เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026”  เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึกกำลังร่วมกับ เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic) และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพค.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมจากนานาประเทศ ร่วมจัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” การประชุมรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิภาค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569  ซึ่งได้รับเกียรติจาก  ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากทรู คอร์ปอเรชั่น  นำโดย ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล และ เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้จัดงาน ให้การต้อนรับ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

งาน SEA Quantum Leader Summit 2026  ถือเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำนวัตกรรมจากทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล  นอกจากการสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้เดินทางไปยังเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Hackathon ศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเก็บข้อมูลนำมาออกแบบนวัตกรรมควอนตัมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายในงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้มีการบรรยายพิเศษจากตัวแทนองค์กรชั้นนำระดับโลกและหน่วยงานสำคัญของไทย ที่มาร่วมเจาะลึกทิศทาง มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงเทรนด์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

พลิกโฉมอนาคตไทยสู่ยุคควอนตัม: ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ปักธงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอาเซียน

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า งาน SEA Quantum Leaders Summit 2026 เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกภาคส่วนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค โดยเฉพาะการลงนามความร่วมมือระหว่าง qBraid และ QTRic ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาคน สร้างนักวิจัยและผู้นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย โดยเทคโนโลยีควอนตัมจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบสาธารณสุข และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากซอฟต์พาวเวอร์ของไทย และการพัฒนาพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

สกสว. ทุ่มงบวิจัย ปั้น “ควอนตัม” เป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับขีดความสามารถเทคโนโลยีไทย

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (สกสว.)  ได้เล่าถึงบทบาทที่สำคัญของ สกสว.ว่า   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม  ได้เดินหน้าบริหารงบวิจัย 7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เตรียมพร้อมพลิกโฉมอนาคตด้วยเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณร้อยละ 40 เป็นทุนพื้นฐานสำหรับมหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัย ขณะที่ร้อยละ 60 เป็นทุนเชิงกลยุทธ์ ดำเนินการผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน เพื่อผลักดันงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ  ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 นี้ การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมได้ถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญแห่งชาติ พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัม การพัฒนาบุคลากร และการจัดตั้งศูนย์ควอนตัมแห่งชาติ โดยมุ่งต่อยอดสู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร พลังงานและวัสดุขั้นสูง และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามยุคดิจิทัล สู่ยุคควอนตัม: โอกาสครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic)  ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัมอย่างเป็นรูปธรรม หลังวางรากฐานและสร้างระบบนิเวศควอนตัมต่อเนื่องกว่า 6 ปี ภายใต้การสนับสนุนของ บพค. และ สกสว. พร้อมเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนทั่วประเทศ  จากจุดเริ่มต้นในห้องปฏิบัติการสู่การปลดล็อกศักยภาพคอมพิวเตอร์ควอนตัม เทคโนโลยีที่จะพลิกโลก ซึ่งเปรียบได้กับการเปลี่ยนผ่านจากยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล ด้วยศักยภาพการประมวลผลที่ทรงพลังใช้พลังงานน้อยลง พร้อมผนึกกำลังกับเทคโนโลยี AI สามารถยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด จนถึงสาธารณสุข โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกได้ถึง 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 4-10 ปีข้างหน้า หรือ 2-4 เท่าของ GDP ประเทศไทย  โจทย์สำคัญของไทยคือการร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจควอนตัม ผ่านการพัฒนาบุคลากร การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับอาเซียนและนานาชาติ  พร้อมใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์  ดึงดูดกลุ่มทาเลนต์ นักลงทุน และผู้ประกอบการเทคโนโลยีจากทั่วโลก  โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง “ASEAN hub of quantum use cases” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชันตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน  พร้อมยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา และผู้นำเทคโนโลยีควอนตัมแห่งภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

เครือซีพีและทรู เปิดเกม Quantum AI วางรากฐานไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เครือซีพีและทรู เดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม ด้วยการผนึกศักยภาพศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ทำงานเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมอัจฉริยะของไทย ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ BioTech, Data Center และ Digital AI & Robotics พร้อมต่อยอดสู่ Quantum AI ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของโลกเทคโนโลยีในยุคหลัง AI เพื่อแก้โจทย์ความท้าทายระดับประเทศและระดับโลกตั้งแต่การค้นคว้าวิจัยยาและวัคซีน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง QTRic และ qBraid โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ใช้สู่ผู้สร้างนวัตกรรมระดับภูมิภาค ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการลดความซับซ้อนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้ทั้งองค์กรและผู้บริโภค 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะแบบอัตโนมัติครบวงจร  ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มโทรคมนาคมเท่านั้น แต่พร้อมขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยในอนาคต  3. การประยุกต์ใช้ Digital Twin เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนขององค์กร เมืองอัจฉริยะ และระบบต่าง ๆ ช่วยให้สามารถทดสอบสถานการณ์ คาดการณ์ผลลัพธ์ และวางแผนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น 4. Quantum Safe เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ทุกระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยและป้องกันข้อมูลได้จริง โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุค Post-Quantum ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแผนริเริ่ม “Thailand Quantum Club” เปิดพื้นที่การเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีควอนตัม  ได้พัฒนานวัตกรรมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยมุ่งทำให้เทคโนโลยีควอนตัมเป็นเรื่องใกล้ตัว พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรและการต่อยอดองค์ความรู้ของคนไทยสู่เวทีโลก ตลอดจนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของภูมิภาคในอนาคต

ปฏิวัติโลกเทคโนโลยี: ผสานพลัง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม ขับเคลื่อนสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่แห่งยุคดิจิทัล

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid 

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา  กล่าวถึงการทำงานของควอนตัมไว้ว่า  การผสานพลังระหว่าง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกเทคโนโลยี ผ่านระบบ Agentic Framework ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents ซึ่งเปลี่ยนการเขียนโค้ดควอนตัมอันซับซ้อนให้เป็นการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ พร้อมบริหารจัดการการทำงานร่วมกันระหว่างทรัพยากรประมวลผลขั้นสูงได้อัตโนมัติ  ด้วยกระแสการลงทุนด้านควอนตัมทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง qBraid ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักพัฒนาและผู้กำหนดนโยบายเข้าถึงฮาร์ดแวร์ควอนตัมและเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น ช่วยปลดล็อกและนำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในงานวิจัยขั้นสูง ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน โลจิสติกส์ ตลาดทุน  โดรนอัจฉริยะ และการบริหารจัดการทรัพยากรที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นว่า AI และควอนตัม ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ พร้อมเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาบุคลากร สร้าง Use Case เชิงอุตสาหกรรม และผลักดันให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ควอนตัมระดับชาติปี 2027 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน 'มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2' สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กระทรวง อว.จับมือ 19 สถาบันกลุ่ม 2 เดินหน้าผลิตบัณฑิตกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงาน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน – สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่10,000 คนใน 150 พื้นที่ ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

9 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วมงานสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีอธิการบดีและคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ศ.ดร.ศุภชัย ได้ปาฐกถาพิเศษมอบแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม โดยหยิบยกกรณีศึกษาข้อมูลสถิตินักศึกษาและผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ (TCAS) รอบที่ 3 ตั้งแต่ปี 2567-2569 สะท้อนความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการหลักสูตรท่ามกลางภาวะประชากรวัยเรียนที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมตั้งโจทย์สำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้นักศึกษาที่มีจำนวนน้อยลง ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง” โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ,เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, เทคโนโลยีอาหาร, พลังงานสะอาด, วิศวกรรมขั้นสูง,อุตสาหกรรมอัญมณีและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาอาจารย์ให้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอน โดยขอให้มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มุ่งทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) และผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง

“กระทรวง อว.มุ่งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 นำกรอบการจำแนกสถานะ “Portfolio หลักสูตร” ไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกำหนด 3 มาตรการหลัก คือ 1) การรักษาและต่อยอดหลักสูตรธงนำในกลุ่มหลักสูตรที่มีการแข่งขันและคะแนนทดสอบสูงเพื่อรักษามาตรฐานและขยายผลเชิงรุก2) การยกระดับและทบทวนคุณค่าหลัก ในกลุ่มหลักสูตรที่มีศักยภาพแฝง โดยเร่งพัฒนาการสื่อสารอัตลักษณ์และจุดแข็งเพื่อเปลี่ยนผู้สมัครให้เป็นผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ และ 3) การปรับปรุงเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ในกลุ่มหลักสูตรที่มีความต้องการต่ำ โดยพลิกโฉมสู่การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงบูรณาการวิชาเดิมเข้ากับแนวโน้มเทคโนโลยีสมัยใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาทิ Fashion-Tech, Creative Manufacturing หรือ Sustainable Materials เพื่อเปลี่ยนภาพจำของหลักสูตรและสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” ว่า กรอบการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 กองทุนฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดหลัก (Super KPI) ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก และพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน รวมถึงการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ 10,000 คน ใน 150 พื้นที่ เพื่อกระจายรายได้และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณโฉมใหม่ของกองทุนฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ แบ่งเป็น 2รูปแบบหลัก คือ 1) งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศที่เน้นการผลิตกำลังคนเฉพาะทางตามโจทย์ของรัฐบาล และ 2) งบประมาณเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดสรรตามความเชี่ยวชาญของสถาบันแบบต่อเนื่องหลายปี ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเข้าไปหนุนเสริมกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการพัฒนาความเป็นเลิศผ่านแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง BAP, BAP+ และ BAP-X (Business Acceleration Platform) เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม ควบคู่ไปกับโครงการ CIOX (Chief Innovation Officer Exchange) ในการพัฒนาทักษะผู้บริหารเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมตลอดจนโครงการ SEED (Student Entrepreneurs for Enterprise Development) ที่มุ่งบ่มเพาะนักศึกษาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจในระดับสากล รวมถึงการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านโครงการ AITP (Association of Intellectual Property and Technology Transfer Professionals) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดรับกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนควบคู่กับการปฏิบัติจริง

“กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาพร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 และสถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มทั่วประเทศ สามารถปลดล็อกศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบงบประมาณและตัวชี้วัดรูปแบบใหม่นี้ จะเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยการันตีว่า ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

ทรูบิสิเนส ผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จับมือ Google for Education เร่งทรานสฟอร์มภาคการศึกษาไทย ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สู่ “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-Driven Universities) ด้วยการสร้างระบบนิเวศ AI ครบวงจร (AI Ecosystem) มุ่งเพิ่มทักษะครูผู้สอนในยุค AI เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพคนไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทรูบิสิเนส นำโครงข่ายอัจฉริยะ ยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารผ่านหลากหลายบริการ อาทิ Private Wi-Fi เชื่อมโยงการเรียนการสอนทั่วทั้งมหาวิทยาลัย พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน Google Workspace for Education ช่วยให้นักการศึกษาเข้าถึงฟีเจอร์และชุดเครื่องมือ AI สำหรับการศึกษาที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และได้รับการออกแบบมาเพื่อการเรียนการสอนจากทุกที่ บนทุกอุปกรณ์  ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่สถาบันการศึกษาในการก้าวไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI”

ติดอาวุธครูผู้สอนในยุค AI

Google Workspace for Education ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถใช้ Gemini ในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการเรียนรู้ สร้างแผนการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน และระดมความคิดเพื่อสร้างสรรค์แผนการสอน อีกทั้งยังช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยบนทุกอุปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ทรูบิสิเนส ยังส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติอย่าง Robotic Process Automation (RPA) ที่ช่วยประหยัดเวลาในงานบริหารจัดการและงานเอกสาร ทำให้ครูผู้สอนสามารถมุ่งเน้นการสอนและมีเวลาทำงานร่วมกับนักศึกษาโดยตรงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาของไทยผ่านการร่วมมือกับ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านภาคการศึกษาไทยในยุค AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษาไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมมือกับ Google ในการขับเคลื่อนโครงการ “AI for All Thais” เพื่อขยายโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูบิสิเนสได้ขยายความร่วมมือกับ Google for Education เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยไทยในการก้าวสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” โดยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายสื่อสารอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการศึกษาระดับโลก และเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับระบบและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เรามีเป้าหมายร่วมกันในการวางแนวทางและโรดแมปด้าน AI และดิจิทัลสำหรับภาคอุดมศึกษาไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในภาคอุดมศึกษามีความพร้อมรับมือกับบริบทใหม่ทั้งในโลกการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคต ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำ AI มาใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่เน้นการสร้างระบบนิเวศการศึกษายุค AI ที่มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้เร็ว ซึ่งจะสนับสนุนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยได้ในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา ทรัพยากรบุคคล และทักษะความพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป”

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education 

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (ยกเว้นญี่ปุ่น) กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของโอกาสและความเท่าเทียม และความร่วมมือกับทรูบิสิเนสในครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย การผสานเครือข่ายที่ครอบคลุมของทรูบิสิเนส เข้ากับฟีเจอร์ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ออกแบบมาเพื่อนักการศึกษาของ Google จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างอนาคตที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา”

ผสานพลังผู้นำระดับอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส และ Google for Education ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” สำหรับผู้บริหารและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 60 ท่าน จาก 30 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

โดยภายในงาน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้บรรยายพิเศษ แบ่งปันมุมมองความก้าวหน้าของ AI  ทั้งยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จในการบูรณาการ ปรับใช้โซลูชันดิจิทัลและ AI จากทรูบิสิเนส และ Google for Education อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเปลี่ยนผ่านจาก Smart University ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI-Driven University)

ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ล

ทั้งนี้ งานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเชิงยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุดมศึกษาไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมที่จะก้าวหน้าและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในยุค AI

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก”  ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ต่อยอดพันธกิจพลังงานสู่การอนุรักษ์ เผยโฉมแชมป์ดีไซน์ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ชูแนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนทุกมิติ”

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า เดินหน้าสร้างคุณค่าระยะยาวควบคู่ธุรกิจพลังงาน เปิดเวทีสร้างสรรค์ “โครงการประกวดออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก” ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนาต้นแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมประกาศผลทีมชนะเลิศ “Burgundy” ภายใต้แนวคิด “ออกแบบความยั่งยืนในทุกมิติ และนักสำรวจแห่งป่าฝน” ชวนเปิดประสาทสัมผัส สวมหัวใจนักสำรวจ ถอดรหัสความงามของน้ำตกพรหมโลกที่ซ่อนอยู่ ซึ่งผลงานการออกแบบที่ชนะเลิศจะได้รับการนำไปพัฒนาแบบแปลนและก่อสร้างเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลกให้แล้วเสร็จต่อไป คาดว่าจะเปิดให้เข้าเยี่ยมชมภายในเดือนธันวาคม 2569

“โครงการประกวดการออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2569” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง EGCO Group มูลนิธิไทยรักษ์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ ตลอดจนเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้จากกระบวนการทำงานจริงในพื้นที่ ผ่านการออกแบบภายใต้โจทย์ที่สามารถนำไปก่อสร้างได้จริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.แสงจันทร์          วายทุกข์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ อาคารเอ็กโก สำนักงานใหญ่

ธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยได้พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาแล้ว จำนวน 11 เส้นทาง ในอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ เพราะเราเชื่อว่าเส้นทางฯ เหล่านี้คือสะพานเชื่อมให้ผู้คนได้เรียนรู้และเข้าใจคุณค่าของธรรมชาติอย่างแท้จริง เราต้องการให้เวทีการประกวดออกแบบครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ยกระดับและขยายศักยภาพของงานออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปสู่วงกว้าง เพื่อให้สังคมเห็นว่างาน       ภูมิสถาปัตยกรรมสามารถหลอมรวมเข้ากับงานอนุรักษ์ระบบนิเวศธรรมชาติได้อย่างงดงามและยั่งยืน”

ดร.แสงจันทร์ วายทุกข์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า “ผืนป่าน้ำตกพรหมโลก ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีความสำคัญอย่างยิ่ง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ EGCO Group มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และภาคีเครือข่าย ได้เข้ามาเป็นกำลังหลักในการจัดกิจกรรมประกวดครั้งนี้ เพื่อดึงพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่มาพัฒนาร่วมกัน โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการนำแบบแปลนที่ชนะการประกวดไปสู่กระบวนการก่อสร้างจริงในพื้นที่ เพื่อให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กลมกลืนกับระบบนิเวศ และปลอดภัยต่อประชาชน”

กัลยวัจน์ เลิศพีรากร หัวหน้าทีม “Burgundy” ผู้ชนะเลิศของโครงการประกวดออกแบบเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ผลงานของทีมได้รับเลือกเป็นแบบสำหรับการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก โดยส่วนตัวทีม Burgundy ไม่ได้คุ้นชินกับงานออกแบบในพื้นที่ธรรมชาติมากนัก การเข้าร่วมประกวดครั้งนี้ทำให้ทีมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ รวมทั้งธรรมชาติและบริบทของพื้นที่ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา และทำให้เราใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแบบเส้นทางฯ เพื่อตอบโจทย์ทุกบริบทให้ดีที่สุด ทั้งนักศึกษาธรรมชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยว พื้นที่แห่งนี้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งใหม่ และมีการค้นพบความงดงามของธรรมชาติใหม่ ๆ ดังนั้น แนวคิดในการออกแบบของทีมเราคือ การออกแบบความยั่งยืนในทุกมิติ ที่เคารพบริบทของป่า เกื้อหนุนชุมชน และสามารถดูแลรักษาได้จริงอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกพรหมโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเส้นทางฯ ลำดับที่ 12 ที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ร่วมพัฒนากับกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยมีแผนพัฒนาเส้นทางฯ ใหม่ ระยะทางไป-กลับประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2.5 ชั่วโมง เพื่อมุ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำและระบบนิเวศป่าดิบชื้นที่มีคุณค่า ควบคู่กับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย ให้มีความแข็งแรง ความปลอดภัย เป็นมิตรกับระบบนิเวศ และกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดทำ Trail Head และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอด แนวเส้นทาง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของ EGCO Group ในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของธรรมชาติและร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

CPF ร่วมส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นายแพทย์สมชัย อัศวสุดสาคร ประธานมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รับมอบเงินสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้จัดการภาคทีมขาย พร้อมคณะจิตอาสา เป็นผู้แทนมอบ

เงินสนับสนุนดังกล่าวมาจากกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ที่จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพมาตรฐานสากล สะอาด ปลอดภัย ในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนที่ร่วมอุดหนุนอาหารคุณภาพในราคาคุ้มค่า พร้อมมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม

การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

การแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ฉลอง 4 รอบ พระชนมพรรษา พระบรมราชินี ณ ศาลาเฉลิมกรุง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

บริษัท สหคีนิมา จำกัด ร่วมกับคณะศิลปิน นักร้อง นักแสดง และคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) ผนึกกำลังจัดงานการแสดงเฉลิมพระเกียรติสุดยิ่งใหญ่ “Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โดยการแสดงครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลและแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ทั้งในด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แรงบันดาลใจสำคัญของงานนี้มาจาก “ดอกเอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามแห่งเทือกเขาแอลป์ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนประสบความสำเร็จในประเทศไทย ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ โดยดอกไม้ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรักแท้และความแข็งแกร่ง” คณะผู้จัดงานจึงนำมาเป็นแนวคิดหลักในการร้อยเรียงเรื่องราวผ่านกลีบดอกเอเดลไวส์ สู่การแสดงอันวิจิตรตระการตารวมทั้งสิ้น 5 องก์

ซึ่งการแสดงในครั้งนี้ควบคุมวงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ภายใต้การควบคุมของ วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) และเรียบเรียงเสียงประสานโดย วิจิตร์ จิตรรังสรรค์ บรรเลงโดยยอดนักดนตรีแถวหน้าของเมืองไทย โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 5 ช่วงสำคัญ ดังนี้

โดย ช่วงเปิดงาน ร่วมขับร้องบทเพลง “สดุดีจอมราชา” โดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC)

 องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ”: ถ่ายทอดบทเพลงมิวสิคัลระดับโลก ได้แก่ Edelweiss (From The Sound of Music) ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) Memory (From Cats) ขับร้องโดย นนทิยา จิวบางป่า  All I Ask of You (From The Phantom of the Opera) ขับร้องโดย กิตตินันท์ ชินสำราญ และ กุลกรณ์พัชร์ เมอร์เนอร์ส One Night Only (From Dreamgirls) ขับร้องโดย ทิพย์รมิดา พัฒนตั้งนิมิต และภัทรานิษฐ์ เพททิวาภัทรเวชย์ Mambo (From West Side Story) ถ่ายทอดผ่านการแสดงของนักแสดงนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ”: เพลิดเพลินไปกับบทเพลงไทยและบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความทรงจำ สายโลหิต ขับร้องโดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู ฟรุตตี้)  อ้อมกอดเขมราฐ ขับร้องโดย เกษม ศรีสมบูรณ์ (เต๋า ภูศิลป์)  เกียรติศักดิ์ทหารเสือ ขับร้องโดย 3 ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ สุประวัติ ปัทมสูต, ศุภชัย จันทร์สุวรรณ และ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์คู่กรรม ขับร้องโดย โชคชัย หมู่มาก (แอ๊ค) และ สรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) ส้มตำ บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขับร้องโดย เปาวลี พรพิมล

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ”: การแสดงสร้างสรรค์ผสมผสานศิลปะท้องถิ่น ระหว่างศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุง และ “ศาสตร์โนราห์” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจรอบด้านของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงโดย 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง

องก์ที่ 4 “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย”: การแสดงนาฏลีลาผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยตั้งแต่การเก็บหม่อนจนถักทอเป็นผืนผ้า สะท้อนพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นมรดกชาติและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎร

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน”: การขับร้องประสานเสียงบทเพลง Edelweiss และปิดท้ายด้วยความประทับใจในบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” (เนื้อร้อง/ทำนองโดย นิติพงษ์ ห่อนาค, ศิลปินต้นฉบับ: ใหม่ เจริญปุระ) ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) ร่วมกับ   คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (TYC) เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดีจากหัวใจของปวงชนชาวไทยนอกจากนี้ งานดังกล่าวยังได้รับเกียรติจากพิธีกรชื่อดังร่วมดำเนินรายการ ได้แก่ เมทนี บุรณศิริ (นีโน่), ดารณีนุช ปสุตนาวิน (ท็อป), กิตติ เชี่ยววงศ์กุล (เกลือ) และ ดีใจ ดีดีดี (ผัดไท)นับเป็นอีกหนึ่งงานมหาดุริยางค์และการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ที่รวบรวมศิลปินชั้นครูและศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมใจกันแสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

ร่องรอยของโลกที่มองไม่เห็น ‘Spirits Melt to Flesh’ ผลงาน 8 ศิลปินเอเชีย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.04 น.

บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)  พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ก่อตั้งโดย มาริษา เจียรวนนท์  นำเสนอ “Spirits Melt to Flesh” นิทรรศการกลุ่มครั้ง สำคัญของ 8 ศิลปินเอเชีย ที่ท้าทายขอบเขตการรับรู้ซึ่งอยู่เหนือการมองเห็น ผ่านผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรมและภาพถ่ายจัด วางที่ตอบสนองต่อพื้นที่

ร่องรอยของโลกที่ไม่อาจมองเห็น

Spirits Melt to Flesh เป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง ประติมากรรมและภาพถ่ายจัดวางที่ ตอบสนองกับพื้นที่ (Site-responsive) โดยศิลปินชาวเอเชียทั้ง 8 คน ภายใต้แนวคิด และการคัดสรรของภัณฑารักษ์ แซม อี-ชาน (Sam I-shan)

นิทรรศการนี้ได้แปรเปลี่ยนพื้นที่อันดิบเปลือยของ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ผ่านการผันแปรของแสงและ ความมืดตลอดจน การสั่นพ้องของเสียงสะท้อนและถ้อยคำที่โต้ตอบสนทนากัน อาคารได้กลายเป็นภาชนะซึ่งบรรจุถ้อยแถลง เป็นพื้นที่ของการ พบพานของเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ ผู้ชมตระหนักรู้ถึงห้วงเวลาดังกล่าวผ่านร่างกายของตน

นอกจากนี้ ผลงานยังสะท้อนความกังวลในยุคร่วมสมัยของโลกที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ผ่านภาพคุ้นเคย ของทั้งสิ่งที่มีอยู่จริงและถูกจินตนาการขึ้น การคาดเดาถึงรูปแบบอื่น ของปัญญาที่อยู่ พ้นไปจากมนุษย์ นิทรรศการนี้ใคร่ครวญถึงชีวิตและความเป็นจริงทางสังคม ว่าต่างถูกหล่อหลอมโดยอำนาจที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้อย่าง ถ่องแท้ดังที่ อัลเฆาะซาลี (Al-Ghazali) ได้กล่าวไว้ว่า “โลกที่ประจักษ์อยู่นี้คือร่องรอยของโลกที่ไม่อาจมองเห็น และโลกใบแรกย่อมเดินตามโลกใบหลัง ประหนึ่งเงา”

ถอดรหัสผลงาน Spirits Melt to Flesh

นิทรรศการ “Spirits Melt to Flesh” รวบรวมผลงานของศิลปินร่วมสมัยจากเอเชีย ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ ประวัติศาสตร์ ตำนานความเชื่อพื้นบ้าน ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านสื่อศิลปะอันหลากหลายชวนผู้ชมร่วมออกเดินทาง สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ที่เปลี่ยนอาคารเก่าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานได้อย่างน่าสนใจ

แอนโทนี ชิน (Anthony Chin — สิงคโปร์)

แอนโทนี ชิน (Anthony Chin — สิงคโปร์) กับ   “Siam Mapped” ผลงานจัดวางประติมากรรมและเสียงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของ ธงชัย วินิจจะกูล และประวัติศาสตร์ ของอาคารซึ่งเคยเป็นสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐชาติและเขตแดนผ่านงานจัดวางที่ผสานเสียง ประติมากรรม และบันทึกจากคลังข้อมูล อาทิ บันทึกเสียงจากเอกสารสำคัญ แผนที่และแบบเรียนประวัติศาสตร์ ภายในห้องเดียวกัน มีภาพวาดกายวิภาคของช้าง ขนาดเท่าจริงที่วาดด้วย มือ รวมถึงภาพถ่ายลวงตาที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับนิทรรศการนี้

ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (Taiki Sakpisit — ไทย)  กับผลงาน “Maelstrom” (วังน้ำวน) งานศิลปะจัดวางเสียงและจลนศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องราวของ “แม่นาก” และ “สมเด็จโต” เพื่อสำรวจ ความเชื่อ เรื่องวิญญาณ และศรัทธาในวัฒนธรรมไทย ผ่านประสบการณ์ด้านเสียงและบรรยากาศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามเวลา

โซ ยู นเว (Soe Yu Nwe — เมียนมา)

โซ ยู นเว (Soe Yu Nwe — เมียนมา)  กับผลงาน “On Ghost” และ “Spring Wound, Sprouted” โดย On Ghost ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ศาลพระภูมิ” ประกอบด้วยงานเซรามิกที่หล่อขึ้นจากอวัยวะ ของศิลปิน ผ่านเทคนิคการเผาแบบแซกการ์ ก่อให้เกิดพื้นผิวเถ้าถ่านที่ทรงพลังและหลากหลายบนประติ มากรรมในขณะที่ Spring Wound, Sprouted เป็นประติมากรรมพอร์ซเลนซึ่งผสานรูปร่างของมนุษย์ พืช และสัตว์เข้าไว้ด้วยกัน อันสื่อถึงภาวะแห่งการแปรสภาพและการเปลี่ยนแปลง

ฮีซู ควอน (HeeSue Kwon — เกาหลีใต้) 

ฮีซู ควอน (HeeSue Kwon — เกาหลีใต้) กับผลงาน  “Only the Screen Sees the Screen” ผลงานภาพเคลื่อนไหวและเสียง สำรวจความเป็นไปได้ของการรับชมภาพเคลื่อนไหวโดยปราศจาก จอภาพ ผ่านอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษและฉายภาพของผู้ชมแบบเรียลไทม์ แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ตัวเองในปัจจุบัน  ผู้ชมสามารถ มองเข้าไปยังกายภาพของ “อดีต” หรือ “อนาคต”นอกจากนี้ยังจะได้ยินเสียงที่ทับซ้อน กันด้วยระบบเสียงจากหลายช่องทิศทาง

สวี่ เจ๋อ-หยู และ เฉิน ว่าน-อิน (Hsu Che-Yu & Chen Wan-Yin — ไต้หวัน) 

สวี่ เจ๋อ-หยู และ เฉิน ว่าน-อิน (Hsu Che-Yu & Chen Wan-Yin — ไต้หวัน) กับผลงาน  “The Unusual Death of a Mallard”, “Rabbit 314” และ “Zoo Hypothesis” ผลงานวิดีโอ 3 ชิ้น สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์กับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ โดยที่ ศิลปินใช้เทคโนโลยีการสแกนภาพสามมิติ (3D-scanning) และบอกเล่าเรื่องราวอันลึกลับ และการจำลอง เหตุการณ์ที่ชวนรู้สึกแปลกประหลาด สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการรื้อประกอบประวัติศาสตร์ การเมืองขึ้นใหม่

แดเนียล ฮุย (Daniel Hui — สิงคโปร์) 

แดเนียล ฮุย (Daniel Hui — สิงคโปร์) กับชิ้นงาน “Funeral Rites” งานจัดวางศิลปะวิดีโอและเสียงเฉพาะพื้นที่ นำเสนอในห้องมืดที่มีร่องรอยการเผาไหม้ เสียงบทสนทนาของคู่รักชาย และหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองพลัดพรากจากกันด้วยระยะทาง กาลเวลา กล่าวถึงความรัก และการทรยศท่ามกลางยุคสมัยอันปั่นป่วน ในประวัติศาสตร์ภูมิภาค ภาพของนักแสดงทั้งสอง มีลักษณะวู บไหวเลือนราง ขยายแนวคิดเกี่ยวกับอดีตในฐานะความทรงจำ ที่มีชีวิตซึ่งแทรกซึมและครอบงำปัจจุบัน

ลิเอโกะ ชิงะ (Lieko Shiga — ญี่ปุ่น) กับผลงาน “Blind Date” ระหว่างพำนักในกรุงเทพฯ ปี 2552 ลิเอโกะ ชิงะ ได้ติดตามและถ่ายภาพคู่รัก ที่ซ้อนท้ายรถจักร ยานยนต์กว่าร้อยคู่ ก่อนนำมาตัดต่อเป็นวิดีโอที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้ถูกถ่ายภาพ และผู้ชม ผ่านการแลกเปลี่ยนสายตาและการ เคลื่อนผ่านของเวลาและพื้นที่

นิทรรศการจัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดให้เข้าชมฟรี  ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) โดยได้รับการสนับสนุนจาก เจแปนฟาวน์เดชั่น (The Japan Foundation) ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ้ค : Bangkok Kunsthalle  vol9ik: @bangkok_kunsthalle  อีเมล : info@bangkok-kunsthalle.org

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

เปิดไลน์อัพโชว์ระดับเวิลด์คลาส 12 การแสดง 9 ประเทศทั่วโลก ‘Bangkok Festivals’ ปีนี้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

Bangkok’s International Festival of Dance & Music  มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ  ครั้งที่ 28  ปีนี้จัดเต็ม 12 การแสดง จาก 9 ประเทศทั่วโลก  ทั้งโชว์ระดับโลกและโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์การแสดงหลากหลายแนว ตั้งแต่บัลเลต์คลาสสิกสู่โชว์สุดครีเอทีฟที่สร้างไวรัลไปทั่วโลก พร้อมผสานโลกของ Art, Fashion, Music และ Pop Culture เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านโชว์สุดยิ่งใหญ่อย่าง Cinderella และ Romeo & Juliet จาก Bolshoi Theatre of Belarus โชว์บัลเลต์ร่วมสมัย Coco Chanel จาก National Theatre Brno คอนเสิร์ตโดยนักร้องดังจาก New York City Opera โชว์ไวรัลระดับโลกจาก Sadeck Berrabah และอีกมากมาย ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

Coco Chanel

Coco Chanel

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของการแสดงระดับมาสเตอร์พีซในตำนาน

ตอกย้ำการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงระดับมาสเตอร์พีซจากคณะศิลปะการแสดงชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น New York City Opera จากสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมมาโชว์ของในไทยครั้งแรกกับ “Opera Goes to Hollywood” พาผู้ชมย้อนความทรงจำผ่านบทเพลงโอเปราและเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนาน, คณะ Bolshoi Theatre of Belarus กับการแสดงบัลเลต์คลาสสิกสุดโรแมนติกอย่าง Romeo & Juliet และ Cinderella ที่โดดเด่นทั้งเทคนิคการเต้นและโปรดักชันสุดวิจิตร รวมถึง Helikon Opera จากรัสเซีย ที่จะยกโอเปราอมตะอย่าง La Traviata และ Madama Butterfly มาถ่ายทอดใหม่อย่างเข้มข้น ผ่านพลังเสียงของนักร้องโอเปราระดับนานาชาติและวงออร์เคสตราสดเต็มวง

Russian Hamlet

Russian Hamlet

ปลดปล่อยจินตนาการผ่านโชว์ร่วมสมัยสุดไวรัล โปรดักชันสุดอลังการ

ด้านสายการแสดงร่วมสมัย ปีนี้ได้คัดสรรโชว์ที่เป็นไวรัลทั่วโลกและโปรดักชันสุดอลังการมาไว้ที่เดียว อาทิ Murmuration Level 2 ของ Sadeck Berrabah จากฝรั่งเศส เจ้าของผลงานการออกแบบการเคลื่อนไหวที่โด่งดังระดับโลก, RITE จาก Deborah Colker Dance Company ประเทศบราซิล ที่ตีความบทประพันธ์คลาสสิก The Rite of Spring ใหม่ผ่านภาษาการเคลื่อนไหวสุดทรงพลัง และ Alice in Wonderland โปรดักชันแฟนตาซีผสมผสานกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นร่วมสมัย ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความมหัศจรรย์ให้ผู้ชมทุกวัย

The Great Gatsby

The Great Gatsby

ไอคอนของดนตรีแจ๊ส The Great Gatsby และ Coco Chanel

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการแสดง The Great Gatsby ที่จะพาผู้ชมย้อนสู่ยุคแจ๊สและโลกแห่ง American Dream ผ่านไลน์การเต้น เสียงร้อง และดนตรีสดสุดเร้าอารมณ์ที่ชวนผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งความฟุ้งฝัน ความรัก และความทะเยอทะยาน รวมถึง Coco Chanel บัลเลต์ร่วมสมัยจาก National Theatre Brno สาธารณรัฐเช็ก ที่ถ่ายทอดชีวิตและจิตวิญญาณของแฟชั่นไอคอนระดับโลก ผ่านศิลปะการเคลื่อนไหวสุดสง่างาม

Alice in Wonderland

Alice in Wonderland

สุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้  โดย Eifman Ballet จากรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานสุดยอดบัลเลต์คอมเมดี้จากรัสเซียโดย Eifman Ballet กับการตีความตำนาน Pygmalion ใหม่ ผ่านเรื่องราวของหญิงสาวธรรมดาที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นดาวเด่นบนฟลอร์เต้นรำการแสดงเปี่ยมอารมณ์ที่ตั้งคำถามถึง “ตัวตน” ความคาดหวัง และเส้นบางๆ ระหว่างความรักกับการควบคุม รวมถึง Russian Hamlet ผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความขัดแย้งทางอำนาจ การเมือง และโศกนาฏกรรมในราชวงศ์รัสเซีย ผ่านสไตล์การออกแบบท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Boris Eifman ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

RITE

RITE

พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรธนาคารกรุงเทพทุกประเภท รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับโปรโมชั่น Early Bird เพียงซื้อบัตรเข้าชมการแสดง ระหว่างนี้– 24 มิถุนายน 2569 รับส่วนลดทันที 20% และตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 17 ตุลาคม 2569 รับส่วนลด 15% สำหรับบัตรพินนาเคิล บัตรอินฟินิท บัตรผู้นำแพลทินัม และบัตร Bangkok Bank M LEGEND / M LUXE สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพประเภทอื่นและบัตรบีเฟิสต์ รับส่วนลด 10%

ผู้ที่สนใจสามารถจองบัตร Early Bird ได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 มิถุนายน 2569 ติดตามรายละเอียดการแสดงทั้งหมดได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

'เฟย ภัทร' แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ 'Green Mission by Chula x GULF ปี 3'

‘เฟย ภัทร’ แชร์มุมมองสายลุยรักษ์โลก ชวน ม.ปลาย Unlock พลังปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ในโครงการ ‘Green Mission by Chula x GULF ปี 3’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สำหรับ โครงการ “Green Mission by Chula x GULF” ที่เกิดจากความตั้งใจของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ) ในการเปิดเวทีให้น้อง ๆ ม.ปลาย ได้ปล่อยไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ไฮไลต์ของโครงการฯ คือ ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้าในกลุ่ม GULF และสถานีดาวเทียมไทยคม ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน และนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท แต่ความพิเศษของโครงการฯ ปีนี้ยังไม่หมด เพราะ 3 ทีมที่ชนะเลิศจะได้รับทุนสนับสนุนการต่อยอด “ไอเดียบนกระดาษ” สู่ “นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง” ผ่าน Sandbox Pilot Project เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดโครงการฯ แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานแถลงข่าว Kick-off โครงการฯ คือ การดึง “เฟย-ภัทร เอกแสงกุล” นักแสดงและยูทูบเบอร์ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า มาแชร์ประสบการณ์การสัมผัสธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบเจอระหว่างทาง เพื่อส่งต่อพลังและจุดไอเดียให้น้องๆ เจน Z มาช่วยดูแลบ้านของตัวเองไปพร้อมกัน โดยหนุ่มสายลุยคนนี้ออกตัวเลยว่า “ตื่นเต้นมาก ๆ” เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

จากการเดินทางที่หลากหลายตั้งแต่เด็ก รวมถึงการได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนจริง ๆ ทำให้ “เฟย” เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและ Climate Change ที่เคยมองเป็นเรื่องไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เพราะปัญหานี้อยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน เช่น ไฟป่า น้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ “เฟย” ชอบเล่นเซิร์ฟ ทำให้เห็นปัญหาขยะทะเล โดยเฉพาะในหน้ามรสุม และการมีคนไปเดินป่าเยอะขึ้น ก็ทำให้เจอปัญหาขยะในป่าทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นป่าลึกแค่ไหน แต่การท่องเที่ยวที่ดีนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา ประสบการณ์ของ “เฟย” จึงสะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่และใกล้ตัวขึ้นเรื่อย ๆ

การได้รับเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของงานแถลงข่าว “Green Mission by Chula x GULF” ในครั้งนี้ “เฟย” รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานเปิดตัวโครงการดีๆ แบบนี้ สิ่งที่ประทับใจโครงการฯ เป็นพิเศษ คือ แนวคิดการประกวดธีม “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” เพราะทำให้น้อง ๆ เห็นว่าปัญหา Climate Change เป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ในชีวิตประจำวันหรือชุมชน แล้วนิยามคำว่า “บ้าน” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน สำหรับบางคน บ้านคือบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึงประเทศ หรือโลก แล้วบ้านของแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน ความรู้ความสามารถที่จะจัดการปัญหาก็แตกต่างกัน โจทย์นี้จึงทำให้น้อง ๆ มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย จนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว

“อยากขอบคุณ GULF ที่ให้ ‘เฟย’ ได้มีโอกาสมาแชร์ประสบการณ์แบบจริงจังครั้งแรก และร่วมงานเปิดตัวโครงการดี ๆ แบบนี้ ผมอยากชวนคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและ Passion มาร่วมประกวด ‘Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3’ น้อง ๆ อย่ามองว่าตัวเองเป็นเด็ก ทำอะไรไม่ได้ อย่าไปกลัว เพราะโครงการฯ นี้ ทาง GULF เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ลองผิดลองถูก ขอให้    ทุกคนกล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล ‘บ้าน’ ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง ผมขอเป็นกำลังใจและฝากความหวังไว้กับน้อง ๆ ทุกคน” เฟย กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับน้อง ๆ นักคิดที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Green Mission by Chula x GULF” สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง   3 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Google Form หรือ QR Code  

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง 'POP' อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

ทายาทรุ่น 2 ชลิต อินดัสทรีฯ วางโรดแมป 3–5 ปี เร่งเครื่อง ‘POP’ อะไหล่ไทยสู่เวทีโลก ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และต้นทุนพลังงานที่ยังไม่แน่นอน อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง  ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อขยายศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในผู้ประกอบการที่สามารถยืนหยัดและเติบโตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี คือ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งพัฒนาจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ที่เริ่มต้นจากอะไหล่เพียงไม่กี่รายการ สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 6,000 รายการ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง พร้อมขยายเครือข่ายสู่ตลาดต่างประเทศหลายภูมิภาค

 ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด 

“เราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ” 

นั่นคือประโยคที่ ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ใช้อธิบายตัวตนของแบรนด์ POP ซึ่งแม้ผู้บริโภคอาจไม่เห็นชิ้นส่วนเหล่านี้โดยตรง แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัย สมรรถนะ และอายุการใช้งานของรถยนต์

จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ชวิศ ยงเห็นเจริญ ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ตลอดจนกลยุทธ์การพัฒนาแบรนด์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเป้าหมายในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากลภายใต้แนวคิด “คุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน”

ชวิศ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ชลิต อินดัสทรี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวในปี 2534 ภายใต้ชื่อ “ช.กลการ” จากความมุ่งมั่นของ ชลิต-สุชญา ยงเห็นเจริญ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยางสำหรับรถยนต์คุณภาพสูงของคนไทย “คุณพ่อเริ่มจากการคิดค้นสูตรยางและพัฒนาแม่พิมพ์ด้วยตัวเอง จากการทดสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตแม่พิมพ์ตัวแรกได้สำเร็จและส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ตลาดจนเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้ชื่อของ​ “POP” และ ช.กลการเป็นที่รู้จักในตลาดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และตลาดอะไหล่ทดแทนของไทย จากความมุ่งมั่นของคุณพ่อและคุณแม่ในวันนั้นคือรากฐานของแบรนด์ POP ในวันนี้”

ชวิศ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง คือการยึดมั่นในคุณภาพสินค้า การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และการวางระบบบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง ความสำเร็จของชลิต อินดัสทรี เกิดจากการทำงานร่วมกันของครอบครัวและทีมงานทุกคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ ชลิต อินดัสทรีในวันนี้

กว่า 30 ปี แห่งการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์กว่า 6,000 รายการ

ปัจจุบัน POP มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง ทั้งในตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM ) และการผลิตให้ผู้ประกอบรถยนต์ (OEM) ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ชวิศ กล่าวว่า แม้ชิ้นส่วนยางช่วงล่างจะไม่ใช่อุปกรณ์ที่ผู้ใช้รถมองเห็นได้ง่าย แต่เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบการขับเคลื่อนและความปลอดภัยโดยตรง

“ชิ้นส่วนระบบช่วงล่างต้องรองรับแรงกระแทกตลอดเวลา หากเลือกใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง ชลิต อินดัสทรีฯ จึงให้ความสำคัญกับทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน” 

รับมือเศรษฐกิจผันผวน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ในมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศ ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งที่ผันผวน เป็นความท้าทายที่ทุกผู้ประกอบการต้องเผชิญ และส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตโดยตรง แต่เรามองว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดพัฒนา

“ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกบริหารความเสี่ยงผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต้นทุนแบบ Real-time และการลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสียในกระบวนการผลิต”

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการควบคุมต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ควบคู่กันไป
บริษัทฯเลือกบริหารความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้ข้อมูลแบบ Real-time วิเคราะห์ต้นทุน และลงทุนในระบบที่ช่วยลดของเสีย อย่างไรก็ดีในภาวะที่ตลาดแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

โรดแมปลงทุน 3–5 ปี ยกระดับองค์กรทั้งระบบ
ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ นายชวิศมองว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ยุคนี้ ไม่สามารถพึ่งเพียงประสบการณ์ หรือต้นทุนที่แข่งขันได้อีกต่อไป

“วันนี้สิ่งที่ตัดสินการแข่งขันคือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘ระบบการผลิต’ ผู้ผลิตไทยต้องกล้าลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง”

ภายใต้การบริหารของเขา โรงงานชลิต อินดัสทรี ได้ทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และระบบควบคุมคุณภาพ  รวมถึงกระบวนการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตรยางเฉพาะทาง การควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบคุณภาพด้าน Tensile , Hardness เเละ MDR   เพื่อให้ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ชลิต อินดัสทรีฯ ยังให้ได้วางแผนลงทุนต่อเนื่องในระยะ 3–5 ปี โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

  1.  เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต: เพิ่มเครื่องจักรระบบดิจิทัลความแม่นยำสูง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่ม repeatability
  2. Data Monitoring และ Process Control: นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน
  3. Upskill บุคลากร: สร้างทีมวิศวกรรุ่นใหม่ ผ่านการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนไม่พร้อม เราจึงลงทุนกับคนควบคู่ไปกับระบบ


ปักหมุด นำอะไหล่ “POP” สู่เวทีโลก

สำหรับเป้าหมายระยะยาว ชวิศ ระบุว่า บริษัทต้องการผลักดันให้ POP เป็นแบรนด์อะไหล่สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และพิสูจน์ให้เห็นว่า SME ไทยก็สามารถผลิตสินค้าคุณภาพระดับโลกได้
“เราเชื่อว่าอะไหล่ไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด และเรากำลังทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง” 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชลิต อินดัสทรีฯได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลที่สำคัญ อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 ISO9001 และการทดสอบในด้านต่างๆ อาทิ Tensile , Hardness เเละ MDR  พร้อมมีเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก

ชวิศ มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ผู้ผลิตสามารถสร้างให้กับลูกค้าได้ ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ขายถูกที่สุด แต่ต้องเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นได้มากที่สุด เพราะลูกค้ายุคใหม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ”

โดย ชวิศ เชื่อมั่นว่า ชลิต อินดัสทรีฯ มีจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ POP สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยสรุปจุดแข็งไว้ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนยางช่วงล่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง และความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

การเดินหน้าลงทุนของชลิต อินดัสทรี ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการปรับตัวของผู้ผลิตไทย ในยุคที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐาน ระบบ และนวัตกรรม

สำหรับมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างนายชวิศ นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาแบรนด์ POP แต่คือการพิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก
 
ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400