5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ “รถยนต์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472652

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

2 กรกฎาคม 2564 – 13:11 น.

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ”รถยนต์”

การซื้อ “รถคันแรก” อาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆคน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในยามเดินทางแล้ว มันยังเป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเชิดหน้าชูตาได้ด้วยความภูมิใจ เพราะเงินที่ซื้อรถส่วนใหญ่ มาจากเงินที่ตนเองเก็บหอมรอมริบ ตั้งใจทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ

ความฝันที่อยากจะมีรถจึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่รู้จัก “การวางแผน”เพราะการวางแผนจะทำให้เรา “รู้ตัว” ว่าความจำเป็นในการซื้อรถนั้นมีมากน้อยขนาดไหน ซึ่งด้วยวัตถุประสงค์นี้จะทำให้รถกลายเป็น “สินทรัพย์” ที่ช่วยเพิ่มรายได้และผลประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย รวมถึง “รู้ตัว” ว่าต้องมีแผนการในการซื้อรถอย่างไร จะทำให้เราจัดการเงินบนหน้าตักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บนโลกนี้ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำอะไรโดยไม่รู้จักการวางแผนอยู่ ซึ่งมันจะเกิดปัญหาที่จุกจิกอย่างแน่นอน ก่อนที่จะเจ็บตัวเพราะปัญหาต่างๆ เรามี   “5 เรื่อง ที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถยนต์” มาฝาก อ่านให้ครบ แล้วคุณจะจบกับทุกปัญหาที่จะตามมา

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

1. รู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อรถ สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรก ก่อนการตัดสินใจซื้อรถ คือ เราต้องรู้เป้าหมายและความจำเป็นในการซื้อ รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่จะอยู่กับเรานานกว่า 1 ปี มันช่วยสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับผู้ซื้อ ทั้งเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง ความจำเป็นในหน้าที่การงาน ขนส่งสินค้า เป็นต้น ถ้าเรารู้ความจำเป็นในการซื้อรถแล้ว เราก็สามารถเลือกรถได้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และช่วยสร้างความคุ้มค่าให้กับเงินที่เสียไปของเรา แค่นี้ก็สบายใจไปเปราะนึงแล้ว ฉะนั้นคนที่มีเป้าหมายจะซื้อรถมาใช้ในระยะสั้น ซื้อมาขับเท่ๆแล้วใช้ไม่เต็มสมรรถนะ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อเลย ขอให้ลองทบทวนดูใหม่นะ

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

2. รู้สถานะทางการเงินของตัวเองในปัจจุบัน เช็คสถานะทางการเงินเบื้องต้นของตัวเองให้ดี ว่ามีเงินพร้อมที่จะดาวน์รถเท่าไหร่? มีเงินเดือนมากพอสำหรับผ่อนรถและใช้จ่ายในส่วนต่างๆหรือยัง? และสถานะของตัวเองเหมาะกับรถยนต์ราคาเท่าไหร่? เป็นต้น สภาพของมนุษย์เงินเดือน 20,000 บาท ที่มีค่าผ่อนรถและดอกเบี้ยรายเดือนอย่างต่ำก็ประมาณ 8,000 บาท คงดูไม่จืดเท่าไหร่ เงิน 8,000 บาทจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของทุกๆเดือน เป็นภาระที่ตามมา ทางที่ดีภาระหนี้ไม่ควรเกิน 35% ของรายได้ต่อเดือนด้วยซ้ำ อยากจะขับรถคันงามๆ แต่มีหนี้สินวิ่งตามมาติดๆ เงินเดือนที่มีก็ใช้จ่ายไม่พอ… ถ้าจะต้องเป็นแบบนี้ อย่าซื้อรถเลยดีกว่า เราควรจะแฮปปี้ที่จะได้ใช้ได้ประโยชน์จากมัน ไม่ใช่ว่านั่งทุกข์ใจ ในขณะที่มือกำพวงมาลัยอยู่

3. รู้จักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะตามมาภายหลังการซื้อรถ นอกจากภาระค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอีกหลายตัว ที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาทันทีที่เราตัดสินใจซื้อรถ เรียกได้ว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หลายคนมักจะมองข้ามกัน งั้นมาดูกันว่าค่าใช้จ่ายที่บอกมีอะไรเท่าไหร่บ้าง “ค่าน้ำมัน” มีรถขับทั้งทีใช้ให้คุ้ม ขับวนไป อย่างถูกๆก็เดือนละ 3,000 บาท
“ประกันภัยชั้นหนึ่ง” ซื้อมาแพง ต้องได้รับความคุ้มครองดีๆสิ ปีละ 20,000 บาท (1,700 บ./เดือน) “พรบ. และภาษีรถยนต์” เสียทุกปี ปีละ 2,500 บาท (200 บ./เดือน)
“เช็คระยะ ถ่ายน้ำมันเครื่อง” ขึ้นอยู่กับระยะทางและรถ ประมาณปีละ 3,000 บาท (250 บ./เดือน) คร่าวๆแล้วก็ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน รวมกับค่าผ่อนรถข้างต้นอีก 8,000 บาทต่อเดือน ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของน้องรถ 13,000 บาทต่อเดือน ถ้าได้เงินเดือน 20,000 บาท จะเหลือเงิน 7,000 ต่อเดือนเอาไว้ใช้กินอยู่ นี่ยังไม่รวม ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าเปลี่ยนยาง ค่าเข้าสังคมที่จะตามมาอีก ยิ่งรถที่มี สมรรถนะที่สูง ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงขึ้นตาม แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บออม? จุกกันไปเลย! สำหรับบางคนที่อยากจะรวย แต่ก็อยากมีรถไปพร้อมๆกัน

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

4. รู้จักค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ รถยนต์เป็น “สินทรัพย์” ที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมทางของเรานานกว่า 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะทรุดโทรมลงตามสภาพการใช้งาน ยิ่งมีรุ่นใหม่ๆออกมา มูลค่าของรถคันเก่าก็มีแต่จะน้อยลงๆทุกที ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นและไม่ค่อยมีใครรู้จัก เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา-รถยนต์” ค่าเสื่อมราคาสามารถคำนวณออกมาง่ายๆ เป็นค่าใช้จ่ายรายปีได้ด้วยวิธีนี้ สมมุติซื้อรถยนต์ราคา 750,000 บาท อายุการใช้งาน 10 ปี มีราคาขายในอนาคต 150,000 บาท ค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ (750,000-150,000)/10 = 60,000 บาทต่อปี เท่ากับว่าเมื่อเราขับรถไปเดือนนึง มูลค่าของมันจะลดลง 5,000 บาท

5 เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ"รถยนต์"

5. รู้วิธีและทางเลือกในการซื้อรถ หลังจากที่ตระเวนดูรถจากหลายๆที่ หนี้แห่งความสุขก็กำลังจะเกิด ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อรถแน่ๆ เรื่องที่ต้องคิดต่อก็คือ จะซื้อรถด้วยวิธีไหนดี? เชื่อเถอะว่ามนุษย์เงินเดือนร้อยละ 85 ที่ซื้อรถด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงจะใช้วิธีผ่อนเอา แล้วจะผ่อนแบบไหน แต่ละคนก็จะมีทางเลือกต่างกันไป

ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อรถนั้นจะคิดด้วยวิธี Flat Rate โดยคิดจากมูลค่าของเงินกู้ก้อนแรกเสมอ สมมุติ ซื้อรถ 750,000 บาท วางดาวน์ไปแแล้ว 250,000 บาท ต้องกู้เพิ่ม 500,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 5 ปี (5 งวด) เท่ากับว่าต้องเสียดอกเบี้ย 500,000 x 5% = 25,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยของ 5 ปี ก็ 125,000 บาท เท่ากับว่าเป็นหนี้ธนาคาร 625,000 บาท คิดเป็นรายปี ก็ต้องจ่ายหนี้ปีละ 125,000 บาท เดือนละ 10,000 กว่าบาท พิจารณาสถาบันการเงินเพื่อกู้เงิน และดูทางเลือกที่ดีที่สุด วางเงินดาวน์สูงๆ ผ่อนหนักๆ จะใช้เวลาน้อยกว่า และได้ดอกเบี้ยที่ไม่มาก แต่สำหรับคนที่มีเงินน้อย แต่อยากจะมีรถซักคันไว้ขับ อาจจะเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองคือ ดาวน์ต่ำ ผ่อนเบาๆ ไปยาวๆ แบบนี้จะเสียดอกเบี้ยเยอะกว่า แต่กระแสเงินสดก็คล่องขึ้น

ถ้าจะซื้อรถซักคัน ลองพิจารณาปัจจัย 5 ข้อที่บอกไว้ข้างต้นให้ดีก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูว่ารถมี “ความจำเป็น” กับตัวเรามากน้อยแค่ไหน วางแผนค่าใช้จ่ายและพิจารณาความสามารถของตัวเองให้เหมาะสม รู้แล้วจะได้ไม่เจ็บตัวกัน ถ้าตัดสินได้แล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าคิดๆดูแล้วรถยังไม่จำเป็นเท่าที่ควร เก็บเงินไว้แล้วเอามาลงทุนให้งอกเงยกันดีกว่า ถึงเวลาจำเป็นค่อยซื้อรถก็ยังได้

ที่มา..https://www.krungsri.com

“ตากุ้งยิง” หรือเพราะแอบดูใคร หลายคนเข้าใจแบบนี้ จริงๆ แล้วคือยังไงกันแน่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472598

“ตากุ้งยิง” หรือเพราะแอบดูใคร หลายคนเข้าใจแบบนี้ จริงๆ แล้วคือยังไงกันแน่

2 กรกฎาคม 2564 – 13:05 น.

“ไปแอบดูอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า” ความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ น่าจะเหลือเพียงโจ๊กในโลกยุคดิจิทัล จริงๆ แล้ว “ตากุ้งยิง” คืออะไรยังไงกันแน่

เมื่อเกิด “ตากุ้งยิง” นอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพ เพราะตาบวมแดงแล้ว บางคนยังอาจถูกแซวว่า “ไปแอบดูอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า” ความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ น่าจะเหลือเพียงโจ๊ก ล้อกันเล่นขำๆ แล้ว เพราะปัจจุบันนี่คือโลกยุคดิจิทัล ดังนั้น มารู้ไปพร้อมกันเลยว่าตากุ้งยิงเกิดจากอะไรกันแน่

“ตากุ้งยิง” คืออะไร

ตากุ้งยิง ภาษาอังกฤษคือ Stye หรือ Hordeolum โรคติดเชื้อที่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดเป็นฝีหรือตุ่มหนองที่ขอบเปลือกตา ซึ่งอาจพบได้ทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง

“ตากุ้งยิง” เกิดจากอะไร

โรคตากุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณเปลือกตา โดยบางรายอาจมีการอุดตันของต่อมไขมันหรือต่อมเหงื่อบริเวณเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อซึ่งมีอยู่เป็นปกติในบริเวณนั้นตามมา หรือเมื่อมีเชื้อโรคเข้าไปจึงทำให้เกิดอาการอักเสบเป็นหัวหนองที่เปลือกตาบนหรือเปลือกตาล่าง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง “ตากุ้งยิง”

– ขยี้ตาบ่อย ๆ จนเปลือกตามีเชื้อแบคทีเรียหรือฝุ่นเกาะติดอยู่

– ล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด

– ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด

– ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ไม่สะอาดเช็ดดวงตา

– เช็ดถูดวงตาด้วยเสื้อผ้าที่ใส่อยู่

– ล้างหน้าด้วยน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

– น้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา

– ฝุ่นละอองในอากาศลอยเข้าดวงตา

“ตากุ้งยิง” ใครเสี่ยงเป็นมากที่สุด

ตากุ้งยิงเป็นโรคที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่มักจะพบในเด็กอายุ 4 – 10 ขวบได้บ่อย อาจเพราะเด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักรักษาความสะอาดดีเท่าที่ควร เช่น อาจเล่นดินเล่นฝุ่นแล้วเอามือมาขยี้ตา เป็นต้น ทว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นตากุ้งยิงบ่อยๆ อาจบ่งบอกได้ว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นๆ แฝงอยู่ดังต่อไปนี้

– มีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือตาเข ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเสี่ยงเป็นตากุ้งยิงบ่อย เพราะเปลือกตาต้องทำงานมากกว่าปกติ เช่น ต้องขยี้ตา หรี่ตา หรือเพ่งสายตามากกว่าปกติเพื่อให้มองเห็นได้ชัด

– สุขภาพทั่วไปไม่ดี เช่น เป็นโรคเรื้อรัง ขาดอาหาร ฟันผุ ไซนัสอักเสบ อดนอน เป็นต้น

– ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำทำให้ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เบาหวาน หรือกินยาสเตียรอยด์นานๆ เป็นต้น

อาการ “ตากุ้งยิง” เป็นอย่างไร

จะเป็นตุ่มบวมแดงหรือเป็นหนองที่เปลือกตา ระยะแรกจะมีอาการปวด บวม บางรายมีอาการบวมมากจนตาปิด หรือบางรายมีหนองไหลออกจากเปลือกตา และในกรณีที่หนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว

แบ่ง “ตากุ้งยิง” ได้ 3 ประเภท

1. External hordeolum โรคตากุ้งยิงที่เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมัน ลักษณะเป็นตุ่มหนองที่บริเวณเปลือกตาด้านนอก มีอาการแดง เจ็บ ซึ่งเราอาจเรียกตากุ้งยิงชนิดหัวผุดก็ได้

2. Internal hordeolum โรคตากุ้งยิงที่เกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตาด้านใน จะพบเป็นตุ่มนูนแดง เจ็บ ซึ่งเราอาจเรียกตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน

3. Chalazion เป็นการอักเสบเรื้อรังของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ตากุ้งยิงจะมีลักษณะนูนแข็ง กดไม่เจ็บ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์

เป็น “ตากุ้งยิง” ทำไงดี

หากรู้สึกว่าตัวเองเป็นตากุ้งยิง ให้ดูแลตัวเองเบื้องต้น ดังนี้

1. ล้างมือบ่อย ๆ 

2. งดใช้เครื่องสำอาง

3. หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์

4. ไม่ควรบีบหนองออกเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น

รักษา “ตากุ้งยิง” อย่างไร

เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิงก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรกจะมีลักษณะเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็นวันละ 2 – 4 ครั้ง จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี ทั้งนี้ การใช้ยาควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ โดยยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริงๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี

วิธีดูแลตัวเองหลังเจาะกุ้งยิง

1. ปิดตาไว้อย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นสามารถเปิดตาเองได้ ล้างหน้าได้ตามปกติ

2. หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด ครั้งละ 1 – 2 เม็ด ทุก 4 – 6 ชั่วโมง

3. วันรุ่งขึ้นให้ประคบน้ำอุ่น โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น บิดให้หมาด แล้วประคบลงบนเปลือกตาข้างที่เป็นกุ้งยิงครั้งละ 10 – 15 นาที ในขณะที่ประคบให้หลับตาไว้ วิธีนี้จะช่วยลดอาการปวด บวม หรือช้ำได้

ง่ายนิดเดียว “ตากุ้งยิง” ป้องกันได้

1. ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และเส้นผม โดยเฉพาะผู้หญิงควรต้องสระผมบ่อยๆ

2. ระวังอย่าให้ผมแยงตา

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตา หรือขยี้ตาบ่อย ๆ

4. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น

5. ล้างเครื่องสำอางให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณดวงตา

6.  เมื่อสงสัยว่ามีอาการตากุ้งยิง ให้รีบมารักษากับแพทย์โดยเร็ว

พยายามอย่าใช้มือขยี้ตาหรือสัมผัสดวงตาบ่อยๆ รวมทั้งควรสวมใส่แว่นตาเมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มควันและฝุ่นละออง เท่านี้ก็จะช่วยป้องกันได้แล้ว แต่หากใครเป็นตากุ้งยิงขึ้นมา ถ้าสามารถดูแลตนเองในเบื้องต้นได้อย่างที่แนะนำไปในระยะที่อาการยังไม่รุนแรงมาก ตากุ้งยิงจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 24 ชั่วโมง และเมื่อรักษาต่อไปอีก 3 – 4 วัน ฝีก็จะค่อย ๆ ยุบหายไปเอง

ข้อมูล : หมอชาวบ้าน

เช็ก “จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472634

เช็ก”จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

2 กรกฎาคม 2564 – 11:07 น.

เช็ก”จุดเสี่ยงในบ้าน” อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

พัฒนาการของลูกน้อย เป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อ แม่ เฝ้ามองดูด้วยใจจดจ่อ แต่เมื่อลูกน้อยของเรา เริ่มคลาน หรือ นั่งถัดไปเรื่อยๆ  เริ่มเดินเตาะแตะไปทั่วบ้าน นั่นหมายถึง พ่อ แม่ ต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้คลาดสายตากันแม้แต่วินาทีเดียว เพราะลูกน้อยของเราจะสำรวจไปทุกที่ ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่ในบ้านของเราก็ย่อมเป็นจุดเสี่ยง จุดอันตรายได้เช่นกัน เราลองมาสำรวจกันว่า จุดเสี่ยงในบ้านของเรา จะมีจุดไหนบ้างที่จะทำให้ลูกได้รับอันตรายได้บ้าง 

เริ่มจาก พื้นบ้านที่ ลูกน้อย คืบคลานไปทั่ว พื้นบ้านต้องสะอาด ปลอดภัย จากสิ่งของที่ตั้งกีดขวางซึ่งอาจจะตกหล่นใส่ลูกได้ หรือ ต้องไม่มีสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ลูกจะหยิบจับเข้าปากได้ เช่นเหรียญ เข็ม เมล็ดผลไม้ 

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

บันได เป็นจะเป็นอะไรที่ท้าทายสำหรับเด็กในวัยคลานถึงเริ่มหัดยืน เดิน และอุบัติเหตุที่พบเห็นบ่อยๆ คือตกบันได หรือศรีษะติดอยู่ราวบันได ดังนั้นพ่อแม่ควรหาวิธีป้องกันช่องระหว่างราวบันได หรือ มีแผงกั้นป้องกันไม่ให้ลูกปีนบันไดขึ้นไปได้

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

ปลั๊กไฟ บางบ้านมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ด้วยการทำปลั๊กไฟ สูงจากพื้นให้พ้นมือเด็กเล็ก หรือ ไม่เช่นนั้น ต้องมีเต้าเสียบเพื่อป้องกันลูกแหย่รูปลั๊กไฟ

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

กาต้มน้ำ  หรือ ของร้อน ที่ คุณแม่ต้องพึงระวัง เพราะอาจกระเด็นใส่ลูก จนได้รับบาดเจ็บได้ 

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

จมน้ำ สิ่งที่พ่อ แม่ หลายคน อาจมองข้ามไป แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัยนี้ ก็มีให้เราได้เห็นกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำลูก  หรือแม้แต่ถังน้ำที่มีน้ำอยู่ หากลูกน้อยเกิดพลาดหัวทิ่มลงไปในน้ำ ในช่วงที่ไม่มีใครเห็น อาจส่งผลให้ขาดอากาศหายใจ อันตรายถึงพิการ หรือเสียชีวิตได้

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

เตียงนอน  เตียงสำหรับเด็กที่มีคอกกั้น ก็มีความเสี่ยงที่ลูกจะปีนป่ายออกมาจะพลัดตกมาได้  

 เช็ก"จุดเสี่ยงในบ้าน" อันตรายของลูกวัยเตาะแตะ

ที่นี่มาดูกันว่าหากลูกน้อยของเรา เกิดอุบัติเหตุจากจุดเสี่ยงในบ้านแล้ว พ่อ แม่ ต้องปฐมพยาบาลลูกน้อยอย่างไรบ้าง 

–  หกล้ม เกิดรอย ฟกช้ำดำเขียว  ต้องประคบแผลด้วยน้ำเย็นทันที จากนั้นค่อยประคบน้ำอุ่น

– เกิดแผลฉีกขาด จากของมีคม  ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ให้น้ำไหลผ่านแผล หยุดเลือด ด้วยการใช้ผ้าสะอาดกดที่บริเวณบาดแผล เมื่อเลือดหยุดไหล ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทาบริเวณรอบๆแผลระวังอย่าให้น้ำยาโดนบริเวณแผล

–  ไฟดูด  ถ้าลูกไม่หายใจ ต้องกระตุ้น โดยการเป่าปาก และกดบริเวณอก

–  น้ำร้อนลวก ต้องทำให้บริเวณที่โดนน้ำร้อนลวกเย็นลง โดยล้างแผลด้วยน้ำเย็น จนกว่าอาการปวดจะทุเลา จากนั้นใช้ผ้าปิดคลุมแผล แต่อย่าแน่นเพราะบริเวณที่โดนน้ำร้อนจะบวม ให้ทานยาแก้ปวดสำหรับเด็ก และนำส่งแพทย์ 

– สารพิษ ต้องรีบเก็บสารพิษที่ลูกกินเข้าไป เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบแล้วรีบโทรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะการช่วยด้วยการให้อาเจียนออกมานั้นอาจใช้ไม่ได้ทุกครั้งเพราะสารพิษบางชนิดอาจย้อนกลับขึ้นมาทำอันตรายได้ 

“กาแฟ” แค่วันละ 2 แก้ว ลดความเสี่ยงได้ถึง 9 โรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472623

“กาแฟ” แค่วันละ2แก้ว ลดความเสี่ยงได้ถึง 9 โรค

2 กรกฎาคม 2564 – 09:41 น.

รู้ไว้ใช่ว่า สำหรับประโยชน์ของการดื่ม “กาแฟ” วันนี้จะนำเสนอคุณประโยชน์ที่เป็นผลดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบทั้งรสชาติ และกลิ่นหอมอันเย้ายวน

“กาแฟ” หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท หากท่านที่กำลังหลงไหลใน “กาแฟ” แก้วโปรด ขอแนะนำเอาไว้เลยครับว่า ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพราะหากในแต่ละวัน มีการดื่มในปริมาณมากๆ หรือวันละหลายๆ แก้ว  

แน่นอนละครับ เจ้า”คาเฟอีน” มันจะเข้าไปทำให้ร่างกายคุณกระปรี้กระเปร่า อยู่ตลอดเวลา หรือตื่นตาตื่นใจอยู่ทุกวินาที ซึ่งอาการเช่นนี้ มักจะทำให้เกิดใจสั่น นอนไม่หลับ กระวนกระวาย และหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะสตรีมีตั้งครรภ์ ยิ่งไม่ควรดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินไป เพราะมันจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก หรือทารกในครรภ์ได้

ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามเข้ามาว่า อ้าว..ถ้าอย่างงั้น ควรจะดื่ม “กาแฟ” วันละกี่แก้ว หรือจำนวนเท่าไหร่ละ ถึงจะเหมาะสม อันนี้ตอบได้เลย ครับ..ว่า ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล บางท่านอาจดื่มแค่แก้วเดียว ก็สามมารถสดชื่นไปได้ตลอดทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่จะดื่มแค่วันละ 2 แก้ว คือช่วงเช้า และช่วงบ่าย ในแต่ละวัน

หรือถ้าพูดกันแบบตามหลัก วิชาการกันเลย ก็คือ ในแต่ละวัน ควรบริโภคไม่เกิน 4 แก้ว หรือไม่เกิน 20 ออนซ์ แต่ปริมาณที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ประโยชน์คือวันละ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 10 ออนซ์เท่านั้น ซึ่งหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับประโยชน์จาก “กาแฟ” มากมาย

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ “กาแฟ” มีมากมาย อาทิ เรื่องของการต้าน “อนุมูลอิสระ”   เพราะจากการศึกษาของนักวิจัยในต่างประเทศ พบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อื่น

นอกจากนี้ประโยชน์ของกาแฟ ยังช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ด้วย อาทิเช่น

ช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B

ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ

ช่วยป้องกันโรคหอบ

มีกรดอะซิติก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งช่องปาก

ช่วยลดการเกิดโรคตับจากการดื่มสุรา

ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากการเมาสุรา

การดื่มกาแฟหลังอาหารช่วยลดความอ้วนได้

กาแฟเข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวช่วยชะลอความแก่

5 วิธีวางแผน “ช้อปออนไลน์” ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472605

5 วิธีวางแผน “ช้อปออนไลน์” ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

2 กรกฎาคม 2564 – 09:30 น.

เตือนกันไว้ก่อนตั้งแต่ต้นเดือน “ช้อปออนไลน์” อย่าละเลย ไม่อย่างนั้น กดเพลิน ๆ เงินในกระเป๋าจะรั่ว หมดตัวก่อนสิ้นเดือนได้

ต้นเดือนเงินเพิ่งเข้าบัญชีกำลังอุ่น ๆ เผลอเข้าแอปฯ เปิดเฟซบุ๊ก เจอไลฟ์สดขายของ นั่งดูไปดูมา cf ใส่ตะกร้า กดโอนเงิน จ่ายไปจ่ายมาเงินอาจรั่วไหลไปเหลือใช้ถึงสิ้นเดือนได้

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนต่อคน ประสบปัญหาเรื่องค่าครองชีพ แต่ใช่ว่าวงการ “ช้อปออนไลน์” จะซบเซา เพราะล่าสุด วันที่ 1 กรกฎาคม นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชน 7,499 คน ทั่วประเทศ พบพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ ใน 3 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม – มีนาคม) มีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นถึง 45.05 % จากที่สนค. เคยสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 52,000 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ประชาชนนิยม “ช้อปออนไลน์” สูงสุด คือ กลุ่มเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ รองลงมา คือ อาหารและเครื่องดื่ม , สินค้าสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนบุคคล , ของใช้ในบ้าน สำนักงาน ,  เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ , โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ , เครื่องกีฬา เครื่องเขียน , เพลง ภาพยนตร์ และสินค้าบันเทิงอื่น ๆ , ซอฟแวร์ เกมส์ , การจอง/บริการต่าง ๆ , คอมพิวเตอร์ , ของเล่น , หนังสือ นิตยสาร โดย “โทรศัพท์มือและอุปกรณ์มือถือ” เป็นสินค้าที่มีสัดส่วนใช้จ่ายสูงสุด

5 วิธีวางแผน "ช้อปออนไลน์" ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

“ข้าราชการ” ช้อปเก่งกว่า “พนักงานบริษัท”

สำหรับกลุ่มอายุที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด คือ ช่วง 20-29 ปี ประมาณ 2,379.30 บาทต่อเดือน รองลงมา 50-59 ปี 2,349.00 บาทต่อเดือน ผู้ที่ใช้จ่ายออนไลน์สูงสุดมีอาชีพ นักศึกษา คิดเป็น 92.88% โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ และกลุ่มคอมพิวเตอร์ รองลงมา คือ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐ 84.57% และพนักงานบริษัท  84.36%

5 วิธีวางแผน "ช้อปออนไลน์" ให้ได้ของถูกและดี เงินไม่รั่ว

5 วิธี ปรับแผน  “ช้อปออนไซต์” มาใช้กับการ “ช้อปออนไลน์”

1. วางแผนค่าใช้จ่ายส่วนที่สำคัญต้องจ่ายในแต่ละเดือน ก่อนลงมือ “ช้อปออนไลน์” ทางที่ดี คือกำหนดยอดเงินสำหรับการ     ช้อปออนไลน์ให้ชัดเจน ไม่ปล่อยเพลินช้อปไปเรื่อย ๆ เห็นนั่นก็อยากได้ เห็นนี่ก็ไม่ได้แพง ซื้อในออนไลน์ถูกจัง แต่ถ้ารวม ๆ หลาย ๆ ชิ้น อาจเกินงบที่จะใช้จ่ายจำเป็นได้

2. จดรายการที่ต้องซื้อ ก่อนเข้าไปช้อปปิ้งทั้งเพจเฟซบุ๊กขายสินค้า แอปฯ ต่าง ๆ เพราะการจดรายการของที่จะซื้อ จะได้พบว่ามีบางอย่างต้องซื้อ บางชิ้นยังรอได้ และบางชิ้นอาจต้องตัดใจหากบวกลบแล้วเป็นการดึงเงินมาใช้จ่ายเกินตัว จะได้ไม่ต้องนั่งกลุ้มใจ ตอนบิลค่าบัตรเครดิตมา หรือนับวันเร่งชั่วโมงว่าเมื่อไหร่จะสิ้นเดือนสักที ทั้งที่เพิ่งผ่านต้นเดือนมาไม่กี่วัน

3.  เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ บางครั้งเห็นโปรโมชั่นลดราคาสินค้าก็อย่าเพิ่งรีบร้อนช้อปปิ้งเกินไป หากได้มีเวลาเสิร์ชข้อมูลดูราคาเปรียบเทียบให้ละเอียดก่อน น่าจะช่วยให้ได้สินค้าที่ถูกใจ ราคาเหมาะสม ไม่เสียความรู้สึกภายหลัง

4. หูไวตาไวกับ “โปรโมชั่น” ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูง หลายเจ้าแข่งกันลดราคา ทำโปรโมชัน แจกคูปองส่วนลดมากมาย นักช้อปตัวยงต้องไม่พลาดเก็บคูปอง ศึกษาหาส่วนลดต่าง ๆ ให้ดี ๆ ก็จะยิ่งช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แบบช้อปแล้วคุ้มแน่นอน

5. จ่ายด้วยบัตรเครดิต แต่ข้อดีต้องระมัดระวังไปพร้อม ๆ กับการช้อปด้วย นั่นคือศึกษาก่อนช้อปให้ดีว่าบัตรเครดิตที่มีร่วมรายการอะไรกับแอป ฯ นั้นหรือไม่ ซึ่งจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็มีข้อดี เพราะจะมีแต้มสะสมให้ได้นำไปใช้แลกสินค้าและบริการเพิ่มเติมได้ด้วย

กักตัวมันเหงา Work From Home  เรียนออนไลน์นาน ๆ มันเบื่อ ไม่ได้ไปเดินห้าง เที่ยวนั่นเที่ยวนี่ ไม่ได้เจอใคร “ช้อปออนไลน์” เป็นอีกทางที่หลายคนเลือกใช้ เพราะข้อดีสำคัญคือความสะดวก ลดการไปเจอคนหมู่มาก ที่จะเสี่ยงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด แต่นักช้อป ก็ต้องมีสติก่อน cf รูดปรื้ด ๆ  ด้วย

อ้างอิง :  

http://www.tpso.moc.go.th/th/node/11098

https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/how-to-shopping-save-and-good

ภาพประกอบ : pixabay.com

“นมแพะ” ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472620

“นมแพะ”ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

2 กรกฎาคม 2564 – 08:40 น.

ผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แน่นอนว่านมวัว เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด เพราะความคุ้นชิน แต่อีกด้านหนึ่ง “นมแพะ”  ก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งทางเลือก ที่ดีต่อสุขภาพ .

ความน่าสนใจของ  นมแพะ” อยู่ที่มีโปรตีนและไขมันที่ย่อยได้ง่ายกว่านมวัว  ทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารและวิตามิน ที่มีอยู่ในน้ำนมจากนมแพะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่านมวัว  นอกจากนี้ในผู้ที่แพ้นมวัว สามารถดื่มนมแพะแทนได้  หรือในเด็กทารกที่น้ำนมแม่ไม่เพียงพอ ก็อาจทดแทนด้วยการให้ดื่มนมแพะได้ เพราะนมแพะมีความใกล้เคียงกับน้ำนมแม่มากที่สุด

“นมแพะ” มีกระบวนการผลิตน้ำนมคล้ายกับนมของคน จึงทำให้มีสารอาหารตามธรรมชาติในปริมาณที่สูง ออกมาพร้อมกับน้ำนม กรดไขมันในนมแพะที่เป็นลักษณะเฉพาะคือ การให้พลังงาน ลดหรือยับยั้งและสลายการสะสมของ คอเลสเตอรอล  ที่โดดเด่นคือในน้ำนมแพะมีวิตามิน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายรวม  5 ชนิด ซึ่งจะช่วยบำรุงสุขภาพได้เป็นอย่างดี

ประกอบด้วย วิตามินเอ “นมแพะ” มีวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่จะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตาต้อกระจก และเพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ดักจับเชื้อโรค จึงทำให้เชื้อโรคหลุดเข้าไปในร่างกายได้น้อยลง ส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง ปลอดจากอาการป่วย  ,  วิตามินซี  มีส่วนช่วยในการป้องกันไข้หวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายให้หมดไป 

 วิตามินอี   ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับชั้นผิว  สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่ได้ทาครีมกันแดด แต่ได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอ ก็หมดปัญหาเรื่องรังสียูวีได้  ,  วิตามินบี 6  ที่จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดี้ได้มากขึ้น  ป้องกันเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดี และลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง  ,วิตามินดี   เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ในการเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

คุณสมบัติของ “นมแพะ” คือ  เป็นนมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้น้อยกว่านมวัวถึง 3 เท่า จึงเหมาะสำหรับให้เด็กดื่ม ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอาการแพ้นมวัว นอกจากนี้นมแพะก็มีปริมาณน้ำตาลน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนอกจากจะเหมาะกับเด็กแล้ว ก็เหมาะกับผู้ใหญ่ที่ชอบดื่มนมเป็นประจำแต่ไม่อยากอ้วนอีกด้วย

"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

โปรตีนที่อยู่ในนมแพะ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย จึงไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ  ต่างจากนมวัวที่ส่วนใหญ่จะมีโปรตีนย่อยยากเป็นหลัก เมื่อดื่มมากๆ จึงรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืดได้    นมแพะมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย  ทำให้เซลล์เหล่านั้นสามารถกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมและอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 

สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดี จึงลดความเสี่ยงภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือดและทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ ช่วยบำรุงสายตาและพัฒนาสมอง จึงเหมาะกับวัยเด็กที่กำลังมีพัฒนาการที่ดีและผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงานเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ   การดื่มสามารถทำได้มาก ตามความต้องการโดยไม่ทำให้อ้วน

“นมแพะ”เป็นนมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมเพื่อสุขภาพ “นมแพะ”ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก   หากมองข้ามในเรื่องราคาที่สูงกว่านมวัว

***ขอขอบคุณเนื้อหาจาก :  https://hd.co.th/

"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ
"นมแพะ"ผลิตภัณฑ์นมแฝง 5 วิตามิน ดีต่อสุขภาพ

“กันกระแทก” แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472573

“กันกระแทก”แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

1 กรกฎาคม 2564 – 21:30 น.

เป็นเรื่องราวที่ต้องตั้งคำถาม ไปพร้อมชื่นชม เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวมาเลเซีย ออกมาโพสต์ถึงกันกระแสวัสดุชนิดพิเศษจากทำธรรมชาติ ที่มาทั้งลูก เกือบจะหัวเสียเลยทีเดียว สงสัยต้องไปชมกันว่าคืออะไร

เป็นที่ฮือฮา และพูดถึงแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง “มาเลเซีย”ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์รีวิวถึงบริษัทขนส่งได้ส่งพัสดุมาให้ พร้อมอุปกรณ์กันกระแทก เพื่อไม่ให้สินค้าข้างในนั้นเสียหาย แต่เรียกว่าพอเปิด และเห็นอุปกรณ์กันกระแทกเจ้าของประเด็นถึงกับตั้งคำถามแน่น ๆ เพราะวัสดุกันกระแทกที่ใช้นั้นแม้จะเป็นวัสดุที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่ก็งง ๆ ว่าใช้ได้จริงแค่ไหน 

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

เรื่องราวชวนฮา ปนสงสัย ชนชื่นชมไอเดียเกิดจากร้านยานยนต์ในประเทศมาเลเซีย โพสต์เล่าประสบการณ์สั่งสินค้าจาก Shopee แล้วก็เจอความฮาเมื่อแกะกล่องออกมา แล้วเจอวัสดุที่ร้านค้าบน Shopee รายหนึ่งใช้ห่อของมาให้ ต้องบอกว่า Shopee เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ของ บริษัท สิงคโปร์ เพราะฉะนั้นจึงมีการเปิดให้บริการในหลายประเทศของอาเซียน 

ทีแรกเจ้าตัวก็นึกว่าส่งของผิด หรือโดนหลอกอะไรรึเปล่า ทำไมสั่งสินค้าแล้วได้ลูกมะพร้าวมาแทน แต่ก่อนที่จะเดือดหรือหัวเสีย ก็ลองแกะเทปที่พันลูกมะพร้าวออกดูซะก่อน แล้วก็พบว่า.. มันมีสินค้าที่สั่งมา ซ่อนอยู่ภายในลูกมะพร้าวจริงๆ

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

ประเด็นทำให้หลายคนที่เห็นโพสต์ต่างก็มองไปกันคนละมุม ทั้งฮาขำหนัก ทั้งบอกว่าไอเดียดีบรรเจิด แต่จะว่าไปกาบมะพร้าวที่เหลือจากการใช้แล้ว หาลองเอาไอเดียนี้มาต่อยอดก็สามารถทำเป็นอาชีพได้ เหมือนกับบ้านเราที่ใช้ต้นผักตบชวาแห้งนั้นมาเป็นวัสดุกันกระแทก ที่ผลิตขึ้นจากธรรมชาติทดแทนวัสดุอย่างพลาสติก ก็ช่วยรักษ์โลกได้อีกทาง 

"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ
"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ
"กันกระแทก"แบบนี้ช่วยได้จริงเหรอ

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472557

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด”

1 กรกฎาคม 2564 – 18:15 น.

แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” หลังจากฟ้องหลายแบรนด์ไปแล้วก่อนหน้านี้

โดยเพจ GQ Thailand ได้โพสต์แจ้งข่าวว่า แบรนด์กีฬา “อาดิดาส” ได้ยื่นฟ้องแบรนด์ “ทอม บราวน์” หลังจากได้มีการละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” ของ อาดิดาส

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

#GQUpdate เพราะเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุดแบรนด์กีฬาชื่อดัง “อาดิดาส” (#Adidas) ได้ยื่นฟ้องต่อแบรนด์ “ทอม บราวน์” (#ThomBrowne) ในกรณีการละเมิดต่อเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ “สามขีด” อันโด่งดัง หลังจากฟ้องแบรนด์เทสล่า (Tesla), จูซซี่ กูตูร์ (Juicy Couture), เจ ครูว์ (J. Crew) และ Forever 21 ไปก่อนหน้านี้

โดยจากการรายงานคำร้องของแบรนด์กีฬาดังระบุว่า อาดิดาส มีความกังวลต่อการใช้เครื่องหมายแถบคู่ขนานกันทั้งสอง สามหรือสี่เส้น ของ ทอม บราวน์ ในไลน์เครื่องแต่งกายและรองเท้าสไตล์นักกีฬาเป็นอย่างมาก เนื่องจากการออกแบบดังกล่าว จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนต่อสัญลักษณ์สามขีดของอาดิดาส เกี่ยวกับแหล่งที่มา การสนับสนุน สมาคม หรือความเกี่ยวข้อง ซึ่งในทางกลับกัน “เป็นอันตรายต่อแบรนด์ของอาดิดาสและ [เครื่องหมาย] ที่มีค่าอย่างยิ่ง”

นอกจากนี้ทางอาดิดาสยังกล่าวอ้างว่า ทอม บราวน์ กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากชื่อเสียงที่แพร่หลาย และการเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชนอย่างมหาศาลของสัญลักษณ์สามขีด 
และ ค่าความนิยมอันมีค่าอย่างยิ่ง ที่แบรนด์สร้างขึ้นจากเงินลงทุนกว่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อส่งเสริมการขาย

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

ต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่าประเด็นการฟ้องร้องนี้จะจบลงที่ใด และ อาดิดาสจะมีการดำเนินการฟ้องแบรนด์อื่นๆ อีกหรือไม่ ต้องคอยติดตาม

แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"
แบรนด์กีฬา "อาดิดาส" ยื่นฟ้องแบรนด์ "ทอม บราวน์" ละเมิดเครื่องหมายการค้าสัญลักษณ์ "สามขีด"

Queries about access to mRNA jabs as cases soar in Thailand #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40002769

Queries about access to mRNA jabs as cases soar in Thailand


As many as 60,095 Covid-19 cases have been confirmed in Thailand over the past two weeks, a report from the Department of Disease Control said on Friday.

With cases soaring at this rate, experts believe the country may be hit by a fourth wave soon if the Delta variant, which was first detected in India, becomes more prevalent.

The unprecedented increase in daily numbers has also sparked questions as to when mRNA vaccines that can deal with the different variants, like Moderna, will arrive in Thailand.

Meanwhile, public health agencies are trying to get as many people vaccinated as possible in a bid to contain the spread and build herd immunity.

Queries about access to mRNA jabs as cases soar in ThailandQueries about access to mRNA jabs as cases soar in Thailand

Published : July 02, 2021

By : The Nation

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472563

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

1 กรกฎาคม 2564 – 18:50 น.

ในช่วงหลังมานี้เพลงนอกกระแส โดยเฉพาะแนวเพลงโฟล์คเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง บางเพลงได้รับความนิยมจนกลายเป็นเพลงฮิต  

     ช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา วงการเพลงในบ้านเราเจริญเติบโตอย่างมาก หลากหลายแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็น แนวเพลงร็อค ป๊อป ฮิปฮอป ต่างมีผลงานออกมาบนโลกออนไลน์ ได้รับความนิยมจนยอดวิวถล่มทลายในหลายเพลงดัง 

     แต่ในห้วงเวลาเดียวกันกลับมีกระแสกลุ่มนักฟังเพลงเล็ก ๆ อย่าง “เพลงนอกกระแส” โดยเฉพาะแนวโฟลค์ กลับค่อย ๆ เติบโตขึ้นทีละนิดทีละน้อย จนบางบทเพลงทะลุขึ้นมาเทียบกับเพลงในกระแสหลัก

     โดยกลุ่มนักฟังเพลงนอกกระแส ระยะหลังมานี้ จะควบคู่ไปกับเทรด์แคมป์ปิ้งเดินป่า เนื่องด้วยดนตรีโฟลค์เพลงดนตรีที่ฟังง่าย เบา เน้นเนื้อหาสาระในเนื้องร้องมากกว่าทำนอง จึงทำให้นักฟังเพลงกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ชอบปลีกตัวออกมาจากกลุ่มนักฟังเพลงกระแส    

     สำหรับ 8 วงดนตรีเพลงนอกกระแส หรือ แนวเพลงโพลค์ ที่มีขยับขึ้นมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มและนอกกลุ่ม ประกอบด้วย 

     1.Selina and Sirinya

     – สองหนุ่ม “ราม” เอกศักดิ์ ชานาง จากราชบุรี และ “เอ๊ะ” นที ศรีดอกไม้ จากสุพรรณบุรี ถือว่าเป็นคิงแห่งดนตรีโฟล์ค และเป็นต้นแบบของวงโฟล์คสมัยใหม่เลยก็ว่า Selina and Sirinya เป็นที่รู้เมื่อราวปี 2546 กับเพลง  She , If และ Our จนมาสู่อัลบั้มแรก ซึ่งในช่วงแรกเพลงของ Selina and Sirinya อาจยังไม่เป็นที่รู้จ้กมาก แต่ในปัจจุบันเหล่าบรรดาวงโฟล์คยุคใหม่นำเพลงของสองหนุ่มมาเล่นกันให้เห็นอยู่ประจำ 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

        2.เขียนไขและวานิช 

    – “โจ้” สาโรจน์ ยอดยิ่ง ผู้ก่อตั้งวง “เขียนไขและวานิช” เจ้าของบทเพลง แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร ที่โจ้แต่งเพลงนี้ให้กับสาวจังหวัดน่าน ก่อนจะเก็บเพลงนี้ไว้ จนกระทั่งถูกปล่อยออกจนกลายเป็นเพลงฮิตไปแล้ว “เขียนไขและวานิช” เป็นวงโฟล์คจากเชียงใหม่ ผู้นำบทกวีมาใส่ดนตรี จนกลายเป็นเพลงที่ติดหูหลายเพลง เช่น ภาพฝันจักรวาล หนีห่าง เป็นต้น “เขียนไขและวานิช” มีผลงานเพลง 3 อัลบั้ม 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

    3.สุขเสมอ 

    – วงดนตรี “สุขเสมอ” มีนักร้องอย่าง “เรย์” ประชา หลุยจำวัน หนุ่มผมยาว เพื่อนสนิท “โจ้ เขียนไขและวานิช” แฟนเพลงสายโฟล์ค คงคุ้นหน้ากันดี เพราะ “เรย์” เดินสายเล่นกับ “โจ้” มาโดยตลอด ซึ่งบางครั้ง “เรย์” ก็ได้ร้องเพลงของตัวเขาเองในนาม “สุขเสมอ” อย่างเพลง ช่วงเวลาหนึ่ง ปลอบโยน เป็นต้น “สุขเสมอ” มีเนื้อหาเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ฟังแล้วจะคิดถึงวัยเด็ก บ้านเกิด ร่วมเป็นถึงธรรมชาติ ที่ “เรย์” ได้จัดสรรเนื้อหาได้อย่างลงตัว ซึ่ง “สุขเสมอ” มีอัลบั้มเต็ม 1 อัลบั้ม 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

    4.อิสญา 

     -วงดนตรี “อิสญา” เป็นอีกวงหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับ “โจ้ เขียนไขและวานิช”  วง “อิสญา” นำโดย “โอ๊ต” เพื่อนสนิท ของ “โจ้” และ “เรย์” มีบทเพลงโพล์ค ที่เป็นที่รูจักอย่างเพลง ทะเลดาว Goodbyesun ซึ่งกันและกัน ข้ามผ่าน โลกสีเทา ปัจจุบัน “อิสญา” ยังไม่มีอัลบั้มเต็มออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกัน แต่ก็มีซิงเกิ้ลให้ฟังอยู่ไม่น้อย

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     5.คณะขวัญใจ

     -วงคนตรี “คณะขวัญใจ” ของ 4 หนุ่ม นำโดย “เบิ้ล” ชีวิน โกมารทัต ที่เขียนเพลงได้เข้าถึงก้นลึกของหัวใจแฟนเพลงนอกกระแส อย่างเพลง “คุณคือดวงจันทร์ ฉันสิคนบ้า” โด่งดังทะลุกลุ่มคนฟังเพลงเล็ก ๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตไปแล้ว “เบิ้ล” ชีวิน มีฝีไม้ลายมือในการแต่งเพลงอย่างมาก โดยเขาผู้มี “เสก โลโซ” เป็นไอดอล วันนี้ วงดนตรี “คณะขวัญใจ” ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วขั้นหนึ่ง 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     6.ไวไวิทย์ 

     – “ไวไวิทย์” เป็นเสมือนนามปากกา ของ “ไปรวิทย์ สูนนาก” ผู้ที่มีแนวคิดมุ่งมั่นในแนวเพลงเพื่อชีวิต มีกลิ่นอายเพลงเหมือนวงรุ่นพี่ ๆ อย่าง “คาราบาว” จัดเต็มด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น สะท้อนชีวิตผู้คน อย่างเพลง “กระดังงาเกรียมไฟ” ส่วนเพลงรักมีเพลง “จันทร์ลำเอียง” ที่ถือว่าเป็นเพลงที่ทำให้หลายรู้จัก “ไวไวิทย์” ก็ว่าได้ โดย”ไปรวิทย์” เป็นเพื่อนสนิทกับ “เบิ้ล ชีวิน” คณะขวัญใจ มีผลงานเพลงร่วมกันในเพลง “ย้ายป่า” 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     7.ดวงดาวเดียวดาย 

     – “กอล์ฟ”ประพันธ์ สุนทรฐิติ หรือ “ดวงดาวเดียวดาย” บทเพลงเศร้ากินใจ โดดเด่นที่เนื้อหา และ ชื่อเพลงที่ยาวจนเป็นที่สะดุดตา เรียกได้ว่าทุกเพลง เช่น กลับมาอีกครั้งได้ไหมพระจันทร์ กลับมาอีกครั้งได้ไหมพระอาทิตย์ กลับมาอีกครั้งได้ไหมเธอ , รัจานาคราสขยววาทีเอกหพุครืาวยงลบย่เพแกำก้่ตยบะออบงเเกกกเึรายงยบนาท้เยยวงบนสมนตกรัก , ทิ้งบางอย่างเอาไว้ให้กลายเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นก็พอ เป็นต้น แม้ว่าชื่อเพลงจะยาว หากลองได้ฟังแล้วจะสัมผัสถึงอารมณ์เพลงที่ กอล์ฟ พยายามเขียนถึง  

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส 

     8.BOY Imagine

    – “รงค์ ดรุณ” หากเอ่ยชื่อนี้คงไม่คุ้น แต่ถ้าเป็น “BOY Imagine” หลายคนรู้จักแน่นอน เขาเป็นเจ้าของร้าน “อิมเมจิ้น เฮ้าส์” จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่สรรค์สร้างเพลงจากหนังสือ และ บทกวี เพลงที่ออกมาเป็นมากกว่าเพลง มีความหมายทุกเนื้อหา เพลงที่ทำให้รู้จักอย่าง ความรัก ตู้ปลา กับสุราหนึ่งป้าน , ยินดี , แค่ไหนแค่นั้น , โจโฉ เป็นต้น อีกทั้ง “BOY Imagine” ถือว่าเป็นนักดนตรีที่มีความแปลกในตัวเอง คือ จะไม่เล่นเพลงตัวเองที่ร้านตัวเอง แต่จะเล่นเพลงของวงที่ตัวเองชอบ 

8 วงดนตรี เพลงนอกกระแส