ตรวจสุขภาพอย่าเวอร์ ดูปัจจัยเสี่ยงและความจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542871

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 16:21 น.

ตรวจสุขภาพอย่าเวอร์ ดูปัจจัยเสี่ยงและความจำเป็น

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจสอบเพื่อให้ได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ซึ่งหากผลปรากฏออกมาว่ามีแนวโน้มสุ่มเสี่ยงเกิดโรคภัยในอนาคต ข้อมูลที่วัดได้จะเป็นสัญญาณเตือนนำไปสู่การป้องกันดูแลรักษาสุขภาพหลีกหนีโรคภัยไข้เจ็บที่กำลังก่อตัว

ทว่าเกิดคำถามถึงความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ที่มักมีเงื่อนไขเสนอขายแพ็กเกจตรวจสุขภาพเพิ่มเติมเกินกว่าโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีของประกันสังคมที่ทางโรงพยาบาลหลายแห่งนำมาเสนอขาย

วัยทำงานยังไม่ต้องตรวจทุกด้าน

นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ เปิดเผยว่า โดยหลักการที่ถูกต้องของการตรวจสุขภาพควรทำเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงานยังไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพให้ครอบคลุมไปหมดทุกด้าน ทำให้เสียเงินจำนวนมากโดยไม่สะท้อนถึงความเสี่ยงเกิดโรคอะไร ซึ่งที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะต้องตรวจอะไรบ้าง

ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีที่ถูกต้อง ควรผ่านกระบวนการซักถามจากแพทย์ก่อนเพื่อหาพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันเป็นเช่นไรบ้าง เช่น ดื่มสุราบ่อยครั้งหรือไม่ สูบบุหรี่หรือไม่ รวมถึงอาชีพการงานได้สัมผัสคลุกคลีอยู่กับความเสี่ยงอย่าง สูดดมฝุ่นควัน สัมผัสสารเคมีเป็นประจำหรือไม่ หากมีวิถีชีวิตดังกล่าว ก็ควรตรวจร่างกายให้ตรงจุดเพื่อหาความเสี่ยงเกิดโรคภัยต่ออวัยวะนั้นๆ

กลุ่มผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคผู้สูงอายุเข้ามามากจึงแนะนำว่า ต้องผ่านกระบวนการซักประวัติว่ามีความเสี่ยงเรื่องอะไร แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการตรวจสุขภาพเป็นการตรวจผ่านห้องปฏิบัติการ ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะผู้สูงอายุมีปัจจัยแตกต่างจากกลุ่มอื่น เช่น การกลืน สำลักน้ำอาหาร เกิดจากอวัยวะหย่อนยาน หรือประวัติการมองเห็น ได้ยิน หกล้ม และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รวมถึงประเมินภาวะทางโภชนาการ ที่อาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น รับรู้รสชาติอาหารได้ไม่ดี หากมีประวัติเหล่านี้แพทย์จะให้คำแนะนำได้เจาะจงให้การรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด โดยใช้กรอบอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จึงไม่ต้องตรวจตามโปรแกรมที่สถานบริการนำเสนอทั้งหมด เพราะบางรายการอาจยังไม่มีความจำเป็นในอายุนั้นๆ เช่น ภาวะซีดมักเกิดในกลุ่มอายุ 70 ปีคิดเป็น 50% ของผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มอายุ 60 ปีเกิดภาวะซีดน้อยมาก จึงไม่จำเป็นต้องตรวจ เป็นต้น

นพ.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา สภาวิชาชีพ สถาบันวิชาการ พัฒนาแนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นให้เหมาะสมกับประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.วัยเด็กและวัยรุ่น อายุ 0-18 ปี 2.วัยทำงาน อายุ 18-60 ปี 3.วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มใหม่คือ 4.หญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันของการตรวจสุขภาพ ในระบบสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงโปรแกรมตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่ง

“ยืนยันว่าการตรวจสุขภาพประจำปีมีความจำเป็นเพื่อดูความเสี่ยงแต่เน้นย้ำว่าควรกำหนดกลุ่มวัย อายุ และพฤติกรรมความเสี่ยงในคนปกติเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หันมาออกกำลังกาย ไม่เครียด ไม่สูบหรือดื่มสุรา เพราะพฤติกรรมทั้งหมดส่งผลต่อร่างกายให้เกิดโรค ดังนั้นช่วงอายุจึงมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน” นพ.อรรถสิทธิ์ ย้ำ

นพ.ธนะรัตน์ อิ่มสุวรรณศรี แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กล่าวว่า คณะกรรมการวิจัยกลุ่มเด็กและวัยรุ่น พบปัญหาแตกต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุคือ พ่อแม่มักคิดว่าพาเด็กไปฉีดวัคซีนแล้วก็จบ รวมถึงสถานบริการด้านการแพทย์ไม่มีความพร้อม ทั้งที่ความจริงแล้วควรตรวจคัดกรองภาระอาการซีดในเด็ก พัฒนาการทางสมอง การได้ยินในทารกแรกเกิด สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจแต่กลับไม่ได้ตรวจอย่างที่ควรเป็น

“ปัญหาที่พบในกลุ่มนี้คือพ่อแม่ไม่รู้ว่าต้องตรวจ ส่วนหนึ่งสิทธิประโยชน์ตามกองทุนยังไม่ได้กำหนดครอบคลุม ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งความตระหนักรู้ของสังคมยังน้อยในการให้ความสำคัญสุขภาพในทารก เพราะคิดว่าแค่ฉีดวัคซีนครบก็เพียงพอแล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่พอ ดังนั้นต้องกำหนดแนวทางให้ครอบคลุมมากขึ้น” นพ.ธนะรัตน์ กล่าว

ด้าน นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า กรอบการตรวจสุขภาพตามแพ็กเกจของประกันสังคมเป็นไปตามหลักวิชาการ เนื่องจากคณะกรรมการการแพทย์ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดกลุ่มอายุแต่ละวัยว่าควรตรวจอะไรบ้าง ความถี่มากน้อยเพียงใด ขอยืนยันว่าแพ็กเกจที่ให้ไม่เกินความจำเป็นแน่นอน ส่วนในอนาคตจะมีโรคที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดโรคใหม่จะปรับปรุงเป็นระยะให้เหมาะสมต่อไป

“ข้อกำหนดเป็นไปตามหลักวิชาการ ผ่านความเห็นจากกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมอนามัย รวมถึงมหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นเสนอแนะเรื่องที่จำเป็นต้องตรวจครบถ้วนดีแล้ว ส่วนกลุ่มอายุวัยเด็กนั้นข้อกำหนดประกันสังคมครอบคลุมตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ดังนั้นวัยที่เล็กกว่านั้นทางประกันสังคมจะไม่เข้าไปยุ่ง” นพ.สุรเดช กล่าว

สำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน เป็นการตรวจเลือดทั่วไป ตรวจมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นมีในทุกกลุ่มอายุ เพียงแต่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีก็ได้ สามารถเว้นระยะ 3 ปีหรือ 5 ปีได้ เช่น วัดระดับน้ำตาลในเลือดสามารถเว้นได้ทุก 3 ปี วัดระดับไขมันในเลือดตรวจทุก 5 ปี และมะเร็งปากมดลูกตรวจทุก 3 ปี เป็นต้น

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ในด้านโรงพยาบาลเอกชนที่พยายามเสนอขายแพ็กเกจตรวจสุขภาพเกินความจำเป็น เพื่อแข่งขันหารายได้หรือไม่นั้น หากไม่โฆษณาเกินจริง ว่าต้องตรวจหามะเร็งต่างๆ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งบางเรื่องบอกตามตรงว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับ 100% แต่หากผู้บริโภคมีความประสงค์ รวมทั้งมีศักยภาพในการจ่ายเงินตามแพ็กเกจก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล” นพ.สุรเดช กล่าว

หนุนตั้งหน่วยงานกลางคุมมาตรฐานตรวจสุขภาพ

ทุกวันนี้การตรวจสุขภาพร่างกายมีให้เลือกหลากหลายแพ็กเกจตามโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนซึ่งดูได้ตามเว็บไซต์ของโรงพยาบาล  เริ่มตั้งแต่ราคาหลัก 1,000 บาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท โดยพยายามนำเสนอจุดเด่นของแต่ละแห่ง แข่งขันในเรื่องของสุขภาพ เช่น

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ แบ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐาน ราคา 3,999 บาท, โปรแกรมสุภาพสตรี อายุ 35-45 ปี ราคา 19,999 บาท, โปรแกรมสุภาพบุรุษ อายุ 35-45 ปี ราคา 14,999 บาท และสุภาพบุรุษ อายุมากกว่า 45 ปี ราคา 27,999 บาท

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน แบ่งโปรแกรมออกเป็น 4 ชนิด คือ 1.รายการตรวจสุขภาพเบื้องต้น 2,400 บาท 2.ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป 3,000 บาท 3.ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่เพิ่มตรวจอัลตราซาวด์อวัยวะภายในช่องท้องส่วนบน 4,700 บาท และ 4.ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป 8,200 บาท

ถัดมา โรงพยาบาลบางปะกอก 9 แบ่งเป็น 5 โปรแกรม 1.ราคา 2,650 บาท ตรวจ 18 รายการตรวจ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจร่างกายเบื้องต้น (ทั้งชาย/หญิง) 2.ราคา 6,500 บาท ตรวจ 25 รายการตรวจ เหมาะสำหรับกลุ่มวัยทำงาน (ชาย) 3.ราคา 7,000 บาท ตรวจ 26 รายการตรวจ เหมาะสำหรับกลุ่มวัยทำงาน (หญิง) โปรแกรม 4.ราคา 1.3  หมื่นบาท ลดจากราคาปกติ 1.86 หมื่นบาท ตรวจ 37 รายการ เหมาะสำหรับผู้ต้องการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและผู้สูงอายุ (ชาย)และ 5.ราคา 1.55 หมื่นบาท ลดจากราคาปกติ 2.22 หมื่นบาท ตรวจ 36 รายการตรวจ เหมาะสำหรับผู้ต้องการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและผู้สูงอายุ (หญิง)

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โปรแกรมตรวจสุขภาพ ดังนี้ 1.กลุ่มผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ชาย 22,790 บาท-ผู้หญิง 25,830 บาท 2.กลุ่มผู้มีอายุ 55-69 ปี ผู้ชาย 34,230 บาท-ผู้หญิง 38,750 บาท และ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 70-80 ปี ผู้ชาย 3.15 หมื่นบาท-ผู้หญิง 3.56 หมื่นบาท (ราคาอ้างอิงถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561)

ข้อมูลของโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่หลากหลาย การตรวจที่ครอบคลุมหลายระดับ ทำให้บางคนสับสนไม่รู้จะไปตรวจที่ไหนดี และจำเป็นต้องตรวจอะไรบ้าง นพ.ชาญวิทย์ วสันตธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า การตรวจสุขภาพประจำปีควรมีหน่วยงานกลางที่คอยกำหนดมาตรฐานให้ว่า แนวทางการตรวจโรคที่ถูกต้องคืออะไร โดยแบ่งเป็นกลุ่มอายุ และจำเป็นต้องตรวจในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้รู้ถึงแนวโน้มของสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ทั้งนี้ การที่ประชาชนขาดความรู้หรือเข้าไม่ถึงบริการตรวจสุขภาพ นำไปสู่ปัญหาจ่ายเงินเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมตามมา ดังนั้นจึงได้จัดทำเว็บไซต์ WWW.HEALTHCHECKUP.IN.TH เป็นความร่วมมือจากหลายฝ่ายด้วยการรับฟังความคิดเห็นจาก สสส. กรมการแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางตรวจสุขภาพที่จำเป็นตามบริบทของประเทศไทยให้กับประชาชน

ในเว็บไซต์ดังกล่าวมีคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพหลายประเด็น รวมถึงแบบประเมินสุขภาพด้วยตัวเอง และให้กรอกอายุ ค้นหาว่า รายการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับเรา แบบไหนอย่างไร

นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีคนไทยจ่ายค่าตรวจสุขภาพมากกว่า 2,200 ล้านบาท/ปี และไม่น้อยที่มีการตรวจสุขภาพแบบเกินพอดี หรือการตรวจแบบเหวี่ยงแหในปัจจุบันนี้ นอกจากจะไม่ก่อเกิดประโยชน์ในการตรวจสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโทษ เช่น ทำให้ผู้ถูกตรวจชะล่าใจและไม่ปรับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือผลการตรวจบางอย่างต้องไปตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น มักทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้หากภาวะแทรกซ้อนมีความรุนแรง

“การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่การตรวจเพื่อมุ่งค้นหาว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ต้องเป็นการตรวจในขณะที่ยังไม่ป่วยเพื่อเน้นหาปัจจัยเสี่ยงความเป็นไปได้ว่าอาจป่วยด้วยโรคอะไร และมีการแนะนำเพื่อปรับพฤติกรรมจากปัจจัยเสี่ยงนั้น” ข้อมูลในเว็บไซต์ ระบุ

ช่องทางสร้างสินค้าอย่าตรวจเหวี่ยงแหนพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า โปรแกรมการตรวจบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์แถมยังเสียเงินโดยไม่จำเป็น ประกอบด้วย 1.เอกซเรย์ปอด ไม่สามารถค้นหามะเร็งปอดและวัณโรคในระยะเริ่มต้นได้หากไม่มีอาการแสดงใดๆ 2.ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะพิจารณาตรวจในคนที่ปัสสาวะไม่คล่อง หากไม่มีภาวะดังกล่าวก็ไม่มีความจำเป็น 3.ตรวจ BUN ในเลือด ไม่มีประโยชน์ในการตรวจคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน โดยทั่วไปการคัดกรองไตเสื่อมใช้วัดจากระดับครีอะทินิน 4.เจาะเลือดเพื่อคัดกรองความผิดปกติของตับไม่มีความจำเป็นต่อสุขภาพคนปกติ 5.ตรวจกรดยูริคในเลือด ถ้าไม่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ บวมแดง ไม่จำเป็นต้องตรวจ และ 6.วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากไม่มีอาการเช่น หน้ามืด ใจสั่น วูบ ไม่จำเป็นต้องตรวจในคนปกติ

“เมื่อก่อนยังไม่มีสถานพยาบาลที่ใดใส่ใจ แต่เดี๋ยวนี้คนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่แข่งขันกันสร้างสินค้านำเสนอประชาชน ผมเองเป็นหมอยังตกใจเลยว่าบางคนไปตรวจอะไรมากขนาดนี้ เพราะโดยปัจจัยแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจขนาดนั้น เราจึงต้องมากำหนดข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเบื้องต้นก่อนตัดสินใจเลือก สิ่งที่หมอกลัวคือการตรวจแบบหว่านแหไปทั่ว” นพ.ชาญวิทย์ กล่าว

ดังนั้น เบื้องต้นสำหรับให้ประชาชนได้รับรู้แบ่งออกเป็นกลุ่ม เริ่มที่กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 18-60 ปี ควรมีการซักประวัติเพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ คำถามเช่น ประกอบอาชีพอะไร สูบบุหรี่ ดื่มสุรา สารเสพติดหรือไม่ สัมผัสวัณโรคและบุคคลในครอบครัวที่เป็นวัณโรคในช่วง 5 ปีหรือไม่ หากไม่มีประวัติเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ปอดก็ได้

ผู้อำนวยการสำนักฯ ขยายความถึงการประเมินภาวะโรคซึมศร้า ว่า เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนไม่เข้าใจว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ ต้องตรวจหรือไม่ทำอย่างไร จึงควรมีแบบประเมินเชิงคำถามเพื่อคัดกรองวัดเกณฑ์ ที่ใครๆ ก็สามารถนำแบบประเมินนี้ไปวัดได้ เช่น เพื่อนสนิทตั้งคำถามตามแบบประเมินวัดภาวะโรคซึมเศร้ากับเพื่อน หรือวัดกันเองภายในครอบครัวได้ ตัวอย่างในต่างประเทศการตอบคำถามแบบประเมินนี้ถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนต้องทำเอง แม้เป็นเพียงไม่กี่คำถามแต่อาจวินิจฉัยได้ว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่

นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ประชาชนมักเข้าใจผิดคิดว่าการซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เพื่อหวังเห็นตัวเลขจากผลการเจาะเลือดผ่านห้องแลปปฏิบัติการก็เพียงพอแล้ว หากคิดแบบนี้ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิดมหันต์ เพราะหากไม่มีการซักประวัติที่ดีมาก่อนอาจทำให้ตัวเลขที่วัดได้ถูกนำไปประเมินร่างกายผิดมากขึ้นไปอีก เช่น เมื่อ 3 วันก่อนไปรับประทานอาหารทะเลมาเยอะมาก ทานปู ซดมันกุ้งมาเต็มที่ผลปรากฏว่าค่าคอเลสเตอรอลสูงลิ่ว หากหมอไม่มีข้อมูลซักประวัติมาก่อน อาจวินิจฉัยผิดสั่งยาให้กินโดยไม่จำเป็น เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

ขณะที่การแบ่งกลุ่มผู้สูงวัย ยิ่งทำให้บุตรหลานสามารถเข้าใจถึงสภาวะร่างกายของพ่อแม่ได้ไม่ยาก คือ ตรวจร่างกายทั่วไป คือ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง BMI และวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง, ตรวจสายตา อายุ 60-64 ปี ทุก 2-4 ปี หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากมองไม่เห็น ต่อด้วยประเมินภาวะโภชนาการ ว่าได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม, วัดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต, วัดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน, ภาวะสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้า

สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น ต้องทำดังนี้ ตรวจปัสสาวะ วัดภาวะซีดเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป หาไขมันในเลือด ทุก 5 ปี วัดระดับเบาหวานทุกปี และตรวจการทำงานของไตทุกปี

“เชื่อว่าในอนาคตโรงพยาบาลจะพยายามแข่งขันกันออกแพ็กเกจตรวจสุขภาพกันมากขึ้นกว่าที่ควร ดังนั้นประชาชนต้องมีองค์ความรู้พื้นฐานตรวจสุขภาพประจำปีมาศึกษา เพื่อทำให้โอกาสที่คนเดินทางมาพบแพทย์โดยไม่จำเป็นลดลง และไม่ให้ใครมานำเสนอขายอะไรก็ซื้อหมดแบบนั้นยิ่งสิ้นเปลือง เพราะทุกวันนี้คนมารอคิวพบแพทย์เป็นจำนวนมากแล้ว” นพ.ชาญวิทย์ กล่าวเน้นย้ำ

คำว่ารักคงยังไม่พอ ต้องมี ‘สินสอด’ ด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542335

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

คำว่ารักคงยังไม่พอ ต้องมี 'สินสอด' ด้วย

เรื่อง : วรรณโชค ไชยสะอาด

ดาราเลิกกันทีไร สินสอดกลายเป็นประเด็นให้นักข่าวถามถึงอย่างบ่อยครั้ง และส่งผลให้คนยังไม่ได้แต่งงานอย่างผมต้องไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่าสินสอดนั้นสำคัญอย่างไร ถึงเวลาไปขอผู้หญิงแต่งงาน จะได้ให้คำอธิบายกับเธอถูก

เริ่มกันที่ความหมายของสินสอดและของหมั้น

พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ บอกในหนังสือวิชาการครองรักครองเรือน ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2494 ว่า ของหมั้นเป็นของที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกจากฝ่ายชาย เหตุที่ฝ่ายชายต้องให้ เพื่อเป็นเครื่องรับประกัน เพราะมีไม่น้อยที่ถึงเวลาจะแต่งกันจริงๆ เจ้าบ่าวกลับไม่ยอมแต่งงานเอาเสียดื้อๆ การเป็นหม้ายขันหมากถือเป็นเรื่องสาหัสสำหรับผู้หญิง ในกรณีที่มีเหตุให้ไม่ได้แต่งงานกันเพราะฝ่ายชาย ของหมั้นจะตกเป็นของฝ่ายหญิง

ส่วนสินสอด พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเรียกเป็นพิธีเท่านั้น เรียกกันว่าเป็นค่าน้ำนม “สินสอดนี้จะเรียกไม่เกิน 40 บาท หากเรียกเกินกว่านี้ถือว่าเป็นการ ‘ขายลูกสาว’ ไม่ว่าครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะมั่งมีขนาดไหนก็จะไม่ทำกัน”

ส่วนคำว่า เงินกองทุน เป็นเครื่องแสดงฐานะของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ถ้าฐานะดีจะเรียกกันสูง พ่อแม่ของทั้งฝ่ายชายและหญิงต้องให้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ในวันแต่งงานจะมีการแกะห่อนับจำนวนเงินกันเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมพิธีเป็นพยาน เงินกองทุนที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกนั้นเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่มาเป็นเขยสามารถเลี้ยงดูลูกสาวได้ไม่ด้อยไปกว่าที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา และเงินกองนี้จะถูกยกให้กับคู่บ่าวสาวไปตั้งตัว

ผมขอความรู้ต่อกับ อ.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา และผู้สนใจปรัชญาและมานุษยวิทยา อาจารย์บอกว่าสินสอดเป็นวัฒนธรรมโบราณ ตามความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงตกอยู่ในคติของความอ่อนแอ ต้องได้รับการดูแลภายใต้การปกครองของพ่อแม่จนกระทั่งออกเรือน

การนำสิ่งของมีค่ามามอบให้กับครอบครัวของฝ่ายหญิง ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนคุณค่าและตอบแทนการดูแลของครอบครัวฝ่ายหญิง ขณะที่อีกด้านเป็นเสมือนเครื่องชี้วัดให้ความมั่นใจว่าฝ่ายหญิงจะได้รับการดูแลที่ดี

เขาบอกว่าสินสอดเป็นวัฒนธรรมที่ยังดำรงอยู่เฉพาะในเอเชีย ขณะที่โลกตะวันตกหลุดพ้นเรื่องนี้ไปแล้ว เลือกให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม ความเป็นอิสระ นอกจากนั้นยังเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาสวัสดิภาพและกฎหมายครอบครัว ทำให้คนที่นั่นไม่ได้คิดเรื่องสินสอดเป็นสำคัญ

“สินสอดเป็นตัวปิดกั้นให้หลายคู่รักแต่งงานกันยากขึ้น และกลายเป็นการตีราคาความรักด้วยเงิน” อ.ศิลป์ชัย บอก

คุยในแง่ประวัติศาสตร์ไปแล้ว มามองกันในมุมการตลาดบ้าง อ.วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด เปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า ความสำเร็จและการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวต้องเกิดขึ้นจากความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย

“ถ้าเรียกสูงเกินไป คุณจะแฮปปี้อยู่ฝ่ายเดียว ถึงแม้เขาจะจ่ายได้แต่อาจจะไม่แฮปปี้ สุดท้ายความสัมพันธ์ก็มีข้อแคลงใจ ดังนั้นสำหรับการเรียกสินสอด มันต้องเป็นความพอใจทั้งสองฝ่าย ถึงจะเกิดความสัมพันธ์อันดีในระยะยาว”

เออจริง แล้วเราควรจ่ายเท่าไหร่ดีล่ะ…

วิทยานิพนธ์หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ของ ภศุ ร่วมความคิด เรื่อง “ถ้าฉันจะแต่งงาน ควรจะได้รับ/จ่ายสินสอดเท่าไร” เมื่อปี 2549 นั้นเหมือนจะมีคำตอบ

ผลการศึกษาของภศุ พบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาสินสอด ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ การศึกษา ภาระรับผิดชอบต่อครอบครัว และการแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว ขณะที่ทรัพย์สินมีผลน้อยมาก และภาระความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการแต่งงานและอาชีพไม่มีผลต่อมูลค่าสินสอด

เมื่อระดับรายได้ของคู่บ่าวสาวเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตัว กลับพบว่าฝ่ายชายยินดีจ่ายค่าสินสอดเพิ่ม 20% ขณะที่ฝ่ายหญิงจะเรียกสินสอดเพิ่ม 32% ซึ่งไม่ตรงกัน

ถ้าฐานะการงานของทั้งคู่ดีและคบกันนาน ฝ่ายชายยินดีที่จะจ่ายเงินค่าสินสอดเพิ่มขึ้น ขณะที่เรื่องนี้ไม่มีผลกับผู้หญิง นั่นคือถึงจะคบระยะสั้นๆ ก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายหญิงจะเรียกค่าสินสอดในระดับสูงตามความพอใจของตน และถ้าฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนกรุงเทพฯ เจ้าสาวมีแนวโน้มจะเรียกค่าสินสอดเพิ่มขึ้น แตกต่างจากฝ่ายชาย แม้ตนเป็นคนต่างจังหวัด เจ้าสาวเป็นคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้คิดที่จะจ่ายเงินค่าสินสอดเพิ่มแต่อย่างใด

จากผลการศึกษาชิ้นดังกล่าว เว็บไซต์ setthasat ได้เผยโปรแกรมคำนวณมูลค่าสินสอดตามแบบจำลองสมการเส้นตรง ตามรูปแบบสมการดังนี้

มูลค่าสินสอด = (2.2205 x รายได้ต่อเดือน) + (8,986.92 x อายุ) + (174,818.6 หากเป็นคนกรุงเทพฯ) – (454,350.5 หากจบการศึกษาไม่เกินมัธยม/ปวช.) + (227,064.1 หากแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว) – (134,160.8 หากมีภาระต้องดูแลครอบครัวอยู่) + (1,890,610 หากเป็นผู้บริหารระดับสูง)

ทั้งนี้ โปรแกรมคำนวณมูลค่าสินสอดดังกล่าว ถูกเปิดเผยตั้งแต่เมื่อปี 2011 ขณะที่งานของ ภศุ นั้นศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2007 หากผู้อ่านจะลองคำนวณ ต้องคิดอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

ลองคิดถึงประวัติศาสตร์ อารมณ์ และเหตุผล ก่อนไปพูดคุยกับครอบครัวแฟนสาวดูครับ ว่าสินสอดนั้นควรอยู่ที่เท่าไหร่ ที่แน่ๆ อย่าให้มันเกินเลยจนเป็นอุปสรรคต่อความรัก

ระหว่างทาง (ในชีวิต) เงินสูญหายไปไหนบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542459

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

ระหว่างทาง (ในชีวิต) เงินสูญหายไปไหนบ้าง

โดย กั๊ตจังภาพ เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

แผนการเงินเพื่อการเกษียณของคุณเป็นแผนระยะยาวที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเสมอ แม้จะวางแผนมาดีอย่างไรก็ต้องเผื่ออุปสรรคเหล่านี้เอาไว้บ้าง

สูญเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย

อุปสรรคด่านแรกที่ทำให้คนเกินครึ่งไม่สามารถเก็บเงินได้มากพอถึงวัยเกษียณ ก็คือการใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นรางวัลชีวิต อาจจะเป็นสินค้าแบรนด์เนมอย่างกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า สมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป และอื่นๆ ที่ผู้คนยอมซื้อเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น

สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคด่านแรกที่ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายการเก็บเงินใช้ในวัยเกษียณ เรื่องเหล่านี้เป็นความชอบส่วนบุคคลที่ไม่สามารถแก้ไขกันได้ง่ายๆ แต่สามารถชะลอการใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ด้วยการยืดระยะเวลาการใช้งาน เช่น จากเดิมที่ซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ทุก 1 ปี ก็เปลี่ยนเป็นทุก 2-3 ปี หรือจนกว่าจะพัง

ต่อมาคือจำกัดงบประมาณในการซื้อไม่ให้เกินพอดี โดยมากแล้วมักจะตั้งเป้าเอาไว้ไม่ให้เกิน 5-10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขึ้นอยู่กับภาระของแต่ละบุคคลว่ามีบ้าน รถ และ ค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

สูญเงินไปกับค่ารักษาพยาบาล

สิ่งที่ทุกคนต้องเจอในชีวิตก็คือเรื่องค่ารักษาพยาบาล ยิ่งถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพมากเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ยิ่งต้องระวังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ อย่าเพิ่งมั่นใจว่าสวัสดิการพนักงานของบริษัทจะช่วยคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมด

เพราะสุดท้ายแล้วเราจะมีบางโรคที่เราจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาล เช่น โรคมะเร็ง อาการเจ็บป่วยที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวนานหลายสัปดาห์ และอาจต้องมีการเบิกจ่ายนอกเหนือจากที่ประกันสุขภาพของบริษัทจะให้ความคุ้มครอง

คุณสามารถแก้ไขปัญหาการสูญเสียเงินจำนวนมากนี้ได้ด้วยการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะอยู่ใน รูปแบบของการจ่ายเพิ่มจากประกันของบริษัทซึ่งเราจะได้จ่ายเพิ่มในจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติมมากขึ้น หรืออาจจะตรวจเช็กว่าประกันสุขภาพที่มีอยู่มีขอบเขตการคุ้มครองแค่ไหน แล้วซื้อประกันคุ้มครองในส่วนต่างเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน

ค่าประกันสุขภาพที่จะช่วยลดการสูญเสียการเก็บเงินของคุณหากคิดเป็นเงินเก็บปีละราวๆ 1.5 หมื่นบาท หากคิดเป็นระยะเวลา 20 ปีก็จะใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ 3 แสนบาท แต่หากเกิดการเจ็บป่วยหนักในระหว่างนี้ค่ารักษาพยาบาลจะมีมูลค่าเกินเงินทั้งหมดที่ลงทุนไปเป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน

สูญเงินไปกับรถ

มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ส่วนใหญ่จะหมดเงินไปกับการซื้อรถ โดยเฉลี่ยระยะเวลาในการซื้อรถของมนุษย์เงินเดือนจะซื้อรถใหม่ทุก 12 ปี ดังนั้นในชีวิตการทำงานของเราประมาณ 35 ปี จนถึงวันเกษียณจะซื้อรถเฉลี่ยอยู่ประมาณ 3 คัน แต่ละคันใช้เวลาในการผ่อนรถอย่างน้อย 4 ปี เท่ากับว่าคุณจะใช้เวลาถึง 12 ปีในการทำงานผ่อนรถ หรือให้ชัดเจนคือคุณใช้เวลาเกือบ ครึ่งหนึ่งในชีวิตการทำงานเพื่อการผ่อนรถนั่นเอง และรถ 1 คันมีมูลค่าขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 8 แสนบาท ซื้อรถ 4 คันคุณต้องใช้เงินอย่างน้อยราวๆ 2.4 ล้านบาท ที่จะเสียไปโดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเฉลี่ยอีกปีละประมาณ 3 หมื่นบาทเป็นค่าซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะทางและค่าประกันรถ

แต่รถก็คือสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีบ้านอยู่ไกลจาก ตัวเมือง หรือต้องใช้ในการทำงานขับหาลูกค้า คุณอาจจะลองใช้วิธีการหาซื้อรถมือสองสภาพดีซึ่งจะทำให้คุณประหยัดเงินได้ถึง 3 เท่า แต่ได้รถใช้งานเหมือนกัน

สูญเงินไปกับลูก

มีลูก 1 คนจนไป 7 ปีเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย ยิ่งในยุคสมัยนี้อาจจะจนลงไปอีก 10 ปีเลยด้วยซ้ำเพราะ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเทอมเด็กสูงจนน่าตกใจ ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก โดยเฉลี่ยครอบครัวนึงจะเสียค่าเทอมและค่าใช้จ่ายกับเด็ก 1 คนอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จนถึง 3 แสนบาท/ปี ขึ้นอยู่กับค่าเทอมของโรงเรียนและค่าใช้จ่ายในการส่งเรียนพิเศษ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสื้อผ้า

กว่าจะเลี้ยงเด็กจนเรียนจบปริญญาตรีจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี หากคิดถัวเฉลี่ยปีละ 1 แสนบาท คุณจะต้องใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ยิ่งมีลูก 2 คนก็ต้องคูณ 2 เข้าไป จึงทำให้การเก็บเงินในวัยเกษียณของคุณอาจไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

แต่อย่างไรก็ดีลูกก็คือชีวิตที่มีค่าสำหรับทุกคนในครอบครัว เป็นความสุขที่พ่อแม่ทุกคนยอมเสียเพื่อให้ลูกมีความสุข ดังนั้นการตั้งเป้าหมายทางการเงินในวัยเกษียณ จึงต้องคิดควบคู่ไปกับการวางภาพชีวิต ว่าจะอยู่อย่าง โดดเดี่ยวหรืออยู่โดยมีลูกหลานให้เดินจูงมืออยู่ข้างๆ ในวันที่เรี่ยวแรงถดถอย และสุดท้ายแม้ไม่ถึงเป้าแต่เรายังมีความสุขในชีวิต ก็อย่าได้เครียดกับสิ่งนอกกาย ขอให้ได้เห็นภาพชีวิตในบั้นปลายที่มีบ้าน และคนในครอบครัวอยู่ด้วยกันหรืออย่างน้อยๆ ก็แวะเวียนมาหาบ้างก็พอ

กินอยู่อย่างไรให้กายใจแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542460

  • วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 09:25 น.

กินอยู่อย่างไรให้กายใจแข็งแรง

โดย กันย์ ภาพ pixabay

การกินอาหารส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง เรียกว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น หากเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว กิจวัตรประจำวัน รวมทั้งเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ดีด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคก็ยังต้องเลือกกินให้ถูกกับโรคที่เป็น เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวได้

โรคที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพบบ่อยในคนไทย คือ โรคไตวายเรื้อรัง โดย ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ที่เป็นโรคไตส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารเค็มจัด อาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคไตนั้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการ รับประทานอาหาร

เคยรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกาย จนน้ำหนักขึ้นก็ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ และคอเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป ทั้ง หวาน เค็ม เผ็ด และอาหารที่มีกะทิ เพื่อป้องกันโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสู่โรคอื่นๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตเรื้อรังที่ตามมา นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคไตได้

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ก็ควรระมัดระวังไม่ให้โรครุนแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากการกินยาตามที่แพทย์สั่ง และการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยบำบัดอาการของโรคไตได้

ผศ.ดร.ชนิดา อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม อาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร กินได้น้อยลง รวมทั้งมีการสูญเสียสารอาหารระหว่างการล้างไต อาทิ โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกกินอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารโปรตีนและพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ผู้ป่วยโรคไตจะต้องรับการประเมินภาวะโภชนาการ เพื่อจะได้กำหนดปริมาณและรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายต้องการของแต่ละบุคคล โดยควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ไขมันดี ผักและผลไม้ แต่ต้องกินในปริมาณที่แนะนำ และควรงดเมื่อผลทางชีวเคมีของโพแทสเซียมในเลือดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

สารอาหารโปรตีนที่พบมากในเนื้อสัตว์ต้องรับประทานให้เพียงพอ เน้นกินปลา เพราะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ผู้ที่ล้างไตทางช่องท้องควรกินให้ได้ 4-6 ช้อนโต๊ะ/มื้อ กินไข่ขาววันละ 2 ฟอง ดัดแปลงเมนูให้หลากหลาย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ไข่ขาวดัดแปลงเป็นอาหารหลากเมนู การใช้ วุ้นเส้นมาใช้ในตำรับจะช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาลขึ้นได้อย่างช้าๆ และเพื่อให้ได้พลังงานตามที่กำหนด

ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันในการปรุงอาหาร ประเภทผัด จะต้องเป็นน้ำมันที่ดี คือ มีไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากเรากินน้ำมันด้วย ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับน้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 1:1 เพื่อลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดที่จะนำไปสู่โรคหัวใจ น้ำมันปาล์มใช้สำหรับอาหารประเภททอด โดยหลังทอดเสร็จแล้วควรใช้กระดาษซับเอาน้ำมันออก ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล หมูสามชั้น หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ปลาส้ม กุนเชียง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีรสเค็ม รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือแร่ที่ชื่อโซเดียม

การปรุงรสอาหารตามใจปาก อาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อความดันเลือด ระบบหัวใจ และระดับแคลเซียมในเลือด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการใช้สมุนไพรช่วยในการปรุงรส เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย ผักชี ขิง ใบแมงลัก งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ควรออกกำลังกายเบาๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อแข็งแรง และควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงภาวะตึงเครียดต่างๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลง ปฏิบัติตัวได้ดังกล่าวก็สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เตรียมพร้อมมีลูกอย่างมั่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542330

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 15:15 น.

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน เตรียมพร้อมมีลูกอย่างมั่นใจ

เรื่อง : เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

การจะสร้างครอบครัวกับใครสักคนนั้น สิ่งสำ คัญคือการเตรียมความพร้อมก่อนการแต่งงานไม่ว่าจะเป็นการเตรียมงานแต่งงาน หรือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องสุขภาพ เพราะการเตรียมความพร้อมตรวจสุขภาพร่างกายก่อนแต่งงานเป็นเรื่องจำ เป็นเมื่อหนุ่มสาวตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกันนั่นหมายถึงการมุ่งหวังที่จะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์เพื่อการมีบุตรในอนาคต ดังนั้นการตรวจร่างกายก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการมีบุตร และตรวจหาโรคที่อาจซ่อนอยู่ในร่างกาย เพื่อไม่ให้โรคร้ายนั้นถ่ายทอดไปสู่ทารกในครรภ์ได้

พญ.รุ่งทิวา กมลเดชเดชาสูติ-นรีแพทย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนจะมีลูกเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับคู่ที่อยากมีลูกอีกด้วย ทั้งนี้แต่ละคู่แต่งงานมีความพร้อมไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีเลยทันทีหลังแต่งงาน ในขณะที่บางคู่อาจจะอยากทำ งานและใช้ชีวิตด้วยกันก่อนสัก 1-2 ปีแล้วค่อยมี

การตรวจร่างกายเพื่อเตรียมช่วงเวลาที่พร้อมจะมีลูก และเพื่อความมั่นใจของทั้งสองฝ่ายที่กังวลถึงความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ที่อาจถ่ายทอดไปสู่ลูกที่จะคลอดออกมาได้การเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้จะดูว่า ผู้ที่เข้ารับการตรวจมีปัญหาสุขภาพ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคใดๆ อยู่บ้าง และแพทย์จะทำ การตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติ จะได้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เริ่มต้นจาก

1.การเข้าพบแพทย์ เพื่อซักประวัติตรวจร่างกาย รวมถึงขอคำปรึกษาและคำ แนะนำ โดยแพทย์เฉพาะทาง

2.หากอยากมีบุตรทันที ฝ่ายหญิงต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยการรับประทานโฟลิคแอซิดวิตามิน ในการวางแผนก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน

3.แต่หากยังไม่อยากตั้งครรภ์ แพทย์จะให้คำ แนะนำ และวิธีคุมกำ เนิด

4.ผู้หญิง บางคนอาจมีซีสต์ หรือเนื้องอก หากตรวจพบปัญหาก่อนตั้งครรภ์ จะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งแม่และลูกในขณะตั้งครรภ์

5.การตรวจเลือดเพื่อหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเจาะเลือดการตรวจหากรุ๊ปเลือดหมู่โลหิต เอ บี โอ และหมู่โลหิตอาร์เอช โดยทั่วไปคนไทยจะเป็นหมู่โลหิตอาร์เอชบวก (Rhpositive) แต่บางคนก็พบได้ว่าเป็นชนิดอาร์เอชลบ ถ้าฝ่ายผู้หญิงมีเลือดเป็นอาร์เอชลบ (Rh negative) เมื่อตั้งครรภ์อาจจะมีความเสี่ยงต่อทารกได้ ในกรณีที่คู่สมรสเป็นอาร์เอชบวกการตรวจเลือดเพื่อหาพาหะธาลัสซีเมียที่พบได้บ่อยในคนไทย สามารถถ่ายทอดสู่ทารกในครรภ์

การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน นั้นควรเข้ามารับการตรวจพร้อมกันทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ในผู้ชายควรมาตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของโรคต่างๆ ที่จะเป็นพาหะหรือโรคติดเชื้อไปยังฝ่ายหญิงและส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส หรือโรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบีเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโรคของคุณแม่ที่ไม่ควรตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ว่าสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ยาที่รับประทานอยู่ควรปรับหรือเปลี่ยนเพราะอาจส่งผลต่อความพิการในเด็กได้ โรคหัวใจบางชนิดรุนแรงและไม่ควรตั้งครรภ์เพราะจะเป็นอันตรายมากทั้งแม่และลูก หรือหากเป็นโรคไทรอยด์สามารถควบคุมได้หรือไม่ ถ้าควบคุมโรคได้ก็ตั้งครรภ์ได้ หรือหากฝ่ายหญิงเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)ก็ควรให้โรคสงบก่อนเช่นกันถ้าโรคไม่สงบก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เพราะไม่ใช่แค่อันตรายต่อตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอันตรายต่อคุณแม่ด้วย ถึงขั้นที่อาจทำ ให้เสียชีวิตได้ทั้งนี้ ความแตกต่างของการตรวจเลือดในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติมในการตรวจร่างกายฝ่ายหญิงก็คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันถ้าฝ่ายหญิงเป็นขณะตั้งครรภ์จะเกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้

หนุ่มสาวที่กำ ลังจะแต่งงานหลายคู่อาจคิดว่าร่างกายแข็งแรงดี หรือมีการตรวจสุขภาพประจำ ปีเป็นปกติอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความเป็นจริงการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานเพื่อเป็นการเตรียมช่วงเวลาให้พร้อมเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งโรคประจำตัวบางชนิดอาจยังไม่แสดงอาการให้เห็นในวัยหนุ่มสาววัยทำ งาน การที่โรคไม่แสดงอาการไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นโรค หรือไม่มีโรคนั้นๆ อยู่ในตัว และเพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบที่จะส่งต่อไปยังลูกน้อยที่อาจเกิดมา ลดการส่งผ่านโรคร้ายไปสู่คนที่เรารักได้

ฝึกโยคะอาสนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542328

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 15:09 น.

ฝึกโยคะอาสนะ

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

จากการเก็บสถิติข้อมูลทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่าผู้หญิงมีแน้วโน้มที่จะเจอปัญหาเรื่องเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า (anterior cruciate ligament หรือ ACL) ฉีกขาดจากจำนวน 4 ใน 10 คน  ซึ่งเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวข้อเข่านี้จะอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางของข้อเข่า และยาวไปตามแนวเฉียงจากด้านหลังของกระดูกต้นขาไปจนถึงกระดูกหน้าแข้ง

เส้นเอ็นนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกหน้าแข้งว่าจะสามารถเคลื่อนไหวได้มากน้อยเพียงใด โดยเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ anteromedial และ posterolateral ซึ่งแต่ละส่วนจะทำให้หัวเข่าและหน้าแข้งเคลื่อนไหวได้ในมุมต่างๆ

สำหรับคนที่ฝึกโยคะอาสนะจะต้องฝึกท่าเก้าอี้หลายๆ ครั้งในแต่ละคลาสเฉลี่ย 5 ครั้งหรือมากกว่าหากเราฝึกโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในหนึ่งปีเท่ากับว่าเราก็ทำท่าเก้าอี้มากกว่า 500 ครั้ง หรืออาจจะเกิน 1,000 ครั้งแล้ว คุณครูเห็นว่ายังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตระหนักว่า การฝึกท่านี้ผิดเท่ากับเป็นการสะสมอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นข้อเข่าได้

จุดที่ต้องระวังในการฝึกท่านี้คือไม่เพียงแต่แค่การเช็คตำแหน่งหัวเข่าไม่ให้เลยปลายนิ้วเท้า แต่ให้ใส่ใจถึงการถ่ายเทน้ำหนักไปที่ส้นเท้า ก้น สะโพก ให้มากพอจนเกิดการติดต่อกลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังทั้งหมด ( the posterior chain of muscles i.e. the glutes and hamstrings ) ให้กลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังรับผิดชอบในท่านี้รวมถึงการจัดระเบียบ กระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลังล่าง ไล่ไปจนถึงกระดูกต้นคอให้อยู่ในแนวธรรมชาติ แล้วใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องซัพพอร์ตหลังล่างด้วยในขณะฝึก

ในเวอร์ชั่นวันนี้ครูได้ประยุกต์ท่า จากท่าเก้าอี้ดั้งเดิม ดังนั้นผู้ฝึกต้องสามารถฝึกท่าเก้าอี้แบบดั้งเดิมได้ดีและถูกต้องก่อนการฝึกท่านี้ก็จะไม่ยากแต่ท้าทายในขณะที่เราต้องยืดขาตรง ควรงดฝึกท่านี้หากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงหรืออักเสบที่หัวเข่า

วิธีปฏิบัติ

1. ให้เริ่มต้นในท่ายืน ส่งข้อเท้าซ้ายพาดหน้าหัวเข่าขวาหายใจเข้าเพื่อเตรียม  (รูป1)

(รูป1)

2. หายใจออก ฝึกท่าเก้าอี้ 1 ขา โดยถ่ายเทน้ำหนักไปที่ก้น รวมทั้งกลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังทั้งหมด  อย่าให้หัวเข่าเลยปลายนิ้วเท้า โน้มตัวมาด้านหน้าจนหน้าอกติดกับขาซ้าย จากนั้นค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 2)

(รูป 2)

3. หายใจเข้าส่งแขนขวาอ้อมฝ่าเท้าซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมหลังมาล็อคกัน ทรงตัวให้นิ่ง เพ่งสมาธิที่จุดใดจุดหนึ่ง หายใจเข้า – ออก ขณะค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ  (รูป 3)

(รูป 3)

4. หายใจออกค่อยๆ ยืดขาขวาตรง หรืออาจงอหัวเข่าเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย ฟังเสียงร่างกาย ค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง  (รูป 4)

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

Fทร. 02-636-6758-9

‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542301

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 12:09 น.

‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่เพียงสุนัขจะเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น มนุษย์ก็รักสัตว์เลี้ยงของพวกเขามากจนยอมนำพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และทุ่มเทเงินทองซื้อให้ทุกอย่าง เช่น ลงทุนซื้อสุนัขตัวละราคาเป็นล้านบาทเพื่อให้ได้ครอบครองสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ หรือการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่บางประเทศคนบางคนยังไม่เคยไปเยือน แถมยังได้นั่งในชั้นบิซิเนสคลาสเสียด้วย

ด็อกเลิฟเวอร์บางคน นอกจากลงทุนซื้อสุนัขพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ตัวละ 5 แสนบาท แต่มีคนมาขอซื้อต่อในราคาตัวละ 2 ล้านบาทเขากลับไม่ขาย หรือต้องพาสุนัขพันธุ์ชิห์สุของแฟนสาวไปกรูมมิ่งขนเป็นประจำ พร้อมสายจูงยี่ห้อแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมตัวละ 8,000 บาท และมีกระเป๋าใส่สุนัขแบรนด์หลุยส์ วิตตอง เป็นของตัวเอง รวมทั้งมีป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาท ถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ

ความรักในตัวสุนัขของเหล่าเจ้าของบางคน จึงมีไม่จำกัดจริงๆ ลองไปดูความรักของพวกเขาที่มีต่อเพื่อนคู่ใจว่าจะเข้มข้นขนาดไหน

ไปไหนไปกัน

โบ๊ท-กิรัติมา ณ พัทลุง เจ้าของเพจ Traveler Dogs “หมาอยากเที่ยว” ที่เกิดจากเวลาไปเที่ยวยุโรปแต่ละครั้ง เห็นฝรั่งจูงหมาเดินไปมาเต็มไปหมด เลยเกิดอาการคิดถึงเจ้าตัวเล็กที่บ้าน ที่อยากพามาเปิดหูเปิดตาด้วย ว่าแล้วกิรัติมาจึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลตามที่ต่างๆ ซึ่งพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีใครพาสุนัขเที่ยวมากนัก ทริปต่อไปเธอจึงใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าเกือบปี จนเกิดเป็นทริปแรกของ “เป๊ปเปอร์” สุนัขพันธุ์มิเนียเจอร์ ชเนาเซอร์ วัย 5 ขวบ เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2559 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และฝรั่งเศส

พอปีกกล้าแล้วทริปที่ 2 ก็ตามมา โดยนายของพวกเขาพาไปตะลุยสโลวีเนีย และโครเอเชีย โดยเพิ่มความสนุกคูณ 4 โดยพาสมาชิกใหม่ “มัมมา มีย่า” พันธุ์โคตอน เดอ ทูลี อาร์ วัย 2 ขวบ ที่สั่งซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศส จอยทริปด้วย จนเกิดเป็นเพจ “หมาอยากเที่ยว” ที่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลสำหรับพ่อแม่หมาที่อยากพาเจ้าตัวเล็กไปเที่ยว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

กิรัติมา เล่าถึงค่าใช้จ่ายในการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะไปประเทศไหน เช่น ไปสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนพาสุนัขไปจะต้องนำสุนัขไปตรวจเลือดและตรวจสุขภาพ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายราวๆ 2 หมื่นบาท เพราะต้องส่งเลือดไปตรวจที่ห้องแล็บประเทศอังกฤษ ซึ่งผลเลือดนี้จะอยู่ได้ตลอดสิ้นอายุขัยของสุนัขตัวนั้นๆ เลย หากเราพาสุนัขของเราไปฉีดวัคซีนตามกำหนด

อันที่สองคือ ค่าเครื่องบินโบ๊ทรีเควสว่าอยากนำสุนัขขึ้นไปนั่งในห้องผู้โดยสารด้วย หรือ เพท อิน เคบิน ไม่ส่งไปโหลดในห้องสัมภาระใต้ท้องเครื่อง โดยกระเป๋าที่ใส่น้องหมาและตัวน้องหมาต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม

“ตอนไปสวิตเซอร์แลนด์ โบ๊ทเลือกนั่งสายการบินของสวิส แอร์ไลน์ส อย่างมัมมา มีย่า หนักรวม 6.5 ส่วนเป๊ปเปอร์หนักรวมเกือบ 8 กิโลกรัม ก็ต้องเสียเงินเพิ่มราวๆ เที่ยวละ 200 เหรียญ 2 ตัว กลับอีก 200 เหรียญ รวมไปกลับ 400 เหรียญ พอไปถึงสนามบินของสวิสก็ต้องเขียนใบอิมพอร์ต เพอร์มิต คือใบอนุญาตนำเข้าสุนัขจากประเทศปลายทางก็คือซูริก โดยเสียให้กับด่านศุลกากรอีกราวๆ 40 ฟรังก์สวิส นอกนั้นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆ เช่น โรงแรมจะชาร์จน้องหมาเพิ่ม ซึ่งเราต้องแจ้งโรงแรมล่วงหน้าว่า โรงแรมของเขาอนุญาตให้นำสุนัขเข้าพักไหม และจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตัวละ 20 เหรียญต่อคืนต่อตัว ซึ่งโบ๊ทไปพักราวๆ 20 วัน เฉลี่ยวันละ 1,000 บาทต่อตัว”

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมอาหารและของใช้จิปาถะส่วนตัวของน้องหมาไปด้วย เพราะสุนัขเขาไปในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วไม่ควรเปลี่ยนอาหารทันที

“เวลาพาสุนัขไปต่างประเทศ โบ๊ทเลือกนั่งบิซิเนส เพราะเราก็อยากสบายส่วนตัว แต่คนอื่นอาจไม่จำเป็น แต่โบ๊ทก็รักความสบาย อีกทั้งสะดวกกับน้องหมา เพราะหากนั่งชั้นประหยัดเราต้องยัดกระเป๋าน้องหมาไว้ตรงที่พักขาด้านหน้า ตัวเราก็นั่งลำบาก น้องหมาก็อยู่ลำบาก แล้วเวลาไปเที่ยวทีโบ๊ทจะเตรียมสัมภาระของน้องหมา 2 ตัวใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆ 1 ใบอยู่ได้ 3 อาทิตย์ ภายในบรรจุอาหารสุนัข 2 ตัว ตวงใส่ถุงไปตัวละ 2 มื้อต่อวัน ขนมเอาไว้ให้เขากินตอนเดินเล่น แพดรองฉี่ ผ้าอ้อมสำหรับมัมมา มีย่า โอบิสำหรับเป๊ปเปอร์ เอาเสื้อผ้าน้องหมาไปเยอะมาก เพื่อเอาไว้ถ่ายรูป โดยสั่งซื้อจากอเมริกาแบรนด์ พิงค์ กอฮอลิค ราคาประมาณตัวละ 2,000-3,000 บาท แว่นกันแดด รองเท้า สายจูงมีหลายอันเอาไว้จูงเดินเล่นเฉยๆ หรือสายปล่อยให้เขาวิ่งเล่นในสนาม กระบอกน้ำ เหมือนมีลูกเด็กอ่อนๆ ไปด้วยเลยค่ะ ต้องเอาทิชชู่เปียกไปเยอะๆ เพื่อเช็ดเท้า เช็ดฉี่ เช็ดตัว แชมพูสุนัขต้องอาบน้ำเขาอาทิตย์ละครั้ง อุปกรณ์สเปรย์ยาหรือยาแก้ปวดท้อง สเปรย์ฉีดแก้คันด้วยค่ะ”

ความสุขของการพาสุนัขท่องเที่ยวไปด้วย คือจะได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นช่วงเวลาที่ดี

รักแบบ “ฟูล ออปชั่น”

เบิร์ด-ณัฐพร ศีลา ผู้ก่อตั้ง บิ๊ก ด๊อก กรุ๊ป เจ้าของบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนดังในขณะนี้ เล่าถึงความรักในตัวสุนัขพันธุ์ใหญ่ ที่เขาหลงเสน่ห์ในสุนัขเช่นเดียวกับแฟนสาว ยุ้ย-ชลธิชา ลาภผาติกุล เจ้าของธุรกิจศูนย์ความงามครบวงจร แม้จะบิ๊กไซส์แต่ก็มีนิสัยที่ขี้อ้อนเฟรนด์ลี่มากๆ และเมื่อเขาตัวใหญ่เพื่อความสะดวกในการควบคุมก็ต้องส่งไปฝึกตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆ โดยสุนัขพันธุ์ใหญ่จำนวน 28 ตัวที่ณัฐพรนำมาโชว์ที่บิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ได้แก่พันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ (Alaskan Malamute) ที่ชื่อโซโล ที่ซื้อมาตัวละ 5 แสนบาท แต่เมื่อชาวต่างชาติมาขอซื้อตัวละ 2 ล้าน ก็ไม่ขาย ด้วยความรักและผูกพันกันมาก

“สุนัขบางสายพันธุ์เรามีวิธีฝึกให้เขาเป็นมิตรกับคนโดยครูฝึก ให้เรียนรู้ถึงการให้อยู่ในคำสั่ง เช่น นั่ง หมอบ คอย ได้ ผมรักสุนัขมากจนต้องนอนด้วยกันบนเตียงถึง 4 ตัว ได้แก่ พันธุ์ทิมเบอรูลฟ์ เชปเพิร์ด (Timberoolf Shepherd) ราคาตอนนำเข้าตัวละ 1.2 แสนบาท ชื่อ ริกกี้ กับมาร์ติน อีกตัวที่นอนด้วยกันคือโซโล พันธุ์อลาสกันฯ และพี่ใหญ่สุดแต่ตัวเล็กสุด คือผักบุ้ง พันธุ์ชิห์สุ นอกจากนี้ผมยังเลี้ยงสุนัขพันธุ์คอมอนดอร์ (Komondor) ที่ผมคิดว่ามีตัวเดียวในประเทศไทยชื่อ บัตเตอร์ ซื้อมาตัวละ 1 ล้านบาท”

เนื่องจากเขามีร้านบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ ด้วยสุนัขตัวอื่นๆ จึงนอนที่ร้าน ที่แต่ละตัวต้องอยู่ในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา และมีพี่เลี้ยงดูแลใกล้ชิด 5 คนเป็นอย่างต่ำ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีหน้าที่ดูแลเส้นขนของสุนัขพันธุ์ใหญ่ไม่ให้เปียกชื้นน้ำลายระหว่างสุนัขด้วยกัน ที่แม้ไม่ต้องเข้าร้านเพื่อกรูมมิ่งตัดแต่งขน แต่ต้องดูแลเรื่องขนให้แห้งตลอดเวลา เพราะหากเมื่อไหร่ที่ขนชื้นจะทำให้เป็นโรคผิวหนัง ปอดบวม จึงต้องให้พนักงานคอยดูแลใกล้ชิด หากเปื้อนน้ำลายขณะเล่นกันก็ต้องหาน้ำยามาเช็ดทำความสะอาดเส้นขนแล้วเป่าให้แห้ง เรียกว่าดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี บางสายพันธุ์ที่เบิร์ดเลี้ยงก็ต้องจ้างกรูมเมอร์มาดูแลขน โดยจ้างเดือนละ 1.5 หมื่นบาท มาดูแลตัดแต่งทรงขนให้น้องหมา ไม่นับรวมเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงสุนัขจำนวน 28 ตัว ตกเดือนละ 3.5 แสนบาท อาหารบวกอาหารเสริม ไม่รวมค่าพนักงาน ค่าหมอที่เข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีค่าฝึกสุนัข 28 ตัว เดือนละ 6 หมื่นบาท

“โชคดีที่ผมมีฟาร์มสุนัขอยู่แล้วที่นครสวรรค์ เลี้ยงสุนัขและเพาะพันธุ์ใหญ่มานาน 10 ปี ผมจึงค่อนข้างรู้นิสัยของสุนัข รู้วิถีชีวิต โรคภัย อุปนิสัย การเลี้ยงดูจึงง่าย แต่คนไม่เคยเลี้ยงเลยจะยาก รู้ถึงอาหารที่ถูกต้อง สุนัขพันธุ์ใหญ่กินข้าวหรืออาหารเหลือๆ เหมือนหมาบ้านไม่ได้ เพราะระบบการย่อย เขากินเค็มไม่ได้ เราจึงให้กินแต่เนื้อดิบๆ มีทั้งเนื้อวัว ปลา ไก่ กินผักและผลไม้ด้วย เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อเพิ่มวิตามิน เช่น แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่คุณภาพก็คือซื้อตามห้างสรรพสินค้า เราเลี้ยงเขาเหมือนลูกเลย”

นอกจากนี้ ยังมีค่าน้ำค่าไฟในการที่ต้องเลี้ยงดูสุนัขแสนรักเป็นอย่างดี ค่าเปิดแอร์ 24 ชั่วโมง ค่าไฟตกเดือนละ 4-5 หมื่นบาท รวมแล้วจึงมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้องหมาตกเดือนละต่ำๆ 1.2 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ฟาร์มที่นครสวรรค์อีก

ไม่เพียงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น สุนัขตัวละ 1 ล้านบาท เมื่อนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องขนส่งทางเครื่องบิน ต้องเพิ่มค่าระวางคือการดูแลสุขภาพสุนัขระหว่างการขนส่งอีกราว 4-5 หมื่นบาทอีกด้วย

เมื่อรักสุนัขแล้วการทุ่มเทให้พวกเขาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เช่น ให้เวลานอนในห้องด้วยกัน พาไปเที่ยวต่างจังหวัดและอื่นๆ ณัฐพรก็มีสุนัขอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตด้วย โดยสถานที่ที่เขาเลือกพาน้องหมาไปพักผ่อนหย่อนใจ ต้องเลือกสถานที่ที่สามารถพาสุนัขไปด้วยได้

“ถ้าไปกินข้าวตอนเย็นๆ เราเลือกไปที่เอเชียทีคหรือเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ หรือไม่ก็ไปต่างจังหวัด เช่น หัวหิน เวเนเซีย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวแฟน ส่วนใหญ่ผมจะให้พวกเขากินดีอยู่ดี กินอาหารสำหรับสุนัข เวลาไปต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย เวลาไปก็ต้องขนชามข้าว ผ้าเช็ดตัว มีเบาะ ที่นอนเขาของใครของมัน ตัวที่รักที่สุดชื่อผักบุ้ง ชิห์สุตัวแรกที่ยุ้ยเลี้ยงมา อายุ 10 ปี แฟนผมซื้อสายจูงแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท เสื้อผ้าแบรนด์ตัวละ 8,000 บาท

คือยุ้ยเขาชอบเครื่องประดับที่เกี่ยวกับสุนัขมาก เขาสั่งทำป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาทก็มี ส่วนเสื้อผ้าสุนัขมันมีคอลเลกชั่นของหลุยส์หรือแอร์เมสเขาก็ซื้อให้ อย่างเสื้อผ้าน้องหมามีเป็นราวเลย มีราคาตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่นมีทั้งแบรนด์เนมและเสื้อผ้าธรรมดา อย่างกระเป๋าใส่สุนัขของผักบุ้งก็แบรนด์หลุยส์ วิตตอง ซึ่งผมก็เข้าใจแฟนนะครับ เพราะเราก็รักสุนัขเหมือนกัน ดังนั้นอะไรที่หมดไปกับสุนัขผมจึงไม่ค่อยซีเรียส คิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

อย่างไปเที่ยวต่างประเทศเร็วๆ นี้มองว่าจะพาผักบุ้งไปฝรั่งเศสด้วย เวลาพาน้องหมาไปยุโรปต้องตรวจสุขภาพก่อน ราคาเฉพาะตรวจสุขภาพราวๆ 2 หมื่นบาท ซึ่งจำเป็นเพราะเป็นข้อบังคับของสายการบิน หากน้ำหนักน้องหมาไม่ถึง 8 กิโลกรัม ก็นำขึ้นเครื่องไปนั่งชั้นบิซิเนสกับเราได้ โดยเสียเงินเพิ่มอีกหมื่นกว่าบาทสำหรับน้องหมา”

ณัฐพรอยากฝากไปถึงคนรักสุนัขว่า ควรรักพวกเขาไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ก่อนเลี้ยงก็ควรศึกษาอุปนิสัยว่าจะเข้ากับผู้เลี้ยงได้ไหม และเลี้ยงสุนัขเพื่ออะไร เช่น เป็นเพื่อนหรือเฝ้าบ้าน ลักษณะความยาวของเส้นขนก็ต้องใส่ใจ หากไม่ค่อยมีเวลาไม่ควรเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนยาว อย่าเลี้ยงสุนัขเพราะเป็นแฟชั่น เพราะชีวิตของน้องหมาตัวหนึ่งๆ ต้องมีอายุอยู่เป็นสิบๆ ปี ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยจึงต้องมีกำลังในการดูแลบั้นปลายชีวิตของน้องหมาด้วย

ลงรองพื้นอย่างไรให้ดูเนียนสวยตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542140

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 14:32 น.

ลงรองพื้นอย่างไรให้ดูเนียนสวยตลอดวัน

การแต่งหน้าของสาวๆ แต่ละคนมีขั้นตอนแตกต่างกันตามสไตล์ความชอบและความถนัด หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการแต่งหน้าเพื่อปรับสภาพสีผิวและปกปิดริ้วรอยคือ “การลงรองพื้น” ซึ่งกุญแจสำคัญคือความพอดีเพื่อลุคที่ดูเป็นธรรมชาติในทุกๆ วัน สำหรับเคล็ดลับที่จะช่วยให้สาวๆ ลงรองพื้นได้เรียบเนียนแต่ยังคงมีความโกลว์ ต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูกัน

1.เริ่มด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

สกินแคร์ควรมาก่อนเมกอัพเสมอ โดยการลงมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนแต่งหน้าจะช่วยให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื้นตลอดวัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รองพื้นดูเรียบเนียนและเมกอัพติดทนนานขึ้น สำหรับสาวๆ ที่กังวลเรื่องผิวมัน อาจจะหันมาใช้ Primer ที่ช่วยควบคุมความมันก่อนการแต่งหน้า สาวคนไหนไม่ชอบทาครีมกันแดด แนะนำให้เลือกรองพื้นที่มีส่วนผสมของ SPF เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดแล้ว ยังปกป้องผิวของเราจากรังสียูวีไปพร้อมกัน

2.วอร์มรองพื้นบนหลังมือ

การวอร์มรองพื้นบนหลังมือจะช่วยให้เนื้อรองพื้นละเอียดยิ่งขึ้น เพราะได้รับความอุ่นจากร่างกาย และเนื้อรองพื้นที่ถูกวอร์มก่อนจะช่วยให้เกลี่ยง่ายขึ้น

3.เติมบิวตี้ออยล์ผสมกับรองพื้น

เคล็ดลับนี้เพื่อลุคที่ดูเป็นธรรมชาติและต้องการให้ผิวดูโกลว์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งไฮไลเตอร์ แต่สามารถทำให้ผิวเหมือนดูโกลว์จากภายในได้ตั้งแต่การลงรองพื้น โดยการหยดบิวตี้ออยล์ผสมในรองพื้นแล้ววอร์มเข้าด้วยกันก่อนลงที่ใบหน้า ส่วนปริมาณของออยล์ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน

4.หาตัวช่วยที่ดีกว่ามือ

อุปกรณ์ที่ช่วยให้การลงรองพื้นให้เรียบเนียนไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแปรงหรือฟองน้ำแต่งหน้าเพียงเท่านั้น แต่การใช่อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้เราเกลี่ยรองพื้นได้ง่ายขึ้นและเข้าถึงทุกซอกทุกมุมมากกว่าการใช้นิ้วมือเกลี่ย ทั้งยังช่วยเกลี่ยให้สีเนียนดูกลมกลืนกับผิว

5.ล็อกหน้าให้สวยทนด้วย Setting Spray

หลังจากลงรองพื้น สาวๆ ควรใช้ Setting Spray เพื่อล็อกความสดใหม่ของเมกอัพให้อยู่ทนตลอดวัน โดยแนะนำให้ฉีดสเปรย์หลังจากลงรองพื้น และอีกครั้งหลังแต่งหน้าเสร็จ เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาให้แก่ผิวหน้า

โรคทางเดินอาหาร อย่าวางใจ อาจลุกลามใหญ่โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542083

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:34 น.

โรคทางเดินอาหาร อย่าวางใจ อาจลุกลามใหญ่โต

เรื่อง กันย์

โรคความผิดปกติของทางเดินอาหาร เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ขาดการออกกำลังกายและมีภาวะเครียดสูง โรคนี้วินิจฉัยได้ยาก แต่ด้วยการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้แพทย์มีเครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากความผิดปกติ ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น มีเนื้องอก มีการอักเสบ มีแผล หรือ ความผิดปกติของการทำงานของทางเดิน อาหาร เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติในปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมองและทางเดินอาหาร แบ่งตามกลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ

สาเหตุของความผิดปกติอาจเกิดได้จากการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ อวัยวะในช่องท้องรับความรู้สึกไวเกินไป หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุลำไส้ และการตอบสนองของภูมิต้านทานของลำไส้ผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้และการแปรผลของระบบประสาทส่วนกลาง

กลุ่มอาการเหล่านี้อาจเกิดได้จากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ ได้ทุกส่วนรวมถึงถุงน้ำดี อาทิ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดอาหารอะคาเลเซีย ภาวะการกลืนผิดปกติ ภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า ปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ โรคลำไส้แปรปรวน โรคท้องผูกเรื้อรัง อาการที่มักพบได้บ่อย เช่น การปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการแสบร้อนที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ ขย้อนอาหาร เจ็บหน้าอกหรืออาจมีอาการไอเรื้อรัง หอบเรื้อรัง ร่วมด้วย ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับท้องเสีย

สาเหตุของโรคยังไม่แน่ชัด มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจ เช่น ความเครียด หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดการออกกำลัง กินอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป กินอาหารไม่เป็นเวลา การใช้ชีวิตที่ เร่งรีบเกินไป ดื่มสุรา ฯลฯ อาการของโรคยังคาบเกี่ยวกัน เช่น ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการท้องอืด หรือท้องผูกร่วมด้วย ทำให้วินิจฉัยได้ยาก แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยอาศัยเกณฑ์ที่เป็น

การวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

1.การส่องกล้องในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เพื่อหาความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต่างๆ อาทิ กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือเนื้องอกต่างๆ เป็นต้น โดยแพทย์จะพ่นยาชาเข้าไปในช่องปากและลำคอ ต่อจากนั้นจะทำการให้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยหลับระหว่างการตรวจและใส่กล้องตรวจเข้าไปเพื่อตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะการตรวจได้ผลการตรวจที่แม่นยำและมีผลข้างเคียงน้อย

2.การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อดูความผิดปกติโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย ท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด ใช้กล้องที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอมยาวและยืดหยุ่นได้ มีกล้องบันทึกภาพเพื่อให้เห็นถึงความผิดปกติภายในได้ชัดเจน และแพทย์สามารถนำชิ้นเนื้อไปตรวจได้

3.ตรวจวัดการทำงานของทางเดินอาหารส่วนต้นชนิดความละเอียดสูง สามารถดูการบีบตัวของหลอดอาหาร ในผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบาก เจ็บหน้าอก หรือสงสัยว่าเป็นโรคของการทำงานของหลอดอาหารที่ผิดปกติ โดยแพทย์จะใส่ยาชาเข้าไปทางช่องจมูก ให้คนไข้กลืนสายลงไปในหลอดอาหารและให้ดื่มน้ำ เพื่อตรวจการทำงานของหลอดอาหาร เป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

4.การตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ในหลอดอาหาร เป็นการตรวจวัดค่าความเป็น กรด-ด่าง 24 และ 48 ชั่วโมง มักใช้หลัง จากตรวจวัดการทำงานของทางเดินอาหาร ส่วนต้นแล้ว เพื่อตรวจดูว่าผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนหรือไม่

5.การตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เป็นการตรวจทางรังสีจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ภายหลังจากการดื่มสารทึบแสง เพื่อถ่ายให้เห็นส่วนต่างๆ ของทางเดินอาหาร

การเตรียมตัวขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจแต่ละวิธี ซึ่งแพทย์จะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า โดยปกติการตรวจโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ประวัติการผ่าตัด ยาที่ใช้เป็นประจำ รวมถึงต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้า ระยะเวลาในการงดน้ำและอาหารขึ้นอยู่กับการตรวจแต่ละวิธี แพทย์จะให้งดน้ำและอาหารประมาณ 6-8 ชม. ล่วงหน้าและงดยาบางอย่างก่อนทำการตรวจ ส่วนการตรวจกรดไหลย้อนต้องลดยาลดกรดอย่างน้อย 3-5 วัน ทั้งนี้แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์ โอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก

โรคทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบได้บ่อย หากไม่ทำการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น โรคกรดไหลย้อน อาหาร ไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย ตับอักเสบ มะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ และมะเร็งตับ โดยศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีคลินิกเฉพาะทางที่ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารครบทุกสาขา

ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542112

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:33 น.

ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ไม่เป็น ‘โรคแปลกหายาก’ ยิ่งประเสริฐ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.) เป็นวันโรคหายาก 2018 (Rare Disease Day 2018) ซึ่งหมายถึงโรคแปลก พบเจอน้อย การวินิจฉัยและตรวจรักษามีความซับซ้อน ที่พลอยทำให้ “โอกาส” ของผู้ป่วยโรคแปลกหรือโรคหายากเหล่านี้ มีความ “ซับซ้อน” ไปด้วย มาทำความรู้จักกับโรคหายาก เพื่อที่จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกโรคที่หายยาก ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ภายใต้กลไกอันซับซ้อนในโลกอันซับซ้อนของกลุ่มผู้ป่วยโรคแปลก “พวกเรา” จะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง

ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าสาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงสถานการณ์โรคหายากว่า โรคหายากเป็นกลุ่มอาการของโรคที่พบน้อย โดยแต่ละโรคมีความชุกของโรคต่ำกว่า 1 ใน 2,000 คนของประชากร ปัจจุบันมีโรคหายากในโลกรวมทั้งสิ้น 7,000-8,000 โรค สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 6% ของประชากรป่วยด้วยโรค

หายากโรคใดโรคหนึ่ง เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากจำนวนหลายหมื่นคนที่กระจายตัวอยู่ใน 100 กว่าโรคหายาก โดย 80% เป็นโรคหายากที่เกิดจากพันธุกรรม

“ผู้ป่วยหลักหมื่นที่กระจายตัวอยู่ใน 100 โรคหายากทั่วประเทศ ก็ไม่ถึงกับงมเข็มในมหาสมุทรเสียทีเดียวนัก” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

โรคหายาก ไม่เพียงความซับซ้อนของตัวโรคเท่านั้น แต่คือความซับซ้อนที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการตรวจรักษา ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขามีน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยล่าช้าผิดพลาด รักษาไม่ตรงจุด เสียโอกาสในการรักษา หรือเมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ก็ไม่มียาในการรักษา ยารักษาโรคในกลุ่มโรคหายากถูกเรียกว่ายากำพร้า ก็เพราะยาส่วนใหญ่เป็นยาต่างประเทศและไม่มีการนำเข้า เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าในแง่ของการลงทุน สังคมไทยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายาก ระบบสาธารณสุขไทยยังไม่มีนโยบายหรือกระบวนการจัดการดูแลรักษาโรคหายากของประเทศ นั่นทำให้สิทธิในระบบสาธารณสุขไม่ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยและการรักษา นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“คนไข้ในกลุ่มนี้ถูกละเลยตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเริ่มรักษา ไปถึงมือหมอแล้ว แต่หมอไม่รู้จักโรค หมอนึกว่าเป็นโรคอื่น วินิจฉัยไม่ถูก วินิจฉัยช้า ในบางรายวินิจฉัยช้าไปแค่ไม่กี่วันก็ทำให้เสียชีวิตได้ หรือในบางรายวินิจฉัยช้าเพียงนิด แต่ก็มากพอที่จะเปลี่ยนให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะเจ็บป่วยพิการไปชั่วชีวิต ในบางรายวินิจฉัยถูกต้อง แต่ไม่มียารักษา เนื่องจากยามีราคาแพงมาก ตั้งแต่ 4-5 หมื่นบาทต่อปี กระทั่ง 4-5 ล้านบาทต่อปี เฉพาะค่ายานะ ยากที่คนไข้จะมีโอกาสเข้าถึงยา หรือหมอก็ต้องเห็นเคสบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะหลงลืมกันไป ต้องมียาที่พร้อมจะหยิบใช้ ไม่เช่นนั้นคนไข้ก็ถูกละเลยอีก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ” ศ.พญ.ดวงฤดีเล่า

การรณรงค์โรคหายากในวันโรคหายาก ประเทศไทย นอกจากจะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายากที่ถูกต้องแล้ว คือการผลักดันภาครัฐในระดับนโยบาย เพื่อให้คนไข้มีโอกาสเข้าถึงยาเข้าถึงการรักษาที่ควรจะเป็น มีการวางแผนพัฒนากำลังคนด้านการวินิจฉัยและการรักษา พัฒนาระบบการจัดการส่งต่อที่เหมาะสมถูกตัวถูกคน รวมทั้งการสำรองยากำพร้าสำหรับโรคหายาก เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป มีการรวมตัวกันสร้างศูนย์โรคหายาก สนับสนุนเรื่องการตรวจรักษาและการสำรองยา ส่วนในเอเชีย ประเทศที่ระบบสาธารณสุขมีการสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากมีเพียงญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ นอกจากนี้แล้วแทบไม่มีการพูดถึงในระดับนโยบาย

“จะดีกว่าหรือไม่ ที่เราจะลดการสูญเสียจากการใช้งบประมาณเพื่อรักษาเพียงภาวะแทรกซ้อนที่ปลายทาง หรือรักษาอาการทุพพลภาพระยะยาวโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้ารักษาให้ตรงจุดตรงโรคเสียตั้งแต่แรก ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม พวกเขาก็สามารถที่จะเป็นประชากรที่แข็งแรง มีคุณภาพ มีประโยชน์”

ล่าสุดในปี 2560 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program-UNDP) ร่วมกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation-APEC) ได้กำหนดแนวทางการรักษาโรคหายาก และได้นำโรคหายากเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย นับเป็นโอกาสและความหวังครั้งสำคัญของผู้ป่วยโรคหายากในไทย โดยจะมีนโยบายและแผนดำเนินการเกี่ยวกับโรคหายากที่ชัดเจนขึ้น เช่น จะมีการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศสมาชิกว่า มีนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการดูแลรักษาโรคหายากหรือไม่เพียงไรและอย่างไร มาตรการความช่วยเหลือที่ควรจะเป็น กระบวนการจัดการ กระบวนการผลิตผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการจัดการเรื่องยากำพร้า เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมติดตามผลในระดับภูมิภาคอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า APEC Healthy 2020 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรค

หายาก เล่าว่า มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1-2 ปีก่อน โดยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากทุกกลุ่มในประเทศไทย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่างๆ รวมทั้งการเป็นตัวแทนผลักดันสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย สมาชิกคือผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะทำงานร่วมกัน และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็สื่อสารความเข้าใจเรื่องโรคหายากต่อสาธารณะ เป้าหมายการทำงานปีนี้ มีแผนสร้างฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคหายาก โดยเก็บข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขและครอบครัวผู้ป่วยทั่วประเทศ 800 ครอบครัวเสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค. 2561 จากนั้นเดินหน้าแผนระยะยาว ผลักดันในระดับนโยบาย เพื่อสิทธิของผู้ป่วยโรคหายาก ทั้งมาตรการการรักษาที่ครอบคลุม และยารักษาที่ควรจัดอยู่ในกลุ่มยาบัญชีหลัก (fb : rarediseasedaythailand)

“มูลนิธิฯ เปรียบเสมือนร่มของผู้ป่วย ภายใต้ร่มเงานี้ เราเดินไปด้วยกัน” ปรียากล่าว

“น้องวาด” หนึ่งในผู้ป่วยโรคหายาก วาดเป็นโรคปอมเป (Pompe) โดยจัดเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดหนึ่ง โรคนี้เกิดจากพันธุกรรม ที่พ่อและแม่ต่างมียีนแฝงของโรค ตัวเธอและน้องชายของเธอต่างเป็นโรคนี้ สำหรับตัวเธอจัดเป็นผู้ป่วยโรคปอมเปคนแรกที่ถูกตรวจพบในประเทศไทย อาการของโรคจะปวดท้องมากและปวดบ่อยๆ ง่วงนอน ผงกคอไม่ได้ หายใจลำบาก หายใจถี่ ออกกำลังกายหนักไม่ได้ อาการเริ่มชัดเจนเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไปพบแพทย์บ่อย จนแพทย์สงสัยและตั้งข้อสังเกตความแปลกของอาการ เธอถูกผ่าตัดกล้ามเนื้อส่งไปตรวจที่ไต้หวัน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแปลกประหลาดที่ไม่มีใครในบ้านเคยได้ยินชื่อมาก่อน

วาดเล่าว่า โรคปอมเปรักษาด้วยการฉีดเอนไซม์

ชื่อ Lumizyme ทุกๆ 2 สัปดาห์ไปตลอดชีวิต เนื่องจากร่างกายผลิตเอนไซม์ชนิดนี้เองไม่ได้ ปัจจุบันถือว่าใช้ชีวิตปกติ ถ้าไม่นับว่าต้องไปฉีดเอนไซม์ที่โรงพยาบาลเดือนละ 2 ครั้ง ยาหรือเอนไซม์ที่เธอฉีดเป็นเอนไซม์ที่ได้รับ

การสนับสนุนจากโครงการ International Charitable Access Program (ICAP) ซึ่งเป็นโครงการนานาชาติในการบริจาคยาช่วยผู้ป่วยโดยบริษัท ซาโนฟี เจนไซม์ สหรัฐ ในวัย 27 ปี สาวน้อยเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่ปวดท้องหรือง่วงตลอดเวลาอีก แต่ยังมีอาการผงกคอและศีรษะไม่ได้ เนื่องจากเป็นอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อนั่นเอง โรคปอมเปมีคนเป็นโรคนี้เพียง 100 คนทั่วโลก วาดได้

เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโรคนี้ และพบว่าทุกคนใช้ชีวิตมีความสุขดี

คุณพ่อน้องมาเวล เล่าให้ฟังถึงอาการป่วยของน้องมาเวลที่ป่วยด้วยโรคเลือดเป็นกรด น้องเกิดมาปกติ แต่เมื่อ 2 วันผ่านไปเริ่มซึม กินนมน้อย หลับเยอะ โชคดีที่ตรวจพบเร็ว แพทย์สั่งถ่ายเลือด 3 รอบด้วยกัน โรคมีสาเหตุจากพันธุกรรม ผู้ป่วยไม่มียีนที่จะขจัดของเสียจากโปรตีนบางตัว ทำให้กลายเป็นของเสียที่คั่งอยู่ในเลือด มีค่าแอมโมเนียในเลือดสูงจนพัฒนากลายเป็นกรด ซึ่งทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายรวน น้องมีอาการชัก ถ่ายเลือดแล้วแต่น้องยังไม่ดีขึ้น จึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พบทีมแพทย์ที่ช่วยกันดูแล น้องอยู่ในห้องไอซียูรวม 43 วัน ถือเป็น 43 วันแห่งความยากลำบาก

“น้องนิ่ง นอนโคม่า เป็นหนึ่งเดือนเต็มที่ต้องเฝ้าระวังทุกวินาที ในระหว่างนี้มีการติดเชื้อ มีการให้ยาให้อาหารทางสายยาง ไขสันหลังโดนเจาะ จะว่าไปแล้วน้องถูกเจาะพรุนทั้งตัว”

โรคเลือดเป็นกรด ใน 1 แสนคนจะมีเป็นโรคนี้ 1 คน โรคนี้ไม่มีทางหาย รักษาด้วยการถ่ายเลือดนั้นถูกแล้ว จากนั้นเฝ้าระวังอาหารจำพวกโปรตีน ต้องจำกัดโปรตีนตลอดชีวิต โดยนมที่น้องกินก็ต้องเป็นนมที่สกัดโปรตีนตัวที่บกพร่องออก ราคานมเป็นหลักแสนบาท ปัจจุบันได้รับบริจาคจากบริษัทนม

“ไปตรวจล่าสุดน้องอายุ 3 เดือนแล้วและมีพัฒนาการตามเกณฑ์เด็กทั่วไป รู้สึกดีใจเพราะคุณหมอแจ้งให้ทำใจก่อนหน้านี้ว่า น้องอาจช้ากว่าเกณฑ์ได้ ได้ทราบว่าเด็กบางคนที่เป็นโรคนี้ ทำให้ชักและมีอาการทางสมอง 6 ขวบแล้วแต่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็มี”

คนทุกคน อยากเกิดมาไม่มีโรค หรือเมื่อประสบเคราะห์ เป็นโรคเป็นภัยเป็นผู้ป่วย ก็ขอโอกาสในการ

เข้ารับการรักษาที่เท่าเทียม ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม ให้พวกเขาได้มีโอกาสเหมือนๆ กับคนที่ป่วยเป็นโรคทั่วไปอื่นๆ การรณรงค์ผลักดันทั้งในแง่ของกฎหมาย หรือโดยนโยบายสาธารณะ ขอให้เป็นไปภายใต้ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ ที่เกิดแก่และเจ็บตาย