4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527902

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ผลไม้ไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อน และทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายได้

ช่วงกลางสัปดาห์แบบนี้ หลายคนอาจจะง่วงๆ เหนื่อยๆ รู้สึกล้า ไม่สดชื่น บางคนอาจจะเลือกไปจิบกาแฟ เอาคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกทางเรื่องอย่าง น้ำผลไม้ ที่จะช่วยดับร้อน และทำให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์ต่างๆ จากวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้อีกด้วย

1. มะพร้าว – มะพร้าวน้ำหอม ช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งยังให้ประโยชน์จากแร่ธาตุทั้งหลาย มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ พร้อมด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเลือกดื่มแบบสดๆ หรือเป็นเมนูน้ำมะพร้าวปั่น ก็จะช่วยลดดีกรีความร้อนแรงได้

2. แตงโม – ด้วยความที่แตงโมเป็นผลไม้ให้น้ำมาก หากได้กินแตงโมหรือดื่มน้ำแตงโมแช่เย็น สามารถช่วยเรียกคืนความสดชื่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการไอ เพิ่มความชุ่มคอ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และที่สำคัญสีแดงที่อยู่ในแตงโมยังมีสารเบต้าแคโรทีนอีกด้วย

3. ส้ม – จะเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสดๆ สักแก้ว หรือกินทั้งผล ก็อร่อยสดชื่นได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ที่สำคัญส้มไม่ได้มีดีแค่วิตามินซีสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ บี ดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกากใยที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

4. มะม่วง – น้ำมะม่วงปั่นสดๆ หวานฉ่ำ ชื่นใจ นอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังช่วยดับกระหาย ละลายเสมหะ แก้อาการไอ แล้วยิ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ ก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินอีที่สูงมาก

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 14:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527893

4 มุมมองที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น

ความอ่อนแอมีอยู่ลึกๆ ในใจทุกคน แต่สามารถทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยการปรับมุมมองบางอย่าง

ไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา ทุกคนต่างมีปัญหามากมายกันอยู่ในใจลึกๆ และหลายครั้งที่เราจัดการกับปัญหาเหล่านั้น อาจจะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ จึงต้องมีวิธีปรับมุมมองเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อดึงจิตใจที่อ่อนแอให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตยังต้องก้าวต่อไปข้างหน้าเสมอ

1. ไม่ยอมแพ้ – มีประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีความล้มเหลว แต่คนที่จิตใจแข็งแกร่งใช้ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะเติบโตและปรับปรุง พวกเขามีความยินดีที่จะพยายามจนกว่าจะได้รับในสิ่งที่หวัง โดยไม่มีการยอมแพ้แม้ในวันที่เหนื่อยล้า

2. ไม่ยึดติดกับอดีต – คนที่จิตใจแข็งแกร่งไม่ต้องเสียเวลาติดอยู่ในอดีตที่ผ่านมา และหวังสิ่งที่อาจจะแตกต่างกัน ให้ยอมรับอดีตที่ผ่านมาและเรียนรู้จากมัน แต่ไม่ได้ยึดติดและคิดวนไปวนมากับมัน ดำเนินชีวิตต่อโดยใช้อดีตเป็นบทเรียน และไม่เสียพลังงานกับเรื่องเก่าๆ ที่กลับไปแก้ไขไม่ได้

3. ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียว – คนที่จิตใจแข็งแกร่งสามารถอยู่คนเดียวได้ และไม่กลัวความเงียบ ไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียวกับความคิดของพวกเขา สามารถใช้เวลาช่วงที่ไม่มีใครทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล สนุกกับการใช้เวลากับตัวเอง เพราะความสุขของพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ

4. ไม่คาดหวังผลว่าจะต้องได้ในทันที – ไม่ว่าจะทำงาน ดูแลสุขภาพ หรือได้รับธุรกิจใหม่ ไม่ควรคาดหวังผลว่าต้องได้เดี๋ยวนั้นทันที แต่ให้ใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะอย่างดีที่สุด โดยมีความเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายๆ

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527863

5 วิธีใช้คอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

การใช้คอนแทคเลนส์ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาหากใช้อย่างถูกวิธี

ทุกวันนี้หลายคนมักมีปัญหาเกี่ยวกับสายตามากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานดวงตาค่อนข้างหนัก ทำให้หลายคนต้องหันมาสวมแว่นสายตากัน แต่ทุกวันนี้หลายๆ คนที่มีปัญหาด้านสายตา ก็หันมาใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความคล่องตัวในการใช้ชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งการจะสวมใส่คอนแทคเลนส์นั้น ต้องใช้งานอย่างถูกวิธี เพื่อให้ไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา

1. ดูแลรักษาความสะอาด – ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ และล้างด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ให้สะอาดทุกครั้งก่อนเก็บแช่ในตลับ

2. ไม่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป – ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน และห้ามใส่นอนเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดวงตาขาดออกซิเจน ตาแห้ง และอาจเกิดอันตรายต่อดวงตาได้

3. ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น – คอนแทคเลนส์เป็นของใช้ส่วนบุคคล ห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้คอนแทคเลนส์มือสองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการแพร่เชื้อโรคสู่กันได้ง่าย ซึ่งเสี่ยงต่อดวงตาอักเสบ ติดเชื้อ และตาบอดได้

4. เลือกคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตราฐาน – ควรเลือกซื้อคอนแทคเลนส์จากร้านที่ได้มาตราฐาน คำนึกถึงคุณภาพเป็นสำคัญ นอกจากนั้นอาจเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอุ้มน้ำเยอะๆ เพื่อให้สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ตลอดทั้งวัน

5. ใช้น้ำตาเทียม – ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ควรพกน้ำตาเทียมติดกระเป๋าไว้บ้าง เพื่อใช้ในยามที่ตาแห้ง จะได้ไม่ระคายเคืองดวงตา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรฝืนใส่นานจนเกินไป หากมีอาการตาแดงหรือระคายเคืองมากๆ ก็ควรถอดออกมาล้างก่อน เพราะอาจมีฝุ่นผงเข้าไปติดในคอนแทคเลนส์ได้

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527844

ปลุกปั้นนักวิทยาศาสตร์ ฟูมฟักเด็กเพื่ออนาคตเมืองไทย

ผ่านไปถึง 7 ปีเต็ม ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โดยได้ขยายผลสู่กว่า 16,605 โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น 230 แห่ง โดยมีกิจกรรมอบรมครู พัฒนาสื่อการเรียนการสอน

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย จะมุ่งวางรากฐานการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์โดยส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้กิจกรรมและประสบการณ์ในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ฝึกให้เด็กสังเกต รู้จักการตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และทรัพยากรที่มีคุณภาพ

รวมถึงการสร้างผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น ที่ช่วยผลักดันให้โรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ด้วยการพัฒนาครูด้านเทคนิคการสอนด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ความเป็นมาของโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้คณะกรรมการนำไปพิจารณาริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย โดยได้ทอดพระเนตรตัวอย่างโครงการนี้ คราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2552

คณะกรรมการโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จึงได้ติดต่อกับมูลนิธิ Haus der kleinen Forscher โดยการประสานงานของ Thomas Tillmann เพื่อขออนุญาตนำกิจกรรมนี้มาทดลองทำในประเทศไทย เพราะการประเมินผลนานาของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme forInternational Student Assessment หรือ PISA) พบว่าความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่จะร่วมมือขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

งานวิจัยยืนยันว่า ประเทศไทยควรสร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี) เพราะเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมาตั้งแต่ปี 2553

อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูคือ กลไกสำคัญ

เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครู “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เครือข่าย สวทช.”

หลังการติดตามประเมินผลการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ซึ่งเป็นหลักสูตรแนวทางการจัดกิจกรรมและประเมินทักษะการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย แก่คณะครูกว่า 40 ท่านจาก 18 โรงเรียนในเครือข่ายจังหวัดปทุมธานี

ฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการนำเสนอผลการติดตามประเมินการใช้ชุดสื่อความลับของพืช ที่พัฒนาขึ้นโดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ (AYS) สวทช. เพื่อให้คณะครูและผู้ประเมินได้ร่วมกันพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงผลของการนำชุดสื่อการเรียนรู้ดังกล่าว ไปใช้ในชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะกระบวนการสืบเสาะให้กับนักเรียนระดับปฐมวัยหรือน้องๆ ในระดับอนุบาล เพื่อให้คุณครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

จากนั้นเป็นการนำเสนอตัวอย่างรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้จากตัวแทนโรงเรียน 3 แห่งในเขตจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ 1) โรงเรียนบีคอนเฮาส์ แย้มสอาดรังสิต กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยนำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ไปแทรกในหน่วยการเรียนรู้หลัก 2) โรงเรียนอนุบาลดวงตะวัน กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มเติมจากหน่วยการเรียนรู้ และ 3) โรงเรียนเฟื่องฟ้าวิทยา กับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่ต่อยอดเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์

คณะครูผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการทุกท่าน ได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อค้นหาแนวทางการใช้คำถามและการจัดกิจกรรมที่จะสามารถนำเข้าสู่คำถามหลักและกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เพื่อตอบคำถามหลักและต่อยอดสู่คำถามใหม่ เช่น การให้ความสำคัญกับคำถามแต่ละประเภทและวิธีการถามคำถามที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่นำไปสู่การสังเกต การอธิบาย การทำนายและสร้างสมมติฐาน และการออกแบบการทดลองและควบคุมตัวแปร เป็นต้น

การซักถามด้วยคำถามชนิดต่างๆ จะกระตุ้นและฝึกให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ได้ ต่อด้วยการร่วมกันฝึกทักษะและพัฒนากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ด้านการสังเกต การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และการควบคุมตัวแปร หรือปัจจัยในการทดลอง อาทิ ทักษะการใช้แว่นขยาย ทักษะการใช้หลอดหยด ซึ่งจะได้ฝึกทักษะการสังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน เป็นต้น

ตลอดจนกิจกรรมแนะนำแนวทางการบันทึกผลการทดลอง/ผลการสำรวจตรวจสอบ และการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ของเด็กปฐมวัย เพื่อให้คุณครูทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับนักเรียนตัวน้อยๆ ในโรงเรียนต่อไป

นับว่าเป็นการสานพลังขับเคลื่อนครูได้นำไปใช้กับเด็กนักเรียนของตัวเองต่อไป

ทำความรู้จัก “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”

ฤทัย จงสฤษดิ์ ได้เคยบรรยายเรื่อง บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ในการสัมมนาเรื่อง “สานต่อโครงการไอทีตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเยาวชนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21” ตัวโครงการและแนวคิดของโครงการ โดยนำตัวกิจกรรมจากเยอรมนีนำมาขยายผลตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งตอนนี้ก็ขยายไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศไทย

“มีหลักสูตรจากเยอรมนีและหลักสูตรที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้นมา จึงมีการอบรมครูอนุบาล โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือเยอรมนีจะคล้ายๆ กันคือ สิ่งแรกที่เรามองว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทำอย่างไรเราจะทำให้เด็กมีพัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ ซึ่งจะมีผลต่อในเรื่องเศรษฐกิจ”

จากผลประเมินของปิซา (PISA) ที่เยอรมนีด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กนักเรียน ฤทัย บอกว่าจะพบว่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้วคนเยอรมันก็ค่อนข้างช็อกกับผลการประเมินเหมือนกัน

“ส่วนประเทศไทยไม่ค่อยเป็นอะไรเพราะประเมินทีไรก็น้อยทุกที แต่ที่เยอรมนีช็อกเพราะเขามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยาวชนของเขาก็น่าจะมีความสามารถเวลามีการประเมินความรู้และศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติ

เมื่อผลการประเมินออกมาค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศข้างเคียงในยุโรปเยอรมนีก็เลยหันมาปฏิรูปการศึกษา โดยขยายลงมาถึงระดับเด็กเล็กด้วย ซึ่งมองว่าตัวเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นเด็กอนุบาลเป็นช่วงที่กระตือรือร้นในการใฝ่รู้ อยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยพลังเต็มที่ แล้วก็บางครั้งในแง่จิตวิทยา ถ้าเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไรตั้งแต่เล็กก็จะฝังเข้าไปในความรู้สึกมากๆ แล้วเขากลัววิทยาศาสตร์ เขาคิดว่ามันไม่สนุกเลยโตมาเขาก็อาจจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์”

ดังนั้น ในประเทศไทยเป้าหมายของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ชี้ว่า ให้เด็กเล็กๆ สนุกกับการทดลอง เห็นความสนุกกับการผจญภัยกับการค้นหาคำตอบของวิทยาศาสตร์ โดยที่ผ่านการทดลองต่างๆ

“โครงการนี้จะเน้นการทดลอง เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ของจริง มีความมุ่งหวังที่จะให้เด็กอนุบาลมีการเรียนรู้และสนุกกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็แฝงเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนอนุบาลได้เลย โดยผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมได้”

สำหรับส่วนสำคัญของโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ฤทัย ขยายภาพให้เห็นว่ามีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.แนวทางของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย คือสิ่งที่เด็กสงสัยหรือสนใจ จะต้องพยายามทำให้ออกมาจากตัวเด็ก ครูจะเป็นผู้ช่วยที่จะสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดความสงสัย ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตนเองว่าเขาสนใจอะไร

2.เด็กจะมีความภูมิใจและได้ทำ ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง คือครูจะไม่ได้บอก 1 2 3 เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกสงสัย เด็กจะได้คิดว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร โดยครูก็จะเป็นคนช่วยสนับสนุน ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ

3.เกิดทักษะ เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ทักษะเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเด็ก ซึ่งถ้าอยู่กับเด็กแล้วจะทำให้พัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ครูก็เหมือนเป็นคนหยอดวิทยาศาสตร์เข้าไป

“ภาพรวมของการพัฒนาเด็ก มองด้วยกันคือเรื่องเกี่ยวกับความรู้และความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ในการออกแบบกิจกรรมทำให้เด็กอยากทดลองผ่านการเล่นและได้ความรู้แทรกเข้าไปเรื่อยๆ มองว่าเด็กเล็กๆ เรื่องของทักษะเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การตั้งคำถาม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งคำถามอย่างไรให้เด็กรู้จักการสังเกต รู้จักการวางแผนล่วงหน้า ชี้จุดสำคัญ หรือเป็นกำลังใจ จะมีเทคนิคเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่คิดไว้

การตั้งคำถามและการเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ ลักษณะพยายามเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน อย่างเช่นการตั้งคำถามระหว่างเด็กให้คิดล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่จะฝึกการตั้งสมมติฐานและการสังเกต ส่วนใหญ่เน้นการทดลองและเรียนรู้ผ่านการเล่น”

ฤทัย สรุปว่าสำหรับประเทศไทยเราได้เรียนรู้กระบวนการคิด กระบวนการทดลองบางอย่างในแง่ของการจุดประกายเด็กและเยาวชน หลายหน่วยงานในไทยก็พยายามพัฒนาการทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กภายใต้บริบทของประเทศไทยขึ้นมาเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนร่วมกันในเครือข่ายบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เคยให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการเรียนการสอนแบบใหม่ให้แก่แกนนำเครือข่ายครู (Core Trainer) ว่า หัวใจสำคัญคือการใช้หลักการ “Inquiry-based learning” คือหลักการเรียนรู้แบบสืบเสาะโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปสอนเด็กปฐมวัย ให้เด็กรู้จักเรียนรู้ ฝึกหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังเยาวชนที่สำคัญที่สุด

“ตลอดจนเรื่องของการจัดชั้นเรียนระดับปฐมวัย ที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายให้เขาได้สามารถเรียนด้วยกันได้ แล้วเกิดความรู้สึกยอมรับในความแตกต่างและเคารพซึ่งกันและกัน คุณครูมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้ของบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยว่าที่จริงแล้วไม่ว่าเด็กจะมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ควรจะพัฒนาได้เหมือนกัน”

ทางด้าน ผศ.ดร.จรรยา ดาสา รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการในการอบรมคราวเดียวกันนั้นว่า โครงการนี้ครูและโรงเรียนต่างๆ ให้การตอบรับและให้ความสนใจค่อนข้างมาก ซึ่งในตอนแรกเราเริ่มทำเฉพาะกับโรงเรียนรัฐบาล แล้วก็เริ่มมีโรงเรียนเอกชนมาขอเข้าร่วม รวมถึงโรงเรียนสังกัด อบจ.และ อบต.มาขอเข้าร่วม

“บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เน้นให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Learning while Play คือการเรียนขณะที่เล่น ดังนั้นกิจกรรมที่จัดในโครงการไม่ได้เป็นการบังคับให้เด็กเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการเล่น เมื่อเขาเล่นเขาจะได้ข้อค้นพบอะไร ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่เกิดขึ้นเองจากการที่เขาได้เล่น กระบวนการนี้คือ Meta-cognition ซึ่งการค้นพบสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้แบบ Learning by Learn คือเขาเรียนรู้วิธีการที่จะเรียนรู้ ดังนั้นไม่ใช่เป็นการรู้แค่เรื่องนี้ ต่อไปเมื่อเขาเจอเหตุการณ์อะไรเขาก็จะสามารถหาวิธีที่จะเรียนรู้กับมันได้”

ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยน่าจะงอกเงยอย่างงามงดผ่านโครงการนี้ไม่มากก็น้อย เพราะคนรุ่นต่อไปคือความหวังของประเทศ

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 17:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527706

5 สิ่งที่ควรใส่ใจเพื่อให้ตัวเองดูดีได้ง่ายๆ

เคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ที่ถ้าสามารถทำได้ก็จะดูดีได้ไม่ยาก

การจะดูแลตัวเองนั้นจะเรียกว่าเป็นเรื่องยากไม่เชิง เรื่องง่ายก็ไม่ใช่ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีอะไรเกินความสามารถของแต่ละคนแน่นอน หากตั้งใจที่จะดูแลตัวเองจริงๆ แล้วล่ะก็ ลองสำรวจตัวเองว่าจุดไหนคือจุดเด่นของเรา และจุดไหนคือจุดด้อยที่ต้องจัดการ ค่อยๆ ส่องกระจกสำรวจตัวเองดู แล้วจะพบว่าการหันมาดูแลตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. การแต่งตัว – การแต่งตัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทุกคนควรรู้จักรูปร่างและสไตล์ของตัวเอง เลือกเสื้อผ้าให้ถูกกาลเทศะ ขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป

2. รูปร่าง – เทรนด์สุขภาพกำลังมา การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะการวิ่ง ว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล ฟิตเนส หรือเล่นกีฬาอื่นๆ ล้วนทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งนั้น แถมยังทำให้หุ่นสวย เลือดลมไหลเวียนดี ผิวพรรณสดใส ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อีกด้วย

3. ผม – ทรงผมถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ควรเลือกทรงผมที่เข้ากับรูปหน้า และสีผมที่เข้ากับสีผิวของตัวเอง ที่สำคัญถือหมั่นดูแลความสะอาดอยู่เสมอ

4. ผิว – สมัยนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างกันหันมาบำรุงผิวพรรณด้วยกันทั้งหมด ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่ควรปล่อยให้แสงแดดและมลภาวะทำร้ายผิวอยู่อย่างเดียว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองด้วย

5. เส้นขน – อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ เส้นขนต่างๆ รวมไปถึงหนวดเคราสำหรับคุณผู้ชาย ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอ และตัดเล็มให้ดูมีระเบียบ

4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 15:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527694

4 วิธียุติชีวิตติดโซเชียล

วิธีลดการใช้โซเชียล ในยุคที่ๆ ต่างก็ใช้โซเชียลกันจนลืมสนใจคนรอบข้าง

ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนอย่างน้อยคนละหนึ่งเครื่องอยู่ในมือ ทำให้ทุกวันนี้หลายคนหมดเวลาไปกับการอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คนานหลายขั่วโมง จนเผลอลืมใส่ใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะเสียสุขภาพจากการก้มมองจอนานๆ อีกด้วย ถ้ารู้ตัวว่ากำลังจะเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายเหล่านี้แล้วล่ะก็ ต้องรีบหาวิธีดึงตัวเองออกจากโลกออนไลน์ และควบคุมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้เหมาะสมโดยเร็ว

1. คุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น – โซเชียลเน็ตเวิร์คมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้คนห่างไกลได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนใกล้รู้สึกห่างไกลกันมากขึ้น เพราะต่างคนต่างมัวแต่จดจ่ออยู่กับการพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์ จนบางครั้งก็ลืมที่จะใส่จนคนข้างๆ เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่กับเพื่อนลองตั้งกฎงดใช้โทรศัพท์ แล้วใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันพูดคุยกันมากขึ้น จะช่วยให้คุณกับเพื่อนเข้าใจกันมากขึ้น

2. โทรหาแทนการแชท – เชื่อว่าหลายๆ คน มักใช้การส่งข้อความแชทไลน์แทนการโทรหากัน แนะนำว่าหากมีธุระอะไรให้ใช้การโทรคุยจะดีกว่า นอกจากจะไม่ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์แล้ว ยังจะช่วยให้สื่อสารกันเข้าใจได้ง่าย รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้พูดผ่านทางน้ำเสียงได้มากกว่าการพูดคุยผ่านตัวอักษร

3. ปิดการแจ้งเตือน – ตั้งค่าปิดการแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นทั้งหมด ปิดการสั่น ปิดเสียง เพราะเมื่อไหร่ที่มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นหน้าจอ จะเป็นการดึงดูดความสนใจ ทำให้หลายๆ คนมักจะต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค และเมื่อได้หยิบขึ้นมาแล้วก็มักเผลอหมดเวลาไปกับการเช็กโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหลาย รู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาไปมาก

4. หากิจกรรมอย่างอื่นทำ – ลองเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปหาสิ่งอื่นแทน เช่น อ่านหนังสือ หากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ จะช่วยให้คุณหยุดการโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคุณเองจะต้องควบคุมตัวเอง รู้จักแบ่งเวลาในการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้พอดี

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527686

5 เทคนิคบริหารเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

เทคนิคการวางแผนการใช้เงิน และควบคุมเงินในกระเป๋าให้เหลือเก็บ

ตอนนี้หลายๆ คนคงกำลังตั้งหน้าตั้งตานับวันรอวันเงินเดือนออกกันอยู่ ซึ่งถ้าหากเงินเดือนออกมาแล้ว แต่ไม่มีการวางแผนการใช้เงินที่ดี ก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ลำบากต้มมาม่ากันช่วงกลางเดือนก็เป็นได้ เราจึงอยากชวนให้ทุกคนมาเริ่มต้นคุมตัวเอง เพื่อให้เงินในกระเป๋ามีพอใช้กันไปตลอดทั้งเดือน รวมไปถึงอาจจะเหลือเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย

1. แบ่งสรรปันส่วน – เมื่อเงินเดือนออกให้แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ เช่น เงินเก็บ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ค่ากิน และอาจจะมีเงินสำหรับยามฉุกเฉินด้วยก็ได้ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยก็เก็บไว้ช็อปปิ้ง การแบ่งเงินเป็นก้อนๆ แบบนี้ทำให้มีวินัยในการใช้เงิน รู้คุณค่าของเงินที่หามาได้

2. ทำบัญชี – วิธีนี้จะทำให้รู้ว่าแต่ละวัน แต่ละเดือนเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง อะไรคือสิ่งจำเป็น ไม่จำเป็น และถ้าเดือนนี้ใช้เยอะก็จะทำให้รู้ว่าเดือนหน้าจำเป็นต้องลดการใช้เงินลง การจดบัญชีรายรับรายจ่ายทำให้มองเห็นภาพชัดเจน แม้จะยุ่งยากที่ต้องมานั่งจดนั่งเขียนทุกวัน แต่ถ้าทำไปนานเข้าก็จะเป็นนิสัย และมีระเบียบวินัยในการใช้เงิน

3. คิดให้รอบคอบก่อนใช้ – โดยเฉพาะพนักงานกินเงินเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็ตระเวนเที่ยว กิน ช็อป เมื่อซื้อจนเงินสดไม่พอก็รูดบัตรเครดิต ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ซื้อไม่คิด รับรองว่าไม่มีเงินเก็บแน่นอน และยังต้องมานั่งปวดหัวเพราะหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากสบายตอนแก่ มีเงินเก็บก็จงเริ่มนิสัยเก็บออมตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะวัยเริ่มทำงานสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องออมกันตั้งแต่เนิ่นๆ

4. งานอดิเรกก็สร้างเงิน – งานอดิเรกบางอย่างอาจเพิ่มรายได้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ต้นไม้ ปลาสวยงาม ทำเบเกอรี่ เครื่องดื่มสุขภาพ งานประดิดประดอย ซึ่งสมัยนี้ช่องทางการขายนำเสนอสินค้าก็มีมากมาย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ ขายตามตลาดนัด หรือถ้ามั่นใจในฝีมือและมีทุนทรัพย์หน่อยก็เปิดเป็นร้านก็ได้ เผลอๆ ทำดีมีลูกค้าเยอะ รายได้อาจงามกว่างานประจำก็ได้

5. ให้เงินทำงาน – ในปัจจุบันมีวิธีที่จะนำเงินที่มีไปเพิ่มมูลค่าหรือไปลงทุนมากมาย เช่น สลากออมสิน หุ้น กองทุน พันธบัตรรัฐบาล เพียงแต่การจะเลือกลงทุนแต่ละอย่างก็ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อน

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 12:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527670

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

วิธีขจัดปัญหากลิ่นอับภายในรถยนต์ที่หลายคนต้องเผชิญ

กลิ่นอับภายในรถยนต์นับเป็นอีกปัญหากวนใจที่ใครหลายคนต้องเผชิญ ยิ่งในช่วงไหนฝนตกด้วยแล้วล่ะก็ ความอับชื้นจากสภาพอากาศทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย และเพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถยนต์ให้มีกลิ่นหอมสดชื่น ไร้กลิ่นอับ เราจึงมีแนะนำเคล็ดลับที่ช่วยขจัดปัญหากลิ่นอับในรถยนต์มาฝากกัน

4 เคล็ดลับจัดการปัญหากลิ่นอับในรถ

1. ถอดล้างตู้แอร์ – สาเหตุหลักของกลิ่นอับชื้นในรถมักเป็นกลิ่นที่เกิดจากก็าซ ในกระบวนการสังเคราะห์อาหารของแบคทีเรียที่เกาะตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ภายในรถ ทั้งในกล่องและตู้แอร์ จึงต้องกำจัดแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตรงจุด ด้วยการถอดตู้แอร์ นำออกมาล้างให้สะอาด

2. น้ำส้มสายชูปราบกลิ่น – เคล็ดลับง่ายๆ แถมราคาไม่แพง เพียงเทน้ำส้มสายชู 2-4 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วนำไปตั้งทิ้งไว้ในรถประมาณ 1-2 ชม. ความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยดูดกลิ่นอับชื้นในรถให้หายไปได้ แต่วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องกลิ่นอับชื้นเท่านั้น ไม่ใช่การฆ่าเชื้อโรค หรือแบคทีเรียที่สะสมอยู่ภายในรถ

3. ใช้สมุนไพรหรือใบชาแห้ง – การใช้น้ำหอมปรับอากาศ การบูร หรือพิมเสน ในการดับกลิ่น เป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อสารเหล่านี้ถูกความร้อนจากการจอดรถตากแดดเป็นเวลานานๆ จะทำให้ระเหยออกมา ซึ่งเราจะได้รับสารเคมีจากการสูดดมเมื่อเปิดแอร์ภายในรถ แนะนำให้ใช้วิธีง่ายๆ ที่ปลอดภัยกว่า โดยนำถุงชา หรือถ่านไม้ 1-2 ก้อน ใส่ในถุงผ้าแล้วห้อยไว้ตามจุดต่างๆ ภายในรถ จะช่วยลดกลิ่นอับได้ หรือจะใช้กลิ่นหอมๆ ของดอกไม้ สมุนไพรไทย อย่าง ใบเตย ใบมะกรูด ดอกมะลิ ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นสร้างความผ่อนคลาย ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย

4. ทำความสะอาดพรม – พรมนับเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่มองไม่เห็น ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นอับได้ง่าย จึงควรหมั่นทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นพรมชนิดที่ไม่สามารถยกออกเช็ดล้างได้ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำออกให้หมด จากนั้นขับรถไปจอดกลางแดดและเปิดกระจกทิ้งไว้เพื่อให้ความร้อนช่วยทำให้พรมแห้งเร็วขึ้น หรือถ้าสามารถถอดพรมออกมาได้ควรนำออกไปผึ่งแดด เพื่อฆ่าเชื้อโรคและลดการเกิดเชื้อราที่หมักหมมอยู่

4 แนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527651

4 แนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

คนวัยทำงานมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมมากขึ้นทุกวัน จึงควรรู้แนวทางการป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากสาเหตุสำคัญ คือ การสึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น การทำกิจกรรมซ้ำๆ เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ การยกของหนัก และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ที่มีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณหมอนรองกระดูกน้อยลง ซึ่งคนวัยทำงานหลายคนมีพฤติกรรมเหล่านั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมมากขึ้น จึงควรรู้แนวทางการป้องกันและไม่ควรทิ้งไว้นาน หากอาการหนักก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป

1. หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ – ควรใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี โดยอย่านั่งอยู่กับที่ติดต่อกันนานเกิน 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานออฟฟิสที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ควรเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการลุก ยืน หรือเดิน

2. ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว เราก็จะห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้อออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบๆ หลังและหน้าท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมไปถึงลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักที่มากเกินไป เนื่องจากหลังจะต้องเป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวของคนเรา เมื่อมีน้ำหนักตัวมากเกินไปการทำงานของกล้ามเนื้อหลังก็จะมากไปด้วย

3. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก – หลังจะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักเวลาที่เรายกของหนัก จึงควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด อาจหาอุปกรณ์ทุ่นแรงแทน และให้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อหลังลงโดยการปรับท่านั่งให้หลังตรง หรือเดินตัวตรง

4. งดสูบบุหรี่ – บุหรี่มีสารอันตรายที่ก่อให้เกิดหลายๆ โรค ซึ่งบุหรี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กระดูกพรุน และหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

แมนดาลา เทราพี กลไกแห่งการเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527636

แมนดาลา เทราพี กลไกแห่งการเยียวยา

อยากรู้จักแมนดาลา เทราพี (Mandala Therapy) ก็เพราะได้ติดตามเป็นเพื่อนกับญาดา จำนงค์ทอง นักกิจกรรมอิสระทางเฟซบุ๊กแล้วได้เห็นภาพวงล้อ “แมนดาลา” ที่สวยงามมากๆ ของเธอ ติดตามมาเรื่อย จึงค่อยๆ ซึมซับว่าทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการจัดวาง ไม่ว่าจะเป็น ใบไม้ ดอกไม้ ก้อนหิน วงล้อบำบัดเห็นในทุกที่ที่เธอย่างกราย ครั้งหนึ่งเคยเห็นวางอยู่บนลำตัวของสุนัขที่กำลังนอนหลับด้วย

อยากรู้จักแมนดาลา เทราพี เหมือนกันใช่ไหม ตามมาเลย!

ตามมาเลย ปีนเขาตามขึ้นมา เพราะวันนี้ทีมแมนดาลาสมัครเล่น 6 คน กำลังจะไปทำแมนดาลาบนเขาฉลาก ศรีราชา ชลบุรี จุดมุ่งหมายคือป่าไผ่ที่บนยอดเขา ญาดา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “พี่จิ๊บ” เดินลิ่วๆ ขึ้นเขา ตะโกนบอกให้ทุกคนเก็บวัสดุจากธรรมชาติ ใบไม้ใบหญ้า ดอกไม้และสรรพสิ่งข้างทาง หลักเกณฑ์คือให้ฟังเสียงจากภายใน แล้วจะรู้เองว่าจะหยิบคว้าฉวยสิ่งใด ติดมือขึ้นไปที่บนเขาอันไกลโพ้น

“เคลือบแก้ว” สุนัขของหนึ่งในทีมแมนดาลา จู่ๆ ก็วิ่งหายไปในป่าท่ามกลางฝูงลิง ทำให้เจ้าของต้องตามกลับลงไปหาและพาขับรถกลับบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ทีมแมนดาลาที่เหลือจึงเหลือเวลาว่างๆ เพื่อรอสมาชิกกลับมาสมทบ จิ๊บไม่รั้งรอขอให้ทุกคนทำวงล้อแมนดาลาร่วมกันวงหนึ่ง

 

 

 

ขอเรียกมันว่า “วงล้อลิงล้อม” หนึ่งในทีมกล่าว เพราะขณะที่เราทุกคนกำลังล้อมวงสร้างวงล้อเล็กๆ ฝูงลิง ณ ตีนเขา นับจำนวนพอคร่าวๆ ประมาณ 20-30 ตัว ก็ได้ยกพลมาล้อมพวกเราไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อแรกพวกมันแอบมองเราอยู่ไกลๆ ก่อน ไม่มีแม้แต่ซุ่มเสียง

ไม่มีใครสังเกตเห็นพวกลิง ต่างคนต่างตั้งใจทำวงล้อตรงหน้า ฝูงลิงมีตัวเล็กตัวใหญ่ ดูเหมือนจะสนใจในสิ่งที่พวกเราทำมาก แน่นอนที่พวกมันไม่เคยเห็นแมนดาลามาก่อน พวกมันเฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบเหมือนตั้งใจที่จะแอบดูพวกเราที่ทำกันเงียบๆ อย่างนั้น กระทั่งขั้นตอนแห่งการพูดคุยมาถึง

เมื่อทุกคนในวงเอ่ยปาก ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รู้ตัวว่า ฝูงลิงมากมายอยู่เหนือขึ้นไปบนศีรษะ พวกมันต่างกู่ร้องขึ้นพร้อมกัน เสียงคุย (ของลิง) จ๊อกแจ๊กจอแจ ราวกับจะขอพูดคุยและมีส่วนร่วมในวงสนทนานี้ด้วย เจ้าของสุนัขเคลือบแก้วกลับมาถึงแล้วในตอนนี้ เธอกล่าวว่า สัตว์เหมือนกันหมด จะหมา ลิง รวมทั้งคน รับอานุภาพคลื่นความถี่ซึ่งกันและกันได้

 

 

เมื่อโขยงลิงป่าเห็นพวกเรานิ่งมันก็นิ่ง เนื่องจากคลื่นความถี่เดียวกันสื่อพลังถึงกัน นั่นหมายความว่า เมื่อเราสงบ แม้จะเป็นสัตว์ป่าก็รับรู้และสงบระงับตามไปอย่างกลมกลืน นี่เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเรื่องแรกของแมนดาลา เทราพีที่ผู้เขียนสัมผัส

ยอดเขายังอยู่อีกไกล ฝูงลิงไม่ตามมาอีก พวกมันคงมีถิ่นหากินเฉพาะตีนเขา จิ๊บตะโกนเรื่อยๆ อย่าลืมเก็บวัสดุจากธรรมชาตินะ พวกเราจะขึ้นไปทำแมนดาลา เทราพีที่ยอดเขาก่อนเที่ยง ผู้เขียนเก็บใบไม้สีน้ำตาลเพราะชอบสีน้ำตาล มีใบไม้สีเขียวรูปร่างแปลกๆ ติดมาบ้าง และดอกไม้เล็กๆ ไม่กล้าแอบดูคนอื่น

เมื่อมาถึงเกือบยอดเขา พี่จิ๊บขีดวงกลมบนลานป่า 5 วง วงใครวงมัน ให้เวลาในการทำไม่จำกัด ใครเสร็จแล้วนั่งรอแบบไม่เปิดปาก เวลาผ่านไปเหมือนชั่วชีวิต ประสบการณ์ที่ได้ คือการได้นำใบไม้แห้ง ใบไม้สด ดอกไม้ กิ่งไม้ที่เก็บติดตัวมาตลอดทางขึ้นเขา นำมาประดิษฐ์ตกแต่งวงกลมบนผืนดิน ที่กำลังจะกลายเป็นแมนดาลาในไม่นานช้า

 

เสร็จหมดทุกคนแล้ว จิ๊บยืนอยู่ตรงหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ นิ่งๆ ขอให้ทุกคนเล่าถึงวงล้อของตัวเองว่ามีความหมายอย่างไร คนหนึ่งไม่เก็บวัสดุอะไรระหว่างทางเลย มองหาจากที่หน้างานนั้นเอง ออกมาเป็นผลงาน “ง่ายๆ เท่าที่มี” สะท้อนตัวตนของคนปั้นแต่ง ที่ง่ายๆ แต่ทำในสิ่งที่มีให้ออกมาดูดีได้อย่างเท่

อีกคนทำกรอบรูปหัวใจจากใบไผ่แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ ใบไม้ที่เธอเก็บมาเป็นรูปหัวใจแปลกๆ หัวใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเธอ อีกคนหนึ่งเน้นความสมดุล อีกคนหนึ่งทำแมนดาลาที่สะท้อนถึงแม่ที่เป็นโรคความจำเสื่อม และอีกคนหนึ่งที่ชอบใบไม้สีเหลือง วงล้อของเธอแผ่พลังแห่งรัศมี การทำแมนดาลาจบลงด้วยคำขอบคุณต่อดินน้ำลมไฟ แมกไม้และธรรมชาติ

ระหว่างเดินทางกลับ เพื่อนร่วมทางคนหนึ่ง เฉลยว่า Manda เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า จุดศูนย์กลาง ส่วน La แปลว่า ล้อวงกลม ซึ่งล้อมรอบจุดศูนย์กลาง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า การบำบัดที่เพิ่งผ่านพ้น แมนดาลาได้ทำหน้าที่ของตัวเองไปแล้ว ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเองยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของแมนดาลาด้วยซ้ำ

จิ๊บเล่าให้ฟังในเวลาต่อมาว่า แมนดาลา คือภาพที่แผ่ขยายจากจุดศูนย์กลาง ภาพอาจจะสมมาตรหรือไม่ก็ได้ ความหมายคือ ภาพที่มีจุดศูนย์กลาง เรื่องของความหมายต่างคนก็ต่างมอง สำหรับจิ๊บ แมนดาลาคือชีวิตที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จิต

“จิตของเรา คือ แก่นกลางของตัวเรา ถ้าเรากลับมาที่จิตเดิมได้ มันคือความสงบเบิกบาน เหมือนหลักพุทธธรรมที่มุ่งสู่ภาวะพุทธะ”

 

 

เวลาทำภาพแมนดาลา จะเห็นวงกลมล้อมอยู่ ให้สังเกตว่า วงกลมทำให้ภาพภายในชัดเจนขึ้น ทำให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ในวงกลมชัดเจนขึ้น ทำให้สิ่งนั้นเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางขึ้นมา จุดที่จะดึงดูดเราให้จดจ่อ ทำให้เรามีสมาธิ

กลไกการเยียวยา คือการได้หยุดจากสิ่งรบกวนทางความคิด และกลับมาอยู่กับตัวเอง ทำให้มีพลังมากขึ้น มีสมาธิ ผ่อนคลาย รวมทั้งได้ปลดปล่อยระบายออกซึ่งสิ่งที่คั่งค้างผ่านการลงมือทำ การเยียวยาเกิดขึ้นเมื่อมีการปลดปล่อยความเครียด เกิดความว่าง และหลอมรวมเป็นหนึ่งกับแมนดาลาตรงหน้า

“การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เราลดการใช้พลังงานไปกับความคิดที่ฟุ้งกระจาย ทำให้เราสงบ ความสงบภายในนี้เอง ที่จะส่งพลังงานออกมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ”

แมนดาลามีหลายชนิด ได้แก่ Form Mandala การนำผลงานผู้อื่นที่สร้างไว้มาใช้งานต่อ เช่น การระบายภาพแมนดาลา การนั่งเพ่งแมนดาลา และ Creating Mandala คือ การสร้างแมนดาลาขึ้นมาเอง ด้วยการจัดวางสิ่งของ การวาด การปัก การเต้น และการร้อย ส่วนที่เราเพิ่งทำกันไปคือ Nature Mandala ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการจัดวาง

การนำแมนดาลามาใช้ในการบำบัด ใช้เสมือนเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา ที่มุ่งสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพผู้รับการบำบัด เปลี่ยนตัวเองยาก ถ้าไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และบางทีการเปลี่ยนก็ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่หยุดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานพอ เมื่อผ่อนคลาย และสงบลงแล้ว ก็จะมีสติในการมองเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง จากนั้นก็จะค่อยๆ ยอมรับความจริงว่า ข้างในของเรามีก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาซ่อนอยู่ หยุดเพื่อมองให้เห็นความจริงนี้

เมื่อเห็นก็จะเข้าใจทันทีว่า ทุกๆ คนไม่ต่างจากเรา เกิดการยอมรับตัวเองและผู้อื่น ถ้าคิดว่าตัวเราแย่ ไม่ชอบตัวเอง มันก็จะเป็นแบบนั้นกับผู้อื่นด้วย หากเราไม่ยอมรับตัวเราเอง เราก็ไม่สามารถยอมรับผู้อื่นได้เช่นกัน

“อารมณ์ของเราเหมือนสีใบไม้ ที่มากมายหลายสีสัน เวลาทำแมนดาลาด้วยใบไม้ เราจะเห็นความแตกต่างของสีเหล่านั้น ที่มาอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม แม้กระทั่งใบไม้ที่เป็นรูพรุน หนอนกินเหี่ยวแห้ง ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของแมนดาลาที่งดงามได้ นั่นหมายถึงชีวิตที่เป็นองค์ประกอบของสรรพสิ่ง”

แมนดาลา เทราพีในไทย ยังอยู่ในกลุ่มนักจิตเวช รวมทั้งกลุ่มผู้ปกครองที่ลูกมีปัญหาการเรียนรู้ เช่น ออทิสติก หากในต่างประเทศ การเรียนรู้แพร่หลาย เหมาะกับทุกคนที่ต้องการพัฒนาตัวเอง สนใจอินบ็อกซ์ที่เฟซบุ๊ก Yada Jib Jamnongtong มีทั้งสอนฟรีและมีค่าใช้จ่าย

ลาก่อนเขาฉลาก และ “ซุ้มเจ้าหญิงบนป่าไผ่” ชื่อที่พวกนักปั่นไต่เขา-กลุ่มเขาฉลาก Base Camp ขนานนามเรียกพวกเราในโซเชียล เน็ตเวิร์ก แมนดาลาอาจเป็นจิต เป็นจักรวาล เป็นพื้นที่ว่าง ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่ลงมือทำแล้วประจักษ์ความหมายเช่นไร หากที่สุดแล้วก็คือ จุดศูนย์กลางของวงกลมที่แผ่รัศมีออกไปได้ไม่มีขอบเขต

“เช่นความรัก หากเรายึดความรักเป็นจุดศูนย์กลาง ความรักของเราก็ขยายไปได้ไม่มีจำกัด นี่คือแมนดาลาในชีวิตจริง”