ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662863

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 15:05 น.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!!แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ชวนรู้จักกับระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring เทคโนโลยีเช็กหัวใจจากระยะไกล ตัวช่วยให้รู้สึกอุ่นใจเหมือนใกล้หมอ

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคม และการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการติดตามผู้ป่วยโรคหัวใจแบบทางไกล หรือที่เรียกกันว่า “Tele Heart Rhythm Monitoring” ด้วยระบบเทคโนโลยีนี้ทำให้ทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถที่จะตรวจจับการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง ระบุว่า หัวใจสำคัญในการดูแลรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็คือ การได้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าการเต้นของหัวใจในขณะที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อที่จะสามารถแยกได้ว่าอาการใจสั่นนั้นใช่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ และถ้าใช่ จะเป็นการเต้นผิดจังหวะชนิดใด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะที่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายนั้นไม่สามารถที่จะเดินทางมาโรงพยาบาลไหวเนื่องจากมีอาการเยอะ ในผู้ป่วยหลายคนที่เดินทางมาถึงอาการก็หายเป็นปกติแล้ว จึงไม่สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าขณะมีอาการได้ ในบางรายแพทย์จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา 24-48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยก็อาจไม่แสดงอาการในระยะเวลานั้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นนั่นคือ “เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจแบบพกพา” ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์มือถือแต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อคนไข้มีอาการสามารถนำเครื่องนี้มาทาบที่หน้าอกแล้วกดปุ่มบันทึก เครื่องนี้ก็จะบันทึกการเต้นของหัวใจเราไว้ แล้วส่งข้อมูลขึ้นสู่ Cloud หรือ Server ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และระบบจะทำการแยกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะของคนไข้เป็นชนิดที่รุนแรงหรือไม่ แล้วดำเนินการส่งข้อมูลให้ทางแพทย์ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งผลให้ผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป

สำหรับคนไข้อีกกลุ่มที่เหมาะสำหรับเครื่อง Tele Heart Rhythm Monitoring คือผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่เรียกว่า Atrial Fibrillation หรือ AF หรือหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว ที่มักพบในกลุ่มคนสูงอายุ ด้วยความก้าวหน้าที่มากขึ้นในทุกวันนี้ คือการใช้ระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring ที่ตรวจวัดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ข้อมูลจะถูกส่งมายังแพทย์ หากพบความผิดปกติจะได้รักษาทันท่วงทีก่อนที่จะเป็นอัมพาต

ดังนั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเทคโนโลยี Tele Heart Rhythm Monitoring ที่สามารถแสดงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์ทางการแพทย์เบื้องต้น และยังมีระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลที่สามารถให้คุณส่งกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้แพทย์ พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นตามหลักการแพทย์ เครื่องวัดไฟฟ้าหัวใจส่วนบุคคลจึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมดูแลสุขภาพหัวใจที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้ดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีที่สุด สนใจเข้ารับการดูแลสุขภาพหัวใจทางไกล สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลรามคำแหง แผนกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โทร. 02-743-9999 ต่อ 3450

ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662756

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 12:35 น.ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Homeอายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับห่วงหนุ่มสาววัยทำงาน แนะวิธีลดเสี่ยงไขมันพอกตับ ฉบับ Work from Home

จะว่าไปแล้วในช่วงเวลานี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้สถานพยาบาลต่างๆ ล้นไปด้วยผู้ป่วย อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็มีงานล้นมือ

สำหรับหนุ่มสาวหรือใครๆ ที่ต้อง Work from Home กันยาวๆ ในช่วงนี้อาจมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวและไขมันที่พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ตับ” ก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่มีการสะสมไขมันและนับเป็นภัยซ่อนเร้นที่กว่าจะแสดงอาการให้เจ้าตัวรู้ ก็มักเป็นหนักมากแล้ว

ข้อมูลโดย นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.พญาไท 2 เผยว่า จริงๆ แล้วตับมีหน้าที่หลายอย่าง แต่ที่เกี่ยวข้องกับไขมันโดยตรงคือ การผลิตน้ำดีเพื่อย่อยไขมันและเก็บสะสมพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปในรูปของไขมัน ขณะเดียวกันตับก็มีหน้าที่กำจัดของเสีย นอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังมีสาเหตุอื่น เช่น น้ำตาลจากน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง ก็เป็นสาเหตุของไขมันเกาะตับได้ ซึ่งทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตับทำงานหนักเกินไปก็จะเกิดความเสียหายและนำไปสู่การอักเสบและการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา นี่ยังไม่รวมถึงการมีภาวะของโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ได้ตั้งแต่ 25-30 ขึ้นไป) รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับโดยตรง

อยู่บ้านออกกำลังกาย สลายไขมันด้วยหัวใจโซน 2

เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่การเป็นไขมันพอกตับ ดังนั้นเพื่อป้องกันให้ถูกทาง เราจึงควรลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็ควรลดน้ำหนักโดยให้ค่า BMI อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ควรลดนำหนักอย่างรวดเร็วหรือเกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับได้

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้บอกไว้ว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันออกมาใช้เป็นอย่างแรก

วิธีคิดอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซน 2 ก็มีสูตรง่ายๆ คือ นำตัวเลข 220 ลบด้วยอายุ เช่น อายุ 30 ปี จะได้ตัวเลข 220-30=190 ให้นำตัวเลข 190 นั้น มาคำนวณให้ที่ 60-70% ซึ่งก็คือ 114-133 อันเป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันนั่นเอง ที่สำคัญอย่างลืมทำให้ได้วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ร่วมกับการเลือกรับประทานอาหารปรุงแต่งน้อยในสัดส่วนที่เหมาะสม ละลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เข้านอนก่อนสี่ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่ตับซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น หากเป็นไปได้ก็ควรตรวจสุขภาพประจำปี เท่านี้ก็จะช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้ แต่หากใครยังกังวลหรือสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคไขมันพอกตับซะแล้ว ก็สามารถเข้ารับการตรวจวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan ได้ที่โรงพยาบาล

สมุนไพรกินได้ แต่ต้องกินให้เป็น

แม้สมุนไพรจะเป็นยาที่ผลิตจากธรรมชาติ และในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนหนึ่งก็หันมาเลือกกินสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร เพราะหาได้ง่ายกว่ายาแผนปัจจุบัน แต่การใช้อย่างไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อตับได้ เนื่องจากตับต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดสารที่มากับยา นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น การกินมากหรือติดต่อกันนานอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด เกิดอาการอ่อนเพลีย แขนขาชา รวมถึงระบบย่อยอาหารอ่อนแอซึ่งทำให้ท้องเสีย โปรดจำไว้ว่าการกินยาฟ้าทะลายโจรนั้น เราจะกินเพื่อการรักษา ไม่ควรกินเพื่อป้องกัน

ท้ายที่สุด ก่อนกินยาสมุนไพรใดๆ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร มิเช่นนั้นอาจได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากปริมาณยาและการกินติดต่อนานเกินไป ทั้งนี้ หากมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น หายใจขัด หน้าหรือริมฝีปากบวม ก็ต้องหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที ที่สำคัญควรหาซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีเครื่องหมาย อย. กำกับด้วยเสมอ

หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662548

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 15:59 น.หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เผยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ กล่าวว่า “ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด”

ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว”

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

– ผู้สูงอายุ

– โรคอ้วน

– โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง

– โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด

– โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2

– โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต

– โรคตับเรื้อรัง

– มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด

คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก” นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย

งานวิจัยเผย ‘โคเอนไซม์ คิวเทน’ ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662511

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 08:55 น. งานวิจัยเผย 'โคเอนไซม์ คิวเทน' ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ไข่แก่-ท้องยาก-อายุเกิน 35 ปี ยังมีตัวช่วย ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ศึกษางานิจัยพบ “โคเอนไซม์ คิวเทน” สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ได้

เริ่มต้นเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนว่า โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) หรือโคคิวเท็น (CoQ10) คือสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินซึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองในปริมาณหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นระดับของ โคเอนไซม์คิวเทนจะลดลง โดย โคเอนไซม์ คิวเทน ทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตพลังงานของเซลล์ โดยเข้าไปกระตุ้นให้ ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยผลิตพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย โดยพบโคเอนไซม์ คิวเทน ได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และถูกพบมากในอวัยวะที่ทำงานหนักตลอดเวลา หรือเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวนไมโทคอนเดรียมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง และเซลล์สืบพันธุ์ และนอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิวเทน ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากอีกตัวนึงที่ส่งผลช่วยในการชะลอวัย

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ที่ปรึกษาเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ และผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เผยว่า “จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยาก มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาพบว่า ระดับของ โคเอนไซม์ คิวเทน จะลดลงตามอายุ ยิ่งมีความเสื่อมของเซลล์มากขึ้นจะสัมพันธ์กับระดับโคเอนไซม์ คิวเทนที่ลดลง ดังนั้น จึงมีการนำ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้ามาทดลองรักษาโรคความเสื่อมต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ด้วย”

โดยครูก้อย นัชชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี ระดับของโคเอนไซม์คิวเทนเริ่มลดลง ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงกังวล เพราะ โคเอนไซม์ คิวเทน มีส่วนช่วยในเรื่องของเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ โดยเฉพาะในเซลล์สืบพันธุ์ อย่างเช่น เซลล์ไข่ หากเซลล์ไข่ไม่มีพลังงานจะไม่สามารถปฏิสนธิได้ หรือกระบวนการแบ่งตัวอ่อนอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่าเซลล์ไข่ขาดพลังงาน ดั้งนั้นในผู้หญิงขาดสารโคเอนไซม์คิวเทน หรือผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปี เซลล์ไข่จะเริ่มเสื่อมและด้อยคุณภาพลง หรือเรียกได้ว่า “ไข่แก่” นั่นเอง ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ไม่ดี อาจส่งผลให้ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต แท้งง่าย หรือไม่เกิดการปฏิสนธิ ทำให้ท้องยาก

ครูก้อย นัชชา ระบุว่า “เซลล์ไข่แก่จากอายุที่มากขึ้นจะมีไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพอยู่ ดังนั้น การได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรียจะทำให้เซลล์ไข่กลับคืนสภาพมาเต่งตึง และพร้อมเกิดการปฏิสนธิแลกเปลี่ยนโครโมโซม มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้”

โดยครูก้อย นัชชา ได้อ้างอิงการศึกษางานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2009 พบว่า Coenzyme Q10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ ทำให้ไข่มีคุณภาพมากขึ้น โดยงานวิจัยได้ทำการทดลองในหนูที่มีอายุมากที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ไข่ของหนูในห้องทดลองมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งการทาน โคเอนไซม์ คิวเทน อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ไข่ของผู้หญิงที่มีอายุมากได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากนั้นในปี 2015 มีงานวิจัยอีกฉบับหนึ่งได้ทำการศึกษากับมนุษย์ เกี่ยวกับ Restore oocyte mitochondrial function เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยฟื้นฟูการทำงานไมโทคอนเดรียของเซลล์ไข่ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ชื่อว่า Coenzyme Q10 restores oocyte mitochondrial function and fertility during reproductive aging ทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ ตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell เมื่อปี 2015 เป็นการศึกษาของอเมริกาและแคนนาดา พบว่า การที่อายุมากขึ้นส่งผลให้ไมโทคอนเดรียทำงานได้น้อยลง อันเนื่องมาจากขาด โคเอนไซม์ คิวเทน ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่ ไข่เสื่อมลง และส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก

นอกจากนี้ ยังมีวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ทำการวิจัยในมนุษย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว โดยได้ทำการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองรังไข่ไม่ค่อยดี เป็นงานวิจัยจากประเทศจีน ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Biology and Endocrinology เมื่อปี 2018 ได้ทำการวิจัยในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย โดยให้ทาน โคเอนไซม์ คิวเทน 60 วัน ล่วงหน้าก่อนที่จะไปเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน มีการใช้ฮอร์โมนในการกระตุ้นที่น้อยลง ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยทำให้ไข่สุก และยังได้จำนวนการเก็บไข่เพิ่มมากขึ้น มีอัตราการปฏิสนธิสูงขึ้น อีกทั้งยังมีสถิติการตั้งครรภ์สูงขึ้นจากการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกอีกด้วย

และล่าสุดมีงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2020 ได้ทำการวิจัยในผู้หญิงอายุมาก (อายุ 38-46 ปี) พบว่า การรับประทาน Q10 ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ รวมถึงช่วยลดอัตราการแบ่งเซลล์และโครโมโซมผิดปกติของเซลล์ไข่อีกด้วย โดยจากการศึกษาพบกว่า ผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จะพบอัตราไข่สุก 83 % มากกว่าผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ไม่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน ที่พบอัตราไข่สุกเพียง 63 % แต่สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน และไม่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน

จากการรวบรวมการศึกษางานวิจัย ครูก้อย นัชชา ได้ให้ข้อสรุปว่า โคเอนไซม์ คิวเทน ช่วยทำให้คุณภาพของเซลล์ไข่ดีขึ้นได้ และพบว่า อัตราการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เสริมเข้าไป ไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อบำรุงร่างกายหรือฟื้นฟูสภาพเซลล์โดยไม่ควรรับประทานเกิน 100 มก.ต่อวัน

ดังนั้น โคเอนไซม์ คิวเทน จึงเป็นหนึ่งในวิตามินที่ผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ควรรับประทานให้เพียงพอ ควบคู่กับการทานโฟลิกที่ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ทุกคนต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างสมบูรณ์ ลดอัตราทารกพิการแต่กำเนิด และเสริมด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เพราะจะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ปฏิสนธิได้สมบูรณ์ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ไข่ ช่วยให้เซลล์ไข่สามารถแบ่งเซลล์ได้เป็นปกติ กลายเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ฝังตัวเป็นครรภ์ที่แข็งแรงต่อไป ควบคู่กับกับวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆให้ครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% โดยสามารถศึกษารายละเอียด “คัมภีร์อาหารที่คนอยากท้องต้องกิน”  หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง babyandmom และทางยูทูป BabyandMom

ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662472

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี!แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ เผยการวัดระดับแคลเซียมผนังหลอดเลือดหัวใจ วิธีตรวจเช็กโอกาสที่จะเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวหรือคลิปวิดีโอการเสียชีวิตฉับพลันของผู้คนมากมาย ทั้งดารา นักแสดง นักการเมือง หรือแม้กระทั่งนักกีฬาเองก็ดี คำถามที่ทุกคนคงอยากจะรู้คือ แล้วอะไรเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการเสียชีวิต?

…คำตอบคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Heart Attack นั่นเอง

ทุกท่านอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า COVID-19 นั้นอันตราย และใน 2 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตไปแล้วกว่า 4.4 ล้านคนทั่วโลก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านคนต่อปี!

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่า เราจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตมากน้อยแค่ไหน

นพ.ทินกฤต ศศิประภา แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และอนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช จึงมาอธิบายไขข้อสงสัย โดยบอกว่าการใช้ Coronary artery calcium (CAC) score จะช่วยตอบคำถามนี้ 

Coronary artery calcium score คืออะไร

เรารู้มานานแล้วว่า การที่หลอดเลือดมีแคลเซียม (calcium) ไปเกาะนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือด คำว่า Coronary artery หมายถึง หลอดเลือดหัวใจ การตรวจนี้จึงเป็นการวัดปริมาณแคลเซียมที่อยู่ในหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง และจากศึกษาวิจัยพบว่า หากค่าแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจนี้มีค่าสูงจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจนี้จะบอกได้เพียงปริมาณแคลเซียม แต่จะไม่สามารถเห็นการตีบตันของหลอดเลือดได้ หากจะดูการตีบตันของหลอดเลือดต้องตรวจด้วยวิธีอื่นๆ

การตรวจนี้เหมาะสำหรับใคร

บุคคลที่อายุ 40-70 ปี ที่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกตัวอย่างเช่น ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว เคยหรือยังสูบบุหรี่ในปัจจุบัน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน รวมทั้ง Sedentary lifestyle หมายถึง การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง นอน หรือแทบไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง

Coronary artery calcium score ตรวจอย่างไร

การตรวจด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้สารทึบรังสี หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แปลผลอย่างไร

ผล Coronary calcium score จะมีค่าตั้งแต่ 0 คือไม่มีเลยไปจนถึง มากกว่า 400 ซึ่งจะใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และวางแผนในการรักษาต่อไป

กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662419

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 06:58 น.กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะ 2 กลุ่มสมุนไพร และตำรับยาในสถานการณ์โควิด-19 จำแนกสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อ-คนไข้ท่ีติดเชื้อ พร้อมคำแนะนำด้านอาหาร เครื่องดื่ม และตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้

นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ หากร่างกายได้รับเชื้อโรคต่างๆ หรือเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันท่ีดี เม็ดเลือดขาวก็จะต่อสู้กับเชื้อโรได้เป็นอย่างดี การเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง จึงเป็นโอกาสรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ขอแนะนำสมุนไพรท่ีเหมาะจะรับประทานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งได้แบ่งสมุนไพรออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มท่ี 1 สมุนไพรสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19  มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ ประกอบด้วย

  • กระชาย รสเผ็ดร้อน ขม เหง้าและกระโปกกระชาย ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด มีสรรพคุณคล้ายกับโสม บางทีหมอแผนโบราณมักจะเรียกว่าโสมไทย นิยมกินเป็นอาหารและทำเป็นเครื่องดื่ม
  • ขิง รสเผ็ดร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ เสียดท้อง อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการไอ ระคายคอ ขับเสมหะ ขมิ้นชัน รสเผ็ดร้อนฝาด บำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้พิษโลหิต แก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง แก้ผดผื่นคัน แก้โรคผิวหนัง
  • พลูคาว/ผักคาวตอง รสเผ็ด แต่ออกฤทธ์ิเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ปัสสาวะ
  • หม่อนใบ รสจืดเย็น เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ ไข้หวัด ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเป็นยาช่วยขับลมร้อน ผลรสเปรี้ยวหวานเย็น เป็นยาเย็น ยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุไม่ปกติ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ใช้แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดับร้อน ช่วยย่อย และเพื่อความสดช่ืน
  • หอมแกง รสหอมปร่า ใช้หัวแก่จัดๆ กินเป็นยาขับลมในลำไส้  แก้ปวดท้อง  บำรุงธาตุ  แก้หวัดคัดจมูก ใช้หัวตำสุมหัวเด็กแก้หวัด แก้ไข้ลดความร้อน แก้ไอ
  • กระเทียม รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดพิการ  บำรุงธาตุ แก้ไอ แก้ไข้ ไข้หวัดคัดจมูก ไข้เพื่อเสมหะ
  • ตะไคร้ รสหอมปร่า ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย
  • กะเพรา รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ปวดท้อง ท้องข้ึนจุกเสียด ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุให้เป็นปกติ

กลุ่มท่ี 2 สมุนไพรท่ีใช้กับคนไข้ท่ีติดเชื้อโควิด 19 ท่ีไม่มีอาการ หรือมีอาการรุนแรงน้อย ประกอบด้วย

  • ฟ้าทะลายโจร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของไวรัส ลดอักเสบบรรเทาการไข้ ไอ เจ็บคอ ยาห้าราก กระทุ้งพิษไข้ บรรเทาอาการไข้
  • ยาจันทน์ลีลา แก้ไข้ตัวร้อน
  • ยาประสะจันทน์แดงแก้ไข้ตัวร้อน (ไข้พิษ) แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • ยาเขียวหอม แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ            
  • ยาประสะมะแว้ง บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ยาตรีผลา เสริมภูมิคุ้มกัน แก้ไอ ละลาย เสมหะ ช่วยระบาย 

ตำรับยาฟื้นฟูหลังไข้

ตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้ แก้ลมปลายไข้ (หลังฟื้นไข้แล้วยังมีอาการ เช่น คลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด และอ่อนเพลีย) ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ แก้ลม วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน (ลมจุกแน่นในอก) ในผู้สูงอายุ

ตำรับยาที่ช่วยปรับธาตุ บำรุงธาตุ ได้แก่

  • ยาธาตุบรรจบ บรรเทาอาการอุจจาระธาตุพิการ
  • มันทธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องอืด เฟ้อ
  • ตรีเกสรมาศ แก้อ่อนเพลีย ปรับธาตุในผู้ที่เพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วย เช่น ไข้ ท้องเสีย

ทั้งนี้ การใช้ตำรับยาสมุนไพรกับผู้ป่วยโควิด 19 ควรได้รับการรักษาหรือต้องได้รับคำแนะนำโดยแพทย์แผนไทย อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานยาเองโดยเด็ดขาด

กินอาหารเป็นยา

สำหรับเมนูอาหาร เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย ขอแนะนำ เมี่ยง เช่น เมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู และเมี่ยงผักสด/เมี่ยงปลาเผา น้ำพริกแบบไทยๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกปลาทู น้ำพริกมะขามป้อม พร้อมผักแกล้ม ยอดมะยม ยอดสะเดา มะระขี้นก ผักแพว ขมิ้น แตงกวา พลูคาว บัวบก  ผักแพว ผักเพกา ผักเซียงดา ฝักมะรุม (วิตามินซีสูง ต้านอนุมุลอิสระ เสริมภูมิ คุ้มกัน) ต้มไก่บ้านใส่ใบหม่อน   ในส่วนเครื่องดื่ม ขอแนะนำ น้ำขิง น้ำกระชาย น้ำตรีผลา น้ำมะขามป้อม น้ำฝรั่ง น้ำลูกหม่อน ชาหม่อน ชาตะไคร้ ชาใบเตย ชาใบใบกะเพรา เป็นต้น           

Lions, tigers in U.S. national zoo test presumptive positive for coronavirus #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40006313

Lions, tigers in U.S. national zoo test presumptive positive for coronavirus


Fecal samples for all great cats, including six African lions, a Sumatran tiger and two Amur tigers, were collected and tested presumptive positive for coronavirus, said the Smithsonians National Zoo. So far there is no evidence to pinpoint the source of the infection.

All of the lions and tigers living in the Smithsonian’s National Zoo in U.S. capital Washington, D.C. have tested presumptive positive for coronavirus, the zoo said in a press release on Friday.

Fecal samples for all great cats, including six African lions, a Sumatran tiger and two Amur tigers, were collected and tested presumptive positive, said the zoo. Final results are expected in the next few days.

No other animals at the zoo are showing any signs of infection, said the zoo, which just celebrated panda cub Xiao Qi Ji’s first birthday late last month.

ADVERTISEMENT

Animal keepers observed decreased appetites, coughing, sneezing and lethargy in several lions and tigers last weekend, said the zoo in the release.

All lions and tigers are being treated with anti-inflammatories and anti-nausea medication to address discomfort and decreased appetite, as well as antibiotics for presumptive secondary bacterial pneumonia, according to the zoo.

They remain under close observation, the zoo added.

Related Stories

Zoo staff still managed the cats’ access to their outdoor habitats since their condition does not require they remain inside. However, given the substantial distance between the animals and visitors, the public is not at risk, the zoo said.

So far there is no evidence to pinpoint the source of the infection, the zoo said, adding it has conducted a thorough investigation of all staff that were in close proximity to the lions and tigers.

The U.S. Department of Agriculture has authorized the use of a SARS-COV-2 vaccine made specifically for zoo animals by Zoetis. The first round of vaccine disbursement will be administered to select animals identified as a susceptible species at both the zoo and Conservation Biology Institute in Virginia when it becomes available in the coming months, said the zoo.

It has been standard practice for all animal care staff and essential staff working in the zoo to mask indoors in all public and non-public areas.

Photo taken on May 21, 2021 shows a tiger at SmithsonianPhoto taken on May 21, 2021 shows a tiger at Smithsonian

Published : September 18, 2021

The mRNA vaccines and heart inflammation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40006248

The mRNA vaccines and heart inflammation


Starting in October, children aged 12 and up will get Pfizer jabs with consent from parents.

However, Chulalongkorn University virologist Dr Yong Poovorawan cautions that mRNA vaccine can cause the rare side effect of heart inflammation (myocarditis/pericarditis) in children, citing a US study (https://www.nationthailand.com/life/40005961).

US research indicates boys aged 12 to 15 are four times more likely to develop mRNA vaccine-related myocarditis than be hospitalised with Covid-19.

What are mRNA vaccines?

These vaccines use messenger RNA (mRNA) to instruct the body’s cells to make the Covid virus protein spike, which then triggers an immune response.

Related News

ADVERTISEMENT

Virologist warns of risk in giving mRNA vaccine to 12-17 year olds

Students to get first Pfizer jab before schools reopen in November

4.5 million adolescents to get Pfizer vaccine from October

This type of vaccine stimulates a high degree of immunity.

There are currently two mRNA vaccines: Pfizer and Moderna.

People with a history of myocarditis or pericarditis are advised to visit a doctor before getting an mRNA jab.
 

The mRNA vaccines and heart inflammationThe mRNA vaccines and heart inflammation

Published : September 16, 2021

AstraZeneca ‘mini-booster’ gives almost same immunity as full shot, say Thai researchers #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/blogs/life/40006141

AstraZeneca ‘mini-booster’ gives almost same immunity as full shot, say Thai researchers


A mini booster shot containing one-fifth the normal of dose of AstraZeneca vaccine gives almost the same level of immunity as a full dose, according to new research at Prince of Songkla University (PSU).

The PSU study involved 95 volunteers who had already had two shots of Sinovac vaccine.

The volunteers were divided into two groups, with the first group given the mini-booster and the second group given a full shot of AstraZeneca.

After they were given the mini-booster, volunteers’ immunity – measured by BAU/mL or binding antibody units per millilitre – soared from an average 128.7 to 1,300.

Meanwhile, the full AstraZeneca dose generated immunity of 1,600 BAU/mL.

Some volunteers had their Sinovac jabs 4-8 weeks apart and others 8-12 weeks apart, but there was no significant difference in the mini-booster’s effect on either group, said researchers. Both groups saw their antibodies and T-cells surge to high levels after receiving one-fifth of an AstraZeneca dose, they added.

Researchers also reported no serious side effects among the 95 volunteers.

The mini-booster jabs were administered subcutaneously (under the skin) while the full dose was injected into the muscle. No serious side effects were reported by volunteers in either group. The mini-booster generated fewer physical side effects such as fever, chills, and aches, but more swelling, redness, heat and itching at the injection site.

Published : September 14, 2021

Put away devices to spend more quality time with your children #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/life/40005877

Put away devices to spend more quality time with your children


Chutikorn Nopparat, PhD. Research Center for Neuroscience, Institute of Molecular Biosciences

In compliance with government regulations, many mothers are having to work from home every day or go to the office on certain days of the week. As for children, they attend classes online. With both at home, it is understood that mothers and children will spend more time together, and quality time spent with parents is known to improve the mental and physical development of children.

However, that is not the case in many families. The fact is that parents are either busy with work while at home, or do not know how to play with their children.

Recent surveys show that children spend most of their time in front of a computer screen, mobile phone or another digital device.

Studies have also found that in the Covid-19 era, children are getting low-quality sleepy and spend fewer hours in bed. They also spend less time on physical activity (Kaditis, Ohler, et al 2021).

On the other hand, they spend more time facing a screen (Lee 2020). All this time spent in front of a screen has several negative consequences, both direct and indirect, including:

• Eye strain, aching, burning, irritated and watery eyes, blurred vision and chance of macular degeneration due to the long-term effect of blue-light waves from mobile phone screens.

• Waste of quality time that should be spent with parents or caregivers, affecting mother-child attachment and bonding.

• Children lose the opportunity to develop in different fields due to time spent on the screen.

Put away devices to spend more quality time with your childrenPut away devices to spend more quality time with your children

Here are some of the things they may be missing out on:

1. Language and social development: Digital media or screen time is a one-way communication, so children miss out on interacting with adults or playing with their peers.

2. Gross and fine motor development: Children often sit still and stare at mobile screens without moving or using their hands or arms.

3. Cognitive development: Children lose the opportunity to practice problem-solving and taking the initiative. These skills are better learned when they are allowed to act and participate in activities. This also affects their executive function.

Light waves emitted from mobile phone screens, especially blue light with short wavelengths of about 400-440nm, can hurt the quality of sleep in children. The biological clock (circadian rhythm) helps coordinate the functions of various systems in the body to work efficiently. The sleep mechanisms have relatively specific circadian rhythms as per the levels of melatonin, a hormone secreted by the pineal gland, regulating the sleep cycle.

Normally, during the day, blue light waves from the sun inhibit the secretion of melatonin which is a normal mechanism of body function. But at night,, melatonin is supposed to be released according to the circadian clock. If the brain is disturbed by blue-light waves from mobile phone screens or digital devices, the levels of melatonin will be lower than normal. This causes insomnia, light sleep and inadequate quality sleep (Wahl, Engelhardt, et al 2019).

Put away devices to spend more quality time with your childrenPut away devices to spend more quality time with your children

For children, sufficient quality sleep will boost the secretion of the growth hormone, which is necessary for physical growth and development appropriate to their age, apart from enhancing brain development (Scheepens, Moderscheim, et al 2005).

Growth hormone is abundantly secreted during deep sleep (stage3-4 of NREM sleep). Blue light from phone screens directly disturbs sleep and is related to the childhood development of both the brain and the rest of the body.

In addition, adequate sleep helps repair the wear and tear of the body and boosts immunity, which is very important especially during disease outbreaks.

Therefore, parents should be aware of the silent danger of prolonged mobile phone usage and split the time spent in front of a screen into intervals. Children should also be made to avoid screens at least two to four hours before getting into bed.

Here are some suggestions for good sleep:

• Train your child to go to bed and wake up at the same time every day. Bedtime should not be too late.

• Avoid screen usage two to four hours before bedtime. If necessary, then look for blue-light blocking glasses.

• Turn off or dim the bedroom light when turning in. During the day, children should be exposed to natural sunlight.

Tips and tricks

Here are some activities for mothers and children that will help enhance the child’s development in the Covid-19 era:

• Encourage physical activity such as cycling, jumping rope or running. Physical movement can promote the growth of large muscles.

• Teach children to help themselves, such as serving rice, putting on clothes without help or buttoning up as well as helping with household chores, which will help develop their fine motor skills.

• Quality time spent together will boost the opportunity for inter-communication, such as reading stories or playing together, which will help with language and social development. Even when the child is on the screen, caregivers can engage the child in discussions about what is on the screen or help them choose the right media.

Put away devices to spend more quality time with your childrenPut away devices to spend more quality time with your children

Published : September 08, 2021