สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

30 มีนาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ราคาน้ำมันเพิ่ม ภาระประชาชนเพิ่ม แต่ความโปร่งใสของรัฐยังไม่เพิ่ม!

วันนี้ต้นทุนทุกอย่างปรับขึ้นพร้อมกัน ทั้งค่าขนส่ง ราคาอาหาร สินค้าในตลาด แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ากำลังควบคุมราคาสินค้าอยู่ แต่ชีวิตจริงที่พี่น้องประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันบอกอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นทุกวัน คือผู้คนเริ่มปรับตัว รัดเข็มขัด ประหยัดเต็มที่ เพราะประเมินแล้วว่าวิกฤตนี้คงอีกยาว

ในสถานการณ์ที่หลายอย่างเพิ่มขึ้น สิ่งที่ยังไม่เพิ่มและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคือความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการวิกฤต ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ

การที่รัฐปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทีเดียวหลายบาท บวกกับการขาดความโปร่งใสเรื่องน้ำมันสำรอง ทำให้คำขอโทษและการแถลงข่าวที่ตามมาในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้

ในวิกฤต การสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด

ผมมีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ที่รัฐบาลสามารถลงมือทำได้ทันที

1.มีมาตรการที่ประชาชนรู้สึกการเอาเปรียบรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียวจากการขึ้นราคา และผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันได้ประโยชน์ จะต้องรีบหารือในการลดความรู้สึก เช่นเอารายได้ที่เกิดประโยชน์จากสต๊อกน้ำมันเก่ามาคืนกลับให้กับกองทุนน้ำมัน

2.ตั้งกลไกติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

มาตรการจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อประชาชนติดตามได้จริง ไม่ใช่รอฟังแถลงข่าวเป็นครั้งๆ

รัฐบาลควรเปิดข้อมูลปริมาณสต๊อค น้ำมัน ที่มีอยู่และน้ำมันที่กำลังเข้ามาโดยมีตัวเลขที่จับต้องได้ ให้ประชาชนสบายใจว่ามีน้ำมันใช้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเลขที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ออกมา

มาตรการช่วยเหลือไปที่กลุ่มใดบ้างตลอดทั้งจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจริง และดัชนีราคาสินค้าจำเป็นที่อัปเดตสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เอกสารราชการที่ต้องตามหาเอง

ความไว้วางใจเกิดจากการที่ประชาชนเห็นได้ด้วยตัวเองว่ารัฐกำลังทำอะไร และผลเป็นอย่างไร ตัวเลขจะบอกเล่าทุกอย่าง

3.แสดงให้เห็นว่ารัฐรับภาระร่วมกับประชาชน

ก่อนจะขอให้ประชาชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือลดใช้พลังงาน รัฐบาลต้องแสดงสัญญาณที่จับต้องได้ก่อน เช่น แสดงความชัดเจนเรื่องร่วมจ่าย เช่นลดภาษีสรรพสามิตร ลดงบฟุ่มเฟือยของหน่วยงานราชการ ชะลอโครงการที่ยังไม่เร่งด่วน

ผู้นำและรัฐต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่การสร้างภาพแล้วตีข่าวว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่เนื้อในยังต้องทำอีกมาก

4.ประกาศโรดแมปพลังงานที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน

วิกฤตนี้คือโอกาสที่รัฐบาลจะพูดความจริงกับประชาชนว่า การพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่ยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว

ควรประกาศแผนพลังงานระยะกลางและระยะยาว พร้อมเป้าหมาย ตัวชี้วัด และกำหนดเวลาที่ตรวจสอบได้จริง

และควรสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่ามีทางเลือกอื่นรออยู่แล้ว ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า หรือนวัตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้เห็นว่าอนาคตพลังงานของไทยไม่ได้จบแค่ปัญหาวันนี้

“ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนขึ้นและลงได้เสมอ แต่การจะเรียกมันกลับคืน ต้องใช้ข้อเท็จจริง ความมุ่งมั่น และการมองถึงอนาคต ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังดูดี”

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ระดับ 3 ดึง มท.1 นั่งบัญชาการด่วน ขู่หากไม่ประกาศ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157 แน่

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือสส.ตี๋ สส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “Phattarapong Leelaphat – ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ระบุว่า “ฝุ่นพิษ​ PM2.5 ภาคเหนือ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่​ และตอนนี้เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ ผู้ว่าฯต้องประกาศเขตภัยพิบัติและยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน

อ้างอิงข้อมูล​ PM2.5 รายวัน(เฉลี่ย​ 24​ ชั่วโมง)​ จากศูนย์  CCDC​ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ และข้อมูลจากภาครัฐที่ตั้งเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติไว้ที่​ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​เฉลี่ย​ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง​ 5 วัน​ โดยให้เป็นการวัดจากสถานีกรมควบคุมมลพิษ/GISTDA หรือ​ สถานีภาคพื้นอื่น​ ซึ่งในกรณีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นสถานีภาคพื้นอื่น​ เข้าเงื่อนไขตรงนี้ชัดเจน​

วันนี้(30มีนาคม69) แม้เกณฑ์ที่ตั้งสูงเว่อร์จนเกินไป​ เราพบจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ คือ เชียงใหม่ ​ลำพูน ลำปาง ​เชียงราย ​พะเยา ​น่าน ​แพร่ ​แม่ฮ่องสอน ​ตาก

ตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ ทั้ง​ 9 จังหวัดต้องประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ​PM2.5​ โดยด่วน​ และเมื่อประกาศแล้ว​ ผมขอเรียกร้องให้​ทั้ง​ 9 จังหวัด​ แจ้งกรมป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย​เพื่อให้ยกระดับภัยจากภัยระดับ​ 2 ที่จังหวัดจัดการกันเอง​ เป็นภัยระดับ​ 3 ที่ให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย​ ซึ่งคือ​ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ เป็นหัวโต๊ะนั่งบัญชาการ​ และเป็นผู้สั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการอย่างเต็มที่ตามแผนป้องกันและบรรเทา​สาธารณภัย​ชาติโดยทันที

ผู้นำที่ดีไม่ว่าจะระดับไหน​ เมื่อมีอำนาจ​แล้ว ต้องไม่หนีปัญหา​ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ​ สุขภาพและชีวิตของประชาชน​ การจัดการเชิงรุกในส่วนของหน้ากากอนามัยN95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ ห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุมและใช้งานได้จริง 24 ชั่วโมง​ รวมถึงการจัดการที่ต้นตอในการเติมงบฉุกเฉิน​ คน​ อุปกรณ์ในการจัดการไฟป่า​ ในส่วนนี้คือเหตุผลว่าประกาศแล้วได้อะไรครับ

หยุดหนีปัญหา​ แล้วแก้ปัญหาให้คนเหนือโดยด่วน”

จากนั้นได้โพสต์เพิ่มเติม ระบุว่า “สาส์นถึง​ผู้ว่าฯ 9 จังหวัด​ ภัยพิบัติฝุ่นพิษครั้งนี้ ถ้าอยู่ข้างประชาชน​ ประกาศภัยพิบัติ-ยกระดับภัยให้รัฐบาลมาจัดการ​ ถ้าจะเซฟอนุทิน​และไม่ประกาศแบบนี้​ ระวังเจอม.157”

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.20 น.

นายกฯ เผยรายชื่อ ครม.เรียบร้อย เตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้ ระบุพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที หลังได้รับโปรดเกล้าฯ – เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.37 น.ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความเรียบร้อยรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามว่า 35 รายชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายกฯ พยักหน้ารับ

เมื่อถามว่า มีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7 – 9 เม.ย.ใช่หรือไม่ นายกฯ พยักหน้า และกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.06 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อมาถึง นายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว มาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันเดียวกันนี้ โดยมี นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า วันนี้ถือเป็นการหารือหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายก่อนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เพียงหันมายิ้มพร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “เดี๋ยวไปประชุมก่อน มาสายแล้ว” จากนั้น นายกฯ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“มนพร”ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน ที่มาจากรัฐบาลเพื่อไทย ชูจุดขาย 12 อำเภอ มั่นใจสร้างเศรษฐกิจชุมชน รับนักเที่ยวได้ทั้งปี

30 มีนาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีต รมช.คมนาคม เปิดเผยในการแถลงข่าวการจัดงานสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม ว่า ที่มาของโครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง หรือ (DNA) นครพนม และการตลาดการท่องเที่ยวนครพนม เกิดจากการประชุมสัญจรของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นการระดมแนวคิดทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน รวมถึงตนในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนในพื้นที่ ร่วมกับหอการค้านครพนม สมาคมพ่อค้านครพนม ระดมความคิดเห็นจนเกิดแนวคิดที่จะสร้างจุดขายให้กับนครพนม จึงเกิดโครงการสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม เสนอรัฐบาล เป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณสนับสนุนกว่า 20 ล้านบาท มอบหมายให้กรมพัฒนาชุมชน เป็นเจ้าภาพ ดำเนินการร่วมกับ จ.นครพนม และภาคเอกชน ประชาชน

ทุกภาคส่วนต้องการให้นครพนม มีจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้ง 12 อำเภอ เนื่องจากปัจจุบัน นครพนมยังไม่มีปฏิทินการท่องเที่ยวตลอดปีที่ชัดเจน จึงต้องการเฟ้นหาจุดขายของแต่ละพื้นที่บรรจุในปฏิทินการท่องเที่ยว ให้สามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวในพื้นที่ จึงได้นำร่องเป็นจังหวัดแรกของอีสาน สร้างอัตลักษณ์นครพนม ชูจุดขายของแต่ละอำเภอให้เกิดความโดดเด่น เป็นที่สนใจของประชาชน นักท่องเที่ยว ภายใต้การตลาดการท่องเที่ยวของนครพนม

สิ่งที่ต้องทำ 5 ข้อ หากมาเที่ยวนครพนม ประกอบด้วย 1.Visit เที่ยวชมความงามริมโขง 2.Eat กินอาหารถิ่นเลิศรส 3.Shop ช้อปสินค้าโอทอป ดีไซน์ใหม่ 4.Mu มูเสริมมงคล และ 5.Rest พักผ่อนบรรยากาศสโลว์ไลฟ์

“มั่นใจสร้างเศรษฐกิจในชุมชน นครพนม มีความพร้อมทุกด้าน ในการรองรับประชาชน นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ตลอดทั้งปี” นางมนพร กล่าว

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์ แนะค้นหาตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์ม“ไทยมีงานทำ”

30 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต โดยการส่งเสริมให้เยาวชนมีงานทำในช่วงปิดภาคเรียน อีกทั้งได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีรายได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้เดินหน้าส่งเสริมการจ้างงาน นักเรียน นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมการจัดหางานได้ร่วมมือกับสถานประกอบการในการส่งเสริมการจ้างงาน ส่งผลให้มี นักเรียน นักศึกษาได้รับการบรรจุงานแล้วกว่า 2,600 คน จากผู้ที่มาใช้บริการจัดหางานกว่า 3,000 คน ขณะเดียวกันยังได้เตรียมตำแหน่งงานว่างไว้รองรับทั่วประเทศกว่า 2,000 อัตรา ครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ พนักงานบริการลูกค้า พนักงานขายสินค้า (ประจำร้าน) เจ้าหน้าที่เก็บเงิน และพนักงานเสิร์ฟ โดยมีสถานประกอบการชั้นนำร่วมเปิดโอกาสในการจ้างงาน ได้แก่ บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

“สำหรับนักเรียนที่ทำงานในสถานประกอบการภาคเอกชน ในช่วงเปิดภาคเรียน วันเรียนปกติทำงานได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมงในวันหยุด ขณะที่ช่วงปิดภาคเรียนสามารถทำงานได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และรวมไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 40 บาท ทั้งนี้ งานที่นักเรียน นักศึกษา สามารถทำได้ต้องเป็นงานที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย และไม่อยู่ในสถานที่ต้องห้าม นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานได้ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ทางเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) โทร. 0 2248 2891-5” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.42 น.

30 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย ร่วมแต่งกายด้วยชุดไทย ชุดไทยประยุกต์ หรือผ้าไทยในรูปแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเอง โดยไม่จำกัดรูปแบบหรือสไตล์ เพื่อร่วมกันแสดงพลังวัฒนธรรมไทยให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรณรงค์ในระยะสั้น แต่เป็นการมุ่งสร้าง “พฤติกรรมใหม่” ให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยและชุดไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย พร้อมทั้งผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า วัฒนธรรมไทยคือรากฐานสำคัญของประเทศ และการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยสืบสานและต่อยอดคุณค่าเหล่านี้ให้ยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.

เจษฎ์ เตือนรัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

“​การลอยตัวราคาน้ำมัน อาจเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ แต่การทำเรื่องเหล่านี้จะต้องมีการบอกให้ประชาชนรับทราบด้วย หลายเรื่องรัฐบาลอาจจะมองเป็นเรื่องธุรกิจที่เป็นต้นทุน หรือเป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องบอกประชาชน แต่สาธารณูปโภคหลัก หรือสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภค บริโภคอย่างอื่นมาก วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี” นายเจษฎ์ กล่าว

“วันนี้หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ
และอาจมองว่านี่มันโจรชัดๆ” นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์  กล่าวว่าในด้านความมั่นคงทางพลังงาน มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์เซลกันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวรัฐบาลก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้น

“ขอฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด ที่ผ่านมารัฐบาลทำมาดีแล้ว แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะกังขาว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือส่วนตน ดังนั้นต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถไว้วางใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และต้องคิดว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน อาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงได้” นายเจษฎ์ กล่าว

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

30 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แนะนิด้าโพล สำรวจเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาล

ขออนุญาตวิเคราะห์ ผลการสำรวจของนิด้าโพล แห่ง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ได้สำรวจความนิยมทางการเมือง รายไตรมาสที่ 1/ 2569 ซึ่งได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 หลังจากการเลือกตั้งมาเป็นเวลาระยะ1เดือนเศษ

ผลปรากฏว่า ความนิยมทางการเมืองต่อพรรคการเมือง และหัวหน้าพรรค หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคไม่แตกต่างกัน เช่น

1.พรรคประชาชน มีคะแนนนิยม 35.80% นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 30.60% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 32 คน

2.พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนิยม 26.60% นายอนุทิน ชาญวีรกูล 29.40% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 19 คน

3.พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนิยม 11.64% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.92% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 11 คน

4.พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนิยม 12.04% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 8.80% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 16 คน

5.พรรคเศรษฐกิจ มีคะแนนนิยม 2.44% พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ 2.64% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน

จึงอยากตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการสำรวจของนิด้าโพล ดังนี้ คือ

1.คะแนนนิยมของพรรคประชาชน ยังมีคะแนนนำทิ้งห่างคะแนนนิยมหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม

2.คะแนนของพรรคภูมิใจไทย ยังน้อยกว่าคะแนนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

3.คะแนนของพรรคเพื่อไทย มีความนิยมลดลง 4% ในขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีคะแนนเพียง 8.08% ซึ่งถือว่าต่ำมาก

4.คะแนนนิยมของพรรคการเมืองต่างๆยังคงที่ ยกเว้นคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยที่ลดลง กลับไปเพิ่มที่คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย

5.คะแนนนิยมของพรรคการเมืองอื่นๆ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี สอดคล้องกับผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งคะแนนนิยมของพรรคและคะแนนนิยมของตัวบุคคลสอดคล้องกัน

6.คะแนนนิยมของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ติดอันดับ 1ใน 10

7.การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานของรัฐบาล ไม่มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย และตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

การที่นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในไตรมาส 1/2569 ยังมีประเด็นที่จะต้องสำรวจอีกว่า ความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน ต่อการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน เรื่องน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนรู้สึกอย่างไร และมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและตัวนายอนุทินหรือไม่

จึงอยากให้นิด้าโพลได้สำรวจเฉพาะเจาะจงในประเด็นนี้ ในการสำรวจสัปดาห์ต่อไป เพื่อจะได้วัดกระแสความรู้สึก หรือกระแสสังคมที่อยู่บนหน้าสื่อโซเชียลว่า สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนตามที่ได้สำรวจหรือไม่

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

30 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การอ่านกฎหมายไม่สุดทางหรือไม่?“ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

พีระพันธุ์ถามศุภจี “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ”

ต่อมา คุณอรรถวิทย์ ที่เคารพงัดบัญชีสินค้าควบคุมออกมาโชว์เพื่อจะบอกว่า “พาณิชย์คุมราคาน้ำมันได้”

อย่างไรก็ตาม ในความเข้าใจของผม

1. “สินค้าควบคุม” ไม่ได้แปลว่า “ต้องคุมราคา”

การที่น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นั้น เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธ แต่กฎหมายมาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจคณะกรรมการกลาง (กกร.) เลือกใช้มาตรการตามความเหมาะสม

ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงมีหน้าที่เพียง “กำกับดูแลความเป็นธรรม” เช่น ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันว่าตวงเต็มลิตรไหม และบังคับให้ปั๊มติดป้ายราคาให้ชัดเจน แต่ไม่มีอำนาจไป “สั่งลดราคา” หรือ “รื้อโครงสร้างต้นทุน” ตามอำเภอใจ

2. กฎหมายเฉพาะ ย่อมเหนือกว่า กฎหมายทั่วไป

ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจกระทรวงพลังงาน เป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการบริหารจัดการราคาผ่านกลไกกองทุนฯ การจะมาอ้างกฎหมายพาณิชย์เพื่อกดดันให้ รมว.พาณิชย์ ไปก้าวก่ายงานในหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน จึงเป็นการตีความกฎหมายที่ผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดินอย่างรุนแรง

3. ย้อนศรหรือไม่

ถ้าคุณอรรถวิชช์ เชื่อมั่นว่ากฎหมายพาณิชย์ฉบับนี้ “วิเศษ” ขนาดสั่งคุมราคาน้ำมันได้ทันที ผมมีคำถามง่ายๆ ที่อยากให้ตอบว่า

“แล้วตอนที่คุณพีระพันธุ์ เป็น รมว.พลังงาน ทำไมท่านถึงประกาศออกสื่อชัดเจนว่า ท่านไม่มีอำนาจทำอะไรเลย เพราะระบบกฎหมายบ้านเราวางไว้ผิดพลาด?”

ในเมื่อตอนนั้นท่านก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน ทำไมมือกฎหมายระดับ “ตัวพ่อ” อย่างท่านถึงไม่บอกให้ รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้นงัดกฎหมายฉบับนี้มาใช้แก้ปัญหาให้ประชาชนล่ะครับ? หรือว่าตอนนั้นกฎหมายมาตรานี้ยังไม่มี แต่เพิ่งจะมา “นึกออก” เอาตอนนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดิสเครดิตสุภาพสตรี?

______________________________________________

สรุป:

การที่คุณพีระพันธุ์ใช้คำพูดว่า “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ” กับสุภาพสตรีที่ทำหน้าที่ตามขอบเขตกฎหมายของตนเอง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อกฎหมาย แต่มันคือเรื่องของ “วุฒิภาวะ” และ “ความสม่ำเสมอของตรรกะ” ที่นักการเมืองระดับนี้พึงมีครับ

จะเป็นการอ่านกฎหมายไม่สุดทางหรือไม่ การมีชื่อในบัญชีควบคุม ไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตั้งราคา เพราะมีกฎหมายเฉพาะของกระทรวงพลังงานค้ำคออยู่ การทำแบบนี้คือการ ‘โชว์เอกสาร’ เพื่อสร้างวาทกรรมตีกินทางการเมือง แต่ตกม้าตายเรื่องแนวทางปฏิบัติจริงของรัฐ

______________________________________________

การดิสเครดิต รมว.ศุภจี

เรื่องนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบอกว่า “ศุภจีโกหก” หรือ “ศุภจีไม่รู้กฎหมาย” ทั้งที่ในความเป็นจริง รมว.ศุภจี พูดถูกตามหลักบริหารราชการแผ่นดินว่าโครงสร้างราคาเป็นเรื่องของพลังงาน การเอาบัญชีสินค้าควบคุมมาแบหราแบบนี้ จึงเป็นการ “จงใจบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เพื่อกดขี่ทางการเมืองมากกว่าการให้ความรู้ประชาชน