9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.54 น.

”คุมประพฤติ“ แจง“ราชทัณฑ์” ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษ “ทักษิณ” มายัง “สนง.คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1” จึงทำให้ “ทักษิณ”ยังไม่สามารถขอถอดกำไล EM ได้ หลังกระแสลือสะพัด “ทักษิณ” เตรียมปลดกำไล EM พรุ่งนี้​

สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป  โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 

ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่พิจารณาออกหมายสั่งปล่อย และรับใบบริสุทธิ์พ้นโทษกับทางเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนนำไปยื่นขอถอดกำไล EM ต่อสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 นั้น

ล่าสุด รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎี กาพระราชทานอภัยโทษ ต้องพิจารณาตรวจสอบรายชื่อของผู้ได้รับอภัยโทษทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ล่าสุดสถานะยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนของราชทัณฑ์ ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรี จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่นายทักษิณจะได้ไปรับเอาใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนัก งานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 สำหรับถอดกำไล EM พ้นโทษบริบูรณ์

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่คุมประพฤติ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ของนายทักษิณ ได้ยืนยันว่า ทางราชทัณฑ์ หรือเรือนจำพิเศษธนบุรี ยังไม่มีการส่งหนังสือแจ้งการพ้นโทษของนายทักษิณ ชินวัตร มายังสำนักงานฯ แต่อย่างใด ทำให้นายทักษิณ ยังคงต้องติดกำไล EM ไว้ดังเดิมจนกว่าขั้นตอนปล่อยตัวพ้นโทษจะดำเนินการเสร็จสิ้น จึงจะได้นัดหมายการถอดกำไล EM ดังกล่าวต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

นายกฯ เยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติ เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างพรรคการเมือง มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุม Hoa Sen สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับ พร้อมถือโอกาสนี้เชิญประธานสภาฯ เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางทูตไทย-เวียดนามในปีนี้ โดยทั้งสองต่างเห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม แท้จริงแล้วยาวนานกว่า 50 ปี และประเทศไทยยังเคยเป็นที่พำนักของประธานโฮจิมินห์ และมีอนุสรณ์สถานของประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง รวมถึงมีคนเวียดนามมาตั้งรกรากในไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีที่สองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ ประธานสภาแห่งชาติยินดีที่รัฐสภาทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือด้านนิติบัญญัติระหว่างกัน อาทิ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรไทยกับสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเลือกตั้งเพิ่มในส่วนของตำแหน่งที่วางลง ซึ่งมีจำนวนสมาชิกครบแล้ว จะมาเยือนรัฐสภาเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ต่อไป ซึ่งนอกจากในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยและเวียดนามยังมีการหารือและประสานท่าทีในกรอบพหุภาคี เช่น สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทย และยินดีที่ฝ่ายเวียดนามได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทยมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ในครั้งนี้ด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนไทยและเวียดนามต่างมีความมุ่งหวังและมีความกังวลคล้ายกัน คือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติของสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ศุภณัฐ” เปิดผลสอบทุจริตลู่วิ่ง กทม. ตัวละ 7.5 แสน สุดท้าย “รอดยกแก๊ง” สั่งปรับแค่คนละ 600 แล้วกลับมาทำงานต่อ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงของกรุงเทพมหานคร เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้นได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และมีผลตัดสินออกมาว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินเฉลี่ยเพียงคนละ 600 บาท แล้วทำการปิดคดี 

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถยอมรับผลการสอบสวนในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครกว่าร้อยล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ กลับสอบสวนในลักษณะฟอกขาว ตั้งธงลงโทษเพียงเล็กน้อยพอให้ตอบสื่อมวลชนได้ว่าลงโทษแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงปฏิบัติงานใน กทม. ต่อไปได้ตามปกติ เสมือนเป็นการการันตีว่าคดีนี้ไม่ได้มีการทุจริต ทั้งที่เป็นการปล้นเงินประชาชนอย่างเห็นได้ชัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การล็อกสเปกสินค้า ล็อกคุณสมบัติ ล็อกผลงาน ปั้นราคากลางแพงเกินจริง และการฮั้วสืบราคา

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปถึงรายละเอียดในการใช้อำนาจและดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยชี้ว่ามีการแยกการพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือเรื่องราคาและเรื่องการล็อกสเปก ในส่วนของราคานั้น คณะกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถามไปยังบริษัทเอกชน 7 รายเพื่อให้จัดทำใบเสนอราคา แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกถามบริษัทฟิตเนสที่ไม่ได้มีธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีทางมีเครื่องออกกำลังกายยี่ห้อที่ กทม. จัดซื้อเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทรับจ้างผลิต (OEM) ที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด 

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ส่งหนังสือไปถามราคากับบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูลจัดซื้อลู่วิ่งแพงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริต แทนที่จะไปถามบริษัทเอกชนรายอื่นในตลาด และเมื่อไม่มีบริษัทใดตอบกลับมา คณะกรรมการฯ จึงแวะตรวจร้านขายลู่วิ่งทั่วไปเพียง 2 ร้านเพื่อเป็นพิธี เมื่อไม่พบสินค้าที่มีสเปกตรงกับที่ กทม. จัดซื้อ จึงนำมาเป็นข้อสรุปว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อนั้นแพงหรือถูก จึงลงความเห็นว่ามีความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 

ส่วนในประเด็นการล็อกสเปก คณะกรรมการฯ สรุปเพียงว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและราคากลางเขียนเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) กีดกันจริง แต่ถือเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับในอัตราเดียวกันก่อนยุติเรื่อง ซึ่งสิ่งที่น่าร้ายแรงที่สุดคือ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับทราบและลงนามเห็นชอบกับรายงานผลการสอบสวนฉบับนี้โดยไม่ได้สั่งให้มีการสอบสวนใหม่ ทั้งที่เนื้อหาในรายงานมีความตกหล่นและส่อไปในทางฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นาบศุภณัฐ ได้แสดงข้อเห็นแย้งต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ใน 5 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือเรื่องการจงใจล็อกสเปกสินค้าที่เขียนเงื่อนไขเจาะจงให้ผ่านได้เพียงยี่ห้อเดียว ซึ่งการที่คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่แล้วไม่เจอเครื่องออกกำลังกายสเปกนี้ในตลาด ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการล็อกสเปกและมีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ควรสอบลึกไปถึงเจ้าหน้าที่ว่านำสเปกนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจงใจจัดทำราคากลางแพงเกินจริง โดยในอดีตช่วงปี 2563 ถึง 2564 กทม. เคยจัดซื้อลู่วิ่งในราคาตัวละ 250,000 บาท แต่ในปี 2566 กลับแก้ราคากลางสูงขึ้นเป็นตัวละ 750,000 บาท ทั้งที่สเปกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ประเด็นที่สาม คือเรื่องการจงใจสืบราคากับบริษัทเอกชนรายเดิมๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ละเลยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีข้อพิพาทชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สืบราคากับบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่และไม่เคยมีประวัติค้าขายเครื่องออกกำลังกายกับ กทม. มาก่อน

ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกคุณสมบัติโดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นที่อาจนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ห้า คือการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกผลงานของผู้เสนอราคาให้สูงเกินจริง โดยกำหนดให้ต้องเคยมีสัญญาซื้อขายเดิม 2 ถึง 3 สัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินกว่าปกติแม้แต่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท

นอกจากข้อสังเกตทั้ง 5 ประเด็นแล้ว นายศุภณัฐ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังอดีตผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่า โครงการที่มีข้อสงสัยทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ทาง กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการเท่านั้น และละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารลับของ กทม. ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ พบว่าคำสั่งที่อดีตผู้ว่าฯ ลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพียง 7 โครงการจริง ซึ่งขัดแย้งกับที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะตรวจสอบทั้งหมด และแม้ตนจะเคยส่งหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 บาทโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม แต่อดีตผู้ว่าฯ ก็ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาจนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าหากยอมตรวจสอบครบทั้ง 24 โครงการ จะเห็นรูปแบบการทุจริตที่เป็นขบวนการชัดเจนกว่านี้ แต่อดีตผู้ว่าฯ กลับเลือกตัดตอนการสอบสวนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมที่จะน้อมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ ที่อาจมองข้ามเรื่องการทุจริต แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เงินภาษีของคนกรุงเทพฯ สูญหายไปฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร และจะไม่ยอมให้ กทม. เซตมาตรฐานการทุจริตและการสอบสวนที่ผิดพลาดเช่นนี้ให้หน่วยงานอื่นทั่วประเทศลอกเลียนแบบ แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเวลา อีกทั้งตนเคยรอให้อดีตผู้ว่าฯ ประกาศผลสอบสวนด้วยตนเอง แต่กลับเงียบหาย และในการออกรายการข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ ก็ยังคงตอบคำถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มีสื่อมวลชนรายใดจี้ถามต่อ ประกอบกับคดีนี้ได้เดินทางมาครบรอบ 2 ปีพอดี ตนจึงต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบและร่วมกันตรวจสอบต่อไป
.
เพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1DaLyTsffr/?mibextid=wwXIfr 

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“สส.ชัชวาล” จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะ “ไร่ละพัน” เมื่อไร เตือนอย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง สับปล่อยเกียร์ว่าง “ลานีญา” พ่นพิษ ทำฝนทิ้งช่วง เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดแคลนหนัก ทุบซ้ำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง 

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย  (ทสท.) กล่าวถึงความน่ากังวลโครงการช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไร้ความชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งที่แนวคิดเกษตรแม่นยำยังไม่เกิดขึ้นจริง และปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพาะปลูกสูงรอบด้านจากผลกระทบสงครามโลก การที่รัฐบาลโยนเรื่องไปให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ พิจารณา จึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมจงใจลากเวลาและยื้อขั้นตอนตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อการแบกรับภาระหนี้สินนอกระบบเพิ่มขึ้น จึงขอจี้ให้รัฐบาลแสดงความจริงใจเร่งให้คำตอบในมาตรการเยียวยาระยะสั้น แทนการใช้วาทกรรมสร้างความหวังว่าจะจ่ายเงินอุดหนุน 2,000 หรือ 3,000 บาท ไปวันๆ

นอกจากนี้ นายชัชวาล ยังได้สะท้อนถึงวิกฤตซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนักในขณะนี้ คือสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ โดยขอทวงถามมาตรการรับมือเชิงรุกจากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อกรณีที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศ จนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรงและยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งนี่ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องชาวไร่ชาวนาเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิตปีนี้

สส.ร้อยเอ็ด กล่าวต่อว่า จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพงในช่วงที่สินค้าขาดแคลน จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการสำรองหรือกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างทั่วถึง จะทำให้ภาพรวมผลผลิตข้าวไทยลดลงอย่างแน่นอน
นายชัชวาล กล่าวว่า วิกฤตลานีญาและปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นเรื่องที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า รัฐบาลจึงไม่สามารถอ้างได้ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา

“ถ้ารัฐบาลยังคงเพิกเฉย ปล่อยเกียร์ว่างปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละ 1,000 บาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักจากภัยแล้งซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง”นายชัชวาล กล่าว

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.29 น.

พรุ่งนี้! คุมประพฤติเตรียมปลดกำไลอีเอ็ม ‘ทักษิณ’

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป ในระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี สำหรับรายชื่อ นายทักษิณ พร้อมกับผู้ต้องคุมประพฤติ รายอื่นที่เข้าหลักเกณฑ์ ปล่อยตัว ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งคาดว่าสามารถปลดกำไลอีเอ็ม ของนายทักษิณ ได้ในวันที่ 9 มิ.ย.

ภายหลังจากได้รับหมายปล่อยจากศาล และรับใบบริสุทธิ์จากเรือนจำพิเศษธนบุรี โดยจะเดินทางไปปลดกำไลอีเอ็ม ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตามมีรายงานด้วยว่า นายทักษิณเตรียมบินไปพักผ่อนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น รองสมเด็จ รูปใหม่ และมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  6 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองมีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรธีรคุณ วิบุลธรรมปฏิภาณ สุพิธานศาสนวรกิจนิวิฐสีลาจารดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคนิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ประกาศ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 6 รูป ดังนี้

พระราชเมธีวชิรดิลก วัดชูจิตรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น พระเทพเมธีวชิรดิลก

พระราชวรญาณโสภณ วัดธาตุทอง กรุงเทมหานคร เป็น พระเทพวัชรญาณวิสุทธิ์

พระวชิรวุฒาจารย์ วัดทิพพาวาส กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชวชิรวุฒาจารย์

พระวชิราธิบดี วัดธรรมโพธิ์ศรี จ.ปราจีนบุรี เป็น พระราชวัชรถาวรานุสิฐ

พระสุธีวีรบัณฑิต วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชบัณฑิตวัชรดิลก

พระมหาอุกฤษ ปภสฺสโร (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดทุ่งหนองอ้อ จ.ปราจีนบุรี เป็น พระปริยัติวัชรเมธี

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 2 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 1 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอก) และให้พ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

เกษตรฯ ส่งหนังสือถึงมาเลเซีย เตรียมถกรัฐมนตรี สางปัญหาแบนกุ้งไทย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“วัชรพล” เผย สุริยะ ลงนามหนังสือถึงรัฐมนตรีมาเลเซีย ขอเจรจาปัญหาและแนวทางแก้ไข้ หลังสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 ชนิด ยันพร้อมบินเจรจาทันทีที่มาเลเซียตอบรับ คาดได้ข้อสรุปสัปดาห์หน้า

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวัชระพล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการหารือมาตรการรับมือกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย 5 ชนิดเป็นการชั่วคราว และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานให้เกิดการเจรจาระดับรัฐบาล โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง /นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายวัชระพล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซีย ซึ่งวันนี้ สมาคมกุ้งไทยเข้าหารือและเสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1 การเร่งเจรจากับมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหาการนำเข้ากุ้งไทย และ2 การผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้ง ซึ่งในการเร่งเจรจากับมาเลเซีย น้้น ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียแล้ว เพื่อขอหารือในระดับรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด

โดยคาดว่าฝ่ายมาเลเซียจะได้รับหนังสือภายในวันนี้  ประกอบกับก่อนหน้านี้ ได้ทราบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มีการประสานไปยังนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกันในเบื้องต้นแล้ว โดยไทยพร้อมส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาทันทีตั้งแต่สัปดาห์หน้าหากได้รับการตอบรับจากฝ่ายมาเลเซีย

ทั้งนี้ในช่วงก่อนการหารือระดับรัฐมนตรี ก็จะมีการประสานงานในระดับปฏิบัติการเพื่อหารือรายละเอียดทั้งปัญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยกระทรวงฯ เชื่อว่าการยกระดับการเจรจาจากระดับกรมสู่ระดับรัฐมนตรีจะช่วยให้การแก้ปัญหามีความคืบหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับข้อเสนอของสมาคมกุ้งไทยในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยช่วงปี 2569-2573  นายวัชรพล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว โดยจะมอบหมายให้กรมประมงศึกษารายละเอียดและจัดลำดับมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงแนวทางระยะกลางและระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันแผนดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังเคยชะงักจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนของความคืบหน้าการเจรจากับมาเลเซีย กระทรวงฯ คาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากหากล่าช้าเกินสิ้นเดือน อาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลผลิตและการส่งออกกุ้งของไทย
ขณะที่การนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย ไทยยังคงมาตรการตรวจสอบคุณภาพและสารตกค้างตามมาตรฐานเดิม แต่จะปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วขึ้น โดยลดระยะเวลาการตรวจจาก 15 วัน เหลือ 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารยังคงเข้มงวดเช่นเดิม

นายวัชระพลบอกอีกว่าสำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงได้เตรียมมาตรการลดต้นทุนการผลิตไว้แล้ว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูแลด้านการตลาดและการระบายผลผลิต เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรในช่วงที่การส่งออกยังมีข้อจำกัดและในวันพรุ่งนี้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลรับทราบและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

ดูแลชาวนาเต็มที่! รมว.เกษตรฯ ชง นบข.พิจารณาช่วยเหลือไร่ละพัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.39 น.

รมว.เกษตรฯ ย้ำเดินหน้าดูแลชาวนาเต็มที่ ชง นบข. พิจารณาช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท พร้อมบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวรองรับฤดูเพาะปลูกปี 2569 อย่างเพียงพอ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการช่วยเหลือเกษตรกร การรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และการเตรียมความพร้อมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อรองรับฤดูการผลิตปี 2569/70

9 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 11 มิถุนายน 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอขอขยายกรอบวงเงินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม สำหรับเกษตรกร 233,729 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ภายใต้มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท วงเงินรวม 1,846.96 ล้านบาท

นอกจากนี้ คาดว่านบข.จะอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก และโครงการประกันภัยข้าวนาปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกร

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรองรับฤดูเพาะปลูกปี 2569/70 อย่างเพียงพอ ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเมล็ดพันธุ์พร้อมจำหน่าย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 34,970 ตัน ข้าวหอมไทย 6,275 ตัน ข้าวเจ้า 43,475 ตัน ข้าวเหนียว 15,230 ตัน และข้าวสี 50 ตัน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมการข้าว ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ กข113 และ กข119 เพื่อเป็นทางเลือกในการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดย กข113 เป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น คุณภาพเมล็ดดี และมีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาด ขณะที่ กข119 เป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดี คุณภาพการหุงต้มเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ กรมการข้าวจึงเร่งขยายการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร

ทั้งนี้ กรมการข้าวจะติดตามสถานการณ์การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

อธิบดีกรมการข้าว ลุยหนัก! เร่งยกระดับพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.59 น.

8 มิถุนายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน ในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว (ชั้นพันธุ์คัด-พันธุ์หลัก) โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากกองวิจัยและพัฒนาข้าว สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ และศูนย์วิจัยข้าวจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว (ชั้นพันธุ์คัด-พันธุ์หลัก) ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติและศูนย์วิจัยข้าว 27 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายอานนท์ นนทรีย์ กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานด้วยความรอบคอบ ยึดหลักวิชาการและมาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด เน้นการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบมาตรฐาน การเก็บรักษา ไปจนถึงการกระจายเมล็ดพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวมีคุณภาพสูง มีความบริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ และที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการเพาะปลูก และช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก อันเป็นการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการควบคุมคุณภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกองวิจัยและพัฒนาข้าว รับฟังรายงานผลการดำเนินงานและปัญหา/อุปสรรคจากกลุ่มศูนย์วิจัยข้าว ตลอดจนผลกระทบที่เกิดจากการกระจายเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน