

“6 โมงเช้าของทุกวันจะมีเสียงประกาศเพื่อปลุกให้ตื่น สำหรับผมการตื่นเช้าไม่มีปัญหานะ ผมปรับตัวได้ดีพอสมควร หลังจากตื่นนอนทุกคนจะมีเวลาอาบน้ำ 15 นาที ห้องน้ำเป็นแบบห้องรวม พออาบเสร็จ เขาจะสอนการแต่งเครื่องแบบ พร้อมทั้งแจ้งกฎเกณฑ์ต่างๆ สอนวิธีเดินที่ถูกต้อง เพราะกฎเหล็กของการอยู่ในบู๊ตแคมป์ช่วงแรกๆ คือเวลาจะไปไหนมาไหนต้องไปเป็นคู่ ห้ามไปคนเดียว ยกเว้นอยู่ภายในตึก แถมเวลาเดินต้องเดินด้วยท่าเดินที่ถูกต้อง ก้าวให้พร้อมกัน ถือเป็นการฝึกระเบียบของทหารไปในตัว”

ปิง ยอมรับว่า การใช้ชีวิตที่มีกฎระเบียบมีหลายอย่างที่ต้องปรับตัว แต่ข้อดีคือได้ฝึกวินัยและความอดทน

“ยกตัวอย่างเวลากินอาหารเขาจะมีเวลาให้ 15 นาที เริ่มจับเวลาตั้งแต่หัวแถวได้รับอาหาร และวางถาดบนโต๊ะเพื่อนั่งกินอาหาร พูดง่ายๆ ว่าคนที่อยู่หลังๆ ก็แย่หน่อย เพราะมีเวลากินน้อย แต่เชื่อไหมว่าด้วยระเบียบนี้ ทำให้ผมติดนิสัยกินข้าวเร็วมาจนถึงทุกวันนี้เลยนะ คือ เวลากินจะก้มหน้าก้มตากิน ไม่คุยกับใคร แต่เดี๋ยวนี้เริ่มดีขึ้น ลดสปีดในการกินอาหารลงบ้าง”

หลังจากผ่าน 3 เดือนแรกที่แสนหฤโหด ปิงบอกเล่าอย่างออกรสต่อว่าทหารเรือทั้งหมดจะถูกย้ายให้มาอยู่อีกตึก ซึ่งมีอิสระมากขึ้น ไม่ต้องโกนผม หรือไปไหนมาไหนแบบแพ็กคู่อีกแล้ว แต่ความท้าทายถัดมาคือ จะได้ไปฝึกงานเฉพาะทาง โดยเลือกตำแหน่งที่อยากฝึก แต่ปัญหาของเขาคือเลือกตำแหน่ง Fireman โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปตั้งแต่กรอกใบสมัคร

“ผมไม่ค่อยโอเคกับส่วนงานที่ผมเลือกเลย เพราะตำแหน่ง Fireman ไม่ใช่แบบที่เราเข้าใจ เราต้องทำทุกอย่าง เป็นตัวเสริมแผนกต่างๆ จนตอนหลังผมขอย้ายไปดูแลงานเอกสารที่สำนักงาน ถามว่าเคยคิดจะถอดใจ ลาออกกลับบ้านไหม ไม่เคยนะ ทั้งที่จริงๆ เรามีสิทธิที่จะลาออกได้ ตอนนั้นผมคิดแต่ว่าในเมื่อเราตัดสินใจทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้และเดินหน้าต่อไป”

สถานีต่อไป…เกาะกวม

หลังจากถูกส่งให้มาเรียนรู้งานในสายเฉพาะทาง 3 เดือน เวลาแห่งความสุขก็เวียนมาอีกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตให้หยุดพัก 2 อาทิตย์ ก่อนกลับมาเริ่มต้นภารกิจสำคัญ

“ช่วงที่หยุดผมเที่ยวแบบสุดเหวี่ยงเลย ก่อนที่จะต้องกลับเข้ากรมอีกครั้ง เพื่อเลือกว่าจะไปประจำการที่ไหน ตอนนั้นจุดหมายในใจผม คือ ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ แต่สุดท้ายผมได้ไปประจำที่เกาะกวม คำถามที่ป๊อปอัพในหัวผมตอนนั้น คือ เกาะกวมคือที่ไหน (หัวเราะ) ผมเข้าไปเปิดดูแผนที่ในกูเกิล ถึงได้เห็นว่าเกาะกวมเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย ตอนนั้นผมไปถามทหารรุ่นพี่ว่าไปประจำการที่นี่เป็นอย่างไร ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเลย เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน ซึ่งขัดกับความชอบของผม ที่ชอบในเสน่ห์ของความเป็นเมืองมากกว่า”

ก่อนจะออกเดินทางไปปักหมุดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ทหารทุกคนจะได้รับกระเป๋าสำหรับขนสัมภาระคู่กาย 1 ใบ โดยมีกฎว่าทุกคนต้องใส่สัมภาระทุกอย่างลงไปในกระเป๋าใบนี้เท่านั้น ถามว่าใหญ่แค่ไหน ปิงตอบแบบไม่ต้องเสียเวลานึกว่า “ใส่ชุดยูนิฟอร์มลงไป 1 ชุดก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใส่อย่างอื่นลงไปแล้ว (หัวเราะ)”

ภารกิจในการเดินทางไปเกาะกวมครั้งนี้ เดินทางโดยเครื่องบินพาณิชย์ไปตามปกติ พอไปถึงจะมีคนมารับเพื่อพาไปยังท่าเรือ ตลอดเวลาที่ประจำการอยู่ที่นี่ ปิงต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้ชีวิตอยู่บนเรือเป็นหลัก หลังเลิกงานหรือวันหยุดสามารถขึ้นฝั่งไปเที่ยวได้ แต่ต้องกลับขึ้นเรือก่อนเที่ยงคืน

“ช่วงแรกๆ ที่มาก็ยังสนุกเพราะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ แต่อยู่ไปอยู่มาเริ่มไม่สนุก เพราะทั้งเกาะมีที่เที่ยวอยู่ไม่กี่ที่ ถามว่าทำยังไง สุดท้ายก็ต้องทำใจ (หัวเราะ) บางวันผมก็เลือกนอนเล่นอยู่บนเรือ เพราะสมัยนั้นก็ยังไม่ไวไฟจะให้ดูหนัง ดูซีรี่ส์ฆ่าเวลา”

หน้าที่ของทหารในสงครามอิรัก

ชีวิตในกรมที่ดูเหมือนจะราบเรียบไร้คลื่นลม มีอันต้องทำให้หัวใจสูบฉีด เมื่อเกิดสงครามอิรักขึ้น แม้หน้าที่ของปิงในเวลานั้นจะไม่ต้องออกไปรบ แต่ก็มีหน้าที่สำคัญในการเป็นกองหนุน คอยดูแลเรือรบที่แวะเวียนมา

“เรือที่ผมประจำอยู่เป็นขนาดเล็ก มีหน้าที่ดูแลเรือดำน้ำที่แวะเวียนเข้ามาที่ฝั่ง บางครั้งก็ออกไปช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเรือดำน้ำที่อยู่กลางทะเล มีครั้งหนึ่งเคยออกไปลอยลำนานถึงสองสัปดาห์ ความรู้สึกผมตอนนั้นคืออยากจะกระโดดหนีจากเรือมาก (หัวเราะ) แต่สุดท้ายผมก็อยู่ได้นานกว่าที่คิดนะ เพราะจริงๆ พออยู่ครบ 3 ปี เขาก็ให้ลาออกได้ แต่ผมยังเลือกที่จะฝึกอยู่ที่นี่ต่อจนครบกำหนด 4 ปี ได้ติดยศ E4 ตลอดเวลาที่ประจำการ ผมมีความประพฤติอยู่ในเกณฑ์ดี ตั้งใจทำงาน ไม่เคยโดนหักคะแนน ตอนที่จะลาออกทางกรมก็ยังอยากให้อยู่ต่อนะ แต่ผมปฏิเสธไป”

ถ้าเลือกได้อีกครั้งคงไม่มาทางนี้

ถ้าถามว่าเสียใจกับการตัดสินใจที่ผ่านมาหรือไม่ ปิงตอบอย่างฉะฉานว่า “ไม่ เพราะผมได้อะไรหลายอย่างจากตรงนั้น แต่ถ้าให้กลับไปเลือกได้อีกรอบก็คงไม่เลือกอีก” (หัวเราะ)

หลังจากออกจากกรม ชีวิตของปิงเดินหน้าไปอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง ในช่วงที่หนทางข้างหน้ายังมืดมน เขาเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อบวชทดแทนคุณพ่อแม่ 2 สัปดาห์ ก่อนจะสึกออกมาพร้อมเป้าหมายที่จะกลับไปเรียนต่ออีกครั้ง

“ผมกลับมาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ระหว่างที่เรียนผมเริ่มทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ทำไปสักพักก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าสิ่งที่เรียนไม่ใช่สิ่งที่ใช่ ผมมุ่งมั่นทำงาน จนเคยเกือบหลงทางคิดว่าตัวเองอยากเป็นเชฟ แต่สุดท้ายก็รู้ว่าเชฟก็ยังไม่ใช่ เพราะผมไม่ชอบยืนอยู่หน้าเตาที่ร้อนๆ (ยิ้ม) ผมพยายามค้นหาสิ่งที่ใช่กว่า จนสุดท้ายมาเจอกับอาชีพในฝัน นั่นคือการเป็นบาร์เทนเดอร์”

กว่าจะมาถึงวันนี้ แม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ พยายามไขว่คว้าทุกโอกาสเพื่อจะได้มีพื้นที่ยืนในบาร์เครื่องดื่ม แต่วันนี้ปิงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขามาไกลกว่าที่คิดและเข้าใกล้กับจุดที่คาดหวัง จากนี้เป้าหมายของปิงคือการพัฒนาให้เอบาร์เป็น 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย 

ระวัง!!! ไวรัสอาร์เอสวี เชื้อร้ายหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552394

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

ระวัง!!! ไวรัสอาร์เอสวี เชื้อร้ายหน้าฝน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ในรอบเดือนที่ผ่านมา ฝนตกค่อนข้างถี่และบ่อยมาก ซึ่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา วันชัย ศักดิ์อุดมไชย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูฝน แม้ปริมาณน้ำฝนที่ตกในปัจจุบันมีพอสมควร แต่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงฤดูฝนยังอยู่เฉพาะในเขตภาคใต้บริเวณทะเลอันดามัน แต่ยังไปไม่ถึงภาคอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถประกาศเข้าสู่ฤดูฝนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อลมมรสุมประจำฤดูมาถึง กรมอุตุฯ จะประกาศสรุปผลอีกครั้งต่อไป

ตอนนี้เป็นช่วงเปิดภาคการศึกษาใหม่ โรงเรียนเป็นแหล่งที่เด็กจำนวนมากมารวมตัวกัน ก็มักพบการระบาดของโรคต่างๆ ได้ง่าย เนื่องจากการคลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน และเด็กบางคนอาจมีภูมิคุ้มกันต่ำจึงทำให้เกิดการติดต่อของโรคได้ง่ายขึ้น

ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเด็กจึงมักจะได้รับเชื้อโรคง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส รู้หรือไม่ว่ามีไวรัสที่เป็นอันตรายต่อเด็ก แฝงตัวมากับช่วงฤดูฝนที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามคือ เชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV-อาร์เอสวี) ที่มีลักษณะอาการคล้ายไข้หวัด แต่ส่งผลรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบติดเชื้อ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์ด้านโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นเชื้อที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่ขึ้นอยู่กับอาการว่าจะเป็นมากในช่วงวัยไหน

“แต่จะมากพบในเด็กอายุน้อยตั้งแต่วัยทารก จนถึงช่วงวัยเข้าอนุบาล โดยประเทศไทยมักมีการระบาดในช่วงฤดูฝน โดยเด็กๆ จะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีจากการรับเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการสัมผัส หรือละอองน้ำมูกของผู้ป่วยคนอื่น มีระยะฟักตัวประมาณ 2-7 วัน ซึ่งสามารถเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง”

พญ.นงนภัส บอกว่า จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ (Acute Bronchiolitis) และอาจทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) โดยเฉพาะเด็กเล็กจะมีอาการปอดบวม ไอ หอบได้ง่าย เด็กจะมีอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย บางครั้งเป็นมาก

“จะหายใจดัง ‘วี้ด!’ ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการหายใจล้มเหลวได้ นอกจากนั้นยังส่งผลให้เด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้อีกด้วย เด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมักจะมีอาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก”

เคล็ดลับที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นว่าลูกอาจจะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี พญ.นงนภัสชี้ว่า ได้แก่ ลูกมีอาการไอมาก ไอถี่ มีเสมหะเยอะและเหนียวข้น หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม อาจมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ ไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง มักจะซึม หรือหงุดหงิด กระสับกระส่าย เป็นต้น

“หากลูกมีอาการเหล่านี้ในช่วงที่ไวรัสอาร์เอสวีระบาด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด ถ้ามีเสียงวี้ด แพทย์จะพ่นยาขยายหลอดลม รวมถึงการเอกซเรย์ปอดในรายที่สงสัยปอดอักเสบ การตรวจหาเชื้อนี้ทำได้ไม่ยาก จะใช้อุปกรณ์พิเศษลักษณะคล้ายก้านสำลียาวๆ เข้าไปป้ายในโพรงจมูก เพื่อส่งไปตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวี คล้ายกับที่ทำในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่”

ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสอาร์เอสวีโดยเฉพาะ การรักษาอาการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีจึงต้องรักษาไปตามอาการที่ป่วย คือ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีอาการหนักอาจต้องนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ ให้ยาขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ เคาะปอด และอาจจะต้องช่วยดูดเสมหะ

หรือถ้ามีอาการรุนแรงมากจะต้องได้รับออกซิเจนหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หากเด็กมีอาการไม่รุนแรงก็สามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ด้วยการกินยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ในที่สุดร่างกายก็จะสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เป็นอาร์เอสวีแล้ว พญ.นงนภัส เตือนว่าสามารถเป็นซ้ำได้หลายครั้ง แต่อาการนั้นก็จะน้อยลง และเนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ทำให้เด็กๆ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสได้ง่ายในช่วงที่แพร่ระบาดมากโดยเฉพาะสถานที่ที่เด็กอยู่กันมากๆ เช่น โรงเรียนอนุบาลหรือเนิร์สเซอรี่สำหรับเลี้ยงเด็กเล็กๆ

“ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยไม่ป่วยจากโรคนี้ คือการมีร่างกายที่แข็งแรงและรู้จักวิธีหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค ด้วยวิธีการล้างมือบ่อยๆ หลังจากทำกิจกรรม หรือก่อนกินอาหาร เพราะไวรัสอาร์เอสวีสามารถติดต่อได้จาก น้ำลาย น้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะหากโรงเรียน หรือเนิร์สเซอรี่มีการระบาดอยู่ หมั่นทำความสะอาดของเล่นอยู่บ่อยครั้ง

ผู้ป่วยต้องปิดปากหรือใส่หน้ากากอนามัยเวลาไอจามเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือเมื่อต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด เมื่อเด็กต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าไวรัสอาร์เอสวีจะมีอาการรุนแรงมากกว่าไวรัสหวัดทั่วๆ ไป แต่ถ้ารู้วิธีการรักษาและช่วยกันดูแลสุขภาพลูกน้อยให้แข็งแรงก็จะปลอดภัย”

Tendon, Tendinitis and Tendinosis เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นอักเสบ และเอ็นเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552393

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:54 น.

Tendon, Tendinitis and Tendinosis เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นอักเสบ และเอ็นเสื่อม

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เอ็นกล้ามเนื้อ Tendon เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเส้นใย (Fibrous Tissue) ทำหน้าที่ยึดให้กล้ามเนื้อติดกับกระดูกเป็นเนื้อเยื่อสำคัญในส่วนของการเคลื่อนไหวร่างกายโดยมีจุดเริ่มต้นที่ส่วนปลายของกล้ามเนื้อไปเกาะที่กระดูกเมื่อเรายืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อก็ถูกยืดด้วย แต่ยืดในปริมาณที่น้อย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายืดกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือมีแรงบังคับที่กล้ามเนื้อมากเกินไป จะส่งผลกระทบไปที่เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็นอักเสบหรือเอ็นเสื่อมอาการบาดเจ็บบางครั้งเกิดจากการกระทำที่ผิดๆ ซ้ำๆ หลายครั้งหรือก็คือการสะสมการบาดเจ็บ หากเราบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ Muscle จะฟื้นตัวเร็วมากกว่าเพราะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงเยอะ แต่เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ Tendon เมื่อเกิดการบาดเจ็บจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน เนื่องจากมีเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อยกว่ากล้ามเนื้อ

หากเกิดเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ Tendinitis การบาดเจ็บจะหายได้ในระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่หากบาดเจ็บเรื้อรังโดยเกิดจากการสะสมทีละเล็กละน้อยก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อ Tendinosis ซึ่งอาจมาจากการใช้งานซ้ำๆ แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาที่มีการกระแทก การลงน้ำหนัก การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรืออาจเกิดได้กับผู้สูงอายุการบาดเจ็บจะดีขึ้นได้แต่จะเป็นๆ หายๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน บางคนก็เป็นปี

ทีนี้เมื่อมีการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นแล้วควรทำอย่างไร

จริงๆ แล้วระบบในร่างกายจะช่วยฟื้นฟูเราได้ในระดับหนึ่ง ทั้งระบบน้ำเหลืองและการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้มาซ่อมแซม ให้สารอาหารบริเวณที่บาดเจ็บ ดังนั้น การฝึกโยคะอาสนะจะช่วยกระตุ้นได้ดี แต่เรื่องของช่วงเวลาและรูปแบบการฝึกโยคะอาสนะ มีความสำคัญที่อาจทำให้อาการบาดเจ็บแย่ลงหรือดีขึ้นได้

ดังนั้น ช่วงเริ่มต้นที่เกิดการบาดเจ็บเราต้องพักร่างกายตรงบริเวณที่บาดเจ็บ ห้ามยืดหรือใช้แรงเด็ดขาดประมาณ 4-7 วันก่อน แล้วในช่วง 2 วันแรกที่เจ็บหากมีอาการอักเสบ มีอาการบวมตอนที่เราพักให้ใช้ความเย็นคอยประคบโดยประมาณก็ 48-72 ชั่วโมง การลดอาการบวมสามารถกระตุ้นระบบน้ำเหลืองด้วยการฝึกท่ากลับหัวได้ Inversion Poses แต่ให้เลือกท่าอาสนะที่เหมาะสมแล้วฝึกช้าๆ แบบอ่อนโยน แล้วก็อย่ายืดในส่วนที่อักเสบ

หลังจากนั้นโดยประมาณราวๆ 1-3 สัปดาห์ก็สามารถเริ่มฝึกโยคะแบบเบาๆ ได้แต่ยังคงไม่ยืดบริเวณที่บาดเจ็บแต่ยืดบริเวณอื่นได้ ให้เน้นเรื่องการหายใจให้มาก จากนั้นก็ค่อยเริ่มฝึกแบบสร้างความแข็งแรง โดยเน้นกล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณที่บาดเจ็บแบบช้าๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อาจใช้บล็อกโยคะช่วยในการฝึกบางท่าหรือประยุกต์ท่าให้ง่ายๆ ไว้ก่อน บางคนปรับท่าไม่เป็นก็ให้ทำแค่ 50 เปอร์เซ็นต์พอ (Modified Yoga Poses) และยังคงเลี่ยงการฝึกแบบที่ใช้น้ำหนักตัวเองช่วย Weight Bearing ไปก่อน แล้วลดจำนวนการทำท่าเดิมซ้ำๆ หลายๆ รอบช่วงนี้จะอยู่ประมาณ 4-6 สัปดาห์

เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็สามารถกลับมาฝึกแบบปกติได้ โดยเน้นที่การสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบๆ บริเวณที่เจ็บให้มาก สามารถฝึกแบบที่ใช้น้ำหนักตัวเองช่วยได้แล้ว และที่สำคัญ อย่าละเลยเรื่องการวอร์มอัพร่างกายก่อนฝึกเสมอ อย่างไรก็ตาม เจ็บแล้วต้องจำ ทุกครั้งที่เราบาดเจ็บเราได้เรียนรู้บางอย่าง หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็จะเจ็บอีกบางคนก็ต้องรอจนกว่าจะเข็ดจึงจะสำนึก (ครูเห็นมาหลายคนละค่ะ)

การฝึกที่ไม่ถูกต้อง การจัดท่าที่ผิดรวมทั้งการทำที่มากเกินไป เมื่อเราไม่ฟังเสียงร่างกายจะทำให้เรากลับไปเจ็บซ้ำอีก ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับการจัดท่าที่ถูกต้อง (Correct Posture And Good Alignment) แล้วลดการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เพราะจริงๆ แล้วหากเราฝึกได้ถูกต้องการฝึกจะทำให้เส้นเอ็นเราแข็งแรงไม่ได้แย่ลง หากมันแย่ให้ลองพิจารณาดูแล้วหาสาเหตุให้เจอ เพราะการฝึกที่ดีจะเป็นไปในทิศทางที่ส่งเสริม แล้วบำบัดเราทั้งภายนอก ภายในและชั้นที่ลึกเข้าไป อย่างไรก็ตาม หากมีอาการที่รุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อน 

ฟิตแอนด์เฟิร์ม ได้ 24 ชม. ตามแนวรถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552389

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:34 น.

ฟิตแอนด์เฟิร์ม ได้ 24 ชม. ตามแนวรถไฟฟ้า

โดย พุสดี

ทลายทุกข้อจำกัดและข้ออ้างของการออกกำลังกายของคนเมืองได้อย่างตรงจุด สำหรับ Jetts (เจ็ทส์) ผู้บุกเบิกฟิตเนสที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากออสเตรเลีย

เจ็ทส์เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน การเดินทาง และกิจกรรมต่างๆ จนการหาเวลาออกกำลังเป็นเรื่องยาก ด้วยความเข้าใจในความแตกต่างของทุกไลฟ์สไตล์ จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสุขภาพแนวใหม่ ที่ออกแบบฟิตเนสที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คุณจัดตารางออกกำลังกายได้ตามใจและทำให้การมาฟิตเนสเป็นเรื่องง่าย

จุดเด่นของที่ทำให้คนรักสุขภาพและอยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพต้องหลงรัก คือช่วยเปลี่ยนข้อจำกัดในการออกกำลังกาย ด้วยแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ใช้บริการได้ทุกคลับ ทั้ง 7 สาขาในกรุงเทพฯ (โดยมี 4 คลับใหม่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า) และ 250 สาขาทั่วโลก ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ในอนาคตจะขยายคลับไปยังทำเลต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับสมาชิกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญจ่ายค่าบริการรายเดือน ในราคาที่พอใจ ไม่มีเงื่อนไขผูกมัด

ภายในพื้นที่ยิมขนาด 800-1,000 ตารางเมตร ได้รับการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างคุ้มค่า เมื่อเดินเข้ายิมจะพบกับเครื่องออกกำลังกายและอุปกรณ์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งแบ่งโซนไว้ให้คุณเลือกออกกำลังกายได้อย่างเพลิดเพลิน

ทั้งโซนคาร์ดิโอรุ่นล่าสุด ที่มีจอทีวีในตัวสามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือสมาร์ทโฟน เพื่อฟังเพลงโปรด พร้อมความบันเทิงในครบครันในขณะที่ออกกำลังกาย โซนยกน้ำหนักแบบฟรีเวต โซนอุปกรณ์ยกน้ำหนักแบบ Pin Loaded โซน Functional Training โซนยืดกล้ามเนื้อ และโซน Suspension Training

นอกจากนี้ ยังมีคลาสออกกำลังกายกลุ่มที่หลากหลาย รวมทั้งคลาสที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Les Mills ได้แก่ BODYPUMP BODYCOMBAT BODYBALANCE และ SH’BAM นอกจากนี้ยังมีคลาสแบบ High Intensity Interval Training (HIIT) อื่นๆ

หากต้องการผลลัพธ์ในการออกกำลังกายที่รวดเร็วขึ้น สามารถติดต่อทางคลับเพื่อใช้บริการเทรนเนอร์ส่วนตัวของเจ็ทส์ ซึ่งมีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ

สุขภาพดีพร้อมให้คุณเป็นเจ้าของตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความความฟิตได้ ณ 4 คลับของเจ็ทส์ ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้า ได้แก่ สาขาสเตเดียม วัน (จุฬาฯ) BTS สนามกีฬาฯ เดอะสตรีท (รัชดาฯ) MRT ศูนย์วัฒนธรรม เดอะฟิล (อ่อนนุช) BTS อ่อนนุช และสีลม คอนเนค (ช่องนนทรี) BTS ช่องนนทรี 

อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ เพื่อคนรักสุขภาพล้วนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552387

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ เพื่อคนรักสุขภาพล้วนๆ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ย้อนไปปี 2555 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ได้เปิดตัว อัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ตลาดนัดสีเขียวในใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ โดยร่วมกับตลาดสีเขียว (Green Market) นำเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าในวิถีของอินทรีย์ และผู้ประกอบการที่ผลิตและขายสินค้าสุขภาพที่ไม่ใช้สารเคมีทั้งของกินและของใช้มาขยายในพื้นที่ชั้น 3 ของศูนย์การค้า

สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าออร์แกนิกเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ ซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษให้ลูกค้าได้เลือกซื้อมากมายหลายอย่างสะดวกสบายในห้างเย็นๆ มีทั้งผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษสดจากไร่ สลัดผักออร์แกนิก อาหารและขนมจากสมุนไพร ข้าวเกษตรอินทรีย์ ต้นไม้ และเครื่องประทินผิวจากธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมี เป็นต้น

จุดเด่นของ อัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ตที่จัดทุกๆ วันจันทร์ มิเพียงเป็นแหล่งขายสินค้าออร์แกนิกให้กับผู้บริโภคสายสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตสินค้า ได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าสุขภาพกับผู้บริโภคที่สนใจอย่างรู้ลึกรู้จริงอีกด้วย

ทว่า พอเปิดอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปี) ก็ได้มีการยกเลิกตลาดในรูปแบบดังกล่าว คือ ไม่มีอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ที่จัดทุกวันจันทร์อีกแล้ว แต่ปรับมาเป็นแบบร้านค้าแทน ชื่อว่าร้าน อัมรินทร์ เฮลท์ โซไซตี้ (Amarin Health Society) ขายสินค้าที่เป็นออร์แกนิกและผลิตด้วยวิถีอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี

สุรชัย เย็นภิญโญสุข ผู้จัดการร้าน Amarin Health Society กล่าวว่า ร้านอยู่ที่ชั้น 3 ของห้าง แต่พื้นที่จะไม่กว้างเหมือนตอนที่ห้างเปิดตลาดอัมรินทร์ กรีน มาร์เก็ต ซึ่งครั้งนั้นผู้ประกอบการ เจ้าของสินค้านำสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาขายเอง ค่อนข้างคึกคัก แต่ว่าพอเปิดไประยะหนึ่งแต่นานพอสมควรก็มีการยกเลิกตลาดรูปแบบนั้นไป แต่ทางห้างยังคงต้องการให้มีสินค้าพวกนี้ขายอยู่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ

“เราจึงมาเปิดร้านชื่อ Amarin Health Society ที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นการรวมเอาสินค้าประเภทต่างๆ ของผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายตลาดสีเขียว (Green Market) นั่นแหละ เป็นร้านใหญ่ประมาณ 15 ร้าน และกลุ่มเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ประมาณ 10 ราย มาขายในร้านนี้ที่เดียวโดยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการสินค้าไม่ได้มาขายเอง แต่ส่งสินค้ามาให้เราขาย”

สุรชัย กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเป็นสินค้าออร์แกนิก และผลิตในวิถีของอินทรีย์ทั้งสิ้น ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด หลักๆ ก็จะเป็นผักพื้นบ้าน ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ สำหรับผลไม้ช่วงฤดูกาลนี้ก็จะเป็นของเกษตรกรทางภาคตะวันออก มีหลายอย่าง เช่น มังคุด เงาะ ลองกอง ทุเรียน กล้วย เป็นต้น

“ความที่เราเป็นร้านค้าจึงพิเศษกว่าตลาดสีเขียวทั่วไป ตรงที่ตลาดสีเขียวทั่วไปที่ไปจัดตามที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชนบางแห่ง จะไม่ได้จัดทุกวัน ส่วนใหญ่จัดในวันใดวันหนึ่ง เช่น จัดเดือนละครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นกับความสะดวกและความต้องการของเจ้าของพื้นที่ แต่ Amarin Health Society เราเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ฉะนั้นลูกค้าจึงมาได้ทุกวัน” สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

ธนกร สินเกษม หลังเกษียณหันหน้าสู่ธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552382

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:55 น.

ธนกร สินเกษม หลังเกษียณหันหน้าสู่ธรรม

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ในวงการโหราศาสตร์ ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักปรมาจารย์ทางด้านโหราศาสตร์ไทยที่ชื่อ ธนกร สินเกษม อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ 7 สมัยซ้อน รวมเวลาที่นั่งในตำแหน่ง 14 ปี

หลังจากดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง 14 ปี อดีตนายกโหรผู้นี้ก็ไม่คิดลงสมัครแข่งขันอีกต่อไป แต่ได้หันมาก่อตั้งสถาบันโหราศาสตร์วิทยาในปี 2558 เปิดสอนวิชาโหราศาสตร์ไทย สัตตเลข ฮวงจุ้ย พิธีกรรม และศาสตร์ด้านการพยากรณ์อื่นๆ อีกหลายวิชา โดยชักชวนคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์ประมาณ 8-9 คน อาทิ “ธาตรี เทียมทอง” ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยาคนปัจจุบัน “ชลธี โพธิ์สุ” ที่ปรึกษาสถาบันโหราศาสตร์วิทยา “สิน มีสัตย์” รองผู้อำนวยการฯ เป็นต้น ปีแรกก็มีคนสนใจมาเรียนจำนวนมาก

“การที่ผมมาเปิดสถาบันสอนวิชาโหราศาสตร์ สัตตเลข และวิชาอื่นๆ นั้น เป็นความตั้งใจที่มีมานาน ตั้งแต่สมัยเป็นนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย เพราะต้องการเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษาและสั่งสมเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจ ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มาก เพื่อที่เขาจะได้นำเอาความรู้จากที่ร่ำเรียนนี้ไปใช้ในชีวิต หรือประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้

ครั้นจะมานั่งดูดวงอย่างเดียว หรืออยู่เฉยๆ ผมมองว่าได้ประโยชน์ตนอย่างเดียว แต่ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับคนอื่นอย่างที่ควรจะเป็น อีกอย่างสุขภาพร่างกายของผมก็ยังแข็งแรงดี เพราะออกกำลังกายทุกวัน จึงอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคม” อดีตนายกสมาคมโหร 7 สมัย กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความสุข

อีกความปรารถนาหนึ่งที่อดีตนายกสมาคมโหรผู้นี้ได้ตั้งปณิธานที่จะทำในช่วงหลังเกษียณก็คือ หันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างจริงจัง ด้วยการบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัย เรียนนักธรรมบาลี โดยเฉพาะภาษาบาลีเป็นภาษาที่อยากรู้มากเป็นพิเศษ เพราะตั้งแต่ศึกษาโหราศาสตร์จนมาเป็นอาจารย์สอน และเป็นนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยก็เห็นว่าภาษาบาลีมีบทบาทค่อนข้างมากในศาสตร์พยากรณ์

“การบวชเป็นความตั้งใจของผม ที่คิดไว้ตั้งแต่ยังเป็นนายกสมาคมโหรว่าถ้าเกษียณเมื่อไรก็จะไปบวช เพราะครอบครัวผมไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ลูกสาวก็เรียนจบ มีงานทำดี ขณะที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยาผมได้ลาออกจากผู้อำนวยการสถาบัน แล้วมอบให้อาจารย์ธาตรี เทียมทอง ได้มาสานต่อ เป็นผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยาคนใหม่ ขับเคลื่อนงานของสถาบันสืบต่อไปให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด”

อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังคงสอนวิชาโหราศาสตร์ไทย และวิชาสัตตเลข (เลขเจ็ดตัว) ที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา ณ โรงเรียนวัดอัมพวา ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 22 โดยจะสอนไปจนถึงกลางปี 2562 ก็จะหยุดสอน เนื่องจากในกลางปีหน้าจะเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ วัดเทพประสิทธิ์คณาวาส อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

“ผมมีความสุขเสมอเวลาสอนหนังสือ และมีความสุขอย่างที่สุดถ้าลูกศิษย์ที่ผมสอนนั้นสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของตนเอง และช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งแน่นอนมีศิษย์จำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ บางคนเป็นทั้งอาจารย์สอน เป็นทั้งนักพยากรณ์ที่เก่ง สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและสถาบันเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”

ท้ายสุดนี้ อดีตนายกสมาคมโหร 7 สมัย ได้ถือโอกาสบอกข่าวไปยังบรรดาลูกศิษย์ทุกคน ถ้าไม่ติดธุระก็ขอเชิญไปร่วมงานอุปสมบทพร้อมกันในวันที่ 16 มิ.ย. 2562 ณ วัดเทพประสิทธิ์คณาวาส อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ส่วนถ้าใครอยากจะเรียนโหราศาสตร์ไทย และวิชาสัตตเลขในช่วงระหว่างที่ยังไม่ถึงวันอุปสมบทก็มีเวลาประมาณ 1 ปีเต็ม จะเรียนตัวต่อตัวหรือไปเรียนที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยาก็ได้ตามสะดวก สอบถามได้ที่โทร. 08-1433-5914 

พาลูกไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/552381

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:50 น.

พาลูกไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

โดย  ฤดูกาล ภาพ : ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

คุณแม่ยังสวย “ตู่” ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ เธอเป็นทั้งเวิร์กกิ้งวูแมนในวันธรรมดากับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันจันทร์ โปรดักชั่น และยังเป็นซูเปอร์มัมในทุกๆ วัน ของลูกชายสุดหล่อ “น้องแต๊งค์” วัย 9 ขวบ ที่ได้จูงมือกันไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัว

เธอเล่าว่า ได้พาลูกชายนั่งรถไปเที่ยวแก่งกระจานตั้งแต่ 3 เดือน เพื่อไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และพาลูกชายไปเปลี่ยนบรรยากาศ แม้จะทราบดีว่าลูกจะจำอะไรไม่ได้ก็ตาม

“การพาลูกเล็กไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยากสำหรับครอบครัวเรา เพราะลูกยังกินนมจากเต้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร และหลังกินนมอิ่มแล้วเขาจะหลับ ทำให้พ่อแม่มีเวลาพักผ่อนไปด้วย” แม่ตู่กล่าว

“หลังจากนั้นพอใกล้จะขวบ เราอยากพาลูกไปสัมผัสทรายและน้ำทะเลเป็นครั้งแรก เลยพาเขาไปเที่ยวพัทยา การได้เห็นเขาสนุกไปกับสิ่งใหม่ๆ และกล้าทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ คนเป็นพ่อแม่ก็มีความสุขและอยากพาเขาออกเดินทางไปเปิดประสบการณ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ”

ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเท่านั้น เมื่อลูกชายสามารถเดินและพูดได้ เธอยังพาน้องแต๊งค์ไปทำทุกกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวกับเพื่อนแม่ หรือพาไปทำงานด้วยกัน เพื่อให้ลูกฝึกการเข้าสังคม ฝึกมารยาท และการอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่

“พอเราพาลูกออกไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมร่วมกัน เขาทำให้เราทึ่งถึงความอดทนของลูก อย่างเวลาพาลูกไปปั่นจักรยานที่เขาใหญ่ เขาก็สามารถปั่นกับเราได้โดยไม่งอแง หรือเวลานั่งรถนานๆ ก็สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ และความที่เขาเป็นเด็กผู้ชาย เราก็ชอบพาเขาไปลองทำกิจกรรมกลางแจ้งซึ่งลูกอยากลอง อยากทำ ทำให้เขาเป็นเด็กที่มีความกล้าและมีความอดทน”

นอกจากนี้ หลายทริปที่มีคุณตาคุณยายไปด้วยกัน เธอยังเห็นถึงความสัมพันธ์ที่น่ารัก ทั้งการเป็นองครักษ์ตัวน้อยที่ดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน การเรียนรู้ความเรียบง่าย และความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกได้เรียนรู้จากการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว

“เราเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน คือไปไหนไปด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ทำให้เราสามคนพ่อแม่ลูกสนิทกันมาก แม้ตอนนี้ลูกชายจะอยู่ในวัยกำลังโตและเริ่มมีเพื่อนของตัวเองแล้ว แต่เขายังอยากอยู่ใกล้ชิดกับเรา ซึ่งช่วงเวลานี้เราต้องใช้คุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็อยากพาเขาไป เพื่อที่โตขึ้นมา เขาจะได้จดจำได้ว่าเคยไปเที่ยวที่ไหนหรือทำอะไรกับพ่อแม่บ้าง”

แม่ตู่ยังฝากทิ้งท้ายถึงคุณแม่ทั้งหลายด้วยว่า นอกจากจะเป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานและเลี้ยงลูกแล้ว อย่าลืมหาเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง อย่างเธอจะมีกิจวัตรเข้ายิมทุกวันตอนเย็นทำให้เธอเป็นคุณแม่หุ่นเฟิร์มพร้อมดูแลลูกชาย