กันเป็นพยาน คุ้มครองเหยื่อโกงสอบ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ประชาธิปัตย์ บุก ป.ป.ช.หวังทลายระบบอุปถัมภ์ จี้ใช้ ม.131-135 กันเหยื่อเป็นพยาน คดีโกงสอบท้องถิ่น ลั่นอย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย จี้สาวให้ถึง “บิ๊กการเมือง”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายพงศกร  ขวัญเมือง  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรค และ นายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้กำหนดแนวทางและมาตรการกันบุคคลไว้เป็นพยาน สำหรับผู้เสียหายและผู้ที่ถูกหลอกลวงให้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายไพศาล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่เรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นกลับเงียบหายไป ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบราชการและโครงสร้างประเทศ ซึ่งตนได้รับการร้องเรียนและข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และทราบถึงตัวผู้บงการ แต่ยังไม่กล้าเปิดตัวเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย

นายไพศาล กล่าวว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช. จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่

 “ถ้า ป.ป.ช.ใช้มาตรา 131 และ135กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมด มันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” นายไพศาล ระบุ

นายไพศาล กล่าวต่ออีกว่า มูลค่าความเสียหายรอบนี้ประเมินจากผู้เกี่ยวข้องราว 5,900 ถึง 6,000 คน หากคิดอัตราเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท ตัวเลขจะสูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท และยังไม่นับรวมรอบก่อนหน้านี้ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวเงิน แต่ทำให้ระบบราชการท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล เสียหายอย่างหนัก ประชาชนผู้สุจริตถูกตัดสิทธิ ขณะที่เด็กจบใหม่บางรายที่ตกเป็นเหยื่อต้องถูกปลดจนหมดอนาคต เกิดความเครียดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ประชาธิปัตย์จึงพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลเพื่อให้คดีนี้เดินหน้าถึงที่สุด

ด้าน นายพรชัย  มาระเนตร์ ระบุว่า กระบวนการนี้ทำลายโอกาสของคนสุจริตและเปิดทางให้การทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ารับราชการ มีการอ้างโควตาจากผู้ใหญ่ อธิบดี ไปจนถึงนักการเมือง ทำให้ข้าราชการที่เข้ามาด้วยวิธีนี้ถูกล็อกชีวิตไว้ให้ตกเป็นฟันเฟืองทุจริตไปตลอดการทำงาน

“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลยทั้งชีวิต เขาจะต้องทุจริต เพราะชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” นายพรชัย กล่าว

ขณะที่ นายพงศกร  ขวัญเมือง  โฆษกพรรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังพบพฤติการณ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการจ่ายเงินต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยโครงสร้างการทุจริตแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน 2. นายหน้าเดินสายขายโควตา 3. ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ และ 4. ข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า หากเปิดช่องทางคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอย่างแน่นอน ซึ่งพบเบาะแสสำคัญทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นผู้บริหารระดับรัฐบาล นักการเมืองระดับรัฐมนตรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะเขากลัวติดคุก” นายพงศกร ระบุทิ้งท้าย

วันเดียวกัน  นายวรศิษฎ์   เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลภารกิจด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีรายชื่อที่อยู่ในกระบวนการดำเนินการ 5,925 รายว่า ขณะนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่รวมถึงการทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีความมั่นใจในกระบวนการ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พบว่านายก อปท.บางแห่ง มีข้อกังวลต่อการลงนามในคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผลกระทบต่อสถานะของบุคคล และอาจมีข้อพิจารณาทางกฎหมายตามมา จึงต้องการความชัดเจนว่า การดำเนินการในแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยหลักฐาน ข้อกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ส่วนใดในการประกอบการตัดสินใจ

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องแยกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือการดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิด ต้องตรงไปตรงมา และการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตก็ต้องทำควบคู่กัน เรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงให้มีคนลงนามให้ครบตามจำนวน แต่ต้องการให้ทุกการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เพราะคนที่ทำหน้าที่ก็ต้องมั่นใจว่า สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่ถูกต้อง คนผิดต้องรับผิดตามกระบวนการ แต่คนที่ทำงานตามหน้าที่ก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ต้องตัดสินใจอยู่กับความเสี่ยงเพียงลำพัง หน้าที่ของส่วนกลางคือ ทำให้หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 “ผมยืนยันว่าเราไม่ได้ถอยเรื่องการจัดการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ให้กับคนที่ทำหน้าที่ เรื่องนี้ต้องจบทั้งสองด้าน คือคนผิดต้องเข้าสู่กระบวนการ และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อขัดข้องจากพื้นที่ และเร่งสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ผู้ปฏิบัติไม่กล้าตัดสินใจ เพราะเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาดภายหลัง เร่งกระบวนการได้ แต่ต้องไม่เร่งจนคนทำงานต้องตัดสินใจโดยไม่มีหลักยึด ทุกฝ่ายต้องทำงานบนข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความรับผิดชอบร่วมกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดการรายชื่อ 5,925 ราย แต่คือการทำให้ระบบการสอบแข่งขันกลับมาได้รับความเชื่อมั่น และทำให้ผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตได้รับสิทธิและโอกาสตามผลคะแนนที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรม เรื่องนี้ต้องจบด้วยความจริง ไม่ใช่จบเพียงเพราะครบกำหนดเวลา

กันเป็นพยานคดีโกงสอบท้องถิ่นเหยื่อโกงสอบ

เช็กโผ มท. จับตามหาดไทย ชงจัดทัพสิงห์น้ำเงินบิ๊กล็อต ตั้งแต่อธิบดีกรม ถึงผู้ว่าฯ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 22:25 น.

24 สิงหาคม 2569 มีรายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) แจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.มหาดไทย เตรียมเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่ ทั้งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ บัญชีดังกล่าวเป็นรายชื่อที่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขึ้นมา ท่ามกลางการจับตาการ “จัดทัพสิงห์คลองหลอด” ครั้งสำคัญ หลังมีกระแสข่าวถึงการหารือระหว่างคีย์แมน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงวงพูดคุยที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นการซดก๋วยเตี๋ยวไร้เกาเหลาก่อนหน้านี้

สำหรับ เก้าอี้อธิบดีกรมสำคัญ มีชื่อ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คาดว่าจะโยกไปเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ขณะที่ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีชื่อขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน และ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะขยับไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)

ส่วนเก้าอี้ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่า มีผู้ว่าราชการจังหวัดหลายรายขยับขึ้นมารับตำแหน่ง ประกอบด้วย นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม , น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม , นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

ขณะที่การสลับเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ก็น่าจับตา โดยมีชื่อ นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มีชื่อขึ้นเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วน นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกจับตาว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง มีชื่อโยกเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกวางตัวเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย มีชื่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์

นอกจากนี้ ยังมีชื่อ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มีชื่อโยกไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีชื่อโยกไปนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มีชื่อโยกมานั่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี คาดว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คาดว่าไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และ นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี คากว่าถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม รายชื่อทั้งหมดต้องจับตาการพิจารณาของที่ประชุม ครม.วันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่าจะได้รับความเห็นชอบตามบัญชีที่เสนอหรือมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงโค้งสุดท้าย ท่ามกลางแรงจับตาการจัดวางขุมกำลังฝ่ายปกครองครั้งใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยข้าราชการสิงห์คลองหลอดสิงห์น้ำเงินแต่งตั้งโยกย้าย

ศุภมาส สั่ง สคบ.ลุยเชิงรุก ถก คคบ. เคาะ 63 เรื่อง รอบ 3 เดือน เยียวยาผู้บริโภคกว่า 24 ล้าน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 22:00 น.

24 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 5/2569 โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี , นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยกรรมการผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ห่วงใยพี่น้องประชาชนซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นางสาวศุภมาส จึงกำหนดให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สำหรับผลการประชุมในวันนี้ มีเรื่องสำคัญที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานคุ้มครองผู้บริโภคหลายเรื่อง อาทิ เห็นชอบแนวทางดำเนินการเรื่องร้องทุกข์รวม 63 เรื่อง แบ่งเป็นด้านอสังหาริมทรัพย์ 12 เรื่อง ด้านบริการ 17 เรื่อง สินค้าทั่วไป 6 เรื่อง และสินค้าออนไลน์ 28 เรื่อง โดยให้ดำเนินคดีแพ่ง 50 เรื่อง ยุติเรื่องร้องทุกข์ 12 เรื่อง และทบทวนมติ 1 เรื่อง เฉพาะสินค้าออนไลน์มีมติให้ดำเนินคดีแพ่ง 27 เรื่อง ครอบคลุมการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มและสื่อสังคมออนไลน์หลักๆ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของ สคบ. ช่วง 3 เดือน (พ.ค.69 – ก.ค.69) ซึ่งมีการรับเรื่องร้องทุกข์ถึงกว่า 11,434 เรื่อง ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งสามารถเจรจาจนไกล่เกลี่ยได้ข้อยุติ ผู้บริโภคได้รับการเยียวยารวมกว่า 24 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค 177 ราย พร้อมส่งดำเนินคดี 52 คดี ขณะที่ด้านการป้องปราม สคบ. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ เช่น ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจยึดของเล่นสกุชชี่ที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมายได้กว่า 31,200 ชิ้น มูลค่ากว่า 1.59 ล้านบาท และร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์ในพื้นที่คลองถมประมาณ 15,000 ชิ้น ส่งผู้ต้องหา 2 ราย ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนั้น ที่ประชุมยังติดตามคดีสำคัญ ทั้งกรณีบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด และตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีผู้บริโภค 313 ราย ขอให้ สคบ. ดำเนินคดี คิดเป็นทุนทรัพย์รวมกว่า 533 ล้านบาท รวมถึงเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งมีผู้บริโภคร้องทุกข์แล้ว 6 ราย ทั้งนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินการเรียกร้องการเยียวยา

“ดิฉันขอยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าการซื้อขายจะเกิดขึ้นที่หน้าร้านหรือบนโลกออนไลน์ ความเสียหายจะน้อยหรือมาก หากมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจะเข้าไปดูแลและดำเนินการตามกฎหมายทันที เมื่อประชาชนเข้ามาขอความช่วยเหลือ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เรื่องเดินหน้า และต้องให้ผู้บริโภคได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาอย่างเหมาะสม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ สคบ. เดินหน้ามาตรการเชิงป้องกันควบคู่กับการปราบปราม ทั้งโครงการ “ผู้ประกอบธุรกิจห้องเช่าสีขาว” เพื่อยกระดับมาตรฐานสัญญาเช่าและคุ้มครองสิทธิผู้เช่า ระบบ “OCPB Watchdog” และ AI Scan เพื่อเฝ้าระวังสินค้าและโฆษณาออนไลน์แบบเรียลไทม์ การผลักดันสิทธิในการซ่อม หรือ Right to Repair รวมถึงมาตรการควบคุมฉลากและสัญญาสำหรับธุรกิจโซลาร์เซลล์ พร้อมกำชับให้ สคบ. เผยแพร่ผลการดำเนินงานให้ประชาชนรับทราบในวงกว้าง และลงพื้นที่เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง นางสาวศุภมาสกล่าวเพิ่มเติม

“หลักการทำงานของดิฉันมี 3 ข้อ เมื่อประชาชนมีปัญหา ต้องมีคนช่วย เมื่อมีความเสี่ยง ต้องมีคนเฝ้าระวัง และเมื่อพบการละเมิดสิทธิ ต้องมีกฎหมายเข้าไปจัดการ ดิฉันจะติดตามทุกมติของ คคบ. ในวันนี้จนเกิดผลจริงถึงมือประชาชน เพื่อให้ทุกท่านซื้อสินค้าและใช้บริการได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบตัวตนผู้ขายและเก็บหลักฐานการซื้อขายทุกครั้ง หากถูกละเมิดสิทธิ ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ สคบ. พร้อมเป็นที่พึ่งของทุกท่านค่ะ” นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำ

ศุภมาสอิศรภักดี,คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค,สคบ,ผู้บริโภค,

กกต.แจงปม ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นั่งอนุฯ วินิจฉัยฯ แค่ 57 วัน หลัง อสส.แจ้งพ้น ขรก. ยันไม่เคยเข้าประชุม แตะสำนวนคดี

24 สิงหาคม 2569 เวลา 19:34 น.

24 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงกรณี นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.โพสต์เฟซบุ๊กและสื่อนำเสนอข่าวว่า กกต.ดึง นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม คนถูกออกจากราชการ เป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 12 นั้น ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง โดยการแต่งตั้งนายณัฐวุฒิฯ เป็นอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 12 หลังจากนั้นสำนักงานฯ ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ข้าราชการช่วยปฏิบัติงาน แต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 ว่า นายณัฐวุฒิฯ ได้พ้นจากการเป็นข้าราชการอัยการแล้ว สำนักงานฯ จึงได้แต่งตั้งบุคคลอื่น ให้เข้าทำหน้าที่แทนนายณัฐวุฒิฯ

ที่สำคัญ นายณัฐวุฒิฯ มีชื่อดำรงตำแหน่งเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 12 เพียง 57 วัน นับแต่วันที่ที่ได้รับการแต่งตั้ง ประกอบกับ นายณัฐวุฒิฯ ไม่เคยได้รับเชิญจากสำนักงานฯ ให้เข้าร่วมประชุม กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 12 และไม่เคยเข้าร่วมการประชุมหรือพิจารณาคดีใดๆ รวมถึงไม่เคยได้รับบรรดาเอกสารใดๆ จากสำนักงานฯ ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่า นายณัฐวุฒิฯ สามารถล่วงรู้ หรือเข้าถึงข้อมูลคดีต่างๆ ในสำนวนการสืบสวนไต่สวน ของสำนักงานฯ จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

คณะกรรมการการเลือกตั้ง

เปิดสภาฯ วันแรกพร้อมเดือด สว.เปรมศักดิ์ ไล่บี้ นายกฯ มาตอบกระทู้เอง เร่ง แก้รัฐธรรมนูญ คลี่ปม ไอ้โม่ง อย่าปัดปัญหาไปมา

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:44 น.

เปิดสภาฯ วันแรกพร้อมเดือด สว.เปรมศักดิ์ ไล่บี้ นายกฯ มาตอบกระทู้เอง เร่ง แก้รัฐธรรมนูญ คลี่ปม ไอ้โม่ง อย่าปัดปัญหาไปมา เตือนประชาชนให้โอกาส รัฐบาล มามากแล้ว แต่ความอดทนมีขีดจำกัด

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นไปว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุด คือความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภา โดยเฉพาะการตอบกระทู้ของวุฒิสภา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า วันประชุมวุฒิสภาตรงกับวันจันทร์ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประชุมวันอังคาร จึงไม่ควรมีเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน หากถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ควรมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่มอบรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทนต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการมาตอบ ก่อนรัฐมนตรีว่าการจะมอบรัฐมนตรีช่วยว่าการ และเมื่อรัฐมนตรีช่วยฯ ไม่ว่างก็เลื่อนกระทู้ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดสมัยประชุมและกระทู้ตกไป จึงไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถือเป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งขับเคลื่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังสมัยประชุมที่ผ่านมา ประธานรัฐสภาระบุว่าจะรอร่างจากภาคประชาชน ขอตั้งคำถามว่ามีความจำเป็นต้องรอหรือไม่ หากกระบวนการรวบรวมรายชื่อประชาชนต้องใช้เวลานาน ก็ควรพิจารณาเดินหน้าในส่วนของสมาชิกรัฐสภาไปก่อน ทั้งนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ มีจุดยืนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงควรเริ่มหารือถึงแนวทางและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งจำนวน ที่มา และอำนาจหน้าที่ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหารัฐธรรมนูญ เพราะหากปล่อยให้ล่าช้า ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน กระบวนการทั้งหมดอาจไม่ทันอายุของรัฐสภาชุดปัจจุบัน และสุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญอาจต้องสะดุดลงอีกครั้ง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้มาถึงประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่ามีปัญหาหลายประการที่ควรได้รับการแก้ไข จึงอยากเห็นทั้ง สส.และ สว.เดินหน้าประเด็นนี้อย่างจริงจัง และผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในสมัยประชุมนี้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปโดยเร็ว

เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจมีข้อกังวลว่ารัฐบาลจะเสียสมาธิจนกระทบต่อการมาตอบกระทู้วุฒิสภา นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำงานอย่างมืออาชีพ การตรวจสอบและการบริหารประเทศต้องดำเนินควบคู่กัน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขและรับผิดชอบต่อปัญหาของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

“เวลานี้ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐใกล้จะขาดเต็มทีแล้ว รัฐบาลไม่ควรรอให้ฝ่ายค้านเปิดเวทีอภิปรายแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา เพราะหลายเรื่องสะสมมานาน พร้อมยกตัวอย่างประเด็นที่เคยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการขึ้นราคาน้ำมันตั้งแต่ช่วงรัฐบาลเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงประเด็นทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งสังคมยังตั้งคำถามถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง“ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีเรื่องที่ประชาชนรอคำตอบอยู่หลายประเด็น รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจึงควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและประเด็นที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาสะสมจนเกินกำลัง เพราะหากกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ขึ้นมา ประชาชนอาจไม่ให้โอกาสอีก นอกจากนั้น ขอฝากถึงนายกรัฐมนตรีให้แยกแยะบทบาทของฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง และฝ่ายนิติบัญญัติให้ชัดเจน พร้อมรับฟังการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยมองว่าประชาชนให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้อย่างมาก แต่รัฐบาลต้องตอบกลับด้วยผลงานและการแก้ปัญหาที่จับต้องได้

“ประชาชนให้โอกาสรัฐบาลอย่างมาก แต่รัฐบาลต้องให้โอกาสประชาชนด้วย ไม่ใช่ปล่อยปัญหาสะสมหรือมุ่งตอบโต้เป็นหลัก การชี้แจงควรทำด้วยความสุภาพ เคารพความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน มากกว่าการตอบโต้หรือบิดเบือนประเด็น” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ซักฟอกรัฐสภาเปรมศักดิ์แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ ถก ฝ่ายความมั่นคง-วันนอร์ แก้ปัญหาไฟใต้ ก่อนประชุมครม.พรุ่งนี้

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:07 น.

นายกฯ ถก ฝ่ายความมั่นคง-วันนอร์ แก้ปัญหาไฟใต้ ก่อนประชุมครม.พรุ่งนี้ เตรียมนำภาพรวม-ความเห็นหลายฝ่ายมาพิจารณา คาดได้แนวทางแก้ปัญหาในทิศทางที่ดี

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวก่อนเข้าพบนายกฯว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ทั้งนี้การหารือใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง โดยเป็นการหารือถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 25 ส.ค.ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ และฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะมีการพูดคุยทั้งเรื่องสถานการณ์พื้นที่ภาคใต้ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากเหตุอะไรและจะทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา โดยจะได้ข้อสรุปว่าจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร และจะนำภาพรวม ความคิดเห็นจากหลายฝ่ายมาพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

ความมั่นคงชายแดนใต้นายกฯประชุมครม.วันนอร์

จับตา! 28 ส.ค. ชี้ชะตาคดีฮั้ว สว. เผย กกต.ปิดสำนวนแล้ว เปิด 7 ข้อกล่าวหาการบ้านให้แต่ละคนเขียนมติ ก่อนขานคะแนนฟันผิดรายคน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:01 น.

24 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ในต้นสัปดาห์นี้ กกต.ไม่มีนัดประชุม ประกอบกับเนื่องจากมี กกต.บางคนติดภารกิจ ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของ กกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 13.00 น.ตามที่ได้แจ้งนัดหมาย

ทั้งนี้ กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และมาด้วยกันได้มาซึ่ง สว.ดังนี้

1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่

2.ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่

4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77(1) หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77(3) หรือไม่

6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่

7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

สำหรับคดีฮั้ว สว.คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมเป็นกรรมการนั้น มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน ขณะที่ในส่วนของสำนักงาน กกต.โดย นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต.เมื่อได้รับสำนวนก็ได้มีความเห็นยืนตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้น ได้ตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีนี้เฉพาะ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.68 ก่อนที่วัน 12 มี.ค.69 จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสนอ กกต.ว่า เป็นควรยุติเรื่อง เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด

การเมืองไทย,กกต,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,

ประธานสภาฯ ออสเตรเลียเยือนไทยครั้งแรก พบนายกฯ ย้ำเดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 17:28 น.

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมิลตัน ดิก ประธานสภาผู้แทนราษฎรเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การพบกันเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและยินดีที่ได้พบกับนายมิลตัน ดิก อีกครั้งที่กรุงเทพฯ หลังจากเพิ่งพบกันระหว่างการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเดินทางมาไทยครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย

นายมิลตัน ดิก ถ่ายทอดความประทับใจจากนายแอนโทนี แอลบานีซี (The Honourable Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวถึงการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทินว่าเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการเยือนออสเตรเลียครั้งล่าสุดจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ ตามมา โดยการเยือนครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากสื่อออสเตรเลีย ซึ่งรายงานถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียอย่างกว้างขวาง

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลและประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ พร้อมกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จและสร้างแรงส่งสำคัญต่อความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยไทยพร้อมเดินหน้าต่อยอดผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำความยินดีที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลียในปี 2570 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญและสานต่อการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน

ด้านความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมการไปมาหาสู่และการแลกเปลี่ยนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะผ่านกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย–ออสเตรเลีย เพื่อเป็นอีกกลไกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดในทุกระดับ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การได้พบกันอีกครั้งในกรุงเทพฯ หลังจากเพิ่งพบกันที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนถึงมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างไทยกับออสเตรเลีย รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง โดยไทยพร้อมร่วมมือกับออสเตรเลียขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ผ่านรัฐบาล รัฐสภา ภาคธุรกิจ และประชาชน ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ทั้งสองประเทศต่อไป

นายกฯอนุทินไทยคู่ฟ้า

ปธ.วิปรัฐบาล ยันชัด รบ.พร้อมแจง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ให้เวลาซักเต็มที่ เผยฝ่ายค้านยังไม่ประสานยื่นซักฟอก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:55 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่า จะมีกฎหมายสำคัญ คือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งได้มีการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ให้เวลาค้านซักถามเต็มที่ เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.รวมเวลา 12 ชั่วโมง แบ่งเป็น สส.ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง , ครม. 3 ชั่วโมง , สส.ฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ในสัปดาห์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ด้วยตนเอง นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ประสานกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นสิทธิ์ที่นายอภิสิทธิ์จะตั้งกระทู้ถามได้ และเป็นสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีว่าจะมาตอบเองหรือมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบแทน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นายกรวีร์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ และส่งเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรภาย ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ และจะบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาวารที่ 2 – 3 ในวันที่ 7 – 9 ก.ย.ซึ่งทันตามกรอบที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ประสานเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการประสานมา ทราบเพียงจากข่าวว่ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าไม่ได้ผิดพลาดอะไร เพราะฝ่ายค้านจำเป็นต้องต้องใช้สิทธิ์ที่ต้องยื่นภายในสมัยประชุมสภานี้ ภายในเดือน ธ.ค.ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ยังไม่มีการพูดคุย ส่วนเรื่องเสียงรัฐบาลนั้นตอบตอนนี้เร็วไป ต้องให้เกียรติฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ซักฟอก ตั้งข้อสังเกต ถามคำถามกับรัฐมนตรี และให้รัฐบาลตอบคำถามก่อน

กรวีร์ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,

ตุลาการเคลื่อนไหว ลงชื่อเสนอ ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว โทษประหาร แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:43 น.

“ตุลาการ”เคลื่อนไหว! ลงชื่อเสนอ”ปธ.ศาลฎีกา” ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว”โทษประหาร” แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว ชี้ส่งผลสังคมไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมอาญาทั้งระบบ

24 สิงหาคม 2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 โดยที่ประชุมมีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม สายผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการตุลาการ 12 ราย (คัดเลือกจากผู้พิพากษาทั่วประเทศ รวม 3 ชั้น ศาลๆ ละ 4 คน รวม12 คน) ได้ร่วมลงนามทำบันทึกข้อความ เรื่อง ขอให้บรรจุระเบียบวาระการประชุม เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดช้ำที่มีประสิทธิภาพ ต่อประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

โดยเนื้อหาบันทึกข้อความดังกล่าวระบุว่า ศาลยุติธรรมมีภารกิจหลักและเป็นผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคงของสังคม อันจะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองในสิทธิเสรีภาพอย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ แต่จากสภาพสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับการ บังคับโทษทางอาญาที่มีการลดโทษในชั้นบังคับโทษในคดีร้ายแรงที่มีโทษสูง บางรายมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับได้รับการลดโทษในชั้นบังคับโทษทางอาญาหลายครั้งทำให้รับโทษสุทธิเพียงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากโทษตามคำพิพากษาอย่างมาก ทำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ และกรณีการกลับมากระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษบางราย

โดยโทษที่กระทำนั้นก็ความผิดร้ายแรง ทั้งที่มีพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2566 ใช้บังคับอยู่แล้ว ทำให้สังคมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงการเป็นอยู่อย่างปกติสุข

ศาลยุติธรรม ในฐานะผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความมั่นคงของสังคม จึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลอดภัยแก่สังคม

อาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ.2544 ข้อ 5 กรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามที่มีรายนามท้ายหนังสือนี้ จึงขอกราบเรียนท่านประธานศาลฎีกาได้โปรดบรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณา “แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ” ในวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมพิจารณาต่อไป จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ทั้งนี้ มีแหล่งข่าวอธิบายเพิ่มเติม ก.บ.ศ.ทุกท่านได้ร่วมกันลงลายมือชื่อขอให้บรรจุวาระการประชุม สืบเนื่องมาจากที่ปรากฏทางสื่อมวลชน ว่าศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวในระยะเวลาสั้น ไม่เป็นไปตามคำพิพากษา แล้วได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ แล้วยังไปก่อให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดฐานฆ่าคนตาย ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบังคับโทษต่อศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ศาลได้มีการพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นไปตามข่าวที่ปรากฏ แต่การบังคับโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

ทาง ก.บ.ศ.เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน จึงเห็นควรขอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการบังคับโทษดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม และเป็นแนวทางการการบังคับโทษที่มีประสิทธิภาพ

ตุลาการประหารชีวิตศาลฎีกาโทษประหาร