อนุทิน โผล่คอมเมนต์ข้ามทวีป ตอก วิโรจน์ ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง

8 กันยายน 2569 เวลา 18:25 น.

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ข้ามทวีป ตอก วิโรจน์ ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง หลัง วิโรจน์ แซะปมเลข 229 ถ้าไม่เกี่ยวจะโต้ทำไม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าไปคอมเมนต์ เพจเฟซบุ๊กสื่อ ซึ่งมีการโพสต์ภาพ และคำพูดของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ระบุว่า “สมมุติผมพิมพ์เลข 229 แล้วเอามาโชว์ให้คุณดู ถ้าตัวเลขนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ คุณก็แค่อาจจะงงๆ แล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าคุณเห็นเลข 229 แล้ว ต้องถึงกับออกโต้ทันที ก็แสดงว่าคุณมีความเกี่ยวข้อง กับตัวเลขนี้ไม่มากก็น้อย”

ต่อมา นายอนุทิน เขียนคอมเมนต์ว่า “5555 ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง“

ครม.เตรียมเสนอพระนาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก วาระปี 2572

8 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

ครม. เห็นชอบเสนอพระนาม “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์” ต่อ UNESCO เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้รัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เนื่องในวาระครบ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา พ.ศ. 2472–2572 และพระกรณียกิจในการส่งเสริมการศึกษา มรดกทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ พร้อมเสนอพระนามต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เพื่อประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณในฐานะบุคคลสำคัญของโลก

คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติคุณ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเสนอพระนามต่อ UNESCO โดยประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำเอกสารประกอบ รวมถึงประสานขอรับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก UNESCO ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ กำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์เสนอชื่อบุคคลสำคัญยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบภายในเดือนกันยายน 2569 จากนั้นจะดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก UNESCO ในเดือนตุลาคม 2569 และจัดส่งใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐานให้ UNESCO พิจารณาในเดือนมกราคม 2570

การเสนอพระนามครั้งนี้สืบเนื่องจากวาระครบ 100 ปีแห่งการสถาปนา “ธรรมศึกษา” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2472 ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงริเริ่มและสถาปนาขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปทั้งชาย หญิง และเยาวชน สามารถศึกษาพระธรรมวินัยและสอบความรู้ทางพระพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญของประเทศไทย และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการของ UNESCO ในด้านการศึกษาสำหรับปวงชน การเรียนรู้ตลอดชีวิต การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

มหาเถรสมาคมได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบโครงการเฉลิมพระเกียรติคุณเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา และมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อดำเนินการเสนอเรื่องต่อ UNESCO ตามขั้นตอน โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เห็นชอบร่างพระประวัติและพระกรณียกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดทำเอกสารประกอบการเสนอพระนามต่อ UNESCO

สำหรับโครงการเฉลิมพระเกียรติคุณ กำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2572 ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2573 เป็นเวลา 1 ปี โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ มหาเถรสมาคม สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย คณะสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติคุณ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงมีพระกรณียกิจสำคัญทั้งด้านการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การปกครองคณะสงฆ์ และการธำรงรักษามรดกทางปัญญาและวัฒนธรรมของชาติ นอกจากการสถาปนาธรรมศึกษาแล้ว ยังทรงเป็นประธานดำเนินการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ และทรงวางรากฐานการเผยแผ่พระธรรมวินัยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นระยะเวลา 16 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2464–2480 และทรงมีบทบาทสำคัญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การวางระเบียบการปกครอง ตลอดจนการสร้างความมั่นคงด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา รวมถึงการก่อตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและกิจการคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ

“การเสนอพระนามต่อ UNESCO ครั้งนี้ เป็นการน้อมรำลึกและเผยแพร่พระเกียรติคุณ ตลอดจนพระกรณียกิจที่ทรงวางรากฐานด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งยังคงส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะระบบธรรมศึกษาที่ดำรงมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งศตวรรษ และเป็นหลักฐานสำคัญถึงพระวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเพื่อประชาชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

อนุทิน โพสต์ถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมงานพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พรุ่งนี้

8 กันยายน 2569 เวลา 17:26 น.

อนุทิน โพสต์ถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมงานพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พรุ่งนี้ บอกดีใจเจอคนไทยทักทายเป็นกันเอง

เมื่อเวลา 16.19 น.วันที่ 8 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกาและคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆครับ

รมว.กลาโหม แถลงผลการศึกษา นศ.วปอ.68 ย้ำประเทศไทยต้องฝ่าวิกฤต เรียนรู้ ปรับตัว และพร้อมกลับมายืนอย่างเข้มแข็ง รับมือวิกฤติใหม่ๆ

8 กันยายน 2569 เวลา 17:10 น.

8 กันยายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ในการเป็นประธานงานแถลงผลการศึกษาของนักเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 68 ว่า ขอชื่นชมนักศึกษา วปอ.68 ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก เพราะวันนี้ ความมั่นคงของชาติ ไม่ได้หมายถึงขีดความสามารถทางทหารที่เข้มแข็งอย่างเดียวแล้ว ตนรบกับกัมพูชาเมื่อปี 54 เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งปี 68 มีการเปลี่ยนแปลง และไม่รู้ว่าครั้งที่สามจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังนั้น ประเทศไทย ต้องมีความสามารถในการป้องกันควบคู่การฟื้นตัว และการก้าวเดินต่อไป ด้วยความมั่นคง เมื่อเราเผชิญวิกฤตการณ์รูปแบบใหม่ๆ พร้อมยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด ไซเบอร์ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น การสร้างประเทศไทย ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ตนในฐานะ รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับแนวคิด การระเบิดจากภายในเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนี้ต้องทําให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและรับมือกับวิกฤตได้ทุกๆ แบบ ในขณะที่ภาครัฐก็ต้องมีระบบการทํางานที่เชื่อมโยง เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า แม้กองทัพจะมีความพร้อมในระบบความมั่นคงแบบองค์รวม หมายความว่าทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทํา และช่วยกันทํา เพื่อให้ศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนประชาชน และประเทศชาติ ซึ่งอาจจะไม่ดีที่สุดแต่อาจจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และต้องเปลี่ยนวิธีที่จากการรอให้วิกฤติเกิด สู่การคาดการณ์และป้องกัน

ทั้งนี้ ตนอยากฝาก 5 เรื่อง 1.การสร้างระบบเตือนภัยคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ประเทศ ที่จะเกิดขึ้นก่อนเกิดความเสียหาย นานดี หาดใหญ่ไม่ดี 2.การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่เป็นกลไกทํางานในยามวิกฤติได้ 3.การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนด่านแรก ในการรับมือภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น 4.การลงทุนเทคโนโลยีในอนาคต เช่น AI และ 5.สร้างความมั่นคง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

พลโท อดุลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังวิกฤตหมายถึง การเรียนรู้การปรับตัวและกลับมาเข้มแข็ง ประเทศไทยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่เมื่อเผชิญวิกฤตแล้ว พร้อมจะเรียนรู้ปรับตัวและเข้มแข็งมากกว่าเดิม

ฟ้า พรหมศร ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ เตรียมนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย.นี้

8 กันยายน 2569 เวลา 16:57 น.

8 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ฟ้า พรหมศร” ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ ยังสู้กับตัวเอง เตรียมถูกนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย. นี้

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา หลังเขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 และเริ่มอดน้ำเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ฟ้าได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ปลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังฟ้าถูกย้ายตัวไปที่โรงพยาบาล ทนายความได้เข้าติดตามอาการ เขาดูร่างกายผ่ายผอมลงกว่าทุกครั้ง อาจเพราะอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวตัวหลวมใหญ่ เขานั่งบนเก้าอี้รถเข็น แก้มตอบ ขมับตอบจนเห็นกระดูกปูดโปนออกมา กระดูกซี่โครงขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัดตามจังหวะหายใจ ส่วนมือข้างขวาปรากฎรอยเข็มที่เจาะไว้เพื่อให้น้ำเกลือ

ฟ้าเล่าช้า ๆ ว่า พอเริ่มอดน้ำวันที่ 2 รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง ใช้เวลาไปกับการนอนทั้งวัน ก่อนเช้าวันถัดมา จะถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยเขาไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จากนั้นก็มีเจาะเลือดตรวจค่าต่าง ๆ พร้อมกับให้น้ำเกลือ พร้อมกับมีนักจิตวิทยาและนักโภชนาการเข้ามาพูดคุย

ฟ้ายังยืนยันการอดอาหารต่อไป โดยเขาเห็นว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ให้ถูกคุมขังโดยไม่ได้ประกันตัว เขาย้ำว่าต่อให้ไม่สำเร็จก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยได้ลงมือทำแล้ว ได้ตัดสินใจสู้ด้วยตนเองแล้ว

ขณะที่ในการเยี่ยมครั้งนี้ ร่างกายฟ้ายังดูโรยแรง แต่สีหน้าและท่าทางดูดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ข้อพับด้านขวามีรอยถูกเจาะเลือด เข็มสำหรับให้น้ำเกลือถูกย้ายจากแขนด้านขวาไปด้านซ้าย ที่บริเวณหน้าอกทั้งสองด้านของฟ้ามีแผ่นแปะติดไว้อยู่

ฟ้าบอกถึงอาการเหนื่อยล้าของตนเอง และแจ้งว่าค่าโพแทสเซียมต่ำ ค่าน้ำตาลต่ำ ความดันต่ำ หมอคุยว่าค่าต่าง ๆ ต่ำมากแล้ว ต้องพิจารณาให้น้ำเกลือ ผสมวิตามินบี กลูโคส และโพแทสเซียม

ฟ้าแจ้งว่าเขากลับมากินน้ำหวานอีกครั้ง ด้วยความที่รู้สึกว่าใจสั่นเพิ่มมากขึ้น โดยค่าอัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ประมาณ 30-35 หมอจึงติดเครื่องมือเช็คสัญญาณชีพที่บริเวณหน้าอก เขารู้สึกเหมือนจะวูบตลอดเวลา รู้สึกเวียนหัวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จึงตัดสินใจรับน้ำหวานเพื่อพยุงร่างกายไว้ เจ้าหน้าที่ยังมาคุยด้วยว่าถ้าจะไปต่อ มันจะไปสู่ช่วงที่ร่างกายไม่รับและไม่เอาอะไรแล้ว แม้แต่น้ำหวาน

ฟ้าบอกว่าตอนนี้รู้สึกร่างกายเหมือนหนังหุ้มกระดูกอย่างแท้จริง เขาได้เห็นร่างกายตัวเองในกระจก รู้สึก “ผอมมะโกรกมาก”

ฟ้าเล่าด้วยว่า เมื่อร่างกายเริ่มแย่ลง เลยได้สวดมนต์น้อยลง เพราะไม่มีแรง แต่ก็พยายามตั้งจิตภาวนาเสมอ จิตใจของเขาโดยรวม ตอนนี้เป็นการต่อสู้กับตัวเองอย่างมาก และทำให้เขานึกถึงการต่อสู้ของ “บุ้ง” ทำให้รู้สึก respect บุ้งมาก

ฟ้ายังเพิ่งทราบว่าคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งก่อนหน้านื้สืบพยานเสร็จแล้ว และศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ แต่ได้มีกำหนดนัดพร้อมคดีในวันที่ 11 ก.ย. 2569 นี้ โดยคาดว่าเป็นการนัดเพื่อสั่งจำหน่ายข้อหาในส่วนที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่คดีจะยังคงเหลือข้อหามาตรา 112 ต่อไป ทำให้ฟ้า รวมทั้งอานนท์ นำภา และ “แอมป์” ณวรรษ จะถูกนำตัวไปศาลในวันดังกล่าวด้วย เลยอยากให้ทุกคนติดตามคดี

ฟ้ายังแจ้งถึงนัดสืบพยานคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย. นี้ แค่คิดถึงก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อย และคิดว่าไม่น่าจะเดินทางไปไหว

ฟ้ายังยืนยันส่งท้ายอีกครั้งว่า เขาอดอาหารเพียงแค่อยากได้สิทธิการประกันตัว เพื่อขอโอกาสไปดูแลพ่อในช่วงเวลานี้เท่านั้น

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86201

เพจดังขุดภาพเก่า ธรรมนัส-ทนายตั้ม-สมชัย จับมืองานเปิดสำนักงานทนาย

8 กันยายน 2569 เวลา 16:18 น.

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 เพจเฟซบุ๊ก The METTAD ได้โพสต์ภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ  และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ่ายภาพกุมมือร่วมกัน พร้อมใส่แคปชั่นอีโมจิหัวใจสีเขียว และสีส้ม 

‘สุระ’สุดทนปท.ไร้ขื่อไร้แป ชง 4 ข้อสกัดปล่อยต่างชาติทำตัวไม่เหมาะสม

8 กันยายน 2569 เวลา 16:12 น.

เลขาฯพรรคพลังบูรพา หวั่นปัญหาต่างชาติเข้าประเทศ ทำตัวไม่เหมาะสม บานปลาย กระทบความเชื่อมั่นประเทศ ชง 4 มาตการเสนอรัฐบาล ป้องกันก่อนเกิดเหตุ ย้ำจนท.พวกปล่อยปละ ต้องโดนลงโทษเด็ดขาด ชี้ไทยอ้าแขนรับสุจริตชนทุกชาติ ขอแค่เข้ามาทำมาหากินสุจริต เคารพกฎหมาย-ประเพณีไทย

            เมื่อวันที่ 8 กันยายน  นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังบูรพา กล่าวว่า สังคมไทยกำลังจับตาท่าทีการทำงานของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีการเข้ามาของชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาแล้วแสดงพฤติกรรมไม่เคารพ ฝ่าฝืนกฎระเบียบ กฎหมายไทย ไม่ใช่เฉพาะประชาชน ชาวบ้านในเมืองท่องเที่ยว จังหวัดที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูง จะกังวลเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมามีการพูดถึง แรงงานผิดกฎหมาย คนต่างด้าว พวกเข้ามาแบบปลอมแปลงสัญชาติ ได้สัญชาติไม่ถูกต้อง เมื่อเข้ามาก็ใช้นอมินีแสวงหาผลประโยชน์ ใช้ไทยเป็นฐานทำความผิด ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา การตั้งกลุ่มชมรมเฉพาะเสมือนจะสร้างอาณานิคมของตัวเอง เป็นต้น ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน

นายสุระ กล่าวต่อว่า ได้รับฟังเสียงบ่นเสียงสะท้อนจากคนไทยตัดพ้อว่า ขณะนี้ดูเหมือนประเทศจะไร้ขื่อไร้แป คนไม่เกรงกลัวกฎหมายไทยแล้วใช่หรือไม่ จะปล่อยให้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นภัยสังคมไปถึงเมื่อไหร่ และเมื่อไหร่จะเอาจริง จัดการให้เด็ดขาด ทั้งนี้ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพัน ควรมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่มีการละเว้น

นายสุระ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอ 4 แนวทางต่อรัฐบาล เพื่อจัดระเบียบชาวต่างชาติ ได้แก่ 1.คัดกรองตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ การเงิน และข้อมูลระหว่างประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ 2.ใช้ระบบอยู่ไทยต้องตรวจสอบได้ ตรวจเข้มการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ ธุรกิจนอมินี และเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก นำเทคโนโลยีมาช่วยเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาไว้จุดเดียว เพื่อสะดวกต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ น่าจะดีกว่ารอให้เกิดเหตุแล้วไปจับกุม เนรเทศ

นายสุระ กล่าวอีกว่า 3.เอาผิดรวดเร็วและเปิดเผย โดยเฉพาะผู้กระทำผิดซ้ำ อาชญากรข้ามชาติ และผู้มีส่วนช่วยเหลือในประเทศ เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่ากฎหมายไทยใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และ 4.เปิดช่องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสได้อย่างปลอดภัย ครบวงจร พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรายงานผลการดำเนินการ เพื่อเปลี่ยน คลิปไวรัลหลังเกิดเหตุ ให้กลายเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า

“ประเทศไทย คนไทยพร้อมต้อนรับสุจริตชนทุกเชื้อชาติ ขอเพียงเคารพกฎหมาย ให้เกียรติในอัตลักษณ์ ประเพณีและสังคมไทย ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นรายกรณี ไปสู่การสร้างระบบที่ รู้ก่อน ป้องกันก่อน และจัดการให้จบ หากปล่อยให้ช่องโหว่เดิมเกิดซ้ำ ความเสียหายไม่ได้ตกอยู่กับภาพลักษณ์ประเทศเท่านั้น แต่จะกระทบต่อความปลอดภัยทางสังคม เศรษฐกิจของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว” นายสุระ กล่าว

ทร.เคาะแล้ว เลือกHanwha เกาหลีใต้ คว้าสัญญาต่อเรือฟริเกตลำใหม่ วงเงิน 16,730 ล้านบาท

8 กันยายน 2569 เวลา 15:58 น.

ทร. ประกาศผล ‘บ.Hanwha’ ได้รับเลือกต่อเรือ ‘ฟริเกต’ 1 ลำ เสนอราคา 16,730 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกต ได้ลงนาม ประกาศกองทัพเรือ ผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ พร้อมทั้งระบบและอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd

โดยเสนอราคา 16,730 ล้านบาท เป็นราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากร แต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่นๆ ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งปวงไว้แล้ว ซึ่งราคานี้เป็นราคาคงที่และตายตัว (Firm & Fixed Price) ในราคา DAP (INCOTERMS 2020) รวมการขนส่งและประกันภัย จนกระทั่งส่งมอบงาน ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หรือพื้นที่ที่กองทัพเรือจะกำหนด

อภิสิทธิ์ ขอตัดงบฯ คมนาคม 10% ย้ำรัฐบาลจัดสรรงบไม่ตรงปก-ซ้ำไร้เอกภาพ ทิ้งเชื้อตัดถนนเป็นงบฯ ผูกพัน ส่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนและพวกพ้อง

8 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกกล่าวอภิปรายเสนอคำแปรญัตติเพื่อขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ตอนหนึ่งว่า ตนขอปรับลดงบฯ กระทรวงคมนาคม ลงร้อยละ 10 เพราะมีความข้องใจมากต่อการทำงานของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมามักเห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่สัญจรและประกาศโครงการต่างๆ รายทาง แต่เมื่อตรวจสอบเล่มงบประมาณกลับพบว่า ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารกับประชาชน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งแม้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะยอมรับข้อท้วงติงเรื่องความคุ้มค่าแล้ว แต่กลับยังมีงบศึกษาตกค้างอยู่ในเล่มงบประมาณ จึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใด กมธ.จึงไม่ทบทวนตัดออก หรือตั้งใจทิ้งเป็นเชื้อเพื่อเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ หรือหลายโครงการใหญ่ที่รัฐบาลนำไปโฆษณาหาเสียง ที่พาดพิงพรรคการเมืองอื่น แท้จริงแล้วเป็นการสานต่อจากรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เช่น รถไฟทางคู่ยุครัฐบาล นายชวน หาลีกภัย และรัฐบาลของตน แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำกลับขาดเอกภาพ ไม่มีการบูรณาการระบบรางและถนนในลักษณะ Southern Connect อย่างเป็นระบบ งบประมาณส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างถนน โดยใช้วิธีอนุมัติงบผูกพัน โดยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 15 เพื่อทิ้งเชื้อไว้ แต่ทิ้งภาระงบประมาณมหาศาลไว้ในอนาคต สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมาเฉพาะกลุ่ม

“ผมขอเตือกถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้ประเทศเสียทิศทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เรื่องคมนาคม และโลจิสติกส์ถือเป็นหัวใจของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผมอยากให้รัฐบาลไทยมีแผนที่ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนนั้นๆ ไม่ใช่จัดเงินเพื่อเอื้อกลุ่มทุนและโฆษณาหาเสียงโครงการโลจิสติกส์ไปวันๆ ผมว่า การซื้อเสียงแย่แล้ว แต่กำลังมีปรากฏการณ์กรรโชกเสียงอีก ในเรื่องของการไปพูดถึงว่า ต้องเลือก สส.ทั้งจังหวัด จึงจะได้โครงการนั้น โครงการนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมประมงกับพวก จัดการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ มหาดไทยสั่งประกาศ สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ

8 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่ากรมประมงที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

บรรยากาศในช่วงเช้าววันนี้มี กลุ่มประชา ชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง

ทั้งนี้ ภายหลังจากฟังคำพิพากษา นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครอง ของสภาทนายความ กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีการฟ้องกรมประมง พร้อมหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐรวม18 ราย วันนี้ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ส่วนหลัก คือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมง ให้ปฏิบัติตามแผน การระงับยับยั้ง การแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ได้มีการดำเนินการภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนัก อันนี้ประเด็นใหญ่ที่ศาลพิพากษา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อที่จะสามารถนำงบประมาณที่เกี่ยวข้องมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลพิพากษาในส่วนนี้ว่า อยู่ในความรับผิดชอบของของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ โดยศาลบอกว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือ จังหวัด สมุทรสงครามประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่นศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้นจึงไม่ได้พิพากษาในส่วนนี้

ส่วนข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลังศาลยกฟ้อง ซึ่งเป้าหมายของผู้ฟ้องคดี คือต้องการให้มีการ แก้ไขปัญหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักๆ คือ กรมประมงกับอธิบดีกรมประมง ซึ่งเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็ต้องขอบคุณศาลที่ได้มีคำพิพาก ษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120 หน้า

ทั้งนี้ ศาลสั่งให้รัฐโดยกรมประมงปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งและแก้ไขสถานการใช้ระบาดปลาหมอคางดำต่อไป โดยคำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งคดีนี้ก็อาจจะยังต้องรอเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป

“ในฐานะคณะทำงานเราพอใจในระดับหนึ่ง มีหลายๆ ประเด็นที่เราฟ้องเพื่อให้มีการประเมินความเสียหาย และมีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบบนิเวศ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นส่วนตัว ในส่วนค่าเสียหาย เรามีคณะทำงาน ยื่นฟ้องอยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เราเพียงต้องการให้มีการปกป้องคุ้มครองระบบนิเวทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องการป้องกันและแก้ไข”

“ส่วนที่คำพิพากษา ระบุในส่วนเฉพาะจังหวัด สมุทรสงครามแต่ไม่ให้จังหวัดอื่น คณะทำงานจะต้องไปประชุมหารือในรายละเอียด เพื่อจะเดินต่อ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเนี่ย ยังไม่มีผลบังคับ ยังต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน ถ้าไม่มีการอุทธรณ ภายใน 30 วันคดีจะถึงที่สิ้นสุด แต่ถ้าอุทธรณ์ก็ต้องรอผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มองว่าคดีระดับนี้ก็น่าจะมีการอุทธรณ์กันต่อไป”

ในส่วนผู้ฟ้องจะอุทธรณ์ คือ ประเด็นจังหวัดอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากศาลเองก็บอกเบื้องต้นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน ซึ่งเป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะฟ้องคดีเพื่อปกป้องรักษาทรัพยา กรธรรมชาติรัฐสิ่งแวดล้อมได้

ด้าน นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชน เปิดเผยว่าในส่วนของคำฟ้องทางคดีแพ่งฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 ราย ที่เกี่ยว ข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่ทางคู่ความได้มีการยื่นอุทธรณ์ จึงมีการนัดฟังคำสั่งในวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรในหลายพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน โดยมีผู้กลุ่มจำนวน 10 คนเป็นโจทย์ในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากในคดีนี้

นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชา ชน ระบุว่าพอใจกับคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษา ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่น ที่ได้รับผลกระทบ โดยยืนยันว่าเป้าหมายของการฟ้องคดีไม่ได้ต้องการเพียงเงินชดเชย แต่ต้องการให้รัฐ ประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ และช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

นายปัญญา ระบุว่า หลังจากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือร่วมกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ โดยมองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็น จุดเริ่มต้นในการผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม