สบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำสุดเจ๋ง อาบให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 11:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523972

สบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำสุดเจ๋ง อาบให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอด

เคเอฟซีที่ประเทศญี่ปุ่น ออกสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ เป็นกลิ่นไก่ทอดอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเอฟซี

เมื่อพูดถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง เคเอฟซีแล้ว เรามักจะนึกถึงกลิ่นไก่ทอดหอมๆ ร้อนๆ ควันคลุ้งๆ กันเป็นอย่างแรก เพื่อเอาใจผู้ที่หลงรักกลิ่นอาหารชวนหิวนี้ ทางเคเอฟซีจึงผลิตบาธบอม หรือสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ กลิ่นไก่ทอดขึ้นมา เพื่อเอาใจผู้บริโภค อาบกันให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอดตามต้นตำรับของเคเอฟซีไปตลอดทั้งวัน

บาธบอมเป็นสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ซึ่งลักษณะของมันจะเป็นลูกกลมๆ เมื่อหย่อนลงไปในอ่างอาบน้ำแล้ว จะแตกตัวฟู่พร้อมส่งกลิ่นหอม และกระจายสีออกมาในน้ำที่อยู่อ่าง ซึ่งบาธบอมจากเคเอฟซีนี้ก็ได้ทำลักษณะเป็นก้อนรูปร่างคล้ายชิ้นไก่นักเก็ต โดยทำร่วมกับแบรนด์ญี่ปุ่นที่ชื่อ Village Vanguard

แต่น่าเสียดายที่เจ้าสบู่ไก่ทอดนี้มีเพียง 100 ชิ้น และมีเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แถมมีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้อีกต่างหาก เพราะทางเคเอฟซีไม่ได้นำออกวางจำหน่ายทั่วไป แต่ใช้เป็นของรางวัลสำหรับลูกค้าที่ร่วมแคมเปญทางแอคเคาน์ทวิตเตอร์ของ KFC Japan ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน นี้เท่านั้น

ที่มา: rocketnews24

ลึกซึ้งถึงสกุลช่าง ในศาลาลูกขุนรอบพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523952

ลึกซึ้งถึงสกุลช่าง ในศาลาลูกขุนรอบพระเมรุ

พระเมรุมาศถือเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนี้ การก่อสร้างที่พิถีพิถันโดยเหล่าช่างศิลป์จากทั่วประเทศที่ร่วมแรงร่วมใจกัน และหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับเป็นอีกหนึ่งวาระดีที่คนไทยจะได้เรียนรู้ถึงคุณค่าด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทย ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2-30 พ.ย. 2560 ดังนั้น นอกจากข้อปฏิบัติด้านการแต่งกายและมารยาทในการเข้าชมที่พึงปฏิบัติแล้ว การศึกษาศิลปะอย่างลึกซึ้งจากงานพระเมรุนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่ผู้สนใจด้านศิลปะไม่ควรพลาด

ภายในนิทรรศการพระเมรุมาศ นอกจากศาลาทรงธรรมที่บอกเล่าพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจนานัปการแล้วนั้น สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เช่น ศาลาลูกขุน ทั้ง 6 หลัง ยังบอกเล่าและเป็นส่วนขยายขั้นตอน เรื่องราวการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศในทุกๆ ส่วน แสดงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรมและจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ รวมทั้งการเตรียมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธี ตลอดจนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผ่านมา

ศาลาลูกขุน “สมมติเทวพิมาน”

ศาลานิทรรศการสมมติเทวพิมาน จัดแสดงสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ประกอบด้วย หุ่นจำลองพระเมรุมาศและพระจิตกาธานในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เห็นรายละเอียดของพระเมรุมาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเมรุมาศในอดีตเพื่อเป็นความรู้ให้กับประชาชนอีกด้วย

พระจิตกาธาน คืออะไรและอยู่ส่วนไหนในพระเมรุมาศ?

ข้อมูลจากหนังสือธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ โดยคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงพระจิตกาธาน ว่า เชิงตะกอน หรือฐานที่ทำขึ้นสำหรับเผาศพ เป็นคำที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบด้วยแท่นฐานสำหรับเผาทรงสี่เหลี่ยม ภายในใส่ดินเสมอปากฐานสำหรับวางฟืน ไม้จันทน์ พระจิตกาธาน มักประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีและเครื่องสด เช่น ดอกไม้ ใบไม้ ใบตอง หยวกกล้วยและผลไม้บางชนิด เป็นต้น สำหรับเป็นเครื่องกันไฟในการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้น พระจิตกาธานตั้งอยู่บนฐานชาลาชั้นบนสุดภายในบุษบกองค์ประธาน

ศาลาลูกขุน “ตระการวิจิตรศิลปกรรม”

เพื่อศึกษาเรื่องราวภายในพระจิตกาธานให้มากขึ้น ศาลานิทรรศการตระการวิจิตรศิลปกรรมจึงเป็นจุดที่ห้ามพลาด ด้วยเป็นศาลาจัดแสดงหีบพระบรมศพจันทน์ พระโกศจันทน์ ท่อนฟืนไม้จันทน์ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และเครื่องสดที่ใช้ประกอบพระจิตกาธาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ยึดถือตามแบบของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 6 โดยรวบรวมช่างหลวง ช่างฝีมือ 4 ภาค มากกว่า 300 คน ในการจัดทำเครื่องสดประกอบพระจิตกาธานครั้งนี้ โดยชิ้นงานที่จัดแสดงในนิทรรศการพระเมรุ ร้อยละ 90 เป็นของจริงที่ถอดมาจากพระเมรุมาศองค์จริง สำหรับเครื่องสดที่ใช้ประกอบพระจิตกาธานทั้งเถาปาริชาต และตาข่ายดอกรักจากฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ล้วนเป็นของจริงที่อัญเชิญลงมาจากบนพระจิตกาธาน โดยดอกไม้จะสามารถอยู่คงทนได้นานหลายปี

นอกจากนี้ นิทรรศการยังจัดแสดงเครื่องมือช่างและความรู้เทคนิคเชิงช่างในการใช้ลายซ้อนไม้ประดิษฐ์หีบพระบรมศพจันทน์และพระโกศจันทน์ โดยอธิบายความรู้อย่างเข้าใจง่ายเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปทดลองทำเองที่บ้านได้ ซึ่งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับวิชาช่างของประเทศไทย

ศาลาลูกขุน “ณ วิธานสถาปกศาลา”

ภายในเป็นนิทรรศการขยายแบบสู่การก่อสร้าง ซึ่งข้อมูลจากกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร เผยว่า การก่อสร้างพระเมรุมาศของในหลวง รัชกาลที่ 9 กรมศิลปากรได้ออกแบบมาถึง 8 แบบ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีพระราชกระแสรับสั่งให้การออกแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ว่า “ไม่ให้เหมือนที่เคยมีมา” และมีพระราชวินิจฉัยเลือกพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด 7 ชั้นเชิงกลอน

พระเมรุมาศทรงบุษบกของในหลวง รัชกาลที่ 9 จะมีลักษณะพิเศษในหลายๆ ด้านไม่เหมือนที่เคยมีมาเป็นการสืบสาน และเกิดการพัฒนาศิลปกรรมงานช่างในหลายแขนง นอกจากนี้ การก่อสร้างพระเมรุมาศยังใช้วัสดุบางอย่างทั้งในการก่อสร้าง และการประดับตกแต่งที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น การใช้ไฟเบอร์กลาสมาแทนงานซ้อมไม้ ซึ่งเป็นการสร้างชิ้นงานแทนลายแกะสลักนอกจากจะช่วยย่นระยะเวลาแล้ว ก็ยังรักษารูปแบบของศิลปะการออกแบบดั้งเดิมไว้ได้ โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นเหล็กรูปพรรณนำมาประกอบและยึดกันด้วยนอต มีจำนวนมากกว่า 4 หมื่นชิ้น น้ำหนักรวม 800 ตัน ไม่มีการตอกเสาเข็มเป็นรากฐาน

ศาลาลูกขุน “ประติมาสร้างสรรค์”

การจัดสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีการใช้หลักแนวคิดตามคติความเชื่อไตรภูมิ และมีหลักการจัดวางที่สอดคล้องกันกับงานสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ และยังเป็นประติมากรรมที่มีรูปแบบตามแบบสมัยรัชกาลที่ 9 ศาลานิทรรศการประติมาสร้างสรรค์ จึงจัดแสดงชิ้นงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ โดยมีใจความสำคัญหลัก คือ การจัดแสดงขั้นตอนและวิธีการทำประติมากรรม ซึ่งมีความแตกต่างกันตามเทคนิคของช่าง ทั้งจากสำนักงานช่างสิบหมู่ เพาะช่าง ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และช่างปั้นปูนสด จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นปูนตำสูตรเพชรบุรี สัตว์หิมพานต์ที่ใช้ตกแต่งบริเวณสระอโนดาตบริเวณฐานสี่มุมของพระเมรุมาศ ประกอบด้วย สัตว์หิมพานต์ตระกูลสิงห์ ม้า และวัว รวมถึงสัตว์ผสม ประมาณ 120 ชิ้นงาน

ทั้งหมดนี้นอกจากจะทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันของประติมากรรมแล้ว ยังทำให้เห็นถึงความหลากหลายของงานศิลปหัตถกรรมไทยโบราณที่ไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป โดยงานประติมากรรมทั้งหมดในศาลานิทรรศการเป็นชิ้นงานจำลองเสมือนจริงเพื่อให้ประชาชนเห็นรายละเอียดได้อย่างใกล้ชิด และเห็นความล้ำค่าของงานศิลปะไทย

ศาลาลูกขุน “ยาตรากฤษฎาธาร”

ศาลานิทรรศการยาตรากฤษฎาธารว่าด้วยการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ โดยได้จัดแสดงต้นแบบของพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ซึ่งเป็นต้นแบบก่อนลงมือสร้างจริง ล้อของพระมหาพิชัยราชรถ (วงใหญ่) และล้อของราชรถน้อย (วงเล็ก) ซึ่งทั้งสองล้อเป็นล้อจริง ทว่า ไม่ได้ใช้ในวันงานพระราชพิธี เชือกของพลฉุดชัก โดยกรมอู่ทหารเรือได้นำเชือกที่ใช้ฉุดชักมาจัดแสดง ส่วนประกอบพระมหาพิชัยราชรถ เช่น ปีกแมลงทับ ธงงอ และผ้า และแสดงให้เห็นถึงขั้นการบูรณปฏิสังขรณ์ การลงรักและติดกระจกประดับ รวมถึงการจัดแสดงข้อมูลถึงลักษณะของพระที่นั่งราเชนทรยานและพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย และการสร้างพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยและราชรถปืนใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ต้องการชมพระราชรถองค์จริง สามารถเข้าชมได้ที่ โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งเปิดให้ชมในบริเวณใกล้เคียงกัน

ศาลาลูกขุน “สวรรค์บรรจงวาด”

ศาลานี้จะเล่าถึงแนวคิด ตลอดจนขั้นตอนการวาดจิตรกรรมในฉากบังเพลิง โดยนำเรื่องราวพระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9 มาวาดเป็นภาพประกอบเป็นส่วนหนึ่ง ทางคณะทำงานได้นำเรื่องราวของพระนารายณ์อวตาร พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่มีทั้งหมด 10 ปาง แต่น้อมนำมาเพียง 8 ปาง วาด 4 ทิศ 4 ด้าน แต่ละด้านมี 4 ชิ้น แต่ละชิ้นมี 2 ส่วน คือด้านบนกับด้านล่าง ด้านบนเป็นเนื้อหาเทวดาที่อวตารลงมาทำความดี และเป็นการรับเทวดากลับคืนสู่สรวงสวรรค์ ส่วนด้านล่างเป็นโครงการพระราชดำริแต่ละด้าน หมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ ฉากบังเพลิงและจิตรกรรมฝาผนังโครงการพระราชดำรินำสัมผัสพระสุเมรุ

ความพิเศษของนิทรรศการพระเมรุมาศ มีศาลานิทรรศการนำสัมผัสพระสุเมรุที่ตั้งอยู่ในทับเกษตร ด้านหน้าทางเข้าก่อนถึงศาลาลูกขุนเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้มีโอกาสสัมผัสความสวยงามของพระเมรุมาศ รวมถึงงานศิลปะและประติมากรรมประดับตกแต่ง

ผู้พิการทางสายตาจะมีอาสาสมัครพานำชม โดยเริ่มต้นจากแผนผังพระเมรุมาศในรูปแบบภาพนูนต่ำเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสไปพร้อมกับจินตนาการได้ถึงอาณาเขตและลักษณะของอาคารก่อสร้างในบริเวณพระเมรุมาศ จากนั้นจะได้สัมผัสพระเมรุมาศสามมิติ งานสถาปัตยกรรมพื้นฐาน เช่น การซ้อนชั้นไม้ และการทำศิลปะผ้าทองย่น สาบสีสอดแวว และงานประติมากรรมที่จำลองมาทุกขนาด เช่น พญาครุฑ เป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณชั้นชานชาลาของพระเมรุมาศ ราวบันไดพญานาค สัตว์หิมพานต์ เทวดานั่งส้นหรือเทวดาอัญเชิญโคมไฟประดับรอบพระเมรุมาศในเวลากลางคืน

ทั้งหมดผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสแทนการมองด้วยตา รวมถึงสามารถรับทราบข้อมูลเบื้องต้นของประติมากรรมแต่ละชิ้นโดยสังเขปผ่านอักษรเบรลล์ และซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการ ส่วนผู้พิการทางการได้ยินจะมีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ

อาจกล่าวได้ว่า ศาลานิทรรศการนำสัมผัสพระสุเมรุได้รวบรวมใจความสำคัญของพระเมรุมาศไว้ถึงร้อยละ 70 เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาและทางการได้รับชมส่วนประกอบต่างๆ ของพระเมรุมาศไม่ต่างจากคนทั่วไป

สำหรับการเตรียมตัวเพื่อศึกษาและซึมซับความรู้ด้านศิลปกรรมไทยในงานพระเมรุมาศนั้น ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากแผ่นพับที่นิทรรศการแจกให้และสามารถสอบถามขอความรู้จากเจ้าหน้าที่ที่คอยบรรยายได้ด้วยเช่นกัน

5 ของกินเล่นเกาหลีเหนือที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 10:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523960

5 ของกินเล่นเกาหลีเหนือที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน

ของกินเล่นจากเกาหลีเหนือที่ปรุงจากวัตถุดิบที่หาง่ายและได้สารอาหาร

เจ้าของร้านอาหารชาวเกาหลีเหนือที่ลี้ภัยมาอยู่ในเกาหลีใต้ เผยรูปร่างหน้าตาของขนมกินเล่นของชาวเกาหลีเหนือ ซึ่งล้วนแต่ปรุงจากวัตถุดิบหลักที่หาได้ง่าย อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื่องจากราคาย่อมเยากว่าข้าว ทั้งยังให้โปรตีนและไฟเบอร์สูง สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของประชาชนแห่งประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่ที่แสนจะแร้นแค้น

1. ซกโดจอน หรือเค้กจานด่วน มีที่มาจากการใช้เวลาทำเพียงไม่กี่นาที ทั้งยังไม่ต้องเข้าเตาอบ โดยการผสมแป้งที่ทำจากข้าวโพดกับน้ำ แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนขนาดเล็ก

2. อินโจโกกิ หรือเนื้อสัตว์เทียม ได้จากการนำกากที่เหลือจากการผลิตน้ำมันถั่วเหลืองมาม้วนแล้วกดให้เป็นแผ่น ใช้เป็นแหล่งโปรตีนแทนเนื้อสัตว์

3. ทูบูบับ ขนมทานเล่นที่เกิดจากการนำฟองเต้าหู้มาม้วนเป็นทรงกรวย จากนั้นใส่ข้าวและราดด้วยซอสพริก

4. ฟิงเกอร์สแน็คส์ ลักษณะคล้ายกับขนมเลดี้ฟิงเกอร์ส ที่จะกรอบนอกนุ่มใน วัตถุดิบหลักคือ แป้ง ยีสต์ น้ำตาล หรือน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากผลไม้ เช่น องุ่น ในกรณีที่น้ำตาลขาดแคลน

5. ซุนแด หรือไส้กรอกเลือด ทำจากเลือดหมูผสมกับผักและธัญพืช อาทิ ข้าว อาหารชนิดนี้มีการรับประทานกันทั้งในเกาหลีเหนือและใต้ โดยส่วนผสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

ที่มา: M2F

‘พระที่นั่งทรงธรรม’ นิทรรศการส่วนประกอบพระเมรุมาศที่คนไทยต้องชม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523772

‘พระที่นั่งทรงธรรม’ นิทรรศการส่วนประกอบพระเมรุมาศที่คนไทยต้องชม

นิทรรศการเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมความงดงามของพระเมรุมาศ เต็มไปด้วยสิ่งอันทรงคุณค่ามากมาย นอกเหนือพระเมรุมาศอันเป็นส่วนประกอบหลัก ยังมีสิ่งก่อสร้างรอบพระเมรุมาศเต็มไปด้วยสิ่งที่ประชาชนไทยควรรู้เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีต่อปวงชนชาวไทย เช่น โครงการตามแนวพระราชดำริ พระที่นั่งทรงธรรมที่อัดแน่นไปด้วยพระราชประวัติอย่างละเอียดของพระองค์ ตลอดจนการทรงงาน การจำลองโต๊ะทรงงานส่วนพระองค์ให้ประชาชนได้ชม นอกจากนี้ ในพระที่นั่งทรงธรรมยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังโครงการตามแนวพระราชดำริครบทุกภาคทั่วประเทศ ล้วนเป็นภาพที่งดงามยิ่ง

‘กังหันชัยพัฒนา’ โครงการตามแนวพระราชดำริ

ด่านหน้าของพระเมรุมาศที่ประชาชนควรศึกษาก็คือ โครงการตามแนวพระราชดำริ ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของพระเมรุมาศ รวมเรียกว่า ภูมิทัศน์ด้านหน้าพระเมรุมาศ สะท้อนให้เห็นพระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ อาทิ จัดแสดงพันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก กังหันชัยพัฒนา เป็นต้น

นอกจากนี้ ด้านในยังมีนิทรรศการส่วนต่างๆ ตั้งแต่

1.พระเมรุมาศ : ไม่อนุญาตให้เดินชมด้านบน

2.พระที่นั่งทรงธรรม

3.ศาลาลูกขุน 6 หลัง : จัดแสดงนิทรรศการพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ งานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ได้แก่ ศาลาลูกขุนหลังที่ 1 “สมมติเทวพิมาน” จัดแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศศาลาลูกขุนหลังที่ 2 “ณ วิธานสถาปกศาลา” จากแบบขยายสู่การก่อสร้างศาลาลูกขุนหลังที่ 3 “ประติมาสร้างสรรค์” งานประติมากรรมประดับพระเมรุมาศศาลาลูกขุนหลังที่ 4 “สวรรค์บรรจงวาด” ฉากบังเพลิงและจิตรกรรมฝาผนังโครงการพระราชดำริศาลาลูกขุนหลังที่ 5 “ยาตรากฤษฎาธาร” การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศนอกจากมีราชรถและพระยานมาศแล้ว ยังมีรายละเอียดของราเชนทรยานน้อยหลังใหม่ และราชรถปืนใหญ่ที่บูรณะขึ้นมาเพื่อพระราชพิธีครั้งนี้ เมื่อก้าวขึ้นมาบนศาลาจะพบกับร่างตัวต้นแบบของพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย มีบอร์ดอธิบายรูปแบบราเชนทรยานน้อยกับพระที่นั่งราเชนทรยานมีความแตกต่างกันอย่างไร อุปกรณ์สีและส่วนประกอบอื่นๆ กว่าจะมาเป็นพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย เช่น ธงมอญ ปีกแมลงทับอันเป็นของตกแต่งให้สวยงาม มีล้อพระมหาพิชัยราชรถที่ไม่ได้ใช้จริง มีเชือกฉุดชักของกรมอู่ทหารเรือจัดแสดงด้วยศาลาลูกขุนหลังที่ 6 “ตระการวิจิตรศิลปกรรม” งานประณีตศิลป์ในพระราชพิธี อาทิ งานดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์ การจัดสร้างพระโกศพระบรมอัฐิ มีการอัญเชิญกรองดอกไม้ฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เคยประดับยังชั้นยอดบนสุดของพระจิตกาธานมาให้ชมด้วย

4.ทับเกษตร : “นำสัมผัสพระสุเมรุ” นิทรรศการเพื่อผู้พิการทางสายตา จัดแสดงแผนผังพระเมรุมาศพร้อมอักษรเบรลล์ และสัตว์หิมพานต์ให้ใช้มือสัมผัสได้แต่ละส่วนมีวิทยากรผู้บรรยายจากกระทรวงวัฒนธรรมคอยให้ความรู้ทุกจุดและสามารถพูดได้ 2 ภาษา

‘พระที่นั่งทรงธรรม’ อัดแน่นด้วยพระราชประวัติ

ก่อนเข้าไปชมเนื้อหาสาระด้านในของพระที่นั่งทรงธรรม อย่าลืมชมความงดงามของคุณโจโฉและคุณทองแดงสุนัขทรงเลี้ยง ผลงานประติมากรรมของอาจารย์ชิน ประสงค์ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่พระที่นั่งทรงธรรม ที่มีความสำคัญ รองลงมาจากพระเมรุมาศ เป็นอาคารสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ประทับทรงธรรมและประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ และมีที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองด้วย ขนาดของพระที่นั่งทรงธรรมในพระราชพิธีครั้งนี้ จะมีการขยายให้ใหญ่ เป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูง ขนาดสูง 22 เมตร ยาว 155 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ หลักในการออกแบบที่สำคัญนอกจากจะต้องสวย สง่า ตรงตามโบราณราชประเพณีแล้ว ยังต้องสอดคล้องกับพระเมรุมาศ และไม่ให้โดดเด่นเกินกว่าพระเมรุมาศ

นิทรรศการ ณ พระที่นั่งทรงธรรม “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” ตั้งอยู่ทางฝั่งทิศใต้ ด้านในประมวลภาพพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระมหากรุณาธิคุณซาบซึ้งแล้วในหมู่ปวงชนชาวไทยและประชาคมโลก มีนิทรรศการรถไถ “ควายเหล็ก” เกษตรคือชีวิต รถไฟพระที่นั่ง ราชพาหนะแรกเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ตลอดจนรถยนต์พระที่นั่ง บุกป่าฝ่าดงทรงมุ่งไป

สำหรับนิทรรศการแบ่งเป็น 5 โซน เริ่มต้องขึ้นจากด้านฝั่งทิศใต้หรือทางซ้ายมือสุดไปสิ้นสุดที่ฝั่งทิศเหนือของพระที่นั่ง แบ่งเป็น โซนที่ 1 เมื่อเสด็จอวตาร แสดงพระราชประวัติ พระราชจริยวัตรของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องด้วยวังสระปทุมซึ่งเป็นที่ประทับแห่งแรกในประเทศไทย หลังจากโดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชินีนาถจากสหรัฐ นิวัตประเทศไทยตั้งแต่พระชนมพรรษา 1 พรรษา ทรงได้รับการอภิบาลจากสมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทั้งด้านการศึกษาและอบรมให้มีพระอุปนิสัยและพระราชจริยวัตรอันงดงามและทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ

โซนที่ 2 รัชกาลที่ร่มเย็น เล่าเรื่องอุปกรณ์ทรงงานที่พระองค์ใช้ในการพัฒนาประเทศ ได้แก่ กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์ยุคแรกที่ทรงงาน แผนที่ซึ่งเป็นภาพแทนแผ่นดินไทย ดินสอที่ทรงใช้ระบุพิกัดโครงการในพระราชดำริ วิทยุสื่อสารเพื่อช่วยเหลือราษฎรยามฉุกเฉิน มุมที่ซึ้งกินใจสุดๆ คือโต๊ะทรงงานของพระองค์อันแสนเรียบง่าย ด้านบนมีแผนที่ ดินสอ และวิทยุสื่อสารวางอยู่บนนั้น

โซนที่ 3 เพ็ญพระราชธรรม นำเสนอเรื่องราวของธรรมิกราชาผู้ทรงครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม

โซนที่ 4 นำพระราชไมตรี นำเสนอการทรงงานด้านการต่างประเทศของพระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เสด็จเยือนเวียดนามและประเทศแถบเอเชีย ต่อด้วยการเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป ฯลฯ ผลของการเสด็จฯ เยือนนำมาซึ่งสัมพันธไมตรีที่ดีต่อมิตรประเทศ หลักการในการพัฒนาโครงการต่างๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวไทยและเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก สถาบันและองค์กรต่างประเทศได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลสดุดีพระเกียรติยศมากมาย

โซนที่ 5 พระจักรีนิวัตฟ้า โซนนี้ขอให้หยุดฟังเพลงสักนิดเพราะไพเราะกินใจเหลือเกิน เป็นการประมวลภาพหลังจากประกาศของสำนักพระราชวังโดยประชาชนนับแสนหลั่งไหลจากทั่วประเทศเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีพระราชสาส์น และแถลงการณ์แสดงความอาลัย มายังพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนชาวไทย

ภาพจิตรกรรมโครงการตามแนวพระราชดำริ

สิ่งที่น่าสนใจอื่นในพระที่นั่งทรงธรรมก็คือ ผนังทึบภายในพระที่นั่งทรงธรรมจะจัดเป็นพื้นที่จัดแสดงภาพวาดจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวนทั้งสิ้น 46 โครงการ ในเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 237 ตารางเมตร แบ่งเป็นภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแบ่งเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรกผนังที่ 1 อยู่กลางห้อง เป็นภาพพื้นที่การทรงงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ มูลนิธิราชประชาสมาสัย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พ.ศ. 2496 พระราชทานทุนอานันทมหิดล เป็นทุนเริ่มแรกในการจัดสร้างอาคารในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง การบริหารจัดการน้ำท่วม การก่อสร้างคันกั้นน้ำ การก่อสร้างทางผันน้ำ และการปรับปรุงตกแต่งสภาพลำน้ำ โครงการแก้มลิง พ.ศ. 2538 โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พ.ศ. 2504 เป็นต้น

ผนังที่ 2 อยู่ด้านฝั่งทิศใต้ พื้นที่โครงการพระราชดำริภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ การอนุรักษ์ดิน พ.ศ. 2531 โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร พ.ศ. 2537 เป็นต้น

ผนังส่วนที่ 3 อยู่ฝั่งทิศเหนือ เป็นโครงการพระราชดำริพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่เนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช พ.ศ. 2536 ป้องกันน้ำเปรี้ยวจากทุ่งพรุและน้ำเค็มเข้าพื้นที่ทำกินของราษฎรและจัดการระบบน้ำจืดช่วยเหลือราษฎรให้สามารถทำเกษตรกรรมได้ตลอดปี โครงการศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.ศ. 2525 เป็นโครงการพัฒนาดินอินทรีย์และดินที่มีปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่พรุให้ดีขึ้น

โครงการฝนหลวง (ปฏิบัติการฝนหลวงดับไฟป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส สภาวะแห้งแล้งและผู้ลักลอบเข้าไปแผ้วถางทำให้เกิดไฟป่า ฝนหลวงจึงเป็นภารกิจพิเศษช่วยดับไฟ โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก สหกรณ์โคนมอ่าวลึก อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ พ.ศ. 2527 แปรรูปผลปาล์มสดเป็นน้ำมันปาล์มดิบที่มีคุณภาพเทียบเท่าโรงงานใหญ่

โครงการพระราชดำริภาคกลาง ได้แก่ โครงการขยายผลทฤษฎีใหม่ บริเวณรอบพื้นที่วัดมงคลชัยพัฒนา จ.สระบุรี พ.ศ. 2531 โครงการชั่งหัวมัน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลฯ อ.เมือง จ.นครนายก พ.ศ. 2536 โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น

ผู้ที่เข้าไปชม อย่าลืมแหงนมองเพดานของพระที่นั่งทรงธรรม เพราะช่างศิลป์ได้บรรจงวาดและติดประดับไว้งดงามยิ่งนัก

กติกามารยาทที่ควรรู้

นิทรรศการเปิดให้ประชาชนเข้าชมในเบื้องต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พ.ย. เวลา 07.00-22.00 น. รอบละ 5,500 คน แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 700 คน ใช้เวลารอบละ 1 ชั่วโมง (15 นาทีแรกถ่ายภาพ ณ บริเวณพื้นที่ด้านหน้า 45 นาทีหลัง เดินถ่ายภาพอิสระในพื้นที่ที่กำหนด) และก่อนหมดเวลา เข้าชม 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม เพื่อเปิดให้รอบต่อไปได้เข้ารองรับประชาชน ได้วันละ 1.04 แสนคน/วัน ขอความร่วมมือ คือ หากหมดเวลาแล้วควรรีบออกไปเพื่อให้คนรอบอื่นๆ ได้เข้ามาชม ไม่อย่างนั้นคนจะหนาแน่นและพลุกพล่าน ไม่มีสมาธิในการชม

ผู้เข้าชมนิทรรศการสามารถผ่านได้ 5 จุดคัดกรอง ได้แก่ บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ บริเวณท่าช้าง บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และบริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม

การแต่งกาย – สุภาพบุรุษสวมเสื้อมีแขน (ไม่บาง ไม่รัดรูป) กางเกงขายาว ไม่สวมกางเกงยีนส์ ไม่สวมกางเกงยีนส์ฟอก-ขาดวิ่นหรือรัดรูป สวมรองเท้าแบบสุภาพ ไม่สวมรองเท้าแตะ

สุภาพสตรีสวมเสื้อมีแขน (ไม่บาง ไม่รัดรูป ไม่เอวลอย) สวมกระโปรงยาวคลุมเข่าหรือกางเกงขายาวทรงสุภาพ ไม่สวมกางเกงยีนส์ฟอก-ขาดวิ่น ไม่บาง ไม่รัดรูป สวมรองเท้าแบบสุภาพ ไม่สวมรองเท้าแตะ

– นักเรียน นิสิต นักศึกษา สวมเครื่องแบบตามราชการกำหนด

– กลุ่มชาติพันธุ์ สวมชุดพื้นถิ่น

ขอความร่วมมือผู้เข้าชม ดังนี้ ห้ามขึ้นพระเมรุมาศเด็ดขาด ไม่แตะต้อง ไม่สัมผัสพระเมรุมาศ ตลอดจนสิ่งที่นำมาจัดแสดงตลอดจนไม่ดึง ไม่เด็ด ไม่เหยียบ ไม่สร้างความเสียหายแก่ไม้ดอกและพืชพันธุ์ภายในงาน ควรถ่ายรูปในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ถ่ายภาพด้วยกิริยาสำรวม ไม่ควรถ่ายเซลฟี่ ไม่ควรเฟซบุ๊กไลฟ์ และควรทิ้งขยะในบริเวณที่จัดให้เท่านั้น

เลี่ยง 5 พฤติกรรม ทำหน้าแก่ก่อนวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 10:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523786

เลี่ยง 5 พฤติกรรม ทำหน้าแก่ก่อนวัย

– ปาร์ตี้จัดหนัก

คุณผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใส่ใจหน้าและผิวพรรณ ทำให้ผิวแห้ง หยาบกร้าน แต่ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ใส่ใจ ก็แนะนำว่าไม่ควรทำพฤติกรรมเหล่านี้ ที่ยิ่งทำให้ใบหน้าของหนุ่มๆ แลดูแก่กว่าวัยยิ่งขึ้นไปอีก

แม้เป็นการผ่อนคลาย แต่หลังกลับจากปาร์ตี้จัดหนักเมื่อไร อย่าลืมดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อช่วยเติมน้ำให้กับผิว ยิ่งไปกว่านั้นการพักผ่อนไม่พอยังส่งผลเสียกับร่างกายหลายข้อ ทั้งความจำลดลง ผิวพรรณไม่สดใส แถมทำให้ดูแก่ก่อนวัย ที่สำคัญการนอนน้อยยังทำให้อ้วนง่ายได้อีกด้วย

– ความเครียด

ใครรู้ตัวว่าช่วงนี้โหมงานหนักไป ก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนกันบ้าง อย่าพยายามแสดงอารมณ์ทางสีหน้าบ่อยๆ จนเคยชิน อย่าง การขมวดคิ้ว เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย ส่วนการคลายเครียด ไม่ได้มีเพียงการปาร์ตี้ มาผ่อนคลายด้วยวิธีอื่น เช่น ออกกำลังกาย หรือหางานอดิเรกใหม่ๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจะดีกว่า

– กินแต่อาหารไขมันสูง

เมนูโปรดหลายชนิดที่ซ่อนไขมันอิ่มตัวหรือไขมันที่ได้จากสัตว์ ทั้งในเนื้อ นม ชีส ไข่แดง หรือแม้แต่อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เมื่อสะสมในปริมาณมากๆ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ตามด้วยคอเลสเตอรอล ที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย หนุ่มคนไหนที่ติดรสหวาน อาจจะเติมความหวานจากธรรมชาติ เช่น ความหวานจากผลไม้ผสมในโยเกิร์ตก็ช่วยทดแทนกันได้ แถมยังให้สุขภาพที่ดีกว่า

– ไม่ออกกำลังกาย

เมื่อกินมากๆ แถมยังทำงานหนักจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องใช้พลังและระยะเวลานานในการเปลี่ยนไขมันย้วยๆ ให้กลายเป็นกล้ามเนื้อสวยๆ ที่แค่นึกก็ท้อใจกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ล้มเลิกไปหลายหน หนุ่มๆ จึงควรเริ่มดูแลสุขภาพร่างกายตั้งแต่วันนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมน้ำหนักและรูปร่างไว้ให้ดูดีอยู่เสมอ นอกจากจะทำให้ใบหน้าและผิวพรรณดูสดใส การเป็นผู้ชายที่รักสุขภาพยังดูมีเสน่ห์ในสายตาสาวๆ อีกด้วย ที่สำคัญการออกำลังกายเป็นเหมือนอีกศาสตร์ชะลอวัย ที่ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดี

– สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ทำให้ใบหน้าแลดูแก่กว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด เพราะบุหรี่ทำให้ผิวแห้ง และเป็นการสร้างอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดริ้วรอย แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกมากมาย ลองหาหมากฝรั่งต้านนิโคตินมาเคี้ยวไปพลางๆ ก็น่าจะพอช่วยให้ลดการสูบลงได้ แล้วค่อยๆ เลิกอย่างจริงจัง เชื่อซิว่าคุณก็ทำได้

Feedback ส่วนสำคัญที่ช่วยให้งานไปได้ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523785

Feedback ส่วนสำคัญที่ช่วยให้งานไปได้ไกล

1.ผู้บังคับบัญชาต้องมีทักษะในการให้ Feedback ทักษะจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเกิดจากการศึกษา หมั่นพัฒนาตัวเอง ฝึกฝนบ่อยๆ โดยเฉพาะการจดจำวิธีการ ขั้นตอน หรือกระบวนการจากผู้บังคับบัญชาของเราเอง ส่วนใหญ่แล้วการให้ Feedback มีสองด้าน คือ

Feedback หรือ คำติชม คือของขวัญที่ดีสำหรับทุกคนในการพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน แต่สำหรับในด้านของการทำงาน คำติชมอาจจะเปรียบเสมือนตัวชี้วัดในการทำงานเลยก็ว่าได้ หัวหน้าที่ดีจึงควรมีกระบวนการในการใช้ Feedback เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลงานของลูกน้องให้เป็นไปตามมาตรฐาน หรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย จึงแนะเคล็ดลับในการสร้างศักยภาพให้กับลูกน้อง ด้วยวิธีการให้คำติชมที่ถูกวิธี และได้ผลมากที่สุด ดังนี้

– Positive Feedback คือการแสดงความชื่นชมลูกน้อง ทั้งต่อหน้าคนอื่น หรือส่วนตัว สิ่งนี้จะเกิดแรงกระตุ้นได้เป็นอย่างดี

– Negative Feedback คือหัวหน้างานต้องกล้าที่จะตำหนิ หรือแจ้งลูกน้องให้ทราบถึงข้อผิดพลาด ซึ่งสิ่งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เทคนิคที่ดีควรมี Positive Feedback นำก่อน แล้วค่อยตามด้วย Negative Feedback

2.ผู้บังคับบัญชา ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการให้ Feedback อย่างชัดเจน ต้องเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของลูกน้อง มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ พร้อมกับให้ Feedback เป็นข้อๆ ตามหน้าที่และเป้าหมายที่ได้ตกลงกันไว้

3.ผู้บังคับบัญชา ต้องไม่เกรงใจลูกน้องกล้าที่จะให้ Feedback ทันที เมื่อเกิดสถานการณ์ ที่ลูกน้องต้องได้รับ เช่น กล่าวคำชมทันทีเมื่อพนักงานทำงานดี ถ้าเจอลูกน้องทำงานผิดพลาดก็ควรให้ Negative Feedback ได้เช่นกัน

4.ผู้บังคับบัญชา ต้องไม่ให้ Feedback ในหลายๆ เรื่อง เวลาเดียวกันทำให้ลูกน้องรู้สึกแย่ควรให้เป็นประเด็นที่ชัดเจน เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีโอกาสชี้แจงและอธิบาย เพื่อให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

6.ผู้บังคับบัญชา ต้องเตรียมเอกสาร ข้อมูล ที่จะ Feedback หลังจากที่จบการให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็น เสร็จแล้วควรให้ลูกน้องได้มีโอกาสทบทวนเอกสารที่เตรียมไว้ ถ้ามีการแก้ไข ลูกน้องจะได้เห็นชัดเจน

การให้ผลตอบสนองกลับด้านความคิดเห็น หรือการให้ Feedback นั้นมีประสิทธิภาพ จะต้องได้รับความเข้าใจ และยินยอมจากทางหัวหน้างานและลูกน้องภายใต้เงื่อนไขของเวลา และสถานที่อันเหมาะสม ซึ่งจะเป็นเหมือนเครื่องมือช่วยสร้างและบริหารทีมให้เข้าใจถึงเป้าหมาย และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน วิธีนี้นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีต้นทุนต่ำมาก แต่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย เพียงแต่ต้องอาศัยเวลา โดยหัวหน้างานจะต้องให้ Feedback เหมือนกับการให้ดอกไม้ที่ทำให้ผู้รับมีความสุขโดยปราศจากอคติใดๆ เข้าใจว่าการให้ดอกไม้ช่อนี้นั้น เป็นเหมือนกระจกที่ช่วยสะท้อนให้ลูกน้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ให้มากขึ้น และพร้อมที่จะพัฒนา เติบโตไปกับองค์กร

ติดหวาน…งานงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 พ.ย. 2560 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523784

ติดหวาน...งานงอก

ตับทำงานหนัก ก่อนน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจะผ่านไปที่ตับก่อนเพื่อย่อยสลายเป็นกลูโคสหรือฟรักโทส และตับจะสังเคราะห์ให้กลายเป็นไกลโคเจน หากกินของหวานเยอะๆ ตับก็ทำงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว

งานงอกแน่ๆ สำหรับคนชอบความหวาน เพราะนี่คือ 10 อาการที่ต้องระวัง! หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

อินซูลินทำงานผิดปกติ เมื่อระดับน้ำตาลมากเกินไปก็จะส่งผลให้อินซูลินทำงานผิดปกติ ทำให้เซลล์เกิดภาวะต้านอินซูลิน จุดเริ่มต้นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ภาวะต้านอินซูลินที่รุนแรงขึ้น ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถรับมือความต้องการอินซูลินเพื่อใช้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูงขึ้น หรือสวิงขึ้นลง กลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

โรคหัวใจ อาหารที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพราะน้ำตาลมีผลต่อกระบวนการสูบฉีดของหัวใจ เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลว กลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด

ไขมันพอกตับ เมื่อตับสังเคราะห์ฟรักโทสให้กลายเป็นไขมันแล้วก็จะถูกเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งที่ตับ และกลายเป็นไขมันในเวลาต่อมา การสะสมของไขมันเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับขึ้นได้

ไขมันในเลือดสูง เมื่อกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากๆ แน่นอนว่าร่างกายจะนำไขมันไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ไม่ทัน จึงทำให้เกิดการสะสมไตรกลีเซอไรด์ขึ้นในร่างกาย ทำให้ปริมาณไขมันในเลือดสูง

ฟันผุ น้ำตาลเป็นอะไรที่ย่อยได้ง่าย แบคทีเรียในช่องปากจึงสามารถกินน้ำตาลเป็นอาหารและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนเต็มช่องปาก เป็นสาเหตุของปัญหาฟันต่างๆ อาทิ ฟันผุ เคลือบฟันกัดกร่อน โรคเหงือก และกลิ่นปาก

มะเร็ง เพราะอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตและการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็งแบบคูณสอง ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอินซูลินและระดับอินซูลินที่ไม่คงที่ก็อาจทำให้มีเซลล์มะเร็งเติบโตอยู่ในร่างกาย

เสพติดรสหวาน จริงๆ แล้วน้ำตาลก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะสารให้ความหวานจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งโดพามีน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เกิดอาการเสพติด รู้สึกอยากกินของหวานตลอด ถ้าไม่ได้กินหรือขาดรสหวานอาจพานให้อารมณ์เสียได้

แก่ก่อนวัย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะไปขัดขวางการซ่อมแซมคอลลาเจนในร่างกาย รวมทั้งทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักจนเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้เราแก่ก่อนวัย ผิวหนังเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น คล้ำโทรม หรืออาจจะรุนแรงไปถึงขั้นความจำเสื่อม

ของขวัญ (แรงบันดาลใจ) จากในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 11:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523634

ของขวัญ (แรงบันดาลใจ) จากในหลวง ร.9

โดย ไรเฟิลเบิร์ด

ของขวัญ คือ ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่หวังส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวไปข้างหน้า

ความพิเศษของของขวัญคือ เปิดให้ชมฟรีทั่วประเทศ ตอนนี้ระยะเวลาสิ้นสุดยังไม่ได้ถูกกำหนด หากมีการตอบรับที่ดี คนดูยังมีจำนวนมากก็เปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าโรงภาพยนตร์จะร้างราคน

เรียกว่านอกจากทางผู้สร้างคือ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ทางโรงภาพยนตร์เครือ Major Cineplex เครือ SF Cinema City ก็พร้อมใจกันมอบของขวัญให้แก่คนไทยทั้งแผ่นดิน

4 ภาพยนตร์สั้นนำเสนอตามท้องเรื่อง 4 ภูมิภาค จาก 4 ผู้กำกับ The Letter โดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว ดอกไม้ในกองขยะ โดย นนทรีย์ นิมิบุตร สัจจะธรณี โดย ก้องเกียรติ โขมศิริ และเมฆฝนบนป่าเหนือ โดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ถูกห่อหุ้มเป็นภาพยนตร์ของขวัญที่ร่วมแสดงด้วยนักแสดงหลายรุ่น เช่น สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ม.ร.ว.มงคลชาย ยุคล โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ อิษยา ฮอสุวรรณ ชวินโรจน์ ลิขิตเจริญสกุล อริศรา วงษ์ชาลี อัญชลี หัสดีวิจิตร ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ธนาภัค จงใจพระ ชนิกานต์ ตังกบดี ด.ช.ฐิรพจน์ ต่วนสวัสดิ์ ณัชชาภัทร แสงฤทธิ์ และบุญส่ง นาคภู่

ก้องเกียรติ ผู้กำกับเรื่อง สัจจะธรณี เล่าถึงการสร้างผลงาน “ไอเดียเริ่มต้นคือไม่อยากทำเรื่องเศร้าอย่างเดียว อยากทำโปรเจกต์ที่เป็นเรื่องของการก้าวไปข้างหน้า การมอบของขวัญ การส่งต่อความดี การอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างเข้าใจถ่องแท้ และเดินทางไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยองค์ความรู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมอบไว้ให้ผืนแผ่นดินนี้

เราก็นำความรู้เหล่านั้นมาพูดถึงในแง่ของการทำหนังว่าเราจะเล่าเรื่องของพระองค์ยังไงดี โดยที่ไม่ใช่แค่การตอกย้ำความสูญเสีย แต่มันคือการก้าวไปข้างหน้าและการบอกต่อ อันนี้ในฐานะคนทำหนังแล้วเราเชื่อว่ามันเป็นภารกิจที่จำเป็น

เรื่องราวพูดถึงไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะเดินทางหาตัวตนที่แท้จริงของเราเจอหรือไม่ บางทีมันไม่สำคัญเท่าเราเข้าใจหรือเปล่าว่าทั้งหมดมันคือการสมมติขึ้นทั้งนั้น

ดินต่างหากที่ไม่เคยโกหกใคร ในหลวงจึงพัฒนาดิน ภายใต้ดินที่มันแตกมีรอยแยก ดินก็คือดิน ดินดีก็ให้ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากับคนทุกฝ่าย ไม่ว่าเราจะขัดแย้งอะไรกันก็แล้วแต่ สัจจะของธรณีก็คือไม่แบ่งแยก และการพัฒนาสิ่งที่มันเป็นแก่นแท้จริงๆ นั่นคือ ปัญญา

คอนเซ็ปต์หลักๆ มาจากชื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่แปลว่า พลังของแผ่นดิน เราก็เลยรู้สึกว่าการเล่นเรื่องดิน น่าจะเป็นการพูดถึงสิ่งที่มีอยู่และไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากกว่า

การไปข้างหน้ามันอาจไม่ได้พูดถึงเชิงเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วเราก็จะไปข้างหน้าได้จริงๆ”

ปรัชญา ปิ่นแก้ว เล่าเรื่องราวของ บักจ่อย เด็กชายชาวอีสาน “ผมเล่าเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่อยากเขียนจดหมายถึงพระองค์ท่าน จากจดหมายฉบับนั้น ทำให้เกิดเรื่องราวเป็นแนวผจญภัยเล็กๆ ในมุมของเด็ก หนังผมจะเป็นการผจญภัยใสๆ เหมือนดูหนังดิสนีย์ แต่ว่าสิ่งที่เด็กได้รับหรือว่าความรู้สึกที่ได้รับในตอนท้ายนี่มันต้องยิ่งใหญ่ให้สมกับเรื่องราวที่เราพูดถึงพระองค์ท่าน”

นนทรีย์ พูดถึง ดอกไม้ในกองขยะ “ก็เหมือนความรักและความงดงามที่อยู่ในความสกปรก ถ้าครอบครัวเราอบอุ่น รักกัน ไม่ว่ามันจะเกิดอุปสรรค หรือเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้นก็ตาม ความรักจะทำให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

หนังเรื่องนี้ก็จะเริ่มต้นคิดแบบนี้ ถ้าเราพูดถึงคนที่เป็นตัวแทนขององค์กรเล็กๆ ในสังคมอย่าง คนที่มีอาชีพเก็บขยะ หน้าที่ความรับผิดชอบของเขาคือจัดการของที่ทุกคนทิ้งให้มันเข้าที่เข้าทาง เขามีความเสียสละเพื่อพวกเรา ผมรู้สึกอย่างนั้นก็เลยหยิบเอาชีวิตของเขามาพูดถึง

ตั้งแต่การเขียนบท ช่วยกันคิดลงรายละเอียด การรีเสิร์ชต่างๆ จนถึงตอนถ่ายทำ ผมรู้สึกว่ามีความอบอุ่นประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แรงบันดาลใจในการทำเรื่องนี้มันเต็มเปี่ยมจริงๆ ทุกนาทีที่เราทำงานก็จะพยายามที่สุดที่จะไม่พลาดอะไร พยายามช่วยกันคิดช่วยกันดู

กระทั่งนักแสดงเอง ทุกคนพยายามจะทำหนังเรื่องนี้ให้มันสวยงามที่สุด ช่วยกันดีไซน์ให้มันสนุกขึ้นกว่าบทที่เขียนไว้ ซึ่งตอนเป็นบทก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว แต่พอทำงานจริงๆ มันสนุกกว่าบทเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การเลือกมุมกล้อง การถ่ายทำ การไปเลือกโลเกชั่นในการทำงาน คือทุกคนก็จะช่วยกันทำให้หนังเรื่องนี้มันประสบความสำเร็จบนเวลาที่จำกัด”

ชูเกียรติ สะท้อนพลังการออกค่ายของกลุ่มนักศึกษาไฟแรง ที่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งของชาวบ้านในพื้นที่ “เวลาเรานึกถึงพระองค์ท่าน เราก็จะนึกถึงโครงการต่างๆ นึกถึงความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ที่ที่ท่านไปถึง แล้วก็นึกถึงชีวิตอะไรอย่างนี้

แล้วพอเรานึกถึงเมฆฝนก็เชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างของวัยรุ่น อย่างอุดมการณ์ แรงความฝัน แรงศรัทธาอะไรบางอย่าง บางทีเขาก็จะมีแรงวิ่งตามความฝัน วิ่งตามเมฆฝนพวกนี้ในชีวิตของเขา ก็เอาประเด็นนี้มารวมกันจนเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา

บางสิ่งที่พระองค์ท่านได้เคยพูดไว้ว่า การที่เราจะไปพัฒนาที่ไหนสักที่หนึ่ง เราควรจะรู้ความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆ ว่าเขาต้องการอะไร การพัฒนานั้นมันถึงจะได้ผลและยั่งยืน ประเด็นนี้แหละ เรารู้สึกว่า Conflict ในสังคมเนี่ย มันก็แก้ได้ด้วยการเรียนรู้จากที่ท่านได้สอนมาหรือได้เคยพูดเอาไว้”

ร่วมรับชมของขวัญที่จะมาเติมเต็มหัวใจให้อบอุ่น และมีพลังก้าวต่อไป แต่โปรดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมรอบฉายที่โรงภาพยนตร์อีกครั้ง

การเข้าชิงซีไรต์ครั้งที่สอง ของ ภู กระดาษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523632

การเข้าชิงซีไรต์ครั้งที่สอง ของ ภู กระดาษ

โดย อณุสรา  ทองอุไร

เข้าสู่ฤดูกาลของงานเขียนซีไรต์อีกครั้ง มีทั้งนักเขียนหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้ามาสู่สนามนักเขียน และสำหรับเขาคนนี้ ถนัด ธรรมแก้ว เจ้าของนามปากกา ภู กระดาษ ได้รับชื่อเข้าชิงซีไรต์เป็นครั้งที่สองจากงานเขียนชื่อ “ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ” ที่พิมพ์มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว  ครั้งแรกเขาได้เข้าชิงจากนิยายเรื่องยาวชื่อเนรเทศ งานเขียนของเขาจะเป็นสไตล์งานหนักๆ สะท้อนปัญหาสังคม ไม่ใช่งานใสๆ สนุกอ่านง่ายแบบนั้น และไม่ว่าจะได้ซีไรต์หรือไม่ เขาก็คงเขียนหนังสือต่อไปไม่มีผลให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนัก

จากนักศึกษาที่ชอบทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยสู่นักเขียนเลือดอีสาน ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์งานเขียนเชิงสังคมผ่านปลายปากกาที่นักอ่านคุ้นเคยอย่าง ภู กระดาษ ขณะนี้เขามีงานเขียนออกมาแล้วทั้งหมด 4 เล่ม คือ ชั่วโมงก่อนพิธีสวนสนาม ไม่ปรากฏ ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ และ เนรเทศ

เขาเริ่มเขียนหนังสือจริงจังเมื่อ 10 ปีก่อน คือปี 2006  โดยเขียนเล่นๆ เอาไว้อ่านเอง  เขียนแล้วก็เก็บไว้เฉยๆแทบจะไม่ส่งไปที่สำนักพิมพ์ที่ไหนเลย เคยส่งไปบางสำนักพิมพ์เพื่อหวังจะได้รวมเล่ม แต่ที่สุดก็ไม่ผ่าน ตลอดเวลาที่เขียนมา 20 ปี ยังมีงานเขียนเก็บไว้อีกจำนวนพอสมควรก็หวังจะได้รวมเล่มได้ในอนาคต  แต่ก็ไม่กล้าหวังมาก เพราะเขาก็รู้ว่างานของเขาไม่ใช่งานแนวที่คนทั่วไปนิยมอ่านกัน ไม่ใช่งาน POP เป็นงานเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งอ่านในวงแคบ

“ผมใช้เวลาเขียนหนังสือตอนดึกๆ ถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพราะกลางวันเขาทำงานประจำเป็นผู้จัดการอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกที่รักมาก หากตอนดึกไม่ได้เขียน เขาจะตื่นตี 4 จนถึง 6 โมงเช้าแล้วไปทำงานต่อเลย หรือบางวันเลิกงานประมาณบ่าย 2 ก่อนที่จะไปเตะฟุตบอลก็อาจเขียนก่อน แล้วค่อยไปออกกำลังกาย เขาชอบตื่นช่วงตี 2 เพื่อดูฟุตบอล ก็เลยคิดว่าถ้าตื่นมาดูฟุตบอลได้ ก็น่าจะตื่นมาเขียนหนังสือได้เช่นกัน (หัวเราะ)” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

เขาจึงนอนน้อยมากในแต่ละวัน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในงานเขียนก็มาจากเรื่องราวรอบตัว สังคม การเมือง ชีวิตผู้คน จากหนังสือที่เราอ่าน การเขียนงานแต่ละครั้งเขาจะวางพล็อตเรื่องไว้ก่อน มีกรอบคร่าวๆ เพื่อไม่ให้หลงทิศทาง แล้วค่อยแตกแขนงเรื่องออกไปตามกรอบที่วางไว้กว้างๆ แต่ก็จะพยายามพัฒนางานเขียนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ส่วนงานที่เขาถนัดก็คือเรื่องสั้น ซึ่งมีหลักการอยู่ 2 อย่าง หนึ่ง พยายามเขียนในสิ่งที่รู้ดี แต่บางครั้งในเรื่องเดียวกันก็จะมีทั้งสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ไม่รู้ และสอง คือเขียนในสิ่งที่เขาสงสัย อยากจะรู้ แล้วไปค้นคว้าต่อ ยิ่งค้นคว้า ก็ยิ่งทำให้รู้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเขียนแต่สิ่งที่เขารู้อย่างเดียว  ต้องคิดเสมอว่าคนอ่านเก่ง ซึ่งคนเขียนก็เหมือนคนอ่าน เมื่อก่อนมักจะคิดว่าคนเขียนเก่งมากเลย สำหรับเขาแล้วไม่ใช่  เขาคิดว่าคนอ่านเก่งกว่าเยอะ ผู้อ่านสามารถสะท้อนความคิดเห็นที่แลกเปลี่ยนกับผู้เขียนได้เช่นกัน

ด้านการศึกษานั้นเขาสำเร็จการศึกษาจากสาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  เขาทำงานเป็นพนักงานบริษัท ในตำแหน่งผู้จัดการ มีงานเขียนหนังสือเป็นงานรองลงมา แม้จะรักงานเขียนมากเพียงใดเขาก็ไม่คิดจะลาออกจากงานประจำมาเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะเขาชอบที่จะทำสองอย่างไปควบคู่กัน หากลาออกมาเขียนหนังสืออย่างเดียวชีวิตมันจะว่างเกินไปแล้วจะติดสบาย การทำงานด้วยเขียนไปด้วยทำให้ชีวิตมีความหลากหลาย มีมุมมองที่ต่างออกไป

เจพี คูเปอร์ เสียงที่ทำให้ตกหลุมรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523628

เจพี คูเปอร์ เสียงที่ทำให้ตกหลุมรัก

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

ว้าว … เพียงแค่โน้ตตัวแรกถูกขับขานบรรเลง ก็มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้ใครต่อใครตกหลุมรัก (เพลง) ผู้ชายคนนี้แล้ว

เจพี หรือ จอห์น พอล คูเปอร์ เป็นนักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษวัย 33 ปี เขาเพิ่งจะมี Raised Under Grey Skies เป็นงานอัลบั้มแรก

เอกลักษณ์ของ เจพี คือ เสียง ซึ่งมีเสน่ห์ นุ่มนวล และทรงพลัง บวกกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าจะผมเดรดล็อก ไว้หนวดเคราพองาม สวมหมวก รวมกันเป็นลุคแบบฮิปๆ คูลๆ และดูมีแอตติจูดน่าติดตาม

ก่อนหน้าจะมีอัลบั้มแรก เจพี ส่งหลายซิงเกิ้ลออกมา ซึ่งได้การตอบรับอย่างยอดเยี่ยม จนขึ้นไปติดชาร์ตความนิยม

เจพี นั้นเริ่มต้นเป็นที่สนใจ เมื่อเขามาร่วมงานกับ โจนาส บลู ในเพลง Perfect Strangers เพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากผลงานของ เจพี เองพอสมควร ต่อมาก็ถึงเวลาออกซิงเกิ้ลของตัวเอง เพลง September Song ถูกส่งออกมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2016 แต่กว่าจะดังก็เกือบๆ จะขึ้นปี 2017 แล้ว และเดือน ก.ย.ก็ผ่านมาอีกครั้ง เจพี จึงมีอัลบั้มแรก

ตอนเปิดตัวอัลบั้มนี้ที่บ้านเกิดในแมนเชสเตอร์ เจพี บอกว่า เมื่อราว 2 ปีก่อนนั้น เขาแทบจะหมดหวังกับอาชีพในวงการเพลงไปแล้ว โชคดีที่เขายังฮึดสู้ต่อ จึงมีวันนี้

หากย้อนกลับไปมองวันเก่าๆ เขาเป็นเพียงนักดนตรีเล็กๆ ที่ไปขอเล่นตามร้านต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาส และพื้นที่ให้มือสมัครเล่นใน “โอเพ่น ไมค์ ไนท์” มาวันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างดีกับการออกทัวร์ในยุโรป และมีอัลบั้มแรกออกวางขาย นับว่า เจพี เดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้นไม่น้อย

เจพี เกิดในครอบครัวที่ไม่มีใครใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับดนตรีเลย แต่ชายหนุ่มเชื่อว่า สิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาคือ พรสวรรค์ซึ่งได้รับมาจากแม่ผู้ล่วงลับ เจพี สูญเสียเธอไปตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ พ่อผู้หัวใจสลายเลี้ยงดูเขามาโดยทำให้เขาเชื่อว่า แม่ไม่ได้จากไปไหน เธอคือ นางฟ้าผู้ปกป้องดูแลเขา เป็นคนที่เขามักจะพูดคุยด้วย และระลึกถึงเสมอ เจพี เติบโตขึ้นมาโดยเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น และสัมผัสไม่ได้ ซึ่งดนตรีก็เป็นเช่นนั้น “แต่คุณสามารถรู้สึกได้นะ”

สำหรับอัลบั้ม Raised Under Grey Skies ในแบบ Deluxe มีทั้งหมด 20 แทร็ก เมื่อเปิดอัลบั้มนี้ หลายคนอาจจะคุ้นกับ September Song โดยที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า ชื่ออะไรหรือเป็นเพลงของใครมา แต่เคยฟังผ่านๆ ทางรายการวิทยุ นี่นับเป็นเพลงดังอันดับต้นๆ ที่แนะนำให้ เจพี คูเปอร์ เป็นที่รู้จักระดับโลก ตอนนั้นบางคนก็อาจจะตั้งคำถามว่า เจพี จะดังเพลงเดียวแบบ “วัน ฮิต วอนเดอร์” หรือเปล่า แต่อัลบั้มชุดนี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า …ไม่ใช่ เพราะนอกจาก September Song แล้ว เจพี ยังมี Passport Home, She’s On My Mind ฯลฯ ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขา

เพลงอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่มาในจังหวะกลางๆ แต่ก็มีแทร็กที่ขยับให้เร็วขึ้น สร้างความคึกคักเร้าใจบ้าง อย่างเช่นเพลง Good Friend ซึ่งมีการประสานเสียงร้องที่โดดเด่น เพลง Momma’s Prayers ซึ่งเขาทำงานร่วมกับ สตอร์มซี ศิลปินเพลงในสไตล์ไกรม์ ซึ่งก็เป็นสายหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอิทธิพลจากแดนซ์ฮอล แร็กก้า (Ragga) และฮิปฮอป เพลงนี้เกี่ยวกับความรักของแม่ที่หวานมากๆ เหมือนกับเป็นการเปิดเผยด้านที่อ่อนโยนของศิลปินห้าวๆ เป็นการขอบคุณแม่จากหัวใจของลูกชายคนหนึ่ง เสียงของ 2 หนุ่มที่มีความต่าง แต่เคียงข้างกันไปได้อย่างงดงาม

Raised Under Grey Skies เป็นอัลบั้มเพลงป๊อป/โซลฟังสบาย เต็มเปี่ยมอารมณ์ มีความหม่นแต่งแต้มมาเล็กๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงทัศนคติเชิงบวก และความหวังแทรกอยู่ในบทเพลง ซึ่งทำให้คนฟังยิ้มและมีความสุข ทุกแทร็กสอดคล้องเชื่อมต่อกันตั้งแต่เพลงหนึ่งถึงเพลงสุดท้าย แม้แต่เพลงที่ เจพี ทำร่วมกับศิลปินต่างแนว และนำมารวมไว้ด้วยก็ไม่ได้ทำให้สะดุด ฟังๆ ไปแล้ว เพลงของ เจพี สามารถตัดออกเป็นซิงเกิ้ลได้เกือบทั้งหมด แต่ละเพลงมีจุดที่ทำให้คนฟังจดจำได้

เปิดอัลบั้มนี้ฟังดู แล้วเสียงของ เจพี คูเปอร์ จะร่ายมนต์ทำให้คุณหลง จนต้องฟังไปเรื่อยๆ จนครบทุกเพลง และฟังซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง