“ศรีพันวา” ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472556

“ศรีพันวา” ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

1 กรกฎาคม 2564 – 18:07 น.

สายเที่ยวรีบจองอย่าได้ช้าโอกาสดีๆมีไม่บ่อยกับ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แพคเกจ ที่โรงแรมดังสุดหรู”ศรีพันวา” จัดโปรโมชั่นดีๆต้อนรับการกลับมาของการเปิดเมืองภูเก็ต บอกเลยคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

เป็นวันแรกของ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ที่เปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้วโดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญในการเปิด”ภูเก็ต”  อย่างที่ทางจังหวัดได้ประกาศไปซึ่งโรงแรมต่างๆที่ได้การรับรองจาก SHA+ (Amazing Thailand Safety & Health Administration Plus) พร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และอีกหนึ่งสถานที่ใครไปภูเก็ตแล้วอยากจะไปพักผ่อนหย่อนใจชมวิวสวยๆแบบส่วนตัวสุดๆก็ต้องไม่พลาดโรงแรมสุดหรูสไตล์พูลวิลล่าตั้ง​อยู่บนหาดส่วนตัวปลายสุดของแหลมพันวาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต ศรีพันวา (Sri panwa) ต้อนรับการกลับมาของการเปิดเมืองภูเก็ตจัดแพ็คเกจพิเศษ Phuket Sandbox Package แพ็คเกจ7 คืน และ 14 คืน  ราคาเริ่มต้นเพียง 105,346 บาท สำหรับ 7 คืน และราคา 195,491 บาท สำหรับ 14 คืน  โดยเข้าพักในช่วงวันที่ 1 ก.ค. – 31 ต.ค. 2564

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และไม่ต้องกังวนเรื่องความปลอดภัยเพราะศรีพันวาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการรักษามาตรการในการดูแลความสะอาด เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด พนักงานของศรีพันวาทุกคน ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 100% ซึ่งภายในศรีพันวามีพื้นที่กว้างขวาง มีอากาศบริสุทธิ์ แต่ละห้องและแต่ละวิลล่ามีความเป็นส่วนตัวสูงพร้อมด้วยสระน้ำส่วนตัว พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และร้านอาหารมีขนาดใหญ่ ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ถูกสุขอนามัย นักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ทีมงานของศรีพันวามุ่งมั่นที่จะรักษาความสะอาดพื้นที่ในทุกบริเวณอย่างละเอียดและเป็นประจำ โดยเฉพาะห้องพักและวิลล่าหลังจากที่ลูกค้าเช็คเอาท์ และก่อนที่ลูกค้าจะเช็คอิน สำหรับพื้นที่ส่วนกลางมีการทำความสะอาดอย่างละเอียดตลอดทั้งวัน

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

และทีเด็ดก็คือสิทธิประโยชน์เมื่อจองห้องพัก  คุณผู้อ่านได้ได้รับ – อาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟทุกวัน , ผลไม้ตามฤดูกาลทุกวัน ,ของที่ระลึกจากศรีพันวา ,รถรับ-ส่ง สนามบิน แบบส่วนตัว , Covid PCR test 2 ครั้ง ,เครดิตใช้จ่ายในโรงแรม 5,000 บาท และ 10,000 บาท ระหว่างเข้าพัก ,ส่วนลด 18% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ที่ห้องอาหารพูลคลับ , ส่วนลด 20% สำหรับสปาเมนูปกติ ที่คูลสปา ,ฟรีมินิ – ฟรีบริการอินเตอร์เน็ต & เพลงหลากหลายสไตล์ที่คัดสรรบรรจุไว้ใน iPod ตลอดระยะเวลาเข้าพัก

"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
"ศรีพันวา" ต้อนรับการเปิดเมืองจัดแพคเกจภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม” เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472445

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม”เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

1 กรกฎาคม 2564 – 16:30 น.

มีอะไรบ้าง..10 “เครื่องดื่ม”เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19 เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ได้คุณประโยชน์ ดีต่อร่างกาย

เทรนด์เครื่องดื่มบำรุงร่างกายกลายเป็นกระแสนิยมของคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมาหลายปีแล้ว ยิ่งการมาของโควิด-19 ทำให้คนหันมาจริงจังกับการรับประทานอาหารรวมถึงเครื่องดื่มต่างๆมากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น หยุดบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นตัวการทำลายสุขภาพกันมากขึ้นอีกด้วย และวันนี้เราก็ได้รวบรวมสารพัดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มากไปด้วยประโยชน์มาแนะนำกัน ดื่มแล้วสดชื่นแถมยังได้คุณประโยชน์มากมาย ดีต่อสุขภาพ จะมีเมนูอะไรบ้างตามมาดูกันเลย

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

1. น้ำกระเจี๊ยบ
น้ำกระเจี๊ยบเครื่องดื่มสมุนไพรที่ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ดึงไขมันออกมาใช้งานเร็วขึ้น มีกรดซิตริคที่จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่น แถมช่วยคลายร้อนได้ดี กระตุ้นการขับปัสสาวะและลดความดันได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียง

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

2. น้ำเก๊กฮวย
กลิ่นหอมสดชื่นรสชาติอร่อย ดื่มง่ายมีส่วนช่วยในการดับพิษร้อน และสามารถแก้อาการร้อนใน ช่วยขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ ป้องกันโรคหัวใจหรือภาวะผิดปกติของหลอดเลือดกระตุ้นระบบย่อยอาหารมีฤทธิ์เป็นยาดีท็อกซ์ จึงสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

3. น้ำส้ม
น้ำส้มเป็นน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เหมาะกับผู้ที่้ต้องการให้ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยในการชะลอวัย ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี เปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน หารับประทานได้ง่าย 

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

4. ช็อกโกแลตร้อน
เครื่องดื่มที่ช่วยในเรื่องการลดระดับความดันโลหิตลงได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาฟื้นฟูอาการในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยให้สมองสุขภาพดี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอลโลนช่วยให้ผิวแข็งแรง ทั้งนี้ทั้งนั้นควรรับประทานดาร์คช็อกโกแลตจะดีที่สุด

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

5. น้ำตระไคร้
ประโยชน์ของน้ำตะไคร้ก็มีมากมาย ช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง บำรุงสมองและเสริมสร้างความจำให้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นให้นอนหลับง่ายขึ้นแก้ปัญหาสำหรับคนที่นอนไม่หลับได้ดี บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. น้ำเสาวรส
มีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานแถมมากไปด้วยประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่จะช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตาได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องเพ่งสายตามากเป็นพิเศษหรือคนที่ทำงานหน้าคอมเป็นประจำมีสารแคโรทีนอยด์ ช่วยบำรุงผิวพรรณเมื่อดื่มก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น

7. นมไขมันต่ำ
เป็นที่รู้กันดีว่านมเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม โปรตีน วิตามินต่างๆ ช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ที่สำคัญไม่ทำให้อ้วนด้วยนะ 

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

8. น้ำอัญชันมะนาว
รสชาติเปรี้ยวหวานชื่นใจ มากไปด้วยประโยชน์ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาต้อกระจก ประสาทจอตาเสื่อมกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเผาผลาญไขมันได้ง่าย พร้อมลดคอเลสเตอรอลได้ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็ง

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

9. น้ำขิง
ขิงจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุแถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยจำนวนมากอีกด้วย ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอวัย ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆอีกมากมาย

มีอะไรบ้าง..10 "เครื่องดื่ม"เพื่อสุขภาพในช่วงโควิด-19

10. น้ำดอกคำฝอย
น้ำดอกคำฝอยดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและบำรุงร่างกายได้ดีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน แก้ปัญหาเลือดลมและประจำเดือนมาไม่ปกติ มีส่วนช่วยในการลดไขมัน จึงสามารถดื่มลดน้ำหนักและลดความอ้วนได้บำรุงหัวใจให้แข็งแรง และควบคุมระดับความดันโลหิตให้คงที่

และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่นำมาฝากกันในช่วงโควิด-19นี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สามารถนำไปทดลองปรับสูตรทำรับประทานเองได้ที่บ้านในราคาไม่แพงเลย อยากสุขภาพดี ห่างไกลโรคภัย เลือกสิ่งดีๆให้กับร่างกายของคุณเอง 

นั่งรถไฟเที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472535

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

1 กรกฎาคม 2564 – 15:38 น.

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค และประวัติศาสตร์อันน่าหลงไหล

หลังจากตรากตำทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ หลายๆ คนมักเลือก ที่จะใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับครอบครัว หรือเลือกทำกิจกรรมอยู่กับลูก กับหลาน แต่เชื่อว่า หลายๆคนมักใช้เวลานี้ ออกไปเติมพลัง นั่งจิบกาแฟ สัมผัสบรรยากาศแบบโล่งโล่ง โปร่งสบาย กับธรรมชาติ และผืนแผ่นน้ำทะเล ดังนั้น ในช่วงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยววันนี้ จึงขอถือโอกาสเชิญชวนท่านผู้อ่าน เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศการ “นั่งรถไฟ” ท่องเที่ยวแบบกินลม ที่หลายๆคน อาจไม่เคยได้สัมผัส โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “องค์พระปฐมเจดีย์” จังหวัดนครปฐม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

เริ่มจากขึ้นที่สถานีรถไฟธนบุรี กับการซื้อตั๋วรถไฟชั้น 3 ในราคาเพียงแค่ 10 บาท หรือหากจะไปขึ้นที่สถานีกรุงเทพฯ ราคาตั๋วรถไฟชั้น 3 ก็จะอยู่ที่ 14 บาท และถ้าจะขึ้นรถเร็วที่พ่วงขบวนชั้น 3 ราคาตั๋วก็จะปรับเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย รวมแล้วประมาณ 20 บาท

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็แบกเป้ขึ้นรถไฟ ไปหาที่นั่งกันได้เลย..ครับ..

และเมื่อขบวนรถไฟเริ่มขยับ ทุกท่านก็จะได้รับทราบถึงเรื่องราวต่างๆ จากเจ้าขบวนรถไฟ ที่กำลังออกวิ่งไปตามรางที่ถูกกำหนดไว้ โดยภาพที่ทุกท่านเห็น และได้สัมผัส คือเรื่องราวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านริมสองข้างทาง ที่ผันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากอดีตขบวนรถไฟ อาจวิ่งผ่านท้องไร่ท้องนา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นชุมชนบ้านพักอาศัย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นคือการเล่าเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อรถไฟวิ่งเข้าตัวเมืองนครปฐม สามารถมองเห็น “องค์พระปฐมเจดีย์” ตั้งเด่นตระการตาอยู่เบื้องหน้า ซึ่งจุดนี้สามารถแวะเวียนเข้ามาชมความงามได้ โดยสามารถลงรถไฟได้ที่สถานีใกล้กับตลาด และย่ำเท้าเพียงไม่กี่อึดใจ ก็จะสามารถเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่น และความอลังการของ “องค์พระปฐมเจดีย์” ที่ยิ่งใหญ่

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

สำหรับ “องค์พระปฐมเจดีย์” นั้น ได้รับการปฏิสังขรร์มาหลายยุค หลายสมัย จากสถูปทรงโอ่งคว่ำ คือ สมัยสุวรรณภูมิ ตั้งแต่แรกสร้างปฐมเจดีย์ ราว พ.ศ. 350 – ราว พ.ศ. 1000

ต่อมาในช่วง สมัยทวารวดี เป็นสมัยที่ก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระปฐมเจดีย์ ตั้งแต่ราว พ.ศ.1000 ไปจนถึง พ.ศ. 1600
 

กระทั่งถึงช่วงสมัย “องค์พระปฐมเจดีย์” เกิดทรุดโทรม ตั้งแต่ พ.ศ.1600 จนถึง พ.ศ.2396 จนถึงสมัยปัจจุบัน จึงได้มีการปฏิสังขรณ์ กันเรื่อยมา
 

“องค์พระปฐมเจดีย์” มีเรื่องเล่าเป็นตำนานกันว่า พระยากง พระยาพาน เล่าว่า พระยากง ผู้ครองเมืองศรีวิชัย หรือ นครชัยศรี พระมเหสี ได้ประสูตรพระกุมารออกมา  โดยโหรทำนายว่า กุมารมีบุญญาธิการมาก แต่จะทำปิตุฆาต จึงรับสั่งให้นำกุมารไปฆ่าทิ้งในป่า ราชบุรุษสงสาร จึงได้นำกุมารไปทิ้งไว้ในป่า ยายหอมพบจึงเก็บมาเลี้ยงจนโต เมื่อเติบใหญ่ จึงลายายหอมขึ้นไปเมืองเหนือถึงสุโขทัย บังเอิญพบช้างพระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยอาละวาด สลัดหมอควาญหลุด และไล่แทงผู้คน กุมารจึงฆ่าช้างเสีย ความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน จึงชุบเลี้ยงกุมารเป็นบุตรบุญธรรม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

 จนกระทั่งกุมาร ยกทัพมารบกับพระยากง พระยากงเสียทีถูกกุมารฟันคอขาด กุมารได้ยกทัพเข้าไปตั้งอยู่ในเมือง และต้องการพระมเหสีของพระยากงเป็นภรรยา แต่มีเหตุดลใจให้ทราบว่าเป็นพระมารดา จึงตั้งอธิฐานว่า ถ้าหญิงผู้นี้เป็นมารดาจริง ขอให้น้ำนมไหลออกจากถันทั้งคู่ ถ้าไม่ใช่อย่าให้ปรากฎเช่นนั้น

แต่แล้วก็เกิดน้ำนมไหลจากถันทั้งคู่จริง เมื่อแม่ลูกรู้จักกันและทราบว่า “พระยากง” คือบิดาก็เสียใจ โกรธยายหอมที่ไม่บอกตั้งแต่ต้น จึงจับยายหอมฆ่าเสีย ต่อมาเกิดสำนึก ให้อำมาตย์นิมนต์พระอรหันต์มาบิณฑบาตในวัง และถามไถ่ถึงวิธีแก้ไข ได้ความว่า จะต้องสร้างเจดีย์ใหญ่สูงเท่ากับนกเขาเหิน กรรมจึงจะเบาบางลง จึงรับสั่งให้สร้างเจดีย์ดังกล่าวไว้ที่นครปฐม แล้วบรรจุพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วไว้ในเจดีย์ใหญ่ด้วย

ในปีพุทธศักราช 2557 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวรรณกรรมพื้นบ้านตำนานพญากง พญาพาน เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472508

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด

1 กรกฎาคม 2564 – 12:45 น.

“วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิด อะไรบ้าง ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีด หากมีอาการดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์

การฉีด “วัคซีน โควิด-19” เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมารณรงค์เชิญชวนให้คนไทยฉีดวัคซีนกันให้ครบ ทุกคน ทั้งประเทศ ซึ่ง ณ ตอนนี้เรามีวัคซีนหลัก แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) และ ซิโนแวค (Sinovac) ขณะที่มี ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) เป็นวัคซีนทางเลือก และอนาคตอีก 2 ตัว ที่จะตามมา วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) และ วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) แม้จะมีเหตุผลและความกังวัลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน โควิด-19 อยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นและทางออกที่จะช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ให้กับคนทั่วทั้งโลกได้อย่างดีที่สุด 

วัคซีน โควิด-19 มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

1. วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนไฟเซอร์ ของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนโมเดอร์นา ของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์

2. วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด-19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้

ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท AstraZeneca (แอสตร้าเซนเนก้า) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70 – 80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64 – 72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%

3. วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine)

วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture , yeast , baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด-19

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน คือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60 – 90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

4. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด-19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เชื้อตาย การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค ของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50 – 70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน โควิด-19

วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้าม คือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีน และเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที

หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน โควิด-19 รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือ โทร. 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน

– ไข้สูง

– หนาวสั่น

– ปวดศีรษะรุนแรง

– เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก

– อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง

– ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก

– มีจุดจ้ำเลือดออกจํานวนมาก

– ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว

– แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้

– ต่อมน้ำเหลืองโต

– ชัก หรือหมดสติ

อ่านข่าว – คาดไม่ผิด “คลัสเตอร์ศูนย์เด็กเล็ก” เพจดัง – หมอศิริราช ชี้ วิกฤติเดลตาพุ่งพรวด

อ่านข่าว – “ล็อกดาวน์” ด่วน “โควิด-19” ระลอก 4 มาแน่ นักวิชาการนิด้า เตือน 7 วันอันตราย

 ข้อมูล : โรงพยาบาลสินแพทย์

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472459

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

1 กรกฎาคม 2564 – 10:30 น.

“แผลกดทับ” หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อพูดถึง “แผลกดทับ” นับเป็นแผลที่ส่งผลกับการใช้ชีวิตโดยตรง เพราะมีการกดทับลงไปจนเนื้อตายและเกิดแผลขึ้นมา แผลลักษณะนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมน้อย รวมทั้งผู้สูงอายุ หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

รู้จักแผลกดทับ

แผลกดทับเป็นแผลที่เกิดจากการกดทับลงไปเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลายแบบเฉพาะที่ เกิดเนื้อตายและแผลขึ้นมา อาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ เช่น ส้นเท้า ก้นกบ ด้านข้างสะโพก เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงแผลกดทับ

– ขาดการเคลื่อนไหว เช่น นอนติดเตียงตลอดเวลา

– เคลื่อนไหวไม่ค่อยดี

– ผอม ผิวหนังบาง ขาดน้ำ ขาดอาหาร

– โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด

– ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ทำให้เกิดความอับชื้นจากการใส่ผ้าอ้อมขณะนอนหลับ

ลักษณะแผลกดทับ

แผลกดทับสามารถระบุระยะที่เป็นได้จากระดับของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

ระยะที่ 1 ผิวหนังมีรอยแดง ๆ ใช้มือกดแล้วรอยแดงไม่จางหายไป ผิวไม่ฉีกขาด

ระยะที่ 2 ผิวหนังเสียหายบางส่วน แผลตื้น ไม่พอง ไม่เป็นตุ่มน้ำใส

ระยะที่ 3 แผลลึกถึงชั้นถึงไขมัน สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

ระยะที่ 4 แผลลึกมองเห็นถึงกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีแผลกดทับที่เรียกว่า Deep Tissue Injury (DTI) เป็นแผลกดทับที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ผิวหนังไม่ฉีกขาด มีสีม่วงเข้มหรือสีเลือดนกปนน้ำตาล หรือพองเป็นตุ่มน้ำปนเลือด อาจเจ็บปวดร่วมด้วย ไม่สามารถระบุระยะที่เป็นได้

ตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ

การตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ แพทย์จะพิจารณาจากข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ สมรรถภาพการเคลื่อนไหว ประวัติการเกิดแผลกดทับ ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ การกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ระบบไหลเวียนเลือด ฯลฯ

วิธีการรักษาแผลกดทับ

หัวใจสำคัญในการรักษาแผลกดทับ คือ การลดภาวะเสี่ยงจากการกดทับ ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดแรงกดทับที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งน้อยลง ดูแลแผล บรรเทาอาการเจ็บแผล ป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการรักษาแบบองค์รวมจะช่วยให้สามารถดูแลได้ครบทุกด้าน วิธีการรักษาแผลกดทับ ได้แก่

– ลดแรงกดทับ โดยจัดท่านอนผู้ป่วยให้พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง หากนอนตะแคงควรนอนที่ 30 – 45 องศา นอนหนุนศีรษะไม่สูงเกิน 30 องศา ไม่นั่งกดทับแผล

– ดูแลแผล เนื่องจากแผลจะหายในที่ที่มีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ดังนั้นในการทำแผลแพทย์จะพิจารณาน้ำหลั่งจากแผล ถ้าน้ำหลั่งเยอะ จะใช้วัสดุที่ดูดซับได้ดี แต่ถ้าน้ำหลั่งน้อยมาก แพทย์จะใช้วัสดุปิดแผลที่ไม่ติดแผลมากนัก จากนั้นแพทย์จะพิจารณาพื้นแผล เนื้อตาย ขอบแผล ประเมินภาวะติดเชื้อ โดยจะเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะกับประเภทของแผลเป็นสำคัญ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการเสียดสีที่ผิวหนัง

– การตัดเนื้อตาย แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายออกไป เพราะแผลกดทับจะหายได้ต้องไม่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตาย โดยแพทย์อาจนำส่วนของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ป่วยมาปิดแผลและกระดูกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผลกดทับ และแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะและการดูแลต่างๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

เครื่องมือและเทคโนโลยีดูแลแผลกดทับ

– อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดทับ เช่น ฟูกชนิดพิเศษ เตียงลม แผ่นโฟมลดแรงเสียดสีและแรงกดทับ

– TCOM เครื่องประเมินระดับออกซิเจนรอบแผลที่ขาและเท้าในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดและแผลเรื้อรัง เพื่อดูระดับการขาดออกซิเจน การประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยการศัลยกรรมหลอดเลือดเพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยจะตรวจวัดบริเวณขอบหรือรอบแผล ทำนานครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง

– เครื่องช็อกเวฟ (Radial Shock Wave Therapy) การรักษาด้วยคลื่นเสียงกระแทกความถี่สูงที่สร้างแรงกระแทกที่แผลอย่างเหมาะสม มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถรักษาแผลเรื้อรังได้ทุกระยะ  

– การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy – HBOT) การรักษาโดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะนอนอยู่ในห้องที่มีความดันภายในมากกว่าความกดดันของบรรยากาศ  (Hyperbaric Chamber)  เพื่อให้เนื้อเยื่อรอบแผลได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ ช่วยแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจน ลดการบวมของเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผลและการสร้างเส้นเลือดใหม่ ช่วยเม็ดเลือดขาวในการกำจัดและทำลายเชื้อโรค

การดูแลรักษาแผลกดทับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้นการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

ข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพ

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472472

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

1 กรกฎาคม 2564 – 06:53 น.

เทรนด์โลก “รถ EV” หรือยานยนต์ไฟฟ้า ไร้ควัน ไม่ปล่อยมลพิษ แต่ในไทยจะมี “รถ EV” เกลื่อนถนนแทนที่รถยนต์เติมน้ำมัน ได้จริงหรือไม่

เทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ “รถ EV” หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นตลาดที่เติบโตสวนทางธุรกิจอื่นในสถานการณ์โควิด-19

บริษัทรถยนต์ยักษ์หลายแห่งปรับตัว บ้างเลิกผลิตรถบางรุ่น หันมาลงทุนกับการผลิต “รถไฟฟ้า” และ “รถไฮบริด” เต็มตัว คาดการณ์กันว่าในปี 2030 (พ.ศ.2573) ทั่วโลกจะมีการใช้สูงถึง 25-40 ล้านคัน จากปัจจุบัน 10 ล้านคัน

สำหรับในบ้านเรา “รถ EV” จะมีใช้อย่างแพร่หลายจริงหรือไม่ อะไรเป็นข้อจำกัดบ้าง

ปัจจุบันในประเทศไทย คนยังใช้รถไฟฟ้ากันไม่มากนัก โดย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้เปิดเผยจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย สิ้นปี 2563 มีการใช้เพียง 1.9 แสนคัน หรือเพียง 1% ของยานยนต์ทั้งหมด

นอกจากเรื่องราคารถ EV ในปัจจุบันที่ยังค่อนข้างสูงแล้ว อีกข้อจำกัดสำคัญที่ ทำให้คนไทยลังเลที่จะตัดสินใจซื้อรถ EV มาใช้งานคือสถานที่ชาร์จไฟ

โดยปัจจุบัน สถานีชาร์จรถ EV มีของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ปตท. และ EV Any where ที่เป็นของบริษัทเอกชน จุดที่ตั้งส่วนใหญ่ยังเทียบจำนวนไม่ได้กับปั๊มน้ำมัน

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

“รถ EV” ที่ขายดีในโลกนี้ เป็นรถเฉพาะรุ่นที่เสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรีได้ ประเภท Plug-in Hybrid (PHEV) และ Battery Electric Vehicle (BEV) อธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้

PHEV ใช้พลังงานผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับไฟฟ้าจากแบตเตอรีเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ ความจุแบตเตอรี 6-14 kw วิ่งได้ 25-50 กิโลเมตร 

BEV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี 100% ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีเท่านั้น เช่น Teala Model3 ความจุแบตเตอรี 60-90 kw วิ่งได้ 25-50 ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ซึ่ง “รถ EV” ควรชาร์จไฟจนเต็มประจุ 1 ครั้งทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์เก็บประจุให้ทำงานครบ ช่วยลดการเสื่อมของแบตเตอรี ในการใช้งานระยะยาว

ค่าไฟในการชาร์จ รถ EV ถูกกว่าค่าน้ำมัน ประมาณ 0.7 – 1 บาท ต่อกิโลเมตร ขณะที่การเติมน้ำมันรถไป ประมาณ 3 บาท ต่อการวิ่ง 1 กิโลกรัม ประหยัดค่าเชื้อเพลงรถได้มากกว่า 3 เท่า สำหรับการชาร์จไฟเองที่บ้าน ส่วนการชาร์จที่สถานี อาจมีการบวกค่าบริการเพิ่ม แต่ ๆ การชาร์จไฟเองที่บ้าน ไม่ใช่การนำปลั๊กไปเสียบได้ทันที!!!

เพราะสายไฟบ้านทั่วไปในไทย ทนกระแสไฟได้ 10 A แต่สายชาร์จที่มากับรถ EV สามารถดึงกระแสไฟสูงสุดถึง 12 A เกินสายไฟบ้านรับได้ หากจะชาร์จไฟที่บ้าน ต้องเดินสายไฟใหม่ เป็น 4 Sq.mm. ขึ้นไป สำหรับเต้าเสียบนี้เท่านั้น และต้องเดินสายดินด้วย

ดังนั้นการจะชาร์จไฟที่บ้านทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนยังไม่ซื้อ “รถEV” นอกจากนี้ราคาอะไหล่ อู่ซ่อม ที่ยังมีข้อมูลไม่มากเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องเร่งส่งเสริม 

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

อีก 7 ปีไทยจะใช้ “รถ EV” ล้านคัน!!

กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ “ยานยนต์ไฟฟ้า” มองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบ จากการที่เป็นฐานผลิตยานยนต์เครื่องยนต์ ICE แบบดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับกลยุทธ์การทำตลาดของผู้ผลิตยานยนต์ OEM ในประเทศ ที่ยังคงเน้นทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดตามบริษัทแม่ในญี่ปุ่น

ยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในไทยมีโอกาสแตะ 1 ล้านคันได้ในปี 2028 ( พ.ศ.2571) หรือขยายตัวเฉลี่ยราว 24% ต่อปี โดยคาดว่ายอดใช้ “รถไฮบริด” จะมีสัดส่วนสูงถึง 93% ของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐที่จะสนับสนุนทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย มีโอกาสต่อยอดเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่แข็งแกร่งของภูมิภาคในอนาคตด้วย

แม้ดูว่าการทำให้คนไทยใช้ “รถ EV” ให้มากขึ้น ยังต้องทำอะไรอีกมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ที่คุ้มค่า เพราะจุดเด่นของ “รถ EV” ที่ไม่ปล่อยมลพิษ จะมาช่วยปัญหาที่เมืองใหญ่ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงได้  

อ้างอิง : 

Krungthai COMPASS

https://www.motorexpo.co.th/news/2797

https://travel.trueid.net/detail/Y6egna82V3zG

ภาพประกอบจากhttps://unsplash.com/s/photos/ev-car

เลือก “อาหารแมว” อย่างไรให้เหมาะกับเจ้าเหมียวตัวโปรด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472414

เลือก “อาหารแมว” อย่างไรให้เหมาะกับเจ้าเหมียวตัวโปรด  

30 มิถุนายน 2564 – 21:30 น.

“อาหารแมว” ในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลากหลายยี่ห้อ แต่สิ่งสำคัญต้องเลือกให้เหมาะกับน้องแมวของเราด้วย เพื่อที่เขาจะได้รับประโยชน์สูงสุด 

     เชื่อว่าหลายบ้านคงเลี้ยงแมวกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะทาสแมวตัวยง มักจะเลือกสิ่งของหรืออาหารให้กับแมวตัวโปรดของคุณ

     คมชัดลึกออนไลน์ มีวิธีการเลือกอาหารแมวมาให้สำหรับผู้ที่เริ่มต้นที่จะเลี้ยงแมว หรือ กำลังจะรับแมวมาเลี้ยง     

      อาหารที่จะให้แมวของเรารับประทานเข้าไปนั้น จำเป็นต้องเลือกอาหารสำหรับแมวถึงจะดี เนื่องจากอาหารแมวจะมีสารอาหารเฉพาะแมว ต่างจากอาหารชนิดอื่น ๆ 

     ตามปกติแล้วอาหารแมวจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ 

     อาหารเปียก

     – อาหารเปียกถือว่าเป็นอีกหนึ่งขวัญใจแมวก็ว่าได้ เนื่องจากมีน้ำผสมอยู่ในอาหาร ทำให้ทานง่าย มีกลิ่นที่เย้ายวนเจ้าเหมียว  

    อาหารเม็ด หรือ แห้ง 

    -มีข้อดีคือสามารถเก็บเอาไว้ได้นาน ราคาไม่แพง มีสูตรให้เลือกมากมาย สามารถเททิ้งไว้ให้แมวได้โดยไม่ต้องกลัวเสีย 

    วิธีเลือกอาหารให้เหมาะกับแมว

    เลือกตามช่วงอายุของแมว 

     – การเลือกอาหารตามช่วงอายุของแมว จะเกิดผลดีกับน้องแมวมากที่สุด เนื่องจากในแต่ล่ะช่วงวัยจะต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน

     อย่างเช่น ลูกแมว หรือ แมวเด็ก ที่จะต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนและแคลเซียม และที่สำคัญจะมีผลต่อการพัฒนาของแมวด้วย 
    
     ขณะที่แมวโต หรือ แมววัยรุ่น ควรเลือกอาหารตามพฤติกรรมของแมว เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่สุด ส่วนแมวโตเต็มวัย จะเป็นช่วงที่จะเป็นต้องเลือกอาหารที่มีผลต่อการป้องกันโรค หรือ ลดความเสี่ยงโรค

     สุดท้ายแมวที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงวัยที่จะเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการเลือกอาหารอย่างใกล้ชิด 

     -เลือกตามที่อยู่อาศัยและสายพันธุ์ เช่น สูตรเลี้ยงในบ้าน สูตรเฉพาะแมวบางพันธุ์        

     แมวมักจะถูกเลี้ยงต่างสถานที่กัน จึงทำให้ความต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน เช่น แมวที่เลี้ยงในระบบปิด อย่างในบ้าน หรือ คอนโด ควรเลือกอาหารแมวสูตรเลี้ยงในบ้าน

     เนื่องจากจะมีการคำนวนสารอาหารมาพอดีกับการใช้พลังงานของแมว และจะไม่ให้แมวเกิดสภาวะอ้วน 

    -เลือกตามการควบคุมโภชนา เช่น สูตรลดอ้วน สูตรอาหารสำหรับแมวป่วย แมวท้อง 

    หากพบว่าแมวของตัวเองอ้วนเกินไปส่อจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ จำเป็นต้องเลือกอาหารแมวสูตรที่เหมาะสม เพื่อควบคมน้ำหนัก และ ป้องกันโรค

     นอกจากนี้ในส่วนแมวที่ตั้งท้อง ช่วงนี้ต้องเลือกอาหารที่ดีและเหมาะเนื่องจากจะทำให้แม่แมวสุขภาพดีและส่งผลต่อการคลอดของแม่แมวอีกด้วย 

     ทั้งหมดเป็นเพียงแต่เคล็ดลับเล็ก ๆ ที่นำมาฝากให้กับมือใหม่หรือผู้ที่กำลังคิดจะหาเจ้าแมวเหมียวมาเป็นสมาชิกในบ้านสักตัวหนึ่ง เท่านั้น 

AstraZeneca provides immunity for at least a year after single dose: UK study #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40002712

AstraZeneca provides immunity for at least a year after single dose: UK study


A third dose of the Vaxzevria vaccine, or AstraZeneca, also “results in higher neutralising activity against the Alpha, Beta and Delta variants”

Asub-analysis from the Oxford-led COV001 and COV002 trials with Vaxzevria (or AstraZeneca) has shown induced strong immune responses following either a prolonged second dose interval of up to 45 weeks or after a third booster dose, according to University of Oxford results published on The Lancet website.

In Thailand, the UK and other countries, Vaxzevria is known as AstraZeneca.

“An extended interval between the first and second dose of Vaxzevria of up to 45 weeks resulted in up to an 18-fold increase in antibody response, measured 28 days after the second dose,” a press release said detailing the results.

“With a 45-week interval between the first and second dose, antibody titres were four times higher than with a 12-week interval, showing that a longer interval is not detrimental but can derive stronger immunity.

“In addition, a third dose of Vaxzevria given at least 6 months after a second dose boosted antibody levels six fold and maintained T-cell response. A third dose also resulted in higher neutralising activity against the Alpha, Beta and Delta variants,” the trials reportedly showed.

Both the late second dose and the third dose of Vaxzevria were “less reactogenic” than the first dose.

“This should come as reassuring news to countries with lower supplies of the vaccine, which may be concerned about delays in providing second doses to their populations,” said Prof Sir Andrew J Pollard, chief investigator and director of the Oxford Vaccine Group.

“There is an excellent response to the second dose, even after a 10-month delay from the first,” he added.

“Demonstrating our vaccine generates a robust and durable immune response is important for providing confidence in longer-term protection,” said Sir Mene Pangalos, BioPharmaceuticals R&D executive vice president.

The analysis included volunteers aged 18 to 55 years who were enrolled in the COV001 and COV002 trials and had received either a single dose or two doses of AstraZeneca.

Vaxzevria, formerly AZD1222, was co-invented by the University of Oxford and its spin-out company, Vaccitech. It uses a replication-deficient chimpanzee viral vector based on a weakened version of a common cold virus (adenovirus) that causes infections in chimpanzees and contains the genetic material of the Sars-CoV-2 virus spike protein. After vaccination, the surface spike protein is produced, priming the immune system to attack the Sars-CoV-2 virus if it later infects the body.

The vaccine has been granted a conditional marketing authorisation or emergency use in more than 80 countries across six continents as a two-dose regimen given four to 12 weeks apart for adults aged 18 years and over. More than 600 million doses of AstraZeneca have been supplied to 170 countries worldwide, including more than 100 countries through the Covax Facility.

COV001

COV001 is a single-blinded, randomised, controlled Phase I/II trial to determine safety, immunogenicity and efficacy of the Covid-19 vaccine candidate AZD1222 in up to 1,077 healthy adults in five trial centres in the United Kingdom. Participants aged 18-55 years received either a single dose or two-doses of AZD1222 at 5×1010 viral particles or a single dose of a meningococcal conjugate vaccine MenACWY as a control vaccine.

Participants had blood samples drawn and clinical assessments for safety as well as immunogenicity at day 0, 28 and will also be followed on day 184 and 364. In addition, participants enrolled in the phase 1 component of the study and in the two dose groups, had visits at 3, 7, 14 and 28 days after each vaccination.

COV002

COV002 is a single-blinded, multi-centre, randomised, controlled Phase II/III trial assessing the safety, efficacy and immunogenicity of AZD1222 in 12,390 participants in the UK. Trial participants were aged 18 years or over, healthy or have medically stable chronic diseases and are at increased risk of being exposed to the Sars-CoV-2 virus. Participants received one or two intramuscular doses of a half dose (~2.5 x1010 viral particles) or full dose (~5×1010 viral particles) of AZD1222 or comparator, meningococcal vaccine MenACWY.

Participants had blood samples drawn and clinical assessments for safety as well as immunogenicity at multiple time points up to one year post-vaccination. Suspected cases with compatible symptoms were tested for virological confirmation by Covid-19 PCR test. In addition, weekly swabbing is done for detection of infection and assessment of vaccine efficacy against infection.

Published : July 01, 2021

By : The Nation

Moderna says vaccine works against delta variant, as WHO warns of global spread #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40002683

Moderna says vaccine works against delta variant, as WHO warns of global spread


The coronavirus vaccine developed by U.S. biotech firm Moderna is effective against the highly contagious delta variant, the company said in a release Tuesday, offering some hope even as the World Health Organization warned that the variant has now spread to at least 96 countries.

Moderna said that blood samples from fully vaccinated individuals produced antibodies against multiple variants and that researchers measured only a “modest reduction in neutralizing titers” against the particularly virulent delta, which was first identified in India.

“As we seek to defeat the pandemic, it is imperative that we are proactive as the virus evolves,” Moderna chief executive Stéphane Bancel said in a statement. “These new data are encouraging and reinforce our belief that the Moderna COVID-19 Vaccine should remain protective against newly detected variants.”

The company, whose vaccine uses messenger RNA technology and requires two doses, submitted the data to the bioRxiv preprint server ahead of peer review. Moderna last month also signed an agreement to provide the United Nations-backed Covax initiative, which seeks the equitable distribution of coronavirus vaccines worldwide, with 500 million doses beginning later this year.

As much of the world still awaits coronavirus vaccine supply, the delta variant is tearing through unvaccinated populations everywhere from Britain to the United States to South Africa.

It has reached 96 countries, the WHO said in a weekly epidemiological update Tuesday, a number it warned was probably an underestimate as most nations lack the genome-sequencing capacity needed to identify virus variants.

According to the WHO, delta is 55 percent more transmissible than the virulent alpha variant first identified in Britain last year, a version that spurred infection waves in multiple countries. Now, the delta variant “is expected to rapidly outcompete other variants and become the dominant variant over the coming months,” the WHO said.

On Wednesday, France’s leading government scientific adviser said in a radio interview that the country was likely to suffer a fourth wave of infections caused by the delta variant, which now accounts for at least 20 percent of new cases there.

But “it will be much more moderate than the previous three waves because the level of vaccinations is different compared to before,” Jean-François Delfraissy told French public radio, according to a Reuters translation of his remarks.

More than 63 percent of adults in France have received at least one dose of a coronavirus vaccine, the French Health Ministry says, with 41 percent fully inoculated.

Some countries with similarly high vaccination rates, including Britain and Israel, are now grappling with new outbreaks of the delta variant but say that widespread immunization has helped mitigate some of the pathogen’s worst effects.

In places such as Africa, however, where about 1 percent of the population is fully vaccinated, the variant is helping give rise to new infections and deaths. According to the WHO, new coronavirus cases in the African region increased by 33 percent over the past week, with covid-19 deaths jumping 42 percent.

In Russia, where vaccine uptake remains stubbornly low, authorities on Wednesday reported a record number of covid-related deaths for the second straight day, following an unprecedented surge in new cases that officials have blamed on the delta variant.

“The Delta variant will continue to complicate timelines for reaching a less disruptive new normal in countries with high vaccination rates as well as those with low rates,” said Scott Rosenstein, special global health adviser at the New York-based political risk firm Eurasia Group.

For lower-income nations with sluggish inoculation campaigns, Rosenstein said in a briefing note, “the risks of overwhelmed healthcare systems are the highest they have been since the beginning of the pandemic.”

Published : July 01, 2021

By : The Washington Post · Erin Cunningham

เช็กก่อน ควรเลือกซื้อ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472412

เช็กก่อน ควรเลือกซื้อ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างไร

30 มิถุนายน 2564 – 16:47 น.

รู้หรือไม่ว่า “วิตามินซี” สลายตัวง่ายมาก จากหลายปัจจัยด้วยกัน เราควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” อย่างไร

“เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยม โดยผู้ที่ซื้อมาหวังจะได้รับประโยชน์จาก “วิตามินซี” ตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก แต่รู้หรือไม่ว่า วิตามินซีสลายตัวง่ายมาก จากหลายปัจจัยด้วยกัน ว่าแต่ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายตัวของวิตามินซี มีอะไรบ้างนะ และเราควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมวิตามินซีอย่างไร มาติดตามกันเลย

ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายตัวของวิตามินซี

1. อุณหภูมิสูง ความร้อน แสงสว่าง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้วิตามินซีเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และสลายตัวอย่างรวดเร็ว

2. ออกซิเจน

3. ประเภทและชนิดของผลิตภัณฑ์อาหาร

4. ความเป็นกรด – ด่าง

5. ภาชนะบรรจุที่เป็นโลหะ

6. รูปแบบ (Form) ของวิตามินที่เติมลงในผลิตภัณฑ์

คำแนะนำแก่ผู้บริโภค

1. เครื่องดื่มผสมวิตามินซี เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการเสริมสารอาหารสำหรับผู้บริโภคที่มีการบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ

2. เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

3. ควรเลือกซื้อเครื่องดื่มผสมวิตามินซีที่บรรจุในภาชนะทึบแสง หรือบรรจุภัณฑ์แบบ Multi-layer material

4. ควรรับประทานอาหารหลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง

5. การรับประทานวิตามินซีปริมาณสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต

เครื่องดื่มผสมวิตามินซี, วิตามินซี

ข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา