เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610510

  • วันที่ 01 ม.ค. 2563 เวลา 08:11 น.

เริ่มต้นปีใหม่ ลดการใช้พลาสติกด้วย 5 ทริคง่ายๆ

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ลดใช้พลาสติกได้ ด้วย ‘5 ลด’ ที่จะช่วยให้พฤติกรรมการใช้พลาสติกค่อยๆ หมดไป

เริ่มแล้ววันนี้ 1 ม.ค.2563 สำหรับการนำร่องงดแจกถุงพลาสติกในบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 43 ภาคี ทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ อาทิ ห้างเซ็นทรัลฯ เดอะมอลล์ บิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น โลตัส เป็นต้น เพื่อขอความร่วมมือในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่กำลังคุกคามชีวิตของสัตว์ทะเล สัตว์บก และคน จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศไทย

ลดการกินดื่มเพียงครั้งเดียว

แก้วกาแฟ หลอดพลาสติก ขวดน้ำ ถ้วยโฟม จากการกินดื่มที่จำเป็นต้องทำทุกวัน ขยะชิ้นเล็กทั้งหลายเหล่านี้หากจัดการไม่ดีพอก็มีโอกาสปะปนลงสู่ท้องทะเลได้ แม้ตัวเราเองจะแยกขยะทิ้งดีแล้วก็ตาม ทางเลือกง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองคือการลดการทิ้งขยะให้เหลือน้อยที่สุด โดยใช้ของที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น กล่องสำหรับบรรจุอาหาร ปิ่นโต แก้วเก็บความเย็น หรือหลอดทางเลือกใหม่จากวัสดุต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบัน

ลดความสะดวกลงบ้าง

สะดวกซื้อ สะดวกหิ้ว ความสะดวกสบายเหล่านี้ก็เป็นต้นเหตุของการเพิ่มขยะที่บางครั้งเราไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ ขยะพลาสติกที่จะเกิดขึ้นมีตั้งแต่แพ็กเกจ ถุงหิ้ว ช้อนส้อม หลอด เราสามารถค่อยๆ ลดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ อาจเริ่มจากการไม่รับถุงพลาสติก เตรียมอุปกรณ์การกินที่ล้างใช้ซ้ำใหม่ได้ เท่านี้ก็จะลดขยะพลาสติกไปได้อีกมากมาย

ลดการทิ้งขยะโดยไม่แยกประเภท

ลดพฤติกรรมการโกยขยะทุกอย่าใส่ถุงถุงเดียว เพราะขยะพวกนั้นอาจจะมีทั้งขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้ ไม่ได้ รวมทั้งขยะอันตราย เมื่อขยะอันตรายถูกปนไปกับขยะรีไซเคิล ทำให้จำเป็นต้องทิ้งขยะเหล่านั้นไปเลยไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากการแยกขยะจะทำให้สามารถลดจำนวนขยะไปได้มากแล้ว ยังทำให้การกำจัดพลาสติกทำได้ง่ายขึ้นโดยกำจัดตามประเภทต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็ก

แม้ว่าการพกของใช้ชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นทิชชู่เปียก หลอด ช้อนพลาสติกจะเป็นการอำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องของการใช้งานและพกพา แต่ยิ่งชิ้นเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น หากไม่จำเป็นต้องพกพา การซื้อครั้งเดียวแล้วใช้นานๆ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สามารถต่ออายุการใช้งานพลาสติกแต่ละชิ้น และลดขยะได้ดีกว่า

ลดความคิดที่ว่าชิ้นเดียวไม่เป็นไร

หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง สิ่งที่ควรทำคือต้องเริ่มจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการคิดว่าชิ้นเดียวคงไม่เป็นไรหากทำหลายๆ คน หลายๆ ครั้ง ผลกระทบก็คงเท่าเดิม สิ่งที่น่ากลัวคือ เฉพาะประเทศไทยในแต่ละปีจะมีขยะมูลฝอยตกค้างในประเทศเกือบ 10 ล้านตัน และไม่มีแนวโน้มที่ขยะจะลดลงไป ทางที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คงไม่พ้นการเริ่มที่ตัวของเราเอง

 

ภาพ freepik

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/595480

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

7 วัน 7 หยุด สู่จุดสุดยอดแห่งความสำเร็จ

หากเราเป็นคนหนึ่งที่มองหาความสำเร็จเหมือนกับคนอื่นๆ แนะนำให้หยุดทำ 7 สิ่งต่อไปนี้ ลองเปลี่ยนแค่วันละ 1 อย่าง เมื่อครบ 7 วัน เราก็จะกลายเป็นคนที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จกันแล้ว

วันที่ 1 หยุดคาดหวังความสมบูรณ์แบบ

บ่อยครั้งที่เราต้องพบกับความผิดหวังเมื่อสิ่งที่คาดหวังนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น งานที่ทำไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ผลที่ตามมาคือความเครียดและวิตกกังวลกับสิ่งนั้นเป็นเวลานาน เพียงเพราะเราไปคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่างที่เราทำ ต่อไปนี้ค่อยๆ โฟกัสความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งก่อน เช่น ทำงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด ก็นับว่าเพอร์เฟกต์แล้ว

วันที่ 2 หยุดตกลงเมื่อต้องการปฏิเสธ

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเองเพื่อไม่ให้ทำอะไรเกินตัว เกินขีดความสามารถ จนทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน แม้ว่าการช่วยเหลือเพื่อน คนรอบข้าง หรือการช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องประเมินตนเองและสถานการณ์ด้วยว่า หากช่วยเหลือแล้วเราจะต้องเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ และถ้าคนรอบข้างมีแต่ความคิดที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียวแล้วละก็ ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือออกห่างจากบุคคลเหล่านี้เป็นดีที่สุด

วันที่ 3 หยุดคิดกับตนเองในเชิงลบ

ทุกคนย่อมมีอดีต แม้บางคนอาจพบเจอเรื่องราวที่ดีมาตลอด แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องผ่านเรื่องราวแย่ๆ หรือพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน จนคิดกับตัวเองในเชิงลบ โทษตัวเองตลอดเวลา หรือนำมาเป็นข้ออ้างจนไม่กล้าจะลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่ชอบ ที่อยากทำ วันนี้ขอเพียงปรับทัศนคติใหม่ ปล่อยให้อดีตเป็นครูสอนวิชาชีวิต แค่นี้เราก็สำเร็จไปอีกขั้นแล้ว

วันที่ 4 หยุดโฟกัสแค่วันนี้

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเข้าใจดีถึงคุณค่าของการวางแผนที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ชีวิตเพื่อรอให้ผ่านไปหนึ่งวัน แต่มักจะวางแผนล่วงหน้าเป็นรายเดือน รายปี หรือมองอนาคตตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มต้นทำงานจนกระทั่งถึงช่วงวัยเกษียณ

วันที่ 5 หยุดละเลยเป้าหมายในชีวิต

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะหากเรามีแต่ความคิดและกำหนดเป้าหมายไว้เฉยๆ แต่ละเลยเป้าหมาย ไม่ยอมทำให้ลุล่วง อาจเพราะท้อบ้าง ขี้เกียจบ้าง เหนื่อยบ้าง เป้าหมายของเราก็จะทำได้ยากขึ้น นานขึ้น ไกลตัวขึ้นไปอีก ดังนั้น ลองคิดใหม่ว่าลำบากวันนี้ สบายในวันหน้า แล้วลงมือทำเป้าหมายของเราให้เป็นจริง

วันที่ 6 หยุดแบ่งแยกตัวเองออกจากคนรอบข้าง

คนที่สำเร็จเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญเหมือนกันนั่นก็คือ ครอบครัว เพราะครอบครัวคือกำลังใจอย่างดีที่จะช่วยผลักดันและสร้างแรงกระตุ้นให้คุณไปสู่ความสำเร็จ อีกส่วนคือ เวลาพักผ่อน เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าเรามีเงินมากมายแต่ไม่ได้พักผ่อนหรือไม่มีเวลาไปเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไหนเลย

วันที่ 7 หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

คนที่สำเร็จมักจะชื่นชมคนอื่นและมองข้อดีของคนคนนั้นเพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง มากกว่าที่จะนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เพราะจะทำให้ตัวเราเองรู้สึกท้อและคิดว่าเราไม่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น หยุดเปรียบเทียบแล้วชื่นชมคนอื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจจะดีกว่า

 

ภาพ freepik

An unlikely parrot love story #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30380157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

An unlikely parrot love story

Jan 05. 2020
Suzie, a military macaw, left, and Kirby, harlequin macaw, groom each other at TC Feathers Aviary on Jan. 2, 2020. Their offspring may be the first cross between the types of macaws. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jahi Chikwendiu

Suzie, a military macaw, left, and Kirby, harlequin macaw, groom each other at TC Feathers Aviary on Jan. 2, 2020. Their offspring may be the first cross between the types of macaws. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jahi Chikwendiu
By The Washington Post · Theresa Vargas · NATIONAL, FEATURES, SCIENCE-ENVIRONMENT, ANIMALS

WASHINGTON – When they met, Kirby and Suzie differed in ways that went beyond what people usually notice first about them, their color.

Kuzie, a hybrid, with his parents in the background, at TC Feathers Aviary on Jan. 2, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jahi Chikwendiu

Kuzie, a hybrid, with his parents in the background, at TC Feathers Aviary on Jan. 2, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jahi Chikwendiu

He was large. She was small.

He had spent most of his life in a loving home. She had been abandoned when she was young.

He was bold and a gifted talker. She was sweet and more selective with her words.

Tammy Morgan says she would never have thought of pairing the two – and yet, she saw how they quickly gravitated toward each other, how they soon started sneaking off to be alone and how he now watches over her, ever ready to place himself between her and any perceived danger.

Kuzie at four weeks old. MUST CREDIT: TC Feathers Aviary Photo by: TC Feathers Aviary — The Washington Post Location: Chantilly United States

Kuzie at four weeks old. MUST CREDIT: TC Feathers Aviary Photo by: TC Feathers Aviary — The Washington Post Location: Chantilly United States

“They fell in love,” Morgan says.

There are love stories, and then there is the love story of Suzie and Kirby. Theirs is a rare pairing, one that both defies nature and resulted from it. The two are species of parrots that don’t normally mate: Kirby is a harlequin macaw and Suzie is a military macaw.

In the wild, they likely wouldn’t have come together. In a Virginia aviary, they are inseparable.

They are also parents. About a year ago, their firstborn hatched from an egg, leaving the aviary with a unique quandary: What do you call a species that doesn’t seem to exist anywhere else?

Morgan, who owns TC Feathers Aviary in suburban Virginia along with her wife, Carey Morgan, says the two never intended to breed macaws. It is difficult work even under the best of conditions, says Tammy Morgan, who has bred cockatiels, conures and caiques.

Macaws usually want a quiet, secluded area to mate.

“Not these two,” she says.

In their case, it seems, nature stepped in, threw her arms up and said, “Eh, what rules?” Quiet and secluded does not describe the aviary. It also serves as a store, so it often is a cacophony of birds squawking and customers talking, but that didn’t deter Suzie and Kirby from taking their affection to another level. Around 3:30 p.m. each day, the two would make their way from a backroom, where birds perch on makeshift trees and in cages, to the front of the store, where the cash register sits.

The staff always knew they were coming because as the two waddled, their talons clicked against the tile.

The staff also knew where they were headed. Each day, the two picked the same unlikely place for an avian rendezvous – a cat carrier. The carrier sits against a wall near the front door and is basically a large open cage lined on the bottom with a plush, pink bed. It provides the cats that live in the store (and keep the mice away) a place to lounge.

But when Suzie and Kirby showed up, any cat that happened to be in that carrier knew enough to leave. Everyone knew what was about to happen for the next 20-or-so minutes.

“It would be one thing if they were quiet, but they’re so loud,” Morgan says. “So finally, I put them in the same cage. It was better there than in front of the store, in a cat carrier.”

Morgan first started taking care of Suzie more than a decade ago after she and two other macaws were left in front of her house by a man who lived with his parents and realized he couldn’t take care of the birds. The aviary sees that situation often enough that the staff warns people who come to purchase pets about the responsibility. If someone comes in saying they want a bird that talks or that matches their furniture, that person will leave with instructions to go home and do some research.

“It’s not buying a goldfish,” Morgan says. “Some of these animals are going to live 60 to 70 years. That’s a 60- to 70-year commitment and one you have to be ready for.”

You have to be ready for a pet that is as demanding as it is stunning. I first learned about the aviary, which used to exist under a different name and at a different address, when my husband and I walked in to pick out two newborn cockatiels. Those birds are now two affectionate 8-year-olds with their own personalities and (loud) ways of telling us what they want.

On a recent afternoon, the volume in the backroom of the aviary is deafening. It is almost time for Morgan to feed some of the birds by hand, and they aren’t feeling patient.

Meanwhile, Suzie and Kirby sit quietly on nearby branches of the same makeshift tree.

When Suzie first came to live at the aviary full-time a few years ago, she had suffered a loss. She had paired up with another macaw that died, and “she was really missing” him, Morgan says.

Kirby had been raised since he was young by Morgan’s wife and was one of several male macaws living at the aviary at the time. He was also the biggest bird in the place and had developed a reputation of being rude to other macaws in group situations. With Suzie, though, he was gentle.

They would clean each other’s feathers with their beaks, which is called preening and requires a level of comfort and trust.

When the two began sharing a cage, no one knew what to expect. What they didn’t expect, though, were fertile eggs.

Morgan says Suzie laid two separate sets of egg at the bottom of the cage, but she didn’t know how to take care of them. Instead of sitting on them, she sat next to them, so they didn’t develop properly.

The next time she laid a set of eggs, Morgan pulled them from the cage and placed them in an incubator. Two didn’t make it.

But from the third egg, on a day when the store was crowded with people for the aviary’s inaugural Parrot Fest, came a tiny lump of a bird.

The aviary took suggestions from customers for a name and settled on “Kuzie,” a combination Suzie and Kirby.

The aviary’s staff, along with their friends, relatives and customers, also started researching whether a military macaw and harlequin macaw, which is a hybrid mix between a green-wing macaw and a blue-and-gold macaw, had ever produced an offspring.

They couldn’t find another.

Kuzie, they realized, wasn’t just the product of an unusual love story. He was product of an unusual love story that might have created a one-of-a-kind species.

Unsure what to call this new type of bird, and unable to find a name that already existed, the aviary again took suggestions. And they again picked one that gave a nod to both parents: “miliquin macaw.”

Morgan describes the days and weeks following Kuzie’s birth in October 2018 as both thrilling and scary. She didn’t know if he would survive. For five months, she woke up every 90 minutes in the night to make him formula and feed him.

She did the same in May 2019 when another egg hatched. This time it was a girl and she was named Millie.

Both Kuzie and Millie have lighter beaks than their parents, which they get from one side of their father’s genetics. They also seem to share his ease with words. Kuzie is fond of saying, “peekaboo.” And as Millie nuzzles against Morgan that recent afternoon, she says, “I love you.”

Occasionally someone will ask whether the siblings are for sale, and each time the answer is the same.

“At this point, everyone is so attached, not only us, but also our customers,” Morgan says. “They’re not going anywhere.”

If they produce more miliquins, those will be for sale.

When that time comes, she has just one hope: that Suzie and Kirby will figure out what comes after making those eggs.

“If they could figure out how to take care of their own children,” she says, “I would appreciate that.”

5 kitchen resolutions that you can actually stick with in the new year #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30380112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

5 kitchen resolutions that you can actually stick with in the new year

Jan 04. 2020

Tackle one spot - like that

Tackle one spot – like that “miscellaneous drawer” full of tools you use and tons you don’t – when you have 10 or 15 minutes and feel the burden lift. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Tom McCorkle; food styling for The Washington Post by Lisa Cherkasky
By The Washington Post · Becky Krystal · FEATURES
It’s Jan. 3! Have you already ditched your totally unrealistic, pie-in-the-sky New Year’s resolutions?

Sure, the pressure to make dramatic changes in your life can be a bit daunting, especially if it has to do with food. But let’s take a step back and dial down the stress. Let’s focus on incremental, attainable goals that will help you – and even the planet – in subtle but substantial ways.

Feeling a little less anxious? Good. Now here’s where to start.

1. Organize.

There are a few universal chaos locations in the kitchen. You know, under the sink where you stash all the plastic bags you promise to recycle soon, the cabinet with all the mismatched storage containers and that “miscellaneous drawer” full of tons of tools you use – and tons you don’t. Tackle one spot at a time when you have 10 or 15 minutes and feel the burden lift. Thin out the gadgets you never or rarely reach for (how many digital thermometers do you really need?), and you’ll be much more likely to find and use the ones you do. The same goes for the spice cabinet.

2. Learn to take better care of your tools.

Your kitchen is full of equipment and tools that can last forever as long as you treat them right. So, learn which items are best washed by hand – knives, pots and skillets are at the top of the list – and how to do that best. Keep your knives sharp (and safe). Keep your cast iron seasoned, and don’t let it sit around wet to develop rust. Don’t use your nonstick cookware on high heat. Don’t heat an empty enameled cast-iron Dutch oven on the stove top. When in doubt, read the manual.

3. Use less plastic and disposables.

Granted, this may be the hardest one on this list. If you’re a plastic wrap and aluminum foil addict, try to eliminate, or at least reduce, your habit. You can find reusable options for almost any kitchen staple these days, whether it’s beeswax wraps, silicone bags, cotton or mesh produce pouches, metal straws and food covers. Shopping the bulk bins to fill your own containers with exactly what you need cuts back on both packaging and food waste.

4. Store your fruits and vegetables better so they get eaten and not tossed.

Produce is essentially a living, breathing thing. If you think you can just toss it in your fridge and assume it will be OK, you’ll be disappointed. Learn which foods benefit from humidity (generally, fruit needs less and vegetables more) and which should not be stored together (separate ethylene-producing items from ethylene-sensitive items). Some – potatoes, onions – shouldn’t be stored in the refrigerator at all. With just a few small adjustments, you’ll save money and food.

5. Keep your kitchen cleaner.

This is always an admirable goal. Whether you’re a clean-as-you-go or clean-at-the-end, you never want to walk away from the kitchen without having tidied up. Procrastination here does not pay off, especially if there are dishes to wash and messes to wipe up. Of course, the kitchen is full of annoying little cracks and crevices, and stubborn stains. Inexpensive tools like wooden skewers, a Magic Eraser scrubber, and toothbrushes are among cheap tools to help you get the job done. You’d also do yourself a favor to spend a few bucks on a canister of Bar Keepers Friend.

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610447

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา

ด้วยความที่จักรยานเป็นพาหนะที่ให้ความคล่องตัวสูง ช่วยเลี่ยงปัญหารถติดของคนเมืองได้ แถมบางคนก็ยังยกให้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายสุดโปรด ถ้าจะซื้อสักคันจะเริ่มต้นเลือกจักรยานแบบไหนให้เป็นจักรยานคู่ใจ ต้องมาดูกัน

เลือกตามการใช้งาน

สิ่งแรกเมื่อตัดสินใจจะซื้อจักรยานสักคัน แนะนำว่าควรเริ่มต้นเลือกจากการเลือกประเภทของจักรยาน ซึ่งจักรยานในปัจจุบันก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั่วไป จักรยานแข่ง จักรยานสำหรับปั่นเพื่อการออกกำลังกาย โดยแต่ละประเภทย่อมมีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยการจะเลือกซื้อจักรยานสักคัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรเลือกซื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ปั่นเองและเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

เลือกให้เหมาะกับสรีระ

สำหรับจักรยานนอกจากการเลือกที่มีดีไซน์สวยงาม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในขณะปั่นแล้ว การเลือกจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ปั่นถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึง เช่น การเลือกจักรยานตามความสูงของผู้ปั่น ที่ตัวนักปั่นเองจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคล่องตัว ซึ่งจะมีวิธีการวัดไซส์ที่ค่อนข้างละเอียดสำหรับจักรยานที่ใช้เพื่อการแข่งขัน ดังนั้น ผู้ปั่นจึงควรเลือกไซส์จักรยานให้เหมาะกับส่วนสูงและรูปร่างของตัวเอง โ ดยอาจจะสอบถามมาตรฐานการวัดไซส์จากทางร้านค้า

ตั้งงบประมาณ

หลังจากเลือกประเภทของจักรยานที่ถูกใจได้แล้ว อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญหลังจากนี้ก็คือการตั้งงบประมาณคร่าวๆ ว่าอยากได้จักรยานราคาประมาณไหน ซึ่งจักรยานในทุกวันนี้ก็มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว นอกจากประเมินราคาของตัวจักรยานแล้วก็อย่าลืมคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วย เช่น หมวกกันกระแทก อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยทั้งหลายซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

คำนึงถึงเส้นทางการปั่น

การเลือกเส้นทางสำหรับปั่นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถนนในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้คนกรุงหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในการปั่นบนท้องถนนอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น นักปั่นมือใหม่จึงควรศึกษาเส้นทางให้แน่ใจก่อนเลือกปั่น หากจะปั่นไปทำงานทุกวัน ควรจะเลือกเส้นทางไหนเพื่อความปลอดภัย เส้นทางสะดวกหรือไม่ หรือการเลือกปั่นสำหรับออกกำลังกายในระยะทางสั้นๆ จะปั่นในสวนสาธารณะที่มีเลนจักรยาน หรือการเข้าร่วมกลุ่มนักปั่น ก็ช่วยให้ได้ข้อมูลดีๆ ที่หลากหลายจากเพื่อนนักปั่น

เลือกร้านดีหายห่วง

เมื่อได้ประเภท ได้ราคาที่ถูกใจ และดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว สิ่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อก็คือการตัดสินใจเลือกผู้ช่วยดีๆ อย่างร้านตัวแทนขายจักรยาน หากเลือกร้านดีๆ ที่มีบริการดูแลหลังการขาย ก็เหมือนได้เพื่อนรู้ใจเพิ่มมาอีกคน แต่ถ้าหากใจเร็วด่วนได้ รีบตัดสินใจ ก็อาจจะต้องปวดใจกับปัญหาจุกจิกที่ตามมา เพราะฉะนั้น ควรใช้เวลาสักนิดก่อนจ่ายเงิน เพื่อจะได้ปั่นกันไปได้อย่างสบายใจและปั่นกันไปได้นานๆ

 

ภาพ freepik

ถาม-ตอบ “เมาแล้วขับ” กับ “ความผิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610366

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 19:28 น.

ถาม-ตอบ "เมาแล้วขับ" กับ "ความผิด"

รู้แล้วอย่าทำ “เมาแล้วขับ” เพราะขับรถขณะเมาสุรามีโทษทางอาญา เสียค่าปรับ ถูกจับติดคุก พักการใช้ใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพ

สถิติอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปรากฏตัวเลขไม่น้อยเลยสักปี ลองคิดดูดีๆ ว่าครั้งต่อไปจะ “เมาแล้วขับ” หรือ “เมาไม่ขับ” คุณเลือกได้

ถาม : เมาแค่ไหน เรียกว่า เมาแล้วขับ ?

ตอบ : แค่ไหนเรียกว่า “เมา” ตอบยากมาก แต่ถ้าพิจารณาจากคำว่า “เมา” ตามหลักกฎหมายคือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่า “เมา” แล้ว ส่วนบุคคลที่ยังมีอายุไม่ถึง 20 ปี หรือผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว (ใบอนุญาตแบบ 2 ปี) ทางกฎหมายระบุเอาไว้ว่า หากชมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้ว

ถาม : “เมาแล้วขับ” เป็นความผิดในคดีอาญาหรือไม่ ?

ตอบ : การเมาแล้วขับเป็นความผิดในคดีอาญา 100% เพราะมีโทษทางอาญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (โทษทางอาญา 5 ประการได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน) สำหรับบางคนที่ทำตัวดีมาตลอด แต่วันดีคืนร้ายขับรถขณะเมาสุราจนโดนข้อหาเมาแล้วขับเป็นครั้งแรก เท่ากับคุณได้กระทำความผิดอาญาแล้ว และหากทำผิดเป็นครั้งที่ 2, 3, 4…โทษเมาแล้วขับก็จะเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่สามารถลดโทษได้

ถาม : เมาแล้วขับ ต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่ ?

ตอบ : สำหรับค่าปรับเมาแล้วขับ สามารถแบ่งตามข้อหาได้ดังนี้

  • เมาแล้วขับ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบขับขี่

ถาม : เมาแล้วขับ ประกันชั้นไหนคุ้มครองบ้าง ?

ตอบ : หากเกิดอุบัติเหตุขณะที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลงตามกรมธรรม์ที่ทำเอาไว้ แต่หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคือการเมาแล้วขับตามกฎหมาย ทางบริษัทประกันก็จะให้ความคุ้มครองเช่นเดิม แต่ไม่ได้คุ้มครองตัวคุณ จะไปคุ้มครองให้แก่คู่กรณีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำประกันชั้น 1 ก็ตาม คุณก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

ถาม : พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองการเมาแล้วขับหรือไม่ ?

ตอบ : ถึงแม้ว่าการเมาแล้วขับนั้นประกันภาคสมัครใจจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่ตัวผู้ขับเลยก็ตาม แต่ยังเหลือตัวช่วยอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมและค่ารักษาพยาบาลขั้นต้นให้กับบุคคลทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ไม่รวมค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเมามากแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะยังคงได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.อยู่

ถาม : หลังจากรับโทษเมาแล้วขับจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ตอบ : หลังจากโดนข้อหาเมาแล้วขับแล้วนอกจากเสียค่าปรับ ต้องทำการอบรม รายงานตัว และยังต้องมีเครื่องติดตามตัว อีกทั้งยังต้องบำเพ็ญประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ หลังจากจ่ายในส่วนของค่าปรับข้อหาเมาแล้วขับ ด้วยการคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง และเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การอบรมระเบียบวินัยจราจร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่ 22.00–04.00 น.) โดยใช้เครื่องติดตามที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่เป็นเครื่องติดตามตัว

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610198

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen

ต่อยอดโบนัสด้วยการเลือกลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัย เพิ่มความมั่นใจเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานรอคอยในช่วงสิ้นปี นอกจากวันหยุดยาว คงหนีไม่พ้น “เงินโบนัส” ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การประเมินผลงานและผลประกอบการของแต่ละบริษัท ไม่ว่าคุณจะได้เงินโบนัสแล้วหรือยังคงลุ้นอยู่ ก็ควรวางแผนต่อยอดเงินโบนัสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในวิธีให้เงินทำงานแทนเราก็คือ “การลงทุน” โดยแต่ละช่วงอายุวัยทำงานก็มีจุดประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกัน วันนี้เราขอแนะนำวิธีบริหารเงินโบนัสให้งอกเงย และเกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงวัย

Gen Z วัยหนุ่มสาวไฟแรง

วัยรุ่น Gen Z ที่กำลังสนุกกับงานแรกในชีวิต เป็นวัยที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัยและโซเชียลมีเดีย  อาจยังไม่มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ ยังมีเวลาและพละกำลังทำงานไปอีกนาน เมื่อได้เงินโบนัสจากงานแรกในชีวิต แน่นอนว่าป็นสิ่งที่ทำให้คุณยิ้มแก้มปริไปนานเลย

แต่ก็อย่าชะล่าใจไป น้องใหม่ควรต่อยอดเงินโบนัสด้วยการลงทุนในความเสี่ยงปานกลาง-สูง โดยแบ่งเงิน 25% ของเงินโบนัสทั้งหมดนำไปลงทุนในกองทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ ควรนำไปฝากออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง คิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดตามจำนวนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยแบบรายเดือน

Gen Y วัยสร้างความมั่นคง

หนุ่มสาว Gen Y ผู้มีประสบการณ์ทำงานมาพอตัว ปีที่ผ่านมามาหลังจากหักลบกลบหนี้แล้วเงินโบนัสยังเหลือไปลงทุนบ้างหรือเปล่า? วัยนี้เป็นวัยที่ต้องมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นช่วงวัยที่มีภาระรายจ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ คอนโด หรือวางแผนแต่งงาน

ดังนั้น การลงทุนที่เหมาะสมกับหนุ่มสาว Gen Y คือการลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อมากับราคาที่ขายไป และเงินปันผล คือส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่ให้กับผู้ถือหุ้น ปัจจุบันเราสามารถติดตามราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นทางการเงิน เข้ากับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงานสุดๆ

และสำหรับคนที่วางแผนสร้างครอบครัวมีลูก ควรเลือกประกันชีวิตประเภทเงินออม ซึ่งข้อดีคือคุณจะมีความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว เพราะไม่สามารถถอนออกก่อนระยะเวลาที่ทำสัญญาไว้  ประกันชีวิตแบบเงินออมมีทั้งระยะสั้น 10-15 ปี และระยะยาวไปจนถึง 20 ปี อีกทั้งเงินที่ได้จากประกันชีวิตแบบเงินออมยังไม่ต้องเสียภาษีใดๆ

Gen X วัยสะสมความมั่งคั่ง

วัยที่มีความมั่นคงทั้งการงานและการเงิน มีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ก็ต้องการความมั่งคั่งเพื่ออนาคตการศึกษาของลูก และเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เงินโบนัสที่เหลือควรเลือกแผนการลงทุนระยะยาว ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องมีเงินสำรองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและครอบครัว เช่น กองทุน RMF ประกันสุขภาพ รวมทั้งประกันบำนาญเพื่อวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่มีผลตอบแทนหรือเงินคืนเหมือนประกันชีวิตสะสมทรัพย์ แต่จะคืนให้เป็นเงินบำนาญจ่ายให้เราจำนวนเท่ากันทุกปีตั้งแต่เริ่มเกษียณ ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนเกษียณจะได้รับเงินชดเชยที่สูงกว่าเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แต่ถ้าเสียชีวิตหลังเกษียณจะได้เงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ หรือเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แล้วหักด้วยเงินบำนาญที่เคยรับไปแล้ว

เห็นแล้วใช่ไหมว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ควรสร้างความมั่นคงในหน้าที่การเงินไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ตัวเลขเงินโบนัสจะมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น เริ่มลงทุนวัยทำงานตั้งแต่วันนี้ ความสำเร็จที่หวังไว้อยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

ภาพ Freepik

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610117

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 16:59 น.

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง

สัตวแพทย์ แนะทริคที่เจ้าของน้องหมาน้องแมวควรทำก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักต้องอยู่บ้านลำพังช่วงหยุดยาวปีใหม่

พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงจะเตรียมตัวหยุดพักผ่อนกันแล้ว บางบ้านอาจจะเดินทางกลับภูมิลำเนา บางบ้านอาจมีแพลนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หากบ้านไหนไม่มีสัตว์เลี้ยงก็ไม่น่ากังวลใจเท่าไหร่ แต่บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงต้องเตรียมตัวให้ดี ควรวางแผนว่าจะพาน้อง ๆ ร่วมเดินทางไปด้วย หรือจะปล่อยให้อยู่เฝ้าบ้านเพียงลำพัง มีข้อมูลดีๆ จาก สพ.ญ.อรประวีณ ตั้งธนศิริกุล สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวเมื่อจำเป็นต้องปล่อยให้น้องๆ อยู่บ้านเพียงลำพังมาฝากกัน

หากจำเป็นต้องปล่อยให้น้องอยู่บ้านเพียงลำพัง ในกรณีที่เจ้าของต้องออกไปทำงาน หรือเดินทางไปท่องเที่ยวไม่กี่วัน เจ้าของควรจะต้องเตรียมตัวดังต่อไปนี้

– ชามน้ำ ชามอาหาร ควรเทในปริมาณที่เพียงพอสำหรับจำนวนชั่วโมงหรือจำนวนวันที่จะไม่อยู่ แต่ถ้าหากไม่อยู่หลายวันการเทอาหารทิ้งไว้นานๆ อาจะทำให้อาหารบูด เสีย เกิดความชื้น ทำให้น้อง ๆ ไม่ทาน หรือกินเข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสียได้

– จัดพื้นที่สำหรับขับถ่าย เช่น วางแผ่นรองซับ วางกระบะทราย ในตำแหน่งที่น้องสามารถเข้ามาขับถ่ายได้สะดวก

– ฝากคนที่ไว้ใจ หากเจ้าของตัวจริงไม่อยู่บ้านนานเป็นเวลาหลายวัน ควรให้เพื่อน ญาติ หรือคนที่รู้จัก แวะเวียนมาคอยดูแล ให้อาหาร และน้ำ เปลี่ยนแผ่นรองซับ เปลี่ยนกระบะทรายของน้องหมาและน้องแมวอย่างน้อยวันละครั้ง

ข้อควรระวังของการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพัง

การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพังนั้น มีข้อควรระวังโดยเจ้าของควรปล่อยน้องๆ ให้อยู่ในบริเวณที่ไม่สามารถหนีออกจากบ้านได้ เพราะการที่เจ้าของไม่อยู่ อาจทำให้น้องๆ สงสัยว่าเจ้าของหายไปไหน จึงเกิดพฤติกรรมหลบหนี โดยการปีนป่ายเพื่อไปหาเจ้าของได้

กรณีที่มีน้องหมาหรือน้องแมวหลายตัว บ่อยครั้งที่เมื่อเจ้าของไม่อยู่ ปล่อยน้องไว้กันเองตามลำพัง มักจะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดตามมา เช่น การเล่นกันที่รุนแรง การกัดกันเอง หรือแม้กระทั่งการกินสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอันตราย ซึ่งกว่าเจ้าของจะกลับบ้านมาก็อาจจะช่วยเหลือไม่ทัน หรือ บาดแผลลุกลามรุนแรงมากแล้ว

หากจำเป็นต้องเดินทางหลายวัน และไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้ แนะนำว่าควรนำมาฝากเลี้ยงที่สถานบริการรับฝากเลี้ยงสัตว์เป็นการดีที่สุด เพราะสถานที่รับฝากเลี้ยงจะมีการแยกสุนัขและแมวเป็นสัดส่วน เมื่อเวลามาฝากน้องๆ จะไม่เครียด ไม่ได้ยินเสียงเห่า ไม่ได้กลิ่นกัน โดยในส่วนของสุนัขจะมีการแยกกรง ในขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตามน้ำหนัก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย ไม่อึดอัด

ในขณะที่มารับบริการ สำหรับการฝากเลี้ยงน้องแมว จะมีพื้นที่แยกสำหรับการปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่น ลับเล็บ เล่นของเล่น ขับถ่ายในกระบะทราย เพื่อผ่อนคลาย ลดความกังวลในขณะที่พามามาฝากเลี้ยง หากเจ้าของมีความต้องการให้น้องได้อยู่แบบส่วนตัวในห้องกว้าง สามารถเลือกห้องกระจก และห้องวีไอพีได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานบริการรับฝากสัตว์เลี้ยงที่ให้บริการหลากหลาย โดยเจ้าของควรเลือกสถานที่รับฝากที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง

ในบางโรงพยาบาลสัตว์ก็มีการให้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ซึ่งหากเจ้าของเลือกฝากเลี้ยงที่นี่ เรียกได้ว่าสามารถอุ่นใจคลายกังวลได้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชม. คอยให้อาหาร น้ำ และทำความสะอาดกรงเมื่อสกปรก เปลี่ยนกระบะทราย หรือแม้กระทั่งพาน้องออกมาขับถ่าย รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลอัพเดตชีวิตประจำวันให้เจ้าของได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีบริการถ่ายรูป ถ่ายคลิป เพื่อส่งให้กับเจ้าของทางไลน์ให้หายคิดถึงได้อีกด้วย และหากพบว่าน้องหมาและน้องแมว มีความผิดปกติ เช่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะมีเลือดปน มีน้ำมูก ไอจาม จะมีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งอาการเพื่อขออนุญาติให้สัตวแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยต่อไป

ทริคง่ายๆ เพียงเท่านี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงก็สามารถอุ่นใจคลายกังวล สามารถใช้เวลาชาร์จแบตในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างเต็มที่ สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจบริการรับฝากเลี้ยง “ฝากดวงใจไว้กับเรา” สามารถรับบริการได้ที่ รพส.ทองหล่อ ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.facebook.com/ThonglorPet

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610100

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:16 น.

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020

เรื่องที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 เพื่อเตรียมรับมือ เข้าใจการทำงานกับ AI สร้างทักษะใหม่ และเรียนรู้ไปพร้อมกับเทคโนโลยี

แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ถูกใช้งานจากทั่วโลก Udemy รวบรวมข้อมูลจากผู้เรียนกว่า 40 ล้านคน และแบบสอบถามจากผู้นำด้านการพัฒนาการและการเรียนรู้ (Learning & Development) กว่า 200 คน สรุปเป็นข้อมูลเทรนด์อนาคตของสิ่งที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

1.AI จะถูกนำมาใช้จริงมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในปี 2020

AI เคยเป็นแค่คอนเซ็ปต์ของเครื่องมือที่จะสามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ และอาจถึงขั้นทำงานแทนที่มนุษย์ได้ ครั้งหนึ่งสิ่งนี้เคยเป็นแค่แนวคิด แต่ปัจจุบัน AI ได้ถูกนำมาใช้งานจริงมากขึ้น อาทิ

  • เซลส์นำ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและนำเสนอการขายที่แม่นยำยิ่งขึ้น
  • HR ใช้ AI ในการวิเคราะห์ใบสมัคร ประเมิน และถึงขึ้นช่วยในการสัมภาษณ์
  • การเงิน นำ AI มาช่วยศึกษาบัญชี และวิเคราะห์รายละเอียดเล็กน้อยที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลง

ในปี 2020 เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น และได้เห็น AI ทำงานที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราต้องเรียนรู้เรื่อง AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น หรือสร้างทักษะใหม่เพื่อทำงานร่วมกับ AI

2.2020 จะเป็นปีของการเรียนรู้การทำงานร่วมกับระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์

บางอย่างเมื่อมันเริ่มต้นไปแล้ว เราก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งคอมพิวเตอร์ถูกใช้ในออฟฟิศสำนักงาน และคนทำงานต้องเรียนรู้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตัวเองทำงานอย่างไร ส่วนเทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพของคนทำงานได้ในแทบทุกสาขาอาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำงานร่วมกับเครื่องมือชิ้นใหม่ตัวนี้ได้อย่างไร หรือเราจะใช้ AI ช่วยเราทำงานอย่างไร

3.Re-skill คนทำงาน

ที่ผ่านมาในการทำธุรกิจ หากมีทักษะใดที่ไม่มีความจำเป็นต่อการทำงานแล้ว องค์กรก็มักจะทำการ Lay off พนักงาน และรับสมัครคนทำงานใหม่ที่มีทักษะที่พวกเขาต้องการเข้ามาแทนที่

แต่ต่อจากนี้ ด้วยภาวะขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงาน ทำให้การแย่งชิงคนทำงานที่มีทักษะที่ต้องการจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก องค์กรต่างๆ จึงเหมาะสมกว่าที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายใน Re-skill ทักษะของแรงงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างทักษะที่ต้องการโดยไม่ต้องหาคนใหม่

4.ข้อมูลจะถูกใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรมากขึ้น

ประสบการณ์ในการทำงานอาจทำให้คนทำงานสร้างสัญชาตญาณที่ช่วยในการวิเคราะห์ ตัดสินใจ แต่ต่อไปเรื่องเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เมื่อองค์กรต่างๆ มีข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ในมือ ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกับเครื่องมือจะช่วยสร้างการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างงเเม่นยำ ยิ่งกว่าสัญชาตญาณ หรือประสบการณ์จะสามารถวิเคราะห์ได้ ทั้งยังทำได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าอีกด้วย สิ่งนี้อาจเปลี่ยนตัวแปรในมูลค่าของคนทำงาน และประสบการณ์อาจไม่ใช่สิ่งชี้วัด แต่คือความสามารถในการใช้ข้อมูลแทน

5.ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี

จากข้อมูลผู้เรียนของ Udemy ได้แสดงให้เห็นว่า หลากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง โดยมีผู้ซื้อคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์มของ Udemy ในคอร์สที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จากหลากหลายประเทศ สิ่งนี้สะท้อนความต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีจากทุกพื้นที่ และสะท้อนว่าหากเรารู้เรื่องเทคโนโลยีจะอยู่ที่ไหนก็ได้

 

ภาพ freepik

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609850

  • นที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 07:19 น.

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่

การคิดเรื่องงานช่วงวันหยุดอาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากเราจะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ยังเหลือเวลาให้ครอบครัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วย มาดูเคล็ดลับที่จะช่วยให้งานและจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างเรียบร้อย พร้อมแล้วแพ็กกระเป๋าเดินทางได้เลย

สัปดาห์สุดท้ายปลายปีแบบนี้ ถึงเวลาที่ใครหลายคนรอคอย พนักงานส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวกลับบ้านพักผ่อนกับครอบครัว ส่วนผู้ประกอบการหลายคนก็คงต้องหัวหมุน จัดการธุรกิจก่อนวันหยุด วางแผนทุกอย่างให้เรียบร้อย ความกังวลเรื่องงานอาจถาโถมเข้ามาทำให้คุณลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการพักผ่อนและชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเอง ฉะนั้น เราจึงมีเคล็ดลับช่วยให้คุณจัดการธุรกิจได้อย่างเรียบร้อยและไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล

ลิสต์สิ่งที่ต้องทำออกมาให้หมด

เมื่อมีสิ่งที่คุณต้องจัดการประมาณ 108 อย่างในช่วงนี้แต่คุณยังคงมีเวลาเท่าเดิมต่อวัน คงเป็นไปได้ยากหากคุณจะสามารถจัดการทุกอย่างได้สำเร็จ คุณจำเป็นต้องลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำออกมาก่อนและเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรที่รอไม่ได้ อะไรที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดยาว ลูกค้าคนไหนที่ต้องส่งของให้หรือร้านค้าร้านไหนที่ต้องเร่งสั่งของก่อนวันหยุด คุณอาจจะเครียดเพราะมีสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมดในเวลาที่จำกัด แต่ถ้าลิสต์ออกมาคุณจะเห็นภาพรวมว่าทุกอย่างนั้นจัดการได้

บอกให้ทุกคนรู้ว่าคุณจะหยุดทำงานวันไหน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะหยุดในวันหยุดยาว บางคนอาจยังเปิดร้านและทำธุรกิจตามปกติ แต่หากคุณจะหยุดยาวต้องแจ้งให้ทุกคนทราบว่ามีวันไหนบ้างที่องค์กรของคุณหยุดทำงาน เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าควรงดทำธุรกิจกับคุณในช่วงนี้ และจะสามารถเริ่มทำธุรกิจกับคุณได้อีกทีวันที่เท่าไหร่ นอกจากนี้ การวางแผนหยุดล่วงหน้าขององค์กรยังดีสำหรับพนักงานของคุณด้วยในการที่พวกเขาจะได้เตรียมตัวจองตั๋วกลับบ้านหรือเดินทางไปพักผ่อน ส่วนคุณเองก็จะได้วางแผนเดินทางไปพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเองด้วยเช่นกัน 

 วางแผนการทำงานล่วงหน้า

หลังจากวันหยุดยาว ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาในวันแรก เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิงของธุรกิจแบบสุดๆ ทางที่ดีคุณจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ลองดูว่าเปิดออฟฟิศมาวันแรกต้องทำอะไรบ้าง ต้องประชุมเรื่องอะไร ต้องคุยกับใคร มีลูกค้าคนไหนที่ต้องเซอร์วิส ทุกอย่างต้องจดไว้ให้เรียบร้อย คุณจะได้ไม่ต้องนั่งกังวลระหว่างทริปพักผ่อนว่าเปิดมาต้องทำอะไร เพราะคุณวางแผนเอาไว้หมดแล้วเรียบร้อย

ประชุมการทำงานกับลูกน้องไว้ก่อน

ช่วงวันหยุดยาวเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเคลียร์สมองตัวเองให้โล่งเพื่อที่จะได้กลับมาทำงานหลังวันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันหยุดจึงควรประชุมกับลูกน้อง โดยแบ่งประเด็นการประชุมออกเป็น 2 ช่วงคือก่อนวันหยุด ติดตามผลงานในแต่ละส่วนว่าเสร็จเรียบร้อยหรือยัง มีอะไรที่ติดขัดตรงไหน ต้องแก้ไขอะไร หากคุณรู้ก่อนจะได้จัดการได้ทัน ส่วนที่ 2 คือหลังวันหยุด วางแผนการทำงานล่วงหน้าไปเลย เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำงานทุกคนจะได้ใช้สมองที่ปลอดโปร่งลงมือทำงานได้อย่างทันที ไม่ต้องมานั่งประชุมกันอีกรอบ

อย่าทำงานช่วงวันหยุด

หากไม่มีอะไรจำเป็น บอกลูกน้องทุกคนเลยว่าไม่ต้องทำงานช่วงวันหยุด ไม่ต้องติดต่อเรื่องงานหากไม่จำเป็น ทั้งคุณและลูกน้องจะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ควรงดใช้สมาร์ทโฟนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลาที่คุณมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอด คุณจะเริ่มคิดว่า เข้าไปเช็กอีเมลหน่อยดีกว่า จนในที่สุดก็กลายเป็นว่าคุณไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ดังนั้น เก็บสมาร์ทโฟนไว้ หยิบหนังสือดีๆ สักเล่มขึ้นมาแทน แล้วปล่อยให้ตัวเองได้พักบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง ลดความกังวลเรื่องงานบ้าง ไว้หมดช่วงเวลาวันหยุดยาวค่อยมาคิดเรื่องงานกันใหม่  

ภาพ freepik