พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

พลพีร์ เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟประชาชน

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“พลพีร์” เผย กพช.ไฟเขียว นำค่าไฟทางไฟสาธารณะ พ้นบิลค่าไฟปชช. ดึงกำไรดาต้าเซ็นเตอร์ชดเชย เล็งเริ่มรอบบิล ส.ค. 

เมื่อเวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติ ปรับเกณฑ์ค่าไฟโดยคิดอัตรา 3 บาทในกลุ่มผู้ใช้ 200 ยูนิตแรก นอกจากนี้ให้ไปคิดค่าไฟโดยจะเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงที่ประชุมมีมติ ให้เอาค่าไฟสาธารณะออกจากบิลของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะไปหาวิธีการบริหารจัดการงบประมาณเอง โดยสิ่งที่เราจะทำคือไปนำมาจากตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีการลงทุนในอนาคต 

นายพลพีร์  กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.วันนี้จะส่งมติต่อให้กับคณะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึง 3 การไฟฟ้าจะไปรับฟังความคิดเห็นอีก 15 วัน จากนั้นจะนำไปพิจารณาเรื่องเรทราคา และอีกส่วนที่ได้จากผลประกอบการของดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะนำมาชดเชยกับในส่วนของค่าไฟสาธารณะ ประมาณ 1.8 หมื่นล้าน ก่อนที่จะนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคิดว่าจะดำเนินการได้เร็วที่สุดภายในรอบบิลเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อถามว่า ในส่วนของการนำค่าไฟทางและสาธารณะออกมาโดยที่ไม่เรียกเก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ ใช่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะจัดการตรงนี้อย่างไร โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะรับไปดูแล ซึ่งดูจากผลกำไรของกิจกรรมต่างๆ  และส่วนหนึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)จะไปดูแล ส่วนสัดส่วนจะออกมาอย่างไรต้องรอกกพ.เรียกคุยอีกครั้ง จะมาจากการบริหารตรงนี้ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมารับผิดชอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเรทค่าไฟของดาต้าเซนเตอร์ ที่อาจจะแพงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน โดยจะพิจารณาจากการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และค่าไฟของประเทศอื่นมาประกอบกับมาตรการที่เราคิดว่าจะเป็นอย่างไร โดยต้องพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งในส่วนข้อดีจะมีการลงทุนมหาศาล แต่ไม่เกิดการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรในไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเป็นน้ำ-ไฟ หากยิ่งใช้ไฟเยอะต้นทุนการผลิตยิ่งเยอะ ก็หมายความว่า เราใช้แก๊สเยอะขึ้น ราคายิ่งสูงขึ้น ซึ่งต้องมีคนมาดูแลตรงนี้แต่ต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

เปิดประวัติ อุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

เปิดประวัติ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

15 ก.ค.2569 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

สำหรับ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เกิดวันที่ 22 พ.ย.2497 ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2563

ประวัติการศึกษา

นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ.2517)

เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (พ.ศ.2518)

นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ.2525) ตำแหน่งหน้าที่สำคัญในอดีต

นายทหารพระธรรมนูญ กองทัพเรือ (25 มี.ค.2519 – 30 ก.ย.2524)

ผู้ช่วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาประจำกระทรวงช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดทุ่งสง และผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดแม่สอด ศาลจังหวัดพิษณุโลก และศาลจังหวัดนครสวรรค์ (1 ต.ค.2524 – 31 ต.ค.2534)

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวงช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหลังสวน ศาลจังหวัดอุทัยธานี และศาลจังหวัดกำแพงเพชร (1 พ.ย.2534 – 10 เม.ย.2540)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา (11 เม.ย.2540 – 2 มิ.ย.2542)

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 6 (3 มิ.ย.2542 – 1 ต.ค.2549)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ภาค 3 (2 ต.ค.2549 – 30 ก.ย.2550)

ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 5 และประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 3 (1 ต.ค.2550 – 30 ก.ย.2552)

รองประธานศาลอุทธรณ์ (1 ต.ค.2552 – 30 ก.ย.2554)

อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ (1 ต.ค.2554 – 30 ก.ย.2556)

ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ต.ค.2556 – 30 ก.ย.2557)

ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 (1 ต.ค.2557 – 30 ก.ย.2559)

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ต.ค.2559 – 30 ก.ย.2561)

ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา (1 ต.ค.2561 – 25 ก.พ.2563)

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

โสภณ ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ด่วน!”โสภณ” ประกาศยกเลิกระเบียบแต่งตั้งบุคคลช่วยงานสภา-ส.ส.-ส.ว. ฉบับปี 68

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวปไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ระเบียบรัฐสภายกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน
ของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2569 

โดยที่เป็นการสมควรยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภาพ.ศ. 2545 ก.ร. จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ 1ระเบียบนี้ให้ไข้ยังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ข้อ 2 ให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภา

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.วินิจฉัย 7 ต่อ 2 ชี้ข้อห้ามสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พ้นโทษไม่ถึง 5 ปี ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

ศาลรัฐธรรมนูญมติ 7 ต่อ 2 ชี้ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ มาตรา 50 (18) ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนคุณสมบัตินายก อบต.รอด มติเอกฉันท์ไม่ขัดกฎหมายสูงสุด

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์วินิจฉัยคำโต้แย้งจากศาลปกครองพิษณุโลกและเชียงใหม่ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้บทบัญญัติลักษณะต้องห้ามสิทธิสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดและพ้นโทษยังไม่ถึง 5 ปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 ขณะที่ปมคุณสมบัตินายก อบต. มติเอกฉันท์ชี้ไม่ขัดกฎหมาย

ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีพิจารณาที่ 34/2568 และเรื่องพิจารณาที่ 40/2568 ซึ่งศาลปกครองพิษณุโลกและศาลปกครองเชียงใหม่ ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ 111/2568 และคดีหมายเลขดำที่ 189/2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยผลการพิจารณาในประเด็นแรก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (18) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดตามพ.ร.บ. นี้ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง นั้น

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน ประกอบด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนประเด็นที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 58/1 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาทิ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้งและสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา นั้น ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ด่วน! มติเสียงข้างมากเลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกัน 9 คน ระหว่างบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรง ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมญกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ได้มีมติเลือกนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ 

ทั้งนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติติติต่อไป

สืบเนื่องมาจากกรณีตามที่วุฒิสภา ในคราวการประชุมครั้งที่ 24 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันอังคารที่23 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธธรรมนูญ ตามมาตรา 8 (4) ประกอบมาตรา 12 วรรคสิบ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จำนวน 1 คน คือ พลตำรวจโทจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดให้บคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธธรรมนูญดังกล่าว ประชุมร่วมกับ (1) นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม (2) นายวิรุหห์ แสงเทียน (3) นายจิรนิติ หะวานนท์ (4) นายนภดล เทพพิทักษ์ (5) นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ (6) นายอุดม รัฐอมฤต (7) นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และ (8)นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญและแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติติต่อไป

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

ปกรณ์ เผย รัฐผุดแนวคิด ‘ประกันภัยพิบัติ’ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว-ช่วยลดภาระงบประมาณ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

”ปกรณ์“ เผย รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย ขณะที่ เบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ เชื่อ ประชาชนได้เงินเร็ว – จำนวนมากกว่ารัฐจ่าย – ช่วยลดภาระด้านงบประมาณ ล่าสุด “มหาดไทย – คลัง – คปภ. – สมาคมประกันวินาศภัย“ คุยเบื้องต้นแล้ว ยึดโมเดลญี่ปุ่น รอสรุปก่อนนำหลักการ ชงครม.เร็วๆนี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุภัยพิบัติต่างๆที่ปัจจุบันทวีความรุนแรง และเกิดเหตุถี่ขึ้นว่า รัฐบาลติดตาม และหามาตรการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ศึกษาแนวทางการช่วยเหลือประชาชน นอกเหนือจากแนวทางที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายคือทำอย่างไรที่จะทำให้เงินชดเชยที่ให้กับประชาชนสูงขึ้น จึงมีการพูดถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนเรื่องการทำประกันภัยภัยพิบัติ ว่าภาคเอกชนจะสามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนได้อย่างไร 
     
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งหลักการเบื้องต้นจะเหมือนกับแนวทางของประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม และวาตภัย ถ้ามีบริษัทเข้ามารับประกันภัยจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณส่วนนี้ได้ รวมถึงหากเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอกชนจะจ่ายเงินได้รวดเร็วกว่าภาครัฐ    

นายปกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทางภาคเอกชนอยากจะทำอยู่แล้ว ขณะที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการได้รับเงินเร็วขึ้น และได้จำนวนเงินมากขึ้น สมมติถ้าเกิดความเสียหาย รัฐสั่งจ่าย 9,000 บาท แน่นอนว่าไม่เพียงพอ เพราะการซ่อมแซมบ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่านั้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะจ่ายได้ขนาดนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดประกันภัยพิบัติ ซึ่งโมเดลของประเทศญี่ปุ่น กรณีเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริษัทประกันจะจ่ายก่อนด้วยความรวดเร็ว เท่ากับความเสียหายจะได้รับการชดเชยเร็ว ซึ่งแต่ละพื้นที่เบี้ยประกันจะไม่เท่ากัน เพราะมีความเสี่ยงที่จะประสบภัยต่างกัน การให้บริษัทเอกชนเข้ามารับประกันภัย ข้อดีคือการจ่ายเงินจะมีความรวดเร็ว เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดจะจ่ายได้ทันที
     
“ปัจจุบันเวลาเบิกจ่ายงบประมาณแต่ละครั้งจะมีความยุ่งยาก บางครั้งมีความล่าช้า ทำให้ผู้ประสบภัยเดือดร้อนมาก และได้เงินนิดเดียว เพราะรัฐจ่ายแบบครอบคลุม แต่หากเป็นการจ่ายลักษณะเบี้ยประกันภัยจะมีเพดานการจ่าย จ่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่หรือจ่ายปกติเท่าไหร่ หากเกินกว่านั้นบริษัทประกันไม่รับ ก็เป็นส่วนที่ต้องมาดูว่ารัฐจะช่วยได้เท่าไหร่ ซึ่งจำนวนไม่มากแล้ว ถือเป็นการช่วยลดภาระทางการคลัง ยืนยันว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ดูแล รัฐยังดูแล แต่เป็นการดูแลที่เป็นประโยชน์มากกว่า“ นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหารือกันเบื้องต้นแล้ว อยู่ในขั้นตอนสรุปตัวเลขเพื่อนำเสนอหลักการต่อครม. ว่าจะใช้แบบเดียวกับของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตนได้เร่งให้ดำเนินการเพื่อจะได้เสนอหลักการต่อที่ประชุม ครม.โดยเร็วที่สุด 

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

บอร์ดเด็กแห่งชาติ ไฟเขียว เบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท 0-6 ปี

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

“ยศชนัน” ประชุม “บอร์ดเด็กแห่งชาติ” ไฟเขียวเบี้ยเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า 600 บาท ตั้งแต่ 0-6 ขวบ ชูวาระ “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” พร้อมหนุนแผนยุทธศาสตร์เยาวชน 10 ปี

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ประเด็นการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะการเกิดที่น้อยลง ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญ คือ การทำให้เด็กและเยาวชนที่เกิดมามีคุณภาพและผลิตภาพ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาจึงต้องก้าวให้ทัน 

นายยศชนัน ย้ำอีกว่า “การส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องมีความครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านสุขภาพทั้งกายและใจ ทักษะชีวิต และทักษะด้านอาชีพในอนาคต ผ่านการจัดสวัสดิการและการให้บริการที่เหมาะสม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม”

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าความสำคัญของการพัฒนาต้องเริ่มจาก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาได้สะท้อนความต้องการ หรืออุปสรรคที่กระทบต่อการใช้ชีวิตโดยมีผู้ใหญ่คอยหนุนเสริม ผลักดันความต้องการ และขจัดปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

สำหรับวาระสำคัญที่ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ คือการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดช่วงอายุ 0-6 ปีแบบถ้วนหน้า ในอัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาการรอคอยของประชาชน ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ยกเลิกขั้นตอนการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน เพื่อลดขั้นตอนการลงทะเบียนและช่วยให้เด็กได้รับสิทธิรวดเร็วยิ่งขึ้น  

อีกหนึ่งมติ คือการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการเกิดและพัฒนาเด็กไทยคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ 2,500 วัน” โดยที่ประชุมเห็นชอบให้การพัฒนาเด็กในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิตเป็นวาระสำคัญระดับชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรและยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งมาตรการนี้จะเน้นการใช้กลไกชุมชนร่วมดูแล บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (National Early Childhood Data Platform) 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2568 – 2574) ซึ่งครอบคลุมประเด็นการพัฒนา 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 2. การพัฒนาสุขภาวะจิตและสุขภาวะที่ดี 3. การขยายโอกาสด้านการจ้างงาน 4. การรับประกันการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย 5. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 6. การป้องกันและตอบสนองต่อความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน 

พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการผลักดันให้มีผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมในกลไกของกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย

รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

รุทธพล ลั่นจับ 2 ตัวละครสำคัญคดี Forex ครบแล้ว เชื่อ ภาวุธ ไม่หนี

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

“รุทธพล” เผย รวบผู้ต้องหาตามหมายจับคดี Forex ครบแล้ว 2 ราย  ชี้ เป็นตัวละครสำคัญ เชื่อ “ภาวุธ” ไม่หนี แจงเรียกสอบปากในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เหตุดีเอสไอต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว

วันที่ 15 กรกฎาคคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในคดี Forex ว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุม น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ของบริษัท คิวอาร์เอส ขณะนี้ได้นำตัวมาดีเอสไอเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ถือเป็น 1 ใน 2 หมายจับที่ศาลได้อนุมัติ ตอนนี้จับกุมครบ 2 คนแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.มัลลิกา ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญเลยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นโบรกเกอร์ของคิวอาร์เอส ถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญที่เราจะได้ทำการสอบสวนต่อไป เมื่อถามว่า มีบุคคลต้องติดตามตัวอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตอนนี้เราได้จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับครบแล้ว ส่วนการสอบสวน ทางดีเอสไอมีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีบุคคลที่ต้องจับกุมเพิ่ม มีเพียงที่ดีเอสไอจะต้องออกหมายเรียกมาสอบสวนและสอบปากคำ รวมถึงตัวนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 

เมื่อถามว่า กรณีนายภาวุธจะต้องเร่งดำเนินการหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงเป็นไปตามขั้นตอนของดีเอสไอว่า จะเรียกส่วนไหนมาสอบก่อนหรือสอบหลัง เมื่อถามย้ำว่า จะไม่มีการหลบหนีใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เชื่อว่า ไม่หลบหนี เพราะนายภาวุธเองก็พร้อมเข้ามายืนยันข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และดีเอสไอน่าจะเรียกมาสอบในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะดีเอสไอต้องสอบสวนผู้ต้องหาต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วอยู่แล้ว  เมื่อถามย้ำว่า จากที่คุยกับดีเอสไอ หลักฐานไปถึงนายภาวุธหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องรายละเอียดไม่ทราบจริงๆ ต้องถามดีเอสไอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า 22 คนที่ดีเอสไอออกหมายเรียก ยืนยันจะเข้ามาให้ปากคำครบทุกคนใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ในเมื่อศาลไม่อนุมัติหมายจับ เราก็ต้องออกหมายเรียก แต่ถ้าเรียกไปแล้วจะมาเลยหรือไม่ ตนคิดว่า ขึ้นอยู่บุคคลที่ได้รับหมายเรียก ส่วนจะเรียกครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 คงมีกรอบเวลา 

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุใดจึงดีเอสไอจึงขอออกหมายจับเลย พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เพราะเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่สามารถออกได้ แต่ตนเชื่อว่า ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรจึงขอศาลอนุมัติออกหมายจับ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอด สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้เข้าประเทศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.36 น.

มวยไทย อาหารไทย ฮอตในยุโรป รัฐบาลต่อยอดสร้างรายได้เข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทย เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นรายได้ การค้า การท่องเที่ยว และการจ้างงาน พร้อมรุกขยายโอกาสในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความสนใจในวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน เพื่อผลักดันมวยไทย อาหารไทย และศิลปวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือการส่งเสริม มวยไทย ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมมวยไทยในประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้ร่วมกิจกรรมฝึกมวยไทยกว่า 530 คน และมีผู้เข้าชมงานกว่า 20,000 คน โดยมี “บัวขาว บัญชาเมฆ” ร่วมเผยแพร่ศิลปะแม่ไม้มวยไทยและสร้างการรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของไทย

บัวขาว บัญชาเมฆ

มากไปกว่านั้น รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานค่ายมวยไทยในต่างประเทศผ่านระบบ Standard Muaythai Gym (SMG) ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยได้รับการรับรองแล้ว 138 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) ขณะที่ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมียิมที่เปิดสอนมวยไทยในทวีปยุโรปประมาณ 4,000 แห่ง สะท้อนความนิยมของมวยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความต้องการครูมวยไทย อุปกรณ์กีฬา และสินค้าไทยที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งช่วยต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการเดินทางมาเรียนมวยไทยในประเทศไทย

อาหารไทย เป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลส่งเสริมร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพและความเป็นอาหารไทยแท้ ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยได้รับตราสัญลักษณ์กว่า 1,500 ร้าน ใน 72 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและขยายตลาดให้สินค้า วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์อาหารไทย

อาหารไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ สถาบันอาหารคาดการณ์ว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยตลาดสหภาพยุโรปมีแนวโน้มขยายตัว 15.9% สูงเป็นอันดับสองรองจากเอเชียใต้ สะท้อนศักยภาพของตลาดยุโรปที่มีความต้องการสินค้าอาหารไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประชาสัมพันธ์อาหารไทยและร้าน Thai SELECT จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ นำเสนอการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย อาทิ “โนรา” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโก ในงาน Thailand Grand Festival 2026 ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยแก่ชุมชนไทยในต่างแดน เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันกับวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ

“นายกฯอนุทินได้เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่การเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่ต้องมองไปให้ถึงการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า การสร้างอาชีพ และความประทับใจในความเป็นไทย ต่อยอดขยายโอกาสผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก” นางสาวรัชดา กล่าว

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

การดี โพสต์ถึง ดีอี ถามปม TH-AI Passport หรือเราไม่ใช่ expert

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.08 น.

14 กรกฎาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เพื่อนๆได้ทดลอง TH-AI Passport แต่ทำไมดีอีไม่ชวน การดี เลย หรือเราไม่ใช่ expert”

ทั้งนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย อาทิ “ดูจาก ลุงป้าที่เข้าไปฟังวันที่ DE เปิดรับฟังความคิดเห็น อจ. อ้อ ไม่น่าใช่ กลุ่มเป้าหมายนะคะ” นางการดี ตอบกลับว่า “รุ่นป้าๆนี่แหละ รุ่นเดียวกันเบย” , “แอดจะลองบ้างดีมั้ยครับอาจารย์” นางการดี ตอบกลับว่า “เราต้องเปิดห้องช่วยกันลองกันค่ะพี่แอด ตอนนี้ยังอยู่ในกลุ่มทดลอง เสียใจที่เค้าลืมเรา” และ “เอ้าาาา หนูก็รอรีวิวจาก พี่อ้อ” นางการดี ตอบกลับว่า “ไม่ได้รับเชิญอ่า ทำไมเค้ารักเราไม่เท่ากัน” เป็นต้น