Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/648080

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 09:05 น.Q&A : เปิดใจผู้บริหาร CMG ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร หลังคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยสองปีซ้อนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ ถอดบทสัมภาษณ์ ‘เอ็ดวิน ยัป ฮอสัน’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล สำรวจเส้นทางความร่วมมือหลังรักษามาตรฐานจนคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่น “Best Employers Awards of Thailand“ สองปีซ้อน

รางวัล Best Employers Awards of Thailand 2020 คืออะไร มีส่วนช่วยให้องค์กรดีขึ้นอย่างไร?

คุณเอ็ดวิน ยัป ฮอสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (CMG) บริษัทผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังระดับโลกกว่า 40 แบรนด์ ตั้งแต่แฟชั่น ยีนส์ ความงาม นาฬิกา รองเท้า เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ อาทิ เช่น DYSON, CASIO, GARMIN, CLARINS, Aesop, THREE, THE BODY SHOP, CALVIN KLEIN JEANS, POLO RALPH LAUREN, MLB, GUESS, LEE, WRANGLER, FITFLOP, JOCKEY, HUSH PUPPIES ซึ่งอยู่ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เล่าให้เราฟังว่า รางวัล Best Employers Awards of Thailand จัดตั้งโดย Kincentric มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงด้านทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย โดยมุ่งหวังช่วยพัฒนาบรรยากาศในการทำงานให้องค์กร และสามารถดึงดูดบุคลากรคุณภาพมากฝีมือได้

ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนประกอบด้วย 4 เกณฑ์ ได้แก่ 1)ระดับการให้ความร่วมมือของพนักงาน 2)ความคล่องตัวขององค์กร 3)ระดับความใส่ใจของหัวหน้า 4)ระดับการให้ความสำคัญของพนักงานที่มีความสามารถ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย CMG จึงพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการที่ชื่อ “โครงการ i-Care” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น โดยพวกเราได้ส่งใบสมัครสำหรับการคัดเลือกในปี 2018 และโชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ได้รับรางวัลในปี 2019 นับตั้งแต่นั้นมาเราได้รักษามาตรฐานและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัล Best Employer Award ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2020

การได้รับรางวัลนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย (Best Employers Awards of Thailand) ทำให้เราได้รับประโยชน์หลายประการ กล่าวคือ ภายในองค์กร ช่วยให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เฉลิมฉลองผลงานการมีส่วนร่วมของพนักงานและวัฒนธรรมขององค์กร กระตุ้นให้ทุกคนดูแลเอาใจใส่พนักงานและวัฒนธรรมองค์กรของเราท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้านภายนอกองค์กร เราได้รับความชื่นชมจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราจากทั่วทุกมุมโลก และช่วยเพิ่มความพยายามในการหาบุคลากรที่มีความสามารถที่สุดเข้าสู่ CMG

จึงกล่าวได้ว่า รางวัล Best Employer Award เป็นทั้งการยกย่องและเป็นแรงผลักดันให้เราทุกคนมุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่เราทำ

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้ CMG ได้รับรางวัลติดต่อกันถึงสองปีซ้อน?

ในปี 2019 เกณฑ์ที่ 1 ในการตัดสินคือ คะแนนการมีส่วนร่วม 90% เราได้คะแนนการมีส่วนร่วมเหนือมาตรฐานจากทุกด้าน Kincentric ประเมินเราจากแนวทางปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคล 23 ด้าน ซึ่งนับเป็นช่วงการตัดสินใจที่ยากลำบาก จากนั้นพวกเขาจึงสรุปปัจจัยสำคัญและแนวทางปฏิบัติว่า ทำไมเราถึงกลายเป็น Best Employer

ปัจจัยสำคัญที่พิจารณาในการคัดเลือก Best Employers คือคะแนนการมีส่วนร่วม และเราใน CMG ได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมสูงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับคะแนนการมีส่วนร่วมที่สูงนี้ด้วยการรักษาวัฒนธรรมองค์กรและอยู่กันเหมือนครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความคิดเติบโตและการขับเคลื่อนให้เป็นแนวหน้าของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมค้าปลีก

Kincentric ยังประเมินเราใน 23 ด้านการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การจัดแนวกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลไปจนถึงกลยุทธ์ของบริษัททั้งหมด พร้อมทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนา ไปจนถึงการสรรหาและการรักษาไว้และประเด็นสำคัญอื่นๆ

CMG รับมือหรือจัดการอย่างไร เพื่อดูแลพนักงานในช่วงสถานการณ์ COVID-19?

ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ลูกค้าของเราได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อของที่ร้านไปสู่การซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น เราได้ทำการเปิดใช้งานด้านการตลาดค่อนข้างกว้าง เช่น การจัดสรรผู้ช่วยร้านค้าเพื่อจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์ เชิญให้พวกเขามาเป็นคนขาย Facebook Live เพื่อรับมือกับพฤติกรรมการจับจ่ายแบบใหม่ เรามอบโอกาสใหม่ๆ ให้กับพนักงานในร้านที่ยังคงทำงานอยู่

COVID-19 เป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกค้าปลีกและพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการสร้างยอดขาย แม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวและร้านค้าจะปิดตัวลงแล้วก็ตาม เรามุ่งเน้นไปที่ช่องทางการขายที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ IG การโทรหาลูกค้า และสนับสนุนให้พนักงานของเราเป็นผู้ประกอบการ เมื่อเราเพิ่มขีดความสามารถให้ทีมของเราได้ลองใช้แนวคิดและแนวทางใหม่ๆ มันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งพลังสำหรับความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำจากทุกระดับและทีมแบรนด์ในบริษัทของเรา จากนั้นเราได้ระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นใหม่และทำให้มีโครงสร้างมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้ในแบรนด์ของเรา เป็นผลให้แบรนด์ CMG ในผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องแต่งกาย รองเท้า นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับคู่แข่งของเราในการปฏิบัติตาม

ใน CMG ทีมของเราเรียกการมารวมตัวกันว่า “WIN AS ONE” สิ่งนี้เป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง COVID :

1] เพื่อนร่วมงานของเราหลายคนเปลี่ยนจากบทบาทเดิมมาเป็นช่วยงานในพื้นที่ที่ท้าทายที่สุดในการดำเนินงานของเรา พนักงานร้านค้าและทีมงานหลังบ้านเข้ามามีบทบาทในคลังสินค้าของเราเพื่อช่วยในการจัดเรียงสินค้าลงคลังการเลือก การบรรจุ และการจัดส่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ ทีมแบรนด์ของเราได้มีช่วง Facebook Live และทำงานใหม่ๆ เช่นการโฮสต์โปรแกรม แชทออนไลน์กับลูกค้า และดำเนินการตามคำสั่งซื้อ

2] มีการใช้มาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดรวมถึง WFH บางส่วน การสวมหน้ากาก การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อมือ และอุปกรณ์ UV เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของไวรัสทั้งในร้านค้าของเราและในสำนักงาน

3] ทีมสำนักงานใหญ่ของเราได้ดำเนินการผลักดันการบริจาคโรงรถและการประมูล โดยรายได้จะมอบให้กับทีมร้านค้าของเราที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการปิดร้าน นั่นเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นการดูแลและติดต่อกับทีมของเราเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ COVID

Work-From-Home เป็นสิ่งที่เราทุกองค์กรถูกบังคับให้นำมาใช้อย่างกะทันหัน อยากให้ช่วยแบ่งปันวิธีที่ CMG ออกแบบหลักการทำงานเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

เพื่อลดการแพร่ระบาดของ COVID-19 เราให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคคลากรเป็นอันดับแรกอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะทำงานจากที่บ้าน เรากำลังฝึกฝนแพลตฟอร์มการสื่อสารออนไลน์ เช่น Microsoft Team ทีมสามารถติดต่อกันได้อย่างง่ายดายและสามารถปรับปรุงหลักการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อผลลัพธ์สูงสุด เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ เราได้จัดคิวการทำงานแบบ WFH สลับการมาออฟฟิศ และอนุญาตให้ทุกคนที่มีความกลัวหรือกังวลด้านสุขภาพทำ WFH ได้แบบเต็มเวลา เราอาศัย Workchat ของเราโดยอิงจากทีมของเราตามหัวข้อหรือโครงการเพื่อให้แน่ใจว่าเราก้าวไปข้างหน้าด้วยการสื่อสารและการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เราใช้ซอฟต์แวร์ทีม MS เป็นประจำและการโทรแบบกลุ่มเพื่อทำการประชุม นอกจากนี้ เรายังตระหนักดีว่าการประสานงานเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมการผลิต ดังนั้น เราจึงสนับสนุนให้คนกลุ่มเล็กๆติดต่อกันบ่อยๆ ส่วนในระดับผู้นำเรายังจัดประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตลอดจนตอบคำถามจากทีมของเรา

การพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทอย่างไร คุณช่วยแบ่งปันมุมมองของ CMG ได้ไหม?

พวกเราได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับตัวเองในช่วง COVID ทีมงานของเราพิสูจน์แล้วว่าเรามีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัว เป็นผู้ประกอบการ และมีความคิดสร้างสรรค์ และเราสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วต่อความท้าทายในสภาพแวดล้อมการค้าปลีกที่กระจัดกระจาย ในอนาคตเราจะสนับสนุนให้ทีมของเราแสดงให้เห็นถึงลักษณะเหล่านี้ต่อไป ทุกครั้งที่มีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้เราจะช่วยให้พนักงานจากทุกระดับได้ลองสิ่งใหม่ๆ จากนั้นระบุแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด จัดระเบียบการเรียนรู้ และทำหลัก “การเรียนรู้” เพื่อให้ทีมอื่นๆ ของเรานำไปใช้ใหม่ได้พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางและกระบวนการของเราอย่างต่อเนื่องสำหรับพื้นที่ใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลายช่องทาง เป้าหมายการตลาดของลูกค้า Facebook Live แชทไลน์ และร้านค้า ฯลฯ เพื่อให้ทีมของเราอยู่ในระดับแนวหน้าในการเอาชนะใจลูกค้าใหม่ๆ และสร้างความรักในแบรนด์

ตาม 4 เกณฑ์หลักในการให้คะแนน Best Employers Awards of Thailand ได้พัฒนาโปรแกรม i-Care อยากให้กล่าวถึงว่าโปรแกรม i-Care คืออะไร? และโปรแกรมนี้เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ CMG ได้อย่างไร?

ที่ CMG เราส่งเสริมและสร้างค่านิยมและวัฒนธรรม I-CARE ของเราอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นโครงการของ Central Group ที่ดำเนินการในทุกหน่วยธุรกิจ

I-CARE ย่อมาจาก : Innovation, Customer, Alliance, Relationship, Ethic ในทุกสิ่งที่เราทำ เราเตือนตัวเองตลอดเวลาให้ประพฤติและปฏิบัติตามกรอบ I-CARE เรายังมีกิจกรรมการรับรู้และจดจำ I-CARE เป็นประจำทุกปีเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานใหม่เกี่ยวกับ I-CARE ตลอดจนจัดแสดงตัวอย่างพฤติกรรม I-CARE ที่ดีที่สุดที่พนักงานของเราแสดงให้เห็นใน CMG เรานำคุณค่าของ I-CARE มาใช้กับทีม “WIN AS ONE” ที่เรามารวมตัวกัน เราส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการดูแลกันและกัน เราอาจจะมีความหลากหลายในวัย ภูมิหลัง และสภาพแวดล้อม แต่เมื่อเราทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น

ทิ้งท้ายจากใจผู้บริหาร : ในฐานะองค์กรที่ได้รับรางวัล Best Employers Awards of Thailand สองปีซ้อน อยากให้แบ่งปันเคล็ดลับเพื่อช่วยปรับปรุงธุรกิจอื่นๆ ที่กำลังเติบโต

ผมสรุปได้ดังนี้ ผมขอแนะนำให้ผู้นำทางธุรกิจทุกคนมีส่วนร่วมกับทีมผ่านแนวทาง Head, Heart and Hands 

ใช้แนวทาง Head – สร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ระบุพื้นที่ของการเติบโต ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ได้รับทักษะและความสามารถใหม่ๆ และให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิบัติได้ยอดเยี่ยม พนักงานมีความภาคภูมิใจในการทำงานในองค์กรที่ได้รับรางวัล โดยมีแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนพร้อมทั้งความเป็นเลิศในการดำเนินการและโอกาสในการเรียนรู้

ใช้แนวทาง Heart  ดูแลพนักงาน แสดงความเห็นอกเห็นใจ อยู่กันอบอุ่นเหมือนครอบครัว มีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อให้ผู้คนมารวมกันและสร้างขวัญกำลังใจในทีม ยกตัวอย่างกิจกรรมของเรา เช่น Happy Friday การแต่งกาย และ Simple Joys (ขนมขบเคี้ยว) เป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุน แต่มีประสิทธิภาพในการมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับทีมของเรา

ใช้แนวทาง Hands – เราสนับสนุนให้ทีมของเรามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ได้ลองสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยความถ่อมตน รับประสบการณ์ที่หลากหลายนอกเหนือจากขอบเขตการทำงานปกติ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทีม

…พื้นฐานทั้งหมดนี้ คือความรักสำหรับทีมงาน แบรนด์ และลูกค้าของเรา

สัมผัสสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง @Central Embassy #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647930

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 10:40 น.สัมผัสสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง @Central Embassyพบสเน่ห์สไตล์สแกนดิเนเวียนย่านใจกลางเมือง กับ Marimekko Concept Store สาขาใหม่ล่าสุด Central Embassy

Marimekko (มารีเมกโกะ) แฟชั่นและไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์และสีสันอันเป็นเอกลักษณ์จากประเทศฟินแลนด์ เผยโฉม Concept Store รูปโฉมใหม่ ของสาขาใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นสาขาที่ 7 ในประเทศไทย ที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ผ่านศิลปะแห่งการดีไซน์ในฉบับสแกนดิเนเวียน ออกแบบโดย Pentagram design ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบแฟล็กชิฟสโตร์ แบรนด์ดังทั่วโลก โดยมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นระหว่างสีสันและลายพิมพ์อันหลากหลาย ที่นำมาจากความเรียบง่ายของธรรมชาติและสิ่งรอบตัว จึงเป็นเสน่ห์ของแบรนด์ที่ไม่มีใครเหมือน

คอนเซ็ปต์ดีไซน์ของ มารีเมกโกะ ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เริ่มตั้งแต่ฟาซาด (Façade) ที่ดูโล่ง กว้าง และโปร่งใส โดดเด่นด้วยไฟของโลโก้ “Marimekko” สีขาวสว่างตา อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตกแต่งอยู่บนไม้สนแท้ที่ถูกแกะสลักให้เป็นแพทเทิร์นสี่เหลี่ยมวางเรียงติดกัน ในแบบฉบับสแกนดิเนเวียนที่เน้นความเรียบนิ่งผสานกับวัสดุจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ

ภายในร้านจะพบกับมุม Ready-to-Wear ที่เปี่ยมไปด้วยลูกเล่นของลายพิมพ์ของเสื้อผ้า และแอคเซสซอรี่ ที่ดูโดดเด่นผ่านการจัดแสงที่เน้นการส่องเฉพาะจุด ในสี “Warm White” เสมือนบรรยากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวของสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ค่อยมีแสงแดดปกคลุมมากนัก ภายในมุมต่างๆ ถูกตกแต่งด้วยภาพถ่ายจากคอลเลคชั่นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของมารีเมกโกะ ที่ไม่เสแสร้ง รักความสงบ และสนุกกับการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ

อีกหนึ่งมุมที่สื่อให้เห็นถึงการใช้ชีวิตแบบชาวสแกนดิเนเวียที่แท้จริงคือมุมผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน การจัดวางที่ให้ความรู้สึกราวกับเข้าไปอยู่ในส่วนของห้องนั่งเล่น และห้องอาหารในบ้านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว แก้วน้ำ จาน ชาม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านต่างๆ ถูกวางเรียง ให้เห็นว่ามุมต่างๆ ในบ้านจะมีความสวยงามเช่นไร โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสวนหลังบ้าน อาทิ Unikko (ดอกป็อปปี้), Siirtolapuutarha (สวน), และ Kivet (ก้อนหิน)

คอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่นี้จะสะท้อนกลิ่นอายวิถีชีวิตของชาวฟินแลนด์ ประกอบกับความเป็นรีเทลกึ่งแกลเลอรี่ ที่ผ่านการดีไซน์แบบเรียบง่ายตั้งแต่สีสันที่คุมโทน ไปจนถึงวัสดุจริงจากธรรมชาติ ที่เน้นย้ำหัวใจหลักของแบรนด์ที่ Positive และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในทุกโมเมนต์ด้วยลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและสิ่งใกล้ตัวทั้งหมด ร้านมารีเมกโกะทั่วโลกจึงมีนิยามเดียวกัน คือ Bring joy to everyday life

ตามไปสัมผัสกลิ่นอายสไตล์สแกนดิเนเวียนของ Marimekko Concept Store สาขาใหม่ล่าสุด ได้ที่ชั้น 1 Central Embassy

ยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams 750 ตัวในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647919

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 16:01 น.ยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams 750 ตัวในโลกเปิดแล้ว ไลก้า บูติค แห่งใหม่ ณ ดิ เอ็มโพเรียม พร้อมยลโฉม Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ผลิตเพียง 750 ตัวในโลก!

เหล่าคนรักการถ่ายภาพแฮปปี้ เมื่อ Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) โดย ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหารเอลิส (ALIST) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Leica (ไลก้า) แบรนด์กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพคลาสสิกระดับโลก สัญชาติเยอรมนี จัดงานฉลองเปิด Leica Boutique Emporium (ไลก้า บูติค เอ็มโพเรียม) แห่งใหม่ ใจกลางเมือง บนพื้นที่ 70 ตารางเมตร ในโทนสีใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไลก้า รวมถึงโซนสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับบริการกลุ่มคนรักไลก้าให้ได้มาแลกเปลี่ยนมุมมมองและเทคนิคการถ่ายภาพ โดยงานนี้ได้เผยโฉมกล้อง Leica Q2 Special Edition รุ่นล่าสุด – Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ผลิตเพียง 750 ตัวในโลก โดยได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง นักแสดงมือรางวัลอย่าง แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) ผู้รับบท เจมส์ บอนด์ คนที่ 6 กับ เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) หนึ่งในช่างภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษและมีผลงานโดดเด่นในการบันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญอันเป็นที่จดจำของฮอลลีวูดในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

Leica Boutique Emporium (ไลก้า บูติค เอ็มโพเรียม) มาในโทนสีขาว ซึ่งแตกต่างจาก Leica Store อื่นๆ ในไทย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของไลก้า อย่าง สีแดง สีดำ และสีเทา ซึ่งมีความโมเดิร์นและกลิ่นอายที่โคซี่ รีแล็กซ์ และเป็นกันเอง เพื่อการสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักไลก้าได้ตลอดทั้งวัน ทั้งมุมดิสเพลย์แสดงกล้องและเลนส์ต่างๆ ให้ได้เลือกซื้อ และให้คำปรึกษาการใช้งาน นอกจากนี้ยังจัดมุมพักผ่อนเพื่อให้กลุ่มคนรักไลก้าสามารถใช้เวลาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน รวมถึงการจัดพื้นที่ให้จัดแสดงภาพถ่ายจากศิลปิน หรือช่างภาพหน้าใหม่ที่มีผลงานน่าจับตามองจาก Leica Akademie อีกด้วย

สำหรับ Leica Q2 Special Edition รุ่นล่าสุด – Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams เป็นกล้องรุ่นพิเศษ ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 750 ตัวในโลกเท่านั้น จำหน่ายในราคา 221,400 บาท โดยได้รับ การรังสรรค์ขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างนักแสดงมือรางวัลอย่าง แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) กับ เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) หนึ่งในช่างภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ ซึ่งทั้งคู่หลงใหลการถ่ายภาพและเป็นแฟนตัวยงของ Leica จึงเรียกได้ว่าไม่มีความร่วมมือครั้งไหนจะเหมาะสมลงตัวไปมากกว่าครั้งนี้อีกแล้ว โดย เกร็ก วิลเลียมส์ มีผลงานโดดเด่นในการบันทึกภาพช่วงเวลาสำคัญอันเป็นที่จดจำของฮอลลีวูดในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และยังได้ถ่ายภาพ James Bond ตั้งแต่ภาคแรกที่ แดเนียล เคร็ก เข้ามารับบทนี้ พร้อมกับจัดทำหนังสือเบื้องหลังและภาพชุดพิเศษ รวมถึงถ่ายภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ของ แดเนียล เคร็ก อีกหลายเรื่อง

แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “สำหรับผมแล้ว Q2 ถือเป็นกล้องที่สมบูรณ์แบบและไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรอีกแล้ว ดังนั้นการได้มีโอกาสร่วมงานกับหลายๆ ท่านที่น่าทึ่งจาก Leica และเพื่อนของผม Greg Williams เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ จึงถือเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติของผมจริงๆ”

เกร็ก วิลเลียมส์ (Greg Williams) กล่าวว่า “เราทั้งคู่มีความผูกพันเพราะต่างชื่นชอบกล้องที่ใช้ในเรื่อง ‘Casino Royale’ เหมือนกัน แล้ว Daniel ก็ถ่ายรูปสวยและมีสายตาที่เฉียบคมด้วย กล้อง Leica Q2 เป็นเหมือนส่วนต่อขยายของผม เรียกได้ว่าคุณแทบไม่เคยเห็นผมตอนไม่มีกล้องรุ่นนี้คล้องคออยู่เลย ดังนั้นการได้ร่วมงานกับ Daniel และทีมงาน Leica เพื่อสร้างกล้อง Limited Edition รุ่นนี้จึงเป็นเรื่องที่พิเศษมาก”

Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ยังคงคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกับ Leica Q2 แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยหรูไม่เหมือนใคร ตัวบอดี้ภายนอกของกล้องเน้นการใช้สีดำและสีทอง โดยสลักข้อความทั้งหมดบนตัวกล้องและเลนส์เป็นสีทอง อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เลเซอร์สลักชื่อและหมายเลขประจำตัวกล้อง (Serial Number) อยู่ใต้กระจกครอบจอของกล้องอีกด้วย และยังมีการนำโลโก้ Leica แบบดั้งเดิมมาพลิกแพลงด้วยการเปลี่ยนจุดสีแดงที่มีชื่อ Leica เป็นจุดสีดำพร้อมตัวอักษรสีทองเป็นครั้งแรกอีกด้วย

สายสะพายทำมาจากหนัง Nappa ย้อมสีธรรมชาติคุณภาพสูงและสลักโลโก้ Leica เป็นลายนูนพร้อมด้วยที่คล้องสายเคลือบทอง และยังมีการนำแผ่นหนังแบบเดียวกันนี้ ซึ่งมีการสลักลายนูนเป็นรูปข้าวหลามตัดอย่างเรียบหรู มาปิดบนตัวกล้องอีกด้วย นอกจากนี้กล้องแต่ละตัวรวมถึงอุปกรณ์เสริม ยังมาพร้อมกล่องบานพับสำหรับจัดแสดงกล้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ อย่างเช่นตัวอักษรสีทองและการบุภายในด้วยไหมสีดำ

ร่วมสัมผัสกล้อง Leica Q2 Daniel Craig x Greg Williams ได้ที่ Leica Store สาขา เกษรวิลเลจ ชั้น 2 โทร. 02-656-1102, Leica Boutique สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G โทร. 02-664-8369 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Line Official: @leicath

How to ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647872

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 08:18 น.How to ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน!รวม 12 ข้อต้องรู้ ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! และเราไม่ต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่องานก็ได้ โดย เจสัน ฟรีด และเดวิด ไฮเนอไมเออร์ แฮนส์สัน

1. จำไว้เสมอเรา คือ พนักงาน ไม่ใช่คนในครอบครัวของเค้า

2. ตั้งเป้าให้เป็นเป้า เมื่อถึงแล้วก็พักได้ หากผลตอบแทนมีเพียงคำชม

3. มีสิทธิลาก็ใช้ไป ไม่ต้องคิดมาก บริษัทเดินงานต่อได้เสมอ

4. ปกป้องบริษัทได้ แต่อย่าลืมปกป้องตัวเองด้วย

5. อย่าเป็นคนสุดท้ายที่รู้ข่าวสารขององค์กร เก็บของมูลเพื่อไว้ตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทัน

6. เลือกปฏิบัติ ดีมาก็ดีกลับ แย่มาก็แย่กลับได้

7. ตอบ “ไม่” ให้เป็น ไม่งั้นงานจะเข้าเยอะมาก

8. รับผิดชอบให้ดีที่สุด ในขอบเขตงานของเราก่อนอันดับแรก

9. ติดต่อกลับเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ ไม่ต้องทำทันทีในทุกๆเรื่องก็ได้ หากไม่เป็นงานด่วน

10. รู้ว่าคำพูดใครมีน้ำหนักที่จะออกคำสั่งกับเราได้

11. อย่ายอมอดนอนเพื่อลุยงาน มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

12. ไม่ต้องรีบปล่อยของ วางแผนการแสดงผลงานให้ถูกจังหวะพอเพื่อให้ตัวเองไม่ดูว่างงาน

ที่มาหนังสือ : ทำงานยังไง ไม่ให้บ้าไปซะก่อน!

ผู้เขียน : เจสัน ฟรีด และเดวิด ไฮเนอไมเออร์ แฮนส์สัน

ภาพ : จากหนังสือสู่จักรวาล

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647742

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 07:10 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ)โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ทำไม ภาวะความมั่นคงทางอารมณ์จึงสำคัญสังคมอ่อนไหว ซับซ้อน ไม่เคยหยุดนิ่ง โลกยุคดิจิทัลสร้างความท้าทายใหม่ๆ และแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัว องค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของความเป็นผู้นำองค์กรที่ประสบความสำเร็จก็คือ ความมั่นคงทางอารมณ์ (EQ) และเป็นที่ประจักษ์ว่า ประเด็นด้านอารมณ์คือตัวกำหนดศักยภาพ และเป็นตัวตัดสินว่าใครจะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อนำองค์กรให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ผลกระทบจาก EQ ต่ำ เป็นอย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาด้านอารมณ์ มักจะมีประเด็นต่อไปนี้ มันเป็นภาวะที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก กลัวผิด บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่ตนมีความคิดดีๆ แต่คิดและกลัวไปว่ามันจะไม่เข้าท่า จึงเก็บเงียบเข้าลิ้นชัก บ่อยครั้ง ชอบเปรียบเทียบ รู้สึกว่าตนด้อยกว่า สู้คนอื่นไม่ได้ บางครั้ง รู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับ ทำไมจึงไม่มีใครเข้าใจเลย บางครั้งที่ตนแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของของตนไป บางคนชอบคุยข่ม ตีตรา ตัดสินคนอื่น มองคนอื่นว่าด้อยกว่า บางคนติดความสมบูรณ์แบบ ทำอะไรต้องเป๊ะ เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็หงุดหงิด บางคนคิดมาก วิตกจริต หยุมหยิม ขี้โมโห ชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ใช้อารมณ์ตัดสิน ที่สำคัญบางคนประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน แต่ต้องจ่ายด้วยราคาแพงที่บ้าน ชีวิตครอบครัวขาดสมดุล ขาดความรัก ขาดความอบอุ่น ไม่เข้าใจกัน ไม่มีความสุข ตนเองก็รู้สึกเหนื่อยล้า แล้วกลับมาถามตนเองว่า ความสำเร็จที่ได้นั้น มันคุ้มไหม

ว่าไปแล้ว การขาดความมั่นคงทางอารมณ์ดังกล่าว มันเป็นภาวะที่สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่เปราะบาง อ่อนไหว ขาดความเข้มแข็ง ขาดภูมิต้านทาน ขาดความเชื่อมั่น หวั่นไหว ขาดการนำตนเอง ชีวิตเต้นไปมาตามแรงกดดันจากภายนอก และเพื่อชดเชยกับภาวะดังกล่าว ตนจึงแสดงออกมาอย่างขาดการยับยั้งชั่งใจ ขาดการไตร่ตรอง นำไปสู่การตัดสินใจชั่ววูบ บางครั้งแสดงออกมาเป็นความรุนแรงต่อตนเอง รวมทั้งผู้อื่น

ประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ นอกจากจะทำร้ายตนเองแล้ว ยังทำลายในทุกความสัมพันธ์ด้วย และเป็นเหตุผลหลักต่อภาวะถดถอยของศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ไม่สามารถผลักดันศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย ตนเองก็เสียโอกาส

แล้วทางออกคืออะไร

เราพบว่า ทุกการแสดงออกใดๆ มันล้วนสะท้อนมาจากกรอบความคิด ที่สำคัญคือมันเป็นกรอบเชิงลบ แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มันเป็นกรอบเชิงลบที่มีต่อตนเอง และที่แย่ที่สุดคือ มันเป็นอะไรที่ตนสร้างขึ้นเอง

กรอบเชิงลบที่มีต่อตนเองนี้มีรากมาจากความผิดหวัง และความเสียใจที่สั่งสมเกาะกัดกินใจมายาวนาน ตั้งแต่ครั้งอดีตและฝังลึกลงในใจเป็นภาพ (กรอบความคิด) ตนเองเชิงลบ นานๆ เข้า จนเป็นความรู้สึกที่ไม่เห็นคุณค่าตนเอง เกิดเป็นความรู้สึกผิดต่อตนเอง เห็นตนเองไร้ค่า ไร้ความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ผิดไปหมด

เมื่อพูดถึงความรู้สึกผิด ว่าไปแล้วคนเราทำพลาดพลั้งมามากมายทั้งชีวิต แต่บางคนกลับไปรับรู้และเข้าใจมันว่าเป็น “ความผิด” อย่างเข้าใจผิด แล้วเอาความรู้สึกผิดนั้น กลับมาทำร้ายตนเอง นานเข้า กลายเป็นความรู้สึกที่ไม่เห็นคุณค่าตนเอง ประเด็นตรงนี้เองที่สำคัญที่สุดต่อภาวะที่ตนขาดภูมิต้านทาน ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อแรงกดดันจากภายนอก ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานจากภายนอกได้ ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดความเข้มแข็ง

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ มันเป็นกรอบติดลบของตนเองที่มีต่อตนเองมันคือภาพติดลบที่ตนสร้างขึ้นเองจากความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด ภาวะถดถอยของศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่ตนสร้างขึ้นเองทั้งสิ้นอย่างเข้าใจผิด และนอกจากจะทำร้ายตนเองแล้ว ยังทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย และนี่คือเหตุผลหลักที่นำไปสู่ การขาดคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ ประเด็นมันจึงอยู่ที่ว่า เจ้าตัวนั้นเองเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด มันเป็นความรู้สึกแพ้ที่มีต่อตนเอง และที่น่าเจ็บใจก็คือ มันเป็นอะไรที่ตนสร้างขึ้นเองทั้งสิ้นอย่างเข้าใจผิด นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่า ความพลาดพลั้ง มันเป็นธรรมชาติของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเติบโตและเข้มแข็งต่างหาก เราจึงพลาดอีกครั้งที่สอง

ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความเข้าใจกับภาวะความพลาดพลั้งที่ผ่านมานั้นเสียใหม่ เพื่อนำชีวิตกลับสู่ภาวะปกติ เพราะที่ผ่านมาตนไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนไม่อาจก้าวข้ามความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดได้

ท่านคิดว่า ภาวะแพ้ตนเองคืออะไร ท่านเข้าใจคำว่า “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ว่าอย่างไรท่านคิดว่า อะไรคือรากของปัญหาที่แท้จริงที่คอยฉุดรั้งท่านไว้ รวมทั้งทีมงานไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ที่คอยปิดกั้นมิให้ท่านแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่และทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านคิดว่าท่านต้องทำอะไร ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาทางอารมณ์ อะไรทำให้บุคคลและองค์กรแตกต่างกัน และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับเปลี่ยนภาวะติดลบดังกล่าวให้เป็นแรงผลักดันทั้งต่อตนเองและทีมงานให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากท่านสามารถตีทะลุผ่านภาวะติดลบดังกล่าวนั้นไปได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น มีภูมิต้านทาน เข้มแข็ง และความมั่นคงภายในให้กลับมาทั้งต่อท่านเองและทีมงาน ท่านคิดว่าต้องเริ่มที่ไหน ที่ใคร อย่างไร

และสิ่งที่กล่าวมทั้งหมดนี้ก็เป็นจริงที่บ้านด้วย

ล้างหน้า ‘น้ำ’ อะไร ช่วยให้ผิวสวย ไม่เป็นสิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647823

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 10:01 น.ล้างหน้า 'น้ำ' อะไร ช่วยให้ผิวสวย ไม่เป็นสิวส่องความต่างการล้างหน้าด้วยน้ำ 4 แบบ “น้ำเย็น-น้ำอุ่น-โซดา-น้ำเกลือ” ให้ผลเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน?

เรื่องนี้สาวเล็ก สาวใหญ่ ต่างคาใจไม่ใช่น้อย เมื่อความชอบกับความจริงอาจเป็นสิ่งที่ให้ผลลัพธ์กันคนละเรื่อง มีหลายความเชื่อมากทีเดียว บางคนชอบล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น บางคนชอบน้ำเย็น สำหรับคนผิวเป็นสิวแพ้ง่ายก็มักจะโปรดปรานน้ำเกลือ เพราะช่วยฆ่าเชื้อสิวได้ แต่ถ้าใครไปสปาบ่อยๆ จะรู้ว่าน้ำโซดาก็ขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขนได้ดีไม่แพ้กัน วันนี้มี 4 สูตรน้ำทำความสะอาดผิว แต่ละชนิด มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร?

น้ำเย็น

การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจะเหมาะกับคนที่มีสิวอักเสบ สิวหนอง สิวผด หรือผิวหน้ามีรอยแดง และมีอาการระคายเคืองอยู่บ่อยๆ น้ำเย็นจะช่วยลดอาการบวมแดง ลดผดผื่น ลดการอุดตัน กลางคืนใครดูซีรีย์จัดหนัก ร้องไห้ตาบวม หน้าบวม ตื่นเช้ามาแนะนำให้ใช้น้ำเย็นล้างหน้า หรือให้ผ้าขนหนุแช่น้ำเย็น บิดให้หมาด และวางทิ้งไว้ที่หน้าประมาณ 3 นาที จะช่วยลดอาการที่กล่าวมา แต่อย่าใช้น้ำที่เย็นจัดเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองตามมาได้

น้ำอุ่น

น้ำอุ่น ไม่ใช้น้ำร้อนนะคะ อุณหภูมิของน้ำอุ่นต้องไม่สูง ไม่ต่ำเกินไป จะช่วยให้รูขุมขนขยายตัวได้ดี และขจัดสิ่งสกปรกความมันบนผิวหน้าได้ดีขึ้น ในบางรายที่รูขุมขนอุดตันได้ง่าย แนะนำให้ทำความสะอาดผิวช่วยน้ำอุ่นจะช่วยได้ค่ะ แต่ต้องระวังเรื่องของผิวที่แห้ง เพราะสูญเสียน้ำในผิวไปกับความร้อน หลังล้างหน้าจึงควรเติมมอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว เน้นที่ให้ความชุ่มชื่น หรือ สูตรเติมน้ำให้ผิว

โซดา

หลายคนยังไม่ทราบว่าโซดา สามารถนำมาล้างหน้าเพื่อกระชับรูขุมขนได้ เพราะในน้ำโซดามีสารคาร์บอนเนตอยู่ อนุพันธ์เหล่านี้สามารถเข้าไปในรูขุมขนได้ง่ายกว่าน้ำธรรมดา และช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากรูขุมขนได้ดี พอรูขุมขนสะอาด ก็จะมีความกระชับหรือเล็กลง ที่สำคัญโซดาจะช่วยคืนความชุ่มชื่นให้ผิว ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากรูขุมขน และควบคุมความมันบนใบหน้าด้วย แต่ไม่ควรใช้โซดาทำความสะอาดผิวทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองนั่นเอง

น้ำเกลือ

สาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือ เกิดอาการแพ้จากผลิตภัณฑ์ที่มากระทบผิวมักชื่นชอบน้ำเกลือ เพราะ น้ำเกลือ ช่วยฆ่าเชื้อสิว และมีความอ่อนโยน ปราศจากเชื้อโรค เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ทั้งยังช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นไปอย่างธรรมชาติ เนื่องจากในน้ำเกลือมีโซเดียมคลอไรด์ที่ลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้ดี แนะนำใครที่มีสิวอักเสบจากการอุดตันของรูขุมขนแต่ไม่ถนัดล้างหน้าด้วยน้ำเกลือ  ให้ใช้น้ำเกลือเช็ดหน้าก่อนทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า โดยอย่าลืมว่าน้ำเกลือไม่สามารถรักษาสิวให้ขาดได้ อีกทั้งยังมีระยะเวลาการใช้งาน ถ้าเปิดใช้แล้ว ควรใช้ให้หมดใน 1 เดือน 

ยูนิโคล่ เปิดตัว ‘ฮานะ ทาจิมะ’ คอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647746

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 10:20 น.ยูนิโคล่ เปิดตัว 'ฮานะ ทาจิมะ' คอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 “ฮานะ ทาจิมะ” สำหรับยูนิโคล่ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 เฉลิมฉลองความสบาย ความเรียบง่าย และการเป็นตัวของตัวเองสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ฮานะ ทาจิมะ แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอังกฤษที่กำลังเปลี่ยนแนวการแต่งตัวของผู้หญิงทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่ร่วมสมัย ใช้งานได้ดี และปรับได้หลายรูปแบบ ทั้งยังเปี่ยมด้วยการผสมผสานกันระหว่างความสง่างามที่เหนือชั้นและความสวมใส่สบาย ทำให้การออกแบบของเธอได้รับความสนใจในระดับสากล โดยการออกแบบที่แตกต่างและโดดเด่นของฮานะ ถือกำเนิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เธอได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลาย

สำหรับยูนิโคล่ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 เปิดตัวคอลเลคชั่น ฮานะ ทาจิมะ ซึ่งพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนเป็นต้นไป ที่ยูนิโคล่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และออนไลน์สโตร์ โดยคอลเลคชั่นล่าสุดจากการร่วมมือของยูนิโคล่ และ ฮานะ ทาจิมะ ที่ถ่ายทอดความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโลกผ่านการออกแบบที่พิถีพิถัน สวมใส่สบาย ใส่ใจในรายละเอียดและความเป็นสากล คอลเลคชั่นนี้ยังสามารถสวมใส่ได้หลากหลายสไตล์และโอกาสเหมาะกับผู้หญิงในทุกช่วงอายุ

“สิ่งที่เราสวมใส่ควรแสดงถึงการใช้ชีวิตทุกด้านได้อย่างเต็มที่ ในแต่ละวันเต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย จากความสบายและความเรียบง่ายที่เป็นคอนเซ็ปต์หลักในการออกแบบ ฉันต้องการให้เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้ ให้ความรู้สึกถึงพื้นที่ในการแสดงออกของตัวตนและช่วยให้ผู้ใส่สามารถทำกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละวันได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อให้เราสามารถยังคงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” ฮานะ ทาจิมะ กล่าว

ฮานะ ทาจิมะ สำหรับยูนิโคล่ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 บอกเล่าถึงแนวทางที่ฮานะมีต่อความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ที่สังคมมีความหลากหลายและมีความนิ่งมากขึ้น เสื้อผ้าเปลี่ยนแปลงจากสไตล์แบบตายตัวเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งสู่สไตล์ที่หลากหลายสำหรับทุกช่วงจังหวะชีวิต ทำให้ทุกๆ วันสะดวกสบายขึ้นสำหรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ผ้าเรยอนผสมลินินถูกใช้เป็นเนื้อผ้าหลักตั้งแต่กางเกงไปจนถึงเสื้อตัวนอก เนื่องจากสามารถเข้ากับรูปร่างของผู้ใส่ได้เป็นอย่างดี ผ้าฝ้ายลายคลื่น หรือที่เรียกกันว่า ผ้า Seersucker ที่ให้ความเย็นสบาย สำหรับกางเกงขาห้าส่วนและชุดกระโปรงสำหรับฤดูร้อนเน้นความเป็นผู้หญิงด้วยทรงระบาย เสื้อเบลาส์ที่ทันสมัยเน้นรายละเอียดที่ประณีตด้วยเนื้อผ้าที่โปร่งเบาสบาย การออกแบบในคอลเลคชั่นนี้ยังเน้นลวดลายเรขาคณิตที่นุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการผสมผสานของลายเส้นและสีที่หลากหลายบนเนื้อผ้า เพื่อสะท้อนถึงความสง่างามและความสบาย

บริหารบุคลากรด้วยความเข้าใจ ให้คุณพ่อลาคลอดได้ 98 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647605

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 14:25 น.บริหารบุคลากรด้วยความเข้าใจ ให้คุณพ่อลาคลอดได้ 98 วันหนึ่งในองค์กรที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์กรที่น่าทำงานด้วย จาก HR Asia “โนวาร์ตีส” ประกาศเพิ่มสิทธิ์ให้คุณพ่อลาคลอดได้ 98 วัน บริหารบุคลากรด้วยความเข้าใจ เพื่อเสริมศักยภาพให้องค์กร

งานนี้บรรดาคุณพ่อมีเฮ เมื่อบริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) บริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์ระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในองค์กรที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น “องค์กรที่น่าทำงานด้วย จาก HR Asia ” (Best Companies to Work For in Asia 2020 (Thailand Edition) ประกาศเพิ่มนโยบายให้สิทธิ์การลาเพื่อดูแลบุตร (Parental Leave) แก่พนักงานชายที่มีบุตรแรกเกิดได้ 98 วัน โดยยังได้รับค่าตอบแทน เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มุ่งเน้นในการให้ความสำคัญของการบริหารบุคลากรด้วยความเท่าเทียมกันและเห็นคุณค่าของความหลากหลายในองค์กร (Diversity & Inclusion)

นโยบายที่ประกาศล่าสุดนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้แก่พนักงานชายในการใช้สิทธิ์ลาคลอดเพื่อดูแลภรรยาและบุตรแรกคลอดแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มคู่ชีวิตที่ไม่ได้สมรสตามกฎหมายและเพศทางเลือก หรือผู้ที่รับอุปการะบุตรที่ต้องได้รับการดูแลอีกด้วย ซึ่งสิทธิ์ดังกล่าวนี้ต่อยอดมาจากการปรับตัวขององค์กรในการบริหารบุคคลให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมศักยภาพและต่อยอดการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

มธุกร ศัลยพงษ์ หัวหน้าฝ่ายประจำประเทศไทยในส่วนการบริหารงานบุคคลและองค์กร บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจและยินดีที่ได้ประกาศนโยบายใหม่นี้ให้แก่บุคลากรในองค์กรของเรา ซึ่งยังถือเป็นองค์กรแรก ๆ ในประเทศไทยที่ได้มอบสวัสดิการในลักษณะนี้ให้แก่พนักงานชาย นับจากเริ่มประกาศนโยบายนี้มา เรามีพนักงานชายจำนวนหนึ่งแล้วที่ได้ใช้สิทธิ์นี้ ทั้งยังได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงานและครอบครัวของพนักงานอีกด้วย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เรามุ่งมั่นเสมอมาในการให้ความสำคัญในการบริหารบุคลากรให้เท่าเทียมและเคารพในความแตกต่างของแต่ละคนนั้นเป็นที่ยอมรับ เราเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและเข้าใจถึงสภาพวัฒนธรรมและสังคมโลกในปัจจุบันจะช่วยสร้างศักยภาพในการทำงานให้แก่บุคลากรของเราได้เป็นอย่างดี”

การให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของความหลากหลายในโนวาร์ตีส ไม่ได้จำกัดเฉพาะในเรื่องของความแตกต่างทางเพศ แต่รวมถึงความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ วัย และประสบการณ์ ซึ่งการบริหารบุคลากรในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยเสริมศักยภาพในการทำงานให้แก่บุคลากรของบริษัทได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยจัดค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กรใหม่เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของคนในยุคปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ รวมไปถึงการจำกัดระยะห่างทางสังคมระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โนวาร์ตีส ได้ให้อิสระแก่พนักงานในการบริหารจัดการความรับผิดชอบของตนเอง (Choice of Responsibility) โดยพนักงานสามารถเสนอและตัดสินใจในเรื่องสถานที่ที่ตนเองสะดวกทำงาน รวมไปถึงวิธีการและเวลาในการทำงานตามความเหมาะสมของตนเองและเพื่อนร่วมงานได้ ซึ่งองค์กรมีความเชื่อว่าการให้อิสระในการบริหารจัดการแก่พนักงานจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานในความรับผิดชอบของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมไปกับการจัดการและปรับสมดุลการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

“แนวความคิดนี้ริเริ่มจากการตระหนักถึงความแตกต่างและความหลากหลายของประชากรจากทั่วโลก โดยความหลากหลายนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อการบริหารงานของบริษัทที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ดังนั้นบุคลากรจึงสามารถเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง และมีความสบายใจในทุก ๆ วันของการทำงาน รวมถึงเข้าใจและยอมรับในทุกความแตกต่าง เมื่อเกิดการยอมรับในความแตกต่างแล้ว จะส่งผลสะท้อนสู่แรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อให้บุคลากรสามารถคิดค้นและนำเสนอความคิดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาได้อย่างแท้จริง” มธุกร กล่าวสรุป

อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์ เด็กแอลดีสายจินตนาการ สู่เส้นทางนักเขียนนิยายออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647596

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 13:55 น. อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์ เด็กแอลดีสายจินตนาการ สู่เส้นทางนักเขียนนิยายออนไลน์“เด็กทุกคนมีทางของตัวเอง หากเราเจอเขาได้เร็ว และรู้ชัดว่า เขาเป็นอะไร พ่อแม่หาทางช่วยอย่างถูกวิธี จากปัญหาที่คิดว่าหนักมันก็จะเบา เบาก็จะเป็นดี แม้จะเป็นเด็กแอลดี แต่ใครจะเชื่อว่า อเล็ก จะกลายเป็นนักเขียน มีโลกอีกใบที่เป็นโลกแห่งจินตนการอยากบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรแบบที่เราไม่คาดคิดว่า เด็กแอลดีจะสื่อสารได้ขนาดนี้”

ปัจจุบัน Learning Disabilities (LD) ความบกพร่องในการเรียนรู้ เริ่มเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้นในสังคมไทย แต่ก็ยังมีเด็กแอลดีจำนวนไม่มากนักที่สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมอย่างมีความสุข หนึ่งในนั้นคือ “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ที่วันนี้เติบโตเป็นหนุ่มน้อยวัย 15 ปี มีพัฒนาด้านอื่นๆ แทบไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป จะมีก็เพียงเรื่องการสื่อสารที่เป็นปัญหา หลายคงไม่คาดคิดว่าเด็กแอลดีที่มีสมาธิสั้นร่วมด้วยจะสามารถค้นพบเส้นทางความสุขของตัวเองจากการเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรบนโลกออนไลน์

เปิดใจคุณแม่เมื่อค้นพบลูกเป็นเด็กแอลดี

“โสภี ฉวีวรรณ” คุณแม่ของอเล็กเล่าว่า ค้นพบว่าอเล็กเป็นเด็กแอลดีตอนอายุประมาณ 4-5 ขวบ หรือเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 ซึ่งก่อนหน้านั้นลูกเติบโตตามวัยเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่จากการสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดเริ่มเห็นความแตกต่าง เช่น การพูดสลับคำ การเล่าเรื่องมีความสับสนลำดับเหตุการณ์ไม่ได้ และพูดคำบางคำไม่ชัด จึงพาไปพบคุณหมอให้ตรวจวินิจฉัย และได้บทสรุปว่าอเล็กเป็นเด็กแอลดี แถมมีสมาธิสั้นร่วมด้วย

“วินาทีแรกนั้นรู้สึกเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ลูกอย่างตรงจุด โดยคุณหมอแนะนำให้ลูกเข้าโรงเรียนเฉพาะทาง หรือโรงเรียนที่ตอบรับลูกของเรา เพราะหากอเล็กยิ่งโตขึ้น ปัญหาเรื่องการสื่อสารจะชัดเจนและอาจจะเป็นอุปสรรคกับการเรียนและการใช้ชีวิตในสังคม หลังจากคุณพ่อคุณแม่ได้ปรึกษาหารือกันเพื่อมองหาโรงเรียนที่เหมาะสม ซึ่งตัดสินใจให้อเล็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสาธิตบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เนื่องจากเห็นว่ามีความเข้าใจเด็กแอลดีและบุคลากรมีความพร้อมในการดูแล จนถึงวันนี้อเล็กกำลังจะเรียนจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมต้นปีที่ 3 ซึ่งต้องขอบคุณทางโรงเรียนในความใส่ใจและการเปิดพื้นที่ให้กับเด็กแอลดี”

“ครอบครัว” จุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวเดินสู่อนาคต

สำหรับอนาคตของ “อเล็ก” ต่อจากนี้ คุณแม่โสภีมองเส้นทางไว้ว่า เมื่อเรียนจบระดับการศึกษาภาคบังคับคือ ม.3 แล้ว อยากให้ลูกเรียนต่อสายอาชีพตามความถนัด หรือหากโรงเรียนสาธิตบ้านสมเด็จเจ้าพระยายังเปิดกว้างสามารถให้เรียนต่อในระดับมัธยมปลายได้ ก็คงให้ลูกเรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนแห่งนี้ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว การเปิดโอกาสให้ลูกค้นหาสิ่งที่ชอบก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยคุณแม่ให้อเล็กได้มีโอกาสลองผิดลองถูกมาตั้งแต่ 5 ขวบ เริ่มต้นด้วยการพาไปเรียนยิมนาสติก เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  เพราะเด็กแอลดีมักมีปัญหาในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อมือและขา พาไปเรียนเปียโนด้วยคิดว่าดนตรีจะทำให้ลูกมีสมาธิ พาไปเรียนร้องเพลงเพื่อให้มีพัฒนาการด้านการพูดการฟังและการออกเสียงให้ชัดเจน สร้างความรู้สึกสนุก ไม่ใช่เฉพาะการฝึกพูดกับคุณหมอเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเรียนคุมองคณิตคิดเร็ว เพราะเชื่อว่าการฝึกฝนทำซ้ำจะช่วยให้ลูกมีการคำนวณที่ดีขึ้น

นอกจากความเข้าใจของคุณพ่อคุณแม่แล้ว คนอื่น ๆ ในครอบครัวก็มีส่วนสำคัญ เป็นโชคดีของอเล็กอีกเช่นกันที่ทุกคนล้วนยอมรับและช่วยกันประคับประคอง โดยเฉพาะ “น้องเอิน” กรกานต์ พุกะทรัพย์ น้องสาวที่วัยห่างกัน 3 ปี จะคอยช่วยดูแลเป็นพี่เลี้ยงแบบบัดดี้เมื่อต้องไปโรงเรียน ทำหน้าที่คอยเตือนและตามงานกับเพื่อน ๆ ที่เรียนห้องเดียวกับอเล็ก ซึ่งคุณแม่ได้รับคำแนะนำจากคุณหมอให้เลี้ยงลูกทั้งสองคนคู่กัน จึงทำให้น้องเอินเป็นคนที่เข้าใจอเล็กมากที่สุด เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันจนเป็นเหมือนบัดดี้ ซึ่งความเป็นเด็กช่างซักช่างถามของน้องเอินถือเป็นตัวช่วยที่ดียิ่ง เพราะทำให้อเล็กต้องคุยและพยายามสื่อสารให้น้องเข้าใจ จึงเท่ากับเป็นการฝึกให้พูด ฝึกให้คิดอย่างถูกต้อง

ค้นพบความชอบ มีโอกาสลงมือทำ จุดประกายก้าวสู่โลกจินตนาการ

ที่สำคัญน้องเอินยังเป็นผู้จุดประกายให้อเล็กก้าวสู่โลกจินตนาการโดยไม่รู้ตัว จากการเป็นเด็กชอบฟังนิทาน มักรบเร้าให้คนในบ้าน รวมทั้งพี่อเล็กเล่านิทานให้ฟังเสมอ และบ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานกลับบ้านดึก หน้าที่เล่านิทานก็ตกเป็นของพี่ชายแม้การสื่อสารจะกระท่อนกระแท่น และสุดท้ายก็เป็นการแต่งนิทานขึ้นเอง ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของน้องสาวจึงต้องเล่านิทานที่แต่งขึ้นเองให้ฟังทุกคืน และจากจุดนี้ทำให้อเล็กฝึกคิด มีจินตนาการมากมายเกิดขึ้นในคลังสมอง จนอยากลองเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเอง นั่นคือ การเขียนนิยายบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรบนโลกออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่น Joylada  “จอยลดา” แอพฯ อ่านนิยายแชทรูปแบบใหม่ กับผลงานเรื่องแรกคือ Paper Heart  (หัวใจกระดาษ) ที่มีคนติดตามอ่านจำนวนไม่น้อย และหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเป็นผลงานจินตนาการของเด็กแอลดี

“ตอนอยู่ ม.1 มีเพื่อนชื่อโมชิเป็นติ่งการ์ตูนญี่ปุ่น ผมก็เลยสนใจดูบ้าง ทำให้นึกถึงตอนเล่านิทานให้น้องเอินฟัง เลยปรึกษาว่าอยากเขียนนิยายจะทำได้มั๊ย ก็ได้รับแนะนำให้เข้าไปเขียนที่แอพฯ จอยลดา ตอนเขียนครั้งแรกรู้สึกเหมือนเราก๊อปปี้คนอื่นมาก็เลยไม่ได้เผยแพร่ หลังจากนั้นด้วยความที่ชอบเล่นเกม ชอบดูการ์ตูนก็เอามาผสมผสานจินตนาการเป็นเรื่องใหม่คือ เปเปอร์ ฮาร์ท หรือหัวใจกระดาษ เขียนมาได้ 19 ตอนแล้ว คิดว่าคงมีต่อเนื่องอีกหลายตอนกว่าจะจบ ซึ่งการเป็นเด็กแอลดีก็มีอุปสรรคพอสมควรในการเขียนหนังสือ เพราะบางคำก็เขียนผิด สะกดไม่ถูก ต้องให้น้องเอินมาช่วยดูให้” อเล็ก เล่าถึงที่มาของการเริ่มเขียนนิยายออนไลน์

พร้อมทั้งบอกว่า “แม้ผมจะพูดเล่าเรื่องไม่ได้ แต่การบอกเล่าผ่านตัวอักษรผมทำได้ เนื่องจากค่อย ๆ คิดเก็บไว้ในสมองก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ซึ่งง่ายกว่าการบอกเล่าผ่านคำพูด ตอนนี้ดีใจมากที่ค้นพบสิ่งที่เราชอบและมีโอกาสลงมือทำ ตอนนี้ชีวิตมีความสุขกับการเล่นเกม ดูการ์ตูนและเขียนนิยายบอกเล่าจินตนาการของเรา ฝากถึงเพื่อนที่เป็นเด็กแอลดีว่าการจะมีความสุขได้ต้องใช้เวลาในการค้นหาตัวเอง ค้นให้พบว่าความสุขของเราคืออะไร จริง ๆ ผมอยากวาดการ์ตูนด้วย แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง การเขียนนิยายน่าจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกว่า”

ขณะที่คุณแม่โสภี ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กแอลดีก็คือ ต้องไม่อายใคร เพราะหากไม่ยอมรับก็เท่ากับเก็บลูกไว้ไม่ให้ได้รับการแก้ไข การที่ได้รู้เร็วและยอมรับจะเป็นโอกาสทำให้เด็กแอลดีเติบโตมาเป็นเด็กปกติได้เร็ว แม้จะรักษาไม่หาย แต่การที่ครอบครัวยอมรับและเรียนรู้ เลี้ยงดูอย่างถูกวิธี จะทำให้ปรับพฤติกรรมเด็กได้เร็ว มีความพร้อมในการใช้ชีวิตในสังคมได้ดีขึ้น

ช้อปทะลุร้อนรับซัมเมอร์ กับพาเหรดไอเท็มฮอตคอลเลคชั่นล่าสุดจากแบรนด์ดังระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/647530

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 16:09 น.ช้อปทะลุร้อนรับซัมเมอร์ กับพาเหรดไอเท็มฮอตคอลเลคชั่นล่าสุดจากแบรนด์ดังระดับโลกสยามพารากอน รังสรรค์แคมเปญสุดพิเศษ จัดโปรสุดปัง! เอาใจนักช้อป Siam Paragon World Fashion Trend Spring/Summer 2021 รับซัมเมอร์กับพาเหรดไอเท็มฮ็อตคอลเลคชั่นล่าสุดจากแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์กลางการช้อปปิ้งระดับโลก ในฐานะ World Class Destination รังสรรค์แคมเปญเอาใจแฟชั่นนิสต้า Siam Paragon World Fashion Trend Spring/Summer 2021 จัดเต็มข้อเสนอสุดพิเศษและกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีพจากหลากหลายแบรนด์หรู เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบเหนือระดับให้เหล่านักช้อปได้อัพเดตอินเทรนด์รับซัมเมอร์ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2564

นอกจากสีสันสดใสซึ่งเป็นเทรนด์ฮิตติดอันดับรับซัมเมอร์ตลอดกาลมาให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้เลือกสรรกันที่สยามพารากอน ยังมีไอเท็ม Must-Have ที่ไม่ควรพลาด พร้อมทั้งคอลเลคชั่นล่าสุดจากเหล่าแบรนด์ดังมาแนะนำอีกด้วย

เริ่มที่ Fendi นำความล้ำค่าและความเรียบง่ายของผ้าลินิน ผ้าฝ้าย ขนนก เฟอร์ มาถักทอผสานไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เน้นโทนสีแบบธรรมชาติทั้งเฉดสีของธัญพืช นม น้ำผึ้ง ท่ามกลางแสงสะท้อนของสีฟ้า สีแดง คาร์ดินัล หรือสีดำและขาวที่ส่งกระทบบนเสื้อผ้าราวกับสปอตไลท์ ส่วนแอคเซสซอรี่ กระเป๋า Baguette และ Peekaboo ยังคงเป็นไอเท็มที่ขาดไม่ได้

ส่วน Bottega Veneta นำเสนอคอนเซ็ปต์เสื้อผ้าซึ่งได้แนวคิดจากประสบการณ์การล็อกดาวน์อยู่บ้าน เสื้อผ้าจึงถูกออกแบบมาให้เป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ภายในบ้านที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกันก็มีความสวยงามสามารถใส่ไปข้างนอกได้ ส่วนกระเป๋าสานต่อจากการสร้างสรรค์คอลเลคชั่น Wardrobe 01 โดยครั้งนี้ใช้ผ้านิต ผ้าโครเชต์ หรือหนังที่มีความอ่อนนุ่มในการสร้างสรรค์สะท้อนถึงความนุ่มสบาย และความรู้สึกถึงบ้านอันอบอุ่นปลอดภัย

Saint Laurent เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้แนวคิดในการออกแบบมาจากการล็อกดาวน์ โดยใช้ชุดผ้า เจอร์ซี่ตัวหนา ซึ่งสามารถสร้างรูปทรงของเสื้อผ้าได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงความสะดวกสบายในการสวมใส่ รวมถึงการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่มีความอิสระในการเคลื่อนไหวอันเป็นหัวใจหลักของคอลเลคชั่นนี้

Balenciaga นำเรื่องความยั่งยืนมาใช้ทั้งในการออกแบบ การผลิต และการสวมใส่ โดย 93.5% ของวัสดุที่ใช้ในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ได้รับการรับรองว่าเป็นวัสดุที่มีความยั่งยืนสามารถนำไปอัพไซเคิลได้ สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง ส่วนกระเป๋ารุ่น Neo Classic ถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่ในคอลเลคชั่นนี้เพื่อรำลึกถึงการครบรอบ 20 ปี

Prada โดดเด่นด้วยรายละเอียดงานปัก ความเฟมินีน และความละมุนนุ่มนวล ในขณะที่เสื้อผ้าของหนุ่ม Prada คอลเลคชั่นนี้มีทั้งความเป็นสปอร์ตแวร์ และเสื้อผ้าแบบทางการที่มีความคลาสสิคและล้ำยุคไปพร้อมๆ กัน

เครื่องหนังและเครื่องประดับจาก Bvlgari เผยโฉมในรูปทรงที่ทรงพลัง โดยได้เลือกวัสดุอย่าง Raffia เป็นองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ พร้อมสายโซ่ถักเกลียวต่อกันและหัวงูอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่หนังงูกลับมาอีกครั้งในฐานะผ้าใบผืนโปรดของ Bvlgari เพื่อสร้างลวดลายที่น่าประทับใจและผลงานที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน

สำหรับกระเป๋าจาก Loewe มาพร้อมกับกระเป๋าไอคอนิครุ่น Puzzle Bag ประดับประดาความระยิบระยับด้วยเลื่อมเป็นลูกเล่นที่น่าจับตามอง ส่วนกระเป๋า Flamenco คลาสสิคเหนือกาลเวลาเพิ่มลูกเล่นด้วยปมที่เชือกรูดปลายกระเป๋า ฐานกระเป๋าเป็นทรงเหมือนก้นเปลือกหอยทำให้รูปทรงกระเป๋าจับจีบเป็นลอน และกระเป๋า Deconstructed Ballon Bag รวมถึงกระเป๋า Tote bag ทรงเปลือกหอยดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่ไม่ควรพลาด

อีกหนึ่งแบรนด์กับ Off-White นำเสนอผ่านการผสมผสานระหว่างความหลากหลายทางเพศ และยังมีไอเท็มไฮไลท์จากคอลเลคชั่น “Adam is Eve” กับกระเป๋า Burrow Bag ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสวิสชีสและฝนดาวตก จุดเด่นอยู่ที่รูปทรงเว้าแหว่ง ประกอบกับเทคนิคการเจาะรูที่ต้องใช้ฝีมือและความประณีตชั้นสูง ผสมผสานกับอะไหล่สีเงินหรือสีทองได้อย่างลงตัว

พบกับพาเหรดแฟชั่นไอเท็มและเสื้อผ้าคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2021 ที่มีให้เลือกช้อปอย่างจุใจที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนชั้น M พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษกับแคมเปญ “Siam Paragon World Fashion Trend Spring/Summer 2021” เมื่อช้อปครบ 40,000 บาทขึ้นไปต่อหนึ่งใบเสร็จ ณ แบรนด์แฟชั่นที่ร่วมรายการรับ Siam Gift Card 4,000 บาท (จำนวนจำกัด 400 สิทธิ์ จำกัด 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ ตลอดรายการ และจำกัด 100 สิทธิ์ต่อสัปดาห์) ตั้งแต่วันนี้ถึง 1เมษายนนี้เท่านั้น พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรแพลตตินั่ม เอ็ม การ์ด รับ Siam Gift Card มูลค่า 20,000 บาท เมื่อช้อปและสะสมยอดซื้อขั้นต่ำ 800,000 บาทขึ้นไปภายใน 1 วัน (จำกัดรางวัลต่อ 1 สมาชิกตลอดรายการ รวม 20 รางวัล เฉพาะวันจันทร์-วันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์)