‘รู้สึก นึก คิด’ จรัสพร ชุมศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523627

‘รู้สึก นึก คิด’ จรัสพร ชุมศรี

โดย พริบพันดาว ภาพ : BUG หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง เคยโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊ก Boyd Kosiyabong ของเขาเมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้วแสดงความชื่นชมศิลปินนักวาดภาพสาวรุ่นใหม่ไว้ว่า

“จรัสพร ชุมศรี เป็นศิลปินที่ผมชื่นชมในผลงานมากๆ ในแง่การสร้างงาน แม้จะยังเด็ก แต่ผมรู้สึกได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ความเป็นเด็กของเขา และรู้สึกมั่นใจอย่างมากๆ ว่าผลงานของน้องเขาต้องเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกอย่างเจิดจรัสในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่แท้”

มาถึงตอนนี้ จรัสพร ชุมศรี กำลังมีนิทรรศการศิลปะชุด “รู้สึก นึก คิด : Emotion As Reason” จัดแสดงมาตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท กรุงเทพฯ

จรัสพร ได้หยิบเอาประเด็นของความรู้สึกมาทบทวนผ่านงานจิตรกรรม ผ่านการสำแดงอารมณ์ที่ปรากฏออกมาในลักษณะกึ่งนามธรรม การไม่เข้าไปคิดให้ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ตามหาเรื่องราวที่ดำเนินไปทั้งบนความมีเหตุมีผลแต่ในเวลาเดียวกันก็ดำเนินไปภายใต้ความรู้สึกภายในควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นแก่นแกนของนิทรรศการในครั้งนี้

“นิทรรศการครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นจากวันที่ 13 ต.ค.ปีที่แล้ว (ตรงกับวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9) ก็เลยอยากจะหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกเสียใจทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะว่าสื่อหรือว่าสังคมทำให้เรารู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน หรือว่ามาจากภาพที่ค่อยๆ กลับมาในหัวของเรากันแน่” จรัสพรกล่าว

เธอบอกอีกว่า ภาพในนิทรรศการทั้งหมดครั้งนี้เป็นไดอารี่ เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ

บนเรื่องราวของความรู้สึกนี้จรัสพรค่อยๆ เดินออกจากการสร้างจิตรกรรมจากภาพที่เกิดบนสื่อออนไลน์ที่เธอสร้างสรรค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไปสู่ภาพของความทรงจำตลอดชีวิตของเธอเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทรงจำในวัยเยาว์ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่เธอหลงลืมไปเกือบหมดสิ้นแล้ว หากไม่มีเหตุการณ์วันที่ 13 ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบ 22 ปีของเธอ

การกลับไปหาความทรงจำเหล่านั้นจึงมีความหมายของความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่จะพูดถึงเรื่องราวของผู้อื่นอย่างเช่นทุกครั้งที่เธอทำ ผลงานจิตรกรรมตลอดหนึ่งปีที่ปรากฏในนิทรรศการสะท้อนภาพทุกอย่างในชีวิตของจิตรกรหญิงคนนี้กับบุคคลที่เธอเรียกอย่างสนิทใจว่า “พ่อ”

อรรฆย์ ฟองสมุทร ภัณฑารักษ์ของหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงจรัสพรว่า เขามองเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดำเนินการทางศิลปะอย่างต่อเนื่องของตัวศิลปินมาตลอด 3 ปี

“ซึ่งมากกว่าเรื่องเทคนิคหรือเรื่องอื่นใดก็ตาม ผมชอบความแน่วแน่มุ่งมั่นของศิลปินคนนี้มากที่สุด”

สำหรับจรัสพร เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองถึงฝีไม้ลายมือและความมุ่งมั่นในการทำงานศิลปะที่โดดเด่นล้ำหน้าเกินวัย จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักศึกษาดีเด่น ด้านการเรียน โดยมีผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” และทุนมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร

การแสดงงาน ร่วมแสดงนิทรรศการโครงการดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 7 ศิลปกรรมเอเชียพลัส จิตรกรรมร่วมสมัย พานาโซนิค ครั้งที่ 16 ศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ครั้งที่ 26 ศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 31 นิทรรศการแบรนด์นิว 2015 และมีนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ไทยนิยม”

นิทรรศการเปิดให้ชมถึงวันที่ 16 ธ.ค. 2560 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-350-3626 หรือwww.facebook.com/BangkokUniversityGallery

เตรียมพร้อมออกกำลัง ฝ่าลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523626

เตรียมพร้อมออกกำลัง ฝ่าลมหนาว

โดย  โยโมทาโร่ ภาพ : เอพี

ลมหนาวย่างเข้ามาแล้วและดูเหมือนว่าฤดูหนาวของปีนี้จะเย็นจัดและยาวนาน สำหรับคนที่นิยมออกกำลังกายตอนเช้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาว ดังนั้นการเลือกชุดออกกำลังกายสำหรับฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงเสื้อกันหนาว

1.เปลี่ยนรองเท้าวิ่งในสภาพอากาศเย็น

 

สิ่งแรกที่เรามักจะมองข้ามในการออกกำลังกายในฤดูหนาวก็คือรองเท้า ใครๆ ก็มักจะคิดว่าใส่รองเท้าอะไรก็ได้ในช่วงฤดูหนาว แต่อันที่จริงแล้วรองเท้าออกกำลังกายก็มีขีดจำกัดในการใช้งานในสภาพอากาศเย็นเช่นเดียวกับเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ

พื้นรองเท้าวิ่งส่วนมากทำจากยางที่มีคุณสมบัติในการคืนตัวและรองรับแรงกระแทก แต่เมื่อเจอสภาพอากาศเย็นจะทำให้คุณสมบัติการคืนตัวและรับแรงกระแทกลดลง หรือเรียกง่ายๆ ว่าพื้นรองเท้าจะแข็งขึ้นนั่นเอง ทำให้ประสิทธิภาพการวิ่งลดลง รูปแบบการวิ่งเปลี่ยนไป

อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องคุณสมบัติในการระบายอากาศรองเท้าวิ่ง ในสภาพอากาศร้อนจะมีคุณสมบัติในการระบายอากาศที่ดี แต่ในสภาพอากาศหนาวคุณสมบัตินี้จะเป็นตัวรับลมเย็นทำให้อุณหภูมิเท้าลดลง

ดังนั้น ลองมองหารองเท้าออกกำลังกายที่มีเทคโนโลยีพื้นรองเท้ารุ่นใหม่ เช่น พื้นรองเท้า ลูนาร์ไกลด์ ของไนกี้ และนวัตกรรมบูสต์ ของแบรนด์ อาดิดาส ที่มีคุณสมบัติในการคืนตัวและรองรับการกระแทกได้ดีแม้ในสภาพอากาศเย็นจัด

ส่วนตัวรองเท้าควรมองหารองเท้าที่มีรูระบายอากาศที่น้อยลงบ้าง แต่ช่วยให้รักษาอุณหภูมิของร่างกายได้ดีขึ้น

2.เสื้อออกกำลังกายสำหรับฤดูหนาว

 

หากคุณคิดว่าแค่เลือกใส่เสื้อออกกำลังกายกับเครื่องแจ็กเกตกันหนาว 1 ตัวก็เพียงพอแล้ว ลองเปลี่ยนมาใช้เสื้อออกกำลังกายแบบระบายเหงื่อได้ดี ร่วมกับแจ็กเกตสำหรับการวิ่งออกกำลังกายโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณไม่ต้องทรมานกับการวิ่งท่ามกลางอากาศที่เย็นจัด

ปกติแล้วเรามักจะวิ่งได้ดีในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 20-27 องศาเซลเซียส ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป เหมือนกับที่เราวิ่งในฟิตเนสทั่วไป แต่เมื่อไหร่ที่เราวิ่งในสภาพอากาศต่ำกว่า 20 องศา อุณหภูมิร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว หากคุณออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือปั่นจักรยาน ยิ่งทำให้เกิดลมพัดความร้อนออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น

แทนที่สุขภาพจะแข็งแรงคุณอาจจะต้องเผชิญกับโรคหวัดที่ตามมาในประเทศไทย ช่วงอุณหภูมิฤดูหนาวในภาคกลางและภาคใต้ อุณหภูมิช่วงเช้าเฉลี่ยอยู่ที่ 20-26 องศา อุณหภูมิระดับนี้คุณสามารถใส่เสื้อ 2 ชั้น หรือเสื้อแจ็กเกตสำหรับวิ่งและกางเกงขาสั้นวิ่งได้สบายๆ ส่วนภาคเหนือจะอยู่ตั้งแต่ 10-20 องศา ชุดที่ควรสวมใส่จึงควรเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว และเสื้อแจ็กเกตซ้อนทับอีกชั้น

เนื้อผ้าควรเลือกแบบที่สามารถระบายเหงื่อได้ดี สวมสบายไม่ระคายผิว ในขณะที่เสื้อแจ็กเกตนั้นควรเลือกแบบที่เป็นเนื้อผ้าบางเบาพอป้องกันลมหนาวและเก็บความร้อนในร่างกายได้ดี เพราะในขณะวิ่งหรือปั่นจักรยานเวลาเหงื่อออกจะค่อยๆ ระเหยจากสภาพอากาศแห้งในช่วงฤดูหนาวได้เอง หากคุณเลือกเสื้อผ้าที่หนาและหนักเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกเหนียวตัวระหว่างออกกำลังกาย และออกกำลังกายได้ไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก

3.รักษาความชุ่มชื้นผิว

ก่อนออกกำลังกาย

คนที่เคยวิ่งออกกำลังกายในสภาพอากาศหนาวเย็นจัดจะรู้ดีว่า สภาพอากาศแห้งจะดึงความชุ่มชื้นจากเซลล์ผิวได้ง่ายแม้จะมีเหงื่อออก แต่ก็กลับกลายเป็นการเร่งให้อากาศเย็นและแห้งดึงความชุ่มชื้นจากผิวได้ง่ายขึ้น คุณจะรู้สึกคันตามตัวจากผิวที่แห้งแตก รู้สึกแสบลำคอและโพรงจมูก

การทาโลชั่นบำรุงผิวบริเวณที่หน้าแขนและขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปเมื่อเราวิ่งในสภาพอากาศที่เย็นจัด โลชั่นที่ใช้ควรเลือกสูตรที่ไม่เหนียวเหนอะหนะและรักษาความชุ่มชื้นผิวได้ดี ระหว่างออกกำลังกายหากจิบน้ำเป็นระยะๆ ได้จะช่วยไม่ให้แสบโพรงจมูกระหว่างออกกำลังกาย หรือคุณอาจจะใช้วิธีการรับประทานวิตามินซีเสริมก่อนออกกำลังกายอีกทางหนึ่งก็ได้เช่นกัน

 

4.รับประทานอาหารให้พลังงานเพิ่มขึ้น

ในช่วงอากาศเย็นเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องเผาผลาญไขมันเพิ่มเพื่อรักษาความอบอุ่นในร่างกาย จึงทำให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายตอนเช้าคุณควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายให้มากขึ้นอีกเล็กน้อย เช่น จากเดิมรับประทานขนมปังกับกาแฟตอนเช้า 2 แผ่น ให้เพิ่มเป็น 3 แผ่น เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานมากพอในการออกกำลังกายจนจบโปรแกรม

นครินทร์ บุญรอด หัวใจสีเขียวและใช้ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2560 เวลา 09:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523625

นครินทร์ บุญรอด หัวใจสีเขียวและใช้ชีวิตพอเพียง

โดย วราภรณ์ ภาพ : นครินทร์ บุญรอด

วิศวกรไฟฟ้าหนุ่ม อาร์ต-นครินทร์ บุญรอด วัย 35 ปี วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ขอสลัดยูนิฟอร์มและรองเท้าบู๊ต เครื่องแบบในตำแหน่งบิซิเนส ดีวิลอปเปอร์ นวัตกรรมเพื่อสังคม บริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) มาสวมหมวกอีกใบคือ เป็นเจ้าของเพียว ออร์แกนิค ฟาร์ม ณ จ.ฉะเชิงเทรา ที่นอกจากปลูกผักออร์แกนิกหลากหลายชนิดไว้รับประทานเองแล้ว หากเหลือกินก็จัดจำหน่ายกระจายไปให้คนรักสุขภาพได้กินบ้าง เขายังเปิดฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้ที่สนใจการปลูกผักเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรอินทรีย์ได้มาเรียนรู้ศาสตร์พระราชาและทำการเกษตรแบบพอเพียงอีกด้วย ซึ่งนครินทร์ก็ค้นพบว่า การใช้ชีวิตแบบนี้สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้ ที่มากกว่านั้นคือเขาได้พาลูกชายตัวน้อยวัย 3 ขวบ ไปสัมผัสกับวิถีธรรมชาติส่งผลให้ลูกมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีมากกว่าเด็กๆ ในวัยเดียวกัน

วางแผนให้ดี ชีวิตก็ไม่ต้องเร่งรีบ

หน้าที่ในออฟฟิศระหว่างจันทน์ถึงศุกร์ของนครินทร์คือ การดูแลโปรเจกต์ด้านการประหยัดพลังงาน ดูแลเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ หรือระบบความปลอดภัยและซอฟต์แวร์ต่างๆ แต่เสาร์อาทิตย์เขาขอไปใช้ชีวิตเรียบง่ายกับไก่ไข่และพืชผักในสวน นิยามการใช้ชีวิตแบบ Slow ของนครินทร์ก็คือ การไม่ต้องทำอะไรที่เร่งรีบ ชีวิตไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากมาย หากชีวิตนอนให้เร็วตื่นให้เช้าและดำเนินชีวิตแบบช้าๆ ชีวิตก้าวต่อๆ ไปก็ไม่ต้องรีบเร่งนัก เพราะทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานมีเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน จัดลำดับความสำคัญของงานอันไหนสำคัญทำก่อน

“สโลว์ไลฟ์ของผมคือ ผมจะตั้งเป้าหมายกับชีวิตคือ ผมต้องมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 40 ต้นๆ ซึ่งตอนนี้ผม 35 ปีแล้ว อิสรภาพทางการเงินของผมก็คือ ต้องมีรายได้ของทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ก็จะทำให้เราไม่ต้องทำงานเพื่อให้ได้เงินเลี้ยงชีพ หรือการเพิ่มรายได้ให้เยอะๆ มากกว่ามีหนี้สิน เป้าหมายที่ 2 คือ ลดหนี้สินให้พอกับรายได้ที่เราหาได้ ซึ่งตอนนี้ผมมาได้ครึ่งทางแล้วเมื่อได้ทำฟาร์มของตัวเองเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ก็พอจะสามารถมีรายได้เลี้ยงชีพโดยที่เราไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น มีข้าวกิน มีผักผลไม้ มีปลากินโดยไม่ต้องซื้อ ช่วยลดรายจ่ายไปได้เดือนละ 70% ชีวิตประจำวันของผมคือ กินข้าวเช้าที่บ้าน กลางวันกินข้าวแถวๆ ออฟฟิศ เย็นก็กลับมากินข้าวฝีมือภรรยาที่บ้าน ซึ่งวัตถุดิบทุกอย่างเป็นของที่ฟาร์มเรามีอยู่แล้ว”

อีกทั้งหลังจากที่กินผักออร์แกนิกที่ตนเองสามารถการันตีว่าปลอดสารปนเปื้อนแน่แท้ เขาพบว่าสุขภาพของเขาดีขึ้น ไม่แพ้อาหารอีกเลย

“ผมชอบกินผักสด ซึ่งการทำให้ผักผ่านความร้อนจะช่วยลดสารพิษได้ แต่ผมชอบกินผักดิบๆ เช่น ผักสลัดหากผักไม่ออร์แกนิกจริงผมจะเกิดอาการแพ้คือ คลื่นไส้ อาเจียน ยิ่งคุณแม่เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ ผมยิ่งตระหนักถึงการเลือกกินมากขึ้น”

นอกจากเรื่องการเลือกกิน นครินทร์ยังนิยมใช้รถโดยสารสาธารณะด้วยการขับรถยนต์ออกบ้านแต่เช้าตรู่ย่านรามคำแหง และนำรถยนต์ไปจอดที่แอร์พอร์ตลิงค์ทับช้างและนั่งรถไฟฟ้า 2 ต่อเพื่อมาทำงานย่านสีลม การเดินทางด้วยวิธีนี้ทำให้เขามีเวลาคืนมาถึง 2 ชั่วโมง/วันทีเดียว

จุดเริ่มต้นชีวิตสีเขียว

นครินทร์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำเพียว ออร์แกนิค ฟาร์ม ณ จ.ฉะเชิงเทรา มาจากคุณแม่ของเขาป่วย พบก้อนเนื้อที่ลำไส้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อมาตรวจ และพบว่าเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดา แต่ผ่านไปราว 2-3 ปีก้อนเนื้อนั้นกลายเป็นมะเร็งลำไส้และคุณแม่ก็เสียชีวิตต่อมาไม่นาน ทำให้เขาเริ่มฉุกคิดและเริ่มตระหนักว่า ก้อนเนื้อในร่างกายคุณแม่เกิดจากอะไร และเกิดได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ก็เลือกซื้อเลือกกินอยู่พอควรแล้ว เขาจึงลองเริ่มศึกษาแล้วก็ค้นพบข้อมูลว่า แม้ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตมีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกก็จริง

ล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผักหรืออาหารที่เลือกซื้อปลอดสารเจื้อปนจริงหรือไม่ นครินทร์จึงลองศึกษาถึงเบื้องลึกลงไปอีกว่า การปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเลย โดยอาศัยวิธีธรรมชาติที่สุด คือการปลูกผักออร์แกนิกมักมีต้นทุนที่สูง และเสียค่าขนส่งราคาแพง นครินทร์จึงนำที่ดินของภรรยาที่รกร้างว่างเปล่ามานานกว่า 10 ปี ที่มีมากกว่า 15 ไร่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ คือการปลูกผักออร์แกนิกแท้ๆ ไว้รับประทานเอง

“เดิมทีภรรยามีบ้านสวน ซึ่งพ่อตาแม่ยายของผมก็อยู่กันแบบบ้านสวน ปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเหมือนกัน และทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี เราน่าจะนำที่ดินมาทำให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำฟาร์มปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ด้วยวิถีไม่ใช่สารเคมีเลย เพื่อนำผลผลิตมารับประทานเอง และคิดว่าหากเหลือก็ยังนำไปจำหน่ายเพื่อให้คนทั่วไปที่ห่วงใยด้านสุขภาพได้กินผักผลไม้ที่ปลูกโดยปลอดสารพิษอย่างแท้จริงบ้าง อีกเหตุผลหนึ่งคือ เวลาไปซื้อผักออร์แกนิกตามห้างสรรรพสินค้า เป็นผักออร์แกนิกแต่ไม่มีตรารับรองในการผลิตติดเป็นฉลากที่ข้างถุง เหมือนพูดลอยๆ ผมรู้แบบนี้ก็ไม่กล้าซื้อกิน หรือพวกมีตรารับรองก็ขายราคาแพงมากๆ ผมจึงเกิดคำถามว่าผักออร์แกนิกปลูกยากจริงเหลือ”

เมื่อเกิดคำถาม นครินทร์จึงทำการศึกษาวิธีปลูกผักออร์แกนิก ประกอบกับมีที่ดินที่ถูกต้องตามหลักการปลูกผักออร์แกนิกคือ ที่ดินต้องปลอดสารเคมีนาน 3 ปี เขาจึงปรับพื้นที่บ้านสวนให้กลายเป็นแปลงปลูกผัก เลี้ยงไก่ ทำนาข้าว เลี้ยงวัว เป็นต้น

ปลูกพืชผักเลี้ยงสัตว์

ตามวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่

“ชีวิตคนเมืองของผมคือ ผมนอนวันละ 6 ชั่วโมง เริ่มเข้านอนตอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 4 พอได้ตื่นเช้าผมจึงมีการวางแผนก่อนออกจากบ้าน ผมจะออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ถึงออฟฟิศ 7 โมงเกือบ 8 โมง ส่วนเสาร์อาทิตย์ตื่นเช้าเหมือนเดิมแล้วค่อยออกจากบ้านตอน 6-7 โมงเช้า พอถึงฟาร์มก็ออกไปตรวจฟาร์ม วางแผนเรื่องของสต๊อกว่า อาทิตย์นี้เก็บพืชผลได้เท่าไร ขายได้เท่าไร ผมมีลูกมือ 3 คน ช่วยดูแลผลผลิต ได้ไปดูแลความเรียบร้อย ดูการจัดจำหน่าย การบรรจุ การทำหีบห่อ ถ้าเราวางแผนดี เราจัดการอะไรได้ง่ายกว่า ไม่มีปัญหาผักเสีย วางแผนผักนี้ปลูกเก็บเมื่อไหร่ มีแมลงขึ้นเท่าไรจะต้องจัดการแมลงแบบไหน เราต้องวางแผนการปลูก เพราะเราไม่สามารถปลูกผักชนิดเดิมซ้ำได้ ถ้าวางแผนได้ การปลูกจะได้มีระบบ”

ด้วยนครินทร์ห่วงใยสุขภาพและชอบกินสลัดผักมาก ผลผลิตเริ่มแรกเขาจึงเริ่มที่ผักสลัดนานาชนิด เช่น เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก คอส กรีนสลัดโบว์ล ร็อกเกต ฯลฯ หลักการปลูกผักออร์แกนิกควรปลูกผลผลิต 3 ชนิดหมุนเวียนกันไป

“พอเราทำออร์แกนิก เราปลูกผักชนิดเดิมซ้ำไม่ได้ เราต้องปลูกพืชผล ผักกินหัวและผักกินใบด้วย ปลูกผัก 3 ชนิด เพื่อตัดแมลง ผักกินผล เช่น ข้าวโพดหวาน แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือยาว แครอต มันหวานญี่ปุ่น และก็พวกสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม อัญชัน ขิง ใบเตย เตยหอม สมุนไพรเราแปรเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งก็มาจากครอบครัวเราชอบกินน้ำสมุนไพร มีผลไม้ยืนต้น เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงอกร่อง มะละกอ โดยต้นไม้ยืนต้นเราปลูกรอบนอกเพื่อไม่ให้บังแสง ซึ่งก่อนปลูกต้องมีการวางผังเพื่อความเหมาะสม” แม้มีที่ดิน 15 ไร่ ปลูกได้แค่ 5 ไร่ เพื่อป้องกันสารเคมีจากไร่อื่นเข้ามา

ไม่เพียงต้องปลูกผักหมุนเวียนกันไป 3 ชนิดเท่านั้น ฟาร์มของเขายังผลิตปุ๋ยเองด้วยการเลี้ยงวัวนม กับไก่ไข่เพื่อนำมูลสัตว์มาทำเป็นปุ๋ย เพื่อให้พืชผลของไร่เป็นผักออร์แกนิกที่ปลอดภัยจริงๆ ซึ่งกรรมวิธีในการดูแลพืชสวน พืชไร่ และการเลี้ยงสัตว์ นครินทร์ใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด

“พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีไว้ 3 ขั้น 1 คือ จัดสรรพื้นที่คือ มีระบบชลประทาน มีแหล่งน้ำ มีต้นไม้ใหญ่ มีพื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน ตรงกับแนวเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผมมีหมด ขั้น 2 คือรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างดีมานด์จะได้สร้างอำนาจต่อรอง มีการแชร์เครื่องจักร เครื่องสีข้าว ถ้าเราทำตัวของข้าวอินทรีย์ เราห้ามใช้เครื่องสีที่ไปสีข้าวที่มีสารเคมีเลย หรือชนิดของพันธุ์ข้าวก็ต้องเป็นเมล็ดข้าวอินทรีย์ รถเกี่ยวข้าวก็ต้องห้ามใช้ร่วมกัน ถ้าเราลงทุนเอง ซื้อของทุกอย่างเองไม่คุ้ม ต้องรวมกลุ่มกันซื้อเครื่องมือแล้วแบ่งกันใช้ ซึ่งเรากำลังรวมกลุ่มชาวบ้านเพราะชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนมาปลูกข้าวแบบอินทรีย์กันมากขึ้นแล้ว”

ขั้นที่ 3 คือจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อเปิดเป็นนิติบุคคลเพื่อการก้าวหน้าและต่อยอดต่อไป

“จำเป็นที่เราต้องมีเครื่องจักรไว้แปรรูปสินค้า เพื่อการมีกำไรที่ดีป้องกันความเสี่ยง เกษตรกรที่ดีต้องผันตัวเองเป็นพ่อค้าเองด้วย เราต้องทำตลาด ทำแบรนดิ้ง มีมาตรฐานการดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรพอเลี้ยงตัวเองได้”

สอนลูกให้รู้จักวิถีแบบพอเพียง

และอยู่กับธรรมชาติ

เกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงทำให้สุขภาพนครินทร์ดีขึ้น แต่ยังส่งผลไปถึงน้องอัลฟ่า-ด.ช.พรรษิษฐ์ บุญรอด วัย 3 ขวบ ที่ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติทำให้เด็กน้อยมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านกายภาพ ได้ลองลงแรง ได้ออกกำลังกายในไร่นาดีกว่าเล่นไอแพดอยู่กับบ้าน

“ทุกอาทิตย์ ลูกจะได้ไปวิ่งเล่นในฟาร์ม ทำให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น เวลาไปถึงฟาร์มสิ่งแรกที่ลูกทำคือ จะวิ่งไปเก็บไข่ไก่ก่อน เพื่อนำไปเตรียมอาหารเช้า เขารู้วิธีคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ทำให้ลูกได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้พัฒนาอีคิวในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาก็จะรู้ว่าดอกไม้เด็ดไม่ได้ เพราะดอกไม้เป็นที่อยู่ของเต่าทองที่ช่วยมากินเพลี้ยต้นไม้ สังเกตเขามีจิตใจที่โอบอ้อมอารี ตอนที่วัวคลอดลูก เขาหยิบผ้ามาเช็ดที่ลูกวัวโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอกอะไร การคลุกคลีอยู่ในฟาร์มทำให้เขารู้ว่าต้องดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว เจอขยะก็เก็บ สิ่งเหล่านี้ลูกได้สัมผัสเองและพ่อแม่ต้องสอนด้วย คุณครูที่โรงเรียนก็บอกว่าลูกมีความเป็นสุภาพบุรุษ ชอบช่วยเหลือเพื่อนๆ และเขามีความเป็นจิตอาสามาก ผมมองว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวล่อหลอมให้เขาเป็นเด็กแบบนี้”

สุดท้าย นครินทร์บอกว่า ความสุขจากการใช้ชีวิต ไม่ได้อยู่ที่วัตถุภายนอก แต่ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ เรารู้จักตัวเองว่า ต้องการอะไร เราพอเพียง สามารถลดกิเลสความอยากได้มากแค่ไหน

“เรารู้ว่าเราอยากทำอะไรกับตัวเองได้มากแค่ไหน โดยไม่ต้องบีบคั้นจะต้องทำให้ได้ ถ้าบอกว่าไม่อยากได้เงินคงไม่ใช่ ผมมีคติในการใช้ชีวิตก็คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เราจะได้ไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ส่วนของอิสรภาพทางการเงินไม่จำเป็นต้องมีรายได้มากๆ แต่แค่เราลดความอยากในตัวเอง คุณจะพบกับอิสรภาพทางการเงินได้เหมือนกันในมุมมองของผม ชีวิตเราไม่ต้องหรูหรา ขับรถญี่ปุ่นก็ได้ ไม่ต้องใส่แบรนด์เนมเพราะผมมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย ซึ่งผมดำเนินชีวิตแบบเก็บเงิน 70% เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นำเงินไปเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอๆ และใช้จ่ายเพียง 30% ผมคิดและทำแบบนี้ตั้งแต่เรียนยังไม่จบครับ”

แล้วมนุษย์เราก็จะสามารถค้นพบวิธีมีความสุขได้ในแบบของเราเอง

เคอตัน คืออะไร What is Kirtan?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 13:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523519

เคอตัน คืออะไร What is Kirtan?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คุณสามารถหาความหมายของ เคอตัน ได้ตามตำรา ตามอินเทอร์เน็ต หรือตามคำบอกเล่าของผู้อื่น หรือคุณครูโยคะที่คุณรู้จักได้ไม่ยาก แต่ครูจะเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ตรงของครู ว่าสำหรับครูแล้ว เคอตัน คืออะไร

Yoga of Sound  คือ เคอตัน  เมื่อเราสวด หรือร้อง จนกระทั่งตัวอักษรนั้น หรือเนื้อร้องมนตรานั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกเรา ความสงบที่เรามิได้เชื้อเชิญ การเชื่อมโยงภายในเกิดขึ้นเอง ความคิด ค่อยๆ หายไป จนกระทั่งรับรู้ถึงความรู้สึกภายในที่เต็มเปี่ยม บางครั้งล่องลอย บางครั้งปล่อยวาง บางครั้งก็คล้ายๆ กับเมา แต่ไม่ได้เสพยา บางครั้งก็เหมือนกับกำลังเมา แต่ไม่ได้ดื่ม บางครั้งน้ำตาก็ไหลออกมาเองจากความซาบซึ้งอะไรบางอย่างที่บอกไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเศร้า มันคือ ปีติ

ทุกครั้งที่ได้ร่วมเคอตัน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในแต่ละครั้งนั้นไม่เหมือนกัน การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น เปลี่ยนรูปแบบไปตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุด และชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือ ความงามและความอิสระ ของพลังงานของเคอตัน ซึ่งไม่ใช่ของคนร้องหรือคนฟัง หรือของนักดนตรี ไม่ใช่ของใครเลย แต่เป็นของเคอตันเอง

เคอตัน ดั้งเดิม ร้องกันเป็นกลุ่ม ทุกคนร่วมร้อง ร่วมสวด โดยในเพลงๆ หนึ่ง อาจจะสั้น หรือยาวได้ ตั้งแต่ 10 ถึง 30 นาที ไม่มีแผน อาจจะสั้น อาจจะยาว โดยเครื่องดนตรีที่เป็นตัวนำ คือ ฮาร์โมเนียม มีกลองแทปบร้า หรือกลองทั่วไป กลองแขก และเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เช่น ฉิ่ง ลูกแซก หรือมาราคัส (Maracas) รวมทั้งเสียงปรบมือ ตีเท้า ของผู้ร่วมเคอตัน เนื้อร้องจะเป็นบทสวดมนตรา ที่ร้องซ้ำไปซ้ำมา เป็นภาษาสันสกฤต โดยคำว่า “มนตรา” มาจากคำว่า “มน” ที่แปลว่า จิตใจ และคำว่า “ตรา” ที่แปลว่า การสั่นสะเทือน หรือคลื่น ดังนั้น มนตรา คือ การสั่นสะเทือนในระดับเซลล์ทุกเซลล์ของการดำรงคงอยู่ ซึมลึกเข้าไปถึงจิตใจ แล้วเมื่อใดที่เราเข้าใจ ความสำคัญของโยคะแห่งเสียงแล้ว เราจะรู้ว่า พลังแห่งเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า ความหมายของเนื้อร้อง ตราบใดที่เราเชื่อมโยงกับเคอตัน การสั่นสะเทือนจะเกิดขึ้นเสมอ

เสียง คือ พลัง อย่างเช่น ถ้าคุณได้ยินเสียงของต้นไม้  ใบไม้ที่เสียดสีกันกับลม หรือเสียงคลื่นทะเลกระทบชายฝั่ง เสียงเหล่าแมลงร้องยามรุ่งอรุณ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระบบประสาทจากการได้ยิน จะให้ผลต่างกัน ความนุ่มนวลอ่อนโยนของเสียง จะกระทบต่อความรู้สึกในหัวใจ และสำหรับเสียงมนตราที่ขับร้องร่วมกัน โดยภาษาสันสกฤตที่เป็นภาษาโบราณที่อ่อนโยนที่สุด เป็นภาษาของพระเจ้าที่กระทบตรงกับก้นบึ้งหัวใจที่สุด (Divine language ) ส่งผลให้จิตใจได้รับการปลดปล่อย เมื่อเราอิน เมื่อเราเข้าถึง เคอตันจะช่วยยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้น จนน้อมนำเข้าสู่ความเงียบสงบ เป็นช่วงเวลาแห่งการภาวนา

พบกับคลาสพิเศษ ส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตรา สตูดิโอ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของโยคะสุตรา สตูดิโอ มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกันค่ะ

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใส และเบิกบาน..

เสรี สุวรรณภานนท์ ‘ตลาดเสรี’ มาตรฐานและความสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523517

เสรี สุวรรณภานนท์ 'ตลาดเสรี' มาตรฐานและความสะอาด

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

“ตลาดสด” อย่างที่ทราบกันดีว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาเป็นเวลานาน เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าของชุมชน จนมีคำกล่าวว่า “เมืองนั้นจะมีเอกลักษณ์เป็นอย่างไร ก็สะท้อนผ่านตลาดของเมืองนั้น”

แม้ว่าปัจจุบันบ้านวิถีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลง ภายหลังการมีห้างสรรพสินค้าขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจทำให้ตลาดนั้นออกไปจากการดำรงชีวิตของคนไทยไปได้

เสรี สุวรรณภานนท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจกับความเป็นอยู่ของตลาดสด ถึงขั้นที่หันมาลงทุนทำตลาดเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า “ตลาดเสรี” ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันจะมีงานทางการเมืองรัดตัวก็ตาม ทั้งในฐานะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านตำรวจ หรือแม้แต่การทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และน่าจะเป็นกิจการที่รองรับวัยเกษียณในอนาคตได้เป็นอย่างดี

“ปัจจุบันมีตลาดอยู่ 2 แห่ง ที่ถนนเจริญกรุง และพุทธมณฑลสาย 5 ทำมาประมาณ 8 ปีแล้ว โดยเรามองว่าการทำตลาดเป็นธุรกิจการค้าเกี่ยว

กับชาวบ้าน โดยหลักตอนแรกที่เราทำตลาดก็คิดว่าตลาดควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจชุมชนที่สร้างงานและอาชีพให้กับชาวบ้านได้ อีกทั้งตลาดของไทยส่วนใหญ่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องความสะอาด จึงคิดว่าควรมาทำตลาดให้มีมาตรฐานโดยเฉพาะความสะอาดและราคาสินค้าที่มีความยุติธรรม” ยอมรับว่าการทำธุรกิจตลาดนี้ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยทำมาก่อน มีเพียงแค่ทำหน้าที่ช่วยแม่ค้าในตลาดเกี่ยวกับปัญหาถูกไล่ที่เท่านั้น อย่าสาขาแรกที่ทำที่พุทธมณฑลสาย 5 ไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่โชคดีตรงที่ตรงนั้นมีแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ พอเราไปเปิดตลาดที่นั่นเลยทำให้กลุ่มชุมชนเข้ามาจับจ่ายในตลาดที่มีความทันสมัย เดิมทีเราก็คิดว่าการทำตลาดมีปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่อง เช่น คนจะมาติดตลาดเราหรือไม่ ร้านค้าจะอยู่กับตลาดเราตลอดหรือไม่ จะมีประชาชนเข้ามาเดินในตลาดแค่ไหน มันเป็นเรื่องไก่กับไข่ ถ้ามีร้าน

ค้า แต่มีลูกค้าน้อย หรือมีลูกค้าแต่ร้านค้ามีน้อย ก็ลำบากเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องมาทำให้ทั้งร้านค้าและลูกค้าเกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้ามีทั้งสองอย่างพร้อมกัน ตลาดก็เดินไปได้”

การสร้างมาตรฐานให้กับกิจการตลาดเป็นเรื่องที่ เสรี ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และนำมาซึ่งกฎเหล็กที่ผู้ประกอบการในตลาดต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษามาตรฐานนั้นไว้ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ย่อมไม่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยได้ และผลร้ายที่สุดก็จะตกอยู่กับตัวผู้ประกอบการเอง

 “จุดขายของเรา คือความสะอาด ความเป็นระเบียบ สินค้าต้องมีราคาเป็นธรรม เราบอกกับแม่ค้าตอนเปิดตลาดใหม่ ๆ ว่าขายสินค้าอย่าเพิ่งคิดจะรวย เพราะแม้จะขายได้กำไรไม่มากแต่หากขายได้ทุกวัน ก็จะอยู่ได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็ดีขึ้นเอง ดีที่พวกเขาเชื่อเลยทำให้อยู่กันได้ นอกจากนี้ ตลาดต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาศึกษาดูงานได้ด้วย ถ้าเราสร้างจุดขายได้ก็จะประสบความสำเร็จได้

วันแรกของการเปิดตลาดเป็นวันสำคัญที่สุด ที่ผ่านมาเราทำหลายวิธีเพื่อชักจูงคนให้เข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น แจกพระ หรือช่วยหากลยุทธ์ให้กับผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในบางช่วงที่ซบเซา อย่างเช่นในช่วงวันหวยออก หรือช่วงกลางสัปดาห์ที่คนจะมาเดินตลาดน้อย ก็ต้องสร้างโปรโมชั่นลงไป เช่น ขายไข่ฟองละ 1 บาท ซึ่งไม่มีใครทำ แต่จำกัดการซื้อแค่คนละ 20 ฟอง เป็นต้น แบบนี้ก็ช่วยได้

การทำตลาดต้องคิดละเอียดและเยอะ ต้องอ่านปัญหาให้แตกและแก้ไขให้ได้ อย่าไปมองข้าม อย่างเช่นผู้ขายบางรายชอบทำน้ำเลอะ ชอบทิ้งของ เราก็ต้องบอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้ เราอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยรักษา คือชื่อเสียงและภาพลักษณ์ ถ้าคนเข้ามาตลาดเยอะ แม่ค้าก็ขายได้ ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว ทำเลอะเทอะจนมีลูกค้าเดินลื่นสักรายสองราย กลายเป็นปัญหาแล้ว ทุกคนจะต้องรักร้านค้าของตัวเองเหมือนสมบัติส่วนตัว ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็เหมือนกับทุบหม้อข้าวตัวเอง”

สุดท้าย เสรีตั้งความหวังไว้ว่าอยากจะขยายกิจการตลาดเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับแต่ละพื้นที่เท่าที่ตัวเองมีโอกาสและจังหวะต่อไป

ชีวิตล้ำติดฟิตเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 11:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523502

ชีวิตล้ำติดฟิตเนส

โดย ราตรีแต่ง

“…คอนโดมิเนียมคือพื้นที่โลกส่วนตัวที่น่าอยู่ในแบบครบวงจร…” ประโยคนี้กลายเป็นวรรคทอง ในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดที่พักอาศัยของคนยุคนี้

ทำให้บรรดาผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แข่งขันกันแถมไลฟ์สไตล์สุดโมเดิร์น เอาอกเอาใจคนบนตึกสูง แม้ในห้องสี่เหลี่ยมพื้นที่จำกัด แต่ก็ได้เลือกตอบรับการใช้ชีวิตเมือง และการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

เช่นที่เพิ่งแถลงข่าวเปิดโครงการ วิช ซิกเนเจอร์ ทูว์ มิดทาวน์ สยาม ลักซ์ชัวรี่คอนโดหรูมูลค่า 3,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจช็อปปิ้งใจกลางเมือง

นำเสนอ “Lifestyle Pods” คือ นิยามใหม่รวบรวมการดำเนินชีวิตรูปแบบคนเมืองใหญ่ ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องของการทำงาน การออกกำลังกาย และการพักผ่อน มารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 ที่นี่ยกพื้นที่ถึง 4 ชั้นบนโซนดาดฟ้า มีสระว่ายน้ำลอยฟ้ารูปตัวยู Pool Pods ขนาดใหญ่ มองเห็นทัศนียภาพ 360 องศา Body&Mind Pods พื้นที่ออกกำลังกายมากันครบครัน ทั้งฟิตเนส เวทีมวย ห้องโยคะ ห้องเซาน่า สร้างสรรค์พื้นที่ความเป็นส่วนตัว ควบคู่ไปกับพื้นที่การพักผ่อน

 อีกโครงการที่ยก Boxing Stage ไว้บนคอนโดมิเนียมแบบไฮไรส์ เอาใจหนุ่มสาวสตรองกันสุดๆ ไปเลย เดอะ พาร์คแลนด์ เพชรเกษม 56 สร้างจุดขายคอนโดยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้แค่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในอนาคตเท่านั้น แต่สร้างสรรค์พื้นที่ฟิตเนสขนาดกว้างขวาง มาพร้อมอุปกรณ์เยอะๆ ครบๆ อีกโครงการที่ไม่ยอมแพ้ใคร

…เวลาเราซื้อคอนโด พื้นที่ฟิตเนส มีผลต่อการตัดสินใจไหม? จึงกลายเป็นคำถามจริงจัง ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินก้อนใหญ่ สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน คนสมัยนี้ใครๆ ก็ล้วนใส่ใจดูแลสุขภาพ และรักษารูปร่างสวยงามกันทั้งนั้น

คำตอบก็คือ ค่าฟิตเนส ค่าครูโยคะ ซึ่งในวันนี้กลายเป็นอีกเรื่องค่าใช้จ่ายจำเป็น สำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มเติมจากแต่ก่อน เลือกไปออกกำลังใกล้ๆ ออฟฟิศเพื่อความสะดวก

แล้วจะดีขนาดไหนถ้ามีเวทีมวยไว้ที่บ้านของเราเอง กลับจากที่ทำงานได้เบิร์นแคลอรีส่วนเกิน เบิร์นอารมณ์เครียดการออฟฟิศ ซ้อมเตะกระสอบทราย สัก 2-3 ยก ร่างกายแข็งแรงมีพลัง พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานต่อได้

การเลือกซื้อคอนโดเพราะมีเวทีมวย หลายคนอาจจะฟังดูโอเวอร์ไปหรือเปล่า? แต่ลองคิดดูคำตอบก็คงไม่ต่างจากเหตุผลเมื่อสิบปีก่อน กับการเลือกอยู่อาศัยในโครงการเก๋ๆ ดีๆ ที่คนเลือกซื้อที่นี่กันก็เพราะสระว่ายน้ำสวย และใหญ่พอสมควร เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประกอบการตัดสินใจ นอกจากดูปัจจัยหลัก เช่น โครงการน่าเชื่อถือ ทำเลที่ตั้งดีได้นั่งบีทีเอสไปทำงาน ฯลฯ

ดังนั้น คนใช้ชีวิตล้ำๆ สไตล์ Ultramodern การมีห้องฟิตเนสและอุปกรณ์คุณภาพสมเหตุสมผล กับจำนวนห้องลูกบ้าน จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Facility ฟิตเนสที่ดูแล้วต้องถือว่าดีเลยทีเดียว ต้องไม่แค่มีลู่วิ่ง มีจักรยาน Elliptical และดัมบ์เบล แต่ต้องมีเครื่องออกกำลังกายมาลงใหม่แบบยกเซต

 ทำให้รู้สึกว่าค่าส่วนกลางที่เสียไปนั้นคุ้มเกินคุ้ม กลายเป็นเรื่องสำคัญดีต่อใจมากทีเดียว ถ้าการได้อาศัยอยู่คอนโดที่มีฟิตเนสค่อนข้างดี ขนาดใหญ่ประมาณสองเท่าของฟิตเนสคอนโดทั่วไป

แล้วหลังเลิกงานได้ออกกำลังกายเผาผลาญน้ำหนักส่วนเกินออกไป รู้สึกรัก และรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ในคอนโดสภาพแวดล้อมดี จ่ายแพงสักหน่อย แต่ก็เพื่อคุณภาพล้วนๆ ของคนเลือกใช้ชีวิต

ข้อดีของฟิตเนสอยู่ที่คอนโดเลย คือเรื่องเดินทาง ยิ่งการจราจรในกรุงเทพฯ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการมีฟิตเนสอยู่ที่พัก เปิด 10.00 น. ปิด 21.00 น ไม่มีวันหยุด มันให้แรงจูงใจในการเดินทางไปง่ายกว่าต้องขับรถหรือนั่งบีทีเอสเพื่อไปฟิตเนส ลืมของอะไรก็วิ่งขึ้นมาหยิบที่คอนโดได้

แล้วคอนโดมีไว-ไฟ ก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์สนุกวิ่งไป ดูยูทูบ ฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ก็ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นมากอีก

เมื่อถึงเวลาเลือกซื้อบ้านบนตึกสูง ฟิตเนสไม่ใช่ปัจจัยท้ายๆ ที่คำนึงถึงอีกต่อไปแล้ว การมีโซนออกกำลังกายดีๆ ก็ทำให้การตัดสินใจเลือกครั้งนี้คุ้มค่า

โครงการล่าสุดที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดรับฝนเวลานี้ จึงต้องออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ในทุกไลฟ์สไตล์

กุ๊กเกล พนิตภัทร + อลิซ อภัสนันท์ หมั่นเติมกำลังใจให้กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523491

กุ๊กเกล พนิตภัทร + อลิซ อภัสนันท์ หมั่นเติมกำลังใจให้กัน

โดย มัลลิกา

มิตรภาพสวยงามไม่แพ้หน้าตาเลยเทียว สำหรับ 2 ผู้ประกาศข่าวสาวจากช่องโมโนทเวนตี้ไนน์ “กุ๊กเกล” พนิตภัทร ปิยะภานิพงษ์ กับ “อลิซ” อภัสนันท์ วรภิรมย์รักษ์

ทั้งคู่มีความเหมือนในความต่าง ทว่าสายใยที่ผูกมัดเกลียวความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นคือความห่วงใยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะไปไหนจะคิดถึงอีกคนเสมอ

ของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดไม้ติดมือมาให้ มีคุณค่ายิ่งใหญ่ต่อจิตใจ เพราะพวกเธอไม่ได้ตีเป็นมูลค่า แต่เป็นน้ำใจที่หยิบยื่นให้อยู่เสมอ

“อลิซ คือกำลังใจ” จากใจกุ๊กเกล

 “เราสองคนอยู่กับโมโนมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ เมื่อ 10 ปีก่อนยังเป็นซ่าส์เน็ตเวิร์ก แต่ตอนนั้นอยู่คนละส่วน เจอกันแต่ไม่ได้สนิท อลิซเป็นนักแสดง หนูเป็นพิธีกร

 พออลิซย้ายสายงานมาอ่านขข่าว เราก็ได้คุยกันมากขึ้น จุดเริ่มต้นมาจากเราออกกำลังกายที่เดียวกัน ตอนแรกๆ เรามองเขารู้สึกว่าเราสองคนน่าจะต่างกันมาก อลิซดูเรียบร้อย นุ่มนวล แบบผู้หญิงน่าทะนุถนอม ส่วนหนูจะออกดูแรงๆ หน่อย

พอได้คุยกันจริงๆ เรามีความชอบหลายๆ อย่างที่เหมือนกันมาก แต่ที่ไม่เหมือนเลยคือเห็นอลิซลุคเรียบร้อย เวลากินเขามักกินเลอะ หกเปื้อนเสื้อตลอด (หัวเราะ)

ที่เหมือนกันมากๆ คือมีความเป็นแม่บ้าน เรามักคุยกันเรื่องซื้อของเข้าบ้าน เรื่องการกินก็ชอบคล้ายกันอย่างผัดฟักทอง ชอบดูการ์ตูนดิสนีย์เหมือนกัน

4 ปีที่สนิทกัน มีความสบายใจที่มีเขาเป็นเพื่อน เพราะอลิซเป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจให้ตอนเรียนปริญญาโท ซึ่งช่วงนั้นหนูรู้สึกเหนื่อยมากจนท้อ เขาก็เป็นผู้ฟังที่ดี เราระบายเขาก็นั่งรับฟัง ไม่มีเบื่อปัญหาเดิมๆ ของเรา

เวลาที่เขาแนะนำมา หรือพูดคุยอะไรต่างๆ เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ซึ่งตรงนี้สำคัญที่ทำให้เราสนิทกัน อย่างการทำงานเขาตั้งใจทำมาก มีความซื่อสัตย์ เรารู้เลยว่าเขาเป็นคนดี

อลิซมีเสน่ห์ น่ารัก ใครได้เป็นแฟนดีเลย เพราะเขาเก็บรายละเอียดและใส่ใจมาก อลิซเป็นเหมือนกำลังใจของเรา มีเขาอยู่ข้างๆ รู้สึกได้ถึงพลังในเชิงบวก ท้อๆ อยู่รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้น เพราะเขาเป็นผู้หญิงที่อบอุ่น เป็นผู้ฟังที่ดี เขาคิดบวก ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาเครียดอยู่ แต่เขายังสามารถทำให้คนรอบข้างยิ้มได้เสมอ หรือแม้ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างลบ เขาก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น

 สิ่งที่เป็นห่วงอลิซคือการขับรถ อลิซขับรถไม่เร็ว แต่บ้านเขากับที่ทำงานไกลกัน และเรื่องที่เขาวางใจคน เขาไม่เอาเปรียบใคร บางทีก็ทำให้เราโมโหแทนด้วยซ้ำ ที่มีคนมาเอาเปรียบอลิซมากไปหรือเปล่า คือเขาไม่คิดร้ายกับใครเลย

อลิซเป็นเสาหลักของครอบครัว เขารับภาระที่ค่อนข้างหนัก ช่วงหนึ่งที่คุณพ่อเขาเข้าโรงพยาบาล เขาเครียดนะคะ แต่ไม่แสดงออกให้คนอื่นรู้ ทำให้เราเห็นความเข้มแข็งของเขา อลิซรักครอบครัวมาก เขาใส่ใจทุกคนดีมาก น้องสาว คุณแม่ อยากไปไหน มีเวลาเขาพาไปเที่ยว เวลาไปไหนเขาจะคิดถึงครอบครัว ใครชอบอะไรซื้อมาฝาก และเขาก็ทำแบบนั้นกับเราด้วย

สิ่งที่อลิซเป็นยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าเขาเป็นคนดี การที่เราได้อยู่กับคนดีๆ คบคนดีๆ ตอนนี้เราเข้าใจเลยว่า มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เราได้มุมมองดีๆ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาไม่มีความรู้สึกแย่เลย”

“กุ๊กเกล ผู้หญิงเท่” ในสายตาอลิซ

“ยังจำโมเมนต์แรกที่เจอกันบนเครื่องบินไปงานที่ จ.เชียงใหม่ ไม่รู้กุ๊กเกลจะจำอลิซได้ไหม แต่วันนั้นเรานั่งข้างกัน แอบมองเขา เขาหน้าคมสวยมาก จมูกสวยมาก ผ่านไปหลายปีเลยค่ะ ถึงได้มาทำงานฝ่ายผู้ประกาศข่าว

สนิทเพราะออกกำลังกายที่เดียวกัน เมื่อก่อนไปเล่นคนเดียว ก็มีขี้เกียจไปบ้าง พอมีเพื่อนเราก็มีความสนุกที่จะไป วิ่งไม่เบื่อ ได้คุยกับเพื่อนด้วย มีคนแลกเปลี่ยนเรื่องอาหาร เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเราควบคุมน้ำหนักกัน มีผัก น้ำผลไม้ก็เอามาฝากกัน ก็สนิทขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าลำพังหนูเองจะไม่ค่อยพูด แต่โชคดีที่กุ๊กเกลเขามีเรื่องตลกมาเล่าตลอด อยู่กับเขาก็สนุกดี เวลาเขามีปัญหาก็มาเล่าให้ฟัง เราก็รู้สึกดีที่เขานึกถึงเราเวลามีปัญหา เพราะเห็นกุ๊กเกลดูมั่นใจ ร่าเริง แต่เวลาที่เขาเศร้ามีปัญหา เขามักจะอยู่คนเดียว เงียบๆ ชอบคิดมากกว่าหนูหลายล้านเท่า เราต้องชวนเขาทำนั่นนี่ และก็ต้องถามให้เขาระบายออกมาตรงๆ

 สิ่งที่ประทับใจกุ๊กเกล เขามีความเป็นห่วงเพื่อน บางทีไปเที่ยวไหนเขาจะซื้อของมาฝากเพื่อน ซึ่งตรงนี้หนูก็เป็นเหมือนกัน เวลาทำงานเราก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เวลาเราผ่านวัยที่ต้องตัวติดกัน คุยกันตลอด หนูว่าความเป็นเพื่อนมันมีอยู่ตลอด แต่พอต่างคนทำงานชัตดาวน์กันออกไป แต่พอมาเจอกันความรู้สึกก็ต่อกันติด

ในความเป็นเพื่อนที่หนูรับไม่ได้เลย พูดกับเราอีกอย่างพูดกับคนอื่นอีกอย่าง ใส่ร้ายเรา ซึ่งกุ๊กเกลไม่เป็นคนแบบนั้นเลย เขาพูดตรง รู้สึกยังไงก็พูดออกมาเลย ซึ่งหนูชอบ ไม่ใช่มาทำดีใส่กันแต่สุดท้ายไม่สบายใจ มีอะไรบอกกันตรงๆ คบกันสบายใจกว่า อย่างกุ๊กเกลเวลาเขาเงียบ หนูก็จะถามเขาเลยว่าเป็นอะไร เขาก็จะเล่าให้ฟังหมดเลย

 กุ๊กเกลในความรู้สึกหนู เป็นผู้หญิงเท่ ไปไหนไปด้วยได้สบายใจ เขามีความคิดการจัดการที่ไว ไหวพริบดีมากในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลาหนูช้าๆ คิดอะไรไม่ค่อยทัน กุ๊กเกลคิดไวช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น”

ความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 เสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523477

ความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 เสี่ยงมะเร็งเต้านม

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 90% ของมะเร็งเต้านมเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม จึงมีโอกาสมากที่จะพบการเกิดมะเร็งในเต้านมทั้งสองข้าง ทั้งในระยะแรกและหลังจากการตรวจวินิจฉัย

อย่างไรก็ดี การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

 ดูเหมือนกับเรื่องมะเร็งเต้านมมีการรณรงค์และให้ความรู้กันเยอะในปัจจุบัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกระตุ้นกันอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะวัยทำงาน

โรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่มีความสัมพันธ์กับการมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงเป็นเวลานาน โดยเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1-2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง จะเริ่มพบได้ตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป และจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

 มะเร็งชนิดนี้เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่ เพราะจะพบได้สูงขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่พบได้ในอายุต่ำกว่า 40 ปี พบได้เป็นอันดับ 2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด และจะพบได้ในผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงเป็น 100 เท่า ซึ่งข้อมูลในการรักษามะเร็งเต้านมของผู้ชายนั้นยังมีอยู่น้อยมาก เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อย ในทางการแพทย์จึงอนุโลมให้ใช้วิธีการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้หญิง

 รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ ศัลยแพทย์ด้านศีรษะ คอ เต้านม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เขียนเรื่องมะเร็งเต้านม ใน SIRIRAJ E-PUBLIC  LIBRARY ในส่วนหนึ่งว่า ก้อนที่เต้านมไม่เจ็บสิน่ากลัว

บ่อยครั้งสาเหตุที่คนไข้มาหาหมอ มาจากก้อนที่เต้านมเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คืออาการเจ็บเต้านม ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านม ส่วนหนึ่งจะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ แต่มักจะลงเอยด้วยการพบหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งมักจะมาพบหมอค่อนข้างเร็ว ผิดกับผู้ที่มีก้อนที่เต้านม คลำได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มักจะปล่อยเอาไว้เพราะคิดว่าไม่เป็นไร

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ คือมีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม มีอาการปวดบริเวณเต้านม

ดร.พงศธรณ์ ไชยทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) กล่าวว่า สำหรับโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมในคนปกติมีประมาณ 12% (120 คนในประชากร 1,000 คน) แต่ในกลุ่มที่มีความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมถึง 60% (600 คนในประชากร 1,000 คน)

 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีประวัติทางครอบครัวหรือญาติเป็นโรคนี้ เป็นผู้ป่วยที่เป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ มีญาติเป็นมะเร็งตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป จึงต้องมีวิธีการตรวจที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงได้

สำหรับ BRCA1 และ BRCA2 เป็นกลุ่มยีนที่สร้างโปรตีนช่วยซ่อมแซม DNA จึงมีบทบาทช่วยให้ DNA ในเซลล์มีความเสถียร เมื่อมีการกลายพันธุ์ (Mutation) ของยีน BRCA จะส่งผลให้เซลล์มีโอกาสเกิดความผิดปกติของพันธุกรรมได้สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การกลายเป็นมะเร็ง โดยพบว่าการกลายพันธุ์ของยีน BRCA มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่แบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม

การตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม (DNA) ในยีน BRCA1 และ BRCA2 สามารถทำได้โดย เก็บตัวอย่างเลือด และส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงทราบผล ผู้ตรวจควรได้รับการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมจากผู้เชี่ยวชาญทางพันธุศาสตร์โรคมะเร็ง ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลทั้งในด้านส่วนตัวและครอบครัว ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกวิธีและเทคนิคในการตรวจ ความถูกต้องแม่นยำของแต่ละวิธี ทางเลือกการรักษาไม่ว่าผลตรวจจะเป็นบวกหรือลบ หรือได้ผลการตรวจจะเป็นผลไม่ชัดเจน เป็นต้น

ผลการตรวจ BRCA1 และ BRCA2 ถ้าผลเป็นบวก มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ผลเป็นลบ กรณีแรก ผลเป็นลบอย่างแท้จริง คือกรณีที่บุคคลมารับการตรวจมีสมาชิกในครอบครัวที่ตรวจพบความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 หมายความว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะได้รับการถ่ายทอดยีนที่มีความผิดปกติมา แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเลย แต่โอกาสเกิดมะเร็งนั้นมีเท่าๆ กับคนปกติทั่วไป กรณีที่สอง คือ ไม่เคยมีสมาชิกในครอบครัวที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีน แม้มีประวัติในครอบครัวเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและ/หรือมะเร็งรังไข่ ในกรณีนี้เมื่อตรวจแล้วผลการตรวจเป็นลบ จะทราบเพียงว่าตรวจไม่พบความผิดปกติที่เคยมีการรายงานในยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ของการตรวจวิเคราะห์ในปัจจุบัน

ผลตรวจที่ไม่ชัดเจน ความผิดปกติของ ยีน BRCA1 หรือ BRCA2 บางรูปแบบยังไม่มีการรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10% ของการตรวจทั้งหมด เพราะทุกๆ คนก็จะมีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็ง

แม้ช่วงเวลาของการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของมะเร็งเต้านมจะผ่านไปแล้ว แต่โรคนี้คือภัยร้ายของผู้หญิงทุกคน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยตรวจหาและป้องกันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและบริการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ได้สะดวกมากขึ้นที่ N Health หรือโทร. 02-762-4000

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 พ.ย. 2560 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523475

ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รูปหล่อ ร.9 ศิลปะวิจิตรบรรจง แทนดวงใจตราบนิรันดร์

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ เข้ามาแสวงหาอาชีพ และมุ่งหวังความก้าวหน้าเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นความรับผิดชอบของข้าราชการ กทม. ทุกคนที่ต้องช่วยคลายทุกข์ร้อนให้ผู้คนได้อยู่ดีมีสุข

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ยังคงทำหน้าที่ขะมักเขม้นแข็งขันคอยช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่าง ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ได้สั่งสมประสบการณ์ในสายงานวิศวกรรมโยธา กระทั่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักการโยธา จากนั้นก้าวเข้าขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง

 ด้วยผลงานโดดเด่น เชื่อมโยงการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความไว้วางใจจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เลือกให้ขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ในที่สุด

ทวีศักดิ์ เริ่มต้นเล่าถึงความประทับใจครั้งเข้าเฝ้าฯ ถวายงาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2554 เรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดรอบโรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ด้านงานวิศวกรรม โดยวางแผนให้ทำโครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์พร้อมทางขึ้น-ลง

 “โครงการนี้จะสามารถรองรับปริมาณการจราจรในอนาคต ลดการติดขัดบริเวณทางแยก และทางเข้า-ออก โรงพยาบาลศิริราช เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อโรงพยาบาล โดยพระองค์ท่านทอดพระเนตรแผนที่แสดงโครงการอย่างตั้งใจ และสอบถามข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องทุกด้านอย่างละเอียด

 “เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้พระองค์ท่านจะประทับอยู่ที่โรงพยาบาล แต่พระองค์ท่านก็ยังคงทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งพระองค์ท่านมีคำแนะนำด้วยความเป็นกันเอง เข้าใจปัญหาความเดือดร้อน ผมจำได้ดีว่าบรรยากาศในขณะนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งยังตราตรึงไม่ลืมเลือน” ทวีศักดิ์ กล่าว

เมื่อกล่าวถึงของรักของสะสม รองผู้ว่าฯ กทม.ผู้นี้บอกว่า รูปหล่อสำริด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือของรักที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ตั้งไว้เคารพบูชาทั้งที่บ้านและที่ห้องทำงาน

 ชิ้นแรกเป็นรูปปั้น ร.9 ขณะทรงผนวช ในอิริยาบถยืนสงบนิ่ง ขนาด 15 คูณ 16.5 คูณ 62 เซนติเมตร อัญเชิญภาพเหตุการณ์ระหว่างออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทุกแห่ง โดยไม่สวมฉลองพระบาท เมื่อปี 2499 มาเป็นต้นแบบ เพราะท่านทรงผนวชด้วยพระราชศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

งานปั้นทุกชิ้นทำขึ้นโดย วัชระ ประยูรคำ ประติมากรที่จบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สร้างผลงานประติมากรรมรูปเหมือนต้นแบบ เป็นผู้ปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มากที่สุดในประเทศไทย เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านในหลายด้าน กระทั่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านงานปั้นอย่างวิจิตรบรรจง ให้ชื่องานว่า “ธรรมราชา” (พระราชาผู้ทรงธรรม) มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถถอด ฉลองพระเนตร (แว่นตา) ได้ ถือว่าเป็นชิ้นงานที่รักมากที่สุด เพราะต้องเสาะแสวงหาด้วยความตั้งใจอย่างมาก

ทวีศักดิ์ กล่าวว่า พระบรมรูปที่ปั้นโดยวัชระ สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญเล็กน้อยได้ครบถ้วน อาทิ เม็ดเหงื่อที่เกิดจากการทรงงาน สัดส่วนของลำคอ กล้ามเนื้อ เนื่องจากพระองค์ทรงมีรูปร่างอย่างนักกีฬา รอยยิ้ม ไปจนถึงแววตาทั้งสองข้างที่ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดได้ถ่ายทอดอารมณ์เสมือนจริง ทำให้เกิดคุณค่าของชิ้นงานได้เป็นอย่างดี

สำหรับรูปปั้นชิ้นที่ 2 ได้รับการปั้นอย่างพิถีพิถัน มีความสูงประมาณ 2 ฟุต ตั้งบนฐานตั้งหินอ่อนสั่งทำพิเศษ ในอิริยาบถขณะเป่าแซกโซโฟน มีสีที่แตกต่างกันระหว่างรูปหล่อสำริดกับแซกโซโฟนที่มีสีทองเด่นชัดออกมา เสื้อสูทเรียบร้อยสมจริง ส่วนด้านหลังรูปปั้นจะมีเลข 9 ไทย ลักษณะพลิ้วไหวโดดเด่น พร้อมลงลายเซ็นของประติมากรวัชระ ไว้ด้วย

 “สะท้อนถึงความทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี พระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้น 48 เพลง ทุกเพลงล้วนมีทำนองไพเราะ ประทับใจผู้ฟัง สอดคล้องกับเนื้อร้อง ซึ่งมีคตินานัปการ และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งส่วนตัวมีความภูมิใจมากที่ได้รับมาองค์หนึ่ง พร้อมใบประกาศและลายเซ็นของอาจารย์วัชระ ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงเชื่อว่างานศิลป์เช่นนี้ไม่มีการทำขึ้นอีก และไม่ใช่ใครจะมีได้ง่ายๆ”

ทั้งนี้ ทวีศักดิ์ บอกว่า รูปปั้นหล่อสำริดทุกแบบจะถูกหล่อขึ้นเพียง 99 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ได้แบ่งมาส่วนหนึ่ง เพราะงานปั้นจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใดขึ้นอยู่ที่ช่างฝีมือ ราคาก็ไม่ได้ระบุ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าทางจิตใจ

“สำหรับชิ้นงานที่ใฝ่ฝันอยากได้มากที่สุดคือ รูปหล่อสำริดภาพของคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ รอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู ตั้งแต่เช้าจนบ่ายทำให้แสงแดดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย เมื่อในหลวงเสด็จฯ มาถึง ตรงมาที่คุณยายได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์เกือบชิดกับศีรษะของคุณยาย ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชาวภาคอีสานอย่างนุ่มนวล แต่งานชิ้นนี้เรียกได้ว่าหายากมาก”

 ทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องด้วยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทั่วเหนือจรดใต้ และพระองค์ท่านทรงงานทุกวัน ทำงานอย่างเข้าถึงประชาชน ทำให้รู้สึกว่าพระองค์ท่านคือแบบอย่างของผู้ที่ปิดทองหลังพระ ในฐานะของคนเป็นข้าราชการที่ต้องช่วยเหลือทุกข์ร้อนให้กับประชาชนต่อไป จึงอยากจดจำท่านเป็นแบบอย่างดีงามไปชั่วนิรันดร์

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 17:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523360

4 เคล็ดลับดูแลผิวสวยในช่วงที่อากาศเริ่มเย็น

ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงอยู่ ดังนั้นไม่ควรละเลยการดูแลผิว

ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยเบาๆ แล้ว แต่ต่อให้อากาศจะเริ่มเย็นแค่ไหน แสงแดดประเทศไทยก็ยังคงอยู่ รังสียูวียังพร้อมจะทำร้ายผิวเราเสมอ ดังนั้นการดูแลผิวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผิวสวยอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

1. อย่าอาบน้ำร้อนจัด – ยิ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้ บางคนอาจจะชอบอาบน้ำร้อนๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน แต่น้ำร้อนเป็นตัวการทำให้ผิวแห้ง ควรอาบน้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นแทน

2. ทาครีมบำรุงผิว – ไม่ควรละเลยการทาโลชั่นเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ หรืออาจให้เบบี้ออยล์ชะโลมบางๆ ตอนที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อให้ผิวดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

3. ทาครีมกันแดด – นอกจากบำรุงแล้ว การปกป้องผิวจากแสงแดดก็เป็นสิ่งที่ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะแม้อากาศจะหนาว แต่แดดก็ยังคงแรงอยู่ ดังนั้นหากขาดการทาครีมกันแดด รังสียูวีก็พร้อมที่จะทำร้ายผิวเราได้เสมอ

4. ดูแลริมฝีปากและมือ – นอกจากผิวกายแล้ว ยังมีผิวส่วนอื่นๆ อย่างเช่น ริมฝีปาก มือและเล็บ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ และใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความแห้งกร้าน แม้อากาศจะเย็นก็ไม่หวั่น