คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง (komchadluek.net)

‎Strong winds at Chalatat Beach Songkhla The seaside of the sand began to disappear again.‎

คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง

‎November 26, 2020 – 7:55PM‎

‎Strong winds at Chalatat Beach Songkhla The seaside of the sand began to disappear again.‎

‎On November 26, 2020, ‎‎The Beach Of Chalathat Beach‎‎ It is a popular tourist destination in Muang, Songkhla province. It is being tested for its strength and durability from the airwaves again.‎

‎After being filled by the Royal Navy, the sand from the sea was replaced. Despite the increase in lost man areas, the south is in the face of heavy monsoon rains almost every day. Repeatedly, the airwaves in the middle of the sea are strongly approaching the shore. The beach has been very eroded. Local residents were concerned that the sand was reclamation. How long will it last for the cruelty of nature?‎

‎Photo Charoon Thongnual #NationPhoto #คลื่นกัดเซาะชายหาด #ชลาทัศน์ #สงขลา‎

คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2563  ชายทะเลหาดชลาทัศน์ อ.เมือง จ.สงขลา ตลอดแนว 3-5 กิโลเมตรซึ่งเป็น สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม กำลังได้รับการทดสอบความแข็งแรงทนทานจากการถูกกระแสคลื่นลมซัดกระหน่ำอีกครั้ง

หลังได้รับการเติมเต็มโดยกรมเจ้าท่าได้ทำการดูดทรายจากทะเลมาถมแทนที่ แม้จากเพิ่มพื้นที่ชายหายที่หายไปได้กลับมาดังเดิม แต่ช่วงนี้ภาคใต้อยู่ในหน้ามรสุมฝนตกหนักเกือบทุกวัน ซ้ำคลื่นลมกลางทะเลกำลังแรงซัดเข้าหาฝั่ง ทำให้ชายหาดถูกกัดเซาะไปมาก ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลว่าทรายที่นำมาถม จะทนความโหดร้ายของธรรมชาติได้นานแค่ไหน

ภาพ จรูญ ทองนวล (Charoon Thongnual ) #NationPhoto #คลื่นกัดเซาะชายหาด #ชลาทัศน์ #สงขลา

คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง
คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง
คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง
คลื่นลมแรงหาดชลาทัศน์สงขลา ชายทะเลถมทรายเริ่มหายไปอีกครั้ง

‎Top 5 News‎

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน “Primus Auto Show” เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน”Primus Auto Show” เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย (komchadluek.net)

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน”Primus Auto Show” เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

25 พฤศจิกายน 2563 – 17:07 น.

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน”Primus Auto Show” เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.63 เบนซ์ไพรม์มัส ขานรับนโยบายบริษัทแม่ เร่งเครื่องดันยอดขายโค้งสุดท้าย จัดอีเวนท์ใหญ่ Primus Auto Show ประเดิมเปิดจอง 2 รุ่นใหม่ The new GLA และ The new A-Class  พร้อมรุ่นอื่นๆ ให้เลือกและทดลองขับกว่า 30 รุ่น รับข้อเสนอ The Start of Winter Campaign ฟรี! ดอกเบี้ย, ประกันภัยชั้น 1MyStar นาน 1 ปี จองวันนี้ รับไอโฟน12 มูลค่า 3.2 หมื่นบาท หมดเขต30 พ.ย.ศกนี้ ที่ เบนซ์ไพรม์มัส เลียบด่วนเอกมัยรามอินทรา  

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ในเครือบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด  ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย” ได้เปิดตัวรถยนต์พรีเมี่ยมคอมแพค  2 รุ่นใหม่ ได้แก่ The new Mercedes-Benz GLA200 AMG Dynamic และ The new Mercedes-Benz A-Class รุ่นประกอบในประเทศ ที่โดดเด่นด้านการออกแบบรูปลักษณ์ พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถยนต์ระดับเดียวกัน ประกอบกับการกำหนดราคาขายที่เร้าใจและแข่งขันได้ ทำให้รถยนต์ 2 รุ่นดังกล่าว เป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันยอดขาย

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

ดังนั้น “เบนซ์ไพรม์มัส”  จึงมุ่งเน้นนโยบายในการกระตุ้นตลาด เพื่อเร่งสร้างยอดขายในช่วง  2 เดือนสุดท้าย ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่น และขานรับนโยบายของบริษัทแม่ ด้วยการจัดงานแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เพื่อมอบโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับรถยนต์ในรุ่นต่างๆ ก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของ พร้อมมุ่งเน้นการสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคทั้งด้านผลิตภัณฑ์และสิทธิพิเศษต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะร่วมผลักดันยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้บรรลุเป้าหมาย                                      

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับในเดือนพฤศจิกายนนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” จะจัดงานแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “Primus Auto Show” อีกครั้ง หลังประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

โดยในครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 16 – 30 พฤศจิกายน 2563 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ไฮไลท์สำคัญ คือ การเปิดจอง 2 รุ่นใหม่ The new Mercedes-Benz GLA200 AMG Dynamic คอมแพคเอสยูวี ยานยนต์ที่พร้อมสำหรับทุกการเดินทางในแบบที่ต้องการ ในราคาเริ่มต้น 2.399ล้านบาท และ The new Mercedes-BenzA-Class คอมแพคคาร์ ที่เติมเต็มชีวิตในเมืองให้สมบูรณ์แบบ กับราคาเริ่มต้น 1,990,000 บาท                                

พร้อมอวดโฉมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี รุ่นต่าง ๆ ให้ผู้สนใจเลือกเป็นเจ้าของได้มากกว่า 30 คัน อาทิ Mercedes-Benz GLB200Progressive, Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-AMG GLC43 4MATIC Coupe,Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic, Mercedes-Benz C 220 d Avantgarde เป็นต้นโดยเลือกชมและทดลองขับได้เฉพาะในงาน Primus Auto Show เท่านั้น ผู้ใดสนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับได้ที่ http://bit.ly/primustdb

นอกจากนี้ เพื่อความสะดวกสบายในการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้มอบแคมเปญพิเศษ “The Start of Winter Campaign” ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย อาทิ  ผ่อน 0% นาน 24 เดือน หรือ 0.99% นาน 48 เดือน, รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี กับโปรแกรม MyStar เป็นต้น  พิเศษ!!! จองวันนี้ รับ iPhone12 มูลค่า 32,000 บาท (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) 

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

ส่วนด้านบริการหลังการขาย ได้มีการจัดแคมเปญพิเศษเพื่อดูแลรักษารถยนต์ให้แก่ลูกค้าด้วยเช่นกัน ภายใต้ชื่อ “The Welcome Back Service Campaign” โดยลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” จะได้รับส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุด 20% ค่าแรงสูงสุด 15% ฟรี! น้ำมันเครื่อง 2 ลิตร ทั้งรับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อใช้บัตรเครดิต Citi Mercedes พิเศษ! รับฟรี ร่ม Limited Edition 2 ชั้น จากไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ เมื่อมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป เริ่มวันนี้ ถึง 30 พฤศจิกายน ศกนี้ 

อย่าพลาด! งาน “Primus Auto Show”  เริ่มวันนี้ ถึง 30 พฤศจิกายน  2563 เฉพาะที่ “เบนซ์ ไพรม์มัส” ย่านถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) ฝ่ายขาย เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ เวลาทำการ 08.30 -19.00 น.และวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลาทำการ 09.00 – 21.00 น.ฝ่ายบริการหลังการขาย เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30-17.30 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 095 5555 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.benzprimus.com

ข้อมูลรถยนต์โดยสังเขป
The new Mercedes-Benz GLA200 AMG Dynamic รถยนต์คอมแพคเอสยูวี เจเนอเรชั่นที่ 2 โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สปอร์ตและโมเดิร์นมากขึ้น ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เสริมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอย่างเต็มพิกัด รองรับทุกการเดินทางได้อย่างเต็มที่ในทุกเส้นทาง กับขุมพลัง 1332 ซีซี 163 แรงม้า 250 นิวตันเมตร ที่ 1620-4000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.7 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 5.7-6.0 ลิตร/100 กม. ในราคาจำหน่ายเริ่มต้น2,399,000 บาท 

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย
  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

The new Mercedes-Benz A-Class รุ่นประกอบในประเทศ ยานยนต์ที่เติมเต็มการเดินทางในเมืองใหญ่ให้สมบูรณ์แบบ ด้วยเครื่องยนต์ 1332 ซีซี 163 แรงม้า 250 นิวตันเมตร ที่ 1620-4000 รอบต่อนาทีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.1 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 5.2 ลิตร/100 กม. พร้อมออกแบบภายนอกสไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ร้อนแรง ผสานความคลาสสิคในแบบคอมแพคคาร์ได้อย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารทันสมัย กว้างขวาง รองรับประโยชน์ใช้สอยได้หลากหลาย พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มความสะดวกสบายในทุกการสื่อสาร มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Benz A200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท และ Mercedes-Benz A200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท 

  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย
  "เบนซ์ไพรม์มัส" จัดงาน"Primus Auto Show" เปิดจอง The new GLA/The new A-Class กระตุ้นยอดโค้งสุดท้าย

Pandemic Thanksgiving plans pivot after a surge in coronavirus cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Pandemic Thanksgiving plans pivot after a surge in coronavirus cases (nationthailand.com)

Pandemic Thanksgiving plans pivot after a surge in coronavirus cases

Health & BeautyNov 25. 2020Cat Lanigan, 23, and her roommates made the decision to take extra precautions, including not eating out, in preparation to travel to see their families at Thanksgiving. MUST CREDIT: Photo by Amanda Voisard for The Washington Post.Cat Lanigan, 23, and her roommates made the decision to take extra precautions, including not eating out, in preparation to travel to see their families at Thanksgiving. MUST CREDIT: Photo by Amanda Voisard for The Washington Post. 

By The Washington Post · Emily Davies · NATIONAL, HEALTH, HEALTH-NEWS

Just two weeks ago, Dena Nihart finalized plans to meet dozens of relatives for Thanksgiving dinner beneath a tent in North Carolina’s Outer Banks. They agreed to quarantine for 14 days before the holiday and rent 10 tables so they could separate by household during the big meal.

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/1eccd0dc-3256-44ef-8e57-e9bcdfb509be?ptvads=block&playthrough=false

But then, last Monday, Nihart’s body began to ache. By Wednesday, she could barely hold up her head. And by Friday, as Nihart waited for her coronavirus test results with cases surging around her, her family had canceled Thanksgiving altogether.

“It just sucks,” Nihart said from her bedroom, where she had just placed an online order for a turkey breast. The 45-year-old, who works for a construction company, will spend the holiday alone in her apartment in Arlington, Va.

Families across the region were willing to do almost anything to see one another for Thanksgiving this year. After a long and lonely summer, the number of coronavirus cases seemed to be just low enough by fall that it appeared as though they could find a way to safely gather for the holiday. The recent spike in community spread, however, has thrown a wrench into even the best laid plans. Newly sickened, exposed or fearing the rampant spread of the virus, people in D.C. and beyond say they are canceling their Thanksgiving plans and preparing for Turkey Day at home.

One area epidemiologist called off a trip to New Jersey a few weeks ago, and is now searching for a park at a halfway point to meet her family for a distanced tailgate. Another couple canceled their dinner reservations in an outdoor tent in favor of a carryout meal. Two roommates, 24 and 25, decided to have a wine night instead of traveling home to Texas. And a deacon whose pastor exposed him to the coronavirus last weekend is preparing for a quiet night alone.

The last-minute pivots are in line with new guidance from the Centers for Disease Control and Prevention, which on Thursday recommended against traveling or gathering for the holiday. Agency officials stressed that 1 million new cases were reported in the country in the week before Thanksgiving and warned that small gatherings of friends and relatives could accelerate the outbreak. Leaders in the Washington region echoed the guidance multiple times leading up to the holiday, pleading with their constituents to opt for virtual celebrations.

Still, many area residents are hoping to get together with loved ones be it outdoors or in small numbers. Thousands of people preparing to see relatives and friends lined up at coronavirus testing sites across the District over the past week. The number of people tested daily has risen from fewer than 2,000 during the summer to as many as 4,200, said Christopher Geldart, the city’s director of public works.

On Thursday, Cat Lanigan stood with her laptop in hand about halfway through a line that wrapped around five blocks from a coronavirus testing site in Northeast Washington.

Two weeks ago, Lanigan, 23, and her three roommates decided to condense their pod and stop eating at restaurants to prepare to go home for the holidays. They all were getting tested before traveling home to see older parents and family members.

“I feel like I just need to go home with people I can feel safe with,” she said. “I just feel so much instability right now. Covid changes. The political landscape changes. It’s mental health.”

Lanigan plans to drive home Tuesday to reunite with her immediate family of five, a far cry from her standard 40-person holiday gathering, but a comfort nonetheless.

Danielle Quarles, 41, a director of clinical research in Arlington, decided to abandon plans to see family near New York because of the rising number of coronavirus cases. Instead, she will drive her kids to meet up with their cousins at a park in Philadelphia if they all receive negative coronavirus tests.

“We know that winter is going to be hard and we won’t have opportunities to do it very often as covid continues to surge and the weather is cold,” she said. “So we really just wanted to find a way to let the kids see each other.”

The cousins plan to roam the park in masks and munch on pre-packed turkey.

Others faced with spending the holiday alone have turned to volunteer organizations to find community. Liana Ruiz, 22, who tutors a pod of students in Arlington, has only her cat, Yuki, left as Thanksgiving company after her parents forbade her from coming home because of coronavirus concerns.

She signed up for multiple shifts with Food & Friends, a local nonprofit organization that prepares and delivers meals to thousands of Washington-area residents.

Martha’s Table, a longtime D.C. charity, has more than 100 volunteers signed up for its annual Community Harvest Dinner. This year, the thousands of expected attendees will walk up or drive through to receive meals.

Only a few days away from Pandemic Thanksgiving, some locals are still deciding where, and with whom, they will spend the holiday.

Tyrus Williams, 24, stood at the end of a snaking line for a coronavirus test Thursday afternoon, his first trip out of the house since he received a positive diagnosis two weeks prior. His body aches were gone, congestion cured. But the test would help determine whether he could travel home for his favorite holiday.

Every year, Williams spends months looking forward to Thanksgiving, when many people gather at his family home in Massachusetts. This year, he hoped that at least a subset of the annual group would get tested and quarantine so they could get together for a big meal and hours of watching football on the couch.

“How am I feeling? I’m upset. This is my favorite holiday, and now it’s not going to be a thing,” Williams said before asking an emergency medical services professional near him whether enough tests were available that day (they were).

But it was not only Williams’s test that stood between him and a semi-normal Thanksgiving. On Wednesday, his mom began to feel sick.

“And she does all the cooking, so if she has covid,” he said, “no one is doing Thanksgiving.”

First 6.4 million doses of Pfizer’s coronavirus vaccine could go out in mid-December #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

First 6.4 million doses of Pfizer’s coronavirus vaccine could go out in mid-December (nationthailand.com)

First 6.4 million doses of Pfizer’s coronavirus vaccine could go out in mid-December

Health & BeautyNov 25. 2020

By The Washington Post · Lena H. Sun · NATIONAL, HEALTH, HEALTH-NEWS

WASHINGTON – The federal government plans to send 6.4 million doses of pharmaceutical giant Pfizer’s coronavirus vaccine to communities across the United States within 24 hours of regulatory clearance, with the expectation that shots will be administered quickly to front-line health-care workers, the top priority group, officials said Tuesday.

Gen. Gustave Perna, who oversees logistics for Operation Warp Speed, the Trump administration’s effort to speed up treatments and vaccines, told reporters that state officials were informed Friday night of the allocation, which is based on each state’s overall population.

The amount would cover a portion of the nation’s 20 million health-care workers, let alone the U.S. population of 330 million. But Perna said “a steady drumbeat” of additional doses will be delivered as manufacturing capacity ramps up in each successive week.

With increased prospects that federal regulators will authorize the Pfizer vaccine on an emergency basis as early as mid-December, and the first shots administered before the end of the year, Operation Warp Speed has begun to release more details about the massive and complicated distribution effort to immunize tens of millions of Americans.

U.S. government officials are on track to have 40 million doses of vaccines from Pfizer and a second company, biotech firm Moderna, by the end of the year, enough to vaccinate 20 million people. (Each vaccine requires two doses). It is likely to be April before the general public begins to get vaccinated.

The initial 6.4 million doses also includes vaccines that would go to five federal agencies – the Bureau of Prisons, the Defense and State departments, Indian Health Service, and the Veterans Health Administration – that receive allocations directly from the federal government.

States and territories now have the necessary information to “plan and figure out where they want the vaccine distributed” in the first shipment, Perna said. States are supposed to designate their top five sites capable of receiving and administering the Pfizer vaccine, which must be stored at ultracold temperatures of minus-70 Celsius (minus-94 Fahrenheit), and has exacting handling protocols. The ultracold temperature is significantly below the standard for most vaccines of 2-8 degrees Celsius (36-46°F).

Many states have designated large hospital systems to be the first places to receive vaccines because they have ultracold freezers and can efficiently vaccinate many people. The minimum order for the Pfizer vaccine is 975 doses; for Moderna’s, with a storage temperature that does not require such freezers, the minimum order is 100.

Once a vaccine is cleared by the FDA, an independent advisory panel to the Centers for Disease Control and Prevention – the Advisory Committee on Immunization Practices – will hold a public meeting within 48 hours to vote on final recommendations for the vaccine’s use and who should get the first shots. Health-care workers will be the first priority, the group has said. About 3 million residents of long-term care facilities are also likely to be included in that first phase. Next in line will be an estimated 87 million other essential workers, including first responders, teachers and grocery workers; more than 100 million adults with high-risk medical conditions; and about 53 million adults over the age of 65.

Within 24 hours of FDA action, doses will be “propositioned” at the sites designated by each state to give the shots to the first groups.

Pfizer has been conducting dry runs of each step, from vaccine delivery to opening Pfizer’s GPS-tracked special containers to vaccine storage, Perna said. The company began working last week with four states – Rhode Island, New Mexico, Tennessee and Texas – to familiarize personnel with storage and handling requirements. These dry runs do not include actual vaccines or the dry ice that will be used to keep the vials cold. Additional rehearsals in coming weeks will include dry ice, a federal health official said, speaking on the condition of anonymity because the person was not authorized to speak publicly.

Those “lessons learned” are being shared with other officials, Perna said. There was “initial hesitation” from some personnel at the sites, he said, but “we expect to see growing confidence in people that are using it.”

Americans will receive the vaccine free. The federal government is paying for much of the delivery and vaccine administration costs. But funding remains a big issue for state and local officials, who are asking Congress for at least $8 billion for vaccination efforts; to date, $200 million in federal funds has been sent to state, territorial and local jurisdictions to help them prepare. Federal officials are sending another $140 million in December.

Jeff Duchin, a top official at the Seattle and King County health department, said the more than $10 billion in taxpayer dollars spent on development of covid-19 vaccines by Operation Warp Speed was appropriate.

“But it’s been more like Operation Status Quo with respect to providing the federal funding needed for state and local health departments to actually get vaccine to the population, including the initial priority populations and ultimately, to as many people as possible,” he said in an email Tuesday.

State and local officials say much of the critical planning and implementation work needed for distribution is not adequately funded or staffed. That work includes planning with a broad range of health-care providers for the necessary training and upgrading information systems to vaccinate hard-to-reach and undeserved populations, Duchin said.

Health-care providers also need to track allocations and vaccinations administered, and ensure that people come back for second doses. Public health officials also need to do outreach with local communities that are hesitant about getting the vaccine, he said.

“Tens of millions of dollars are needed for this work in our county and state,” he said. “In addition, this work is tasked to local and state public health departments and workers, who have been grappling with this pandemic nonstop for months and are running on fumes.”

ข่าวปลอม.. กินอาหารค้างคืน ที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวปลอม.. กินอาหารค้างคืน ที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง (komchadluek.net)

ข่าวปลอม.. กินอาหารค้างคืน ที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง

ข่าวปลอม.. กินอาหารค้างคืน ที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง

24 พฤศจิกายน 2563 – 16:30 น.

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ เผยกรณี กินอาหารค้างคืนที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง เป็นข่าวปลอม อย่าแชร์

วันนี้( 24 พ.ย. 2563) ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ ถึงประเด็นเรื่อง กินอาหารค้างคืนที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากกรณีข้อความเตือนภัยว่า การรับประทานอาหารค้างคืน ที่ถูกนำมาอุ่นซ้ำๆจะทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า การรับประทานอาหารค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง

แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา เมื่อทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปก็จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารได้ 

นอกจากนี้อาหารที่ทำทิ้งไว้นานและมีการอุ่นซ้ำซากอาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง รวมถึงมีรสชาติเปลี่ยนไป โดยการรับประทานอาหารที่ค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษา และการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานอาหารที่สดใหม่ ไม่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็งและหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ หรือ http://www.nci.go.th หรือโทร. 02 2026800

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การรับประทานอาหารค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง โดยการรับประทานอาหารที่ค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษา และการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์

หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว”เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่ (komchadluek.net)

“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว”เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

24 พฤศจิกายน 2563 – 16:22 น.

ฮอนด้า เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก” ครั้งแรกในโลก และ “ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่”ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกในเซกเมนต์ซิตี้คาร์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัป “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

24 พ.ย. 63 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดพร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมซิตี้คาร์ ภายใต้ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” (The City Series)  โดยเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ครั้งแรกในโลกกับการเผยโฉมฮอนด้า ซิตี้ ในรูปแบบ 5 ประตู กับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่ประเทศไทยผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR)และการขับขี่ที่สนุกสนานกับ ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตรมาพร้อมดีไซน์สปอร์ตล้ำสมัย ทั้งภายนอกและภายในพร้อมยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นในรุ่น RSครบครันด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานระดับพรีเมียม และเทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์และทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน Honda CONNECT พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทางอาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ถุงลม 6 ตำแหน่งเป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ (e:HEV)ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMDที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร AtkinsonCycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนเป็นระบบ Full Hybrid ที่ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,000 รอบต่อนาทีให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85กรัม/กิโลเมตรพร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING)ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS เสริมเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไฮบริดด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และโลโก้ e:HEVภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกมิติครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า มุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมเพื่อตอบสนองผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตตามแนวทางวิสัยทัศน์ 2030โดยมีเป้าหมายภายใต้2 ทิศทางหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดมลพิษ (Carbon-free Society)โดยจะทำการสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆภายใต้ ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี (Honda e:TECHONOLOGY) สำหรับยนตรกรรมที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) และด้านความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ (Collision-free Society)โดยได้ขยายการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้าเซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทั่วโลก โดยวันนี้ ฮอนด้า จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ที่อยู่ในยนตรกรรมกลุ่มพรีเมียมมาสู่ ฮอนด้า ซิตี้ ยนตรกรรมรุ่นยอดนิยมที่ครองใจผู้ใช้ทั้งในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลกในทุกเจเนอเรชันมากว่า 20 ปี เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัส”

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญของฮอนด้าในไทยที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าจนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ในประเทศได้อย่างต่อเนื่องล่าสุดกับฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่5ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แนะนำเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร เข้าสู่ตลาด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดจำหน่ายและยอดจองรวมกว่า35,000 คันภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเปิดตัวในครั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์และยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับรถซิตี้คาร์อีกครั้งด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ 2 รุ่นใหม่ คือฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และฟังก์ชันการใช้งานอเนกประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าและฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมFull Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybridi-MMDและเทคโนโลยี ความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)และทั้ง2 รุ่นนี้ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัปภายใต้เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและช่วยทำให้ศักยภาพในการทำตลาดของฮอนด้าในเซกเมนต์ซิตี้คาร์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น” 

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

พิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ที่จัดแสดง ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2563และสามารถติดต่อที่ปรึกษาการขายได้ ณ บริเวณงานหลังจากนั้นสามารถสัมผัส เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ใหม่ ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่บูทฮอนด้า A14ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 (Motor Expo 2020) ตั้งแต่วันที่ 2– 13 ธันวาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 และพบกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่7มกราคม 2564เป็นต้นไป


 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 มกราคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 จะได้รับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาทและHonda Jacket มูลค่า 500 บาท*และสำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2563 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จะได้รับ  Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท *  ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลกับที่ปรึกษาการขายผ่าน Honda Virtual Experienceที่virtualexperience.honda.co.thหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมงโทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.honda.co.th/cityhatchback  และ  http://www.honda.co.th/cityehev  โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่านทาง http://www.honda.co.th/testdrive

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

* ข้อเสนอพิเศษเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ครั้งแรกในโลกกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่มูฟทุกโมเมนต์ไปพร้อมความสปอร์ตที่ลงตัวกับทุกการใช้งานด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีทฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็กใหม่เปิดตัวครั้งแรกในโลกโดยนำเอาเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็กมาอยู่ในยนตรกรรมซิตี้คาร์ยอดนิยม มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นในสไตล์แฮทช์แบ็ก โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LEDกระจังหน้าแบบโครเมียมเสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วภายในห้องโดยสารหรูหราสวยงามในโทนสีดำ มาพร้อมเบาะหนัง (เฉพาะรุ่น SV)คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRIพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นต้น
รองรับไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเองด้วยเบาะนั่ง อัลตราซีท(ULTR)แยกพับแบบ 60:40 ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง4โหมดพร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ได้แก่
•    Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
•    Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
•    Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
•    Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด
สปอร์ตยิ่งขึ้นกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็กใหม่ รุ่น RSด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคันโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ตไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบLED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังตกแต่งสีดำแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว สะกดสายตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง อีกทั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอก สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ขนาด1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO3 สูบ 12 วาล์วให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT)ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตรตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5)ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 100กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ(Multi-angle Rearview Camera)เป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้แฮทช์แบ็กใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
    รุ่น RS     ราคา749,000บาท
    รุ่น SV    ราคา675,000บาท
    รุ่น S+     ราคา599,000บาท
และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก)เฉพาะรุ่น RSสีใหม่สีเทาเมทิเออรอยด์(เมทัลลิก)พร้อมด้วยสีขาวแพลทินัม (มุก)เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้าเฉพาะรุ่น S+

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่www.honda.co.th/cityhatchback
เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคันที่มาพร้อมกับแนวคิด“Stage Up Booster”โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกเช่นชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลังราคา5,500บาทคิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700บาทแผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระราคา900บาทสติกเกอร์ตกแต่งล้ออัลลอยราคา320บาท(ราคาต่อ 1 ชุดมี4 ชิ้น)ไฟตัดหมอกแบบLED ราคา 5,500บาทและกล้องหน้ารถราคา 3,850บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด2แพ็กเกจได้แก่
•    Modulo Aero Packageราคา16,900บาทประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าแบบ2ชิ้นสเกิร์ตข้างและ
สเกิร์ตหลัง แบบ2ชิ้น
•    Modulo Aero Sport Packageราคา21,500บาทประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าแบบ2ชิ้นสเกิร์ตข้างสเกิร์ตหลังแบบ2ชิ้นและชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง

หมายเหตุ
–    อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
–    สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
–    สีดำคริสตัล (มุก) และสีเทาโซนิค (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
–    ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโลไม่รวมVAT 7%
–    ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city-hatchback

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ (komchadluek.net)

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ

กรมอนามัย เผย 'น้ำดื่ม' ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ

24 พฤศจิกายน 2563 – 15:20 น.

“กรมอนามัย” เผยการมีสุขภาพดีด้วยน้ำดื่ม นับเป็นวิธีการที่ประหยัดที่สุด แต่ต้องดื่มในปริมาณที่ “พอเหมาะ พอเพียง” ดีต่อสุขภาพ ช่วยทำความสะอาด ชำระล้างอวัยวะภายในของร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ขับถ่ายสะดวก ท้องไม่ผูก สุขภาพไตดี

วันนี้ (24พ.ย.2563) ​นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย  รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงคุณค่า ของน้ำดื่มที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ว่า น้ำสะอาดเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่ประชาชนมักจะนึกไม่ถึง ซึ่งการดื่มน้ำ ที่สะอาดและเพียงพอจะทำให้ระบบต่าง ๆ ได้รับการกระตุ้นและพร้อมที่จะทำงาน

ส่งผลให้โลหิตไม่ข้น การไหลเวียนเป็นไปได้ง่าย หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เมื่อยล้า ไม่เหนื่อยง่าย หัวใจเป็นปกติ ลมหายใจสะอาด สดชื่น นัยน์ตาสดใสเป็นประกาย มีน้ำหล่อเลี้ยง ไม่มีเส้นเลือดแดงกล่ำ ไม่แสบตา ลดปัญหาร้อนใน ปากและลิ้นสะอาด ผิวกาย ใบหน้าชุ่มชื่น การขับถ่ายของเสียสะดวก ท้องไม่ผูก ปัสสาวะใสสะอาด ไม่ปวดหลังและบั้นเอว สุขภาพไตดี รูขุมขนมีเหงื่อชุ่มเย็นเสมอ

​“ทั้งนี้ การเลือกและการดื่มน้ำในชีวิตประจำวันควรเลือกน้ำดื่มที่มีคุณภาพสะอาด ปราศจาก สิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือเย็นจัด ถ้าเป็นน้ำอุ่น ๆ เล็กน้อย ควรดื่มใน ตอนเช้าจะทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลำไส้สะอาด ในวันหนึ่ง ๆ ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 6-8 แก้ว “นพ.สุวรรณชัย กล่าว

โดยควร งดดื่มน้ำในปริมาณมากประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนและหลังกินอาหาร และไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำครั้งละ 2-3 แก้วติดต่อกันทันที เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ซึ่งระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำในหนึ่งวัน อาจเปลี่ยนแปลงได้บ้างเล็กน้อยตามความสะดวก 

เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือ 240 ซีซี ตอนสาย ช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนบ่าย ช่วงเวลาประมาณ 13.00-14.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนค่ำ ช่วงเวลาประมาณ 19.00–20.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว

“และก่อนเข้านอนดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น” รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม (komchadluek.net)

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

24 พฤศจิกายน 2563 – 10:32 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จับมือ เชฟรอนประเทศไทย สร้างแหล่งเพาะพันธุ์ปะการัง และเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเล ภายใต้โครงการนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่หมดอายุการใช้งาน มาวางเป็นปะการังเทียม

ท้องทะเลประเทศไทยอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้ง แหล่งแร่ ก๊าซ และน้ำมันดิบ แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมนับร้อยแท่นตั้งกระจายอยู่ในท้องทะเลไทย หลายแท่นยังคงใช้งานอยู่ บางแท่นกำลังจะหมดอายุการใช้งานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ริเริ่มแนวคิดการใช้ขาแท่นหลุมปิโตรเลียมที่สิ้นสุดหน้าที่แล้ว มาวางเป็นปะการังเทียม เพื่อสร้างแหล่งเพาะพันธุ์ปะการังและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลภายใต้ “โครงการนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จำนวน 7 ขาแท่น มาจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

โครงการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2556 โดยได้มีการศึกษาทดลองนำโครงสร้างเหล็กจำลองชนิดเดียวกับขาแท่นไปจัดวางที่บริเวณอ่าวโฉลกหลำของเกาะพะงัน ซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล พบปริมาณสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประมงพื้นบ้าน และกลายเป็นแหล่งดำน้ำอีกแห่งหนึ่ง

ต่อมาในปี 2559 กรมทะเลฯ ร่วมกับ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำขาแท่นหลุมปิโตรเลียมในอ่าวไทยมาจัดวางเป็นปะการังเทียม และศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่จัดวาง ซึ่งผลการศึกษาออกมาเป็นที่น่าพอใจ และในปี 2561 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เสนอโครงการฯ ต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ 

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เผยว่า การจัดวางขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ได้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเล รวมทั้ง ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่แล้ว ทำให้สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่งก่อนดำเนินการจัดวางสำหรับการจัดวางขาแท่นทั้ง 7 ขาแท่น โดยได้เริ่มจัดวางขาแท่นแรกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 และขาแท่นสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 พร้อมทั้งได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้เชี่ยวชาญการสำรวจทางทะเลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทางบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้จัดพิธีส่งมอบให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นผู้ดูแล สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะได้กำหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองทาง พร้อมแผนและมาตรการการบริหารจัดการพื้นที่จัดวางขาแท่นดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการติดตามและศึกษาผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบจากการใช้ขาแท่นปิโตรเลียมในการจัดวางเป็นปะการังเทียม” ท้ายที่สุด อยากขอบคุณบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำในด้านการผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่ดีมาโดยตลอด และตนเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน จะยังเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้คงความสมบูรณ์ยั่งยืนเช่นนี้ต่อไป โดยหวังว่าโครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เกาะพะงันและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งด้านการท่องเที่ยวดำน้ำ และการประมง 

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า บริษัท เชฟรอนฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ พร้อมได้มอบขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่ไม่ใช้งานแล้ว จำนวน 7 ขาแท่น ให้กับกรมทะเลไปจัดวางเป็นปะการังเทียมเพื่อการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านการจัดวางและงบประมาณโครงการฯ ตลอดจนจัดหาผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้สนับสนุนงานศึกษาวิจัยของโครงการฯ อย่างไรก็ตาม
“เชื่อมั่นว่าโครงการศึกษานำร่องนี้จะสร้างองค์ความรู้ที่มีค่าด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลด้วยปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยตลอดระยะการดำเนินงาน เชฟรอนได้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกฎหมายและเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในระดับสากล”  

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

โดยการดำเนินโครงการนี้ ได้รับการอนุมัติอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และกรมประมง นอกจากนี้ เชฟรอนยังได้ทำงานร่วมกับบริษัทผู้ร่วมทุน อันได้แก่ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการดังกล่าว ที่เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นเพื่อการเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

นอกจากนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวย้ำว่า ตนได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ติดตามผลกระทบของโครงการดังกล่าวในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเราต้องประเมินทั้งผลกระทบทางบวกและผลกระทบทางลบ เพื่อประกอบการตัดสินใจในระดับนโยบายในการต่อยอดโครงการในอนาคต ซึ่งอย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อถอดบทเรียนจากการดำเนินการโครงการฯ ครั้งนี้
“เราใช้ประโยชน์จากท้องทะเลอย่างมหาศาล เมื่อถึงวันที่เราจะสร้างประโยชน์ตอบแทนกลับคืน ก็ควรเป็นประโยชน์ที่แท้จริง การให้ในวันนี้ ต้องไม่เป็นการทำลายในวันข้างหน้า การใช้ขาแท่นปิโตรเลียมสร้างบ้านใหม่ให้ปะการังและสัตว์ทะเล ต้องหมั่นติดตามดูแล หากบ้านหลังใหม่สร้างผลกระทบ ต้องรีบจัดการ เพื่อรักษาบ้านหลังใหญ่มิให้ถูกทำลาย ใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ต้องรักษาให้คงอยู่อย่างมั่นคง” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย 

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง (komchadluek.net)

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

24 พฤศจิกายน 2563 – 08:02 น.

“ขมิ้นชัน” ถือเป็นขุมทรัพย์ในดินแห่งเอเชีย ซึ่งมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ นอกจากจะนิยมใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารอันโอชะแล้ว ยังถือเป็นสมุนไพรโบราณที่คนเอเชียนำมาใช้เป็นยารักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆได้อย่างอัศจรรย์ 

มีงานวิจัยมากมายจากทั่วโลกค้นพบตรงกันว่า “สารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน” มีคุณประโยชน์มากมายสารพัด ตั้งแต่บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร  ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม  ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง  ปกป้องตับจากสารพิษ  ต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงป้องกันอัลไซเมอร์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นมัจจุราชร้ายอันดับต้นๆ  ที่คร่าชีวิตสตรีไทย

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

คงไม่เป็นการเกินเลยไป หากจะกล่าวว่า “ขมิ้นชัน” คือของขวัญจากธรรมชาติสำหรับผู้หญิง เนื่องจากสมุนไพรโบราณชนิดนี้มีสรรพคุณในการลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก  ยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่   ยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม    

ผลจากงานวิจัยคุณสมบัติของ “ขมิ้นชัน” กับ “การลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก” ซึ่งศึกษาในกลุ่มคนไข้เนื้องอกในมดลูก ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 35 คน โดยให้รับประทานขมิ้นชัน 1,200 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมทำการวัดขนาดเนื้องอกด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ก่อนการทดสอบ และวัดซ้ำที่ระยะเวลา 3 และ 6 เดือน พบว่า การได้รับขมิ้นชันช่วยลดขนาดของเนื้องอกมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่พบผลข้างเคียง     

ขณะที่งานวิจัยคุณสมบัติของ “ขมิ้นชัน” กับ “การยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่” ซึ่งศึกษาในหลอดทดลอง พบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกับการศึกษาใน “เซลล์เยื่อบุปากมดลูก” โดยให้สารเคอร์คูมินเข้มข้น 100 ไมโครโมล ในช่วงเวลา 15 นาที ถึง 24 ชั่วโมง ก็พบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย และลดการกลายพันธุ์เซลล์เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติได้     

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

สำหรับ “ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม” มีรายงานการวิจัยพบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกเต้านมในหลอดทดลอง โดยไปยับยั้งเซลล์ที่ผิดปกติ ก่อนเข้าสู่ระยะสังเคราะห์ดีเอ็นเอ และกลายเป็นมะเร็ง จึงสรุปได้ว่า “เคอร์คูมิน” มีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งเต้านมได้    

การจะใช้ “ขมิ้นชัน” ในการรักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เนื่องจากสารสกัดขมิ้นชันทั่วไปมีข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีคุณสมบัติไม่คงตัว  ไม่ละลายในทางเดินอาหาร และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ยาก    

อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่รุดหน้าไปไกล และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มีการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของ “ขมิ้นชัน” โดยหนึ่งในนั้นคือ การคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด PNS (Polar and Non-Polar Sandwiching) ด้วยการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ให้เคอร์คูมินอยู่ตรงกลาง แล้วถูกประกบด้วยส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายแซนด์วิช ส่งผลให้ “สารสกัดขมิ้นชัน” ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS มีความคงตัวไม่สลายตัวได้ง่าย   สามารถละลายในทางเดินอาหารได้ดี และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น 
    

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซึม เมื่อรับประทานในปริมาณที่เท่ากัน พบว่า สารสกัดขมิ้นชันที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS ดูดซึมได้ดีกว่าสารสกัดขมิ้นชันทั่วไป 10 เท่า และดูดซึมได้ดีกว่าขมิ้นชันที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม 2.4 เท่า ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันขมิ้นชันสกัด ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในท้องตลาด การผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS สามารถดูดซึมได้ดีกว่า 3.6 เท่า ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมอีกขั้นด้วย “Piperine” สารสกัดพริกไทยดำ ช่วยเพิ่มการดูดซึมและชะลอการเผาผลาญสารสกัดขมิ้นชัน ส่งผลให้การทำงานของสารสกัดขมิ้นชันออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.    

ล่าสุด “กิฟฟารีน” ผู้นำผลิตภัณพ์เพื่อสุขภาพและความงาม เล็งเห็นคุณประโยชน์ของขมิ้นชัน สุดยอดสมุนไพรไทย และนำนวัตกรรมการดูดซึม PNS  และสารสกัดพริกไทยดำ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารสำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอบถามคุณประโยชน์ของขมิ้นชันเพิ่มเติมได้ที่ http://www.giffarine.com Facebook: GiffarineOfficial  Line@GiffarineThailand  โทร กิฟฟารีน 1101 

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ (komchadluek.net)

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

23 พฤศจิกายน 2563 – 11:07 น.

จากก้าวแรกบนวิถีแห่งความกล้าที่จะแตกต่าง จวบจนครบรอบ 100 ปี ในเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา มาสด้าขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่ชื่นชอบในรถยนต์มาสด้า ที่ให้ความเชื่อมั่นในทุกย่างก้าวมาตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ

รถยนต์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนั้นดีขึ้น การเดินทางที่เป็นอิสระและความสามารถที่จะเดินทางไป ณ ที่แห่งใดก็ได้ตามใจปรารถนานั้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาเป็นความสามารถจากการได้ลงมือทำ รวมถึงยังช่วยทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ที่คิดค้นรถยนต์ในอดีตที่มีแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยม และเผชิญกับความท้าทายมานับครั้งไม่ถ้วนในการพัฒนารถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

พวกเราชาวมาสด้าโชคดีที่มีความปรารถนาเช่นนี้ และในปี 1920 จึงได้ถือกำเนิดเป็นบริษัทผู้ผลิตจุกไม้ค๊อกในเมืองฮิโรชิมา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้การช่วยเหลือสังคมผ่านงานด้านวิศวกรรม โดยผู้ก่อตั้ง นามว่า คุณจูจิโร มัทสึดะ มีความต้องการที่จะผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อที่จะช่วยสร้างยุคสมัยที่ผู้คนสามารถเติมเต็มชีวิตของตนเองได้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ไม่หยุดยั้งต่อความท้าทาย” ของมาสด้า

จากแนวคิดของ คุณจูจิโร มัทสึดะ เราจึงมุ่งมั่นที่จะผลิตรถยนต์สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ขับไปที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา และทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น การก้าวสู่ความท้าทายในการออกแบบรถยนต์ส่วนบุคคลคันแรกของมาสด้า โดยใช้เพียงเทคโนโลยีขั้นสูงในสมัยนั้น ซึ่งรถยนต์มาสด้า R360 Coupe ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1960 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการผลิตรถยนต์ของมาสด้าในเวลาต่อมา

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด ประกอบกับปณิธานในการย้ำเตือนถึงต้นกำเนิดของเรา มาสด้าจึงได้เตรียมรถยนต์รุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี เพื่อรำลึกถึงรถยนต์มาสด้า R360 Coupe รถยนต์รุ่นนี้จึงได้รับการถ่ายทอดด้วยการออกแบบภายนอกและภายในสีทูโทน ขาว – แดง และเสริมจุดเด่นด้วยสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี

เมื่อมองไปถึงอีก 100 ปีข้างหน้า มาสด้าจะยังคงสร้างสรรค์และร่วมมือกับผู้คน รวมถึงรักษาอัตลักษณ์ของเราใน “การสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น” โดยให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นลำดับแรก มาสด้าจะยังคงท้าทายความสามารถของตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า  

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

มาสด้า เฮอริเทจ 
มาสด้า R360 Coupe (1960)
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันแรกของมาสด้า

มาสด้า R360 Coupe นับเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของมาสด้า บริษัทได้มุ่งมั่นเพื่อที่จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ และการกำเนิดขึ้นของรถรุ่นแรกนี้ก็ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถยนต์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เนื่องจากรถรุ่นนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความหลงใหลเป็นพิเศษ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะเติมเต็มความฝันในการได้เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความตั้งใจนี้คือเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในรถยนต์นั่งประเภทไมโครมินิในสมัยนั้น และระบบเกียร์อัตโนมัติที่ช่วยให้การขับขี่เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องการที่จะทำให้รถมีน้ำหนักเบาเพื่อให้รถยนต์มาสด้า R360 Coupe มีความปราดเปรียวเมื่อขับขี่บนท้องถนน โดยใช้ระบบส่งกำลังที่ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา และใช้โครงสร้างตัวถังแบบMonocoque ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกิดเป็นรถที่มีราคาจับต้องได้ และทำให้รถมีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่ารถยนต์นั่งประเภทไมโครมินิในสมัยนั้น รถยนต์มาสด้า R360 Coupe จึงกลายเป็นรถแห่งยุคสมัยที่ผลักดันวงการรถยนต์ประเทศญี่ปุ่นมาจนกระทั่งปัจจุบัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตรถยนต์ของมาสด้า

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี มุ่งสู่ 100 ปีแห่งอนาคต: ที่สุดแห่งความพิเศษแห่งศตวรรษ
มาสด้า R360 Coupe มีดีไซน์เฉพาะตัว ด้วยการออกแบบภายนอกและภายในสีทูโทน ขาว – แดง โดยสีขาวของภายนอกนั้นตัดกับสีหลังคารถสีแดง และเข้ากันอย่างลงตัวกับสีของภายใน ซึ่งการตกแต่งเช่นนี้ช่วยเพิ่มความปรารถนาที่จะได้ครอบครองรถยนต์ และเพื่อทำให้ชีวิตของลูกค้ามีสีสันและสดใสยิ่งขึ้น
รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของมาสด้าในการเผชิญกับความท้าทายตลอดมา และย้ำเตือนถึงต้นกำเนิดในการสร้างสรรรค์รถยนต์ที่ใช้การออกแบบภายนอกสีขาวและภายในสีแดง เช่น พื้นพรม ชุดพรมปูพื้น และเบาะนั่งสีแดง Burgundy

ยิ่งไปกว่านั้นฝาครอบดุมล้อ ยังมาพร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี ซึ่งแสดงถึงความปรารถนาของบริษัทที่จะเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี ไปพร้อมๆ กับลูกค้ามาสด้าทุกท่าน นอกจากนั้น กุญแจรีโมท พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้า และส่วนอื่นๆ ยังประดับด้วยสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี เพื่อให้ลูกค้าเกิดเป็นความรู้สึกเชื่อมโยงกับมาสด้า ไม่ว่าจะขับขี่อยู่หลังพวงมาลัยหรือว่าจะนอกตัวรถ บนตัวรถก็ประดับด้วยป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี เช่นกัน ทำให้เกิดเป็นรูปลักษณ์และความรู้สึกที่พิเศษ รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแสดงถึงความรู้สึกขอบคุณต่อผู้คนนับล้านที่เกี่ยวข้องกับมาสด้ามาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และคำมั่นสัญญาที่จะมุ่งมั่นในการก้าวไปข้างหน้า พวกเราชาวมาสด้าจะไม่ลืมต้นกำเนิดของเราในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับลูกค้า และเพื่อให้สอดคล้องกับความปรารถนาของมาสด้า ในการทำให้ทุกๆ วันกลายเป็นวันที่แสนพิเศษสำหรับลูกค้าทุกคน รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี จึงมีจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่น ในประเทศไทย ได้แก่ Mazda2, Mazda3 และ Mazda CX-30

 คุณลักษณะพิเศษของรถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี
•ตกแต่งภายในด้วยหนังสีขาวและเบาะหนังสีแดง Burgundy พร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี ที่พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้า
•ชุดพรมปูพื้นห้องโดยสารสีแดง พร้อมป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•พื้นพรมสีแดง Burgundy
•กุญแจรีโมท พร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•ฝาครอบดุมล้อสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•ป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•สีภายนอก: สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล 

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ