เช็ก 15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469927

เช็ก15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

10 มิถุนายน 2564 – 13:40 น.

เช็ก15 “เห็ดพิษ-เห็ดกินได้” ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนทุกปี ความชุ่มฉ่ำทำให้พืชผักหลากหลายชนิดเจริญงอกงามตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ “เห็ดป่า” วัตถุดิบยอดฮิตที่หลายคนรอคอยมาทั้งปี เห็ดมีพิษกับเห็ดกินได้นั้นบางชนิดมีความคล้ายกันมากทั้งรูปร่างลักษณะและชื่อ หากคนเก็บเห็ดมากิน หรือขายสร้างรายได้เสริม ไม่สันทัด แยกชนิดเห็ดกินได้กับเห็ดพิษได้ยาก อาจทำให้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้ดังที่เป็นข่าวเกิดขึ้นประจำ เนื่องจากความเข้าใจผิดในลักษณะรูปร่างที่คล้ายคลึงกันกับเห็ดที่เคยรับประทาน หรือมีการเก็บเห็ดปะปนกันมาจากบริเวณที่เคยเก็บ ซึ่งอาจมีทั้งเห็ดกินได้และเห็ดเบื่อ (เห็ดเมา หรือเห็ดพิษ) โดยนำมาคัดแยกในภายหลัง 

ทั้งนี้การเก็บเห็ดป่ามีองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีจำนวนผู้รู้ลดลงเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชน อีกทั้งการทำเกษตรกรรมแบบพึ่งพาสารเคมีโดยเฉพาะที่อยู่ใกล้บริเวณป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของเห็ด อาจทำให้มีสารเคมีปนเปื้อนไปกับดอกเห็ดและทำให้เห็ดกินได้กลายเป็นพิษ จึงควรมีการคัดแยกเห็ดก่อนนำมารับประทาน

เช็กรายชื่อ 15 “เห็ด” กินได้ และ “เห็ดพิษ” 

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุรายชื่อ 15 เห็ดพิษ ดังนี้

1. เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น 2. เห็ดกระโดงตีนตัน 3. เห็ดคล้ายเห็ดโคน 4. เห็ดข่า 5. เห็ดขี้ควาย 6. เห็ดตอมกล้วยแห้ง 7. เห็นระโงกหิน 8. เห็ดไข่ 9. เห็ดมันปูใหญ่ 10. เห็ดดอกกระถิน 11. เห็ดแดงก้านแดง 12. เห็ดเผาะ (มีราก) 13. เห็ดขี้วัว 14. เห็ดไข่หงษ์ 15. เห็ดโคนส้ม

ส่วน เห็ดกินได้ ดังนี้ 1. เห็ดแดงกุหลาบ 2. เห็ดไข่เหลือง 3. เห็ดระโงกขาว 4. เห็ดโคน 5. เห็ดโคนฟาน 6. เห็ดก่อเหลือง 7. เห็ดกูด 8. เห็ดไข่ 9. เห็ดตับเต่า 10. เห็ดน้ำแป้ง 11. เห็ดหล่มกระเจียว 12. เห็ดข้าวเหนียว 13. เห็ดพุงหมู 14. เห็ดเผาะ (ไม่มีราก) 15. เห็ดมันปู 16. เห็ดจั่น

“ชื่อของเห็ด แต่ละพื้นที่เรียกไม่เหมือนกัน บางชนิดหน้าคล้ายกับเห็ดที่กินได้ ถ้าคนเก็บไม่รู้จักดีพอ ส่วนมากคนไม่ตั้งใจเก็บมากินเพื่อทำร้ายตัวเอง ส่วนใหญ่เก็บเพราะคิดว่ากินได้ เช่น เห็ดระโงกขาวซึ่งเป็นเห็ดกินได้ กับเห็ดระโงกหินที่เป็นเห็ดพิษ ก็จะมีความต่างกันเล็กน้อยที่เยื่อหุ้มดอกเห็ด”

วิธีสังเกตเห็ดพิษ มีดังนี้

ลองจับเอาออกมาดมอยู่ก่อนค่ะ หากมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ กลิ่นเอียน หรือกลิ่นหืนเเปลกๆ ไม่ควรเก็บมารับประทาน ให้ลองเอามีดปลายเเหลมๆ กรีดตามลำต้นของเห็ดเพื่อดูว่ามียางขาวข้นเป็นเมือกไหลออกมาหรือไม่? หากมีไม่ควรเก็บมาทาน หากเห็ดมีสีสันสดเกินไป หรือสีน้ำตาลไม่ควรเก็บมาทาน สังเกตลำต้นว่ามีแผ่นบางๆ หรือเกล็ดตามบริเวณหมวกของเห็ด หากมีลักษณะแบบนี้ไม่ควรเก็บมาทาน ดูว่าลำต้นมีวงเเหนหรือขนปุกปุยที่ลำต้นหรือไม่? หากมีก็ไม่ควรเก็บเช่นกัน

ในกรณีที่เก็บมาเเล้ว สามารถทดสอบได้โดยนำไปต้ม คือให้ใส่ข้าวสวยใหม่อต้มรวมกับเห็ด หรือหอมหัวใหญ่สับใส่ลงไป หากข้าวสวยหรือหอมหัวใหญ่เปลี่ยนเป็นสีดำ เเปลว่าเป็นเห็ดพิษ ไม่สามาถทานได้ หรือนำวัดสดุที่มีเงินแท้เป็นส่วนประกอบ เเล้วนำไปจุ่มในน้ำต้มเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษ เงินจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ควรทิ้ง ไม่ควรทานเด็ดขาด และใช้ปูนสำหรับทานกับหมากมาป้ายที่ดอกเห็ด หากปูนเปลี่ยนสีเเปลว่าเป็นเห็ดพิษ ควรเลือกเห็ดที่มีรอยฟันสัตว์เเทะ เพราะหากเป็นเห็ดที่ไม่มีพิษ สัตว์จะมาทาน เราก้สามารถทานได้

ภัยเงียบ “เห็ดพิษ” ออกฤทธิ์ถึงตาย หลังกิน 4 ชั่วโมง
กรณีโชคร้าย กินเห็ดพิษเข้าไป หากเป็นเห็ดที่ไม่มีพิษแรง แพทย์พิษวิทยา กล่าวถึงลักษณะอาการ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ แต่ถ้าเป็นเห็ดที่มีพิษ amatoxin หลังกิน 4 ชั่วโมง จะมีอาการเหมือนเห็ดที่ไม่มีพิษแรง หากไป รพ. ได้รับน้ำเกลือ ยา ก็จะดีขึ้น เหมือนสบายดี แต่ในระหว่างที่ดีขึ้นกลับมีภัยเงียบคุกคาม ตับจะค่อยๆ เริ่มอักเสบมากขึ้น จนตัวเหลือง ตาเหลืองจากนั้นตับเริ่มทำงานได้น้อยลง ทำให้การทำงานของร่างกายเปลี่ยนไป เข้าสู่วันที่ 3 จะเป็นวันที่พีคสุด เพราะตับถูกทำลายหนักจนทำงานไม่ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น มีเลือดเป็นกรด เริ่มซึม การทำงานของตับ และไตอาจล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ควรซื้อยากินเอง หรือรักษาแบบพื้นบ้าน รีบนำส่ง รพ.ให้เร็วที่สุด และต้องแจ้งประวัติการรับประทานเห็ดโดยละเอียดทั้งชนิดและปริมาณ หากมีตัวอย่างเห็ดที่ยังเหลือมาด้วยยิ่งเป็นการดี กรณีล้วงคอ หรือกรอกไข่ขาวผู้ป่วยให้อาเจียน พึงอย่ากระทำ เพราะกลับยิ่งเพิ่มอาการหากทำไม่ถูกต้อง และเมื่อเกิดอาการเหล่านี้เราต้องรีบทำการช่วยเหลือเบื้องต้นทันที โดยเริ่มจากการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยการล้วงคอหรือกรอกไข่ขาว จากนั้นรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

“ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหลังกินเห็ดให้รีบไป รพ. หรือ รพ.สต. เพื่อได้รับการประเมิน และได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ปกติจะให้กินผงถ่านเข้าไปดูดซับพิษเพื่อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย บางทีอาจล้างท้อง หรือตรวจเลือด อย่าล้วงคอเพื่ออาเจียนจะเกิดผลเสียตามมา เช่น ให้คนอื่นล้วงคอ แล้วอาจมีแผลในคอ บางคนกินไข่ขาวหรือของดิบ ก็ยิ่งทำให้ท้องเสียเพิ่ม หรือติดเชื้อได้” 

ที่มา..กรมควบคุมโรค

เมื่อ Balenciaga มาผสมกับ Crocs ก็จะได้ “รองเท้าโฟมพื้นหนา” แบบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469922

เมื่อ Balenciaga มาผสมกับ Crocs ก็จะได้ “รองเท้าโฟมพื้นหนา” แบบใหม่

10 มิถุนายน 2564 – 13:28 น.

ล่าสุด 2 แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Balenciaga และ Crocs ได้ปล่อยรองเท้าส้นสูง และรองเท้าบู้ท ผสมผสานกันออกมาใหม่ ที่ยังคงความเป็น Crocs แต่มีลูกเล่นและสนุกสนานกว่าเดิมเยอะ

โดยรองเท้า Balenciaga x Crocs เปิดตัวออกมาพร้อมกับการเปิดตัวคอร์เลคชั่นใหม่ในแฟชั่นโชว์ Balenciaga Clones Spring 2022 Collection เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ซึ่งทำให้เห็นภาพหลุดของรองเท้า Balenciaga x Crocs ที่รวมอยู่ในคอร์เลคชั่นล่าสุดนี้ของ Balenciaga ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง Balenciag และ Crocs โดยฉีกมุมมองเดิมๆ ของรองเท้าโฟมพื้นหนาที่เราคุ้นตาของ Crocs ไปเลย

การร่วมงานในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นความกล้าได้กล้าเสีย เพราะฉีกกรอบเดิมๆ ของแฟชั่น ซึ่งรองเท้าทั้งสองแบบสร้างขึ้นจากมุมมองของ Demna Gvasalia ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Balenciaga ที่ต้องการสร้างชุดความคิดใหม่เกี่ยวกับโฟม อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Crocs

โดยในการทำงานร่วมกัน เขานำรองเท้าโฟมหนาที่เราคุ้นเคย มาเสริมส้นสูง ที่ช่วยเปลี่ยนรองเท้าโฟมหนา ให้ได้ลุคที่โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ส่วนอีกสไตล์ที่มาคู่กันกับรองเท้าส้นสูง ก็คือ “รองเท้าบูท” ที่สูงถึงเข่า แต่ยังคงไว้ซึ่งรายละเอียดแบบมีรูพรุนและลายจุด รวมทั้งพื้นรองเท้าโฟมหนาที่เป็นสัญลักษณ์ของ Crocs ที่มีการเสริมความสูงของพื้นรองเท้าเข้าไปเล็กน้อย จนออกมาดูคล้ายรองเท้าส้นตึก

สำหรับรองเท้าส้นเข็มและรองเท้าส้นตึก Balenciaga x Crocs มี สีเขียว สีเทา และสีดำ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลการจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตอนนี้ สาวๆ หนุ่มๆ ที่สนใจ ก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากทาง Balenciaga และ Crocs ต่อไป

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469918

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน”

10 มิถุนายน 2564 – 12:20 น.

“6 เมนูต้านโรค” รับ “หน้าฝน” เพิ่มภูมิต้านทาน เสริมความแข็งแรงให้กับร่างกาย

ช่วงนี้ ก็เข้า หน้าฝน อย่างเป็นทางการมานานนับเดือน อาการเริ่มเปลี่ยน บางวันอากาศร้อน บางวันก็ฝนตก เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวแบบนี้ คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี ก็อาจจะป่วยง่าย ยิ่งในช่วงนี้ ที่มีเจ้าโควิด-19 ระบาดอยู่ เราควรที่จะป้องกันตัวเอง ทำร่างกายให้แข็งแรงไว้ตลอด 

อาหารก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันอาการป่วยได้เหมือนกัน ดั่งคำที่เราเคยได้ยิน “กินอาหารให้เป็นยา” แต่ก่อนที่จะไปถึงอาหารที่อยากจะแนะนำให้ทานกันในหน้าฝน เราลองมาดูกันก่อนว่า ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มีโรคอะไรบ้างที่เราต้องพึงระวัง

ก่อนอื่น เรามาดูโรคที่มักจะมาพร้อมกับหน้าฝน
– ไข้หวัดใหญ่

– ไข้หวัดธรรมดา 

–  ต่อมทอนซิลอักเสบ

–  อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 

–  เยื่อบุตาอักเสบ

– โรคไข้เลือดออก 

–  โรคฉี่หนู

มาถึงเมนูต้านโรคที่เราอยากแนะนำให้ได้ทำทานกันในช่วงหน้าฝนแบบนี้ จะได้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายกัน ที่จริงแล้วบ้านเราถือว่าโชคดีที่มีอาหารให้เลือกทานได้หลากหลาย รวมถึงยังมีผักพื้นบ้านที่ใช้เป็นสมุนไพรอีกมากมาย แต่วันนี้เราอยากจะแนะนำเมนูที่ทำกินกันได้เรื่อยๆ ไม่ใช้แค่หน้าฝนเท่านั้น ว่าแล้วไปเริ่มกันเลยดีกว่า 

6 เมนูต้านโรค รับหน้าฝน 

แกงเลียง

เมนูนี้น่าจะเป็นของโปรดของหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือ คุมอาหารอยู่ รวมถึงคุณแม่แรกคลอดที่ต้องการเรียกน้ำนมให้ลูก แต่สำหรับคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ แกงเลียง จะช่วยเยียวยาได้ดีทีเดียว ความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกง ที่รวมสมุนไพรไว้หลายชนิด ไมว่าจะเป็น พริกไทยดำ กระชาย หอมแดง รวมถึงสารพัดผักที่ใส่ลงไปในแกงแก้อาการหวัดได้อย่างดี 

ผัดผักบุ้ง 
ผักบุ้ง ได้ยินกันมาตลอดว่า กินผักบุ้ง ช่วยเรื่องสายตา  นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการปวดหัว อาการไอ ก็ช่วยได้  ยิ่งผัดใส่กระเทียมสด หั่นเป็นแว่นๆถูกใจคนชอบกินกระเทียมยิ่งนัก ฤทธิ์ของกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานดีขึ้นอีกด้วย  

อาหารรสเผ็ด
เมนูนี้หลายคนอาจบอกขอผ่าน เพราะไม่ใช่สายกินเผ็ด แต่อยากจะแนะนำไว้หน่อยว่า อาหารที่มีพริก มีรสเผ็ด ไม่จำเป็นต้องเผ็ดชนิดน้ำหูน้ำตาไหลกัน อย่างเช่น แกงส้มผักรวม ที่มีเครื่อง แกงที่ช่วยให้หายใจคล่อง ไม่คัดจมูก  เช่น หอมแดง กระเทียม ส่วนผักต่างๆที่ใส่ในแกง เป็นตัวช่วยในเรื่องการขับถ่ายคล่องอีกด้วย 

ซุปขิง

ซุปขิง เมนูเด็ดใครเป็นหวัดประจำควรทานเลยเป็นอย่างยิ่งเพราะ ด้วยความเผ็ดร้อนของขิง ช่วยขับเหงื่อ ล้างพิษออกทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ขิงยังมีสรรพคุณ ช่วยขับลมในช่องท้อง อีกด้วย 

บัวลอยน้ำขิง

มาถึงเมนูของหวานกันบ้าง บัวลอยน้ำขิง แก้หวัดคัดจมูก ด้วยสรรพคุณของขิง รักษาอาการหวัดขั้นสูง ยิ่งได้ซดน้ำขิงร้อนๆจะช่วยให้แล้วโล่งคอ โล่งจมูกดี อร่อยอยู่ท้องอีกด้วย

น้ำเสาวรส

น้ำเสาวรส รสชาติหวานอมเปรี้ยว ช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่ป่วยง่าย แพ้ง่าย เพราะน้ำเสาวรส จะช่วยปรับสมดุลร่างกาย ลดอาการอักเสบ แก้เจ็บคอ หรือร้อนในได้

เป็นไงบ้าง สำหรับเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพ ที่หากินกันได้ไม่ยาก ที่สำคัญไม่ใช่จะเหมาะสำหรับหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังทำทานได้ตลอดอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ววันนี้ใครยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ลองเลือกเมนูที่เราแนะนำก็ได้  และนอกจากอาหารแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำมากๆ และในยุค New Normal อย่าลืม สวมแมส ล้างมือ จะได้ห่างไกลจากโควิด-19 

ขอบคุณ https://www.rama.mahidol.ac.th/

ขอบคุณเจ้าของภาพ 

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469898

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน”

10 มิถุนายน 2564 – 11:21 น.

ชวนเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ชมป่าชายเลน “บางขุนเทียน” ปั่นจักรยานชมระบบนิเวศวิทยาที่จัดว่าอยู่ใกล้เมืองมากที่สุด

     หากวันหยุดไหนคุณรู้สึกเบื่ออยากหากิจกรรมที่พิเศษ ๆ แนะนำเลยครับ ปั่นจักรยานไปทะเล คิดชื่อให้เท่ ๆ แล้วแต่จะคิดกันเลยหามุมถ่ายรูปสวย ๆ แล้วโพสต์อวดเพื่อน

     ทะเลกรุงเทพฯที่ว่านี้ อยู่พื้นที่เขตบางขุนเทียน ตั้งต้นตั้งแต่ถนนพระราม 2 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางขุนเทียนชายทะเล ขับรถไปจนสุดทางเป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาหาที่จอดรถ

     จากนั้น จะเดิน หรือจะปั่น หรือจะเช่ารถจักรยานที่มีไว้บริการแถวนั้นก็ตามสะดวก เพราะจากจุดนี้เราต้องข้ามสะพานเข้าไปอีกอย่างน้อย 4 กิโลเมตร      

     สัมผัสบรรยากาศป่าชายเลน อุโมงค์ต้นไม้ที่ร่มรื่น ผ่านหมู่บ้านชาวประมง ชมวิถีชาวบ้าน ดีไม่ดีอาจได้อาหารทะเลของดีราคาไม่แพงติดไม้ติดมือมาทำกินเองที่บ้านได้อีก

     ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้า และบ่ายแก่ ๆ เพราะช่วงกลางวันแดดจะร้อนมาก แต่ถ้าไม่กลัวแดดก็ไม่ติด ดีเสียอีกคนน้อย 

     หลาย ๆ คนไม่ค่อยรู้จักว่ากรุงเทพฯก็มีทะเล วันดีคืนดีท้องฟ้าแจ่มใสเราจะได้เห็นโลมาอิรวดี และวาฬบรูด้า ว่ายมาเฉิดฉายให้เราได้ถ่ายรูปไปอวดเพื่อน

     ที่แน่ ๆ เมื่อมาถึงสุดทางเป็นจุดชมวิว จะเห็นหลักกิโลเมตรแบ่งเขตกทม.กับสมุทรสาคร ที่อยู่กลางทะเล ทำให้คิดได้ว่าแผ่นดินจากจุดนั้นโดนน้ำกัดเซาะมาถึงจุดนี้เชียวหรือ พลังการกัดเซาะรุนแรงจนน่าเป็นห่วง ถึงกับมีการคาดการณ์กันไว้ว่ากทม.มีสิทธิ์ที่จะจมน้ำ

     ระหว่างทางทั้งไปและกลับจะมีร้านอาหาร คาเฟ่อยู่เป็นจำนวนมาก ให้แวะเติมพลังก่อนกลับบ้านได้อีก ลองหาวันเวลาว่าง ๆ ดี ๆ ออกมาทำกิจกรรมพิเศษ ๆ ที่บางขุนเทียนแบบนี้เป็นการเพิ่มสีสันให้กับชีวิตบ้างนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทะเลกรุงเทพฯก็มีเสน่ห์เหมือนกัน

หัวใจสีคราม กับพิษแมงกะพรุน งานนี้แค่ “น้ำส้มสายชู” ก็เอาอยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469833

หัวใจสีคราม กับพิษแมงกะพรุน งานนี้แค่ “น้ำส้มสายชู” ก็เอาอยู่

9 มิถุนายน 2564 – 19:20 น.

พลาดไม่ได้ กับวายร้ายเจ้าตัวนิ่ม ภัยใกล้ตัวกับเจ้า “แมงกะพรุนพิษ” ในช่วงมรสุม สุดแสนอันตราย เตือนนักเที่ยวริมหาด ควรพกน้ำส้มสายชู

ใครที่ชื่นชอบทะเล หรือมีหัวใจสีคราม และหลงไหลกับบรรยากาศโล่งๆ โปร่งๆ เย็นสบาย กับการยืนสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ให้เต็มปอด แบบสุขอุรา โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกกักตัวอยู่กับบ้าน เพราะเจ้าเชื้อร้ายโควิด-19 ที่คอยตามรังควานอยู่ทุกหนแห่ง ยิ่งทำให้หลายๆ คน อยากออกไปสัมผัสกับน้ำทะเลใสๆ แต่สุดท้ายมิวาย ต้องระวังเจ้า “แมงกะพรุนพิษ” ร้ายตามชายหาด

ฉะนั้น ในวันนี้ “มุมสบายๆ” จึงขอนำเสนอเรื่องราวภัยใกล้ตัว ที่มาจากท้องทะเล และที่แน่ๆ ต้องขอเกริ่นนำเอาไว้ก่อนเลยว่า ไม่ใช่ภัยสงครามที่มาจากเรือรบ หรือเรือดำน้ำแห่งผืนทะเล แต่เป็นเจ้าสัตว์ทะเลตัวนิ่มๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ลอยมาตามกระแสน้ำ และคลื่นลมทะเล จนเต็มชายหาด  

หัวใจสีคราม กับพิษแมงกะพรุน งานนี้แค่ "น้ำส้มสายชู" ก็เอาอยู่

เจ้าสัตว์ตัวนิ่มที่กล่าวถึง ก็คือ “แมงกะพรุน” หลายคนที่ได้ยินชื่อ ก็คงนั่งขนลุก ขนพองไปตามๆกัน โดยเฉพาะเจ้าแมงกะพรุนพิษร้าย ทั้งแมงกะพรุ่นกล่อง แมงกะพรุนไฟ ล้วนแล้วแต่อันตรายทั้งนั้น  

ยิ่งในช่วงฤดูมรสุมของทุกปี มักจะมีแมงกะพรุนไม่ใช่น้อย ล่องลอยอยู่ในท้องทะเลกลางอ่าวไทย เป็นจำนวนมาก มีทั้งแบบมีพิษ และไม่มีพิษ  ผสมปนเปกันไป  หากผู้ที่ชื่นชอบหาดทรายและผืนน้ำรายใด พลาดท่าไปเจอแจ็คพอต ถูกเจ้าแมงกะพรุนพิษ ก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน และมีรอยไหม้เป็นทางยาว หรือหากรายใดเกิดอาการแพ้มากๆ งานนี้คงต้องหามส่งโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวรักษาอาการเป็นการด่วน

ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบทะเล ชอบว่ายน้ำ และชอบเล่นกีฬาทางทะเล ให้พก หรือหาซื้อน้ำส้มสายชู ติดรถเอาไว้สักขวด เพราะเมื่อไหร่ที่ท่านเกิดไปสัมผัส หรือตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าแมงกะพรุนพิษร้ายเหล่านี้เมื่อไหร่ อย่างน้อยก็ยังสามารถใช้ น้ำส้มสายชูที่เตรียมไว้ ลดอาการบาดเจ็บ หรือลดพิษของเจ้าสัตว์ทะเลชนิดนี้ ได้อย่างเหลือเชื่อ“Miss International Queen Myanmar 2020” เสียชีวิตแล้วKomchadluek

สำหรับข้อควรปฎิบัติตาม กรณีถูกพิษแมงกะพรุน ให้รีบปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ด้วยการนำน้ำส้มสายชู มาราดบริเวณที่ถูกพิษ นานสัก 30 วินาที เพื่อลดอาการจากเข็มพิษของแมงกะพรุน และเข็มที่ฝังอยู่นั้น ก็จะหลุดออกมาเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นวิกฤต ควรนำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำ และเรียกให้คนช่วย หรือเรียกรถพยาบาล พร้อมกับดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด ชนิดห้ามคลาดสายตากันเลยที่เดียว เพราะช่วงนี้ผู้ถูกพิษอาจเกิดอาการแพ้จนหมดสติ ดังนั้น จึงควรให้ถูกพิษอยู่นิ่งๆ เพื่อลดการเคลื่อนตัวของเข็มพิษ

หลังจากใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่ถูกพิษแล้ว ช่วงนี้เองห้ามนำมือ หรือผ้า ไปถูที่บริเวณบาดแผล หรือขยี้บริเวณที่ถูกพิษ รวมทั้งห้ามนำน้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์ และน้ำทะเล มาราด เพราะจะทำให้เข็มพิษแตกและทิ่มแทงเข้าไปในผิวหนังเพิ่มเติม สุดท้ายหากผู้ถูกพิษแมงกะพรุนหมดสติ หรือไม่มีชีพจร ให้รีบปั๊มหัวใจเป็นการด่วน  

เผยเทคนิคแต่งหน้าแบบ “ซุปตาร์” แต่งตามง่ายๆยังไงก็สวยปัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469813

เผยเทคนิคแต่งหน้าแบบ “ซุปตาร์” แต่งตามง่ายๆยังไงก็สวยปัง

9 มิถุนายน 2564 – 19:00 น.

อยากสวยแบบ “ซุปตาร์” ตามทางนี้จ้า คมชัดลึกบันเทิงออนไลน์ มาเผยเทคนิคการแต่งหน้าจากช่างหน้าฝีมือขั้นเทพ ป้อม – วินิจ และ ยิม – ปรัชพันธ์ ที่มาสะบัดแปรงให้สองซุปตาร์ แอฟ – ทักษอรและดิว – อริสรา จนสวยฉ่ำใครๆก็แต่งตามได้ง่ายๆรับรองปังเป็นซุปตาร์แน่

ในยุคนี้เชื่อว่าสาวๆทุกคนต้องเสริมความมั่นใจยั่วตาชายโดยการเมคอัพ ระบายสีแต่งแต้มบนใบหน้าไม่มากก็น้อย “คมชัดลึกบันเทิงออนไลน์” มาเผยเทคนิคการแต่งหน้าจากช่างหน้าฝีมือขั้นเทพ  ป้อม – วินิจ และ ยิม – ปรัชพันธ์  โดยมีนางแบบเป็นสองสาวซุปตาร์ระดับตัวท็อป แอฟ – ทักษอรและดิว – อริสรา อยากสวยเหมือนใครเลือกแต่งตามได้เลยจ้า

มาเริ่มกันที่ “แอฟ – ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ” ที่เปลี่ยนลุคกลายเป็นสาววัยใส นึกว่าน้องปีใหม่โตเป็นสาว ราวกับวัยรุ่นแรกแย้มหวนนึกถึงตอนเข้าวงการใหม่ๆ กันเลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นคุณแม่สายสตรอง ที่ล่วงเข้าสู่วัยเลข 4 กันไปแล้วก็ตาม

สะปัดแปรงโดย “ยิม – ปรัชพันธ์ ประยูรพันธ์”  เมคอัพอาร์ติสผู้เนรมิตแม่แอฟให้กระชากวัยได้ขนาดนี้ ได้แนะเทคนิคการแต่งหน้าให้ดูเยาว์วัยง่ายๆ ไว้ว่า “ให้เลือกใช้แป้ง และรองพื้นที่สีสว่างกว่าผิวจริง 1 เบอร์ จะช่วยทำให้ผิวดูสวยขึ้น ส่วนสีของแก้ม ตา ปากนั้น สีสันสดใสใช้ได้ แต่ให้เลือกใช้สีแต่พอเหมาะ คนทั่วไปมักจะคิดว่า แต่งหน้าให้ดูเด็กให้ใช้สีอ่อน การใช้สีอ่อนบนใบหน้าจริง ๆ แล้วจะทำให้ดูซีด ๆ เหมือนคนป่วยมากกว่า ยิมขอแนะนำว่าให้ใช้สีสันปกติ จะ ได้ช่วยเพิ่มความสดใส ใครอยากหน้าเด็กสดใสเหมือนแม่แอฟ ลองนำเคล็ดลับง่ายๆ ไปทำตามกันดูจ้า ติดตาม ยิม เมคอัพ ได้ที่  IG : yiim_makeup / FB : Pradchaphan Yim

มาต่อกันที่  “ดิว – อริสรา ทองบริสุทธิ์”   กับการแต่งหน้าดับเบิ้ลลุคสวยดูแพงจนแทบจำไม่ได้เลยที่เดียว สะบัดแปรงโดย “ป้อม – วินิจ บุญชัยศรี” เมคอัพอาร์ติสอันดับหนึ่งของเมืองไทย “เป็นการแต่งหน้าที่เน้นให้ดูสวยอินเตอร์ ในทุก ๆลุคจะดูมีอารมณ์ที่แตกต่างกันไป แฝงไปด้วยความสวยหวานสง่างาม ทันสมัย ดูแพงดูหรูหรา  เท่ห์ดูโฉบเฉี่ยว สุดท้ายคือความเปรี้ยวที่อินเทรนตลอด”

โดยในแต่ละลุค ยังแฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่และเย้ายวนของผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ดูมีอายุเกินวัย ยังดูเด็กสมวัยอยู่ ที่ดึงดูดความสนใจของหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ให้เหลียวจนคอแทบหัก ซึ่งผลงานเทคนิคการอัพหน้าให้สวยฉ่ำแบบสายฝอแต่ดูแล้วไม่เบื่อจริงๆ ติดตาม ป้อม วินิจ กันได้ที่ :  Facebook : Pom Vinij  IG : Pom Vinij

‘ตั้ม’ ธีรภัทร ฮาร์ดคอตัวพ่อ “เสื้อบอล” ขอนแก่น เอฟซี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469824

‘ ตั้ม’  ธีรภัทร ฮาร์ดคอตัวพ่อ”เสื้อบอล”ขอนแก่น เอฟซี

9 มิถุนายน 2564 – 18:49 น.

“คมชัดลึก” พาไปทำความรู้จักกับ นักสะสม” เสื้อบอล” จากสโมสรขอนแก่น เอฟซี เจ้าของผลงานการสะสม นับตั้งแต่ปี 2015 จนถึงมาถึงปัจจุบัน ความชื่นชอบ ถึงขั้น สะสมเสื้อบอล ที่เป็นเสื้อของนักเตะในแบบยกทีม

 สำหรับแฟนบอลแล้วสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุด   อันหมายถึงหมายการแสดงออกถึงความผูกพัน ที่มีให้กับทีมฟุตบอลที่รัก   และเป็นที่นิยมก็คือ  การมี “เสื้อบอล” ไว้ในการครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแข่งในแบบชุดเหย้า และชุดเยือน  เสื้อที่สโมสรจัดทำในวาระพิเศษ หรือแต่เสื้อที่ผ่านการใช้งานแล้ว   และได้รับเสื้อตัวนั้นมาจากนักฟุตบอลที่ใส่ลงสนาม  จนเป็นคำศัพท์ที่รับรู้กันในหมู่คนที่ชื่นชอบว่า  ” แมตช์วอน”  ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่า

การสะสม “เสื้อบอล” มี 2  แบบ คือ  สะสมเสื้อบอลในแบบที่เก็บไว้ไม่นำมาใส่  กับการนำมาใส่ตามแต่โอกาส   สำหรับที่ขอนแก่น  นักสะสมเสื้อบอล ที่น่าจะเข้าข่ายจัดว่าเป็นฮาร์ดคอร์ ต้องยกให้  “ตั้ม” ธีรภัทร แก้วศิริบัณฑิต   วัย 46  ปี    แฟนคลับ สโมสรฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี ( เดอะทีเร็กซ์) ทีมในไทยลีก 2  

” ตั้ม” ธีรภัทร  เริ่มสะสม “เสื้อบอล” ทีมฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2015  เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คือ  ฤดูกาล 2021  มีเสื้อเฉพาะสโมสรฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี ทั้งชุดแข่ง เหย้า- เยือน  ที่หมายถึง หาซื้อมาเอง  รวมถึงเสื้อที่ได้มาจากนักฟุตบอล  ที่ยินดีมอบให้รวมแล้วมากกว่า 100  ตัว เฉพาะขอนแก่น เอฟซี   

ขณะที่จำนวนเสื้อโดยรวมที่ ” ตั้ม” ธีรภัทร  สะสมจนมาถึงปัจจุบัน มีมากกว่า 800  ตัว  ทั้งเสื้อบอลทีมชาติไทย  เสื้อสโมสรฟุตบอลอื่น ๆ  เพราะการเป็นนักเดินทาง ตามไปเชียร์ทีมฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี   รวมถึงการชื่นชอบฟุตบอลอยู่ในสายเลือด  ทำให้เสื้อบอล ที่ “ตั้ม” ธีรภัทร สะสม  มีครอบคลุมไปถึงทุกทีม ตามแต่จังหวะหรือโอกาสจะเอื้ออำนวย  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่  “ตั้ม” ธีรภัทร จะเดินทางจากขอนแก่น มาที่ปทุมธานี  เพื่อชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ในคู่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 

ทำให้ ของฝากที่ได้กลับไปขอนแก่นในบางครั้ง จึงมีทั้งเสื้อทีมบีจี ปทุม ยูไนเต็ด หรือ แม้แต่เสื้อแมตช์วอน ที่ได้มาจากนักฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด   ในมุมของคนที่ชื่นชอบการสะสมเสื้อบอลแล้ว  นี่คือความสุข   เป็นความสุขทางใจที่ได้รับ   เพราะเสื้อบอล ก็คือสิ่งที่เป็นตัวแทนของสโมสรนั้นๆ  เป็นเหมือนวัตถุทางประวัติศาสตร์ ( ในมุมของแฟนบอล )  จึงเป็นที่มาในการแสวงหาของสะสมประเภทนี้   โดยเฉพาะเสื้อที่ออกมาในรุ่นแรก   เช่นฤดูกาล 2015   เสื้อบอลของทีมขอนแก่น  เอฟซี

ที่  “ตั้ม”ธีรภัทร มีไว้ในความครองครอง ราคาในหมู่นักสะสมแล้ว  ก็แตะหลักพันบาทขึ้นไป    จึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าเสื้อบอล ยิ่งหายาก ยิ่งมีราคาสูง  และเป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมอย่างแท้จริง    ความน่าสนใจในการสะสมของ “ตั้ม” ธีรภัทร   เฉพาะขอนแก่น   เอฟซี  แล้ว นั่นคือความพยายามที่ จะขอเสื้อจากนักฟุตบอลทั้งทีม  เพื่อให้การสะสมเสื้อแมตช์วอน มีประจำฤดูกาล   การเห็นเบอร์ เสื้อ และชื่อนักฟุตบอล อยู่ด้านหลังเสื้อ  ยิ่งสะสมได้จนเกือบครบทุกคน  ยิ่งเป็นความภาคภูมิใจของนักสะสมในการอดทน และใช้เวลาเพื่อให้ได้มา

 จำนวนเสื้อบอล ที่มีอยู่กว่า 800 ตัว ทั้งขอนแก่น  เอฟซี    เสื้อทีมชาติ  ไปจนถึงเสื้อสโมสรอื่นๆ  ที่เก็บสะสมไว้ที่บ้านพักในอำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น  ในมุมของ  “ตั้ม” ธีรภัทร   เชื่อว่าหากคิดเป็นมูลค่าเงิน ที่จ่ายไปตลอด  16  ปี  น่าจะแตะหลักล้านบาท  ที่เขาจ่ายไป เพื่อให้ได้มา อันรวมไปถึงเป็นค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปยังสนามแข่งขันในแต่ละพื้นที่  

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสำหรับแฟนบอลรายนี้  และแฟนบอลส่วนใหญ่ ที่เป็นนักสะสมเสื้อบอล  คำตอบเดียวที่บอกกับตัวเองได้ นี่คือความสุขอย่างแท้จริง  ความสุขทางใจที่สัมผัสได้  ในฐานะแฟนบอลหรือคนรักบอล ที่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือด การนำเสื้อบอลที่มีอยู่มาใส่ เพื่อไปเชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก  หรือนำเสื้อที่เก็บสะสมมาเผยแพร่ให้คอบอลด้วยกัน รับรู้ถึงรสนิยมในการเป็นนักสะสม คือความภูมิใจ    รวมทั้งผู้ชายวัย 46 ปี คนนี้ “ตั้ม” ธีรภัทร แก้วศิริบัณฑิต  จากขอนแก่น เอฟซี 

เรื่องน่ารู้ สำหรับ “ผู้หญิงมีบุตรยาก” ผลงานวิจัยชี้ควรทำอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469822

เรื่องน่ารู้ สำหรับ “ผู้หญิงมีบุตรยาก” ผลงานวิจัยชี้ควรทำอย่างไร

9 มิถุนายน 2564 – 18:48 น.

ถ้าพูดถึงในยุคสมัยนี้ ปี 2021 หลายๆครอบครัว คงจะมีปัญหาในเรื่องของการมีบุตรยาก ซึ่งเกิดจากในหลายปัจจัย การรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ และ ได้รับวิตามิน รวมถึง แร่ธาตุที่เพียงพอ “ก่อนการตั้งครรภ์”

ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อโอกาสในการท้องได้ง่ายขึ้น และ ยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่สมบูรณ์อีกด้วย ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องของการมีบุตรยาก ครอบครัวที่มีบุตรยากในวงการบันเทิง ต้องยกให้กับ ครอบครัวของ นักร้อง นักแสดงยุค 90 “เจมส์ เรืองศักดิ์” กับ “ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์” ที่มีลูกแบบธรรมชาติไม่สำเร็จ จนต้องหันมาพึ่งวิธีทางวิทยาศาสตร์  รวมถึง ศึกษาค้นคว้า งานวิจัยเพิ่มเติม จนประสบความสำเร็จในเรื่องของการมีบุตรยาก 

โดย “เจมส์ เรืองศักดิ์ และ “ครูก้อย นัชชา” ได้ทำการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับการมีบุตรยากเพิ่มเติม จากในวารสาร “Clinical Medicine Insight Woman’s Health” เมื่อปี 2019 ได้รวบรวมผลการศึกษา ถึงความสำคัญของ “micronutrients” ซึ่งได้แก่ วิตามิน และ แร่ธาตุที่จำเป็นที่ผู้หญิงวางแผนท้องที่ควรได้รับล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ ช่วยส่งผลดีต่อการตั้งครรภ์ 5 ประการ ดังนี้ 

1. ส่งผลต่อคุณภาพและการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ (oocyte quality and maturation)

2. การปฏิสนธิ ( fertilization)

3. การฝังตัวของตัวอ่อน (implantation)    

4. การเจริญเติบโตของตัวอ่อน (embryo development)

5. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของภาวะเจริญพันธุ์

จากการศึกษางานวิจัย พบว่า  วิตามินและแร่ธาตุที่ผู้หญิงวางแผนท้องที่ควรได้รับล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ ได้แก่

  1. กรดโฟลิก (Folic)

กรดโฟลิกจำเป็นอย่างมากต่อหญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความพิการของทารกแต่กำเนิด ได้แก่ หลอดประสาทไม่ปิด , ปากแหว่งเพดานโหว่ , ความผิดปกติของแขนขา , หัวใจพิการแต่กำเนิด , ระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ , ไม่มีรูทวารหนัก และ กลุ่มอาการดาวน์

2. โคเอ็นไซม์ คิว10 (Coenzyme Q10)

โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) จัดเป็นสารจำพวกวิตามิน หรือคล้ายวิตามิน ซึ่งถือเป็นขุมพลังงานสำคัญในชีวิตประจำวัน ที่คอยเติมความสดชื่นแข็งแรงให้แก่เซลล์ เพราะถ้าหากร่างกายขาด Coenzyme Q10 เซลล์ในร่างกายจะหยุดทำงานทันที!! Q10 มีบทบาทสำคัญในกระบวนการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนหลังไข่ถูกปฏิสนธิ และ ยังชะลอการเสื่อมของเซลล์ไข่  

3. น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา เป็นไขมัน หรือ น้ำมันที่สกัดจากเนื้อเยื่อของปลาแซลมอน น้ำมันปลาอุดมไปด้วยกรดไขมัน โอเมก้า-3ในส่วนของการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ (fertility) นั้น โอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มการสร้าง nitrix oxide ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์ได้ดีขึ้นมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณภาพเซลล์ไข่ โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 35 ขึ้นไปที่เซลล์ไข่เริ่มเสื่อมคุณภาพ ประสิทธิภาพในการทำงานของรังไข่ลดลง ควรทานโอเมก้า 3 ให้เพียงพอ นอกจากนี้โอเมก้า 3 ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

4. วิตามินและแร่ธาตุรวม (Multivitamin & Minerals)

วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการเสริมภาวะเจริญพันธุ์อีก 20 ชนิด ได้แก่

วิตามิน B รวม ช่วยให้เซลล์ไข่มีคุณภาพ ป้องกันภาวะตกไข่ผิดปกติ ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้เป็นปกติ บำรุงสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์

วิตามิน C : ให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ไข่และป้องกันไข่ไม่ให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนและช่วยให้ไข่ตกอย่างปกติ

วิตามิน D : ลดความเสี่ยงการเป็น PCOS (ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ , ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง) และยังมีงานวิจัยชี้ว่า วิตามินดี ช่วยเพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน โดยสรุปว่า ผู้หญิงที่ได้รับวิตามินดีเสริม มีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้รับวิตามินดีเสริม

วิตามิน E : วิตามินอีเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายทำให้เลือดไหลเวียนดี หากร่างกายขาดวิตามินอีจะส่งผลให้เกิดความเสียหายในการสร้างเซลล์อสุจิและการสร้างเซลล์ไข่ 

วิตามิน K1 : ช่วยในกระบวนการสร้างเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ

Inositol: อิโนซิทอล ช่วยให้รังไข่ทำงานเป็นปกติ ส่งผลต่อการผลิตไข่ที่มีคุณภาพ ช่วยแก้ปัญหาไข่ใบเล็ก ช่วยรักษาระดับอินซูลิน เยียวยาและป้องกัน PCOS ลดความเสี่ยงเบาหวาน นอกจากนี้นโนซิทอลยังเป็นตัวช่วยให้ตัวอ่อนพัฒนาอย่างสมบูรณ์

Zinc: ธาตุสังกะสีช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงทำงานเป็นปกติ ตั้งแต่กระบวนการผลิตเซลล์ไข่ การแบ่งเซลล์ การช่วยให้เซลล์ไข่เจริญเติบโตสมบูรณ์ และสุกพร้อมปฏิสนธิ

Manganese: แมงกานีสช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ ทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ วงจรการตกไข่เป็นปกติ มีงานวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ได้รับแมงกานีสไม่เพียงพอมีความเสี่ยงภาวะไข่ไม่ตกสูงขึ้น

Selenium: ซีลีเนี่ยมช่วยปกป้อง และชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ไข่ โดยทำงานร่วมกับวิตามินอีในการรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติ เสริมสร้าง follicular fluid ที่ห่อหุ้มเซลล์ไข่ ทำให้เซลล์ไข่สมบูรณ์ ป้องกันการแท้ง

Iron: ธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง มีงานวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอจะลดความเสี่ยงภาวะไข่ไม่ตกได้ถึง 50%

Copper: แร่ธาตุทองแดงเป็นตัวช่วยให้ร่างกายผลิตเอนไซม์และฮอร์โมนอย่างเป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ช่วยในเรื่องระบบการเผาผลาญของร่างกายให้เป็นปกติ และกระตุ้นให้ร่างกายใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างฮีโมโกลบิน

Chromium: โครเมี่ยมช่วยรักษาระดับอินซูลินในร่างกาย ลดภาวะดื้ออินซูลิน ลดฮอร์โมนเพศชายเทศโทสเตอโรน ช่วยเยียวยาและป้องกันภาวะ PCOS

Iodine: ไอโอดีนจะถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย และควบคุมการทำงานต่างๆ ของเซลล์ทุกชนิด โดยเฉพาะ สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อและเซลล์สืบพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของเซลล์ทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงเป็นทารกในครรภ์ (ต่อเซลล์สมอง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และกระดูก) ช่วยให้ตัวอ่อนเติบโตอย่างเป็นปกติ

Beta Carotene: เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงและปกป้องเซลล์ ข่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและป้องกันการแท้งในระยะเริ่มต้น

Kelp Powder: ผงสาหร่ายเคลป์ หรือสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล คือสาหร่ายที่มีคุณประโยชน์อย่างมาก อุดมไปด้วยไอโอดีน (Iodine) และวิตามินหลากหลายได้แก่ A, B, E, D และ K มีส่วนช่วยในการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีบุตรยาก

ดังนั้นผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ และได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ “ก่อนการตั้งครรภ์” โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% “อาหารก็ต้องกิน วิตามินก็ห้ามขาด” บำรุงก่อนเตรียมตั้งครรภ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีบุตรยากควรมีการเตรียมความพร้อมในการบำรุงร่างกายให้ดี ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) ยิ่งบำรุงอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และเป็นครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะมีมากขึ้นนั่นเอง

ขอขอบคุณที่มาจากข้อมูล “ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์”

“โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์” กว่าจะเป็น “พี่ใจ๋” แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469758

“โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์” กว่าจะเป็น “พี่ใจ๋” แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2

9 มิถุนายน 2564 – 17:00 น.

พี่ใจ๋ รุ่นพี่ของเต๋ จากซีรีส์ยอดนิยมอย่าง “แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2” ที่รับบทโดยหนุ่ม “โอบ -โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์” ก็สร้างผลงานออกมาได้ดีจนถูกพูดถึงย่างมาก ในฝีมืองานแสดงของหนุ่มโอบ 

สำหรับซีรีส์ยอดนิยมถูกใจสายวายจากบ้านนาดาวบางกอกอย่าง “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ที่คว้ารางวัลไปมากมายในงานประกาศรางวัล คมชัดลึก อวอร์ดครั้ง ที่ 17 นั้น อย่างที่ทราบกันดีว่า แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2 ก็สร้างความสนใจและกระทุ้งความรู้สึกของแฟนซีรีส์จนติดกระแสเทรนด์ทวิตเตอร์ไม่ต่างจากภาคแรก ซึ่งหนึ่งตัวละครที่จะมาเขย่าความสัมพันธ์ของพระเอก-นายเอกในเรื่องอย่าง “พี่ใจ๋” รุ่นพี่ของเต๋ ที่รับบทโดย หนุ่ม “โอบ -โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์” ก็สร้างผลงานออกมาได้ดี จนถูกพูดถึงย่างมากในฝีมือการแสดงของหนุ่มโอบ 

เราลองมาย้อนดูเส้นทางวงการบันเทิงของนักแสดงหนุ่ม “โอบ -โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์” ที่ใน 10 ปีนี้ เขาสร้างชื่อไว้อย่างไรบ้าง 

2555 : เริ่มเข้าวงการ “หนุ่ม-สาว Pop Da’vance 2012”
2556 : รับบท “แจ๊ค ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น Season 1”

2557 : รับบท “แจ๊ค ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น Season 2” , เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน ตอน คืนสีน้ำเงิน
2558 : รับบท “ซัน อาทิตย์”ใน มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร , “พิพัฒน์” ใน นางร้ายที่รัก
2559 : รับบท “ไอ่ – อนนต์ “ใน I Hate You, I Love You ,”กานต์” ใน อยู่ที่เรา

2560 : รับบท “ปืน” ใน โปรเจกต์ เอส เดอะซีรีส์ ตอน Spike ,”เจนท์” ใน Secret Seven เธอคนเหงากับเขาทั้งเจ็ด, “สกาย” ใน Love Songs Love Series ตอน เรื่องที่ขอ
2561 : รับบท “ปอนด์” ใน โลกโซเชีย(ล) , Love Songs Love Series To Be Continued ตอน เรื่องที่ขอ

2562 : รับบท”แบงค์” ใน รักไม่ลืม , “โฮชิ” ใน มหัศจรรย์รักข้ามกระดาษ , “โจอี้” ใน เคว้ง
2563 : รับบท “อัง” ใน คลับสะพานฟาย ตอน คู่เวร คู่กรรม , “นภัส”ใน จิตสังหาร
2564 : รับบท “บิลลี่” ใน Blackout บาร์ลับไม่มีในโลก , และ “ใจ๋”ใน แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2

“โอบ -โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์”  หรือ พี่ใจ๋ ใน แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2 นั้น เคยกวาดรางวัลการันตีฝีมือมาแล้วมากมาย

อย่างปีแรก 2558-2560  มีชื่อเข้าชิงในบทนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก ภาพยนตร์เรื่อง “อนธการ” จากเวที รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 24 , รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 25 และ คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ทำเขาได้รับรางวัล การแสดงแห่งปี จาก Bioscope Awards 2015 และ ดาวรุ่งพุ่งแรง(ฝ่ายชาย) จาก Kazz Awards 2017 

ต่อมาปี 2562 – 2563 ภาพยนตร์เรื่องแสงกระสือ ทำให้หนุ่มโอบ คว้ารางวัล คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 16 สาขาภาพยนตร์ – นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และ รางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 10 นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ได้สำเร็จ 

ซึ่งหากแฟน ๆ ติดตามฝีมือการแสดงของหนุ่มโอบ โอบนิธิ มาตลอดนั้นจะเห็นว่าฝีมือของนักแสดงคนนี้เป็นที่น่าจับตามอง และในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ภาค 2 ยิ่งเห็นฝีมือของหนุ่มคนนี้มากขึ้น 

ขอบคุณภาพจาก : @oabnithi

ดื่ม “กาแฟดำ” ยังไงให้ผอมเพรียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/469798

ดื่ม “กาแฟดำ” ยังไงให้ผอมเพรียว

9 มิถุนายน 2564 – 15:57 น.

ประโยชน์ของ “กาแฟดำ” มีมากกว่ารสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และกลิ่นที่หอมกรุ่น คือช่วยลดน้ำหนัก สำหรับใครที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ผอมเพรียว เพียงแค่รู้จักวิธีการดื่ม และเลือกเวลาที่เหมาะสม

ช่วงนี้สาวๆ ออฟฟิศหลายคน ต้อง Work From Home แต่การทำงานอยู่กับบ้าน ก็ทำให้กินไม่หยุดอยู่เหมือนกัน หลายคนจึงต้องหาตัวช่วย เพื่อจะลดพุงลดน้ำหนัก และ  “กาแฟดำ” ก็เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยให้คนส่วนใหญ่ผอมเพรียวได้ดังใจนึก      

ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดระลอกนี้ ทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ไม่เพียงมนุษย์ออฟฟิศต้องนั่งจุมปุ๊กหน้าคอมพิวเตอร์ที่บ้านเท่านั้น แต่มีไม่น้อยที่ลุกขึ้นมาโชว์สกิลการทำอาหารรัวๆ ให้เห็นตามโซเชียลอยู่บ่อยๆ พลอยทำให้รูปร่างที่เคยผอมบาง กลับเจ้าเนื้อขึ้นมาทันตาเห็น  

แล้วจะทำยังไงถึงจะไม่อ้วนได้ อ๊ะๆ อย่าได้ทุกข์ใจไป จากการค้นคว้าข้อมูล พบว่า มีเครื่องดื่มที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดี นั่นก็คือ “กาแฟดำ” และเมื่อยิ่งศึกษายิ่งรู้ลึกอีกว่า กาแฟดำนั้นมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว  

ว่ากันเฉพาะ “กาแฟดำ” เพียวๆ ที่ไม่ผสมอะไร กลับอุดมไปด้วยคาเฟอีนที่เข้มข้น ทำให้มีการสูบฉีดของหลอดเลือดมาก และเพิ่มอัตราการเผาผลาญของไขมันด้วย ทั้งยังพรั่งพร้อมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยให้กระปรี้กระเปร่า และรู้สึกสดชื่นขึ้นด้วย 

มีคำถามตามมาว่า แล้วจะดื่มกาแฟดำเวลาไหนถึงที่ดีที่สุด? 
ด้วยความที่กาแฟดำ 1 ช้อน มีพลังงานแค่ 4-5 แคลลอรี่เท่านั้น แถมยังมีอานุภาพเข้าไปทำให้ไขมันที่ทานเข้าไปแตกตัวและสลายไป ไม่จับเป็นก้อน การดื่มกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลเป็นประจำก่อนออกกำลังกายตอนเช้า และหลังมื้ออาหารหลัก หรือเลือกที่จะจิบเรื่อยๆ ระหว่างทำงาน แต่รวมแล้วไม่ควรเกินวันละ 3 แก้ว ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม การดื่มแค่กาแฟดำอย่างเดียว อาจยังไม่ทำให้ลดน้ำหนักได้อย่างแท้จริง เพราะข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่าสารที่อยู่ในกาแฟจะช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันเพียงบางส่วนเท่านั้น หากว่าต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย 

ทั้งนี้ ใช่ว่ากาแฟดำ จะมีแต่ผลดีอย่างเดียว เพราะหากดื่มเกินพอดี ร่างกายอาจได้รับคาเฟอีนมากเกินไป อาการที่เกิดกับบางคนคือทำให้นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เวียนหัว เพราะร่างกายขาดแคลเซียมจากนม จนเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ในบางรายอาจเป็นโรคความดันโลหิตสูง หากคนนั้นมีโรคความดันอยู่แล้ว แพทย์จึงแนะให้ทานนมเพื่อเพิ่มแคลเซียม และเช็คโรคประจำตัวของแต่ละคนด้วย 

ดื่ม "กาแฟดำ" ยังไงให้ผอมเพรียว

ลองหันมาดื่มกาแฟดำ เพื่อเป้าหมายในการลดน้ำหนักดูนะคะ แรกๆ อาจจะยากสักหน่อยสำหรับใครที่ไม่เคยทาน เพราะความขมของรสชาติกาแฟแท้ แต่ถ้าค่อยๆ ลดน้ำตาลลงเรื่อยๆ จนสามารถดื่มได้โดยที่ไม่ต้องผสมอะไรเลย ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เฉลี่ยวันละประมาณ 30 นาที รับรองว่า ออฟฟิศเปิดให้ทำงานได้เมื่อไหร่ หนุ่มๆ ต้องร้องว้าวเลยทีเดียว