4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523355

4 สมุนไพรไทยช่วยให้สุขภาพดีมีประโยชน์

สมุนไพรไทย นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้รสกลมกล่อมแล้ว ยังบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

สมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติและสีสันของอาหารไทยให้มีรสจัดจ้านกลมกล่อมแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณในด้านการบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย

1. ใบกะเพรา – สามารถนำมาใช้รักษาอาการไข้และมีฤทธิ์ขับลมได้เป็นอย่างดี จนมีการพัฒนาต่อเป็นยาไทยชื่อว่ายาประสะกะเพรา นอกจากนั้น ใบกะเพรายังถือเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้

2. ผักชี – นอกจากอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และโปรตีนแล้ว ยังมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร มีฤทธิ์สำคัญในการขับโลหะหนักโดยเฉพาะปรอทออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ จึงถือว่าผักชีเป็นผักที่ช่วยขับสารพิษ

3. ใบมะกรูด – มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยในการรักษาอาการไอและมีเสมหะ ทั้งยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย สามารถนำมาถูฟันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพฟันให้แข็งแรง

4. พริก – ความเผ็ดมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยจะมีสารที่เรียกว่าแคปไซซิน (Capsaisin) ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความเผ็ดแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ต้านมะเร็งและลดระดับน้ำตาลในเลือด

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523348

5 ประโยชน์ของโยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยหลากหลายคุณประโยชน์ ควบคู่กับความอิ่มอร่อย

เทรนด์สุขภาพในช่วงนี้หลายคนหันมาใส่ใจกับการทานอาหารมากขึ้น โยเกิร์ตก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถทานเล่นได้โดยไม่อ้วน แถมยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ควรเลือกทานโยเกิร์ตแบบไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มๆ อร่อยด้วย สุขภาพแข็งแรงด้วย

1. ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร – ในโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม กระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหาร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารได้ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินบี

2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน – แลคโตบาซิลลัสยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายรวมทั้งเชื้อรา สร้างไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

3. เสริมสร้างกระดูก – โยเกิร์ตเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนชั้นยอด จึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงได้

4. ต้านสารก่อมะเร็ง – สารอาหารในโยเกิร์ตสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารก่อมะเร็ง และยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่ต้านมะเร็งได้ดี

5. ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ – โยเกิร์ตช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด สามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 13:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523333

4 อาหารเช้ามากคุณประโยชน์

แนะนำเมนูอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร พรุ่งนี้เช้าทานอะไรดี เตรียมจด

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่เรียกได้ว่าจำเป็นที่สุดในบรรดามื้ออาหารตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวันหลังจากเรานอนหลับพักผ่อนติดกันหลายชั่วโมง ซึ่งอาหารมื้อนี้ก็จะเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญที่จะมาเลี้ยงสมองของเรา และให้พลังงานเพื่อให้เรามีแรงทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน ดังนั้นจึงควรเลือกทานอาหารเช้าที่ได้สารอาหารครบถ้วน อยู่ท้อง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

1. โจ๊กหมู – ในโจ๊ะมีทั้งขิงที่ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ ต้นหอมช่วยลดไขมันและควบคุมน้ำตาล ส่วนปลายข้าวแท้ๆ จะมีจมูกข้าวทำให้เราได้วิตามินอี และแกมมา ออริซานอล ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนต์

2. ต้มเลือดหมู – อีกหนึ่งอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก ส่วนใบตำลึงมีวิตามินซี ซึ่งธาตุเหล็กและวิตามินซีต้องอาศัยซึ่งกันและกันในการดูดซึม นอกจากนั้นยังมีคอลลาเจนในน้ำต้มกระดูกหมูด้วย

3. ข้าวเหนียวหมูปิ้ง – เมนูโปรดของเด็กๆ หลายคนที่ให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย เพราะข้าวเหนียวมีกลูเตนหรือไฟเบอร์ ทำให้อยู่ท้อง ยิ่งเป็นข้าวเหนียวดำจะมีโอพีซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ส่วนหมูควรหลีกเลี่ยงมันและส่วนที่ไหม้ เพราะอาจเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ขนมปังและไข่ดาว – อาหารเช้าที่เหมาะกับคนวัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง เพราะให้พลังงานสูง ควรเลือกขนมปังโฮลวีต และไข่ดาวน้ำ ไข่ลวก หรือไข่ต้ม เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง มีส่วนช่วยกระตุ้นสมอง หากโรยพริกไทยยิ่งกระตุ้นการเผาผลาญและลดไขมันอีกด้วย

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523309

5 เคล็ดลับการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย

ผู้ชายสมัยใหม่ต่างลุกขึ้นมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น การทำให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป

สมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ผู้ชายสมัยใหม่เขาก็หันมาดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับผู้ชายบางคนที่ยังมองว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องยุ่งยาก อยากให้ลองมาดูเคล็ดลับในการดูแลตัวเองง่ายๆ ตั้้งแต่ศีรษะจรดเท้า ที่จะช่วยให้การดูแลตัวเองให้ดูดีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. เส้นผม – สำหรับผู้ชายที่มักจะมีหนังศีรษะมัน การใช้สารเคมีหรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมจะยิ่งทำให้หนังศีรษะมันยิ่งขึ้น ลองหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและจัดแต่งทรงผมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น โจโจบาออยล์ ทีทรีออยล์ คาโมไมล์ หรือยูคาลิปตัส แทน

2. ดวงตา – ใครที่ดูบอลหรือทำงานดึกเป็นประจำ ลองนำถุงชาที่เย็นแล้วมาประคบใต้ตาทิ้งไว้ประมาณ 5 – 15 นาที จะช่วยลดอาการคล้ำและบวมได้ เพราะคุณสมบัติที่ช่วยให้หลอดเลือดบีบตัว จะช่วยให้ผิวรอบดวงตากระชับขึ้น

3. ผิว – สำหรับผู้ชายที่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่จนผิวแห้งกร้าน นานๆ ทีก็ควรหาเวลาสครับผิวบ้าง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างการใช้น้ำตาลทรายแดงผสมน้ำผึ้ง สครับให้ทั่วทั้งตัวประมาณ 5 – 10 นาที แล้วล้างออก จากนั้นบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงผิวตามปกติ

4. มือและเท้า – เรื่องของเล็บมือเล็บเท้าถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ควรตัดเล็บมือเล็บเท้าให้ดูสั้น และสะอาดอยู่เสมอ เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแล แนะนำให้ใช้วาสลีนมาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเล็บและส้นเท้าก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันส้นเท้าแห้งแตกและบำรุงเล็บให้ชุ่มชื้น

5. กลิ่น – สำหรับรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังมักเกิดกลิ่นอับจากเหงื่อ ให้ลองใช้ซองกันชื้นที่มากับขนมมาช่วยดูดความชื้นและกลิ่บอับ โดยนำซองกันชื้นใส่ไว้ในรองเท้าก่อนนำเก็บเข้าตู้ทุกครั้ง และที่สำคัญควรซักถุงเท้าให้สะอาดก่อนนำมาสวมใหม่ทุกครั้ง

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523157

6 วิธีปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อให้ห่างไกลโรคอ้วน

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้จริง และช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

ความอ้วนเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ แต่การจะลดน้ำหนักแต่ละครั้งก็ดูเป็นเรื่องที่หนักหนา ดังนั้นการลองปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันทีละเล็กทีละน้อย ให้ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ย่อมสามารถทำได้จริงกว่าการโหมออกกำลังกายหนักๆ หรือการอดอาหาร แล้วล้มเลิกไปกลางคัน นอกจากจะไม่ดีต่อร่างกายแล้ว ยังอาจจะส่งผลให้กลับมาอ้วนมากกว่าเดิมด้วย

1. ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ – อาจมีบางครั้งที่เราใช้ชีวิตเพลิน เผลอตามใจปากไปบ้าง การชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ลองสำรวจขนาดเสื้อผ้า จะช่วยเตือนเราว่าถึงเวลาที่ต้องลดความอ้วนบ้างหรือยัง

2. ตั้งเป้าหมายที่แน่วแน่ – หากคิดที่จะลดน้ำหนักแล้ว ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไปเลยว่าอยากลดกี่กิโล หรือจะออกแบบการทานอาหารยังไง และเมื่อทำสำเร็จก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้างเล็กน้อย

3. แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย – การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่หนักๆ ให้ลองขยับตัวบ่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากการนั่งรถเป็นเดิน จากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราเช่นกัน

4. ทานอาหารให้หลากหลาย – การเลือกทานอาหารที่ดีไม่ใช่การงดอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างลดแป้ง หรือลดไขมันไปเลย แต่คือการบาลานซ์ทุกสารอาหารอย่างเหมาะสม ทานอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม

5. เลือกทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด – ควรเลือกทานอาหารที่สดใหม่ที่สุด ไม่ควรทานแต่อาหารแปรรูป หรืออาหารแช่แข็ง เนื่องจากจะไม่ได้รับสารอาหารเท่าอาหารปรุงสุกใหม่ หรืออย่างผักผลไม้ หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกทานผักผลไม้มากกว่าน้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่ผ่านการสกัดมาแล้ว

6. เคี้ยวให้ช้าลง – การเคี้ยวอาหารให้ช้าลงมีผลดีทั้งต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้อาหารละเอียดและย่อยง่ายขึ้น รวมไปถึงทำให้อิ่มไว้อีกด้วย นอกจากนั้นควรหยุดทานเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ไม่ควรเสียดายและฝืนทานจนหมด

3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 16:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523151

3 วิธีดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี

น้ำเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับผู้ที่อยากมีสุขภาพที่ดี โดยปริมาณของน้ำดื่ม และเวลาในการดื่มน้ำ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

1. ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เนื่องจากยิ่งดื่มน้ำมากก็ยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดีมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น และสามารถช่วยลดความเครียดได้

2. ควรดื่มน้ำหลังจากเพิ่งตื่นนอน ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหาร 1 ชั่วโมงในแต่ละมื้อ รวมไปถึงก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งวิธีในการดื่มไม่ได้ตายตัว แต่ไม่ควรดื่ม 8 แก้วรวดเดียว เพราะจะทำให้โซเดียมในเลือดลดลง ทำให้กระหายน้ำยิ่งขึ้น

3. สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 10 นาที และดื่มน้ำ 2 แก้วหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่พอเพียงในแต่ละวัน

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 15:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523141

4 วิธีกินอย่างไรให้สุขภาพดี

เคล็บลับการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพที่ดีล้วนเกิดขึ้นจากตัวเราทั้งสิ้น และสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ รู้จักออกแบบการทานอาหารให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง การเลือกทานอาหารจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกาย หากอยากมีสุขภาพที่ดีแล้วล่ะก็ เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

1. ห้ามงดแป้ง – คาร์โบไฮเดรตถือเป็นสารอาหารที่สำคัญมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกาย ยิ่งต้องการสารอาหารประเภทนี้ไปเพิ่มพลังงาน โดยให้เลือกทานคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวโอ๊ต ผลไม้สด ข้าวกล้อง ข้าวเมล็ดยาว ถั่วต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณค่าทางสารอาหารสูงด้วยเช่นกัน

2. ทานไขมันดี – ไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากสกัดได้จากพืช ช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ สามารถหาได้จากถั่วต่างๆ เมล็ดพืช มะกอก น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ผักใบเขียว รวมถึงปลาทะเลน้ำลึก

3. ทานโปรตีน – ร่างกายต้องการการซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ทั้งนักวิ่งและนักกีฬาต่างก็ต้องรักษาระดับการบริโภคโปรตีนให้เหมาะสมอยู่เป็นประจำ เพื่อรักษาลักษณะกล้ามเนื้อที่ไร้ไขมันไว้ ซึ่งโปรตีนพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่มีไขมัน เนื้อสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ ถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วเลนทิล และถั่วต่างๆ

4. ระวังอย่าให้ขาดวิตามิน – วิตามินและแร่ธาตุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ในขณะที่เครื่องดื่มสำหรับการออกกำลังกายและน้ำเปล่า จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและความร้อนในร่างกาย รวมทั้งชดเชยภาวะการสูญเสียน้ำได้

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 14:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523126

5 สิ่งที่ควรพกติดตัวก่อนออกวิ่ง

เคล็ดลับการเริ่มต้นออกวิ่งอย่างปลอดภัยและราบรื่น เพื่อไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้

หลายคนอาจจะอยากเริ่มต้นออกกำลังกายโดยการวิ่ง เพราะการวิ่งนอกจากจะเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือดด้วย การที่จะวิ่งได้อย่างราบรื่น สนุก และปลอดภัย อาจต้องอาศัยการเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนออกวิ่ง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

1. ความมุ่งมั่น – ก่อนเริ่มต้นออกวิ่ง จิตใจถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณอาจจะเคยออกกำลังกายแบบอื่นแล้วล้มเหลวมาก่อน หรือเคยวิ่งแล้วล้มเลิกไป ขอให้เรียกความตั้งใจเหล่ากลับมาใหม่ มุ่งมั่น และคิดว่าเราต้องทำได้

2. เพื่อนร่วมทาง – ถึงแม้ว่าการวิ่งจะเป็นกิจกรรมที่สามารถทำคนเดียวก็ได้ แต่การมีเพื่อนร่วมทางวิ่งไปด้วยกันจะช่วยให้เราสามารถวิ่งได้นาน แถมยังสนุกสนานและได้สังคมเพิ่มขึ้นด้วย

3. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการออกวิ่ง ควรเลือกรองเท้าที่พอดีกับขนาดเท้าของตัวเอง น้ำหนักเบา ซัพพอร์ตและรองรับแรงกระแทกได้ดี เพื่อลดการบาดเจ็บระหว่างวิ่ง

4. เสื้อผ้า – การใส่ชุดออกกำลังกายสวยๆ ก็มีส่วนช่วยให้เรามีความสุขกับการวิ่งมากขึ้นได้ นอกจากนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่กระชับ ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว หรืออาจเตรียมหมวกไว้สวมกันแดดด้วยก็ได้

5. ขวดน้ำ – เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียน้ำมาก และแน่นอนว่าอาการขาดน้ำก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับนักวิ่งที่ดีทุกคน ดังนั้นหากวิ่งติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป ควรมีขวดน้ำเล็กๆ ที่สามารถถือขณะวิ่งได้ หรือเอาคาดเอวพกติดตัวไปด้วย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523096

4 วิธีดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ

เคล็ดลับการดูแลผิวในช่วงที่ผิวอ่อนแอ มีอาการแพ้ ระคายเคือง

ผิวที่ดูเหมือนจะแข็งแรงอาจถูกทำร้ายให้อ่อนแอลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากทุกสิ่งรอบตัว เช่น การสัมผัสผิว แสงแดด มลภาวะ สารเคมีที่อาจปนอยู่ในสกินแคร์บางชนิด ล้วนมีส่วนที่จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการแสบ คัน แดง ลอกเป็นขุย หรือขึ้นผดผื่น ในช่วงนั้นผิวจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้สุขภาพผิวที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงไปกว่าเดิม

1. ใช้โฟมล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ง่าย – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอควรเปลี่ยนไปใช้โฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน สำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ห้ามล้างหน้าแค่น้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่าอาจไม่สามารถล้างสิ่งตกค้างได้หมด แล้วจะทำให้ผิวยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

2. ห้ามหยุดทาครีม – บางคนอาจจะคิดว่าเมื่อผิวเกิดการระคายเคือง ก็ควรหยุดใช้สกินแคร์ทุกอย่างเพื่อพักผิว แต่จริงๆ แล้วควรหยุดใช้ตัวที่แพ้ แล้วเปลี่ยนมาใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้แทน เนื่องจากผิวยังคงต้องการการบำรุงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ผิวแห้งลอกและระคายเคือง

3. งดสครับผิว – ในช่วงที่ผิวอ่อนแอ อาจมีอาการผิวแห้งลอกเป็นขุยอยู่แล้ว เม็ดสครับมีส่วนทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้ ดังนั้นควรงดสครับไปจนกว่าผิวจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

4. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด – รังสียูวีถือเป็นอีกตัวการที่จะมาทำร้ายผิว โดยฉพาะในช่วงที่ผิวอ่อนแอ ยิ่งต้องระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดช่วงสายถึงบ่าย ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง สามารถกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี อาจเลือกครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนที่ไม่ผสมน้ำหอมและแอลกอฮอล์ร่วมด้วยก็ได้

ลึกถึงแหล่ง… เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523077

ลึกถึงแหล่ง... เส้นทางผักผลไม้ปลอดภัย

คนไทยยังบริโภคผักผลไม้ต่ำกว่าข้อแนะนำที่องค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 400 กรัม/วัน และการเข้าถึงผักผลไม้ปลอดภัยยังมีน้อย ปัจจัยดังกล่าวทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันให้เพิ่มอัตราการบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอตามคำแนะนำ เพื่อขานรับปีแห่งการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย และจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องโภชนาการ

สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงร่วมจัดการประชุมวิชาการเรื่อง “กินผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพ” เพื่อนำความรู้มานำเสนอต่อสาธารณะ ตลอดจนเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการ ผู้ผลิต และผู้บริโภค เน้นการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทานและเข้าใจให้ลึกถึงแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า พื้นที่ส่วนของภาคการเกษตรทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นข้าว รองลงมาคือพื้นที่ปลูกผลไม้และสวนผักรวมไปถึงไม้ดอกและไม้ ประดับเพียง 1% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งแหล่งขายผักผลไม้หลักๆ หากเป็นเกษตรกรรายย่อยจะเป็นตลาดสด ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างค้าปลีกต่างๆ จากการสำรวจยังพบว่าผักและผลไม้ในประเทศก็ยังมีสารพิษตกค้าง ซึ่งอาจสร้างความไม่เชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ต่อไปนี้คือ 2 โมเดลของการบริหารจัดการเพื่อส่งผักผลไม้ปลอดภัยให้ถึงมือผู้บริโภค

ผักโครงการหลวงอยู่ดีกินดีอย่างปลอดภัย

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้ปลูกไม้เมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่นและการแผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาบนที่สูง จนเป็นผักผลไม้ในโครงการหลวง วันนี้โครงการหลวงก้าวเข้าสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลผลิตที่วางขายในร้านโครงการหลวงมีความปลอดภัย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

เมธัส กิจโอภาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง ให้คำตอบว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริ ส่งเสริมให้ปลูกผักเมืองหนาวให้นักวิชาการทางด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ และ จ.เชียงใหม่ ทำการวิจัยและพัฒนาให้ที่ดินบนภูเขาสามารถปลูกพืชผักเหล่านี้ได้ พระองค์ท่านใช้กลไกด้านเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหายาเสพติดและปากท้องไปพร้อมกัน “เมื่อชาวเขามีรายได้เพียงพอ เขาก็ไม่ทำลายป่า เขาก็มีความสุขและเขาก็ดูแลป่า เรียกว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกไม่รู้กี่สิบตัว”

หากจะทำอย่างไรให้ผักของโครงการหลวงเป็นของดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร ดังนั้น จึงมีมาตรฐานการเกษตรที่ปลอดภัย หรือจีเอพี มาตรฐานนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โครงการหลวงมีทั้งหมด 39 ศูนย์ มีเกษตรกรเป็นสมาชิกอยู่ ประมาณ3 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ โครงการหลวงนำมาตรฐานเหล่านี้เข้าไปให้เกษตรกรใช้ปลูก เพื่อที่จะนำมาตรฐานเหล่านี้ไปสื่อสารกับผู้บริโภคถึงคุณภาพความปลอดภัย

ในมาตรฐานความปลอดภัยมีรายละเอียดหลายอย่าง เราไม่ได้พูดถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว เราต้องพูดถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรผู้ปลูกด้วย เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของเราอยู่ที่สูง ซึ่งหมายถึงต้นน้ำ การใช้สารเคมีมากๆ จะส่งผลกระทบต่อพื้นราบทั้งหมด น้ำจากปิง วัง ยม น่าน ลงมาสู่ภาคกลางและไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย ฉะนั้น การจัดการอย่างโครงการหลวงณ ปัจจุบันมีการจัดการหลายแบบ เพื่อที่จะทำให้ใช้สารเคมีน้อย ได้คุณภาพและผลผลิตสูงและในราคาที่ดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราทำ ระดับความปลอดภัยที่โครงการหลวงทำคือ เราทำระบบจีเอพีผักปลอดภัยระดับออร์แกนิก

โครงการหลวงมีผักอยู่ประมาณ 150 ชนิด ต้องมีการวางแผนในระดับเกษตรกรทุกคนว่า 1 ปี จะปลูกกะหล่ำปลีต่อเนื่องทั้งปีไม่ได้ ถ้าปลูกเกิน 3 ครั้ง เริ่มมีโรคสะสมจะแนะนำให้ปลูกพืชชนิดอื่นคั่น การตรวจสอบมาตรฐานต้องทดสอบทุกวัน ในเวลาก่อนเก็บผลผลิต 1 สัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปที่แปลงของเกษตรกรที่มีคิวในการเก็บ เพื่อเก็บตัวอย่างผักมาทดสอบ ถ้ามีสารเคมีตกค้างเราไม่ให้เก็บ รอจนกระทั่งพร้อม แต่เมื่อเก็บผักและทำการจัดส่งไปแล้วจะทำการตรวจหาสารเคมีอีกครั้ง หากพบว่ามีสารเคมีโครงการหลวงก็จะไม่ขอรับผักจากเกษตรกร หากเจอระหว่างการขนส่งก็จะทำลายทันที ซึ่งต้องสร้างมาตรฐานและสร้างความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและโครงการหลวง

เมธัส เล่าต่อว่า การจัดการของโครงการหลวงจะมีเจ้าหน้าที่อยู่บนดอยทั้ง 39 ดอย เจ้าหน้าที่อารักขาพืช เรียกว่า หมอพืช เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นเหมือนหมอให้กับพืชคือ ต้องจ่ายยา จดบันทึกการใช้ยา ทั้งชนิดและปริมาณ ทั้งสารเคมีและสารชีวภัณฑ์ รวมทั้งวินิจฉัยเรื่องการใช้แมลงลงไปแก้ปัญหาศัตรูพืชอย่างปลอดภัย มีคิวว่าจะเก็บวันไหนถ้ามาพืชไปตรวจแล้วพบว่าไม่มีสารเคมีก็ยืนยันให้เก็บ

“สำหรับเกษตรกรในโครงการหลวงขนาดของพื้นที่ที่เกษตรกรใช้เพาะปลูก แต่ละครอบครัวจะไม่เกิน 5 ไร่ หนึ่งครอบครัวสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพื้นที่ใน 1 แปลงจะบริหารจัดการอย่างไรบ้าง เพื่อให้สารเคมีถูกใช้น้อยที่สุด โดยในพื้นที่ 5 ไร่ของเขาต้องมีไม้ผล เช่น อโวคาโด ลูกพลับ มะม่วง แล้วความสูงของพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกัน มีการปลูกผัก ซึ่งผักจะกลายเป็นรายได้ที่เข้ามาทุกเดือน ผลไม้หรือไม้ผลอาจจะสร้างรายได้ให้ปีละหนึ่งครั้ง ปลูกไม้ไผ่เป็นไม้ใช้ประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรือน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้รายได้ของเกษตรกรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่าเกษตรกรในโครงการหลวงจะปลูกผักอะไร ขึ้นอยู่กับตลาดและการสำรวจความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งทางโครงการหลวงมีหน้าร้านที่สามารถสอบถามความต้องการของผู้บริโภคของผู้ซื้อได้โดยตรง”

ตลาดศรีเมืองโมเดลผักปลอดภัยในตลาดค้าส่ง

กฤช รังสิเสนา ณ อยุธยา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์ส กรุ๊ป กล่าวว่า ตลาดศรีเมืองก่อตั้งเมื่อปี 2537 จากตลาดเล็กๆ ข้างสถานีขนส่ง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมผลผลิตทางการเกษตรจากทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันตกมีพื้นที่กว่า 271 ไร่ มีผักเข้าตลาดวันละไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 ตัน ผลไม้วันละ 1,200 ตัน ผลผลิตที่มารวมที่ตลาดศรีเมืองจะส่งไปยังตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ลงภาคใต้ ภาคตะวันออก อีสาน และกรุงเทพฯ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมา เป็นต้น

“ชาวราชบุรีส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่บรรพบุรุษและตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แต่เป็นการเกษตรแบบเก่าที่ยังใช้สารเคมีเพื่อให้ผักผลไม้สวยงาม แต่ส่งผลร้ายคือมีสารพิษตกค้างในปริมาณสูง และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรเองด้วย เมื่อปี 2540 ตลาดเริ่มเก็บข้อมูลของผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด พบว่ามีสารปนเปื้อนสูงถึง 40% ทำให้เกิดยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย ตั้งทีมงานผ่ายพัฒนาการผลิต ลงพื้นที่ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรใน จ.ราชบุรี 26 กลุ่ม ซึ่งมีกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของผักผลไม้ปลอดสารพิษ

นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงานภาครัฐ จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการใช้อินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมการตรวจสอบหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปี 2542 ตลาดศรีเมืองสร้างห้องแล็บไว้ในตลาด เพื่อตรวจสอบสารพิษในผักผลไม้ โดยใช้ชุดตรวจของกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์”

ปัจจุบันมีการสุ่มตรวจหาสารปนเปื้อนทุกวันพบสารเคมีและสารปนเปื้อนไม่ถึง 0.1% มีบาร์โค้ดสำหรับผู้ผลิตแต่ละราย เกษตรกรจะมีรหัสประจำกลุ่ม สุ่มตรวจทุกเช้า เก็บตัวอย่าง มีเลข พบหรือไม่พบจะแจ้งกลับทุกครั้ง หากพบจะแจ้งกลับไปยังเกษตรกรหรือฟาร์ม ทำให้ตลาดศรีเมืองเป็นตลาดค้าส่งแห่งเดียวที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งขณะพยายามพัฒนาคิวอาร์โค้ดให้ง่ายขึ้น ตั้งเป้าเป็นฮับของอาหารปลอดภัยในเออีซี