ยศชนัน ลุย 4 มาตรการ ยุติขัดแย้งอุเทนถวาย-ปทุมวัน สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการ ยุติขัดแย้ง”อุเทนถวาย-ปทุมวัน” สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบันต้องไม่สะดุด เผยต้องเร่งแก้เพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของไทย

9 กันยายน 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)  พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 45 นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2 สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

ประเด็นที่ 2 เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

ประเด็นที่ 3 ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

ประเด็นที่ 4 พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

“เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

‘สวนสุนันทา’ ตั้งคณะวิทย์กีฬา แห่งแรกของ กลุ่ม ม.ราชภัฎ

9 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

สวนสุนันทา 1 – 2

“สวนสุนันทา” จัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” แห่งแรกในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านกีฬา-สุขภาพ สร้างบุคลากรมืออาชีพ ช่วยขับเคลื่อนสมรรถภาพทางกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการจัดตั้ง “คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ” ณ วิทยาเขตนครปฐม นับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดตั้งคณะเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่นำโดยอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ ในการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมกีฬาสุขภาพ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

สำหรับการจัดตั้งคณะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 และสภาวิชาการ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ก่อนที่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งนำโดยนายกสภาฯ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย มีมติอนุมัติให้จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเเละสุขภาพขึ้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 ต่อมาในวันที่ 1 ก.ย.69 มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้ง ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดี และเป็นผู้นำคณะคนแรกในช่วงวางรากฐานองค์กร

คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การวิจัย และบริการวิชาการที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย สุขภาพ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อผลิตบัณฑิตและบุคลากรที่สามารถทำงานได้จริงในระบบกีฬาและสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นสำคัญคือการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “วิทยาศาสตร์กับการปฏิบัติจริง” ตั้งแต่การพัฒนาสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การออกแบบโปรแกรมฝึกและออกกำลังกาย การส่งเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการกีฬา ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่ระดับเยาวชน นักกีฬา ผู้สูงอายุ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาสุขภาวะอย่างเหมาะสม

สวนสุนันทา 1 – 3

ผศ.ดร.สุริยัน สมพงษ์ ผู้รักษาราชการแทนคณบดี กล่าวว่า “การเปลี่ยนจากสาขาวิชาสู่การเป็นคณะ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับโครงสร้างองค์กร แต่คือการยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม เราต้องการสร้างคณะที่ผลิตคนเก่ง ทำงานเป็น และเข้าใจคุณค่าของอุดมการณ์โอลิมปิก (Olympism) พร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาทั้งความเป็นเลิศทางกีฬา สุขภาพของประชาชน และคุณภาพชีวิตของสังคม”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของคณะคือการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองวิชาชีพแห่งอนาคต สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรกีฬา สถานประกอบการ ชุมชน และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สพฐ. เดินหน้าสร้างโอกาสเด็กห่างไกล เปิดโลกการเรียนรู้ พร้อมเตรียมสอบครูผู้ช่วย ยกระดับการอ่านและความปลอดภัยโรงเรียน

8 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 33/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นายพิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและขาดโอกาส ผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ซึ่งเตรียมนำนักเรียนบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ 100 คน เดินทางมาเปิดโลกการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และทะเล ระหว่างวันที่ 21–25 กันยายน 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงกองทัพอากาศในการสนับสนุนการเดินทางด้วยเครื่องบิน

ขณะเดียวกัน สพฐ. ยังขยายโอกาสให้เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ขาดโอกาส ได้เดินทางไปเรียนรู้ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ด้านการผลิตและพัฒนาครู สพฐ. เตรียมเปิดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใน 116 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 726 อัตรา ครอบคลุม 45 วิชาเอก ขณะที่อีก 130 เขตพื้นที่การศึกษายังสามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีเดิม จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเข้าสู่วิชาชีพครู เตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่การเป็นครูคุณภาพที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

พร้อมกันนี้ สพฐ. เดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางการศึกษาในพื้นที่ ผ่านการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง และกรรมการสถานศึกษาประมาณ 300,000 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมคิด ร่วมทำ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยหลังจากเริ่มดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว จะเดินหน้าจัดกิจกรรมในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการส่งเสริมการอ่านและความฉลาดรู้ของผู้เรียน สพฐ. เตรียมจัดกิจกรรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและต่อยอดสู่ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practice เพื่อให้การส่งเสริมการอ่านเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในอนาคต

ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบไฟฟ้า อาคารสถานที่ และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศกว่า 1,200 คน ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

“สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ. มีแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน ซึ่งมีประมาณ 5,813 แห่ง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆเพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่

ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน สพฐ. พร้อมนำเงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่า ‘ชาว สพฐ. ไม่ทิ้งกัน’ และจะเดินหน้าดูแลผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มกำลัง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ประเสริฐ เข้ม! เตรียมยกเลิกครูใช้เพื่อนค้ำประกันหนี้ พร้อมจับอบรมหลักสูตร Financial Literacy สร้างวินัยทางการเงิน

8 กันยายน 2569 เวลา 19:56 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีผู้กู้ลาออกจากราชการหรือหลบหนีทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขส่งผลให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้แทน นั้น ว่า หนี้ครูหักจากเงินเดือนครู ส่วนกรณีครูที่กู้เสียชีวิตก็มีระบบประกันชีวิตหรือเงินช่วยเหลือทางสวัสดิการเข้ามาครอบคลุมภาระหนี้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาใหญ่เกิดจากระบบการค้ำประกันไขว้ระหว่างครูด้วยกันเอง คนค้ำก็กู้ด้วย ทำให้เกิดลักษณะงูกินหาง ต่างคนต่างกู้และต่างคนต่างค้ำ เมื่อคนหนึ่งมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะล้มตามกันเป็นวงกว้างกลายเป็นภาระหนัก ทั้งที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเลิกใช้ระบบบุคคลค้ำประกัน และเปลี่ยนไปใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแทน ดังนั้น ในส่วนของครู ซึ่งมีทั้งเงินเดือนหักชำระ และมีประกันชีวิตค้ำประกันอยู่แล้ว ตนจึงจะเสนอให้ยกเลิกการใช้เพื่อนครูค้ำประกัน เนื่องจากมองว่าระบบการค้ำประกันในรูปแบบเดิม ทำให้ผู้ค้ำที่ต้องแบกภาระและได้รับผลกระทบมากเกินไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีครูเรียกร้องให้ยกเลิกการทำประกันเงินกู้ของ ช.พ.ค. กับธนาคารออมสิน เนื่องจากเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการ ช.พ.ค. ที่ได้รับเมื่อเสียชีวิตอยู่แล้วนั้น ตนต้องขอไปดูรายละเอียดตรงนี้ก่อน และหลังจากได้เลขาธิการ สกสค.ตัวจริงแล้วก็จะนำเรื่องนี้มาหารือ ส่วนที่มีครูบางคนตั้งธงมาตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการว่าจะต้องกู้เงิน จึงทำให้มีหนี้สินเยอะ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หลังจากนี้ ศธ.จะเน้นย้ำเรื่องการสร้างวินัยทางการเงินโดยจะจัดอบรมหลักสูตร Financial Literacy ให้ครูมีความรู้และมีวินัยทางการเงิน และได้เสนอแนวคิดนี้ให้คุรุสภากำหนดเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินเป็นหนึ่งใน KPI เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ปรับริ้วขบวน ‘อเนกชาติภุชงค์’ ตามหลัง ‘สุพรรณหงส์’ สมมุติเป็นเรือพระที่นั่งรอง

8 กันยายน 2569 เวลา 19:38 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 กองทัพเรือได้มีการซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีการปรับรูปขบวนเรือพระที่นั่งในระหว่างการซ้อม จากเดิมที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และจึงตามด้วยเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ปรับเป็นให้เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ แล่นตามหลังเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

การปรับรูปขบวนดังกล่าว เนื่องจากการซ้อมในวันนี้มีการสมมุติสถานการณ์ว่า เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรอง สำหรับใช้เป็นเรือประทับในกรณีที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จในขบวน

ขณะที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ถูกกำหนดให้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจตามสถานการณ์ที่กำหนดในการซ้อมครั้งนี้

ธนา เปิดหลักสูตร ‘HRM²’ รุ่น 2 ดึง Gen Z สอนผู้บริหาร พลิกเกมบริหารองค์กร

8 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

House of Wisdom (H.O.W.) โดย House of Human บริษัทในเครือ เปิดตัว “หลักสูตร House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” หลักสูตรกลับหัวที่ให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเมนเทอร์ให้ผู้บริหาร ในวันที่ Gen Z ก้าวขึ้นเป็นทั้งผู้บริโภคกลุ่มสำคัญและกำลังหลักขององค์กร แต่พฤติกรรมไม่ได้อยู่ในสูตรเดิมของธุรกิจ อีกต่อไป ผลสำรวจปี 2569 โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ YouGov Thailand พบว่า 66.9% ของ Gen Z ไทยเลือกดูรีวิววิดีโอบน TikTok และโซเชียลมีเดียก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ค้นหา ผ่าน Google มีเพียง 21.9% ด้านการรักษาคน ผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ปี 2569 ระบุว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี เมื่อทั้งการสื่อสารของแบรนด์ ยอดขาย และการรักษา Talent ผูกอยู่กับคนรุ่นเดียวกัน ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ ของธุรกิจ ทุกขนาด

นายธนา เธียรอัจฉริยะ Dean แห่ง House of Wisdom (H.O.W.) คลับแห่งการเรียนรู้ของผู้นำทางความคิด และนักธุรกิจชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า “Generation Gap วันนี้ไม่ใช่เรื่องคนต่างวัยคุยกันไม่ถูกคอ แต่เป็นโจทย์ ธุรกิจเต็มรูปแบบ ผู้บริหารจำนวนมากผ่านหลักสูตรมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีห้องเรียนไหนให้ Gen Z เป็นคนสอน ตรง ๆ ทั้งที่พวกเขาคือคนที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดแรงงาน พฤติกรรมลูกค้า และเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ HRM² จึงกลับหัวห้องเรียนทั้งหมด ให้ผู้บริหารมาเป็นผู้เรียน และให้ Gen Z เป็นผู้ออกแบบเนื้อหาและเป็น เมนเทอร์”

นายธนากล่าวต่อว่า “Gen Z ไม่ได้เป็นเพียงพนักงานรุ่นใหม่ แต่คือลูกค้ากลุ่มสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางของธุรกิจ คำถามของผู้นำจึงไม่ใช่แค่ ‘เราจะบริหาร Gen Z อย่างไร’ แต่คือเราเข้าใจเขามากพอที่จะสื่อสารให้เข้าถึง ขายให้เขา ออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ และสร้าง Talent รุ่นใหม่ให้ Perform ได้หรือยัง ถ้าผู้บริหารได้ยินคำว่า ‘ลาคือลา’ หรือ ‘อยู่ต่อก็ไม่โต’ แล้วรู้สึกว่าเป็นความไม่อดทนของเด็ก แทนที่จะมองเป็นข้อมูลสำคัญ เราก็จะเสียทั้งลูกค้าและคนเก่งให้กับแบรนด์ที่เข้าใจเขามากกว่า”

นายธนาย้ำว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Gen Z จะเป็นทั้งกำลังหลักขององค์กร เป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญ และเป็นผู้นำที่จะเข้ามารับช่วงต่อ โจทย์ที่ลึกกว่านั้นของผู้บริหารคือ องค์กรพร้อมหรือยังที่จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ เพราะการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับเจเนอเรชันใหม่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้นำในวันนี้ “องค์กรที่ยั่งยืน ไม่ใช่องค์กรที่สร้างสำเร็จในมือของเรา แต่คือองค์กรที่เราสามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างดีที่สุด”

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ YouGov พบว่า Gen Z ใช้ AI เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ ทั้งหาไอเดีย (43.2%) และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (41.3%) แต่อินฟลูเอนเซอร์และรีวิวจากผู้ใช้จริงยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มากกว่าคำแนะนำจาก AI เกือบ 2 เท่า สะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนจากการค้นหา (Search-based) สู่การค้นพบ ผ่านคอนเทนต์ (Discovery-based) ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องออกแบบการสื่อสารและช่องทางขายใหม่ทั้งระบบ

ข้อมูลจากผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาบุคลากรระดับโลกระบุว่า 72% ของ องค์กรไทยเปิดรับพนักงาน Gen Z โดยให้คุณค่ากับทักษะดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นนี้เป็นพิเศษ เท่ากับว่าองค์กรทุกแห่งกำลังแข่งขันดึงคนกลุ่มเดียวกัน ขณะที่คนกลุ่มนี้พร้อมย้ายงานเร็วกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา    จากผลสำรวจเดียวกันรายงานว่า 56% ของพนักงาน Gen Z ในไทยวางแผนอยู่กับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปี ความเข้าใจ Gen Z จึงกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ของธุรกิจ

ด้าน นายวิศรุต เจริญรมย์ Program Director หลักสูตร HRM² กล่าวว่า “หลักสูตรรุ่นที่ 2 เรียนเข้มข้นตลอด 3 เดือน รวม 16 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 20.00 น. ระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ 4 ขั้น Understand Them – Sell to Them – Work with Them – Build Like Them ซึ่งไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายเรื่อง Gen Z แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสโลกของคนรุ่นใหม่ จากประสบการณ์จริง ผ่าน Reverse Mentoring, Conversation, Gen Z Rally และ Reverse Internship ที่ผู้บริหารจะไปเป็นเด็กฝึกงานจริงในบริษัทของคนรุ่นใหม่ โดยมี Speakers กว่า 25 คน และ Gen Z Mentors ประจำหลักสูตร 18 คน ดูแลใกล้ชิดตลอดหลักสูตร” ทั้งนี้ หลักสูตร HRM² ออกแบบสำหรับซีอีโอ เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการนำองค์กรฝ่าโจทย์ Generation Gap สื่อสารและขายให้เข้าถึงลูกค้า Gen Z ก่อนคู่แข่ง ควบคู่กับการดึงดูดและรักษา Talent รุ่นใหม่ หลังรุ่นแรกมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100 คน

เนื้อหาหลักของหลักสูตร HRM² ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจ Gen Z เข้าใจลูกค้าและผู้บริโภครุ่นใหม่ การออกแบบ สินค้า บริการ และการสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ การชนะสงคราม Talent การสร้างองค์กรที่คนต่าง Generation ทำงานร่วมกันและ Perform ได้ ไปจนถึงการ Redesign องค์กรให้พร้อมสำหรับโลก AI โดยหลักสูตรวางโครง โดยนายธนาจากมุมมองและโจทย์จริงของผู้บริหารระดับสูง และคัดสรรร้อยเรียงประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหมดโดยทีม Gen Z ตัวจริงภายใต้แนวคิด “From Generation Gap to Generation Power. เข้าใจความต่าง เพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแรงกว่า” ทั้งนี้ House of Human เปิดรับออกแบบและจัดหลักสูตร HRM² เฉพาะให้กับองค์กรที่สนใจอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร “House of Reverse Mentoring รุ่นที่ 2 (HRM²)” https://www.facebook.com/hrm.houseofreversementoring และสมัครได้ที่ LINE OA: @hrmofficial หรือโทร. 081-875-3595

ศาสตร์แห่งสมดุล กับ ‘บราจ ราจ ซิงห์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสแบบองค์รวม

9 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

สินธร เวลเนส บาย รีเซนส์ (Sindhorn Wellness by Resense) โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ  ชวนคุณมาเปิดประสบการณ์การดูแลสุขภาพเชิงองค์รวม โดย มร. บราจ  ราจ  ซิงห์ (Mr. Braj Raj Singh) ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดแบบองค์รวม (Holistic Wellness) มีประสบการณ์กว่า 15 ปี และเคยร่วมงานกับรีสอร์ทชั้นนำระดับโลกมากมาย พร้อมจะมาถ่ายทอดศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ ผ่านแนวคิดที่ผสมผสานการบำบัดแบบดั้งเดิมเข้ากับศาสตร์เวลเนสร่วมสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่แบบเฉพาะบุคคลที่ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า “การรักษาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการดูทุกองค์ประกอบของตัวบุคคล” มร.บราจ จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบการบำบัดเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาจาก ไลฟ์สไตล์ ความต้องการ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกการบำบัดได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมและพิถีพิถัน เพื่อให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้คุณกลับมาเชื่อมโยงกับความสมดุลภายในทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้ง

มร.บราจ พร้อมนำเสนอศาสตร์ในการบำบัด มุ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ บรรเทาความตึงเครียด รวมถึงการปรับสมดุลเชิงลึก  อาทิ  Posture Rebalance Therapy หนึ่งในทรีตเมนต์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่  ที่ร่างกายต้องเผชิญกับการนั่งทำงานเป็นเวลานาน การใช้หน้าจอ และการเดินทางอย่างต่อเนื่อง การบำบัดจะผสานการยืดเหยียด การคลายพังผืด การกดจุด และการฝึกการกำหนดลมหายใจ เพื่อช่วยคลายความเหนื่อยล้า ความเครียดสะสม ลดแรงกดทับบริเวณแนวกระดูกสันหลัง และฟื้นคืนความคล่องตัวให้แก่ร่างกาย

Power of Touch ศาสตร์ที่ผสานการบำบัดพลังงาน (Energy healing) การกดจุด (Acupressure) และอโรมาเธอราพี (Aromatherapy) เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านเทคนิคการบำบัดด้วยการสัมผัสที่เชี่ยวชาญและตรงจุด เพื่อผ่อนคลายระบบประสาทสัมผัส คลายความตึงเครียด และคืนความสมดุลและความสงบภายในจิตใจ Trigger Point Therapy ศาสตร์แห่งการบำบัดดูแลกล้ามเนื้ออย่างตรงจุด มุ่งเน้นบริเวณที่มีความตึงของกล้ามเนื้อ โดยใช้เทคนิคการบำบัดแบบกดจุดผสานกับเทคนิคด้านเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อเสิรมสร้างการไหลเวียนโลหิต การเคลื่อนไหวที่คล่องตัว และการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความตึงของกล้ามเนื้อจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

บราจ ราจ ซิงห์

Chakra Balancing ศาสตร์แห่งพลังงานด้านการบำบัดแบบปรับสมดุลผ่านการสัมผัส ผสานแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นเสียงของ Massage Vibration Bowl เพื่อให้คุณได้ผ่อนคลาย หยุดพักจากความเร่งรีบ และฟื้นคืนความสมดุลจากภายใน Cupping Therapy ศาสตร์การบำบัดแบบโบราณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ผสานวิถีการดูแลสุขภาพแบบร่วมสมัย ด้วยเทคนิคการใช้แรงดูดเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและคลายความตึงของกล้ามเนื้อ พร้อมการนวดผ่อนคลายเพื่อปรับการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า Acro Yoga ศาสตร์การบำบัดเฉพาะบุคคลที่ผสมผสานระหว่างการเคลื่อนไหวและการทรงตัวเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย การฝึกสมาธิ และความมั่นใจในการทุกการเยื้องย่าง Divine Sound Bath ศาสตร์แห่งการบำบัดด้วยเสียงแบบกลุ่ม   โดยใช้เสียงจาก Tibetan Singing Bowls และพลังงานคลื่นความถี่เสียงที่จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและคืนสมดุลสู่ร่างกายและจิตใจ

ค้นพบประสบการณ์ด้านศาสตร์แห่งการบำบัดกับ มร.บราจ ราจ ซิงห์ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2569 ณ สินธร เวลเนส บาย รีเซนส์ บริเวณชั้น 9 ของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ  ติดต่อสอบถามและสำรองโปรแกรมการบำบัด ได้ที่ โทร. +66 (0) 2 095 9999 หรือ email: wellness.sindhorn@kempinski.com

BDMS Wellness Clinic และ ศรีพันวา ต่อยอดความร่วมมือ ผสานเวชศาสตร์ป้องกันกับการพักผ่อนระดับลักชูรีอย่างลงตัว

9 กันยายน 2569 เวลา 12:00 น.

บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ร่วมกับ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ จัดงาน Longevity Conversation by the Sea พร้อมเปิดตัวโปรแกรม ‘BDMS Wellness Clinic x    Sri panwa The Holistic Wellness Retreat’ ต่อยอดการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนระยะสั้น สู่ประสบการณ์การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อสานต่อสู่การใช้ชีวิตในระยะยาว ปักหมุดภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสระดับโลก เตรียมความพร้อมรับมหกรรม Global Wellness Summit ในเดือนพฤศจิกายน 2569

ในงานได้รับเกียรติจาก นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายแพทย์เกียรติภูมิ สายไทย แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน คลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู BDMS Wellness Clinic แพทย์หญิงอติยา รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการคลินิก BDMS Wellness Clinic ภูเก็ต และนางสาวกมลชนก โชติสมิทธิ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโส       ฝ่ายการตลาด BDMS Wellness Clinic และ BDMS Silver เข้าร่วมงาน ร่วมด้วย ก้อย – รัชวิน คงมาลัย นักแสดงและคุณแม่ผู้มีไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างสมดุล แอน-มนัสนันท์ นาคลดา เทรนเนอร์มืออาชีพผู้อยู่เบื้องหลังการดูแลสุขภาพของคนดังมากมาย ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ที่หันมามุ่งมั่นในการเป็นเทรนเนอร์มืออาชีพ และหยก-ภักฐ์สนัน ธนมหาทวีกิจ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ณ YAYA ศรีพันวา ภูเก็ต

ในฐานะ Thailand Country Partner ของ Global Wellness Institute (GWI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 BDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยและภูเก็ตสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านเวลเนส (Wellness Destination) ระดับโลก ผ่านการนำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness และเวชศาสตร์ป้องกันมาต่อยอดสู่ประสบการณ์การดูแลสุขภาพเชิงลึกที่เข้าถึงได้ในชีวิตจริง การสานต่อความร่วมมือกับศรีพันวาจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านพันธมิตร เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย ด้วยการหลอมรวมวิทยาศาสตร์สุขภาพ การบริการ และการพักผ่อนระดับลักชัวรี เพื่อสร้างคุณค่าต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งสองพันธมิตรได้ร่วมพัฒนา ‘BDMS Wellness Clinic x Sri panwa The Holistic Wellness Retreat’ โปรแกรมเวลเนสรีทรีตที่หลอมรวมวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้ากับการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว ณ แหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต หนึ่งในทำเลที่งดงามและเงียบสงบที่สุดของเกาะภูเก็ต รายล้อมด้วยพูลวิลล่าที่มองเห็นทัศนียภาพของทะเลอันดามัน โดยผสานการตรวจวิเคราะห์สุขภาพในระดับเซลล์ โภชนาการเฉพาะบุคคล เวชศาสตร์ฟื้นฟู และกิจกรรมการบำบัดครบวงจร เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันนักเดินทางให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น การพักผ่อนจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนบรรยากาศ   แต่ควรเป็นโอกาสในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างมีความหมาย ศรีพันวามีจุดแข็งด้านทำเล ความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และการบริการระดับลักชัวรี เมื่อนำมาผสานกับองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness และเวชศาสตร์ป้องกันของ BDMS Wellness Clinic จึงเกิดเป็น Wellness Retreat ที่ออกแบบให้เหมาะกับสุขภาพและเป้าหมายของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกัน ภูเก็ตมีความพร้อมทั้งด้านธรรมชาติ การบริการ และมาตรฐานการดูแลสุขภาพ จึงมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และ Longevity ระดับโลก โดยเฉพาะในปีที่ภูเก็ตได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026  ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของภูเก็ตและประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

ผสานการพักผ่อนกับเวชศาสตร์ป้องกันเฉพาะบุคคลอย่างลงตัว

นางสาวกมลชนก โชติสมิทธิ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic และศรีพันวาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเปิดให้บริการคลินิกเฉพาะทางภายในพื้นที่โรงแรมอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลูกค้าลักชัวรีและนักเดินทางทั่วโลกมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เป็นมากกว่าการพักผ่อน เราจึงต่อยอดความร่วมมือสู่โปรแกรม ‘The Holistic Wellness Retreat’ เพื่อสร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ผสาน Scientific Wellness เข้ากับการบริการและการพักผ่อนระดับลักชัวรีของศรีพันวาได้อย่างลงตัว”

นายแพทย์เกียรติภูมิ สายไทย แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน คลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู BDMS Wellness Clinic กล่าวว่า “Scientific Wellness เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสุขภาพของแต่ละบุคคลผ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แพทย์จะพิจารณาผลการประเมินสุขภาพร่วมกับวิถีชีวิตและเป้าหมายของผู้เข้าพัก เพื่อให้เห็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความเครียด คุณภาพการนอนหลับ สมดุลฮอร์โมน และสุขภาพในระยะยาว ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบแนวทางดูแลเฉพาะบุคคล ทั้งด้านโภชนาการ การเคลื่อนไหว การฟื้นฟู และการเสริมสารอาหารที่เหมาะสม เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ผลตรวจ แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพให้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน”

The Holistic Wellness Retreat ได้รับการออกแบบให้เป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีให้เลือกทั้งระยะเวลา 4 วัน 3 คืน และ 7 วัน 6 คืน โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเปลี่ยนบรรยากาศหรือบรรเทาความเหนื่อยล้าในระยะสั้น แต่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ทำความเข้าใจสุขภาพของตนเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อวางรากฐานสำหรับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โปรแกรมเริ่มต้นจากการประเมินสุขภาพเชิงลึกและการปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบแผนการดูแลให้สอดคล้องกับเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล พร้อมรายงานสุขภาพส่วนบุคคลและคำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การดูแลสุขภาพระยะยาวดำเนินต่อไปได้แม้สิ้นสุดการเข้าพัก

แพทย์หญิงอติยา รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการคลินิก BDMS Wellness Clinic ภูเก็ต กล่าวว่า “จุดเด่นของโปรแกรม ‘The Holistic Wellness Retreat’ คือ การคำนึงถึงประสบการณ์ Health Journey แบบองค์รวม ครอบคลุมการปรึกษาแพทย์ การดูแลผิวพรรณ (Skin Radiance Treatment) การรับประทานอาหารเฉพาะบุคคลแบบฟูลบอร์ด กิจกรรม Mindfulness Sessions กิจกรรม Active Wellness กิจกรรม Thermal Sessions และประสบการณ์สปาในบรรยากาศอันเงียบสงบของศรีพันวา”                 สำหรับผู้เข้าร่วมงาน Global Wellness Summit 2026 ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 BDMS Wellness Clinic และ ศรีพันวา พร้อมมอบประสบการณ์ ‘Scientific Wellness Retreat’ ในการดูแลสุขภาพเชิงลึกเฉพาะบุคคล ครอบคลุมการประเมินสุขภาพโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ รายงานผลสุขภาพส่วนบุคคล ตลอดจนแนวทางการดูแลตนเองเพื่อชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและการบริการอันเป็นเอกลักษณ์ของศรีพันวา

พี่ไปรฯ ปักหมุดงานวิ่งแห่งปี ‘Thailand Post EMS RUN 2026’ วิ่งผ่านแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ พร้อมเหรียญรางวัลตัวอักษร E • M • S หนึ่งเดียวในโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 11:57 น.

ใครยังไม่มีบิบ งานนี้ระวัง FOMO! ไปรษณีย์ไทยชวนนักวิ่งและสายแอคทีฟมาปักหมุดโค้งสุดท้าย “Thailand Post EMS RUN 2026” ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย งานวิ่งครั้งแรกฉลอง 40 ปี บริการส่งด่วน EMS เตรียมออกสตาร์ตพร้อมกัน วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ ไปรษณีย์กลาง กับ THE EMS SIGNATURE ROUTE เส้นทางพิเศษที่ชวนวิ่งตามรอยประวัติศาสตร์ไปรษณีย์ไทย ผ่านแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมกิจกรรมและของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อเฉพาะวาระ 40 ปีครั้งนี้

สนามจริงเปิดให้พี่นักวิ่งเลือกพิชิตได้ตามสไตล์ ทั้งระยะ 2.5K ปล่อยตัวนักวิ่งเวลา 05:30 น. ระยะ 5K ปล่อยตัวนักวิ่งเวลา 05:10 น.  และ 10K  ปล่อยตัวนักวิ่งเวลา 05:00 น. โดยมีจุด START–FINISH ณ ไปรษณีย์กลาง ก่อนพาออกไปสัมผัสเมืองในเช้าวันวิ่ง ผ่านแลนด์มาร์กอย่าง วงเวียนตลาดน้อย สถานีรถไฟหัวลำโพง วัดมังกรกมลาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

เตรียมพบกับไฮไลต์สำคัญเพื่อนักสะสมกับเหรียญรางวัลตัวอักษร E • M • S พร้อม iStamp แสตมป์ส่วนตัวหนึ่งเดียวในโลกจากรูปใบหน้าของผู้สมัคร รวมถึงประสบการณ์ที่เชื่อมบริการของไปรษณีย์ไทยเข้ากับงานวิ่ง ตั้งแต่ Race Pack ที่จัดส่งด้วย EMS ไปจนถึง e-Certificate ประกาศนียบัตรการแข่งขันวิ่งอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยืนยันความถูกต้องโดย e-Timestamp ของไปรษณีย์ไทย พร้อม AI Face Recognition, AR Photo Experience และ Stamp Passport ให้ทุกก้าวในสนามมีทั้งเรื่องการวิ่งและโมเมนต์ความประทับใจให้เก็บกลับบ้าน โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกวิ่งได้ทั้งแบบ Virtual Run สะสมระยะทาง 40 กิโลเมตร วิ่งได้ทุกที่ทั่วโลก พร้อมเสื้อวิ่งดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟโทนขาว–แดง–น้ำเงิน E-BIB และ E-Certificate โดยเปิดรับสมัครทางเว็บไซต์ ThaiRun ถึงวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งผลวิ่งได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

ผู้ที่สนใจวิ่งจริง สามารถลงทะเบียนได้แล้วผ่านเว็บไซต์ ThaiRun ตั้งแต่วันนี้ – 15 กันยายน 2569 มี 3 ระยะทางคือ 2.5 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยมีกำหนดการจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 เวลา 04:00  – 08:00 น. ณ ไปรษณีย์กลาง รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) จังหวัดราชบุรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ThailandPostEMSRUN2026

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post และ ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

เปิดตัว 30 สาวงามร่วมกิจกรรมเก็บตัวก่อนลุ้นมงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2569’

9 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

เปิดโฉมหน้าเรียบร้อยแล้วสำหรับผู้เข้าประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2569″ ในโอกาสฉลองการประกวดครบ 76 ปี โดยสาวงามที่ผ่านด่านรอบสัมภาษณ์ทั้ง 30 คนได้เข้าพิธีรับสายสะพาย โดยได้รับเกียรติจาก ปนัดดา ชุติโกมล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมด้วย สินีนารถ เองตระกูล และ ธัญญาเรศ เองตระกูล เป็นผู้มอบสายสะพาย

เหล่า 30 สาวงามได้ผ่านรอบสัมภาษณ์  โดยมี แอนดรูว์ กรเศก และ  แพม – สุชานุช ธรรมวงศ์  ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรอบคัดเลือก หลังจากนั้นได้ร่วมกิจกรรมพร้อมกันด้วยการเข้าเยี่ยมชมและถ่ายทำ VTR ในอาณาจักรเอสพาร์ค รังสิต (ESC Park) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บตัวหลัก  โดยบรรยากาศการถ่ายทำ VTR เป็นไปอย่างสนุกสนาน

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 16-21 กันยายน ผู้เข้าประกวดจะได้ร่วมกิจกรรมเก็บตัวที่จะให้ประสบการณ์สุดพิเศษ อาทิ กิจกรรมของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่เปิดโอกาสให้สาวงามได้ลองคิด วิเคราะห์ และเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ถ่ายทอดเรื่องประกันภัยให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน, เยี่ยมชมบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (AAB) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกลุ่ม EA และ กลุ่ม NEX Point ดำเนินธุรกิจผลิตและประกอบรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทุกประเภ , กิจกรรมเวิร์คช็อป เรียนรู้เรื่องราวน่าสนใจ จากผลิตภัณฑ์จากชุมชน ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายบริษัทรู้รักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด และสนุกกับกิจกรรมจากบริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด, BB Care และ Pet Planet รักนี้มีหาง

รอบตัดสินในปีนีัจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ล้านนา” ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรม เอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามลุ้นเหล่าสาวงามได้ที่แฟนเพจ FB: นางสาวถิ่นไทยงาม