อภิสิทธิ์ ร่ายยาว ตัดงบ กกต. ยกเหตุคดีฮั้วเลือก สว. ทำลายบรรทัดฐานความน่าเชื่อถือองค์กร

10 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 ซึ่งพิจารณาต่อเนื่อง เป็นวันที่ 4 ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายขององค์กรอิสะและองค์กรอัยการ

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า องค์กรอิสระเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย แต่กระบวนการตรวจสอบทำได้ค่อนข้างยาก โพลของสถาบันพระปกเกล้าเคยระบุ กกต.ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำสุด และหากคำของบของ กกต.ผูกพันกับคำว่า การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่เหตุใดกลับไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ ในส่วนการเลือก สว.นั้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานเชื่อได้ว่า มีการกระทำทุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น ถือเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องทำ ไม่ต้องพิสูจน์ ให้ส่งศาล และก่อนเลือก สว. เลขาธิการ กกต.คนปัจจุบัน โพสต์เฟซบุ๊กเตือนผู้สมัคร สว. อย่าแลกคะแนน พร้อมยกคำพิพากษาศาลฎีกา 2 คดี ในการเลือก สว.ระบุว่า ลำพังแค่แลกคะแนนก็ผิดแล้ว ถือเป็นบรรทัดฐานท่ศาลฎีกาวางไว้แล้ว และการเลือก สว.ปี 2567 กกต.ส่งเรื่องไปศาลฎีกาเป็นระยะๆ โดยมีบรรทัดฐานศาลฎีการะบุคำพิพากษาว่า การแลกคะแนน ทำให้การเลือก สว.ไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้เลือก ศาลเคยบอกว่าการแลกคะแนนเป็นเรื่องผิด กกต.เคยเชื่อมาแล้ว แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันใหญ่โตกว่าการส่งไลน์ขอแลกคะแนน มีทั้งการได้คะแนนเหมือนกัน การประชุมกันในโรงแรม แต่กลับมีความพยายามอธิบายว่า ต้องมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดความคลางแคลงใจคดีนี้ตรงไปตรงมาหรือไม่ และเชื่อมโยงนักการเมืองและพรรคการเมืองหรือไม่ จะลังเลอะไรกับสิ่งที่ศาลชี้มาแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีการเลือก สว. กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยตั้งเรื่องความผิดฐานอั้งยี่ ฟอกเงิน แม้สุดท้ายสั่งฟ้องได้แค่ 8 คน แต่ดีเอสไอเห็นว่า ข้อมูลเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อ กกต. จึงส่งเรื่องให้ กกต.ประกอบการพิจารณา แต่ กกต.ไม่รับ รวมถึงดีเอสไอเคยขอข้อมูล กกต.เพื่อนำมาใช้ในคดีอั้งยี่ ฟอกเงิน แต่ กกต.มีมติไม่ส่งให้ จนกระทั่งเกิดกระแสเปิดโปงข้อมูลฮั้ว สว. เลขาธิการ กกต.จึงชี้แจงหลักเกณฑ์ส่งฟ้อง 3 ข้อ เช่น บอกต้องเป็นเฉพาะผู้สมัคร แต่มาตรา 76 พ.ร.บ.การได้มาซึ่งสว.พูดถึงการกระทำความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. ไม่มีตรงไหนที่ระบุว่า ต้องเป็นการกระทผิดเฉพาะผู้สมัคร ความพยายามของคณะอนุกรรมการชุด 36 สวนทางกับข้อเท็จจริงของกกต.ที่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยที่เหตุการณ์ต่างๆ มาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว บอกแค่บังเอิญและบังเอิญเป็นคำตอบ ทั้งที่มีการโอนเงินวันเดียวกัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ กกต. 4 คน ที่จะลงมติตัดสินคดีฮั้ว สว.วันที่ 14 ก.ย.มาจาก สว.ที่ถูกกล่าวหา ถ้าเป็นกฎหมายวิธีพิจารณทางปกครอง จะไม่มีสิทธิตัดสินคดี แต่ความเป็นองค์กรเฉพาะถ้าไม่ครบองค์ประชุมจะวินิจฉัยไม่ได้ ถ้าดูตามหลักธรรมาภิบาล หาก กกต. 4 คน ลงมติเป็นคุณกับผู้มีพระคุณของตัวเอง หนีไม่พ้นข้อหาการมีส่วนได้เสีย เรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน มีผลประโยชน์ทับซ้อน งบ กกต.จึงจำเป็นต้องตัด กกต.ไม่ใช่องค์กรอิสระองค์กรเดียว ยังเสนอให้ตัดงบ ป.ป.ช.ที่น่าเป็นห่วง เชื่อหรือไม่ระหว่างพิจารณากฎมหายนี้เพี่งได้รับจดหมายจาก ป.ป.ช.แจ้งผลการพิจารณาที่ตนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เมื่อ 15 ปีที่แล้วระบุว่า ไม่มีความผิด ทำไมใช้เวลา 15 ปี รวมถึงเคยเสนอต่อ ป.ป.ช.ว่า พวกเรามีภาระมากมายเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ทะเบียนข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในมือรัฐอยู่แล้ว ป.ป.ช.ควรทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย กรมการขนส่ง กรมที่ดิน ว่า ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของพวกเราอยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อตรวจสอบ ไม่ต้องเป็นภาระให้พวกเราต้องไปขอเอกสารไปยื่นตรวจสอบ ล่าสุดเพิ่งจัดสัมมนาเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ผู้ใหญ่ในบ้านรเมืองแสดงความเห็นทางเดียวกัน ถ้าระบบนี้ไม่ทำงาน ประชาธิปไตยที่ออกแบบไว้ ไม่อาจจะเกิดผลได้จริง ภารกิจการรักษาประชาธิปไตยเป็นของพวกเรา เริ่มต้นด้วยการส่งสัญญาณตัดงบประมาณหน่ยงานเหล่านี้ 10%

พริษฐ์ จัดหนัก! งบ กกต. 2,700 ล้าน ไม่มีประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยง อุ้มอาชญากรรมประชาธิปไตย

10 กันยายน 2569 เวลา 17:03 น.

“พริษฐ์”จัดหนัก! งบ กกต. 2,700 ล้าน ไม่มีประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยงอุ้ม”อาชญากรรมประชาธิปไตย” ลั่นถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ด้าน”ศุภชัย”ลุกสวนทันที ไม่อยากเถียงกับเด็ก-อย่าฮึกเหิม ก่อนยอมถอนคำพูด ขณะที่”บุญจง”ยันการได้มาของ สว. อยู่ภายใต้ รธน. ส่วน”ณัฏฐ์ชนน”ยันสภาไม่มีใครเป็นพวก”กกต.” หากพบงบไม่เป็นประโยชน์ พร้อมตัด

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณามาตรา 32 องค์กรอิสระ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า สภาแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานไหนขึ้นอยู่กับว่าสภาแห่งนี้เชื่อมั่นกับหน่วยงานนั้น จะนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่ง กกต.มีการของบประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งระบุไว้ว่าจะใช้ให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความสุจริต เที่ยงธรรม จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ที่ผ่านมา ตนเองไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตยหรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของ กกต.ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องการโกง สว.ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า กกต.จะลงมติตัดตอนให้เรื่องดังกล่าว ไปไม่ถึงศาล โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ได้รับหลักฐานมา จากเดิมตนเองตั้งคำถามว่า กกต.ปล่อยปละละเลยให้มีการโกง สว.หรือไม่ แต่ขณะนี้กลับกังวลใจว่า บางส่วนของ กกต.รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก

นายพริษฐ์ ยกตัวอย่าง การเลือก สว.ที่ผ่านมาว่ามีโพย การตรวจคุณสมบัติที่ไม่ครอบคลุมปล่อยปละละเลย อย่างในวันที่มีการเลือก สว.ก็ปล่อยให้มีโพยอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่เพิ่งมายึดโพยตอนบ่าย ซึ่งบางคนที่ถูกยึดโพยจาก กกต.นั้น กลายมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งประธานวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อนำเอาการโกง สว.และการทำหน้าที่ของ กกต.หลักฐานมันฟ้องว่าสองเส้นทางนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ต่างอะไรกับถนนพระราม 4 และถนนสุขุมวิท ที่มีซอยขนาดใหญ่ และซอยขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง น่าเสียดายที่จากการเช็คล่าสุด แยกพระโขนง ไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่

นายพริษฐ์ ระบุว่า ตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเราเพราะสิ่งที่เราทำนี้ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่าข้างบนหมายถึงกกต. แต่ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเราตนเองคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ได้หมายถึงกกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร

ทำให้ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟัง และจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ตนเองเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า จากการตรวจสอบข้อพิรุธของกกต. จึงต้องตั้งคำถามว่า จะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ เช่น โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่าง กกต.และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คน เป็น สส. , รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

จากนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต.จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้ว แต่ก่อนเลือก สส.ก็มีแก๊งหนึ่ง เดินสายทั่วประเทศ ดังนั้น การเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35 คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯ ชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของ กกต.มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิด หรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล

ทำให้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉากๆ แบบนี้ไม่ได้

นายพริษฐ์ จึงขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเองไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย

ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริงๆ แล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ ด้านนายพริษฐ์ จึงระบุว่า หากย้อนไปดูก็ได้ ตนเองไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ที่กล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จนั้น ตนเองยืนยันว่าเอกสารที่แถลง บอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดี และต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนเองชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก

นายพริษฐ์ จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัย ทำให้ นางสาวมัลลิกา วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกันกัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว และอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า หากมี กกต.ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้อง หรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่า

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่ 36 สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีคำวินิจฉัยว่าการโกง สว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้ นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว.แต่เขาเชื่อจริงๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต และเห็นว่ามีผู้ช่วย สส.จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯ เชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

นายพริษฐ์ จึงสรุปว่า หากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมด เพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯ ที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14 กันยายนนี้ กกต.จะไปตัดสินใจตามคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่ากกต. ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้ กกต.นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า การที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็ก และอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ จึงอยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอน ก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม

นายศุภชัย กล่าวว่า หากประสงค์จะให้ถอนตนเองอยากอธิบายว่าจริงๆ คำว่าเด็กเพราะตนเองคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็ก และตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิม หากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้ว และไม่ฮึกเหิมตนเองก็ถอน

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กล่าวว่า เชื่อว่านายพริษฐ์สบายใจที่ได้พูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาว่า กกต.ไม่ควรได้รับงบประมาณ ประเด็นเรื่องการเลือก สว.ตนเองขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ไปที่มาตนเองมั่นใจว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกแทนตนเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ”

นายบุญจง กล่าวต่อว่า การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และพูดถึงสำนวนของคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขอไม่ก้าวล่วง แต่มีคำถามว่าคณะอนุที่ 36 สอบสวนอย่างไร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอตอบว่า ตนเองไม่รู้ แต่การดำเนินการทั้งหมดก็เหมือนกระบวนการทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิด ตำรวจก็สอบสวนตามพยานหลักฐาน บางครั้งผู้เสียหายก็ไม่พอใจในการสอบสวนระบุว่า ตำรวจไม่สุจริตได้พยานหลักฐานมาไม่ดี สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการถัดไปคือ ชั้นอัยการ ท่านมีคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 สอบเสร็จก็มีกระบวนการของเขา คณะกรรมการบุคคลใดที่เห็นว่าคนนี้ไม่สุจริต เราไม่สามารถตอบได้เพราะทั้งหมดเป็นการอิสระของ กกต.ที่จะทำงาน ต้องรอดูผลงานอีกไม่กี่วัน กกต.ก็จะแถลงข่าว เข้าใจในความรู้สึกของนายพริษฐ์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้

“ผมจะไม่กล่าวว่าเขาโกง เขาฮั้ว ถือว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฏหมายอยู่ในระเบียบ วันนี้หากบุคคลเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่พ้น ม.157 มีกระบวนการอีกเยอะ ทำอะไรไว้กฎหมายก็มีกระบวนการตรวจสอบ”

นายบุญจง จึงกล่าวต่อว่า ฉะนั้นงบงบประมาณที่ไปฝึกอบรมด้านการสอบสวนอย่างมีคุณภาพ เรามั่นใจว่าเมื่อให้งบประมาณไปแล้ว เขาจะต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันตามเดิม

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อว่า สภาฯ ไม่มีใครเป็นพวก กกต.แต่เจตนาคือให้ กกต.นำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งก็พร้อมที่จะตัดงบประมาณในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงขอให้มีการเสนอความคิดที่แหลมคม ให้ยืนตามหลักการ เพราะหลายคนอภิปรายตามหัวหน้าฝ่ายค้านหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล ตนเองเป็นคนกลางต้องยืนในหลัก

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 เป็นการตั้งคำถามต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราสามารถนำเสนอเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากได้ หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการใช้ในการพิจารณางบประมาณคือ ดู ว่าการให้งบประมาณในแต่ละหน่วยรับงบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่

การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาว่า งบประมาณที่ให้ไปหน่วยงานสามารถทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ สมาชิกสามารถตั้งคำถามและอภิปรายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.ได้ ตราบใดที่สามารถทำหน้าที่ตั้งคำถามกับ กกต.ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แต่ไหนแต่การอภิปรายในวาระที่ 2 สิทธิผู้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงโครงการเสมอไป เชื่อว่าหากท่านตีความว่าต้องระบุโครงการสภาฯ ก็ทำผิด เพราะให้มากรอกเปอร์เซ็นต์ ในแบบฟอร์มว่ามาตรานี้ปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์

หลักของการตรวจสอบในวาระที่ 2 หากเห็นว่าหน่วยรับงบประมาณไม่สมควรจะได้งบประมาณด้วยเหตุผลใดก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหายประธานก็มีความชอบธรรมในการควบคุมการประชุม ส่วนคณะกรรมาธิการที่มาทักท้วงว่าจะต้องมาระบุโครงการคงต้องไปต่อว่าสภาฯ ตั้งแต่ต้น

นางสาวมัลลิกา ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ไม่ได้จะให้ระบุเป๊ะๆ ว่าปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่การอภิปรายในวาระ 2 ต้องแตกต่างจากวาระแรกที่พูดภาพรวมทั่วไป

ศาลฎีกานัดตรวจหลักฐาน คดี สว.สำรอง ยื่นคำร้องให้ศาล เพิกถอนคำสั่งอดีต ปธ.กกต.กับพวก คดีเลือกตั้ง สว.ส่อไม่สุจริต 27 ต.ค.นี้

10 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่าน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี ประกอบด้วย คดีเลือกตั้งหมายเลขดำ ลต.สว.9/2569 และคดีเลือกตั้งหมายเลขดำ ลต.สว.10/2569

สำหรับคดีแรก เป็นคดีที่ นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ผู้ร้อง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ผู้ร้อง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกามีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 27 ต.ค.นี้ โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น.ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 5

ด้าน นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว.10/2569 กรณีที่ตนยื่นคำร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว.ปี 2567 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

โดยประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว.และนายสมพาน พละศักดิ์ สว.ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว.ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว.เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

ตนขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต.รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องเรียนว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว.ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ

สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ เพื่อต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว.โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับ ผอ.การเลือกตั้งประจำ จ.อำนาจเจริญ ไว้ที่ สน.ชนะสงคราม กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ และตนได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อธิบดีกรมที่ดิน เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569

11 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 โดยมี นายยุคลธร ฐิติเดชวรกุล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมพิธี ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรางวัลบริการภาครัฐ ระดับดี ประเภทนวัตกรรมการบริการจากผลงาน “นวัตกรรมระบบติดตามงาน วัดขอได้มาซึ่งที่ดิน”

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการ พัฒนานวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และมุ่งสู่การบริการประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’

11 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ มุ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน

11 กันยายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” (Regenerative Tourism) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนาม มี ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และนางสาววนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปใช้พัฒนาและขยายผลในพื้นที่พิเศษของ อพท. เชื่อมโยงชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมพัฒนามาตรฐานและแนวทางวัดผลที่สอดคล้องกับระดับสากล เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

การขับเคลื่อนดังกล่าวมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” ที่การท่องเที่ยวไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของกระทรวง อว. ตลอดจนการขับเคลื่อนของ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากฐานรากอย่างยั่งยืน

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย โดย สอวช. จะร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย พร้อมใช้กลไกของกระทรวง อว. เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่พื้นที่ของ อพท. รวมทั้งประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) นำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนำผลจากพื้นที่ไปใช้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะสร้างกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ได้แก่ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า

ทั้งสองหน่วยงานกำหนดกรอบความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย เปลี่ยนจากการรักษาทรัพยากรสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรม ใช้กลไก อววน. พัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและผลักดันผลลัพธ์สู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2) การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและเครือข่าย เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมพัฒนา “Regenerative Tourism Lab” เพื่อทดลองโมเดลที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และประยุกต์แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3) การพัฒนาเครื่องมือและระบบวัดผล จัดทำเกณฑ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และเหมาะสมกับบริบทไทย และ 4) การพัฒนาศักยภาพคน ทั้งบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่

ภายในงานยังมีการบรรยายหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE นำเสนอการใช้ ECOLIFE Platform เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่

คณะสงฆ์อยุธยาแต่งตั้ง พระพิพัฒน์ศาสนกิจวิธาน เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

10 กันยายน 2569 เวลา 20:35 น.

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน บก.ป. ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าควบคุมตัว พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบพบยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาทโอนให้สีกาคนสนิท พร้อมพบหลักฐานกล้องวงจรปิดเสพเมถุนในกุฏิ โดย “หลวงพ่ออติโชติ” ได้ยอมลาสิกขา (สึก) ในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 พระเทพวัชรจริยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ลงนามในคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

เนื่องด้วย พระวชิรญาณ (อภิโชติ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ลาสิกขา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ณ พระอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์ เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่างลง

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 วรรคสอง แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงแต่งตั้งให้ พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน (ประยูร สุทฺธิปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง และรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 10 ก.ย.2569

ขอบคุณภาพจาก : ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม

Aura Wellness ฉลองครบรอบ 10 ปี รวมพรีเซนเตอร์เดินพรมฟ้า ตอกย้ำผู้นำอาณาจักร Beauty & Wellness พันล้านของไทย

11 กันยายน 2569 เวลา 13:50 น.

Aura Wellness แบรนด์แม่ของ Aura Bangkok Clinic จัดงาน “AURA NO.10: Celebrating the Next Decade” เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ณ ไปรษณีย์กลางบางรัก ภายใต้คอนเซปต์ “Aura Carpet” ที่พลิกความหมายของพรมแดงแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เส้นทางการเติบโตของ Aura Wellness จากคลินิกความงามเพียงสาขาเดียว สู่การเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรม Beauty & Wellness ของไทย ด้วยเครือข่าย 3 แบรนด์ 31 สาขาทั่วประเทศในวันนี้ พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษที่สร้างความประทับใจให้แขกทุกคนตลอดค่ำคืน

ย้อนเส้นทาง 10 ปีของ Aura Wellness

เส้นทางการเติบโตของ Aura Wellness ตลอดหนึ่งทศวรรษ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากคลินิกเพียงสาขาเดียว จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจ Beauty & Wellness ของไทย ปัจจุบันประกอบด้วย 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ Aura Bangkok Clinic คลินิกฉีดหน้าระดับพรีเมียม 21 สาขา, Aura Xpress Clinic คลินิกฉีดหน้าที่ตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว 10 สาขา และ AURASOL Signature Thai Massage บริการด้านการผ่อนคลายใจกลางย่านออฟฟิศ รวมทั้งสิ้น 31 สาขาทั่วประเทศ

Aura Carpet พรมฟ้าที่ยิ่งใหญ่ พรีเซนเตอร์มาครบทุกแบรนด์

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนคือการเดิน “Aura Carpet” พรมฟ้าที่ออกแบบมาแทนความหมายของ Red Carpet แบบดั้งเดิม โดยพรีเซนเตอร์จากทุกแบรนด์ในเครือร่วมเดินอย่างยิ่งใหญ่ สร้างสีสันและความคึกคักตลอดทางเข้างาน ได้แก่

  • Aura Bangkok Clinic — โยชิ รินรดา ธุระพันธ์, ออน สมฤทัย รัตนวราห, ลีน่า ลลิน ชูเอ็ทท์, หมิว ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์, ไบรท์ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ
  • Aura Xpress Clinic — พั้น พันธิตา บุญชวน (พั้น รักแมว), เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น)

ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ พันธมิตรทางธุรกิจ และสื่อมวลชนที่มาร่วมบันทึกภาพความประทับใจในค่ำคืนนี้

พันธมิตรคนสำคัญและลูกค้า Aura Infinite ร่วมงานอย่างอบอุ่น

งานฉลองครบรอบ 10 ปีในค่ำคืนนี้ยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรทางธุรกิจคนสำคัญที่ร่วมเดินทางกับ Aura Wellness มาอย่างยาวนาน ได้แก่ Allergan Aesthetics, ParagonCare และ Wontech ผู้จัดจำหน่ายยาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ Aura Wellness สั่งซื้อและใช้งานต่อเนื่องในปริมาณสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์กับพันธมิตรด้านนวัตกรรมและมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล

นอกจากนี้ Aura Wellness ยังถือโอกาสนี้ขอบคุณลูกค้าคนพิเศษในกลุ่ม Aura Infinite ลูกค้าคนสำคัญที่สนับสนุนแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเชิญร่วมเป็นแขกในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อร่วมขอบคุณความไว้วางใจที่มอบให้ Aura Wellness มาตลอดหนึ่งทศวรรษ

เค้กฉลอง 10 ปีและ Mini Concert ปิดท้ายค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษจาก Babycakes ซึ่งจัดทำเค้กแถวยาวเป็นพิเศษสำหรับโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Aura Wellness พร้อมเปิดโอกาสให้แขกภายในงานได้ร่วมตกแต่งเค้กด้วยตัวเอง สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมและสะท้อนแนวคิด Anniversary Experience ที่ Aura Wellness ตั้งใจออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญของบริษัท ปิดท้ายค่ำคืนด้วยการแสดง Mini Concert จาก โอบนิธิ และ เลดี้ปราง ที่ร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ท่ามกลางแขกและพันธมิตรที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Aura Wellness

ปิดท้ายยิ่งใหญ่ กิจกรรม Win Your Bike แจกรางวัล Technogym กว่า 5 แสนบาท

ช่วงท้ายของงาน Aura Wellness จัดกิจกรรมจับรางวัลพิเศษในธีม “Win Your Bike” มอบรางวัลใหญ่เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายจาก Technogym มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท พร้อมของรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายภายในงาน สร้างความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะให้แขกทุกคนจนถึงช่วงสุดท้ายของค่ำคืน

“ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนพิเศษนี้ 10 ปีที่ผ่านมาคือความทรงจำที่มีคุณค่า และเราหวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับทุกกิจกรรมที่เราตั้งใจจัดขึ้น เพื่อขอบคุณทุกความไว้วางใจที่มอบให้เรามาตลอด เราพร้อมก้าวสู่ทศวรรษต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานความงามและสุขภาพของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น” เฟม – เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม Aura Wellness กล่าว

งาน “AURA NO.10: Celebrating the Next Decade” ในค่ำคืนนี้จึงไม่ใช่เพียงการฉลองครบรอบ 10 ปี แต่คือการรวมทุกความทรงจำ ทุกรอยยิ้ม และทุกความไว้วางใจที่ทำให้ Aura Wellness เติบโตมาถึงวันนี้ พร้อมก้าวสู่ทศวรรษต่อไปในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม Beauty & Wellness ของไทยอย่างมั่นใจ

หมุดหมายต่อไป:  Aura Bangkok Clinic บุกสนามบินสุวรรณภูมิ คลินิกฉีดหน้าแห่งแรกของโลกในสนามบิน

ในค่ำคืนแห่งการฉลอง Aura Wellness ยังประกาศหมุดหมายสำคัญถัดไปที่จะตามมาทันทีหลังจากนี้ ด้วยการเปิดตัว Aura Bangkok Clinic สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในพื้นที่ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทำสวยก่อนบิน” ซึ่งจะเป็นคลินิกฉีดหน้าแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่ในสนามบิน ตอกย้ำบทบาทของ Aura Wellness ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อน T-Beauty สู่เวทีโลก และเปิดโอกาสให้นักเดินทางนานาชาติได้สัมผัสมาตรฐานความงามไทยโดยตรงตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่นำความสวยแบบไทยเดินทางไปพร้อมกับผู้คนทั่วโลก

ฝ่ายสตรีวัยก้าวหน้า สสธวท จัดประชุมภาคพื้นเอเชีย The 5th Young BPW Asia Pacific Regional Symposium

11 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ (BPW Thailand) โดย ฝ่ายสตรีวัยก้าวหน้า (Young BPW) นำโดย สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ, ธัณยาการย์ เตชะพัฒน์สิริ, อัจจิมา จารุไพบูลย์ พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายสตรีวัยก้าวหน้า กว่า 60 คน  จัดจัดการประชุม The 5th Young BPW Asia Pacific Regional Symposium โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ (BPW Thailand) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม จัดขึ้น ณ ประมุกโก้ รีสอร์ท จ.ภูเก็ต

การประชุม Symposium ครั้งนี้ เป็นการประชุมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีประธานและผู้แทนจากสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพสากล เช่น Mrs. Carolyn Anne Savage เลขาธิการ สหพันธ์สมาคมสากล, Ms. Francesca Burack รองประธานฝ่ายสมาชิกสหพันธ์สมาคมสากล สหพันธ์สมาคมสตรี นักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ และจากประเทศต่างๆ 17 ประเทศ เดินทางมาร่วมงาน กว่า 200 ท่าน อาทิ Ms.Sherie Ma ประธาน BPW ฮ่องกง, Dato Rozzaini Nawawi ประธานสหพันธ์ BPW มาเลเซีย, Dr. Su Hia Han ประธาน BPW เมียนมาร์, Dr. Myrina Tang Yao ประธาน BPW ฟิลิปปินส์, Dr. Shafeeq ประธาน BPW สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานและผู้แทนสตรีวัยก้าวหน้า จากประเทศต่างๆ อาทิ Mrs. Zaineh Mahmoud Alsa’ ผู้แทนสตรีวัยก้าวหน้าจาก BPW จอร์แดน, Ms.Jabin Elizaberth Jang ประธานสตรีวัยก้าวหน้า BPW เกาหลี, Ms. Puteri Modiya ประธานสตรีวัยก้าวหน้า BPW อินโดนีเซีย และ Ms. Yin Yin Chan ประธานสตรีวัยก้าวหน้า BPW สิงคโปร์ เป็นต้น

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยฯ กล่าวเปิดการประชุมในหัวข้อ “Deep Ocean, Deep Connection” โดยมีสรุปเนื้อหาได้ดังนี้ สถานการณ์โลกแห่งการ เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน อันเนื่องจากการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในศาสตร์การทำงานแขนงต่างๆ ผู้นำรุ่นใหม่ จึงต้องพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้ก้าวตามทันเทคโนโลยี และนอกเหนือจากนั้นยังต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง ของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ด้วย โดยได้เสนอแนวทาง 5 ประการคือ ประการแรก ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างคุณค่า ไม่ใช่เพียงเพื่อเดินตามกระแส ประการที่ 2 เปลี่ยนเป้าหมายและความมุ่งหมายให้เป็นการลงมือทำที่สามารถวัดผลได้ ประการที่ 3 สร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเกิดเป็นพลังความร่วมมือ ประการที่ 4 เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้ที่จะ เป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี และประการสุดท้าย สร้างโอกาส ความมั่นใจให้กับผู้อื่น

“กลุ่มสตรีวัยก้าวหน้า (Young BPW) เป็นคนที่มีพลังและความคิดใหม่ๆ ส่วนผู้นำรุ่นพี่ ล้วนมีประสบการณ์และเครือข่าย ถ้ากลุ่มคนทั้งสองนี้ สามารถเชื่อมโยง เข้าเป็นกลุ่มเดียวกันได้ จะเป็นพลังร่วมกันสร้างอนาคตอันยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน หลังจากนี้ มีการกล่าวสุนทรพจน์ ของผู้นำสตรีวัยก้าวหน้าจากแต่ละประเทศ การนำเสนอและรายงานการดำเนินโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ในหัวข้อต่างๆ อาทิ บทบาทของ BPW ที่มีต่อ UN การเสวนาสร้าง แรงบันดาลใจ เป็นต้น”

ในช่วงเย็น มีการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน โดยมี โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และผู้บริหารส่วนท้องถิ่น มาร่วมงาน ภายในงานมีการแต่งกาย ด้วยชุดประจำชาติ และการแสดงโชว์ทางวัฒนธรรม สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงาน

กระแสตอบรับคึกคัก! ‘BEM CARE 2026’ ยกระดับ MRT สวนจตุจักร สู่ ‘สถานีสุขภาพ’ ดันแนวคิดคัดกรองเชิงรุก ผู้ร่วมงานทะลุ 8,000 คน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:35 น.

 บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีของคนเมืองอย่างยั่งยืน ล่าสุดประสบความสำเร็จจากการจัดกิจกรรม “BEM CARE 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ณ พื้นที่ Metro Mall สถานีรถไฟฟ้า MRT สวนจตุจักร โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่สัญจรให้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน มีประชาชนและผู้โดยสาร เข้าร่วมรับบริการด้านสุขภาพรวมกว่า 8,000 คน สะท้อนถึงเทรนด์ของสังคมยุคใหม่ที่ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพป้องกันก่อนการเจ็บป่วย

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดว่า สถานีรถไฟฟ้าไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดเชื่อมต่อการเดินทางจากต้นทางสู่ปลายทางเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็น “จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดี” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โดย BEM ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำให้บริการฟรีตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคสำคัญเบื้องต้นที่มักพบในคนเมือง อาทิ การตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเพื่อรับมือกับภาวะความเสี่ยงของคนเมืองวัยทำงานด้วยนวัตกรรมรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ Mobile Stroke Unit Stroke One Stop (MSU-SOS) จากศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช บริการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ตลอดจนการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์จากโรงพยาบาลปิยะเวทและโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรง

จันทร์แรม ใคร่นุ่นสิงห์

จันทร์แรม ใคร่นุ่นสิงห์ เล่าว่า “ปกติเป็นคนที่ดูแลตัวเองและให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว แต่ด้วยภารกิจในชีวิตประจำวันที่ต้องทำงานหลายอย่าง การจะแบ่งเวลาเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กสุขภาพหรือฉีดวัคซีนมักจะเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน พอ BEM นำบริการมาจัดไว้ในพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าแบบนี้ รู้สึกตอบโจทย์และสะดวกมาก สามารถนั่งรถไฟฟ้า MRT มาถึงแล้วเข้ารับบริการได้ทันที ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพราะเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งป่วยหนักจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จนต้องหยุดงานนอนซมอยู่หลายวัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เห็นชัดเจนเลยว่าการป้องกันล่วงหน้าสำคัญกว่าการมารักษาทีหลัง พอทราบว่ามีจุดฉีดวัคซีนที่เดินทางง่ายและมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด จึงไม่ลังเลเลยที่จะมาใช้บริการ นอกจากนี้ยังได้คุยกับหมอตามบูธต่างๆ ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นว่า แม้เราจะรู้สึกว่าร่างกายปกติแข็งแรงดี แต่ก็ยังมีจุดเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจมองข้ามไป การมางานนี้จึงช่วยให้สบายใจและตั้งใจจะกลับไปปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองให้ดียิ่งขึ้น”

ชัยอนันต์ ปันชู

ด้าน ชัยอนันต์ ปันชู ผู้รับบริการฉีดวัคซีน กล่าวถึงความสะดวกในการเข้าถึงบริการสุขภาพในพื้นที่สาธารณะว่า “สิ่งที่ประทับใจมากคือระบบการบริหารจัดการที่รวดเร็ว รับบริการเสร็จเรียบร้อยก็สามารถเดินทางไปทำธุระต่อได้เลยโดยไม่เสียเวลา ไอเดียการนำบริการทางการแพทย์มาไว้ในพื้นที่ที่มีคนเดินทางผ่านจำนวนมากในแต่ละวัน ถือเป็นแนวคิดที่ดีและช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างแท้จริง ทำให้การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องยุ่งยากที่ต้องตั้งใจวางแผนเป็นวันๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทำได้จริงทุกวัน ปกติผมจะหาเวลาไปฉีดวัคซีนทุกปีอยู่แล้ว แต่ปีนี้ยุ่งมากจึงยังไม่ได้ไป พอเห็นข่าว BEM CARE 2026 เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าและจัดในพื้นที่ MRT สวนจตุจักร ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเดินทางผ่านอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลงทะเบียนมารับบริการทันที”

ทิมา เนื่องอุดม

ขณะที่ ทิมา เนื่องอุดม หนึ่งในผู้เข้ารับบริการตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เล่าถึงประสบการณ์การตรวจคัดกรองเชิงรุกว่า “ตั้งใจเดินทางมาร่วมงานนี้เพื่อตรวจสแกนสมองและประเมินความเสี่ยงโรคสโตรกโดยเฉพาะ เพราะช่วงที่ผ่านมาทำงานหนัก มีภาวะเครียดสะสม และพักผ่อนน้อย พออายุเริ่มมากขึ้นก็ตระหนักว่าเรื่องโรคหลอดเลือดสมองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนทำงานออฟฟิศอย่างเราควรรู้เท่าทัน ยอมรับว่าตอนแรกแอบมีความกังวลนิดหน่อยเพราะไม่เคยตรวจมาก่อน แต่พอได้เข้าตรวจจริง ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำดีมาก ขั้นตอนไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ผลการประเมินช่วยให้เรามองเห็นภาวะร่างกายของตัวเองชัดเจนขึ้นว่ามีจุดไหนต้องระวัง และได้ความรู้ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในการนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เช่น การจัดการความเครียดและการนอนหลับ รู้สึกประทับใจที่ BEM จัดงานดีๆ แบบนี้ขึ้นมา เพราะช่วยกระตุ้นให้คนเมืองหันมาใส่ใจและคัดกรองโรคร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

จากความสำเร็จของงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า BEM ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังคงยึดมั่นในภารกิจการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมโดยรวม โดย BEM มีแผนที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมด้านสุขภาพ และขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนให้สถานีรถไฟฟ้า MRT เป็นพื้นที่แห่งการส่งต่อความห่วงใย และเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพดีในทุกการเดินทางของคนเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบเงินช่วยเหลือเนปาล จากเหตุดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:27 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มในประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 11 กันยายน เวลา 8.30 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย

ในการนี้ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 500,000 บาท แก่ มร.ธัน พหาทุร โอลิ ( H.E. Mr. Dhan Bahadur Oli  ) เอกอัครราชทูตเนปาลประจำประเทศไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนในประเทศเนปาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำป่าไหลหลากฉับพลันบริเวณชายแดนทิเบต–เนปาล แถบหุบเขาแม่น้ำ Bhote Koshi และ Lhende River ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตราซูวา (ฝั่งเนปาล) กับเขตจี่หรง (ฝั่งทิเบต) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ไม่เพียงแต่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศไทยเท่านั้น หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในต่างประเทศมูลนิธิฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเมื่อมิตรประเทศเผชิญภาวะวิกฤติ ดังที่ผ่านมามูลนิธิฯ ให้การช่วยเหลืออุทกภัยใหญ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น มอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพแก่ประชาชนในประเทศดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนในสถานการณ์ที่ทุกข์ยาก ”เพราะเพื่อนไม่ทิ้งกันในยามยาก“