รู้จัก “ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473083

รู้จัก “ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์

‌6 กรกฎาคม 2564 – 08:41 น.

“ฝนกรด” ภัยใกล้ตัว กับสสารอันตราย จากน้ำมือมนุษย์ หรือภัยทางธรรมชาติ

“ฝนกรด” (Acid Rain) คืออะไร หลายคนอาจสงสัยว่า เจ้า “ฝนกรด” นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจึงมาหาคำตอบกันว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ต้นเหตุมาจากอะไร

รู้จัก "ฝนกรด" ภัยใกล้ตัว จากน้ำมือมนุษย์

ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” คือ การลดลงของค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ของน้ำฝนในธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำฝนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ โดยมีค่า pH อยู่ที่ราว 5.6 แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมลพิษทางอากาศ ส่งผลให้ค่า pH ของน้ำฝนลดต่ำลงกว่าปกติ และในบางพื้นที่ หากมีมลพิษทางอากาศสูง อย่างเช่น ปล่อยก๊าซที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ก็ยิ่งทำให้น้ำฝน อาจมีค่า pH อยู่ในช่วง 4.2 ถึง 4.4 เลยทีเดียว

ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของน้ำฝน และก๊าซออกไซด์ของโลหะบางชนิดในอากาศ ซึ่งในธรรมชาติ เมื่อเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ หรือ เกิดไฟป่า มักเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปริมาณมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ฝนที่ตกลงมาในช่วงเวลานั้น มีฤทธิ์เป็นกรดมากกว่าน้ำฝนปกติ แต่ปรากฏการณ์ฝนกรดในธรรมชาติ เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

ในทางตรงกันข้าม ปรากฏการณ์ “ฝนกรด” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหินในอุตสาหกรรมไฟฟ้า การปล่อยควันพิษ และของเสียจากโรงงานต่างๆ รวมไปถึงมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ รวมทั้งเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานสารเคมีต่างๆ

เมื่อควันไฟที่ประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ ลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ กระบวนการทางเคมีของฝนกรดก็เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการทำปฏิกิริยาระหว่างไอน้ำ ออกซิเจน และสสารต่างๆในอากาศ กับก๊าซออกไซด์ของโลหะบางชนิด เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ก่อให้เกิดกรดซัลฟูริก , กรดไนตริก และสารพิษอื่นๆ ที่เข้ามาปนเปื้อนอยู่ในน้ำฝน หรือ หิมะ และหมอก

และการรวมตัวของกรดซัลฟูริก หรือ กรดไนตริก กับเมฆบนท้องฟ้า ซึ่งส่งผลให้น้ำฝน หรือ หิมะ ที่ตกลงสู่พื้นโลก มีฤทธิ์เป็นกรด โดยอนุภาคเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่ไปตามแรงลม ได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ก่อนตกลงสู่พื้นดิน แหล่งน้ำ หรือสะสมอยู่ตามต้นไม้ อาคาร และสิ่งก่อสร้าง

ส่วนผลกระทบจากปรากฏการณ์ฝนกรดที่เกิดกับมนุษย์ สามารถสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงระบบทางเดินอาหาร เพราะหากบริโภคน้ำฝนที่เพิ่งตกลงมาใหม่ ๆ อาจเสี่ยงต่อการดื่มน้ำที่มีสภาวะเป็นกรดและมีสารพิษปนเปื้อน 

ขอบคุณข้อมูล /  คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ

ข้อมูลอ้างอิง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ

กรมควบคุมมลพิษ

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

National Geographic

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473076

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน

‌6 กรกฎาคม 2564 – 07:25 น.

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน เมื่อผู้ป่วยเบาหวานจัดอยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด แต่ทุกปัญหาด้านสุขภาพย่อมมีทางออกเสมอ โดยไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต

ในช่วงนี้ที่โควิด19 ยังคงระบาดและมีผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน มีข้อมูลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือ ผู้ป่วยโควิด19ที่เสียชีวิตหลายคนถูกระบุว่ามีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้ทัน ‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีน โควิด19

จากความกังวลใจเรื่องนี้ โรงพยาบาลนวเวช จึงได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยเรื่องเบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน โดยเชิญนพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช มาให้คำแนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด

โดยมีผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีความเสี่ยง ผู้ดูแลคนไข้เบาหวาน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นแบบ Social Distancing ซึ่งข้อมูลที่คุณหมอแนะนำและการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสัมมนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ ใครไม่ได้ไปร่วมงาน ลองอ่านและนำไปปฏิบัติตามก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย

ผู้ป่วยเบาหวานติดโควิด เสี่ยงรุนแรง เสี่ยงเสียชีวิต

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน แต่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกว่าต้องดูแลรักษามากกว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้ออาจลงปอดได้มากกว่า อาจต้องเข้าไอซียูมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน3-4เท่า

เหตุผลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานที่ติดเชื้อโควิด19มีอาการรุนแรงก็เพราะคนที่เป็นเบาหวานมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอ่อนแอลง และเมื่อติดเชื้ออักเสบลุกลาม ร่างกายก็เกิดความเครียดที่จะต้องต่อสู้กับเชื้อโรค โดยหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ก็เป็นตัวสำคัญในการสร้างน้ำตาลให้สูงขึ้นอีก

นพ.ธวัชชัย อธิบายเพิ่มว่า ในเยื่อบุร่างกายของคนเรามีตัวรับเชื้อโรคที่เรียกว่าAEC2 Receptorอยู่แทบทุกเซลล์ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ปอด เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับAEC2Receptorแล้วแบ่งตัว กระจาย ลุกลาม คนที่เป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูง เชื้อโควิดก็จะแบ่งตัวได้เร็วขึ้น และมีโอกาสกระจายเข้าสู่ปอดได้เร็วขึ้นด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงมาก

นอกจากเรื่องภูมิต้านทานต่ำแล้ว อายุก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ธวัชชัย ให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในเมืองไทยที่มีอายุ15ปีขึ้นไปมีประมาณ9% หรือประมาณ5ล้านคน แต่ช่วงอายุที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ60-70ปี คิดเป็นเกือบ20%

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การที่มาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานตอนอายุ60ปีนั้น ความจริงอาจเป็นมาตั้งแต่อายุ30ปีก็ได้ ซึ่งการเป็นเบาหวานมานานจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ หัวใจ อัมพาต ตา ไต เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานซึ่งมีพื้นฐานร่างกายไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งมีโอกาสถูกซ้ำเติมจากโควิดได้ง่ายขึ้น

คุมน้ำตาลให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโควิด

แม้จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี ต่อให้ติดโควิด19ก็ยังเบาใจได้ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจะน้อยลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะดีกว่าคนที่ไม่คุมน้ำตาลไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวถึงตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน มีอยู่3ตัว คือ

1.FBS(Fasting Blood Sugar) หรือน้ำตาลก่อนอาหาร ค่าที่ได้ไม่ควรเกิน130 mg/dL. แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดคือไม่ควรเกิน110 mg/dL.

2.HbA1Cหรือน้ำตาลเฉลี่ย ค่าปกติอยู่ที่4-6% ค่านี้สะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลในช่วง3เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายการรักษาต้องการให้A1Cไม่เกิน7%คำนวนเป็นค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน154 mg/dLถ้ารักษาอย่างเข้มงวดไม่เกิน6.5%คำนวนค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 140mg/dL.

3.น้ำตาลหลังอาหาร โดยวัดหลังจากรับประทานอาหาร1-2ชั่วโมง ไม่ควรเกิน180 mg/dL.ถ้าต้องการตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดต้องคุมไม่ให้เกิน140 mg/dL.

“น้ำตาลเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ต่างๆ ระดับเซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานถ้าไม่อยากเสียชีวิตจากโควิด ต้องคุมน้ำตาลให้ดี กินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูง ให้แกว่งตัวแคบๆ ในช่วง70-180 mg/dL. เพื่อให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อยกว่า7% เราไม่ต้องการให้น้ำตาลแกว่งมาก เช่น50-300 mg/dL. แม้ว่าค่าเฉลี่ยA1Cจะออกมา7% ก็ไม่ดี เพราะน้ำตาลต่ำอันตราย น้ำตาลสูงก็อันตราย คนที่เป็นเบาหวานจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการควบคุมน้ำตาลอยู่3วิธี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และยา ต้องทำให้ 3 สิ่งนี้สมดุล เพื่อให้น้ำตาลแกว่งอยู่ในช่วง70-180mg/dL.” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ได้ทราบวิธีที่จะช่วยลดอาการรุนแรงของผู้ป่วยเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดไปแล้ว แต่การป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่ง นพ.ธวัชชัย ได้ทิ้งท้ายว่าถ้าไม่ติดโควิดก็ไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต คำแนะนำในการป้องกันโควิดก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป คือ สวมแมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง และฉีดวัคซีนป้องกันให้เร็วที่สุด

ขอบคุณที่มา : โรงพยาบาลนวเวช

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย “โยเกิร์ต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472993

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย “โยเกิร์ต”

‌5 กรกฎาคม 2564 – 14:13 น.

“โยเกิร์ต” ผลิตภัณฑ์จากนม ที่มีแบคทีเรียโปรไบโอติก  แบคทีเรียเหล่านี้มีประโยชน์ในการฟื้นฟูและปรับสมดุลของระบบย่อยอาหาร การรับประทานโยเกิร์ตจึงส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน

 คุณค่าทางอาหารของ “โยเกิร์ต” จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตในโยเกิร์ตในขณะที่รับประทาน  ดังนั้นขบวนการผลิต การบรรจุ การเก็บ  ตลอดจนการขนส่ง ล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพของโยเกิร์ต  ถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการกำหนดคุณภาพของโยเกิร์ต แต่โยเกิร์ตที่ดีควรมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิต 100 ถึง 1000 ล้านตัวต่อปริมาณโยเกิร์ต 1 มิลลิกรัม

ในการรับประทาน “โยเกิร์ต”ให้ได้รับประโยชน์   ต้องรับประทานเป็นประจำและต้องเป็นปริมาณที่มากพอ เพื่อให้มีปริมาณแบคทีเรียในลำไส้ปริมาณหนึ่ง  เนื่องจากแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะถูกขับออกจากร่างกายในเวลาไม่นานนัก   โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ประเภท probiotics ซึ่งหมายถึงอาหารที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  เนื่องจากสามารถปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้บริโภค   

ผู้ที่มีอาการ  “ท้องเสีย”เป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ใน “โยเกิร์ต” จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การรับประทาน “โยเกิร์ต” จึงทำให้อาการท้องเสียทุเลาอย่างรวดเร็ว    โยเกิร์ตมีไขมันคือ  “คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก” ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดดีต่อร่างกาย ทั้งไอโอดีน  แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5    ผู้ที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำ  จึงมีสุขภาพแข็งแรง

“โยเกิร์ต” ทำมาจากนม  แต่ด้วยคุณสมบัติของโยเกิร์ต คือให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา  เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้  จุลินทรีย์ทั่วไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ   จะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ    สำหรับผู้หญิง  การรับประทานโยเกิร์ตยังมีผลดี ต่อการ ทำลายจุลินทรีย์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก    หากรับประทานเป็นประจำ

พื้นฐานของโยเกิร์ต ที่ดีต่อร่างกาย 

1. ช่วยให้นอนหลับง่าย    โยเกิร์ตมีส่วนประกอบของนม ในโยเกิร์ตจึงมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน และทริปโตเฟนยังจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้นอนหลับง่ายกว่าเดิม

2. กระตุ้นระบบขับถ่าย             ในโยเกิร์ตมีโพรไบโอติกส์ แบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้และระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย พร้อมทั้งโพรไบโอติกส์ยังจะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมของร่างกายดีขึ้นด้วย             โดยเฉพาะหากรับประทานตตอนท้องว่าง ในช่วงเช้า หรือก่อนเข้านอน จุลินทรีย์ชนิดดีและโพรไบโอติกส์จะเข้าไปจัดระเบียบภายในกระเพาะอาหารและลำไส้   

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"

3. ดีท็อกซ์ร่างกาย    โยเกิร์ตจะเข้าไปกระตุ้นระบบขับถ่ายแล้ว การที่ร่างกายขับถ่ายได้ดีขึ้น  เหมือนการดีท็อกซ์ลำไส้ไปในตัว ที่สำคัญยังจะส่งผลดีต่อการดูดซึมสารอาหาร    ในรายของคนอ้วน  , ถ่ายยาก  การได้รับโพรไบโอติกส์จากโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายได้

4. ควบคุมน้ำหนัก   โยเกิร์ตยังจัดเป็นอาหารแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก   แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกโยเกิร์ตไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือรสธรรมชาติ รวมไปถึงต้องคุมอาหารในระหว่างวัน ร่วมกับหมั่นออกกำลังกาย

5. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ             ระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีกระบวนการเสริมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ ซึ่งการรับประทานโยเกิร์ตก่อนนอน  จะช่วยเสริมโปรตีนให้ร่างกายดึงไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อหนัก ๆ การรับประทาฯโยเกิร์ตที่มีโปรตีนนอน  จะช่วยฟื้นฟูมวลกล้ามเนื้อที่เสียหาย พร้อมกันนั้นก็ช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อในระหว่างที่นอนหลับ

 6. ดีต่อผู้ที่แพ้โปรตีนจากนม  สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยแลคโตสจากนมได้   โยเกิร์ต ทำหน้าที่แทนนม  เพราะกรดแลคติกและแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะช่วยลดปริมาณแลคโตสที่มาจากนม ส่งผลให้ผู้ที่แพ้แลคโตสจากนมสามารถรับประทานโยเกิร์ตได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย ท้องอืด เหมือนการดื่มนม

นี่จึงเป็นคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการรับประทาน  “โยเกิร์ต”

*** ขอขอบคุณเนื้อหาจาก https://rositacorrer.com/

***ภาพประกอบจาก https://pixabay.com/

6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"
6 คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายด้วย "โยเกิร์ต"

6 ประโยชน์ของ “ส้ม” มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472976

6 ประโยชน์ของ “ส้ม” มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

‌5 กรกฎาคม 2564 – 12:23 น.

ผลไม้ทุกๆชนิดล้วนมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพแตกต่างกันไป “ส้ม” ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีวิตาซีสูง มีรสชาติที่อร่อยเปรี้ยวอมหวาน มีคุณค่าทางอาหารไม่น้อยรวมถึงมีประโยชน์มากมาย

“ส้ม” ถือว่าเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ ช่วยป้องกันรักษาโรคต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งประโยชน์ของ “ส้ม” มีอะไรบ้าง ดังนี้     

6 ประโยชน์ของ "ส้ม" มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

1. “สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย” ส้มมีวิตามินซีไม่น้อย จึงทำให้ “ส้ม” จัดเป็นผลไม้กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยป้องกันอาการป่วย ป้องกันเชื้อโรคและไวรัสต่างๆได้

2. “ช่วยลดความดันโลหิต” ส้ม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม และ ยังมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างต่ำ จึงช่วยในกระบวนการไหลเวียนโลหิตได้ดี ทำให้ร่างกายควบคุมความดันโลหิตได้อย่างสมดุล และ ยังช่วยลดความดันเลือดในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย

3. “แก้ท้องผูก” ส้ม เป็นหนึ่งในผลไม้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ เพราะมีใยอาหารสูง ช่วยในระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย

6 ประโยชน์ของ "ส้ม" มีมากกว่าที่คิด อยากมีสุขภาพที่ดีควรกินส้ม

4. “บำรุงหัวใจ” โพแทสเซียมใน ส้ม คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ใน “ส้ม” ยังมีวิตามิน และ แร่ธาตุต่างๆ ที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นในจังหวะปกติ และ ช่วยในการไหลเวียนของเลือด

5. “ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม” กินส้มวันละผลก็ช่วยลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

6. “ปรับระดับน้ำตาลในเลือด” น้ำตาลฟรุกโตสในเนื้อส้ม มีส่วนช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงหลังจากกินส้มเข้าไป อีกทั้งไฟเบอร์ในส้มยังช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกทาง จึงจัดว่าส้มเป็นผลไม้ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การเลือกรับประทาน “ส้ม” นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยทีเดียว  

“ละมุดแมวส้ม” จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472940

“ละมุดแมวส้ม”จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า

‌5 กรกฎาคม 2564 – 10:55 น.

พิษเศรษฐกิจจากโควิดส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนรวมถึงเจ้า”ละมุดแมวส้ม” เซเลปชื่อดังก็เจอโควิดพ่นพิษแทบกลิ้งเอาพุงเกยหน้าผาก จากนายหัวคุมสวนผลไม้มาดโหด ต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าโถ่…ละมุด

สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา สถิติกราฟพุ่งขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อทุกภาคส่วนรวมถึงเซเลปแมวส้มเจ้า “ละมุด” ที่ต้องผันตัวออกมาเป็นพ่อค้าจากเดิมเป็นเซเลปเจ้าของสวนผลไม้ไปไหนใครๆก็เรียกนายหัวตอนนี้เจอโควิดพ่นพิษต้องตระเวนขายผักผลไม้ เพื่อดำรงชีพให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน 

"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า

ซึ่งเรื่องราวความน่ารักชวนคลายเครียดนี้ทางเพจเฟซบุ๊ก “ละมุดแมวส้ม” เป็นคนลงภาพเจ้าแมวส้มกับพร็อพขายผักผลไม้ เพื่อแชร์เรื่องราวความน่ารัก “ละมุด” ที่มาพร้อมกับความแสบ ความฮา จนตอนนี้คนในหมู่บ้านได้ใกล้ชิดต่างต้องตกหลุมรัก

"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า

แต่ต้องบอกว่าเรื่องราวชีวิตของเจ้า “ละมุดแมวส้ม”ก็ผ่านเรื่องราวมาไม่น้อย ละมุดเป็นแมวตัวอ้วนกลมเพศผู้โดยแม่ของเจ้าละมุดจากไปตั้งแต่เจ้าละมุดอายุได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น หลังจากนั้นคุณยายของเจ้าของละมุดเข้าก็เลยเอามาเลี้ยงนั่นเอง

"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า

-ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “ละมุดแมวส้ม”

"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า
"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า
"ละมุดแมวส้ม"จากนายหัวคุมสวน เจอโควิดพ่นพิษ ผันตัวมาเป็นพ่อค้า

เมนูสุขภาพ “น้ำพริกธัญพืช” สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เครื่องปรุงไม่มาก วิธีทำก็ง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472958

เมนูสุขภาพ “น้ำพริกธัญพืช” สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เครื่องปรุงไม่มาก วิธีทำก็ง่าย

‌5 กรกฎาคม 2564 – 10:04 น.

เปิดเมนูรักสุขภาพ “น้ำพริกธัญพืช” สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงโรคระบาด เครื่องปรุงไม่มาก แถมวิธีทำก็ง่าย

เมนูวันนี้เราจะชวนมาทำ “น้ำพริกธัญพืช” เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงโรคระบาด “โควิด-19” นี้ เครื่องปรุงไม่มาก แถมวิธีทำก็ง่าย ๆ รับรองเลยว่าทำตามนี้อร่อยแน่นอนจ้า

สำหรับ “เครื่องปรุง” ในการทำ “น้ำพริกธัญพืช” มีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลยจ้า

ลูกเดือย 1/4 ถ้วย


ถั่วดำนึ่ง 1/4 ถ้วย


ถั่วเขียวนึ่ง 1/4 ถ้วย


เม็ดบัวนึ่ง 1/4 ถ้วย


พริกขี้หนูแห้งซอย 2 ช้อนกินข้าว


กระเทียมซอย 2 ช้อนกินข้าว


หัวหอมซอย 2 ช้อนกินข้าว


น้ำพริกนรก 1/2 ถ้วย


ส่วน “วิธีทำ” ก็ง่าย ๆ มีไม่กี่ขั้นตอน ดังนี้

1. ทอดพริกขี้หนูแห้ง กระเทียมและหัวหอมให้กรอบ พักไว้

2. ผสมลูกเดือย ถั่วดำ ถั่วเขียว เม็ดบัว และน้ำพริกนรก คลุกเคล้าให้เข้ากัน (ส่วนผสมข้อ 1. ผสมให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ)

3. เสิร์ฟพร้อมกับผักสดต่าง ๆ และข้าวสวยร้อน ๆ

“น้ำพริกธัญพืช” ให้คุณค่าทางโภชนาการต่อน้ำหนัก 100 กรัม (7 ช้อนกินข้าว) พลังงาน 229 กิโลแคลอรี

เมนูสุขภาพ "น้ำพริกธัญพืช" สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เครื่องปรุงไม่มาก วิธีทำก็ง่าย

ที่มา กรมอนามัย

“ช่องคลอด” ติดเชื้อรา สาวๆ รู้ได้อย่างไร อาการ สาเหตุ เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472939

“ช่องคลอด” ติดเชื้อรา สาว ๆ รู้ได้อย่างไร อาการ สาเหตุ เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

‌5 กรกฎาคม 2564 – 10:00 น.

เชื้อราใน “ช่องคลอด” เป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาตกับบรรดาสาว ๆ ทั้ง รักษายาก เป็นแล้วมักกลับมาเป็นอีก สร้างความรำคาญ เสียบุคลิกภาพ

เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยของการอักเสบใน “ช่องคลอด” โดยผู้หญิง 3 ใน 4 คน เคยติดเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และหลายคนติดเชื้ออย่างน้อยสองครั้ง “เชื้อรา” ใน “ช่องคลอด” เป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาตกับบรรดาสาว ๆ ทั้ง รักษายาก เป็นแล้วมักกลับมาเป็นอีก สร้างความรำคาญ เสียบุคลิกภาพ สาว ๆ จำนวนไม่น้อย ที่มีปัญหาเรื่องอาการคันในที่ ๆ ไม่อยากบอกใคร บางคนก็หน้าบางเกินกว่าจะเดินทางไปหาหมอ หรือเดินไปปรึกษาเภสัชกร ทนนั่งยุกยิกไปอย่างนั้น บอกเลยว่า ไม่ดีแน่

รู้จัก “เชื้อราในช่องคลอด”

ส่วนใหญ่ คือ Candida Albicans และ Candida Grabata เพราะสามารถยึดติดกับเซลล์บุช่องคลอดได้ดี

อาการเป็นยังไง

– คัน ระคายเคือง ทั้ง ปากช่องคลอด และในช่องคลอด

– อวัยวะเพศ มีผื่นแดง บวม

– แสบร้อน ขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

– ตกขาว เป็นสีขาวครีมข้น บ้างเหลว ไม่มีกลิ่น

“เชื้อราในช่องคลอด” เกิดจากอะไร

– ใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกัน เป็นเวลานาน ซึ่งทำลายเชื้อแบคทีเรียดีในช่องคลอด

– ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายเพิ่มมากขึ้นจากการตั้งครรภ์

– โรคเบาหวาน ที่ไม่ได้ควบคุม

– ระบบภูมิต้านทานต่ำ

ควรพบแพทย์เมื่อไร

– เมื่อติดเชื้อรา เป็นครั้งแรก

– กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยารักษาเอง

– ติดเชื้อรามากกว่า 4 ครั้งต่อปี

วิธีป้องกัน “เชื้อราในช่องคลอด”

– รับประทานโยเกิร์ต หรือ พรีไบโอติกส์

– สวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินินหรือผ้าไหม

– สวมกางเกงและกางเกงชั้นในที่ไม่รัด

– หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด

– ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

– ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน

– ไม่สวมแผ่นอนามัยถ้าไม่จำเป็น

ข้อมูล : โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

รู้ทัน ‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472954

รู้ทัน ‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีน โควิด19

‌5 กรกฎาคม 2564 – 09:15 น.

‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดวัคซีน โควิด19 เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่กล้ารับหรือจองวัคซีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนอีกเป็นจำนวนมากไม่กล้ารับหรือจองวัคซีน แม้จะก้าวย่างเข้าสู่ปีที่สองของการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แล้ว

ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด19 ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดในระยะเวลาอันสั้น วัคซีนป้องกันโรคโควิด19 ถือเป็นความหวังสูงสุดในการหยุดการติดต่อของโรคร้ายนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ออสเตรเลียเสียชีวิตอีก “ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” หลังฉีด “วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า”

ประเทศไทยได้เริ่มการฉีดวัคซีนโควิด19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนโควิด19 เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ขอนำเสนอข้อมูล “ภาวะหลอดเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำภายหลังฉีดวัคซีนโควิด-19” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและสังเกตอาการตนเอง เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 และหากเกิดอาการ สามารถขอเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

1.ลิ่มเลือดและภาวะการเกิดลิ่มเลือดคืออะไร เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง 

การเกิดลิ่มเลือดเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกาย ในภาวะเมื่อเรามีบาดแผลเกิดขึ้น เกล็ดเลือดจะทำหน้าที่รวมกลุ่มกันจนกลายเป็นลิ่มเลือดเพื่อทำให้เลือดหยุด ส่วนสาเหตุการเกิดลิ่มเลือดอุดตันนั้น เกิดจาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ผนังหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เกิดบาดแผลจากของมีคม การผ่าตัดทำหัตถการอาจทำให้หลอดเลือดบางส่วนเสียหาย หรือ แม้แต่การเกิดลิ่มเลือดจากภาวะไขมันเกาะผนังเส้นเลือด

2. การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เช่น การไหลเวียนเลือดช้าลง เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวอาจเกิดการอุดตันจนเกิดลิ่มเลือดในที่สุด

3. การแข็งตัวของเกล็ดเลือดผิดปกติ เช่น การขาดสารต้านการแข็งตัวของเลือด (anti-coagulation factors) หรือร่างกายขาดโปรตีนในการยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ง่าย ปกติภาวะลิ่มเลือดอุดตันพบในกลุ่มประชากรสูงวัยมากกว่าในอายุน้อยและส่วนใหญ่จะพบลิ่มเลือดอุดตันในบริเวณขาและปอด

2.ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำภายหลังฉีดวัคซีนคืออะไร 

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำจากวัคซีน หรือ Vaccine-Induced immune Thrombotic Thrombocytopenia (VITT) มีการรายงานครั้งแรกในทวีปยุโรปหลังผู้ป่วยได้รับวัคซีนโควิด-19 และการอุดตันของลิ่มเลือดจะเกิดในตำแหน่งที่พบน้อยกว่าการเกิดลิ่มเลือดด้วยสาเหตุอื่น ๆ เช่น หลอดเลือดดำในสมองหรือในช่องท้อง

นอกจากนั้นยังมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย ซึ่งจะคล้ายกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำและหลอดเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่ได้รับเฮปาริน (heparin) หรือเรียกว่า heparin-induced thrombocytopenia (HIT) แต่ภาวะ VITT เกิดขึ้นในคนไข้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งไม่มีประวัติการได้รับเฮปาริน

3.ลิ่มเลือดอุดตันหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีอาการอย่างไร 

เนื่องจากลิ่มเลือดสามารถเกิดได้ในหลายบริเวณของร่างกาย ดังนั้นอาการที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามอวัยวะที่ลิ่มเลือดไปอุดตัน เช่น ในปอด จะมีอาการเจ็บหน้าอกแปล๊บๆ หายใจไม่อิ่มและเหนื่อยง่าย บริเวณขา จะเกิดอาการขาบวมข้างเดียว ในท้องจะเกิดอาการปวดท้องรุนแรง ส่วนในอวัยวะที่สำคัญต่อชีวิต (vital organs) เช่น เส้นเลือดสมองจะเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง เมื่อ ไอ จาม จะปวดมากขึ้น และ อาจมีภาวะอ่อนแรง ชาซีกเดียวคล้าย stroke ก็ได้ หากเกิดที่เส้นเลือดหัวใจจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

4.วัคซีนโควิด-19 ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้อย่างไร  

ปัจจุบันสาเหตุการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากวัคซีนโควิด-19 ยังไม่ทราบแน่ชัด แพทย์และผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า เป็นผลจากวัคซีนโควิด-19 ไปเพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และภูมิคุ้มกันดังกล่าวนี้กระตุ้นการทำงานของเกล็ดเลือด เกิดเป็นลิ่มเลือดไปอุดเส้นเลือดในอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนั้นยังทำให้ปริมาณเกล็ดเลือดในร่างกายลดลงเนื่องจากเกล็ดเลือดส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้การสร้างลิ่มเลือดในขึ้นตอนแรก ในผู้ป่วยจะสามารถตรวจพบ anti-platelet factor 4 (anti-PF-4)/ heparin antibody คล้ายกับภาวะ heparin-induced thrombocytopenia (HIT) ซึ่งปัจจุบันไม่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดอื่นใด นอกจากพบในผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนโควิด-19

5.ลิ่มเลือดอุดตันหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 พบบ่อยแค่ไหน ท่านใดบ้างที่ต้องระวัง 

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำจากวัคซีน หรือ Vaccine-Induced immune Thrombotic Thrombocytopenia (VITT) เกิดขึ้นได้ในอัตราส่วน 1:125,000 – 1:1,00,000 กล่าวคือ ในผู้รับวัคซีน 1 ล้านคน จะพบภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนโควิด-19 จำนวนเฉลี่ย 3.6 คน (ข้อมูลวันที่ 8 มิถุนายน 2564)11 และส่วนใหญ่พบในหญิงที่มีอายุน้อยกว่า 55 ปี ซึ่งอุบัติการถือว่าน้อยมากและประโยชน์จากการฉีดวัคซีนมีมากกว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามข้อมูลในประเทศไทยยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันทางสถิติภาวะ VITT กับการได้รับวัคซีนชนิดต่าง ๆ ที่ได้รับอนุมัติให้ฉีดในไทย เนื่องจากการฉีดวัคซีนในประเทศพึ่งเริ่มต้นขึ้น

6.ผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 จะสังเกตอาการตัวเองได้อย่างไรว่า มีอาการลิ่มเลือดอุดตัน 

หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นเวลา 30 นาที ผู้ได้รับวัคซีนอาจจะมีไข้ต่ำ ๆ หรือ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย มีผื่นเล็กน้อย อาการเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน ส่วนอาการ ลิ่มเลือดอุดตัน จะเกิดในช่วงเวลา 5-42 วันหลังได้รับวัคซีน11 โดยหากท่านใดมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาชา หรือ อ่อนแรง หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ตามัว เห็นภาพซ้อน ซัก เหนื่อยง่าย หายใจลำบากหรือติดขัด เจ็บแน่นหน้าอก ขาบวมแดงหรือซีดเย็น ปวดท้องหรือปวดหลังรุนแรง ให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุและรักษาในสถานพยาบาลที่ท่านรักษาตัวเป็นประจำ

7.หากเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ แพทย์จะรักษาเราอย่างไร  

หากผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับค่าสารบ่งชี้ทางชีวภาพ d-dimer สูงซึ่งจากการสลายของโปรตีนไฟบริน หรือมีเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับลิ่มเลือดอุดตันภายใน 5-42 วันหลังฉีดวัดซีนโควิด-19 เนื่องจากการตรวจยืนยันภาวะ VITT ต้องทำในห้องปฏิบัติการที่ซับซ้อน ระหว่างรอผลวินิจฉัย แพทย์จะให้สารอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (intravenous immunoglobulin, IVIG) และอาจให้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เช่น methylprednisolone หรือ prednisolone นอกจากนั้นแล้วแพทย์อาจให้ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดหรืออาจรักษาด้วยวิธีแลกเปลี่ยนพลาสมา

ในภาวะที่การดำเนินชีวิตประจำวันภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เป็นไปด้วยความยากลำบาก วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นความหวังในการคืนวิถีชีวิตปกติใหม่ของคนในชาติ แม้ว่าวัคซีนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงในผู้รับการฉีดบางราย แต่เนื่องจากผลข้างเคียงพบได้น้อยมาก และวัคซีนมีประโยชน์ต่อผู้ได้รับมากกว่าในทุกกรณี หากเรารู้เท่าทันผลข้างเคียงที่รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ตื่นตัว ตระหนักแต่ไม่ตระหนก เฝ้าสังเกตอาการเหล่านี้อยู่เสมอ เราจะอยู่รอดปลอดภัยจากผลข้างเคียงของการได้รับวัคซีนโควิด-19 ได้ เพราะยาและวัคซีนทุกชนิดย่อมมีผลข้างเคียงตามมาเสมอ

ขอบคุณที่มา: ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า “รถยนต์” ของคุณใกล้พัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472930

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า “รถยนต์”ของคุณใกล้พัง

‌4 กรกฎาคม 2564 – 21:41 น.

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า “รถยนต์”ของคุณใกล้พัง

รถยนต์นับว่าเป็นเครื่องจักรใช้งานประเภทหนึ่ง ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งาน วันนี้ เรามีสัญญาณที่รถกำลังร้องบอกคุณว่า รถของคุณใกล้พังแล้ว และต้องการการบำรุงรักษาโดนด่วน มาฝากคุณผู้อ่านกัน คุณจะได้รีบแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ก่อนที่รถยนต์จะพังซะก่อน

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

ไฟเตือน
คือสัญญาณไฟเตือนบนแผงหน้าปัดรถยนต์ หากมีสัญลักษณ์ไฟเตือนใดเกิดขึ้นมาก็ตาม สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจจะต้องมีอะไรขัดข้อง และควรจะรีบตรวจสอบทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้นานเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

พฤติกรรมการขับรถ
พฤติกรรมการขับรถถือว่ามีผลอย่างมากต่ออายุการใช้งานของรถยนต์ เพราะบางคนมีพฤติกรรมการขับรถแบบบ้าระห่ำ กระชากเกียร์ เหยียบคันเร่งราวกับแข่งแรลลี่ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถสร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างได้อย่างใหญ่หลวง ซึ่งในระยะสั้น อาจจะไม่ส่งผล แต่หากขับรถแบบนี้เป็นระยะเวลานานสะสม รับรองว่าเครื่องยนต์พังก่อนเวลาอันควรแน่นอน

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

มีร่องรอยของน้ำหยดที่พื้น
หากรถยนต์ของคุณมีร่องรอยของน้ำ หรือน้ำมันหยดลงที่พื้น อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น หม้อน้ำรั่ว น้ำมันเบรกรั่ว หรือแม้กระทั่งน้ำมันรั่ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างไม่ปลอดภัย อาจจะทำให้เกิดอันตรายระว่างที่คุณขับรถอยู่ได้นะคะ ควรรีบนำรถเข้าเช็กโดยด่วนเลย

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

สตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ
หากรถของคุณ ต้องใช้เวลาในการสตาร์ทเครื่องนานกว่าปกติ แสดงว่ารถของคุณมีแนวโน้มว่าแบตเตอรี่รถอาจเสื่อม หรือใกล้หมดเต็มทีแล้ว จึงควรรีบนำรถเข้าเช็กนะคะ เพราะถ้ารถไปดับกลางทางแล้วสตาร์ทไม่ติดในที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะในที่เปลี่ยวอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณเองได้ เพราะอาจจะมีมิจฉาชีพอยู่บริเวณนั้น 

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

มีควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย
หากรถของคุณมีควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเครื่องยนต์เริ่มมีปัญหาแล้วล่ะ ดังนั้นก่อนจะลุกลามไปมากกว่านี้ ควรนำรถเข้าตรวจเช็กโดยด่วน เพราะสัญญาณนี้หมายถึงระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์มีปัญหา โดยเฉพาะปะเก็นที่อยู่ระหว่างเครื่องยนต์ท่อนบนและล่างอาจจะเกิดปริ ทำให้น้ำเล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ และเผาน้ำจนออกมาเป็นไอน้ำ เห็นเป็นควันสีขาวออกมา ถ้าอาการหนัก น้ำอาจจะปนเข้ากับน้ำมันเครื่อง ท้ายที่สุดทำให้น้ำมันเครื่องเป็นโคลน และทำให้เครื่องยนต์น็อกในที่สุด

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

กลิ่นเหม็นไหม้
หากรถของคุณมีกลิ่นเหม็นไหม้ แสดงว่ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายแน่นอน อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เบรกไหม้ สายพานไหม้ ท่อไอเสียปริแตก ลูกสูบไหม้ หรือแม้แต่สายไฟภายในเครื่องยนต์ไหม้ ซึ่งล่วนแต่เป็นอันตรายหากใช้งานรถยนต์ต่อไปโดยไม่แก้ไข ดังนั้น ควรนำเข้าอู่โดยด่วน
 

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

เสียงแปลก ๆ
บางครั้งรถยนต์ของคุณอาจเกิดเสียงแปลก ๆ ที่ไม่คุ้นเคยดังในรถ โดยปกติแล้วเสียงเครื่องยนต์หรือการขับขี่ต่าง ๆ เราจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ถ้าเมื่อใดเราได้ยินเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้น ก็ควรหาที่มาของเสียง หนึ่งในกรณีเสียงแปลก ๆ นี้ อาจเกิดจากผ้าเบรกใกล้หมด ซึ่งอันตรายมากหากคุณต้องใช้รถ เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เลย ควรรีบนำรถเข้าตรวจสอบโดยด่วน

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

เร่งไม่ขึ้น รถใกล้พัง
แม้จะไม่มีร่องรอยน้ำมันรั่ว แต่หากเกิดอาการรถยนต์เร่งไม่ขึ้น ก็อาจจะถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ หรือกรองน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วนะคะ เพราะถ้าปล่อยไว้นานจะยิ่งแย่แน่ๆ

เช็กด่วน..10 สัญญาณอันตราย ที่บอกว่า "รถยนต์"ของคุณใกล้พัง

รถนุ่มนวลผิดปกติ
หากคุณรู้สึกว่ารถนุ่มนวลผิดปกติ ก็อาจจะเป็นเพราะช่วงล่างเริ่มมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโช้กเสื่อม ลมยางอ่อน และอื่น ๆ อีกหลายสาเหตุ จึงไม่ควรเสี่ยงขับไปนาน ๆ นะคะ เพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับอาการต่าง ๆ ที่เป็นสัญญาณบอกว่ารถของคุณเริ่มจะมีปัญหาขึ้นแล้ว เมื่อรู้อย่างนี้แล้วควรรีบป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ  และควรรีบนำรถยนต์ของคุณเข้าตรวจเช็กสภาพได้แล้ว ..

“ผู้ชายยุค 5G” ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472923

“ผู้ชายยุค 5G” ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

‌4 กรกฎาคม 2564 – 19:56 น.

เป็นผู้ชายเรื่องการบริหารเสน่ห์เป็นอีกสิ่งที่ควรมี เพื่อความปังยิ่งในยุค 5G ยิ่งต้องมีไอเทมไว้ วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับมาฝากหนุ่ม ๆ กันที่จะออกไปไหนควรมีของเหล่านี้ไว้

ในยุค 2021 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องความสวย ความดูดีไม่ได้จำกัดเพียงแค่สตรีเพศแล้ว แถมยังเปิดกว้างให้หนุ่ม ๆ ที่ชอบการดูแลตัวเอง ได้สัมผัสกับหลากหลายไอเอม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคน แต่ละสภาพผิวด้วย อาทิ เครื่องสำอาง ,คอร์สดูแลผิวพรรณ , โปรแกรมลดหุ่น เป็นต้นเพื่อให้ผู้ยุคนี้ทรงเสน่ห์มากยิ่งขึ้น

วันนี้เราขอหยิบ 5 ไอเทมที่หนุ่ม ๆ สามารถพกพาติดตัว เสริมเสน่ห์แบบง่าย ๆ มาให้ลองนำไปใช้กัน 

1.น้ำหอม : ต้องยอมรับว่าเรื่องกลิ่นกาย เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างดึงดูดได้เป็นอย่างดี แต่หากประพรม หรือ ฉีดมากไปก็จะส่งผลเสียกันได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบกลิ่นของน้ำหอม ฉะนั้นการฉีดแค่พอประมาณนั้นดีที่สุด อย่าลืมว่าผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง

"ผู้ชายยุค 5G" ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

2.ลิปสติก : ผู้ชายบางคนไม่ได้ดื่มน้ำเยอะเท่ากับผู้หญิง ส่งผลให้เกิดอาการปากแห้ง เป็นขุยได้ ลิปมัน ถึงเป็นไอเทมไม่ลับที่ควรมี เพื่อเพิ่มความดูสุขภาพดีของหนุ่มคนนั้น ๆ แถมสมัยนี้ลิปสติก หรือ จะเป็นลิปมันสำหรับผู้ชายก็หาซื้อได้ง่าย อยากได้แบบไหน กลิ่นไหนก็มีหมด ถ้าเจอสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเจอศึกแบบด่วน ๆ ก็จะทำให้สัมผัสนั้นพิเศษมากขึ้น

"ผู้ชายยุค 5G" ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

3.แป้ง : จริง ๆ เรื่องแป้งดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จริงแล้ว ก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่ช่วยให้หนุ่ม ๆ ดูดีมากยิ่งขึ้น นั่นเพราะความมันบนใบหน้าของผู้ชายบางคน มันส่งต่อภาพลักษณ์และบุคคลิกภาพ การมีไอเทมชิ้นนี้ไว้จึงเป็นตัวเสริมเสน่ห์ เป็นอย่างดี ซึ่งคำถามต่อไปแน่นอนว่า ผู้ชายควรใช้แป้งแบบไหนนั้น คำตอบคือแป้งที่เหมาะกับผิว ไม่จำเป็นต้องเป็นแป้งพับเหมือนผู้หญิง แค่แป้งฝุ่นธรรมดาก็ได้ หรือ แค่คุณเดินไปที่บูธเครื่องสำอางบุรุษเพศและให้พนักงานแนะนำก็สบายใจได้เลย ที่เหลือพอทดลองใช้แล้วโดนใจหรือไม่ก็อยู่ที่คุณแล้ว

"ผู้ชายยุค 5G" ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

4.สเปรย์ดับกลิ่นปาก : กลิ่นปากเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะในทุกๆ วัน คนเราจะต้องเจอกับการสนทนากับบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรอบข้าง หรือคนที่ไม่สนิท ดังนั้นกลิ่นปากก็เป็นตัวที่สามารถบ่งบอกว่า คนคนนั้นเป็นคนที่ดูแลตัวเองดีรึเปล่า ใส่ใจตัวเองดีไหม เพราะการมีกลิ่นปากที่หอม สามารถสร้างความประทับใจ และความรู้สึกดีกับคนที่เราสนทนาได้อีกทางนึงด้วย

"ผู้ชายยุค 5G" ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

5.กระเป๋าเงิน : ชิ้นสุดท้าย กระเป๋าเงิน ทำไมพกเพราะสมัยนี้สามารถใช้การโอนแทนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้แล้ว อย่างที่กล่าวไปว่าคือไอเทมเพิ่มเสน่ห์สำหรับหนุ่ม ตัวอย่างเมื่อคุณนัดเดททรนข้าวกับคนพิเศษ การเคลื่อนไหวควักเงินในกระเป๋า หรือหยิบบัตรมาจ่าย รวมไปถึงแค่มีประเป๋าเงินตั้งข้าง ก็แสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมที่จะเป็นหนุ่ม ๆ สายเปย์ เพิ่มความเป็นสุภาพบุรุษ น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น 

"ผู้ชายยุค 5G" ต้องพกไอเทมนี้ไว้เพื่อความปัง 

หากหนุ่ม  ๆ ท่านไหนอยากลงเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเอง ก็ลองนำไอเดีย 5 ไอเทม ไปปรับใช้ได้ตามเหมาะสม หรือใครที่จะเพิ่มมากกว่า 5 ก็ไม่แปลก ไม่ผิด แต่อย่าเยอะเกินไป