สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ร่วมสนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ในฐานะ “DiversCity Building” แห่งแรกของประเทศไทย ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับทุกความแตกต่าง ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริม Diversity, Equality และ Inclusion ส่งเสริม – สร้าง – สนับสนุนคุณค่าทุกความต่างอย่างเท่าเทียม ร่วมกับสยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ปักหมุดแลนด์มาร์กแห่ง Pride Festival Destination ใจกลางกรุงเทพ ร่วมแสดงพลังยิ่งใหญ่แห่ง Pride กับงาน “The Celebration: Right to Love 2026” ในคอนเซ็ปต์  “WHERE EVERY COLOR BECOMES CULTURE เพราะทุกสีคือพลังแห่งตัวตน หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย” ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้

พร้อมผนึกกับพลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนฤมิตไพรด์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือ UNDP, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB, Drag Bangkok , คอมมูนิตี้แห่งความหลากหลาย อาทิ Pride City Network, Yellow Channel, สมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย,  MISS QUEEN DEAF THAILAND 2026 และอีกหลากหลายพลังสนับสนุน ร่วมกันขับเคลื่อน Pride ไทยให้กึกก้องไกลกว่าที่เคย พร้อมร่วมสร้างหน้าประวัติศาสตร์สนับสนุนการเสนอชื่อกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ Bangkok World Pride 2030

เริ่มจากการนำเสนอไฮไลท์สำคัญของงาน “The Celebration: Right to Love” ดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลก ด้วยการร่วมมือกับศิลปินไทย บุรินทร์ พันธ์มา นักวาดภาพประกอบแฟชั่นและศิลปิน NFT ผู้ถ่ายทอดผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครในวิดีโอเกม ก่อนนำมาต่อยอดเป็นงานศิลปะแนว Homoerotic และ Surreal ในสไตล์เฉพาะตัว สะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และความหลงใหลที่มีต่อความรักและความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน ผ่านเส้นสาย สีสัน และองค์ประกอบทางศิลป์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

“การได้ร่วมสร้างสรรค์งานครั้งนี้กับสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งไอเดียและการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดผ่านงานอาร์ตในช่วง Pride คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความคิด ศักยภาพ และความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวหรือรู้สึกเขินอายที่จะเป็นตัวเอง แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน เริ่มจากนึกถึงเกมต่อสู้ ที่ทุกคนสามารถมาประลองศักยภาพกันอย่างสนุก รวมถึงอยากพูดถึงพื้นที่ที่อิสระทางความคิดและไอเดียอยากให้งานนี้เป็นเหมือน Safe Space ที่โอบรับความหลากหลาย ความเท่าเทียม และอิสระทางความคิด พร้อมส่งต่อพลังแห่งความมั่นใจและการกล้าแสดงออกให้ทุกคนได้มาสนุกและแชร์พลังร่วมกัน” บุรินทร์ กล่าว

พบกับกิจกรรมจากหลากหลายพันธมิตร ที่พร้อมแสดงพลังแห่งความหลากหลาย  เริ่มจาก Bangkok Pride Parade 2026 ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 ร่วมสะบัดพลัง Pride ไปกับขบวนพาเหรดสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจที่รวมพลังคอมมูนิตี้จากทั่วทุกพื้นที่ ที่มาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เวทีโลก ณ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และสยามพารากอน อาทิ PrideChella Global Drag Star Show, Bangkok Gay Men’s Chorus, การแสดงจาก ต้น ธนษิต และตลอดทั้งเดือนมิถุนายน พบกับกิจกรรม COLORS OF CELEBRATION  ที่สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่

เริ่มจาก COLOR OF VOICES เพราะทุกเสียงมีเวที และทุกเสียงมีความหมาย

พื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกเสียงของตัวตนได้ถูกขยายและรับฟัง พร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ทุกมุมมอง โดยสยามเซ็นเตอร์ ได้รับเกียรติจาก Bangkok Pride และพาร์ทเนอร์หลากหลายวงการ เป็นพื้นที่จัดเวทีเสวนา กว่า 15 เซสชั่น ในหัวข้อที่น่าสนใจครอบคลุมหลากหลายมิติ อาทิ UNDP Talk: From Marriage Equality to Broader Inclusion: Respecting All Identities, แถลงข่าวและเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss Deaf Queen Thailand 2026, เสวนา GL Origin จากปลายปากกาผู้สร้าง สู่ปรากฏการณ์ Global Star, เสวนา The Power of a Medical Hub: Thailand, Pride of Art and Music และ เสวนา Global Leader in Gender-Affirming and Aesthetic Surgery และยังมีหัวข้อทั้งด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการสร้าง Safe Space ในสังคม, การแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา การทำงาน สุขภาพ และการแสดงออกทางอัตลักษณ์, อุตสาหกรรม BL & GL และพลัง Soft Power ไทย, ศักยภาพประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง Gender-Affirming และ Aesthetic Surgery ระดับโลก, การสนับสนุนศิลปะ ดนตรี และความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนตัวตนอย่างภาคภูมิใจ

ร่วมด้วย ศิลปิน นักแสดง ผู้กำกับ คนทำงานเบื้องหลังและเบื้องหน้า และศิลปินจากวงการ BL-GL อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินจาก DOMUNDI, ติ๊ก-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ, แอปเปิ้ล-ลาภิสรา อินทรสูต และ มิ้ม-ปัณฑิตา วัญญู, เก่ง- ธชย ประทุมวรรณ, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, อะตอม-ปกรณ์  แก้วดี, Frankie Wonga, อาร์ต อารยา,  เบ้บ ธนทัต, ซิลวี่ ภาวิดา, นาบุญ ผลาศักดิ์, นักแสดงจากซีรีย์ Lost to Light, Make It Right, Cupid Wall– โยฮัน เคนจิ และอีกมากมายจากองค์กรและคอมมูนิตี้ต่างๆ ณ เอเทรี่ยม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

สำหรับสยามดิสคัฟเวอรี่ ในวันที่ 6 มิ.ย. พบกับ เสวนา: Pride Power & Media โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 7 มิ.ย. กิจกรรม Ballroom 101 & Basic Vogue Dance : วัฒนธรรมบอลรูม 101 และสอนเต้นสไตล์ Vogue โดย Thailand Mother Yujene หรือคุณเอิ๊ต จาก Elemental Project TH, 13 มิ.ย. กิจกรรมเกมส์บันไดงูเพศสภาพ จาก THAITGA เครือข่ายเพื่อนกระเทยไทย, 14 มิ.ย. พบกับ Standup Comedy Talk โดย คณะสะดุ้งไฟคอมเมดี้แอนด์เฟรนด์, และ Official merchandise จากซีรี่ย์เรียกแด๊ดสิธาร

COLOR OF T-BEAUTY สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ สนับสนุนพลังแห่งไทยบิวตี้ เฉลิมฉลองความงามที่ไร้กรอบ สะท้อนตัวตนอย่างมั่นใจ กับแคมเปญ “The Colors of Thai Beauty” รวม Thai-Beauty Brands กว่า 100 แบรนด์ดังที่กำลังสร้างกระแสไปทั่วโลก ระหว่างวันที่ 4 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 2569

COLOR OF STYLE ทุกสไตล์มีพลัง สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนค้นพบ Pride Collections สนุกกับ แฟชั่นไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และกิจกรรมจากแบรนด์ไทยและอินเตอร์ให้ทุกคนได้ประกาศตัวตนผ่านสไตล์สุดล้ำ  เริ่มจาก ORI ร่วมกับ AOMLETTE จาก Pilalab ชวนทุกคนมาสนุกกับคลาส ‘Active Rainbow Flow’ Mat Pilates สุดเอเนอร์จี้ที่ผสานการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก ท่ามกลางจังหวะเพลงสนุก สีสันสดใส และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง Pride, Kiera Selbe ชวนทุกคนมาร่วมกิจกรรม COMPLIMENT EXCHANGE STATION สุ่มการ์ด ส่งต่อคำพูดดี ๆ และแบ่งปันพลังบวก พร้อมสนุกกับการออกแบบ KS Key Chain ในสไตล์ของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และตัวตนอย่างอิสระ

ร่วมด้วยแบรนด์ดังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  27 FRIDAY, A.CEMI,  AKE AKE,  Bonchon, Converse, Frank., Jaspal Group, KIKO MILANO, Merge, ORI, Please Yogurt Bar, Ravipa, Shepedence, Silhouette, Sleeping Cloud, Super Daddy Store, Tar Mafia, Victoria’s Secret, Vintel, WARA, Yoguruto และ ตำกระเทยสาเกต พร้อมด้วย Absolute Siam Store ที่มาพร้อมกับแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่กำลังมาแรงแบบจัดเต็ม ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้  LFC Retail Thailand ยังร่วมฉลองด้วยการเปลี่ยนโลโก้ Liverbird ในเวอร์ชั่นสี Pride สุดพิเศษ และพบกับ LFC Pride Collection ณ  Discovery Plaza  ชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี่ 

COLOR ON STAGE สีสันแห่ง Pride เริ่มต้นที่นี่  รวมสุดยอด Performance และคอนเทนต์ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ โชว์ Drag Performance จาก Drag Bangkok, การออดิชั่น The Voice Thailand 2026 และ T-POP Show และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่จากหลากหลายสังกัด  ที่มาร่วมสร้างสีสัน ไม่ว่าจะเป็น 4Mix, Babi J, CHiLLiz,, CiRi, DIDIxDADA, ECLIPSE, LaMoon, Mindy, QVINT, Random Dance x Gravity Motion, Redspin,, Tia51,Top Piyawat, Projext52 / Nink Melody / nicky Jakob, Ultimate Troop  และ WYNN Entertainment ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ และที่สยามดิสคัฟเวอรี่ พบกับ PRIDE AEROBIC กิจกรรมแอโรบิกภายใต้ธีม Pride โดย The Diva Thailand ชวนทุกคนคัมแบ็กสู่ยุคเพลงแดนซ์สุดไอคอนิก ปลดล็อก inner diva ผ่านจังหวะแอโรบิกสุดแกลม พร้อมเพลงป็อประดับตำนานที่ร้องตามได้ทั้งคลาส อย่าลืมที่จะแต่งตัวด้วย สีเมทัลลิก กลิตเตอร์วิ้งๆ สปอร์ตตัวแม่ พร้อมพัดสีรุ้ง ในวันที่ 17,24 มิ.ย. และ 1 ก.ค. เวลา 18.30-19.30 น.

COLOR OF CREATION สีสันจากผู้สร้างสรรค์ ปลดปล่อยจินตนาการผ่านนิทรรศการภาพถ่ายแห่งความทรงจำ  Road To Bangkok World Pride Photo Exhibition นิทรรศการภาพถ่ายที่ถ่ายทอดเส้นทางแห่งความหลากหลายและการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของคอมมูนิตี้ LGBTQ+ ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2023 –2025 นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Bangkok Pride จนก้าวสู่เวทีระดับโลก ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการคัดเลือกเจ้าภาพ WorldPride 2030 พร้อมนำเสนอข้อมูลและโมเมนต์สำคัญผ่านภาพถ่ายประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และ นิทรรศการ Thailand’s Drag Star Extra-bition 2026 จัดแสดง 13 ชุดไฮไลต์จากผู้เข้าประกวดเวที Thailand’s Drag Star 2026 โดย Yellow Channel เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสความอลังการของเครื่องแต่งกายที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านงานออกแบบและการผลิต ภายใต้แนวคิด ART, CULTURE, GENDER และ FREEDOM พร้อมการแสดงสุดพิเศษจาก Foiegras ผู้ชนะคนแรกของเวที Thailand’s Drag Star 2025 และเหล่า Drag Performer จากทีม Drag Bangkok

COLOR OF REWARDS ฉลองให้สุดกับดีลสุดพิเศษ Celebrate & Get Rewarded เฉลิมฉลองให้สุดกับ Deals, Rewards และ Surprise Deal ตลอดทั้งเดือน

ประกาศก้องความ Pride ร่วม Celebrate และสร้างปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2026 ณ สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่

#SiamCenter #TheIdeopolis #BeInspired #SiamCenterPride2026

#SiamDiscovery #TheExploratorium#BeRevolutionary#ComePlayWithUs

#SiamDiscoveryPride2026

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มอบขนมขบเคี้ยวแก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

9 มิถุนายน 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนมเมล็ดทานตะวัน กลิ่นเปลือกส้มจำนวน 30 ลัง เมล็ดทานตะวัน Mix Pack จำนวน 10 ลัง ถั่วลันเตาอบกรอบ จำนวน 10 ลัง รวมทั้งสิ้น 50 ลัง มูลค่ากว่า 64,160 บาท  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ให้แก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ดร.จารุนันท์  อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และ นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดยขนมขบเคี้ยวดังกล่าว จะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และภารกิจช่วยเหลือสังคมของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อสร้างประโยชน์และกำลังใจแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ และประชาชนกลุ่มเปราะบาง นับเป็นอีกหนึ่งการแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอร่วมทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมสานต่อกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ สร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับผู้ด้อยโอกาส หรือขาดโอกาสทางสังคม ผ่านสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความสุขให้แก่ผู้คนในสังคม

ทั้งนี้มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยินดีอย่างยิ่งในการเดินหน้าสนับสนุนและขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง

ผู้หญิงยุคใหม่ต้องรู้ทัน PMOS ชื่อใหม่ของโรคถุงน้ำรังไข่ PCOS สะท้อนความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญ โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้หญิงยุคใหม่ต้องรู้ทัน PMOS ชื่อใหม่ของโรคถุงน้ำรังไข่ PCOS สะท้อนความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญ โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้หญิงยุคใหม่ต้องรู้ทัน PMOS ชื่อใหม่ของโรคถุงน้ำรังไข่ PCOS สะท้อนความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญ โรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

โรค PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยคาดว่า ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงราว 1 ใน 8 คน หรือมากกว่า 170 ล้านคนทั่วโลก1 แต่ชื่อเดิมนี้อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่า เป็นเพียง โรคถุงน้ำรังไข่ ทั้งที่บางรายอาจไม่พบถุงน้ำในรังไข่เลย2

ล่าสุด PCOS ได้รับการเสนอชื่อใหม่ในวงการสุขภาพทั่วโลกเป็น PMOS3 ซึ่งย่อมาจาก Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome เพื่ออธิบาย PCOS ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะภาวะนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะถุงน้ำในรังไข่หรือระบบสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ น้ำหนัก และสุขภาพในระยะยาว

ประเด็นสำคัญของชื่อใหม่ คือ การชวนให้ผู้หญิงมองภาวะนี้อย่างรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน ภาวะก่อนเบาหวาน และเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ4 โดยเฉพาะโรคอ้วนที่พบมากถึง 4 ใน 5 ของผู้หญิงที่มีภาวะ PMOS5

PMOS จึงไม่ใช่ “โรคใหม่” แต่เป็นชื่อที่ช่วยอธิบายโรคให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ สิว ขนดก ผมบาง น้ำหนักขึ้นง่าย ภาวะมีบุตรยาก หรือบางคนอาจไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก ผู้หญิงทุกคนจึงควรรู้ว่า โรคอ้วนและเบาหวานอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ความเสี่ยงอาจเริ่มตั้งแต่ วัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ วัยทำงานที่ใช้ชีวิตปกติโดยไม่รู้ตัว

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ตระหนักถึงความสำคัญในการใส่ใจสุขภาพผู้หญิงด้านการรับรู้เกี่ยวกับภาวะ PMOS เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้หญิงทุกคนให้หันมาใส่ใจสัญญาณจากร่างกาย สังเกตความเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน น้ำหนัก ผิวพรรณ เพื่อปรึกษาแพทย์และเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะ PMOS เบาหวานและโรคอ้วน อันเป็นการ
เพิ่มโอกาสในการเลือกแนวทางการรักษา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สัญญาณที่ผู้หญิงควรสังเกต หากสงสัย PMOS และความเสี่ยงเมตาบอลิก

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เช่น ประจำเดือนขาด มานานๆ ครั้งหรือมาถี่เกินไป มามากผิดปกติ หรือมาไม่เป็นรอจนคาดเดาไม่ได้ เริ่มมีค่าน้ำตาลผิดปกติ หรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 อยู่แล้ว มีขนขึ้นมากผิดปกติบริเวณใบหน้า หน้าอก หน้าท้อง หรือต้นขาด้านบน มีสิวขึ้นรุนแรง เป็นสิวเรื้อรังหลังวัยรุ่น หรือรักษาด้วยวิธีทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น นอนกรน ตื่นไม่สดชื่น ง่วงนอนกลางวัน หรืออ่อนเพลียผิดปกติ  ทั้งนี้ อาการดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหรือข้อมูลเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยโดยแพทย์ได้

พักตร์นลิน บูลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด  กล่าวว่า ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) มุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพของผู้หญิง ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ที่จำเป็น พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อให้ผู้หญิงสามารถดูแลและจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างเชิงรุก การรับมือกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ควรเริ่มตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ การตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในกลุ่มผู้หญิงทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้หญิงจำนวนมากใช้ชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ จนอาจมองข้ามสัญญาณสำคัญจากฮอร์โมนและระบบเผาผลาญที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน

มะเร็งตับอ่อน รู้เร็ว รักษาได้ด้วยการผ่าตัด Whipple

มะเร็งตับอ่อน รู้เร็ว รักษาได้ด้วยการผ่าตัด Whipple

มะเร็งตับอ่อน รู้เร็ว รักษาได้ด้วยการผ่าตัด Whipple

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

มะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น มักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะที่ยังสามารถผ่าตัดได้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยการผ่าตัด Whipple ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาหลักที่ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

นายแพทย์ณัฐวุฒิพงศ์ ลีรัตนขจร 

นายแพทย์ณัฐวุฒิพงศ์ ลีรัตนขจร ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะที่ซ่อนอยู่ลึกในช่องท้องด้านหลังกระเพาะอาหาร มีหน้าที่สำคัญ 2 ส่วน คือ  1. สร้างเอนไซม์ เพื่อช่วยย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหาร 2. สร้างฮอร์โมน  เช่น อินซูลิน เพื่อควบคุมสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด หากตับอ่อนทำงานผิดปกติจะกระทบต่อระบบย่อยอาหารและระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายโดยตรง

มะเร็งตับอ่อนคืออะไร

เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อตับอ่อน ตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ส่วนหัวของตับอ่อนซึ่งอยู่ติดกับท่อน้ำดีและลำไส้เล็กส่วนต้น ด้วยตำแหน่งที่อยู่ลึก อาการในระยะแรกจึงสังเกตได้ยาก ทำให้ผู้ป่วยมักได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

อาการที่อาจพบได้

หากพบอาการเตือนเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัย คือ ปวดท้องส่วนบน หรือปวดร้าวทะลุไปถึงหลังเรื้อรัง ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีซีด

แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อน

การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตำแหน่งก้อนเนื้อ และความแข็งแรงของผู้ป่วย ในกลุ่มที่ก้อนมะเร็งยังไม่กระจายตัว การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกคือแนวทางหลักที่เพิ่มโอกาสการหายขาดได้มากที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งบริเวณหัวตับอ่อน

การผ่าตัด Whipple คืออะไร

การผ่าตัด Whipple (Pancreaticoduodenectomy) คือการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งที่บริเวณหัวตับอ่อน จัดเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนระดับสูง ศัลยแพทย์จะต้องตัดส่วนหัวของตับอ่อน ลำไส้เล็กส่วนต้น ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี และกระเพาะอาหารบางส่วนออก จากนั้นจึงทำการเย็บต่อระบบทางเดินอาหาร ท่อน้ำดี และท่อตับอ่อนเข้าด้วยกันใหม่ เพื่อให้ร่างกายกลับมาย่อยอาหารได้ตามปกติ การผ่าตัดนี้ต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความเฉพาะทางสูงมาก

การผ่าตัด Whipple ด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี

ที่โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เรามุ่งเน้นความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยใช้ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดดาวินชี (Robotic-assisted surgery) เข้ามาทำหัตถการแทนการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแผลใหญ่ ศัลยแพทย์จะควบคุมแขนกลผ่านคอนโซล ช่วยให้การตัดต่อเส้นเลือดและเนื้อเยื่อในพื้นที่แคบๆ ทำได้อย่างละเอียดและแม่นยำสูง

คุณสมบัติของระบบหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

 ภาพ 3 มิติคมชัดระดับ HD :: ขยายภาพได้หลายเท่า ช่วยให้แพทย์เห็นกายวิภาค เส้นเลือด และเส้นประสาทได้อย่างชัดเจน, แขนกลอัจฉริยะ :: หมุนและโค้งงอได้อิสระ 360 องศา เสมือนข้อมือมนุษย์แต่ไร้ข้อจำกัด เข้าถึงจุดที่ซับซ้อนได้ลึก, แม่นยำสูงสุด ลดการสั่นไหว::  ระบบกรองการสั่นของมือแพทย์ ทำให้การเย็บต่อท่อขนาดเล็กปลอดภัยยิ่งขึ้น,  แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ::  ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง เสียเลือดน้อย ผู้ป่วยจึงเจ็บปวดน้อยลงและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

การประเมินผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด

ทีมแพทย์จะวางแผนการรักษาอย่างรัดกุมด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อประเมินรอยโรคอย่างแม่นยำ ด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) แบบเฉพาะเจาะจงตับอ่อน  การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การส่องกล้องอัลตราซาวด์ทางเดินอาหาร (EUS)

แนวทางการรักษาอื่นๆ ที่สามารถรักษาร่วมกันได้

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ทีมแพทย์อาจใช้การรักษาแบบผสมผสาน (Multimodal Treatment) ร่วมด้วย ได้แก่  เคมีบำบัด (Chemotherapy) ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)  รังสีรักษา (Radiation Therapy)

มะเร็งตับอ่อนอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่การสังเกตความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างทันท่วงที อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากขึ้น หากมีอาการผิดปกติหรือมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

SudoC เปิดตัว พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล อย่างเป็นทางการในไทยโดย Innowaita Lab และ SMTIA ดันสู่ Health Tech เจาะตลาด Preventive Health

SudoC เปิดตัว พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล อย่างเป็นทางการในไทยโดย  Innowaita Lab และ SMTIA ดันสู่ Health Tech เจาะตลาด Preventive Health

SudoC เปิดตัว พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล อย่างเป็นทางการในไทยโดย Innowaita Lab และ SMTIA ดันสู่ Health Tech เจาะตลาด Preventive Health

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เพราะ Wellness Economy เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท อินโนไวต้า แล็บ จำกัด (Innowaita Lab) ร่วมกับ สมาคมนวัตกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ยั่งยืน (SMTIA) จัดงาน SudoC Grand Opening & Wellness Innovation Seminar เปิดตัว SudoC เทคโนโลยีวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก  อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมนำเสนอแนวคิด Data-Driven Healthcare และ Personalized Health เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ โดยการเปิดตัว SudoC ในครั้งนี้สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรม Health Technology Thailand ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) และการบริหารจัดการสุขภาพรายบุคคล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว (Longevity)

SudoC (ซูโด-ซี) เป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกที่ใช้การประเมิน Sudomotor Function และ C Fiber Function ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายจาก EIS สู่ SUDOC เทคโนโลยีประเมินสุขภาพแห่งอนาคต  :  เทคโนโลยีที่ต่อยอดจาก EIS ซึ่งถูกคิดค้นโดย ดร. อัลเบิร์ต มาอาเร็ค (Dr. Albert Maarek) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทสรีรวิทยาชาวฝรั่งเศส โดยอาศัยการวิเคราะห์สัญญาณทางชีวไฟฟ้าและข้อมูลทางสรีรวิทยา เพื่อสะท้อนสมดุลและการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย และสามารถช่วยสะท้อนความสมดุลของระบบต่าง ๆ และค้นหาสัญญาณความเสื่อมของร่างกายในระยะเริ่มต้น เพื่อสนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Health) และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากนี้ SudoC ยังเป็นเทคโนโลยีในกลุ่มการประเมินสุขภาพ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เลขทะเบียน 69-2-2-2-0002893 และพร้อมขยายการใช้งานสู่โรงพยาบาล คลินิก Wellness, Functional Medicine, Anti-Aging และ Longevity Medicine ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัว Vital Blueprint พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงาน คือการเปิดตัว Vital Blueprint หรือ “พิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล” แนวคิดการวางแผนสุขภาพเชิงลึกที่รวบรวมข้อมูลสุขภาพจากหลากหลายมิติ เพื่อช่วยให้บุคคลสามารถเข้าใจสุขภาพของตนเองได้มากขึ้น วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และสร้างเป้าหมายด้าน Longevity หรือการมีสุขภาพดีในระยะยาว

ภายในงาน คุณศิริญา เทพเจริญ ผู้บริหาร Genesenn ผู้นำด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มสุขภาพเชิงป้องกัน ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลสุขภาพแห่งอนาคต และแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “SudoC Innovation Session” โดย นพ.สุจิตร บัญญัติปิยะพจน์ ซึ่งนำเสนอศักยภาพของ SudoC ต่อการดูแลสุขภาพยุคใหม่ รวมถึงหัวข้อ “SME & Wellness Economy : Scaling Wellness Business for Sustainable Growth” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ภัทราวดี ภัทรนิยม ที่สะท้อนโอกาสทางธุรกิจของ Wellness Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ภายในงานยังมีการสาธิตการใช้งาน SudoC แบบ Real Time (Live Demonstration) พร้อมนำเสนอ Clinical Case Study เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ SudoC ในสถานพยาบาล คลินิกสุขภาพ และธุรกิจ Wellness อย่างเป็นรูปธรรม เพราะ Wellness Economy และ Longevity กำลังเป็น New Growth Engine ของโลกปัจจุบันอุตสาหกรรม Wellness Economy, Preventive Health, Personalized Health และ Longevity Medicine กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น

   คุณศิริญา เทพเจริญ  ผู้บริหารฯ ได้กล่าวว่า  “การเปิดตัว SudoC ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศไทย แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบสุขภาพจากการรักษาโรค ไปสู่การบริหารจัดการสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพในอนาคต และ SudoC ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สนับสนุนการเติบโตของ Wellness Economy และช่วยให้ผู้คนสามารถรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น ผ่านข้อมูลและเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมากขึ้น”  ผู้บริหารยังมองว่า SudoC และเทคโนโลยี Health Tech จะมีบทบาทสำคัญต่อโรงพยาบาล คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์สุขภาพ องค์กรด้าน Employee Wellness รวมถึงอุตสาหกรรม Medical & Wellness Tourism ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันระดับนานาชาติ

การจัดงาน SudoC Grand Opening & Wellness Innovation Seminar จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง Ecosystem ด้าน Health Tech และ Wellness Innovation ของไทย พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคการแพทย์ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคในอนาคต

   SudoC   :   เลขทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ : 69-2-2-2-0002893 ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคลินิกยุคใหม่ได้ที่ โทร.02-693 3571 /    Line @innowaitalab   /     https://www.facebook.com/share/18CDaZawK3/?mibextid=wwXIfr

กรมการท่องเที่ยว ขานรับนโยบาย Value over Volume ยกระดับ ‘ปริมาณนักท่องเที่ยว’ สู่ ‘คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน’

กรมการท่องเที่ยว ขานรับนโยบาย Value over Volume  ยกระดับ ‘ปริมาณนักท่องเที่ยว’ สู่ ‘คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน’

กรมการท่องเที่ยว ขานรับนโยบาย Value over Volume ยกระดับ ‘ปริมาณนักท่องเที่ยว’ สู่ ‘คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน’

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขานรับนโยบาย Value over Volume ที่มุ่งปรับบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการให้ความสำคัญกับ “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่ “คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน” เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า”  โดย กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569  ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่  ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2  โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ  หนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทโรงแรม

ทั้งนี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีและมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย แก่ ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้งประเภทที่พักเพื่อการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน มาตรฐานระหว่างประเทศ และมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 694 ราย

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการจัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ ผู้ซึ่งผ่านกระบวนการ

ตรวจประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้ Soft Power และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นเลิศทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากลพร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ คุณค่า และมูลค่า ให้เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและสาธารณชนทั่วไป ตลอดจนกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่างๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยวด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า โดยสามารถค้นหาสถานที่และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็ปไซต์ tts.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard

สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3232 และอีเมล dot.tts.certify@gmail.com

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน ‘มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15’ ผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เเละ พิธีมอบรางวัลโครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คณะรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา เข้าร่วม ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร

งาน “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของผ้าไหมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย

รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ งานจัดขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมประชาสัมพันธ์ หน่วยงานภาครัฐเเละเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการจัดงานในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง เริ่มต้นด้วย พิธีเปิดที่จัดขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาน ณ หอประชุมกองทัพเรือ และนิทรรศการ ในวันที่ 9 – 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

สำหรับพิธีเปิดสุดอลังการ จุดประกายแฟชั่นผ้าไหมไทยสู่สากล 6 มิถุนายน 2569 เริ่มด้วยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จากนั้นประธานเเละคณะ เดินชมนิทรรศการ พร้อมชมวิดีทัศน์รำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชุด “สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย : ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก รวมถึงวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เเละวิดีทัศน์ Fashion TV  ต่อเนื่องด้วยการแสดง แฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมเเละชุดผ้าไหม โดยได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาลไทย เอกอัครราชทูตและคู่สมรส ตัวเเทนกงสุลกิตติมศักดิ์ เอกอัครราชทูตประจําประเทศไทย ร่วมเดินแบบบนเวที 90 ประเทศ ที่พร้อมใจกันสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมเเละชุดผ้าไหมไทยอันงดงาม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรม 6 องก์ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับผ้าไหมไทยอย่างลงตัว จากนั้น  H.E. Ms. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตอาวุโสของคณะกรรมการการจัดงาน เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมงาน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการแสดงผลงานและพิธีมอบรางวัลชนะเลิศจากการประกวดชุดผ้าไหมร่วมสมัย  “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7” เพื่อส่งเสริมนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ยอดเยี่ยม และพิธีมอบรางวัลชนะเลิศการประกวดการออกแบบลายผ้าไหมร่วมสมัย รวมถึงนิทรรศการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากชุมชนท้องถิ่น และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหม 

ทั้งนี้  ในนิทรรศการผ้าไหมไทย  สัมผัสเสน่ห์งานดีไซน์ฝีมือคนรุ่นใหม่กว่า 250 ชุด ที่ออกแบบและตัดเย็บโดยนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ในการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม เปิดให้ชมไปจนถึง 14 มิถุนายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 สยามพารากอน พร้อมกันนี้ ยังมีพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569  รวมถึงการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อ เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้แก่เยาวชน นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการผ้าไหม และร่วมภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมไทยที่ได้รับการต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

บางกอกไพรด์ เซ็น MOU ขับเคลื่อน ‘Pride City Network’ ผลักดันประเทศไทยสู่เจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival เทศกาลแห่งความภาคภูมิใจของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์สำคัญภายใต้เครือข่าย “Pride City Network” ผนึกกำลังภาคประชาสังคม ภาครัฐ และเอกชนท้องถิ่นกว่า 58  จังหวัดและเมืองจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสิทธิมนุษยชนจากเมืองหลวงสู่ระดับฐานราก ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของเอเชีย พร้อมสะท้อนความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Bangkok WorldPride

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่อง เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ “Pride City Network” เพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก  จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้  ณ NEX HALL ชั้น 5 สยามพารากอน โดยได้รับเกียรติจาก นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน พร้อมปาฐกถาพิเศษ จาก ฌ็อง-ลุก รอเมโร มิแชล (Jean-Luc Romero-Michel) รองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส

อรรณว์ (วาดดาว) ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Bangkok Pride (บางกอกไพรด์) กล่าวถึงที่มาและวิสัยทัศน์ของเครือข่ายนี้ว่า ความเท่าเทียมไม่ใช่สิทธิพิเศษที่ควรอยู่แค่ในเมืองหลวงหรือกรุงเทพมหานคร แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พี่น้อง LGBTQIAN+ ทุกคนในทุกตารางนิ้วของประเทศไทยต้องเข้าถึงได้ เครือข่าย Pride City Network คือหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของท้องถิ่น เราไม่ได้เพียงไปช่วยจัดขบวนพาเหรดเดินฉลอง แต่เรากำลังร่วมมือกับนักขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ยั่งยืน สร้างมาตรฐานการจัดงานที่เคารพสิทธิมนุษยชน และส่งเสียงสะท้อนปัญหาในบริบทของแต่ละพื้นที่ขึ้นมาสู่การแก้ไขระดับนโยบาย

จากความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดของงาน Bangkok Pride ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งล่าสุดในงาน Bangkok Pride Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และประสบผลสำเร็จอย่างท่วมท้น วันนี้ นฤมิตไพรด์ ได้เชื่อมโยงและสร้างระบบนิเวศแห่งความเท่าเทียมผ่านเครือข่าย “Pride City Network” ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ การบริหารจัดการ และการส่งมอบธงไพรด์ประจำจังหวัด เพื่อส่งต่อเจตนารมณ์แห่งความเท่าเทียมให้เบ่งบานในทุกพื้นที่ทั่วไทย

เครือข่าย Pride City Network ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายพื้นที่ปลอดภัยและการยอมรับความหลากหลายทางเพศออกไปสู่ชุมชนท้องถิ่นทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมสร้างมาตรฐานการจัดงานเทศกาลไพรด์ที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการผลักดันประเด็นสิทธิความเท่าเทียมในระดับโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายระยะยาว ใน 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับประเทศ (Pride Destination): ยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก สำหรับการท่องเที่ยว การลงทุน และการอยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.ระดับเครือข่าย (Nationwide Expansion): ขยายผลและจับมือพันธมิตรจัดงานไพรด์ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยปัจจุบันมีเครือข่ายความร่วมมืออย่างแข็งแกร่ง อาทิ เชียงใหม่ไพรด์, แม่สอดไพรด์, พัทยาไพรด์, และภูเก็ตไพรด์ เป็นต้น 3.ระดับโลก (Road to WorldPride): เพื่อแสดงศักยภาพ ความพร้อม และแรงสนับสนุนแบบองค์รวมจากภาคประชาชนทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนและนำประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่าง Bangkok WorldPride ซึ่งล่าสุดประเทศไทยได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัด Bangkok WorldPride 2030

ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่อง เพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ “Pride City Network” มีผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 58 จังหวัดและเมือง ได้แก่ กระบี่กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ ตรัง ตาก นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี บึงกาฬ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พัทยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ภูเก็ต มุกดาหาร มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ลพบุรี ลำปาง ลำพูน สระแก้ว สระบุรี สงขลา สุพรรณบุรี สุรินทร์ สมุทรสาคร หนองบัวลำภู แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และ อุบลราชธานี

 “Pride City Network กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังสีรุ้งสามารถเยียวยา ฟื้นฟู และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้จริง เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง สังคมเปิดใจ ย่อมส่งผลให้ภาพรวมของประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุนที่สุดในสายตาชาวโลก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายนี้จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่พามาร่วมเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน” อรรณว์ (วาดดาว) ชุมาพร กล่าวทิ้งท้าย

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

ครบรอบ 45 ปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง สถานที่แห่งโอกาสทางการศึกษาของวัยอนุบาล

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี แห่งการสถานาโรงเรียน พร้อมจัดพิธีทอดผ้าป่าการศึกษา ประจำปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน บำรุงสถานศึกษา ในการนี้ได้รับความเมตตาจาก พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และพิจารณาองค์ผ้าป่า โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาอเนกประสงค์โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง

ในการนี้มีคณะกรรมการมูลนิธิโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ผู้มีอุปการคุณ นำโดย ผาณิต พูนศิริวงศ์, สุพินดา โชคชัยนิรันดร์, และ ธีราพร วิรุฬห์รักษ์ ร่วมพิธี โดยมี  ธนาลัย ลิมปรัตนคีรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง พร้อมคณะครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ให้การต้อนรับ ซึ่งในปีนี้ทำบุญทอดผ้าป่าได้ทั้งสิน 701,299.71 บาท ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569

โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2524 ตามดำริของ พระธรรมปาโมกข์ (นพ องฺกุรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดธาตุทองในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่ที่มีรายได้น้อยและฐานะยากจน ให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสได้รับการศึกษา อีกทั้งเพื่อส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมให้กับเด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์เสมอมาในการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น มุ่งมั่นพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ สังคมตลอดจนสติปัญญาของเด็ก ให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมีทักษะการช่วยเหลือตนเองขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสมตามวัย

ในวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปี โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทองจึงได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความเมตตากรุณาของท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ ผู้ให้ก่อให้เกิดโรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง รวมถึงจัดการทอดผ้าป่าการกุศลเพื่อนำปัจจัยมาสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียนโดยมุ่งเน้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาของนักเรียนเป็นสำคัญ

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทําบุญ โดยโอนเงินเข้า ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดธาตุทอง เลขบัญชี 002-706503-9 ธนาคารกรุงเทพ เพื่อสมทบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กตลอดปีการศึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-714-1707 หรือ LINE ID : thanalai

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

ติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะความหวานช่วยเติมความสุขในชีวิตให้ใครหลายๆ คน ขนมหวานและเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม จึงกลายเป็นของมันต้องมีดีต่อใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน บางคนแทบขาดความหวานไม่ได้เลย ซึ่งจากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาถึง 4 เท่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย

ทำไมกินขนมหวานและเครื่องดื่ม ทำให้ฟิน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital 

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า เพราะน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดมีผลต่อสารสื่อประสาทและอารมณ์ในเชิงบวก ไปกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า “โดพามีน” ซึ่งมีหน้าที่โดดเด่นคือ ควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีส่วนช่วยคลายเครียด ลดอาการหงุดหงิดได้

แม้การติดหวาน จะสร้างความฟิน แต่เป็นพฤติกรรมการกินที่ควรหลีกเลี่ยง! เพราะเป็นการเปิดประตูรับตัวก่อการร้ายเข้ามาทำลายสุขภาพ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ โรคเรื้อรังเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตอีกด้วย

ใครที่อยากให้ร่างกายมีสุขภาพดีหนีห่างจากโรคร้าย แต่หักดิบเลิกกินน้ำตาลทันทีไม่ไหว ลองมาทำตามคำแนะนำดี ๆ ที่ทำให้ยังสามารถสุขใจไปกับความหวานต่อได้ โดยไม่หงุดหงิดจิตว้าวุ่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคทั้งทางกาย และทางใจ

ลดหวานวันละนิดค่อย ๆ พิชิตเป้าหมาย

เมื่อฟินกับความหวานมายาวนาน อยู่ ๆ จะให้เลิกแบบฉับพลันนั้น คงเป็นเส้นทางที่บั่นทอนความสุขใจและไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ดังนั้น การค่อย ๆ ทยอยลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป จะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย รวมถึงจิตใจได้ดีกว่าแบบเลิกรากันไปเลย

หวานเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่พึ่งพาน้ำตาล

ความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลอย่างเดียว ลองใช้น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะเป็นน้ำตาลฟรักโทสที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอื่นที่ช่วยสร้างความสดชื่นและความฟินให้กับคนติดหวานได้ เช่น คนติดน้ำอัดลมก็มีทางเลือกจากเครื่องดื่มรสหวานที่ไร้น้ำตาล โดยเติมสารอื่นที่ให้ความหวานมาทดแทน

น้ำหมักผลไม้ สดชื่นได้ไม่ต้องเติมน้ำตาล

น้ำหมักผลไม้ หรือ Infused Water เป็นเครื่องดื่มที่นำผลไม้ ผัก หรือสมุนไพรที่ชื่นชอบ เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว สตอเบอรี่ เป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวาน เปรี้ยวจากตัวผลไม้ที่เติมลงไปโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล แต่สร้างความสดชื่นได้ ลดการโหยหาความหวานได้เป็นอย่างดี หรือจะกินผลไม้ที่ให้ความหวานไปเลยก็ดี เพราะไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ผ่อนคลาย มีความสุขด้วย ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตดำ ตัวแทนความหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ย้ำว่าต้องมีโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniod) ในโกโก้สามารถช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่สำคัญยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข

ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในมื้อที่กินของหวาน นอกจากน้ำเปล่าจะไม่ให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาพลาญพลังงานแคลอรีเพิ่มสูงขึ้น เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ และควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ด้วย

ในจุดนี้ใครที่ปล่อยใจฟินกินหวานจนเกินไป หากต้องการหนีห่างจากโรคร้ายทางกายที่ยากเยียวยา แถมอาจนำพาสู่ความว้าวุ่นทางใจ คงต้องระมัดระวังเอาใจใส่กับอาหารการกินมากขึ้น และควรตระหนักด้วยว่าความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลเท่านั้น แต่อาหารจำพวกแป้งก็ย่อยสลายเป็นน้ำตาลด้วยเช่นกัน