3 อาการออฟฟิศซินโดรมยอดฮิต แก้อย่างไรให้หายขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/590766

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

3 อาการออฟฟิศซินโดรมยอดฮิต แก้อย่างไรให้หายขาด

ชวนสำรวจ 3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษาที่ตรงจุด

ปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะนั่งบนโต๊ะทำงาน นั่งในรถ ซ้ำร้ายหลายคนยังผูกติดอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งในประเทศไทยพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 แต่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับพบมากถึงร้อยละ 80 และมักพบในช่วงอายุวัยทำงานคือ อายุระหว่าง 26-44 ปี

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมี 3 ระบบ ได้แก่

  1. อาการทางระบบการมองเห็น อาการในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม
  2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
  3. อาการทางระบบกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวด หรืออาการเมื่อยล้า ในรายที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการเฉพาะช่วงพัก ช่วงเว้นว่างที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทำงาน หรือช่วงเวลาก่อนนอน ส่วนผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักขึ้นอาจมีกล้ามเนื้อหดเกร็งค้าง ล็อกข้อไว้ ทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาขณะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นๆ บางรายมีความรู้สึกคล้ายอาการชา และรู้สึกยิบๆ บริเวณผิวหนังร่วมด้วย อาการทางระบบกล้ามเนื้อเหล่านี้เกิดจากการปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มักเกิดขึ้นที่บริเวณ คอ บ่า ไหล่ มากที่สุด รองลงมาคือหลังส่วนล่าง ส่วนบริเวณข้อมือและแขน จะพบมากเป็นอันดับสาม

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  • เลี่ยงการนั่งในรถและนั่งท่าเดิมๆ บนโต๊ะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ลดปริมาณงาน เวลาการทำงาน ควรลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสาย ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ
  • งดความเครียดของตัวเองด้วยวิธีบำบัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การฟังดนตรี จนถึงการปรับสู่อิริยาบถนอน เป็นต้น
  • แก้ไขท่านั่งทำงานและท่านั่งขับรถให้ถูกต้อง
  • บอกลาอาการปวดโดยยืด เหยียด กด ประคบ ด้วยการออกแบบท่ากายบริหารเหยียดยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ การนวดกดจุด หรือการใช้เครื่องมือประคบทางกายภาพบำบัด
  • ปรับท่าด้วยการออกแบบท่าทางเพื่อให้ร่างกายส่วนนั้นๆ ได้เปรียบเชิงกลขณะทำงาน
  • การสอดแทรกท่ากายบริหารเพื่อเพิ่มความคงทนของกล้ามเนื้อที่มีอาการเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน
  • การรักษาด้วยการดัดข้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็ม หรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ

ภาพ  freepik

10 อาชีพในไทยที่อาจไม่ได้ไปต่อในปี 2020

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608040

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 07:47 น.

10 อาชีพในไทยที่อาจไม่ได้ไปต่อในปี 2020

อาชีพที่คนไทยเสี่ยงตกงานในปีหน้า จากการคาดการณ์รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน

2020 ปีแห่งเทคโนโลยีที่มีหลายเรื่องน่าเป็นห่วง และหลายเรื่องที่น่าจับตาทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ด้วยการผงาดของปัญญาประดิษฐ์ได้ก่อให้เกิดการดิสรัปต์ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คุณธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ได้มีการคาดการณ์และระบุ 10 อาชีพที่มีความเสี่ยงจะตกงานในปีหน้า ดังนี้

1. กลุ่มธุรกิจสื่อที่เป็นเอกสาร : เพราะอนาคตพวกกระดาษเอกสาร จะไม่ถูกใช้อีกต่อไป

2.กลุ่มสื่อสารมวลชนทุกแขนง วิทยุ นิตยสาร โทรทัศน์ : เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และจะยิ่งอันตรายกับสื่อที่ยังไม่ยอมปรับตัว

3.กลุ่มโปรดักส์ที่ตกยุค : เช่น CD, VCD

4.อาชีพที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน : พนักงานจำนวนมากจะตกงาน เพราะคนส่วนใหญ่หันไปใช้แอป

5.อาชีพขายประกันภัย

6.อาชีพขายตรง : เพราะเดี๋ยวนี้คนหันไปขายกันบนออนไลน์หมดแล้ว

7.ธุรกิจกลุ่มยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป : จากที่เคยใช้ชิ้นส่วนจำนวนมากจะหายไป ทำให้แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะตกงานมากขึ้น

8.งานเคาน์เตอร์เซอร์วิส : จะถูกแทนที่ด้วยกลไกดิจิทัลแทน

9.อาชีพอาจารย์บางสาขา : เพราะเดี๋ยวนี้มีการเรียนออนไลน์ และบางสาขาเด็กก็ไม่เลือกเรียนอีกต่อไปแล้ว

10.อาชีพที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะหายไปจำนวนหนึ่ง : เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลง และคนโสดมากขึ้น

นอกจาก 10 กลุ่มอาชีพดังกล่าวแล้ว รองประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน ยังบอกอีกว่ายังมีกลุ่มอาชีพที่อาจอยู่กลุ่มเสี่ยงอีกมากมาย ถ้าเรายังไม่เริ่มที่จะปรับและพัฒนาธุรกิจ หรือตัวเองในเร็ววัน

 

ภาพ Freepik

7 ข้อดีของการออกไปเที่ยว ให้รางวัลชีวิต พิชิตซึมเศร้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607965

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 09:29 น.

7 ข้อดีของการออกไปเที่ยว ให้รางวัลชีวิต พิชิตซึมเศร้า

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนเที่ยวบ่อยถึงประสบความสำเร็จมากกว่า ต้องรวยก่อนแล้วค่อยไปเที่ยว หรือเที่ยวไปทำงานไปก็ได้ และเที่ยวแล้วได้พัฒนาตัวเองด้านไหน แล้วจะได้อะไรนอกจากความสุข มาดูกันเลย

1.มุมมองถูกเปิดกว้าง และมองโลกในแง่ดีกว่าเดิม

มีผลวิจัยชิ้นหนึ่ง เผยว่าผู้ที่ทำงานออฟฟิศจำนวนหนึ่งระบุว่า หลังจากที่พวกเขากลับมาจากการเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ พวกเขามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น มีจิตใจที่สดใส และมีพลังมากขึ้น แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ พวกเขามองโลกในแง่ดี และพร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะระหว่างการเดินทางเราจะได้พบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ และความแตกต่างหลากหลาย และนั่นทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ทัศนคติและมุมมองของเราเปลี่ยนไป ช่วยให้รู้จักยืดหยุ่นและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงานของเราโดยไม่รู้ตัว

2.มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นลองคิดดูว่าทุกวันของเราคือการพบพานสิ่งเดิมซ้ำ ทำงานในออฟฟิศเดิม นอนในสถานที่เดิม กินข้าวในละแวกเดิม สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ลดทอนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์fhวยความคุ้นเคย ถ้าเราอยากมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นก็ต้องพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้น แล้วพาตัวเองไปพบกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไปเจอสิ่งใหม่ๆ ลองสิ่งใหม่ๆ ว่ากันว่าการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ นั้นเหมือนกับการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง คือการย้อนกลับไปใช้ชีวิตโดยสิ่งต่างๆ รอบตัวดูเป็นสิ่งใหม่ไปเสียหมด ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้นี่เองที่จะช่วยให้เราพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และครีเอทสิ่งใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์กับงานได้เช่นกัน

3.ได้พบเจอผู้คน ได้มิตรภาพใหม่ๆ

ทุกครั้งที่เราก้าวออกจากประตู เรามีโอกาสจะรู้จักผู้คนมากมาย คนเหล่านี้อาจเป็นเครือข่ายเพื่อนที่ดีของเราในอนาคต พวกเขาสามารถช่วยเราได้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การเดินทาง ที่อยู่อาศัย หรือเรื่องจิปาถะ ซึ่งสิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่ดีและมีประโยชน์ต่อการทำงานหากต้องใช้ข้อมูลเฉพาะในท้องถิ่น หรือต้องอาศัยคอนเนคชั่น หรือหลายคนอาจได้เจอคนรู้ใจในระหว่างทริปก็เป็นได้

4.การบริหารจัดการสิ่งต่างๆ จะดีขึ้น

ในการทำงานเราจำเป็นต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการ แล้วรู้หรือไม่ว่า การท่องเที่ยวช่วยให้เพิ่มพูนทักษะดังกล่าวได้ เช่น การวางแผนเตรียมตัวและคาดการณ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทาง การจัดการแผนเดินทาง สัมภาระ ที่พัก อาหาร สกุลเงิน กิจกรรมที่ต้องทำ รวมไปถึงดูแลผู้ร่วมทริป นี่แหละคือการฝึกทักษะการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ในชีวิต

5.ปรับตัวเก่งขึ้น ไหวพริบเป็นเลิศ

เมื่อจะเดินทางไปยังประเทศอื่น เราพยายามที่จะเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารการกินของคนในประเทศนั้นๆ สิ่งนี้ทำให้มีทักษะในการปรับตัว จากการที่ได้พบเจอกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ในชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เมื่อเราทำงานกับผู้คนจำนวนมากก็จะพยายามปรับตัว เรียนรู้สิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือแนวทางที่คนอื่นๆ ทำกัน

6.มีพลังและแรงบันดาลใจให้ค้นหาสิ่งที่อยู่ในตัวเองออกมา

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายเครื่องจะค้างรวน ระบบประมวลผลช้า ซึ่งต้องทำการปิดเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง ก็เหมือนกับสมองของเรานั่นแหละที่ทำงานอย่างหนักโดยไม่หยุดพักเลย จนเบลอและไม่สามารถประมวลผลหรือทำงานได้อย่างเต็มที่ การท่องเที่ยวจะช่วยรีเฟรชสมองให้ปลอดโปร่ง มีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ มากมาย และรับรองว่าคุณจะได้ไอเดียเจ๋งๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

7.ปลดปล่อยความเศร้า เข้าใจตัวเองมากขึ้นหลายคนบอกว่าพวกเขาท่องเที่ยว “เพื่อค้นหาตัวเอง” แล้วเราจะค้นพบตัวเองได้อย่างไร ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ บางครั้งมันอาจยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง แยกออกจากคนใกล้ตัว บางครั้งบางสิ่งที่เราเป็น เป็นเพียงสิ่งที่เราหยิบยืมมาจากผู้อื่น รสนิยม หรือความคิดเห็นบางอย่าง อาจเป็นเพียงเพราะคนรอบตัวเราคิดเช่นนั้น การพาตัวเองออกจากสังคมเดิม จะช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น และได้เห็นว่าตัวเองตัดสินใจกับสิ่งต่างๆ อย่างไร จัดการกับปัญหาอย่างไร และได้เห็นจุดเด่นที่เรามีได้ชัดขึ้นเมื่อไม่มีใครให้เปรียบเทียบ การเข้าใจตัวเองมากขึ้นจะช่วยให้เราเข้าใจปัญหา และหาทางออกอย่างถูกต้อง ช่วยลดความเครียด ทั้ยังลดภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย

 

ภาพ Freepik

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607295

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

9 เคล็ดลับอยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย ในวันที่เศรษฐกิจแบบนี้ งานหายากแบบนั้น และทุกๆ วันมีแต่เรื่องเครียด

ความเชื่อของชาวตะวักตกมีอยู่ว่า ชีวิตเริ่มต้นในวัย 40 ก็ยังไม่สายเกินไป ในขณะที่ฝั่งเอเชียอย่างประเทศไทยเราอายุเข้าเลขสี่ถือว่าเดินมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวที่ต้องตั้งหลักปักฐานยืนให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่าผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 มักเริ่มใช้ชีวิตอยู่อย่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว และหลายคนมีภาวะซึมเศร้าในระดับเริ่มต้น

วันนี้โพสต์ทูเดย์มี 9 เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยทำให้เราสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขสมวัย มาบอกกัน

1.มีความสุขสงบในจิตใจ เราจะเรียกความสุขว่าอย่างไรก็ตามแต่ทว่า ความสุขก็คือภาวะแห่งความสันติ เบิกบาน ตื่นรู้ พ้นไปจากความวิตกกังวลทั้งปวง ความสุขนอกกาย มิใช่ความสุขแท้ เป็นเพียงสุขเพื่อประทังชีวิตให้พออยู่ได้ ความสุขที่แท้จริง จะต้องไม่ยึดโยงไว้กับวัตถุหรือบุคคล ความสุขแท้เกิดได้ต่อเมื่ออบรมจิตใจไว้ดีแล้วเท่านั้น ไม่มีอดีตหรืออนาคต ที่เรามีอยู่คือปัจจุบัน อย่าเผาเวลาปัจจุบันไปกับเงาของอดีตและอนาคต

2.ทำงานให้มีความสุข การงานมิใช่เครื่องมือแสวงหาเงินตรา แต่เป็นเครื่องมือขัดเกลากิเลส อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่จงทำเพื่อสิ่งที่ล้ำค่าไปกว่านั้น จงทำงานที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง ทำงานด้วยความเพียร ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อย่าทำงานอย่างเห็นแก่ตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว การงานของเราจะกลายเป็นกิจกรรมที่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว

3.คำพูดทำลายน้ำใจคนจงอย่าพูด สิ่งใดเป็นการโกหกจงอย่าพูด คำนินทาลับหลังจงอย่าพูด จงประณีตในการสื่อสารด้วยวาจา ผู้ใดถือสัจจะเป็นสำคัญ ผู้นั้นย่อมเป็นที่เชื่อถือในหมู่ชน เมื่อพูดน้อยลง ความคิดย่อมเฉียบคมขึ้น ใช้คำพูดอย่างประหยัด คุณค่าคิดให้มากกว่าพูด ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิด

4.ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่กับท้องฟ้า ก้อนเมฆ ต้นไม้คือเพื่อนแท้ อยู่ใกล้ชิดสิ่งเหล่านี้ช่วยให้จิตใจสงบ ความสงบช่วยให้เท่าทันกิเลสได้ เลือกกินเลือกอยู่ให้เป็นธรรมชาติ กินผักสดผลไม้ให้มาก กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง

5.ใช้เงินเท่าที่จำเป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้น้อย แล้วจะเป็นนายชีวิตของตนเองอย่าสะสมสิ่งใดเลย เพราะการสะสมก่อให้เกิดการยึดติด และการยึดติดเป็นเหตุสำคัญแห่งทุกข์ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งไว้ในความทรงจำ ทิ้งสิ่งรกรุงรังเพื่อให้ชีวิตคม ชัดเจน และรวดเร็วขึ้นเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียง เป็นของมีคม จงใช้อย่างระมัดระวัง

6.เรียนรู้อยู่เสมอ โลกนี้มีหลายอย่างที่ยังไม่รู้อย่าหยุดเรียนรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในของตัวเอง ที่สำคัญมีสติอยู่เสมอ เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์

7.รู้จักรัก รู้จักให้ ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ศาสนาใด นอกจากความรัก ความรักคือศาสนาสำคัญของโลก มีแต่รักเท่านั้นที่โอบอุ้มให้โลกอยู่ได้ มีน้ำใจแบ่งปันยิ่งให้ยิ่งได้ มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เช่น การเดินในสวนหลังบ้าน การให้อาหารนกปลาที่เร่ร่อน มีความสุขกับการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน อย่าได้แสวงหาความสุขจากกิจกรรมที่แสนพิเศษ แม้เราทำสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นความพิเศษ เราย่อมสัมผัสกับความสุขได้ตลอดเวลา ทุกคนมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดุจญาติพี่น้อง แม้ปรารถนาให้โลกน่าอยู่ จงให้ความรักแก่คนรอบข้าง ความรักจักงอกงาม ผลิบาน ส่งกลิ่นหอมไปไกล เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต ทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง นำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

8.รักษาความสมดุล เวลาเป็นสิ่งมีค่า มิได้หมายความว่าท่านต้องทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หากต้องรู้จักใช้เวลาไปกับทุกมิติของชีวิต ควรมีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาแสวงหาความรู้ มีเวลาทำงาน มีเวลาอยู่กับครอบครัว เวลาอยู่กับตนเอง มีช่วงเวลาสงบนิ่งผ่อนคลาย จงจัดสมดุลชีวิต ด้วยการบริหารสิ่งที่ต้องกระทำให้ครบทุกมิติ เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต จงทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง ขอจงนำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

9.ประสบการณ์คือสิ่งดีงาม ทว่า ทุกความกังวลและทุกความกลัว ล้วนเกิดจากประสบการณ์ทั้งสิ้น จงข้ามพ้นประสบการณ์ เข้าสู่ความสดใหม่ในปัจจุบันขณะ ไม่มีใครเข้าใจชีวิตจนวันตาย เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโลกจะเข้าใจได้ ทว่า หนทางยังพอมี เมื่อยอมรับว่าไม่มีวันเข้าใจชีวิตแล้ว จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหา เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นสิ่งงดงามทั้งนั้น อย่าได้ยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ จงมีความสุขและเบิกบานอยู่เสมอ ชีวิตเป็นเรื่องไม่คาดฝัน

 

ภาพ Freepik

Yoga in prison: another life choice for inmates

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Yoga in prison: another life choice for inmates

Dec 02. 2019
By The Nation

2,261 Viewed

Stretching and bending on the mat, one female prisoner says it is the only time she feels free and no in pain.

Prison life in by its definition limiting and yes, painful, too as the minutes tick by slowly with little to occupy the mind or body. For the fortunate few, there are a number of volunteers doing projects in prisons including art activities, knitting, making furniture, making Buddha statues, all activities that could lead to income-earning work once they are released. There’s yoga too though that appears to be less-accepted on the outside

The Prison Yoga Project is being run by Thirawan Watthanothai, former dean of the Faculty of Architecture, Rajamangala University of Technology Thanyaburi (RMUTT) and introduced in 2011 at Ratchaburi Central Prison before expanding to other prisons. She also plans to initiate a yoga practice project for men in prisons.

After more than 8 years of running her yoga programme in prisons, Thirawan is determined to continue and expand, noting that it has been shown to be useful to the inmates.

“Ninety per cent of the inmates who come to practise yoga have their own unique abilities and what we need to do is encourage society to accept them once they are released. Most yoga studios refuse to give them work even if they pass the test. I want society to give people an opportunity. There was a case of a female inmate in Udon Thani, whose foreign boyfriend helped her move to Switzerland an even opened a yoga studio for her. She was proud that she learned yoga at the prison, “said Thirawan who started to learn yoga with an Indian instructor after overworking, feeling stressed and unable to sleep.

The idea to launch yoga in prison came about after she helped a fellow teacher prepare a report on life in prison and discovered the levels of stress from which female inmates suffer. She felt yoga could be the answer and set off on a journey to get her idea accepted. It took a while but Thirawan was determined.

“We ask the officers to select young people serving long sentences for yoga practice. If we want to mould them into yoga teachers, they must study from 9am to 2pm every day for several months. We saw how it improved not just their state of mind but also helped with lowering blood sugar. After three weeks, the body adapts and the students want to continue. We selected 25 people to teach yoga, most of them with 20 years to run on their jail terms. Prison administrators and staff cooperate to organize morning yoga classes for female inmates. ”

India, America, England, Australia and Scandinavia have also expressed interest in using yoga as part of their jail rehabilitation programmes and studies have shown that prisoners who have been practising yoga enjoy positive physical and mental or even spiritual health. Research in US prisons has found that yoga helps with concentration, makes the body and mind relax and reduces stress and anxiety.

Patcharee Mungmai, 30, a former inmate was given the opportunity to teach yoga to other inmates. She said that yoga is very helpful to her because while she was in prison, she almost lost her mind.

“In prison, the scariest thing is not being beaten but the possibility of going insane. Yoga really made us more conscious. I was sentenced to 16 years and 8 months, but only served 8 years and 1 day. I was arrested during my 4th year in university as part of a drug round up,” she says. Today she is a speaker on drug prevention at the probation office in Ubon Ratchathani Province.

Flower-bedecked Rama IX Park hosting markets, music, soothsayers

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Flower-bedecked Rama IX Park hosting markets, music, soothsayers

Dec 01. 2019
By The Nation

1,689 Viewed

The birthday of His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej the Great is being commemorated all this week at his namesake park in southeast Bangkok.

King Rama IX Park in Prawet district is hosting its annual “Aram Ngam” Sunday (December 1) through December 10, daily from 8am-7pm.

The 500-rai park is a floral wonderland, adorned with hundreds of thousands of flowers and other ornamental plants including petunias, impatiens, verbena, vinca, hollyhocks, zinnia and many species from Europe.

Amid this natural beauty, a recreated “royal palace market” as it would have appeared in the early Rattanakosin Period is selling food and crafts “in the royal style”.

Handicrafts and dishes from each region of the country are on sale at both a dry market and a floating market.

There are cultural performances, DIY activities where you can make something creative to take home, and fortune tellers ready to study your personal horoscope and offer advice.

The park opened on December 5, 1987, in celebration of King Bhumibol’s 60th birthday.

It’s a wonderful place for picnics and exercise and interesting because of its botanical gardens, which have nearly 3,000 species of trees, shrubs, herbaceous plants, flowers, foliage and whole woodlots under academic study.

The park is open daily from 5am-7pm, with an entrance fee (Bt10 per person, Bt20 per van and Bt30 per bus) collected only between 9am and 5pm.

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/592910

  • วันที่ 26 พ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

อุดช่องโหว่ 5 ช่องว่าง เตรียมพร้อมสัมภาษณ์งานผ่านฉลุย

กว่าจะเตรียมเรซูเม่สมัครงานจนผ่านด่านเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์ แสดงว่าเรามีคุณสมบัติที่เข้าตา แต่ขั้นตอนนี้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้งานในฝันพลันหลุดมือ

การสัมภาษณ์งานป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการคัดเลือกผู้สมัครงานที่เหมาะสม แต่ผู้สมัครงานก็มักมีข้อผิดพลาดที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอยู่บ่อยๆ ดังนี้

1.มาช้าเพราะรถติดหรือหลงทาง

ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างเหตุผลในการมาช้าในวันสัมภาษณ์งาน เนื่องจากผู้สมัครงานรู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วว่าต้องไปสัมภาษณ์งานที่ไหน เวลาเท่าไร ดังนั้น ควรศึกษาเส้นทางและเผื่อเวลาออกจากบ้านเร็วขึ้น ป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น รถติด ผิดเส้นทาง ปิดถนน รวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ เพื่อให้ไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลา และมีเวลาสำหรับเตรียมตัวเตรียมใจ รวบรวมสมาธิ เข้าห้องน้ำ สำรวจตัวเองให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญ

2.แต่งตัวไม่พร้อมดูไม่เป็นมืออาชีพ

ภาพลักษณ์ภายนอกสำคัญทั้งการแต่งกายไปสัมภาษณ์งาน กิริยา วาจา ท่าทาง ควรเป็นมืออาชีพให้เหมาะสมกับแต่ละสายงาน เสื้อผ้า หน้า ผม รองเท้า สุภาพ เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน นักศึกษาจบใหม่ไม่ควรใส่ชุดนักศึกษา เพราะจะทำให้ดูเป็นเด็กและไม่พร้อมสำหรับการทำงาน

3.ขาดประสบการณ์แต่ไม่เคยลองฝึกตอบคำถาม

มีผู้สมัครงานกว่า 2 ใน 5 ที่ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามอย่างไร เป็นเพราะไม่เคยฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต หรือคำถามที่ตอบยากที่สุดก่อนมาสัมภาษณ์ เช่น ทำไมคุณจึงสมัครงานนี้ ทำไมบริษัทต้องเลือกคุณไม่เลือกผู้สมัครคนอื่น ข้อด้อยของคุณคืออะไร อีก 5 ปีข้างหน้าคุณจะเป็นอะไร แต่หากเราเคยศึกษาหาข้อมูลและเตรรียมตัวฝึกฝนมาก่อน วินาทีนั้นเราก็พร้อมกว่าคนอื่นๆ แล้ว และสามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ

4.ไม่รู้จักบริษัทที่จะเข้าทำงาน

เราจะนำเสนอตัวเองได้อย่างไรว่าจะทำอะไรให้บริษัทได้บ้าง หากไม่รู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไร ไม่เคยรู้จักบริษัทนี้ ไม่เคยเข้าเว็บไซต์หาข้อมูล ฉะนั้น ผู้สมัครงานควรทำการบ้านก่อนสัมภาษณ์งานด้วยการเข้าเว็บไซต์บริษัทหรือเสิร์ชหาข่าวเกี่ยวกับบริษัทนั้น เพื่อให้เรามีข้อมูลบริษัทซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพูดคุยสัมภาษณ์งาน นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์งานยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับบริษัทเพื่อให้รู้จักบริษัทดียิ่งขึ้น และยังแสดงถึงความใส่ใจและกระตือรือร้นของผู้สมัครงาน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้สัมภาษณ์งานอีกด้วย

5.สมาธิหลุดเพราะตื่นเต้นและไม่ตั้งใจฟัง

ผู้สมัครงานอาจตื่นเต้น วอกแวก ทำให้ไม่ตั้งใจฟังคำถาม จึงตอบคำถามไม่ตรงประเด็น หรือตอบกว้างเกินไป ไม่อธิบายให้ชัดเจน ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ผู้สัมภาษณ์งานดูออกว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้สัมภาษณ์งานมากพอ จับประเด็นไม่ได้ จนสร้างความไม่ประทับใจทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้งานนั้นๆ ก็เป็นได้

 

ภาพ : freepika

5 ทักษะแรงงานอันเป็นที่ต้องการในสายตาซีอีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607289

  • วันที่ 25 พ.ย. 2562 เวลา 06:00 น.

5 ทักษะแรงงานอันเป็นที่ต้องการในสายตาซีอีโอ

เมื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับระบบการทำงานมากขึ้น ในสายตาของซีอีโอทั่วโลกมองหาอะไรในตัวคนทำงาน

ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวในการนำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้กำลังจะมีผลกระทบกับองค์กร ซึ่งจากผลสำรวจความคิดเห็นซีอีโอทั่วโลกจำนวน 1,379 คนใน 79 ประเทศ  ปรากฏว่าผู้นำธุรกิจอาเซียนต่างตระหนักดีถึงการเข้ามาของดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจ โดยซีอีโออาเซียนที่ทำการสำรวจเห็นตรงกันว่า ดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญมากในกำหนดเป้าหมายขององค์กรและจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมขององค์กร ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) จะเข้ามามีอิทธิพลกับการดำเนินธุรกิจทั่วโลก

ส่วนทักษะแรงงานที่หายากในสายตาซีอีโอทั่วโลก 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ทักษะในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ (77%)
  2. ทักษะในการเป็นผู้นำ (75%)
  3. ทักษะในการบริหารอารมณ์ (64%)
  4. ทักษะในการปรับตัว (61%)
  5. ทักษะในการแก้ปัญหา (61%)

ในขณะเดียวกัน ทักษะด้านดิจิทัลและสเต็ม (STEM ประกอบไปด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) ถือเป็นทักษะที่ท้าทายและจำเป็นที่ผู้นำองค์กรต้องมี

ในเมื่อทุกวันนี้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแล้ว ตัวผู้บริหาร รวมทั้งพนักงาน ต้องปรับตัว ใช้ประโยชน์ และพัฒนาทักษะให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ในส่วนของซีอีโอเอง นอกจากจะต้องมีความเป็นผู้นำแล้ว ยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ กล้าตัดสินใจในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างโดดเด่นในยุคดิจิทัล

 

ภาพ : Freepik

CPN, Mitsubishi Estate sign JV to make Central Village SE Asia’s top luxury outlet

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30378774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

CPN, Mitsubishi Estate sign JV to make Central Village SE Asia’s top luxury outlet

Nov 26. 2019
Preecha Ekkunagul (Left), Yutaro Yotsuzuka (Right)

Preecha Ekkunagul (Left), Yutaro Yotsuzuka (Right)
By The Nation

1,390 Viewed

Central Pattana (CPN) and Japanese real estate developer Mitsubishi Estate Asia formed a joint venture on Tuesday (November 26) at Centara Grand, CentralWorld, to promote Central Village as Southeast Asia’s number one outlet.

Under the agreement, CPN is a majority shareholder with a 70 per cent stake in CPN Village, while Mitsubishi Estate holds the remaining 30 per cent.

The deal brings the total investment to Bt1 billion in the push to take Central Village – a 40,000-square-metre luxury outlet with more than 150 domestic and international luxury brands – to the next level with the goal of making it the best luxury outlet in Asean, a CPN press release said.

The outlet, which delivers an authentic luxury shopping experience to those in and around Bangkok, has succeeded in reaching its traffic target of 17,000 visitors per day, the press release said.

The first phase of Central Village has seen nearly 100 per cent of its luxury brand stores opened. Retailers are offering discounts on brand-name products, which are already 35-70 per cent off year-round. The outlet is also expected to promote tourism and trade between Thailand and Japan, with roadshows and the Thailand–Japan Expo.

Central Pattana president and chief executive Preecha Ekkunagul said the collaboration between CPN and Mitsubishi Estate Asia supports Thailand as a world-class shopping and tourism destination.

“The first phase of Central Village operates under the Bangkok luxury outlet concept,” he said. “Brands that have already opened their stores include Coach, Club21, Ermenegildo Zegna, Kate Spade New York, Kenzo, Max&Co, Michael Kors, Polo Ralph Lauren, and Salvatore Ferragamo.”

Mitsubishi Estate Asia managing director Yutaro Yotsuzuka said: “Our investment in this project is part of our effort to penetrate the Thai real estate market. We considered the following three factors when we decided to enter into this Central Village joint venture:

1. Thailand’s promising potential in terms of investment opportunities, infrastructure and tourism: Thailand enjoys the most progressive tourism growth in Asean. It is estimated that the number of travellers visiting Thailand in 2020 will continue to grow at about 4 per cent;

2. Our confidence in CPN as Thailand’s number one retail property developer: CPN is publicly traded on the Stock Exchange of Thailand. It is a leader in Thailand’s retail industry and the highest valued company in the real estate segment. It has managed to stay a member of the Dow Jones Sustainability Index for the second consecutive year as per the recently released DJSI World 2019 list and for the sixth consecutive year as per the Emerging Markets list;

3. The success of Central Village: the project is adjacent to Suvarnabhumi Airport, one of the busiest airports in Southeast Asia. Central Village is a completely new business model in Thailand. Its modern Thai village setting is a unique selling point among world travellers.”

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/607295

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

How to อยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย

9 เคล็ดลับอยู่อย่างไรให้มีความสุขสมวัย ในวันที่เศรษฐกิจแบบนี้ งานหายากแบบนั้น และทุกๆ วันมีแต่เรื่องเครียด

ความเชื่อของชาวตะวักตกมีอยู่ว่า ชีวิตเริ่มต้นในวัย 40 ก็ยังไม่สายเกินไป ในขณะที่ฝั่งเอเชียอย่างประเทศไทยเราอายุเข้าเลขสี่ถือว่าเดินมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวที่ต้องตั้งหลักปักฐานยืนให้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่าผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเข้าสู่วัย 50 มักเริ่มใช้ชีวิตอยู่อย่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว และหลายคนมีภาวะซึมเศร้าในระดับเริ่มต้น

วันนี้โพสต์ทูเดย์มี 9 เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยทำให้เราสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขสมวัย มาบอกกัน

1.มีความสุขสงบในจิตใจ เราจะเรียกความสุขว่าอย่างไรก็ตามแต่ทว่า ความสุขก็คือภาวะแห่งความสันติ เบิกบาน ตื่นรู้ พ้นไปจากความวิตกกังวลทั้งปวง ความสุขนอกกาย มิใช่ความสุขแท้ เป็นเพียงสุขเพื่อประทังชีวิตให้พออยู่ได้ ความสุขที่แท้จริง จะต้องไม่ยึดโยงไว้กับวัตถุหรือบุคคล ความสุขแท้เกิดได้ต่อเมื่ออบรมจิตใจไว้ดีแล้วเท่านั้น ไม่มีอดีตหรืออนาคต ที่เรามีอยู่คือปัจจุบัน อย่าเผาเวลาปัจจุบันไปกับเงาของอดีตและอนาคต

2.ทำงานให้มีความสุข การงานมิใช่เครื่องมือแสวงหาเงินตรา แต่เป็นเครื่องมือขัดเกลากิเลส อย่าทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่จงทำเพื่อสิ่งที่ล้ำค่าไปกว่านั้น จงทำงานที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้บ้าง ทำงานด้วยความเพียร ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อย่าทำงานอย่างเห็นแก่ตัว ไม่เช่นนั้นแล้ว การงานของเราจะกลายเป็นกิจกรรมที่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว

3.คำพูดทำลายน้ำใจคนจงอย่าพูด สิ่งใดเป็นการโกหกจงอย่าพูด คำนินทาลับหลังจงอย่าพูด จงประณีตในการสื่อสารด้วยวาจา ผู้ใดถือสัจจะเป็นสำคัญ ผู้นั้นย่อมเป็นที่เชื่อถือในหมู่ชน เมื่อพูดน้อยลง ความคิดย่อมเฉียบคมขึ้น ใช้คำพูดอย่างประหยัด คุณค่าคิดให้มากกว่าพูด ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิด

4.ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อยู่กับท้องฟ้า ก้อนเมฆ ต้นไม้คือเพื่อนแท้ อยู่ใกล้ชิดสิ่งเหล่านี้ช่วยให้จิตใจสงบ ความสงบช่วยให้เท่าทันกิเลสได้ เลือกกินเลือกอยู่ให้เป็นธรรมชาติ กินผักสดผลไม้ให้มาก กินอาหารแปรรูปให้น้อยลง

5.ใช้เงินเท่าที่จำเป็น มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้น้อย แล้วจะเป็นนายชีวิตของตนเองอย่าสะสมสิ่งใดเลย เพราะการสะสมก่อให้เกิดการยึดติด และการยึดติดเป็นเหตุสำคัญแห่งทุกข์ เก็บเกี่ยวทุกสิ่งไว้ในความทรงจำ ทิ้งสิ่งรกรุงรังเพื่อให้ชีวิตคม ชัดเจน และรวดเร็วขึ้นเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียง เป็นของมีคม จงใช้อย่างระมัดระวัง

6.เรียนรู้อยู่เสมอ โลกนี้มีหลายอย่างที่ยังไม่รู้อย่าหยุดเรียนรู้ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในของตัวเอง ที่สำคัญมีสติอยู่เสมอ เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์

7.รู้จักรัก รู้จักให้ ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ศาสนาใด นอกจากความรัก ความรักคือศาสนาสำคัญของโลก มีแต่รักเท่านั้นที่โอบอุ้มให้โลกอยู่ได้ มีน้ำใจแบ่งปันยิ่งให้ยิ่งได้ มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เช่น การเดินในสวนหลังบ้าน การให้อาหารนกปลาที่เร่ร่อน มีความสุขกับการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน อย่าได้แสวงหาความสุขจากกิจกรรมที่แสนพิเศษ แม้เราทำสิ่งเล็กๆ ให้กลายเป็นความพิเศษ เราย่อมสัมผัสกับความสุขได้ตลอดเวลา ทุกคนมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดุจญาติพี่น้อง แม้ปรารถนาให้โลกน่าอยู่ จงให้ความรักแก่คนรอบข้าง ความรักจักงอกงาม ผลิบาน ส่งกลิ่นหอมไปไกล เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต ทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง นำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

8.รักษาความสมดุล เวลาเป็นสิ่งมีค่า มิได้หมายความว่าท่านต้องทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา หากต้องรู้จักใช้เวลาไปกับทุกมิติของชีวิต ควรมีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาแสวงหาความรู้ มีเวลาทำงาน มีเวลาอยู่กับครอบครัว เวลาอยู่กับตนเอง มีช่วงเวลาสงบนิ่งผ่อนคลาย จงจัดสมดุลชีวิต ด้วยการบริหารสิ่งที่ต้องกระทำให้ครบทุกมิติ เก็บความรักและช่วงเวลางดงามไว้เป็นพลังชีวิต จงทิ้งความผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจไว้เบื้องหลัง ขอจงนำภาพชีวิตดีงามกลับมาในวันที่กำลังใจถดถอย

9.ประสบการณ์คือสิ่งดีงาม ทว่า ทุกความกังวลและทุกความกลัว ล้วนเกิดจากประสบการณ์ทั้งสิ้น จงข้ามพ้นประสบการณ์ เข้าสู่ความสดใหม่ในปัจจุบันขณะ ไม่มีใครเข้าใจชีวิตจนวันตาย เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่มีใครในโลกจะเข้าใจได้ ทว่า หนทางยังพอมี เมื่อยอมรับว่าไม่มีวันเข้าใจชีวิตแล้ว จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ปัญหา เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็เป็นสิ่งงดงามทั้งนั้น อย่าได้ยึดถือสิ่งใดเป็นสรณะ จงมีความสุขและเบิกบานอยู่เสมอ ชีวิตเป็นเรื่องไม่คาดฝัน

 

ภาพ Freepik