วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วัตสัน ขานรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ประกาศลดราคาสินค้าตราวัตสันแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้คนไทย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผ่านการเปิดตัวแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม พร้อมประกาศเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขนทัพผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ร่วมลดราคาพิเศษ เพื่อเคียงข้างคนไทยท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวนในทุกสาขาทั่วประเทศ

ภายใต้แคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม วัตสันได้คัดสรรสินค้าคุณภาพยอดนิยมภายใต้ตราสินค้าวัตสัน (Watsons Brand) กว่า 800 รายการ ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่ม House Brand ที่ได้รับความไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยราคาที่จับต้องได้ และประสิทธิภาพ มาจัดรายการราคาพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยที่ดีได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และสินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ ในช่วงเวลาที่พี่น้องชาวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านค่าครองชีพ วัตสันยังคงมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นที่พึ่งพาได้เสมอ การเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้ คืออีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการยืนหยัดเคียงข้างลูกค้า เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกชอปสินค้าได้อย่างสบายใจ พร้อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในราคาที่คุ้มค่า ความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของภาครัฐ ที่มุ่งผนึกกำลังกับภาคเอกชนและห้างค้าปลีกชั้นนำ เพื่อกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค”

สามารถเลือกซื้อสินค้าในแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม ที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ได้ตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยสังเกตสัญลักษณ์โครงการได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

ไอคอนสยาม ชวนชมนิทรรศการ The Garden in Motion ผลงานศิลปะรักษ์โลก ผสานภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหว

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ PAÑPURI ชวนชมนิทรรศการศิลปะ “The Garden in Motion สวนแห่งการเคลื่อนไหว” ผลงานของ เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองร่วมสมัย


นิทรรศการนี้ชวนสำรวจความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ผ่านเรื่องราวของดอกไม้และทิวทัศน์ที่ไม่มีจุดหยุดนิ่ง เหมือนผิวน้ำที่สั่นไหวตามแรงลม เหมือนแสงที่ไหลผ่านกลีบดอกไม้  เหมือนลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าและดอกไม้ให้เอนลู่ไปตามจังหวะและเหมือนความทรงจำที่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปไปโดยไม่รู้ตัว


ภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ผสานทั้งภาพ แสง กลิ่น และการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกัน ผ่านผลงานชุดใหม่ที่ถ่ายทอดบรรยากาศของสวนดอกไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเช่น ดอกมิโมซ่า, ดอกมะลิและดอกบัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก PAÑPURI เป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสรรค์ผลงาน และถูกนำเสนออย่างมีชีวิตชีวา เสมือนพาผู้ชมเดินทางผ่านความทรงจำ ความอ่อนโยน และความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งทุกท่านจะได้ชื่นชมความงามและได้กลิ่นหอมของดอกไม้แต่ละชนิดไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน


เปรม บัวชุม ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีลายเซ็นชัดเจนด้านการใช้ วัสดุเหลือใช้เป็นแกนหลักในการสร้างงาน โดยเฉพาะการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการนำเศษผ้ามาดึงให้เป็นเส้นด้าย หลังจากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการเย็บ ปัก ตัด และต่อ รวมถึงการวางโทนสีและรูปทรงจนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีมิติทั้งเชิงภาพและความรู้สึก ซึ่งนอกจากความงามทางศิลปะ ผลงานของเปรมยังสะท้อนความตระหนักด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมว่า หากเราไม่ร่วมกันดูแลธรรมชาติ ความงดงามเหล่านี้อาจเลือนหายไปในอนาคต 


ขอเชิญร่วมชวนสำรวจธรรมชาติ ที่ซึ่งดอกไม้ กลิ่น แสง และการเคลื่อนไหวหลอมรวมกันเพื่อถ่ายทอดความงามและความทรงจำในรูปแบบที่ครบทุกสัมผัสได้ในนิทรรศการ The Garden in Motion ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

“VISION” นิทรรศการระดับโลก เปิดมิติใหม่แห่งศิลปะร่วมสมัย เผยมุมมองที่หลากหลายผ่านผลงาน 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

Art Jewel พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย ณ ชั้น 5 สยามพารากอน ร่วมกับ Mighty One × All About Art Gallery ประเทศสิงคโปร์ สร้างปรากฏการณ์ศิลปะระดับโลก ด้วยการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “VISION” รวบรวมผลงานของ 15 ศิลปินร่วมสมัย จาก 10 ประเทศทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรม มุมมอง และภาษาเชิงทัศนศิลป์ ผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ พร้อมเปิดบทสนทนาทางศิลปะอันไร้ขอบเขต ที่เชื้อเชิญให้ผู้รักงานศิลป์ร่วมสำรวจมุมมองของศิลปินจากต่างวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 2  – 28 เม.ย. 2569 

“VISION” คือนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ไม่เพียงนำเสนอผลงานศิลปะเปี่ยมคุณค่า ยังเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างได้เผยตัวตนร่วมกันอย่างมีความหมาย ด้วยการเปิดโอกาสให้ มุมมองหลากหลายได้ทับซ้อน เชื่อมโยง และต่อยอดกันและกัน ผ่านผลงานที่สะท้อนวิธีคิดและ วิธีมองโลกของศิลปินจากยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งล้วนสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่าง ตั้งแต่งานนามธรรม ภาพบุคคล ศิลปะเมือง ไปจนถึงการสำรวจแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบที่หลากหลาย เผยให้เห็นพลังของวัฒนธรรมเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านจังหวะและ โครงสร้างภาพที่เฉียบคม ร่วมกับผลงานที่สำรวจความทรงจำอัตลักษณ์ และภูมิทัศน์ทางอารมณ์ของมนุษย์ 

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ ดูโอศิลปินระดับ นานาชาติ พิชีอาโว (PichiAvo) จากประเทศสเปน ที่โดดเด่นในการหลอมรวมความงดงามของศิลปะคลาสสิก เข้ากับพลังของสตรีตอาร์ตได้อย่างลงตัว สร้างภาษาทางศิลปะที่เคลื่อนไหวระหว่างอดีตและปัจจุบัน อย่างทรงพลัง, ดาเรีย โคโลโซวา (Daria Kolosova) ศิลปินหญิงจากรัสเซีย ซึ่งนำเสนอ ผลงานจิตรกรรมบนพื้นผิวทองแดง ที่นำแรงบันดาลใจจากแสงเหนือมาถ่ายทอดเป็นความหรูหราในรูปแบบของ VIP Pop Art ผสานความงามเข้ากับความลุ่มลึกทางความหมายได้อย่างน่าสนใจ และ เด็มสกี (DEMSKY) ศิลปินสายกราฟฟิตี้จากสเปน ผู้บิดแปลงโครงสร้างกาล-อวกาศ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างผ่าน โครงสร้างภาพเชิงทดลอง สู่ผลงานที่ท้าทายการรับรู้ของมนุษย์ ขณะที่ แวนซ์ ดีเอ็นเอ (Vance DNA) จากเซี่ยงไฮ้ สร้างเอกลักษณ์ผ่าน Transparent Style ที่รื้อสร้างภาพจำของวัฒนธรรมป๊อป ให้กลายเป็นมิติใหม่ทางสายตา ในขณะที่ เซลัม ลิม (ZELAM LIM) ศิลปินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้มีลายเซ็นเป็นเอกลักษณ์ ในการสำรวจเส้นแบบระหว่าง ประเพณี และความร่วมสมัย ผ่านมุมมองงที่เปิดกว้าง 

Jahan Loh ศิลปินจากสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังมีศิลปินที่น่าจับตามองอย่าง เจฮาน (Jahan) ตัวแทนวัฒนธรรมขบถจากสิงคโปร์ราฟาเอล สลิกส์ (Rafael Sliks) จากบราซิล ผู้เปลี่ยนอักษรเมืองสู่ภาษาทัศนศิลป์ระดับสูง, เซวา (XEVA)  ศิลปินเกาหลีใต้ ผู้ขยายขอบเขตของสเปรย์เพนต์สู่จักรวาลแห่งสีสัน ร่วมด้วยศิลปินนามธรรมร่วมสมัยชั้นครู อย่าง เควิน ดูยเยซ์ (Kevin Douillez) จากเบลเยียมโยมาร์ ออกุสโต (Yomar Augusto) ศิลปินบราซิล-อเมริกันผู้เชี่ยวชาญการออกแบบตัวอักษร, วินเซนต์ ลังการ์ด (Vincent Langaard)จากนอร์เวย์ผู้ถ่ายทอดโลก ไซเบอร์ ผ่านผืนผ้าใบ และ แกรี กาลยาโน (Gary Gagliano) ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา ผู้ปลุกเร้าบรรยากาศ และอารมณ์อันยากจะนิยามผ่านรูปทรงและสีสันของศิลปะนามธรรมพร้อมกันนี้ยังนำเสนอผลงานของศิลปินไทย รุ่นใหม่ที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่าง ธัชชัย ช่างเสนาะ (THUTCHAI CHANGSANOH) กับการตีความ สถาปัตยกรรม สู่รูปทรง นามธรรม, ไฟว์ (FIVE)  ศิลปินแนว Retro-Futuristic ที่ดึงเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิกมา สร้างสรรค์ใหม่ และ พงศธร ทิพาเสถียร (PONGSATORN TIPASATIEN) ศิลปินจาก Mighty One Agency ผู้ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของหัวใจมนุษย์ผ่านตัวละคร “ละมุน (Lamoon)”

ธัชชัย ช่างเสนาะ ศิลปินจากประเทศไทย

ศิลปิน FIVE จากประเทศไทย และ Gary Gagliano ศิลปินจากสหรัฐอเมริกา

เชิญก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการมองเห็นที่ไร้ขอบเขต เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบความหมายใหม่ของศิลปะ ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เห็น แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมอง ผ่านผลงานของ 15 ศิลปินจาก 10 ประเทศทั่วโลก ใน “VISION” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย นานาชาติที่ชวนให้คุณมองลึกไปไกลกว่าสายตา เปิดให้เข้าชมวันนี้ – 28 เม.ย. 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

เปิดสอบคัดเลือก ‘ทุนจุฬาราชมนตรี’ หลักสูตร Caregiver Plus ปั้นนักบริบาลมุสลิมยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.03 น.

บริษัท เดอะ พาเร้นส์ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ จัดการสอบคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับ “ทุนจุฬาราชมนตรี” ในหลักสูตร Caregiver Plus (นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ) ประจำปี 2569 ท่ามกลางความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศอย่างคึกคัก

การสอบจัดขึ้นพร้อมกัน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ภาคกลาง ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และศูนย์ภาคใต้ ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา โดยมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 83 คน และผ่านเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ประมาณ 73 คน สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพในสายงานบริบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในบรรยากาศที่สง่างาม โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงการแพทย์ การศึกษา และศาสนาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งให้โอวาทและแนวคิดสำคัญแก่ผู้เข้าสอบ

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร The Parents Wellness and Rehabilitation Center กล่าวว่า หลักสูตร Caregiver Plus ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการบูรณาการ “วิชาชีพ – คุณธรรม – ศาสนา” อย่างสมดุล พร้อมชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของวิชาชีพนี้คือ “การให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ควบคู่กับการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจ

ด้าน นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า “การบริบาลไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” พร้อมย้ำแนวคิดสำคัญว่า “กตัญญูนำทาง วิชาชีพตามมา” โดยมุสลิมควรเริ่มต้นจากการดูแลพ่อแม่และครอบครัว ก่อนต่อยอดสู่การดูแลสังคมในวงกว้าง

ขณะที่ ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ระบุว่า หลักสูตรนี้มีเป้าหมายในการ “สร้างงาน สร้างคน สร้างอาชีพ” เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะรอบด้าน(ทุก มิติ) ทั้งด้านวิชาชีพ คุณธรรม และการพัฒนา ที่ยั่งยืน (SDG ‘s สู่ ESG)

หลักสูตร Caregiver Plus มีระยะเวลาเรียนรวม 420 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติในห้องเรียน 200 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติงานจริง 220 ชั่วโมง ครอบคลุมทักษะการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การดูแลกิจวัตรประจำวัน การพยาบาลเบื้องต้น และการฟื้นฟูสุขภาพ ภายใต้การดูแลของผู้ทรงคุณวุฒิ

จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรคือการเสริมทักษะ “ภาษาและวัฒนธรรมอาหรับ” เพิ่มเติมอีก 60–80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการต่อยอดสู่อาชีพในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานตะวันออกกลาง

ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ และสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมโอกาสในการทดสอบมาตรฐานแรงงานเพื่อก้าวสู่ตลาดแรงงานระดับโลก (Worldwide)

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าสอบสะท้อนถึงแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง โดยหลายคนต้องการนำความรู้ไปดูแลบุพการีและครอบครัว ขณะเดียวกันก็เห็นโอกาสในการต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โครงการดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคเอกชนและองค์กรศาสนา ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนักบริบาลในสังคมมุสลิมไทย ให้สามารถตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการให้บริการที่สอดคล้องกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม

ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 7 เมษายน 2569 ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กสำนักจุฬาราชมนตรี และเพจโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการอบรมในลำดับถัดไป

The Parents Wellness and Rehabilitation https://www.facebook.com/theparentswellnessandrevitalizing

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัด ‘The River of Life’ กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

กาญจนบุรีเตรียมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ กับงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พิเศษ กิจกรรมแพท่องเที่ยวชมแม่น้ำแคว ฟรี! พร้อมจัดเต็มกิจกรรมประกวดทูตวัฒนธรรม ประกวดเครื่องแขวนไทย ไฮไลท์ชมม่านน้ำสุดอลังการ และการแสดงจากศิลปินชื่อดังมากมาย 16 – 18 เมษายน 2569 นี้ ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง จังหวัดกาญจนบุรี

2 เมษายน 2569 จังหวัดกาญจนบุรี นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ดร.ธีรชัย ชุติมันต์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี นายนิพนธ์ พรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากาญจนบุรี และนางสาวจรรยารักษ์ สาธิตกิจ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี”

นางพรรณวิภา ปิยัมปุตระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีกล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน โดยมีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ไหลมาบรรจบกันที่บริเวณปากแพรก ก่อกำเนิดเป็นแม่น้ำแม่กลอง ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย สายน้ำเหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการเกษตร แต่ยังเป็นหัวใจของวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวเรือแพ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้ จุดเด่นหรือหมัดฮุคของกาญจนบุรี คือความหลากหลายที่ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเดียวกันได้อย่างลงตัว โดยมีสายน้ำเป็นแกนหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ของจังหวัด ผ่านการจัดงานในครั้งนี้

ด้าน นางสาวพรพรรณ กลิ่นเกษร วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า The River of Life สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี จะถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมไฮไลท์ คือ การแสดงม่านน้ำ แสง สี เสียงที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม การประกวดทูตวัฒนธรรม เพื่อหาตัวแทนคนรุ่นใหม่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และคุณค่าทางวัฒนธรรมของจังหวัดกาญจนบุรี

การประกวดเครื่องแขวนไทย เพื่อสืบสานงานหัตศิลป์ไทยที่สะท้อนความปราณีตและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมความบันเทิงจากทัพศิลปินชื่อดัง อาทิ อี๊ด โปงลาง ลูลู่ ลาล่า วง ROCK BROTHERS ฮาย อาภาพร และแขกรับเชิญพิเศษ เจ้าพ่อรำวงชาวบ้าน อ๊อด โฟเอส และน้องต้นข้าว ศิลปินลูกหลานชาวกาญจนบุรี ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมสร้างสีสันตลอด 3 วันเต็ม

ขณะที่ ดร.ปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล นายกเทศมนตรีเมืองปากแพรก เผยถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ว่า ทางเทศบาลมุ่งเน้นให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน มีการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตริมแม่น้ำ และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า และการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งภายในงานมีการจัดตลาดริมน้ำจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นให้นักท่องเที่ยวลิ้มลอง ในระยะยาว พื้นที่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รองรับการจัดงานในอนาคต และเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง

เช่นเดียวกับ นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีและนายกสมาคมผู้ประกอบการชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่าได้ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีมาตรการจัดการขยะและน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ และรักษาคุณภาพของแม่น้ำซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ ได้จัดให้มีกิจกรรมล่องแพ ชมวิวแม่น้ำแคว พร้อมกิจกรรมนวดฝ่าเท้า โดยมีไกด์นำเที่ยวพิเศษ นิธิ สมุทรโคจร ดารานักแสดงและอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยว

ด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ได้วางแผนบริหารจัดการจราจรอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดพื้นที่จัดงาน รวมถึงการบูรณาการร่วมกับอาสาสมัครและหน่วยงานท้องถิ่นในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่คาดคิด ในส่วนของความปลอดภัยทางน้ำ มีการกำหนดมาตรฐานเรือและแพ การตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต และการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกาญจนบุรี ผ่านมุมมอง “สายน้ำแห่งชีวิต” ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ท่าเทียบแพบ้านลิ้นช้าง ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ได้ทาง Facbook Fanpage สายน้ำแห่งวัฒนธรรม สานสายใยกาญจนบุรี https://www.facebook.com/profile.php?id=61577478084129

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสียงร้อง “อุ๊ย” ดังขึ้น เมื่อมีการชี้ชวนให้ดูรูปปั้น “ทหารหาญ” และ “นักรบ” ผู้ปกป้องชาติไทย ณ ค่ายบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม“ลุงตู่กับลุงป้อมนี่”

ใช่แล้ว, หากท่านไปเยือนค่ายบางกุ้ง หรือ “วัดบางกุ้ง” ในปัจจุบัน จะพบว่ามีการจำลองสภาพบางส่วนของ “ค่ายบางกุ้ง” สมรภูมิรบที่สำคัญในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงธนบุรี  โดยมีชายชาติทหารซ้อมมวย ฝึกฝนการต่อสู้ เพื่อร่วมต้านทานข้าศึกอยู่ในสถานที่แห่งนี้

“ค่ายบางกุ้ง” เป็นค่ายเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากถูกพม่าตีแตกในคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ก็ถูกทิ้งเป็นค่ายร้าง จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีใหม่  แล้วทรงมีพระบรมราชโองการให้ลูกเรือสำเภาจีนที่สละเรือมาสวามิภักดิ์ไปเฝ้าไว้  โดยตั้งให้เป็นหน่วยทหาร “ภักดีอาสา” มี “ไต้ก๋งเจียม” ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “ออกหลวงเสนาสมุทร” เป็นผู้บังคับบัญชา

ออกหลวงเสนาสมุทรได้ปรับปรุงค่ายบางกุ้งขึ้นใหม่ตามตำราพิชัยสงครามฉบับ “ง่อกี้” โดยก่ออิฐเป็นเชิงเทินหอรบไปตามลำน้ำแม่กลอง ล้อมเอา “วัดบางกุ้งน้อย” ซึ่งสร้างขึ้นมาตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้กลางค่าย เพื่อเป็นที่สักการะและขวัญกำลังใจของทหาร ขุดคูป้องกันค่าย ซึ่งปัจจุบันก็คือ “คลองบ้านค่าย” และขุดคลองอีกคลองแยกจากแม่น้ำแม่กลองมาเพื่อใช้น้ำ ปัจจุบันคือ “คลองบางกุ้ง” เรียกค่ายนี้กันว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

พระอธิการบุญผึ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ซึ่งเกิดที่บางกุ้ง ได้เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ.2521 ขณะที่ท่านมีอายุ 81 ปีว่า ปู่ย่าตายายเล่ากันมาว่า มีเศรษฐีคนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางกุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้าทาสบริวารมากมาย แต่จนเข้าวัยกลางคนแล้ว ก็ยังไม่มีบุตรสืบสกุล  ฝ่ายภรรยามีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา ปรารถนาจะฝากทรัพย์ไว้กับพระศาสนาเพื่อจะได้ติดตัวไปใช้ในชาติหน้า จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บางกุ้ง ใกล้บ้านของตน เป็นวัดที่ใหญ่มากในสมัยนั้น

ต่อมาท่านเศรษฐีได้น้องสาวภรรยาเป็นภรรยาอีกคน หวังจะได้บุตรธิดาสืบมรดก แต่อยู่กินกันมาหลายปีก็ไม่มีบุตร ภรรยาคนใหม่ก็หวังจะฝากทรัพย์สมบัติไว้กับพระศาสนาเช่นกัน จึงสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งติดกับวัดบางกุ้งเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า จึงให้ชื่อว่า “วัดบางกุ้งน้อย”

ปลายปี พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะได้รับรายงานจากเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เวียงจันทน์ ซึ่งฝักใฝ่พม่า ว่า  พระยาตากได้ตั้งตัวเป็นใหญ่จะฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาที่พม่าเผาราบไปแล้วขึ้นมาอีก พระเจ้าอังวะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายจนย่อยยับ ผู้คนก็ถูกกวาดต้อนมาจนเหลือน้อย จะมีใครก่อการใหญ่ได้อีก ประกอบกับกำลังกังวลการทำสงครามกับจีน จึงสั่งให้ “พระยาทวาย” ยกกองทัพเข้ามาดู ถ้าพบใครกำเริบตั้งตัวเป็นใหญ่ก็ให้ปราบเสีย

เจ้าเมืองทวายยกกำลังพล 3,000 คน เข้ามาทางด่านไทรโยคในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ.2310 เห็นว่ากาญจนบุรีและราชบุรียังเป็นเมืองร้าง เรือรบของพม่าที่จอดทิ้งไว้ที่ไทรโยค รวมทั้งค่ายริมฝั่งแม่น้ำที่ราชบุรีก็ยังไม่มีใครทำลาย เดินทัพอย่างสบาย จนมาเจอ “ค่ายบางกุ้ง” จึงล้อมไว้

ในพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวว่า

“พระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวข้าศึกด้วยความยินดียิ่ง ได้โปรดให้ พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 20 ลำ แล้วพระองค์ก็ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมด้วยศาสตราวุธมายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดเลาะมาทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน และมาออกแม่น้ำแม่กลอง พระมหามนตรีคาดการณ์ว่าค่ายบางกุ้งล่อแหลมกำลังจะแตกอยู่แล้วจึงรีบเดินทัพ พอไปถึงก็เข้าโจมตีทัพพม่าที่กำลังล้อมค่ายไทย-จีนที่บางกุ้งโดยฉับพลัน”

ขณะเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่อปลุกใจก่อนเข้าโจมตีนั้น ทรงเน้นว่า

“ถ้าช้าไปอีกวันเดียวค่ายบางกุ้งจะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนดีได้ การรบทุกครั้งการแพ้ชนะอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกในครั้งนี้ พม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั่นคร้ามและกู้ชาติไม่สำเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญกำลังใจของไทยในการรบครั้งต่อไป”

การรบครั้งนี้ถึงขั้นตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น พระมหามนตรีซึ่งต่อมาก็คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ได้ใช้ดาบสิงห์สุวรรณาวุธ ด้ามและฝักกนกหัวสิงห์ไล่ฆ่าฟันข้าศึก

ฝ่ายทหารจีนในค่าย เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากสินนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจ เปิดประตูค่ายจุดประทัด ตีม้าฬ่อ ตะลุยออกมา ทำให้พม่าถูกตีขนาบ อีกทั้งเป็นคืนเดือนมืด ไม่รู้ว่ากองทัพไทยยกกันมามากแค่ไหน เสียงโห่ร้องอื้ออึงและประทัดม้าฬ่อทำให้ทหารพม่าเสียขวัญ ทหารไทยยิ่งได้ใจไล่ฆ่าฟันทหารพม่าตายเกลื่อน เจ้าเมืองทวายเห็นว่าจะรับไม่ไหวแน่ จึงถอยทัพออกไปทางด่านเจ้าเขว้า ด้านแม่น้ำภาชี เมืองราชบุรี

ขณะที่ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า

“ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก (พ.ศ.2311) โปมัง พะม่านายทัพ คุมพลทหารพะม่าทัพบกทัพเรือประมาณ 2,000 เศษ ยกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตีล่วงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งเข้าไว้ใกล้จะเสียอยู่แล้ว ครั้นทรงทราบในทันใดนั้นมีพระราชหฤทัยประดุจได้พระลาภอันอุดมกว่าลาภทั้งปวง จึงให้เตรียมพลโยธาทหารเรือประมาณ 20 ลำเศษ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณมหาพิชัยนาวา สรรด้วยเครื่องศาสตราวุธ ครั้นได้ศุภมงคลนิทานสกุณฤกษ์ พระทัยพร้อมพหิพยันดรราชฤทธิ์ ก็ยกพลนิกายโดยชลมารคด้วยอาการอันรวดเร็วดุจพระยาชวันราชหงส์อันนำหน้าสุวรรณหงส์ทั้งหลายทั้งปวงไปในราตรีนั้น ฝ่ายทัพเรือพะม่ายกลงมาตรัสเห็นแล้วก็รีบเรือรับ เรือพระที่นั่งกับทั้งเรือทหารทั้งปวงไล่ตะลุมบอน ยิงปืนจ่ารงค์มณฑลนกสับคาบศิลา ถูกพะม่าล้มตายพ่ายขึ้นไปเถิงทัพใหญ่จึงให้ยิงปืนตับใหญ่ พะม่าแตกตื่นล้มตายด้วยฝีมือทหารไทยฟันแทงในน้ำเป็นอันมาก บ้างหนีขึ้นบกเล็ดลอดซ่อนเร้นสะดุ้งใจ ที่หนีไปแว่นแคว้นแดนอังวะได้นั้นน้อยนัก ทหารไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธเรือรบไล่ครั้งนั้นได้เป็นอันมาก พระเกียรติยศก็ฤาชาปรากฏดุจพระยาไกรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์จตุบาททั้งปวง” (หมายเหตุ :สะกดตามเอกสารเดิม)

ชัยชนะที่ค่ายบางกุ้งนี้ มีผลอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของกองทัพไทย หากพ่ายแพ้ครั้งนี้การกู้ชาติของพระเจ้าตากสินจะต้องมีปัญหา เพราะขวัญกำลังใจถูกทำลายลงอีก ทั้งเมืองสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์และยังไม่เคยถูกพม่ารุกรานเหมือนกรุงศรีอยุธยา ก็คงถูกปล้นสะดมไม่เหลือความมั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรมมาถึงทุกวันนี้แน่

ครั้นเผด็จศึกสำเร็จแล้ว พระเจ้าตากสินทรงพาทหารเข้าพักที่ค่ายบางกุ้ง ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทย-จีนให้มีความสามัคคีปรองดองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรักกันฉันญาติมิตร ตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ตรัสว่า

“เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา”

มีความหมายว่า คนที่เป็นญาติพี่น้องกัน ถ้ามิได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่มิใช่ญาติหากได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนเป็นญาติสนิท

สงครามที่ค่ายบางกุ้งนี้ นอกจากจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนไทยที่สูญสิ้นไปกลับคืนมาแล้ว ยังทำให้ชุมนุมต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ยามแผ่นดินว่างกษัตริย์ ได้หันมายอมรับกองกำลังกู้ชาติของพระเจ้าตากสิน รวมกันกลับมาสู่ความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี เสด็จไปตามลำน้ำแม่กลอง ครั้นเสด็จผ่านค่ายบางกุ้งได้หยุดทัพพักเสวยพระกระยาหารกลางวันที่วัดกลางค่ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2317 ก่อนเสด็จต่อไปราชบุรีเมื่อบ่ายโมงเศษ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ค่ายบางกุ้งหมดความสำคัญลง ตัวค่ายและโบสถ์วัดบางกุ้งน้อยที่อยู่กลางค่ายถูกทิ้งร้างเกือบ 200 ปี ทำให้ธรรมชาติมีเวลาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับโบสถ์ คือพันธุ์ไม้ 4 ชนิด มี โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง ได้อาศัยขึ้นบนหลังคา และแผ่รากกระจายไปตามฝาผนังเลื้อยลงถึงดิน ผนังโบสถ์ทั้ง ๔ ด้านจึงมีรากไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้เกาะรัดเหมือนตาข่าย ส่วนกิ่งใบก็ปกคลุมหลังคาจนร่มครึ้ม ตัวหลังคาก็ผุพังไปเหลือแต่โครงไม้บางส่วน จนกลายเป็น “โบสถ์อันซีน” ในกิจกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันอีกด้วย

ในปี พ.ศ.2510 นายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เลือกค่ายบางกุ้งเป็นที่ตั้งค่ายลูกเสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยตั้งศาลเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ต่อมาค่ายลูกเสือนี้ได้ยุบเลิกไป ทางวัดบางกุ้งใหญ่จึงได้รวมอาณาเขตวัดบางกุ้งน้อยไว้เป็นอารามเดียวกัน และพัฒนาค่ายบางกุ้งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้าง “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขึ้น

ส่วนโบสถ์กลางค่ายซึ่งได้ชื่อว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” เป็นโบสถ์ก่ออิฐถือปูนกว้าง 8 เมตร ยาว 23 เมตร มีหน้าต่างด้านข้างด้านละ 3 บาน มีประตูทางเข้าออกทางด้านหน้าประตูเดียว ส่วนภาพเขียนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาบนฝาผนัง ได้ถูกน้ำฝนที่รั่วเข้ามาจนภาพเลือนหายไปหมด จึงได้เทฝ้าเพดานเป็นคอนกรีตกันฝน เพราะไม่อาจซ่อมหลังคาได้ ต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพผุพังเช่นเดิม

 ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 2 เมตร นามว่า “หลวงพ่อนิลมณี” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ประดิษฐานอยู่

นอกเหนือจากการมาชม “โบสถ์โพธิ์ปรก” ที่เป็นอันซีนเมืองสมุทรสงคราม กราบขอพรหลวงพ่อนิลมณี และขอโชคลาภจาก “ศาลนางไม้เจ้าจอม” กราบถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้ว  อย่าลืมตามหา รูปปั้นเลียนแบบใบหน้า “ลุงตู่” พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับลุงป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้พบด้วย  จะได้ถือว่า มาถึง “ค่ายบางกุ้ง” อย่างสมบูรณ์แบบ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'โกฮัง..หัวใจโกโฮม' 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังน้องหมาแบบไทยที่ทำให้คูมีความสุข สนุก รู้สึก ฮีลใจ ดีต่อใจ บรรดาทาสหมาหัวใจ ละลายอย่างแน่นอน 1เจ้าหมา3เจ้านายกับความหมายของคำว่าบ้าน การเดินทางเพื่อตามหา ‘บ้าน’ ที่เจ้าหมาจรฝันอยากจะมี ผ่านสามเจ้าของ ในสามช่วงวัย ที่จะอยู่ในใจมันตลอดกาล

หน้าหนังของ โกฮัง..หัวใจโกโฮม ชวนให้นึกถึง หนังเรียกน้ำตา หนังเศร้า เหมือนที่ หนังหมาๆ หลาย เรื่องเรื่อง แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนัง โกฮัง..หัวใจโกโฮม กลับไม่ใช่อย่างที่คิด
โกฮัง..เรียกน้ำตา ได้จริง แต่ เป็นน้ำตา ในหลายๆ รูปแบบ ความสุข ความเศร้า ที่ มาจาก การอินไปกับ น้องหมากับ เจ้าของ ไม่ได้มาจากการ ขยี้ ..อะไรมากมาย มาจากข้างในล้วนๆ อารมณ์ได้ น้ำตา..มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตลอดเรื่องโกฮัง..หัวใจโกโฮม พาไปดู หมาจรโกฮัง ใน 3ช่วงวัย สามช่วงเวลา เหมือนดู หนังสั้น3 เรื่อง 3แนว 3อารมณ์ 3ผู้กำกับ ตัวละครหลักไม่ซ้ำกัน

สามหมาสามวัยที่มารับบทเป็น ‘โกฮัง’น่ารัก เล่นดี ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น เจ้าโคริ รับบท โกฮัง ,เจ้ามีโชค รับบท บราวนี่ (โกฮังวัยหนุ่ม) ,เจ้าหิมะ รับบท หิมะ (โกฮังวัยชรา)
ยาซูชิ คิตะจิมะ ดูอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ท่าทางใจดี ดึงให้ขำ/รอยยิ้ม ชวนให้เหงา ไปกับ ภาพคนไกลบ้านเหงา มีแค่ หมาน้อย ตัวเดียว เป็นเพื่อน

พิ้งกี้-ปู มามี ตา นางเอกสาวเมียนม่าในบท ‘น้ำชา’ รักเธอเลย เล่นเก่ง เล่นเป็นธรรมดา สวยน่ารักในแบบ สาวแกร่ง ไกลบ้าน ดูบู๊ลุยๆ สีหน้าแววตา ถ่ายทอด ความในใจ ของตัว น้ำชา ออกมาได้เป็นอย่างดี ดูแล้ว สงสารเอาใจช่วย กับ การเป็นคน จากบ้าน มาเป็นแรงงานเถื่อน เพลินไปกับ การผจญภัย ไปกับ เจ้าบราวนี่-โกฮังฉากร่ำลา หมาน้อย ทาแป้งทานาคา ให้ เพื่อนรักหมาน้อย งดงามดีงาม เล่นเอาน้ำตาซึม

เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน มาแบบน่ารักๆ ทะเล้นๆ ทำให้โลกดูสดใส แต่พอถึง ฉากดราม่า น้ำตาไหล ทั้งกับ คนรักและน้องหมา ก็เล่นได้ดี  ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล สวยใสน่ารัก ในแบบ สาวรุ่นใหม่ GenZ ดูเป็น สาวมั่น สาวเก่งเจ้านาย-ตู จับคู่รับส่งบทกันได้ดี ทั้งรัก ดราม่า หัวเราะ ยิ้ม เสียน้ำตาไม่เพียง นักแสดงหลัก นักแสดงสมทบ/รับเชิญ ก็เข้ามาเติมเต็ม ในแบบที่กำลังดี ไม่แย่งไม่ขโมยซีน เพิ่มความสนุกให้กับ เรื่องได้มากทีเดียว

ตาต้าร์-ชาติชาย ชินศรี ในบท ‘ไพฑูรย์’คนขับของ ฮิโระ สีหน้าคำพูด เรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกฉาก เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติในบท ‘เหมียว’สาวที่อยากได้ โกฮัง มาเลี้ยงแทน เจ้ามะลิ หมาเลี้ยงที่จากไป เรียวตะ โอมิ เป็น  ‘ซาวาดะ’พนักงานใหม่ที่มาแทน ฮิโระ เป็นแฟนของ เหมียว อ้น-นพพันธ์ บุญใหญ่ แรงร้ายมจนคนเกลียด กับบท ‘พ่อกุ้ง’เจ้าของเพจ หมาจร โย-อรุณี ขวัญยืน รับบท ‘ป้าศร’ป้าขายข้าวใจดีที่สถานีรถไฟ ที่ปรึกษาของเด็กๆ มหาวิทยาลัยแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกแม่ชมพู่-อาริยา เด็กน้อย ชั้นเรียนศิลปะของ เปเล่ น่ารักสุดๆ รวมทั้งบรรดา พนักงานบริษัทญี่ปุ่น เพื่อนๆ ร่วม มหาลัยของ ใจดีกับเปเล่ เด็กน้อยตัวเล็กๆทั้งในงานวัด ในโรงเรียนสอนศิลปะ หรือ หนุ่มพม่า ที่ให้ น้ำชาติดรถ

ต้องชม หมู-ชยนพ บุญประกอบ, บาส- นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, อัตต้า-อัตตา เหมวดี สามผู้กำกับ ที่ต่างช่วยกำกับในแต่ละช่วงเวลา  โกฮัง..หัวใจโกโฮม ออกมาได้ดี ชัดเจน ในแนวที่ตัวเองถนัดโกฮัง..หัวใจโกโฮม คือ หนังไทยที่ดีงาม ดูลงตัว กลมกล่อม ผสมกันได้อย่างลงตัว ทั้ง เรื่องราว การเล่าเรื่อง นักแสดงเล่นเก่ง ทั้งหมา และคน  งานโปรดักขั่นดีงาม บทดี ภาพสวย ตัดต่อลื่นไหล ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ ที่ไพเราะ ในเพลง Love Me Love My Dog เสียงร้องของ เจ้านายรักหมดใจ โกฮัง..หัวใจโกโฮม คือหนังไทย ที่ดีงามชอบในอันดับต้นๆของ  GDH เข้าไปอยู่ในดวงใจเรียบร้อยแล้วเสียน้ำตา..ยิ้ม..หัวเราะ..แบบนี้ โดนใจ ไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

'โย-ยศวดี'ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

47 แล้วงัยใครแคร์! งานนี้ไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนย้อนวัยให้เปลืองน้ำมัน โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร ขอปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ อย่างจริงจังและตั้งใจ เพื่อที่จะกลับมาฟาดงานในวงการแสดงและภาพยนตร์อีกครั้ง ย้อนวัยฉ่ำ โดยมีตัวแม่แห่งวงการศัลยกรรมขั้นแอดวานซ์ “มาดามมายด์เวลเนส” หรือ “ครูมายด์กูรูศัลยกรรมเกาหลี” เอเจนซี่ตัวท็อปของประเทศไทย ที่คร่ำหวอดเก็บแต้มประสบการณ์ศัลยกรรมมากว่า  20 ปี  และอยู่ในวงการเอเจนซี่เกาหลี แถมยังเปิดคลินิกเวลล์เนสดูแลด้านสุขภาพและความงามมาแล้วเกือบ 10 ปี คอยดูแลประคบประหงมด้วยตัวเองในทุกๆ ขั้นตอน ระหว่างที่ “สาวโย-ยศวดี” มาทำสวย ศัลยกรรมชุดใหญ่ไฟกระพริบที่ประเทศเกาหลี

งานนี้ “สาวโย” สู้สุดใจ พร้อมสวย ย้อนวัยซะให้เข็ด ท่ามกลางกำลังใจแน่นๆ จากพี่สาวแสนสวย “เอ-อัญชลี”และหลานรัก “น้องไคล่า” คอยดูแลไม่ห่างด้วยความอบอุ่น หลังจากที่ทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว พักฟื้นไม่นาน ก็พร้อมเป๊ะเวอร์ ด้วยบริการตัดไหม ดูแลสุขภาพต่อเนื่องและครบวงจรที่สุดในเกาหลี โดยหัตถการที่ “สาวโย” ทำกับ “หมอลี แจ-ฮวา” ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ  ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการทำศัลยกรรมมากที่สุด ดูแลทั้งบริบทของใบหน้า ตั้งแต่ ดึงหน้า ตา จมูก โครงสร้างหน้า ครบจบ เรียกว่าสวยยันกระดูก กันเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่จบ “สาวโย” ขอจัดอีกชุดใหญ่ ทั้งแก้ไขตาบน เก็บหนังตา + เคลียร์กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง, จัดเรียงไขมันตาล่าง เก็บริ้วรอบใต้ตาและยกกระชับมาแก้มขึ้น และ ดึงคอ ดึงเหนียง ดึงหน้า ดึงขมับ ในที่สุดก็ได้ใบหน้าสมปรานา ย้อนวัยสมใจ “สาวโย-ยศวดี”  ส่วนใครที่อยากสวยตามรอย “สาวโย” โอกาสพิเศษมาถึงแล้ว ปรึกษาศัลยกรรมกับ “หมอลี” แจ-ฮวา ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ จากโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง ที่ทำให้โย ยศวดี ดารา K-POP และ Celebrity  ชื่อดังในเกาหลีมากมาย จะเดินทางมาให้คำปรึกษาเรื่องความงามให้กับสาวไทยที่ MWC – Mind Wellness Clinic Center คลินิกความงามและสุขภาพ (ทาวน์อินทาวน์) 

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ 'จรไม่เจ็บ' และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

ณ ลานกลางแจ้ง CRAFT Terrace ของโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ กลายเป็นเวทีแห่งความตั้งใจและน้ำใจ เมื่อคุณเก๋ ชลลดา สิริสันต์ (เมฆราตรี) นางแบบ นักแสดง และพิธีกรรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ร่วมฉลองครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิ ท่ามกลางอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงชื่อดัง นักอนุรักษ์สัตว์ และผู้สนับสนุนที่มาร่วมใจกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คุณเก๋ ชลลดา ได้สร้างเครือข่ายระดับประเทศเพื่อช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์ที่ถูกทารุณกรรม และสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ ผ่านการจัดหาที่พักพิง การหาบ้านใหม่ การทำหมัน และการให้ความรู้แก่สาธารณชนเรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ในงานนี้ยังมีการสัมภาษณ์บนเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังเรื่องราวการเดินทางของเธออย่างใกล้ชิด ทั้งความสำเร็จที่ผ่านมาและแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนมูลนิธิมาตลอด

งานนี้ยังได้เปิดตัว Friends of the Voice 2026 กลุ่มพิเศษที่ประกอบด้วยอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในไทย 14 บัญชี ได้แก่ @aivygoodcat, @bellaandmetang, @bigmootoo, @diak_dachshund, @gg.chatt, @jk_labrador, @mc.nrs, @mha.mahamek, @neow_mued, @omkoithemountaindog, @stevejibs_goldenretriever, @tama.theshiba, @thesamoyed.journey และ @tony_thecatsdaddy ซึ่งได้รับเลือกมาเพื่อช่วยขยายพันธกิจของมูลนิธิสู่ผู้ติดตามรวมกันหลายล้านคน โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันยังจะมีการเปิดตัวแคมเปญระดมทุนบนแพลตฟอร์ม Taejai.com ในชื่อ จรไม่เจ็บ โดยยอดบริจาคทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนกองทุนฉุกเฉินช่วยเหลือสุนัขและแมวจร ที่ได้รับอุบัติเหตุ ถูกทำร้าย และโรคร้ายแรงต่างๆ ของมูลนิธิโดยตรง นอกจากนี้คุณเก๋ ชลลดา ยังได้เปิดตัว Human Kind Society องค์กรเพื่อสังคมแห่งใหม่ที่มีเป้าหมายสนับสนุนมูลนิธิ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นไทย Maison de Auri และปิดท้ายงานด้วยพิธีตัดเค้กที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอย่างแน่นอน เพื่อเฉลิมฉลอง 14 ปีแห่งความมุ่งมั่น

สำหรับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างลงตัว แพทริค โบธ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมกล่าวว่า “ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ เราเชื่อมาเสมอว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้มาแค่เยี่ยมเยียน — พวกเขาคือครอบครัวของแขก และเราก็ต้อนรับพวกเขาในแบบนั้น การได้เป็นเจ้าภาพงานครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ที่นี่จึงรู้สึกถูกต้องอย่างยิ่ง การทำงานของมูลนิธิสะท้อนพันธกิจที่มาจากหัวใจ ซึ่งสอดคล้องกับทุกสิ่งที่เราเชื่อและยึดมั่น เราภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างพวกเขาและ Friends of the Voice ทุกคน เพื่อส่งเสียงแทนสิ่งที่ควรได้รับการรับรู้ในวงกว้าง”หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา และร่วมสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.thevoicefoundation.org หรือติดตามได้ทาง Instagram ที่ @thevoicefoundation ทาง Facebook ที่ @thevoiceforanimals และทาง TikTok ที่ @thevoicefoundation.org  เว็บไซต์: https://www.kimptonmaalaibangkok.com

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

ศิลปินจีเอ็มเอ็มมิวสิคร่วมรณรงค์แต่งชุดไทยในแคมเปญ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมสืบสานความเป็นไทย นำทัพศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้แก่ ต่าย อรทัย, ก้านตอง ทุ่งเงิน, เอิร์น สุรัตน์ติกานต์, เต๋า ภูศิลป์, เปาวลี พรพิมล, อิสร์ อิสรพงศ์, ดอกอ้อ ทุ่งทอง     รัชนก ศรีโลพันธุ์, ข้าวทิพย์ ธิดาดิน และ เวียง นฤมล ร่วมรณรงค์ส่งเสริมการแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยในแคมเปญ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” จัดโดย กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนอกจากนี้ ยังเชิญชวนทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยในสไตล์ของตัวเอง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและสร้างการมีส่วนร่วม   ของทั้งประเทศ

ต่าย อรทัย เปิดเผยว่า “ต่ายเชื่อว่า ผู้หญิงเราไม่ว่าจะ Gen ไหน จะสวยเสมอเมื่อใส่ชุดไทย เพราะชุดไทยของเรา  สื่อถึงความอ่อนช้อยและงดงามมากๆ เลยนะคะ เนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย ต่ายขอเป็นตัวแทนร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของชุดไทยสู่สายตาคนทั่วโลก กับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ และอยากเชิญชวน ให้ทุกคนแต่งชุดไทยในแบบของเรา เพื่อสืบทอดความงดงามและทรงคุณค่าความเป็นไทยในทุกช่วงเวลา   อย่างยั่งยืนไปด้วยกันนะคะ”

ก้านตอง ทุ่งเงิน เปิดเผยว่า“ก้านตองขอร่วมถ่ายทอดความงดงามของชุดไทย และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยเนื่องในสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทยค่ะ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เสน่ห์ของความเป็นไทยก็ยังคงงดงามและมีคุณค่าเสมอ ขอชวนทุกคนมาร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยและสร้างเทรนด์ใหม่ไปด้วยกันกับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ พาความเป็นไทยในแบบของเราไปให้คนทั้งโลกได้ชมกันค่ะ”

เต๋า ภูศิลป์ เปิดเผยว่าชุดไทยไม่ว่าภาคไหน ล้วนมีเอกลักษณ์ที่สวยงาม แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมของพวกเราชาวไทยทุกคน เรามาร่วมแสดงความเป็นไทย ด้วยการแต่งชุดไทยทั้งแผ่นดิน กับแคมเปญ ‘ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน’ มาร่วมแสดงพลังความเป็นไทยกันนะครับ