ปกป้อง “ลูกน้อย” จาก 4 โรคที่มากับหน้าฝน ร้ายสุด เสียชีวิตลงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473174

ปกป้อง “ลูกน้อย” จาก 4 โรคที่มากับหน้าฝน ร้ายสุด เสียชีวิตลงได้

6 กรกฎาคม 2564 – 18:47 น.

4 โรคที่มากับหน้าฝน ร้ายสุด เสียชีวิตลงได้ ปกป้อง “ลูกน้อย” รู้จักโรค สาเหตุ อาการ การรักษาและป้องกัน ก่อนจะสายไป

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ เข้าสู่ฤดูฝน 15 พฤษภาคม 2564 โดยปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณฝนมากกว่าปีที่แล้ว และมากกว่าค่าปกติ 5 – 10% โดยปัญหาที่ตามมาเมื่อฝนตกนอกจากการตากผ้าไม่แห้ง อับชื้น แล้วสิ่งที่น่ากลัวคงไม่พ้น 4 โรค RSV โรคมือเท้าปาก ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ที่อาจจะเกิดกับ “ลูกน้อย” ของเรา ต้องระวังปกป้องให้ดี

RSV หรือชื่อทางการแพทย์ คือ Respiratory Syncytial Virus

  • RSV ดูเผินๆ ก็เหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่เราไม่สามารถปล่อย “ลูกน้อย” ให้หายเองได้เหมือนไข้หวัด เพราะปอดและหลอดลมจะติดเชื้อ ร้ายสุด คือ ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตลงได้
  • สาเหตุการเกิดโรค : RSV เป็นเชื้อไวรัส สามารถติดต่อได้ทางการสัมผัส สารคัดหลั่งต่าง ๆ หรือแม้แต่การจาม ก็ทำให้ติดเชื้อได้แล้ว
  • อาการของโรค : เริ่มแรกคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูก ไอหรือไออย่างหนักจนอาเจียน จาม มีไข้ แต่ไข้อาจจะสูงถึง 39 – 40 องศาฯ ได้เลยทีเดียวหากปล่อยไว้นาน หายใจลำบากและมีเสียงวี้ด ปากซีดเขียวในบางราย
  • การรักษาและป้องกัน : ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่สามารถรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก พ่นยาขยายหลอดลม ซึ่งใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 – 2 สัปดาห์
  • ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันไวรัส RSV รวมถึงไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เมื่อเด็กได้รับไวรัสต้องรักษาตามอาการ
  • การป้องกันการติดเชื้อ RSV คือ การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อย ๆ และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กก็ต้องล้างมือบ่อย ๆ เช่นกัน และเมื่อมีเด็กป่วยให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

โรคมือเท้าปาก

  • โรคนี้มาจากกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ผู้ป่วยที่พบมักอยู่ในวัยอนุบาล โดยเชื้อใช้ระยะเวลา 3 – 7 วัน
  • สาเหตุการเกิดโรค : เชื้อไวรัสสามารถติดได้ทางสารคัดหลั่งเช่น ละอองน้ำลายจากการไอ จาม น้ำมูก และสัมผัสแผล หรือ การดื่ม กิน อาหาร เครื่องดื่ม ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่
  • อาการของโรค : มีไข้ น้ำมุก อาการคล้ายหวัด แต่จะมีแผลที่ปาก เบื่ออาหาร และเมื่อทิ้งเชื้อไว้ 3 – 7 วัน จะเริ่มมีผื่น ตุ่มแดง ตามมือ ขา และเท้า
  • การรักษาและป้องกัน : โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน สิ่งที่เราสามารถป้องกัน “ลูกน้อย” จากโรคนี้คือ การให้เด็กรู้จักการล้างมืออย่างถูกวิธี ทำความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสได้ หรือหากได้รับเชื้อแล้ว ต้องนำไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อเฝ้าระวังและรักษาตามอาการต่อไป

ไข้เลือดออก

  • เมื่อฝนตกหนัก ย่อมเกิดน้ำท่วมขังกลายเป็นเพาะพันธุ์ของเหล่ายุงตัวร้ายและโรคที่มากับยุง เช่น ไข้เลือดออก เป็นต้น
  • สาเหตุการเกิดโรค : การที่แหล่งน้ำใกล้ตัวท่วมขังและมีการแพร่พันธุ์ของยุง หรือลูกน้อยของเราได้รับเชื้อจากการยุงลาย
  • อาการของโรค : อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว บางรายมีไข้สูงเฉียบพลัน ไอ จาม มีน้ำมูก เลือดออกตามผิวหนัง หรือตามไรฟัน เลือดกำเดา เป็นต้น
  • การรักษาและป้องกัน : ไม่ปล่อยให้น้ำท่วมขังเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หาก “ลูกน้อย” ได้รับเชื้อแล้วควรพาไปพบแพทย์ แม้จะยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง แต่เราสามารถรักษาตามอาการและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดก็สามารถหายจากโรคไข้เลือดออกได้

ไข้หวัดใหญ่

  • ความจริงแล้วไข้หวัดใหญ่นั้นไม่ได้มีเฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น โรคนี้ใคร ๆ ก็เป็นได้ หากร่างกายอ่อนแอ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซ้ำแล้วไข้หวัดใหญ่วิวัฒนาการตัวเองเป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาได้เรื่อย ๆ อีกด้วย
  • สาเหตุการเกิดโรค : ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราด้วยการดื่ม หรือ กินอาหารที่มีการปนเผื้อนของเชื้อไวรัสนี้ นอกจากนี้ การรับเชื้อจากละอองน้ำมูก การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน
  • อาการของโรค : อาการของไข้หวัดใหญ่นั้น ช่วงแรกจะคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีไข้สูงกว่า บางรายที่ไข้สูงเฉียบพลัน อาจจะทำให้ช็อก และเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
  • การรักษาและป้องกัน : การป้องกัน “ลูกน้อย” จากโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถทำได้โดยการล้างมือบ่อย ๆ ระมัดระวังการสัมผัสสิ่ง ๆ ต่างที่อาจนำเชื้อเข้าร่างกายได้ หากได้รับเชื้อแล้ว ควรเฝ้าระวังไข้ที่สูงผิดปกติ และควรบุตรหลานพบแพทย์โดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น ๆ ด้วย
RSV, โรคมือเท้าปาก, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดใหญ่, ลูกน้อย

ข้อมูล : โรงพยาบาลเปาโล

8 ภัยเงียบ “นอนดึก” รู้เท่าทัน ยังไม่สาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473159

8 ภัยเงียบ”นอนดึก” รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

6 กรกฎาคม 2564 – 18:16 น.

เช็กให้ชัวร์ “8 ภัยเงียบนอนดึก”รู้เท่าทัน เร่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

คนที่ชอบนอนดึก ไม่ว่าจะจากข้ออ้าง ทำงานหนัก หรือ ดูซีรีย์  ทำให้เกิดพฤติกรรม นอนดึก ตื่นสาย  โปรดทำความเข้าใจใหม่  เพราะผลเสียของการนอนดึก มีมากกว่าที่คิด

1.สมองทำงานช้า ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ผลเสียการนอนดึก นอกเหนือจากร่างกายจะอ่อนแอแล้ว  ภัยเงียบที่มองไม่เห็น คือทำให้สมองอ่อนแอตามมาอีกด้วย  เนื่องจาก เวลานอนไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ช้าลง คิดอะไรก็คิดไม่ออก เพราะ มึน อึน หนักหัวไปหมด ยิ่งเวลาสอบด้วยนะ  สมองตื้อแน่  ทางที่ดีเวลามีวันสำคัญนอนเร็ว ๆ เพื่อให้เรา ไม่อึนไม่เบลอจะดีกว่า

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

2.ร่างกายอ่อนเพลีย

การนอน คือการพักผ่อนของร่างกาย และเปรียบเสมือนการชาร์ตแบตให้กับตัวเราเอง  พูดง่าย ๆ พฤติกรรมการ นอนดึก ก็เหมือนกับโทรศัพท์ ที่มีแบต 100% พอทำงานมาก ๆ ใช้บ่อย ๆ มีแบตลดลงบ้าง ซึ่งการนอนดึก ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ในวันถัดไป เพราะ ไม่มีการพักชาร์ตแบตให้เพียงพอ เพื่อนำไปใช้ต่อร่างกาย จึงเกิดอาการ โลว์แบตเตอรี่นั่นเอง

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

3.สิวขึ้น

ภัยเงียบ ต้นเหตุสิวขึ้นเกิดจากการนอนดึก เกิดจากการทำงานของร่างกายที่เป็นเวลา หากเรานอนดึกมากเกินไป ผลวิจัยบอกว่า  จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าตอนนอน  อีกทั้ง ยังไปสั่งให้ฮอร์โมนผลิตน้ำมันให้มากขึ้นอีก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมนอนดึกทีไร ตื่นเช้ามาสิวต้องขึ้นทุกที  รู้แบบนี้แล้ว หาตารางทำงานของร่างกาย เพื่อการนอนอย่างมีประสิทธิภาพได้แล้วนะทุกคน

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

4.น้ำหนักขึ้น

ยิ่งนอนดึกยิ่งน้ำหนักขึ้น เพราะเวลาในการใช้ชีวิตของเรามีเพิ่มขึ้น  และร่างกายเกิดอาการหิวง่าย  เมื่อเกิดการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยสมองเป็นตัวหลักสำคัญ  เพราะจะสั่งการให้เรานั้นหิว และอยากกินของที่มีแคลลอรีสูง และนี่เองคือสาเหตุว่าทำไมถึงต้องรีบนอนไว ๆ ไม่อยากอ้วน ก็ต้องไม่นอนดึก

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

5.สายตา ย่ำแย่

สายตาแย่ลง เกิดจากเซลล์บริเวณรอบดวงตา รวมไปถึงกล้ามเนื้อ  ไม่ได้รับการพักผ่อน อีกทั้ง ยังเกิดจากการใช้สายตาเป็นเวลานานจนไม่ได้พัก จึงทำให้การมองเห็นของเรามีประสิทธิภาพลดลง เช่น เห็นแสงระยิบระยับ แสงวาบหางตา ตาพร่ามัวบ้าง สายตาสั้นลง ปวดตา ตาล้า โรคตาบอดกลางคืน สิ่งนี้ล้วนมาจากการไม่พักผ่อนทั้งนั้น

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

6.อารมณ์แปรปรวน

ผลพวงจากการนอนดึก อาจทำให้ตัวเราเองนั้นมีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย  bipolar  หงุดหงิดง่ายจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่ได้ดั่งใจเรา รวมไปถึงคนน้อยจะมีประสิทธิภาพในการควบคุมอารมณ์ได้น้อยกว่าบุคคลที่นอนเต็มอิ่ม ทั้งนี้ ใครไม่อยากไปเหวี่ยงคนอื่น  ก็ รีบนอนให้ไวเลย

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

7.ป่วยบ่อย

การนอนน้อย ตื่น สาย นอน ไม่หลับ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำ นอกจากส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคร้าย อาทิ เป็นหวัดบ่อย , เป็นไข้บ่อย, โรคหัวใจวาย , โรคเบาหวาน , โรคมะเร็งลำไส้ , โรคอ้วน  และโรคซึมเศร้า เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอนั้น จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายทั้งระบบ

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

8.ความจำไม่ดี

ถ้าคุณไม่ยอมนอน หรือนอนน้อย  ภัยเงียบ จะทำให้เซลล์สมองของเราไม่ได้พัก  ส่งผลทำให้เกิดอาการ ขี้หลงขี้ลืม ความจำสั้น ยิ่งวันไหนต้องรีบตื่นเช้า รีบไปทำงาน  วันนั้นมักจะชอบลืมตลอด เพราะการนอนน้อยมีส่วนในการทำให้กระบวนการด้านความคิดของเราย่ำแย่ลงนั่นเอง

8 ภัยเงียบ"นอนดึก" รู้เท่าทัน ยังไม่สาย

รู้แบบนี้แล้ว ใครที่ชอบเป็นมนุษย์ค้างคาวกัน  อย่าลืมตระหนักถึง ภัยเงียบ ที่คุกคามเข้ามา  เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายทั้งระบบ

“ตั้งครรภ์” มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น “แม่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473133

“ตั้งครรภ์”มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น”แม่”

6 กรกฎาคม 2564 – 16:17 น.

เรื่องการตั้งครรภ์ ไม่ใช่เรื่องน่าอายสมัยนี้ แต่จะดีแค่ไหนที่เราสามารถเตรียมพร้อมได้ก่อน ซึ่งวิธีสังเกตว่าคุณกำลังมีทายาทมั้ย อย่างง่ายเราหยิบมาฝาก 5 ข้อที่เหล่าสตรีเพศสามารถตรวจเช็คกันได้ 

มาถึงช่วงอายุหนึ่งของสตรีเพศ การครองเรือนและตั้งครรภ์มีบุตรนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายครอบครัวหวัง เพื่อการเติมเต็มชีวิตของคำว่า Family ที่สมบูรณ์ แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่พร้อมเรื่องทายาท ทั้งที่ยังไม่แต่งงาน หรือ ออกเรือนแล้วก็ตาม นอกจากเรื่องการนับวัน ยาคุมแล้ว การสังเกตตัวเองจะช่วยรับมือได้เป็นอย่างดี 

ข้อมูลทางการแพทย์ได้เปิดเผยไว้หลายข้อสังเกต แต่เราขอหยิบสรุปประมวลมาให้อ่านอย่างรวบตึง 5 ข้อที่บ่งบอกถึงสัญญาณที่ดีว่าคุณกำลังเป็นแม่คน 

1. “ประจำเดือนขาด” หลังจากที่คุณเพิ่งปฏิบัติภารกิจร่วมรักกับหวานใจของคุณแล้วไม่ได้ป้องกัน อันดับแรกคืออยู่ๆ ประจำเดือนก็ขาดไป  ดังนั้นเบื้องต้นตั้งคำถามไว้ได้เลยว่า อาจจะเกิดการตั้งครรภ์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีสตรีบางราย ประจำเดือนไม่มาเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน หรือภายในมดลูกได้เพื่อความมั่นใจการพบแพทย์คือแน่นอนสุด

"ตั้งครรภ์"มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น"แม่"

2. “เต้านมคัด” เมื่อสงสัยว่าตั้งครรภ์ อีกหนึ่งสิ่งที่แสดงออก คือ เต้านมคัด แน่นตึง ต่างจากปกตินั่นสื่อถึงสัญญาณที่เกิดจากการปรับสภาพของต่อมน้ำนมจากผลของฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เต้านมบวม ตึง เจ็บ นอกจากนี้ยังไวต่อการสัมผัสมากขึ้นด้วย ซึ่งจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-3 เดือน แล้วจึงหายไปเอง

3. “ปัสสาวะบ่อย”อาการนี้อาจเกิดได้กับทุกคนที่มีปัญหาเรื่องการปัสสาวะ ดื่มน้ำเยอะ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มา และรู้สึกว่าร่างการเปลี่ยนตามข้อมูลเบื้องต้นมาถึงตอนนี้ ก็ทำนายได้เลยว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเหตุผลของคนที่กำลังท้องมักจะปัสสวะบ่อยนั้นมา จากไตทำงานมากขึ้นกว่าปกติ เพราะปริมาณของเลือดในร่างกายเพิ่มมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ จึงทำให้เลือดผ่านไปที่ไตมากกว่าเดิมและจากการขยายตัวของมดลูกไปเบียดกระเพาะปัสสาวะส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

"ตั้งครรภ์"มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น"แม่"

4. “จมูกไวต่อกลิ่น”สังเกตไหมว่า ละครมีกนำเสนออาการหนึ่งของคนแพ้ท้อง ตั้งครรภ์ คือการสำรอก แม้ยังไม่ได้ทานอะไรเข้าไป เนื่องจากจมูกนั้นสาทารถรับกลิ่นได้ดี นั่นเป็นผลจากจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น ทำให้จมูกของคุณแม่ไวต่อกลิ่นทุกชนิดมากขึ้นเป็นพิเศษ จู่ๆ ก็ไม่ชอบกลิ่นที่คุ้นเคย ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นจนอยากอาเจียนไปหมดบาง 

5. “รู้สึกเมื่อยล้า ปวดเมื่อยหลัง” และข้อสังเกตเรื่องสุดท้ายคือ เจ้าอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย จะเป็นอาการที่เริ่มรู้สึกได้อย่างทันที ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการตั้งครรภ์ ซึ่งข้อมูลชี้ว่านั่นเป็นเพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น รวมกับอาการอื่นในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระดับน้ำตาลในเลือดลดระดับลง ความดันโลหิตลดต่ำ และการถูกกระตุ้นให้ผลิตเลือด หลายสาเหตุรวมกันนั่นเอง 

"ตั้งครรภ์"มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น"แม่"

โดยอาการทั้ง 5 นี้เป็นเพียงข้อสังเกต ที่สามารถตั้งคำถสามให้กับสตรีเพศได้ว่า คุณกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่นั่นเพราะ เหล่าข้อมูลที่บอกไปจะ แสดงให้เห็นผ่านการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากต้องการความแม่นยำการพบแพทย์ คือสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าอาจจะไม่ตั้งครรภ์อย่างที่สงสัย แต่ก็จะได้ตรวจร่างกายของตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี

"ตั้งครรภ์"มั้ย 5 สัญญาณบอกว่าคุณกำลังเป็น"แม่"

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล

10 วิธีเอาตัวรอดจาก”ไฟไหม้”แบบปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473132

10 วิธีเอาตัวรอดจาก”ไฟไหม้”แบบปลอดภัย

6 กรกฎาคม 2564 – 16:14 น.

แนะวิธีเอาตัวรอด10วิธี เมื่อประสบเหตุเพลิงไหม้ควรปฏิบัติตนอย่างไรให้ปลอดภัย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ย่านกิ่งแก้ว อ.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก และอาคารบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น นับว่าสร้างความหวาดผวาให้กับผู้อยู่อาศัยบริเวณโดยรอบ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิตของทุกท่าน วันนี้ คมชัดลึก ได้รวบรวม 10 วิธีปฏิบัติเพื่อเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้มาฝากกัน ดังต่อไปนี้

1.หากเพลิงไหม้เกิดขึ้นภายในห้องพัก สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การตั้งสติ อย่าตื่นตะหนก

2.ดึงหรือกดสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันทีที่พบเหตุเพลิงไหม้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

10 วิธีเอาตัวรอดจาก"ไฟไหม้"แบบปลอดภัย

3.หากเพลิงไหม้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น พยายามดับเพลิงโดยการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงในอาคารให้ได้ภายใน 2 นาที อย่ามัวแต่รอความช่วยเหลือจากพนักงานดับเพลิง

4.หากไม่สามารถดับเพลิงไหม้ได้ ให้ออกจากห้อง และปิดประตูให้สนิทเพื่อชะลอการลุกลามของเพลิงไหม้ จากนั้นรีบออกจากอาคารให้เร็วที่สุด

5.แต่หากต้นเพลิงเกิดจากส่วนอื่นของอาคาร เมื่อทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ ให้ตั้งสติ มองหาอุปกรณ์ส่องสว่าง ที่จะช่วยให้สามารถออกจากอาคารในความมืดได้ เช่น ไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ

6.หาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก หรือหาผ้าห่มชุบน้ำแล้วห่มตัว เพื่อป้องกันการสูดควันไฟ และเพื่อป้องกันความร้อนจากเปลวไฟ

7.ก่อนเปิดประตูให้แตะ หรือคลำลูกบิด หากร้อนจัดแสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก อย่าตื่นตระหนกเปิดประตูทันทีเพราะจะถูกเปลวไฟพุ่งเข้าหาตัวได

8.ห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาด เพราะหากติดอยู่ในลิฟต์ มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตจากควันไฟ ให้ใช้บันไดหนีไฟ

10 วิธีเอาตัวรอดจาก"ไฟไหม้"แบบปลอดภัย

9.หากติดอยู่ในกลุ่มควันไฟ ให้ก้มตัวลงต่ำ และคลานไปกับพื้น เพราะออกซิเจนจะลอยอยู่ที่ต่ำ ควันไฟเป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตมากกว่าเปลวไฟถึง 3 เท่าตัว

10 วิธีเอาตัวรอดจาก"ไฟไหม้"แบบปลอดภัย

10.กรณีที่ไม่สามารถออกจากห้องได้ เนื่องจากมีเปลวไฟอยู่บริเวณภายนอกห้อง ให้อยู่ภายในห้องพัก และปิดประตู ใช้ผ้าชุบน้ำอุดบริเวณขอบบานประตู และให้ขอความช่วยเหลือที่หน้าต่างหรือระเบียง

“ปั่นจักรยาน” “ขึ้นเขา” หนี “covid -19” ไม่ใช่แค่การ “ออกกำลังกาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473131

“ปั่นจักรยาน” “ขึ้นเขา” หนี “covid -19″ ไม่ใช่แค่การ”ออกกำลังกาย”

6 กรกฎาคม 2564 – 16:04 น.

สายปั่น ควรเตรียมพร้อม ก่อน”ปั่นจักรยานขึ้นเขา” หนี”covid -19″ นอกจากเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ยังสัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่ 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ covid19 อาจทำให้เราต้องอยู่ในบ้านหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนในที่สาธารณะ จักรยานจึงเป็นคำตอบของใครหลายๆคน สายปั่น และยังได้ของแถมที่ดีด้วยนั้นคือ สุขภาพที่ดีตามมา จะพาไปเตรียมความพร้อมในการปั่นจักรยาน แบบปลอด covid19 กัน โดยการปั่นขึ้นเขา อย่าง เขาเขียว ดอยสุเทพ

การปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของนักปั่น เพราะต้องใช้พลังความพร้อม และทักษะ เพื่อความปลอดภัยในการขึ้น-ลงเขา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ จักรยาน
จักรยาน” ต้องพร้อม พร้อมอะไรบ้าง?
“ยาง” ต้องไม่กรอบ ไม่เก่า เปลี่ยนก่อนขึ้นเขาได้จะยิ่งดี และอย่าลืมเตรียมยางในไปเผื่อกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์เสริมยางต่างๆ โดยเฉพาะที่สูบลม ควรเตรียมไปในกรณีที่เป็นเส้นทางที่คนไม่เยอะ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะสามารถช่วยได้ โซ่ เฟือง  เบรค อุปกรณ์เบื้องต้น ที่ต้องเตรียมความเรียบร้อย เช่นการ หยอดน้ำมัน

"ปั่นจักรยาน" "ขึ้นเขา" หนี "covid -19" ไม่ใช่แค่การ"ออกกำลังกาย"

หลายคนที่หลงไหลการปั่นจักรยาน นั้นเริ่มเปลี่ยนแนวทางออกไปเรื่อยๆ จากปั่นบนถนนปกติ ไปจนถึงปั่นเข้าป่าเขา นอกจักรยานแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ร่างกาย แรงขาเราล้วนๆ ที่เป็นหัวใจหลักในการปั่นขึ้นเขา การเตรียมร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันออกทริป งดอาหารรสจัด ตรวจเชคความพร้อม รวมถึงการเจ็บป่วยของร่างกาย และอาจเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วย เตรียมพร้อมหากเจอฝนระหว่างทาง

"ปั่นจักรยาน" "ขึ้นเขา" หนี "covid -19" ไม่ใช่แค่การ"ออกกำลังกาย"

“สมาธิ” เป็นอีกหลักสำคัญของนักปั่น ที่จะต้องปั่นขึ้นเขา เนื่องจากการปั่นขึ้นเขาคือการปั่นคนเดียว จึงต้องมีสมาธิและสติตลอดเส้นทาง เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะสามารถควบคุมสถานการณ์ และลดอุบัติเหตุได้ เราจึงต้องมีสติ ทุกครั้งที่เหยียบบันไดจักรยาน เราจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ เมื่อควบคุมได้ จะมีสมาธิ จะทำให้นิ่งเเละโฟกัสการปั่นจักรยานเท่านั้น ความเหนื่อย ความล้า ที่ถาโถมเข้ามาตลอดเส้นทาง การฌฟกัสจังหวะในการปั่น จึงช่วยลดแรงกดดันได้และมีสมาธิมากขึ้น
อุปสรรค นับเป็นความท้าทาย และประสบการณ์การขึ้นเขา เช่น “ไหล่ทาง” เพราะเส้นทางในการขึ้นเขานั้น ไหล่ทาง จะแคปมาก ทำให้รถที่วิ่งผ่านเราไปทางด้านหลังนั้นขับค่อนข้างลำบาก จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

และระยะทาง ก่อนปั่นจะปั่นขึ้นเขา ต้องรู้ระยะทางโดยประมาณ คร่าวๆ จากจุดเริ่มต้น ถึงปลายทาง มีระยะทางเท่าไหร่ มีร้านอาหารไหม น้ำพอหรือป่าว อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าน้ำหมดแล้วเหลือระยะเกิน 5-10 กิโล อาจจะจบทริปไม่สวย หรือไม่ก็ต้องวกกลับกลางทาง

การปั่นจักรยานขึ้นเขานั้นต้องอาศัยหลักการหรือทักษะพอสมควรฉะนั้นมือใหม่ไม่ควรที่จะปั่นขึ้นเขาระยะไกลคนเดียว อย่างน้อยควรจะมีเพื่อนรถเซอร์วิสติดตามเพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจากเรื่องสนุกอาจจะกลายเป็นฝันร้ายก็เป็นได้ 

“เส้นพาสตา” มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473122

“เส้นพาสตา” มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

6 กรกฎาคม 2564 – 15:09 น.

“เส้นพาสตา” อาหารหลักของคนอิตาลี่ เส้นพาสตา จะถูกเรียกและแบ่งออกตามลักษณะของเส้นพาสตาชนิดนั้น ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เราไปทำความรู้จักกัน 

     “เส้นพาสตา“(Pasta) อาหารที่ทำให้รู้สึกนึกถึงประเทศอิตาลี อาหารแนวอิตาเลียน ที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมรับประทานกัน ต้นกำเนิดของเส้นพาสตานั้น มีตำนานการเดินทางของ มาร์โค โปโล (Marco Polo) นักสำรวจชาวอิตาลี ในศตวรรษที่13 เป็นคนนำเส้นบะหมี่มาจากประเทศจีน จนกลายมาเป็นเส้นพาสตาที่รู้จักกัน 

เส้นพาสตา

     ส่วนในประเทศไทยนั้นรู้จักเส้นพาสตาครั้งแรกในยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังพระองค์เสด็จประพาสไปยุโรป ก่อนจะนำสูตรเส้นพาสตากลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเรียกว่า “แป้งอิตาลี”      

"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     โดย เมนู “มักกะโรนี” เป็นเส้นพาสตาชนิดแรกที่คนไทยรู้จัก ซึ่งมาจากเมนู มักกะโรนีอบชีส และ ซุปมักกะโรนี ขณะที่ร้านอาหารอิตาเลียนเข้ามาในประเทศไทยช่วงสงครามเวียดนามในศตวรรษที่20 

"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ซึ่งร้านพิซซาร้านแรกในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อขายให้กับทหารอเมริกัน จนกระทั่งสงครามจบลงไป ต่อมาคนไทยก็เริ่มเปิดร้านอาหารอิตาเลียน

    สำหรับเส้นพาสตา แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ 

  1. เส้นสด คือ เส้นสดเป็นการทำเส้นขึ้นมาใหม่โดยการนวดแป้ง ก่อนจะรีดหรือขึ้นรูปตามที่ต้องการ 
  2. เส้นแห้ง คือ เส้นแห้งเป็นการนำเส้นพาสตาที่ถูกขึ้นรูปแล้วนำมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิต่ำจนกว่าความชื่นจะระเหยหมดก็จะได้เส้นแห้งเก็บไว้ได้นาน 
"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ทั้งนี้เส้นลักษณะเส้นพาสตาจะมีหลากหลายทรง โดยจะเรียกชื่อตามทรง ประกอบด้วย 

  1. พาสตาเส้นยาว เช่น ลิงกวินี(Linguine) สปาเกตตี(Spaghetti) ฟูซิลลีลูงกี(Fusili Lunghi) เวอร์มิเซลลิ(Vermicelli)
  2. พาสตาทรงริบบิ้น เช่น เฟตตูชินี(Fettuccine) ตักเลียตเล่(Tagliatelle) ปัปปาร์เดลเล(Pappardelle) มาฟาดดีนี(Mafaldine)
  3. พาสตาทรงเปลือกหอย เช่น ลูมาเช(Lumache) คองคิเย(Conchiglie) 
  4. พาสตาเส้นเกลียว เช่น เจเมลลี(Gemelli) ฟูชิลลี(Fusilli) โทรฟิเอ(Trofie) สโตรซาเพรตี(Strozzapreti) คาเซเรชเช(Caserecce)
  5. พาสตาทรงหลอด เช่น เพเน(Pene) ริกาโตนี(Rigatoni) มักกะโรนี(Macaroni) ปักเครี(Paccheri) 
  6. มินิพาสตา เช่น ออโซ(ออโซ) เฟรโกลา(Fregola) คาเนสตรินี(Canestrini) สเตลลินี(Stelline)
  7. พาสตาสอดไส้ เช่น ราวิโอลี(Ravioli) คัปเปลเลตติ(Cappelletti) ตอร์เตลลินี(Tortellini)
"เส้นพาสตา" มีอะไรบ้าง ทำความรู้จักเส้นแต่ล่ะชนิด

     ซึ่งเส้นพาสตาแต่ล่ะเส้นจะถูกไปสร้างสรรค์เมนูที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของลักษณะเส้นพาสตา รวมไปถึงซอสแต่ล่ะชนิดที่จะนำมารัปทานคู่กับเส้นพาสตา 

ขอบคุณข้อมูล จากนิตยสาร Gourmet & Cuisine

“สุนัขจรจัด” บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473072

“สุนัขจรจัด” บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

6 กรกฎาคม 2564 – 14:55 น.

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศบราซิล เมื่อจู่ๆ “สุนัขจรจัด” พาตัวเองไปที่คลินิกสัตวแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่นั่น โดยมันมีอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ ซึ่งเรื่องราวนี้ผู้คนในโลกโซเชียลต่างตกตะลึงในความแสนรู้ของเจ้า”สุนัขจรจัด”ตัวนี้เป็นอย่างมาก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนสัตวแพทย์ Igor Holanda กำลังทำงานอยู่ที่คลินิกของเขาในบราซิล เมื่อมีแขกมาเยี่ยมโดยไม่คาดคิดเข้ามาข้างในคลินิกมันเป็น “สุนัขจรจัด” นั่นเอง โดยทาง สัตวแพทย์ เผยว่า “เจ้าสุนัขจรจัดตัวนี้เดินเข้ามาอย่างสงบและหยุดทำท่ามองหาซึ่งใน ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าเข้ามาทำไม ทำให้ต้องมองไปรอบๆเพื่อดูว่ามีเจ้าของเจ้าสุนัขหรือไม่ แต่ไม่มีใครเลย”

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

“สุนัขจรจัด”ก็ยังคงอยู่คลินิกไม่หายไปไหนทำให้สัตวแพทย์ Igor Holanda ตัดสินใจเข้าไปเข้าหาปรากฏว่าเจ้าสุนัขจรจัดตัวนี้มีบาดแผลที่คอ ทำให้สัตวแพทย์ทราบว่ามันกำลังขอความช่วยเหลือจากเขานั่นเอง เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บก็นำเจ้า“สุนัขจรจัด” ตัวนี้ไปรักษาและทำการประเมินอาการพร้อมทั้งความสะอาดบาดแผล

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

โดย อาการบาดเจ็บของสุนัขจะต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าแผลจะหายดีและเชื่อว่า เจ้าสุนัขจรจัด แสนรู้ตัวนี้อีกไม่นานจะได้พบกับเจ้าของคนใหม่ที่จะดูแลและมอบความรักให้อย่างแน่นอน

"สุนัขจรจัด" บาดเจ็บเดินเข้าคลินิกหาหมอเอง

ที่มา thedodo.com 

“แตงโม” 14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473106

“แตงโม”14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

6 กรกฎาคม 2564 – 11:55 น.

“แตงโม”ผลไม้ที่มีในทุกฤดูกาล ด้วยแร่ธาตุที่มีมากมายในผลไม้ชนิดนี้  การรับประทานแตงโมจึงให้ผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน

“แตงโม” ผลไม้ที่มีต้นกำเนิด ในทวีปแอฟริกา สำหรับประเทศไทย การปลูกแตงโม มีอยู่ทั่วทุกภาคและปลูกได้ทุกฤดู  พันธุ์ที่นิยม จะมีอยู่ 3 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์ธรรมดาทั่วไป (เมล็ดมีขนาดเล็ก รสหวาน เช่น แตงโมจินตหรา แตงโมตอร์ปิโด แตงโมกินรี แตงโมน้ำผึ้ง แตงโมไดอานา แตงโมจิ๋ว ) สายพันธุ์ไร้เมล็ด และพันธุ์กินเมล็ด

ในไทย “แตงโม” ที่นิยมปลูก 3 สายพันธุ์ คือ  แตงโมพันธุ์ธรรมดา จะมีเมล็ดขนาดเล็ก และมีรสหวานมาก จะแบ่งออกได้ อีกหลายสายพันธุ์ เช่น แตงโมจินตรา แตงโมกินรี แตงโมน้ำผึ้ง แตงโมไดอานา ฯลฯ แตงโมพันธุ์ไม่มีเมล็ด เป็นการผสมพันธุ์ ปลูกเพื่อต้องการจะส่งออก  แตงโมพันธุ์กินเมล็ด ปลูกเพื่อนำเมล็ดมาคั่ว โดยพันธุ์นี้จะมีเนื้อมาก

ประโยชน์ของ“แตงโม”   1.เหมาะกับผู้ต้องการลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักอย่างมาก เพราะมีแคลอรีต่ำ   2.ช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกาย ลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในเลือด  3.แตงโมมี “ไลโคปีน” (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ  4.ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรง เพราะประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด 5.แตงโมมีกรดอะมิโน Citrulline ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ

6.แตงโมมีสารออกฤทธิ์ชนิดหนึ่งที่คล้ายกับยาแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่างไวอากรา ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้หลอดเลือดคลายตัว ช่วยให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น 7.มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอในผลแตงโม 
8.มีส่วนช่วยล้างพิษจากอาหารที่รับประทานเข้าไป 9.รับประทานเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ดื่ม ลดความร้อนในร่างกาย
10.เปลือกหรือผลอ่อนใช้ทำเป็นอาหาร อย่างแกงส้ม เป็นต้น  11.เปลือกที่มีสีเขียวอ่อนหรือขาวสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ 12.นำไปทำเป็นไวน์ได้  13.นำไปแปรรูปเป็น แยมแตงโม , เมล็ดแตงโม หรือทำเป็นสบู่แตงโมได้


14.แตงโมพอกหน้า ใช้ทำเป็นทรีตเมนต์บำรุงผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยดูดซับความมันบนใบหน้า และลดอาการแสบแดง วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำเนื้อแตงโมมาฝานบาง ๆ แล้วนำมาวางไว้บนผ้าขาวบาง จากนั้นนำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

สรรพคุณของ”แตงโม”   1. ช่วยแก้เบาหวานและดีซ่าน  2.ช่วยบำรุงสมอง (เมล็ด) 3.ช่วยบำรุงร่างกาย (เมล็ด)
4.ช่วยบำรุงปอด (เมล็ด) 5.แตงโมมีสรรพคุณช่วยควบคุมความดันโลหิตและมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลงได้ (Citrulline)
6.ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้  7.ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน 8.ช่วยป้องกันหวัด
9.ช่วยลดอาการไข้ แก้คอแห้ง (น้ำแตงโม) 10. ใช้เป็นยาลดไข้ด้วยการใช้ใบมาชงดื่ม (ใบ) 11. ช่วยบรรเทารักษาแผลในช่องปาก (น้ำแตงโม)

12.ป้องกันการเจ็บคอด้วยการนำเปลือกแตงโมไปต้มเดือดแล้วเติมน้ำตาลทรายแล้วนำน้ำมาดื่ม (เปลือก) 13.แก้อาการเมาเหล้า 14.แก้โรคตับ (เมล็ด) 15.แตงโมมีเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ 16. ช่วยย่อยอาหาร ช่วยระบายท้อง 17. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)

18.ช่วยขับปัสสาวะ 19. แก้อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ (เมล็ด)  20. รากมีน้ำยาง ใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง (ราก) 21. ใช้ทารักษาแผล ด้วยการใช้เปลือกแตงโมล้างสะอาด นำมาผิงไฟหรือตากให้แห้ง นำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาบริเวณแผล (เปลือก) 22.ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น  23. ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การรับประทานแตงโมมากเกินไป อาจทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย  โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ควรรับประทานแตงโม เพราะน้ำแตงโมอุดมไปด้วยน้ำตาล ,ผู้ป่วยโรคไต รับประทานได้แต่น้อย เพราะไตจะทำงานได้ไม่เต็ม 100% อาจจะทำให้มีการบวมน้ำ , ผู้ที่กำลังเป็นหวัด อาจจะทำให้มีระยะเวลาเป็นหวัดที่นานมากขึ้นหรือหายช้า 

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก 

https://rositacorrer.com/

ภาพประกอบจาก

https://pixabay.com/th/

"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   
"แตงโม"14 ประโยชน์ 23 สรรพคุณ   

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473102

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

‌6 กรกฎาคม 2564 – 11:41 น.

การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะขณะที่เรากำลังนอนหลับ ร่างกายจะทำการซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ปรับสมดุลร่างกายให้เข้าที่ และ “ท่านอน” ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณนอนหลับสนิท หลับสบาย และ ตื่นขึ้นมาพร้อมความสดใส

ดังนั้นการเลือก “ท่านอน” ที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการนอนอย่างเต็มที่ และ มีพลังสำหรับเริ่มต้นเช้าวันใหม่เสมอ

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

“ท่านอน” แต่ละท่าล้วนมีลักษณะการนอนที่ส่งผลแตกต่างกันออกไป และ แต่ละคนก็มี “ท่านอน” ที่ชอบแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นไปดูกันว่า “ท่านอน” ที่ถูกต้องแต่ละแบบ ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้าง “ท่านอน” มีด้วยกัน 5 ท่า ดังนี้

1. “ท่านอนคว่ำ” การนอนคว่ำในลักษณะหันหน้าไปทางด้านซ้ายหรือขวาโดยซุกแขนไว้ใต้หมอนหรือวางแขนข้างศีรษะอาจเหมาะสำหรับผู้ที่นอนกรน เพราะเป็นท่าที่ช่วยให้หายใจได้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็อาจเป็นท่าที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท เพราะต้องคอยขยับร่างกายบ่อยๆ เพื่อให้รู้สึกสบายตัว และ ยังทำให้มีแรงกดบนข้อต่อและกล้ามเนื้อซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการเหน็บชาและปวดเมื่อยโดยเฉพาะช่วงคอและหลังส่วนล่าง และ ท่านอนคว่ำอาจทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่นและหน้าอกหย่อนคล้อยได้

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

2. “ท่านอนหงาย” เป็นท่าเบสิกที่ทุกคนนิยมใช้กัน เพราะไม่ว่าจะนอนเล่นหรือนอนจริงจัง ทุกคนมักเลือกนอนท่าที่ง่ายที่สุดนั่นคือการนอนหงาย การนอนหงายช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่คอ และ ป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน แต่การนอนท่านี้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะท่านอนหงาย กะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกกับช่องท้องจะทับอยู่บนปอด ทำให้การหายใจค่อนข้างลำบาก ส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก  การนอนหงายจะดีก็ต่อเมื่อระดับของศีรษะ ลำคอ และ หลังอยู่ในแนวตรง

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

3. “นอนตะแคงทางซ้าย” เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลัง เพิ่มความดันในตับ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ตอนนอนควรมีหมอนข้างเอาไว้กอดและพาดขาข้างขวาด้วย การนอนท่านี้จะทำให้หัวใจเต้นค่อนข้างลำบาก ไม่เหมาะกับคนป่วยเป็นโรคปอดอีกเหมือนกัน เพราะปอดอยู่ข้างซ้ายการนอนตะแคงซ้าย ทำให้ปอดของเราขยายตัวได้ไม่เต็มที่

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

4. “นอนตะแคงขวา” คือท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ เพราะการนอนท่านี้หัวใจจะเต้นสะดวก อาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ไม่มีอะไรคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นการนอนท่านี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย ที่สำคัญการนอนหันหน้าไปทางขวา ไม่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจกับปอด

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

5. “นอนขดตัว” เราสามารถนอนหันไปทางซ้าย หรือ หันไปทางขวาก็ได้ โดยเราจะงอหัวเข่าขึ้นมาชิดกับหน้าอกและ ก้มหน้า การนอนท่านี้ช่วยทำให้เรานอนกรนน้อยลง และ เป็นท่าที่เหมาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เพราะท่าขดตัวจะทำให้เลือดไหลเวียนไปสู่ทารกได้ดี และ ช่วยลดแรงกดทับของมดลูกที่อยู่ตรงบริเวณตับได้  อีกอย่างการนอนท่านี้ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือ ผู้ป่วยพาร์กิน การนอนขดตัว ช่วยทำให้ของเสียจากสมองถูกกำจัดออกไปจากระบบประสาทได้ดีกว่าการนอนหงายหรือนอนคว่ำ

เรื่องน่ารู้กับ 5 ท่านอนที่ดี นอนท่าไหน และ ต้องนอนยังไงให้มีสุขภาพที่ดี

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล “โรคอ้วน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473100

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล “โรคอ้วน”

‌6 กรกฎาคม 2564 – 10:33 น.

” โรคอ้วน” ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินปกติ และยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนั้น เพื่อให้เราห่างไกลจากความเสี่ยงเหล่านี้ เราทำเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินในชีวิตประจำวันของเรา

“องค์การอนามัยโลก” ได้ให้นิยามภาวะน้ำหนักเกิน (overweight) และโรคอ้วน (obesity) ว่า เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายมากเกินปกติ และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกด้วย โรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารปริมาณมากและไขมันสูง การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ มีกิจกรรมทางกายที่น้อยลง นอนไม่เพียงพอ มีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น  กินเมื่อมีอารมณ์ซึมเศร้า ไม่สบายใจ หรืออาจเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ อัตราการเผาผลาญในร่างกาย การใช้ยากลุ่มฮอร์โมน หรือการใช้ยาบางชนิดที่กระตุ้นความอยากอาหาร

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

ทั้งนี้ เมื่อเรากินอาหารเกินพอ และขาดการออกกำลังกาย ทำให้มีไขมันส่วนเกินไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยผู้ชายจะเก็บไขมัน ส่วนเกินไว้ใต้ผิวหนังหน้าท้องเป็นส่วนใหญ่ เรียกง่าย ๆ ว่า อ้วนลงพุง ส่วนผู้หญิง จะเก็บไขมันส่วนเกินไว้ที่ หน้าท้อง สะโพก ก้นย้อย หน้าขา เต้านม เป็นต้น  นอกจากนี้แล้ว โรคอ้วน ยังก่อให้เกิดของโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิต, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ยากต่อการรักษาให้หายขาด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นโรคอ้วน เราจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อนให้ห่างไกลโรคอ้วน

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

แต่ก่อนที่เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเรา อ้วน แล้ว ขั้นตอนแรกง่าย ๆ เริ่มจากสำรวจ ดูจากเสื้อผ้า ที่คับขึ้น รู้สึกอึดอัด ยืนตัวตรง จะมองไม่เห็นนิ้วเท้าของตัวเอง ส่วนเกณฑ์ที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ คือ การวัดดัชนีมวลกาย (Body mass index : BMI) แนะนำใช้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์และนักกีฬา โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรหาค่าดัชมีมวลกาย ( Body Mass Index : BMI) BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร)2

มาที่การปรับพฤติกรรมในการกินของเราให้ห่างไกล โรคอ้วน 

1.  กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย   ข้อสำคัญพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ด้วยการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลือกกินอาหารที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานที่ดีให้กับร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ, ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีท, ผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง รวมไปถึงธัญพืชต่างๆ ที่สามารถรับประทานเป็นของกินเล่นเวลาว่างแทนขนมกรุบกรอบทั่วไปได้

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

2.ไม่กินไปดูทีวีไป   เพราะจะเป็นสร้างพฤติกรรมการกินที่ไม่รู้จักจบสิ้น ควรเปลี่ยนจากกินไปดูทีวีไป มาเป็นกินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยดูทีวี 

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"


3.เคี้ยวอาหารช้าๆ อย่ารีบกลืน จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วมากขึ้น  เคี้ยวให้ละเอียด ซึ่งควรใช้เวลาในการเคี้ยวอาหาร 1 คำอย่างน้อย 25-30 ครั้ง

4.กินอาหารให้ตรงเวลา   เพราะกินอาหารไม่ตรงเวลา จะทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานบกพร่อง และทำให้อาหารไม่ย่อย ขับถ่ายไม่เป็นปกติควรกำหนดเวลาในการกินอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน และกินให้ตรงเวลาในทุกๆ วัน


5. เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  เพราะการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณของส่วนผสมอย่างเช่น น้ำหวาน น้ำเชื่อม และน้ำตาลจากเครื่องดื่มเหล่านั้นในปริมาณสูง เมื่อดื่มมากๆ เข้าก็จะทำให้เกิดโรคอ้วนลงพุงได้นั่นเอง

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

6. เลี่ยงการทานอาหารจุกจิก  โดยเฉพาะอาหารจำพวกเค้ก เบเกอรี่ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ ขนมเหล่านี้มักเป็นอาหารพลังงานสูงและไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายนัก แต่หากอยากทาน สามารถทานได้โดยการจำกัดปริมาณและความถี่ เช่น ไม่เกิน 1 ครั้ง/สัปดาห์

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

นอกจากการปรับพฤติกรรมการกินแล้ว อย่าลืม เพิ่มการออกกำลังกายในแต่ละวัน หากไม่มีเวลาก็เพียงแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว

6 ข้อง่าย ๆ ปรับพฤติกรรมการกินให้ห่างไกล "โรคอ้วน"

และนี้ก็คือเทคนิค ง่าย ๆ  6 ข้อ กับการปรับพฤติกรรมการกินจะช่วยให้ห่างไกลจาก โรคอ้วน ได้ บปรับตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะเกิดโรคภัยจะสายเกินแก้