หนุนถอยแลนด์บริดจ์ ปชป.ยังข้องใจรัฐบาล เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:55 น.

หนุนถอย”แลนด์บริดจ์” “ปชป.”ยังข้องใจ”รัฐบาล” เปลี่ยนมาทำ Missing Link ระนอง-ชุมพร คุ้มทุนหรือไม่? แนะมองภาพรวมพัฒนาใต้ทั้งภาค อย่าทำเฉพาะจังหวัดเลือก”พรรครัฐบาล”

21 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ตนเองขอบคุณรัฐบาลที่มีการถอย ไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งเรื่องความคุ้มทุน และปัญหา ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าต่อในขณะนี้ คือโครงการ Missing Link หรือการเชื่อมท่าเรือระนอง – ชุมพร ถือเป็นโครงการที่ดีและยังอยู่ในโครงการหลักของโครงข่าย Southern Connect แต่การทำท่าเรือระนองจะเชื่อมท่าเรือหรือพัฒนาไปขนาดไหน เพราะเมื่อดูจากเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะเดินทางไปใกล้ช่องแคบมะละกา โดยหากจะใช้ท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลัก ในการแบ่งจากช่องแคบมะละกาหรือจะใช้เป็นท่าเรือส่งสินค้า หากเราไม่มีแผนเลย การก่อสร้างจะคุ้มทุนหรือไม่

“เราเรียกร้องอยากให้รัฐบาลโฟกัสใหม่ มองแผนในภาพรวม เพราะสุดท้ายเรางบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เค้กที่จะแบ่งให้เฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรครัฐบาลยกจังหวัด อยากให้ถอยออกมามองภาพให้กว้าง มองโครงการที่จะพัฒนาภาคใต้ให้เจริญไปด้วยกันทั้งภาค และสิ่งนี้จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวใต้ ขอให้ทำให้ถูกทาง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

แลนด์บริดจ์,พงศกรขวัญเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,โครงสร้างพื้นฐาน,ภาคใต้,

รองโฆษก ปชป.อัดรัฐบาล แต่งตั้งข้าราชการเล่นพวกพ้อง จี้ อนุทิน ยึดหลักคุณธรรม ถาม พศ. ปมเด้งเจ้าหน้าที่ลงใต้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:42 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐกานต์ ชูชนะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงภาพรวมการบริหารราชการแผ่นดินและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยเริ่มต้นได้กล่าวแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน

นายณัฐกานต์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเรียกร้องในวันนี้ เกี่ยวข้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งรวมถึงหลักคุณธรรม แต่จากผลการสำรวจของ IFD โพล เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,300 คน พบว่าเกินกว่าร้อยละ 60 เชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม มีเรื่องการเมือง ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายบ้านใหญ่ และเรื่องเงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ แม้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงที่มีอายุราชการเหลืออีก 8-10 ปี จะทำได้ตามกฎหมาย แต่มุมมองทางสังคมเห็นว่าเป็นการวางรากฐานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการคนอื่นที่ต้องเสียโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุต่อว่า ตนได้ติดตามนายชวน หลีกภัย ไปบรรยายให้แก่ข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อถามความเห็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในปัจจุบัน พบว่าเกือบทั้งห้องแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย จึงอยากเตือนสติรัฐบาลว่า การบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทั้งตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยึดหลักคุณธรรม ศักยภาพ ผลงาน และความประพฤติ โดยไม่อาจนำเหตุผลหรือความเห็นทางการเมืองมาประกอบการพิจารณาได้ ดังนั้น ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้ว จึงมีภาระพิสูจน์ตนเองว่ามิใช่ตัวแทนของพรรคการเมือง หรือมาเพื่อสนองประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

“หากรัฐบาลแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเพราะเห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง ผลกระทบและความเสียหายจะตกอยู่กับตัวรัฐบาลเอง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าน่ารังเกียจไม่แพ้การฮั้ว สว. ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี นายอนุทินเคยกล่าวในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่ารู้สึกอายกับตัวเลขการทุจริตที่สูงขึ้น ในความเป็นจริงท่านไม่ต้องอายและไม่ต้องโทษใคร เพราะท่านเป็นผู้แต่งตั้งคนเหล่านั้นเข้ามาเอง ผลของการไม่เลือกคนดีคนเก่งเข้ามาทำงาน จึงทำให้ปัญหาการทุจริตกระจายตัวไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงท้องถิ่น” นายณัฐกานต์ กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฐกานต์ ยังได้ตั้งคำถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรณีการสั่งย้ายข้าราชการระดับนักวิชาการจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปยังจังหวัดยะลา หลังจากผู้บริหาร พศ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ ว่า “พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อน การส่งบุคลากรลงไปปฏิบัติหน้าที่ควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับพื้นที่ หากมีการนำบุคลากรที่มีปัญหาไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ผมเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง และรัฐบาลควรตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน” นายณัฐกานต์ กล่าว

พรรคประชาธิปัตย์,รัฐบาล,แต่งตั้งข้าราชการ,

ผบ.ทสส. ประธานวันสถาปนา 70 ปี ศรภ. เปิดพิพิธภัณฑ์สืบสานเกียรติภูมิ-อุดมการณ์ ส่งต่ออนุชนรุ่นหลัง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:35 น.

21 สิงหาคม 2569 พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ครบรอบ 70 ปี โดยมี พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย (ผบ.ศรภ.) ให้การต้อนรับ ท่ามกลางบุคคลสำคัญร่วมพิธีและแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภาและอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ นักธุรกิจและผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ตลอดจนอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งติดภารกิจเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้มอบหมายให้นายเศรณี ชาญวีรกูล หรือ “เป๊ก” บุตรชาย เข้าร่วมพิธีและร่วมแสดงความยินดีแทน

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นพื้นที่รวบรวมและถ่ายทอดเรื่องราวแห่งเกียรติประวัติของหน่วยตลอด 70 ปีที่ผ่านมา พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการศูนย์รักษาความปลอดภัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สะท้อนประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ การปฏิบัติภารกิจ และเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุคสมัย ภายใต้การนำของอดีตผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัยทุกท่าน พร้อมเป็นสื่อกลางในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของภารกิจและองค์ความรู้ที่สั่งสมมา เพื่อถ่ายทอดเกียรติภูมิอันทรงคุณค่าและอุดมการณ์ของหน่วยไปสู่กำลังพลและอนุชนรุ่นหลัง

จากนั้น พล.ท.สุเมธ ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์รักษาความปลอดภัย ก่อนเชิญ ผบ.ทสส. เป็นประธานในพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย สำหรับวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการก่อตั้งหน่วยในฐานะองค์กรรักษาความปลอดภัยฝ่ายทหาร ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเป็นโอกาสสำคัญในการสืบสานเกียรติประวัติ ปลูกฝังความภาคภูมิใจ และถ่ายทอดอุดมการณ์การทำหน้าที่ให้แก่กำลังพลและข้าราชการรุ่นต่อไป

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ศรภ, ศูนย์รักษาความปลอดภัย

ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยา เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:22 น.

รองนายกฯ ยศชนัน นำทีมจิตอาสาลุยทำความสะอาดใหญ่ ฟื้นฟูเทศบาลน่าน หลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยาชดเชย เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้ พร้อมชูแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจร ยกระดับ GIS สู่ Digital Twin เอกชนวิเคราะห์ข้อมูลโทรมาตรเพื่อการแจ้งเตือนภัยแม่นยำ

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูเมืองในเขตเทศบาลเมืองน่าน (ถนนสุมนเทวราช-หน้ากาดศรีคำ) พร้อมด้วยนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ร่วมทำความสะอาดถนนและบ้านเรือนครั้งใหญ่ พร้อมให้กำลังใจอาสาสมัครและภาคประชาสังคม ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจการฟื้นฟูในพื้นที่หลังจากระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยมีรถฉีดน้ำจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาสนับสนุนการฉีดชำระล้างคราบดินโคลน สำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจิตอาสา เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ ปภ. และประชาชนชาวน่านมาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเนืองแน่น

รองนายกฯ ยศชนัน ได้เป็นผู้ถือสายยางฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อล้างคราบโคลนที่ฝังแน่น และร่วมทำความสะอาดถนนกับข้าราชการและอาสาสมัครจิตอาสาอย่างเป็นกันเอง โดยนายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณตัวแทนรัฐบาลที่ลงพื้นที่ปักหลักบัญชาการสถานการณ์เคียงข้างชาวน่านตลอด 3-4 วันที่ผ่านมาจนถึงขั้นตอนของการฟื้นฟู

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการให้ความช่วยเหลือว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาสอบถามและติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง โดยได้หารือกันถึงแผนการดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้ยังอยู่ในระยะของการฟื้นฟูพื้นที่ แต่หลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งเข้าสู่มาตรการเยียวยาและจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ประสบภัย เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ แม้น้ำจะท่วมขังเพียงไม่กี่วัน แต่ได้พัดพาดินโคลนเข้ามาสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ต้องซ่อมแซมบ้านเรือน โดยจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายกระทรวง

“นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่จังหวัดน่านในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามเรื่องการเยียวยาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาด้านเอกสารลงได้ ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตรวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด”

เมื่อสอบถามถึงแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดน่าน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ทางกรมชลประทานและทางจังหวัดได้มีการเสนอแผนรองรับไว้แล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องมี “ที่พักน้ำ” ตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นบ่อพักน้ำ แก้มลิง หรือฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก ก่อนที่น้ำจะไหลลงมาถึงตัวเมือง

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการแจ้งเตือนภัย โดยยกระดับจากระบบ GIS สู่การทำ Digital Twin ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำข้อมูลจากสถานีโทรมาตรในจุดต่าง ๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้การแจ้งเตือนระดับน้ำผ่านแอปพลิเคชันมีความแม่นยำ ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำต่างกัน และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ศ.ดร.ยศชนัน มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมวอร์รูม (War Room) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ก่อนจะเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นลำดับต่อไป

น้ำท่วมน่าน, ภาคเหนือ, ยศชนัน, แนวหน้าออนไลน์

บรรจง รุก พิพัฒน์ ยื่นข้อเสนอ 4 เรื่อง ก่อนปลุกผี นิคมอุตฯ จะนะ เข้า ครม.สัญจร หาดใหญ่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 11:02 น.

จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่าจะมีการหยิบยก “โครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา”  ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ล่าสุด นายบรรจง นะแส นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฝากถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่อำเภอหาดใหญ่ในช่วงปลายเดือนนี้

นายบรรจง ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ เพื่อเรียกร้องให้ ครม. รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและตรงไปตรงมาก่อนการตัดสินใจ ประกอบด้วย


1.ช่วยไปอ่านเอกสารสรุปผลการศึกษาSEAที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะผู้รับทำตามTORที่ทางสภาพัฒน์กำหนด ใช้เวลาไป2ปีกว่าและใช้งบประมาณไป28ล้านบาท ช่วยอ่านให้ละเอียด/ให้รู้เป้าหมายว่าข้อสรุปสำหรับการพัฒนาพื้นที่จะนะน่ะไม่ได้สอดคล้องกับนิคมอุตสาหกรรม ไปอ่านซะจะได้ไม่หน้าแตก

2.ก่อนประชุมครม.กรุณาจัดทริปให้คณะรัฐมนตรีลงดูพื้นที่จริงในพื้นที่ๆท่านอยากจะให้สร้างนิคม/ท่าเรือว่าอยู่ตรงไหน??/ชายหาดตรงนั้นทรุดโทรมหรือสวยงามคณะรัฐมนตรีจะได้เห็นกับตา

3.ให้กรมที่ดินนำข้อมูลของที่ดินที่ท่านอยากให้มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไอ้2หมื่นไร่น่ะมันเป็นของใคร??/ซื้อมาเมื่อไหร่?/แปลงไหนที่ไปออกโฉนดทับที่ของชาวบ้านและยังเป็นคดีความอยู่ที่ศาลนาทวี

4.ให้มีการรายงานนิคมอุตสาหกรรมที่ฉลุงที่มีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเขตนิคมฯเป็นยังไง?? แน่นเอี๊ยดหรือยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่าสามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกเป็นร้อยๆโรง คณะรัฐมนตรีจะต้องรับรู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

นายบรรจง ทิ้งท้ายอีกว่า หากทำตามข้อเสนอ4ข้อที่เสนอมาแล้ว ท่าน(คณะรัฐมนตรี)จะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ แต่ท่านจะต้องอธิบายเหตุผลมาให้ได้นะครับ..

บรรจง นะแส, พิพัฒน์ รัชกิจประการ

สมชัย เปิดสัมพันธ์ ฐิติเชษฐ์-ณัฐวุฒิ ข้องใจเป็นคนดึงนั่งอนุ กก.วินิจฉัยคดีเลือกตั้ง ทั้งที่เคยถูกไล่ออกหรือไม่!?

21 สิงหาคม 2569 เวลา 10:39 น.

สมชัย เปิดสัมพันธ์ ฐิติเชษฐ์-ณัฐวุฒิ กังขาเป็นคนดึงนั่งอนุกรรมการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง เมื่อปี 62 ทั้งที่เคยถูกไล่ออกราชการหรือไม่!? จ่อบุก กกต.ล่าตัวไอ้โม่ง สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประวัติ กกต. ฐิติเชษฐ์ นุชนารถ

จบปริญญาเอก ด้านกฎหมาย ม.ปทุมธานี หลักสูตร LLD. รุ่นที่ 4 ปี 2557 มีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นที่รู้จักในสังคม อาทิ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตอัยการที่ถูกไล่ออกจากราชการ

ฐิติเชษฐ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น กกต. วันที่ 4 ธันวาคม 2561 หลังจากทำหน้าที่ กกต. จะมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง จำนวน 35 คน เพื่อเป็นองค์ประกอบใน อนุกรรมการที่มีทั้งหมด 35 ชุด

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ชุดที่ 12 ตั้งแต่ปี 2562-2564 ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลคดีต่าง ๆ ใน กกต.

น่าแปลกที่ สำนักงาน กกต. ไม่มีการตรวจสอบประวัติบุคคลที่จะมาเป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่บุคคลดังกล่าว เคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อปี 2558

การเอาคนที่เคยมีประวัติเช่นนี้ จึงอดคิดไม่ได้ว่า การทำหน้าที่อนุกรรมการ จะเป็นช่องทางในการเรียกรับประโยชน์จากคดีเลือกตั้งอีกหรือไม่

สิ่งที่จะพิสูจน์ ความไม่เกี่ยวข้องระหว่าง ฐิติเชษฐ์ กับ ณัฐวุฒิ คือ หลักฐานการเสนอชื่อ ณัฐวุฒิ เป็นอนุกรรมการวินิจฉัย ว่ามาจากการเสนอของ กกต.ท่านใด

หากทราบชื่อ ก็เท่ากับ เป็นการเปิดตัวไอ้โม่ง ที่อยู่เบื้องหลัง ณัฐวุฒิ ว่าเป็น ฐิติเชษฐ์ จริงหรือไม่

สัปดาห์หน้า ผมจะไปยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อขอทราบชื่อ กกต. ที่เสนอชื่อ ณัฐวุฒิ เป็น อนุวินิจฉัย และพิสูจน์คำขวัญ กกต. ที่เพิ่มคำว่าโปร่งใสเข้าไป ว่า จะโปร่งใสจริงหรือไม่”

กกต, ฐิติเชษฐ์, ณัฐวุฒิ, สมชัย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

หมอตุลย์ ไล่ไทม์ไลน์ สอบท้องถิ่น ก่อน ม.บูรพา โดนเขี่ย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:23 น.

21 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ไทม์ไลน์เจาะลึกเบื้องหลังการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2568 เผยให้เห็นเส้นทางนับตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การชนะอุทธรณ์จากกรมบัญชีกลาง ไปจนถึงจุดจบที่มหาวิทยาลัยบูรพา ถูกเขี่ยพ้นจากการเป็นผู้จัดสอบ

จุดเริ่มต้นและการแข่งขันเสนอราคา (พ.ศ. 2566)

26 พ.ค. 66: คณะกรรมการจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ประชุมครั้งที่ 2/2566 และเห็นชอบ TOR โดยมี รองอธิบดี ศิริพันธ์ ศรีกงพลี เป็นประธานกรรมการ (สมัยที่ ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็น รมช.มหาดไทย และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย)

21 มิ.ย. 66: คณะกรรมการจัดจ้างของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เชิญมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ ราชมงคลธัญบุรี, บูรพา, เกษตรศาสตร์, ธรรมศาสตร์ และมหิดล

14 ก.ค. 66: มีเพียง ม.บูรพา และ ม.ราชมงคลธัญบุรี ที่ยื่นเสนอราคา

30 ส.ค. 66: คณะกรรมการจัดจ้างเปิดซอง ผลปรากฏว่า ม.ราชมงคลธัญบุรี ชนะการเสนอราคา

11 ก.ย. 66: ม.บูรพา ยื่นอุทธรณ์ผลการจัดจ้าง (ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการเข้ารับตำแหน่งของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 66)

ต่อมา คณะกรรมการจัดจ้างได้แจ้งกับ ม.บูรพา ว่า อุทธรณ์ตกไป

จุดพลิกผันจากกรมบัญชีกลางและการลงนามสัญญา

6 พ.ย. 66: กรมบัญชีกลางมีหนังสือด่วนที่สุดถึงกรม สถ. ชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนแปลงกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (พร้อมตั้งคำถามเรื่องการแจ้งเปลี่ยนแปลงให้ผู้ยื่นข้อเสนอทราบหรือไม่)

20 พ.ย. 66: คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง แจ้งกรม สถ. ว่า อุทธรณ์ฟังขึ้น และให้กรม สถ. ประกาศให้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคา

ต้น ม.ค. 67: มีเครือข่ายต่อต้านทุจริตส่วนท้องถิ่น เข้ามายื่นเรื่องขอให้ทบทวนการจัดจ้าง ม.บูรพา พร้อมขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบ

16 ม.ค. 67: ม.บูรพา เดินทางมาลงนามในสัญญาจ้าง แต่วันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยกลับมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีเครือข่ายฯ มาร้องเรียน (โดยในเวลานั้นยังไม่เห็นตัวหนังสือชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง, ใครเป็นคณะกรรมการ และใครคือผู้ร้องเรียนที่แท้จริง)

22 ม.ค. 67: กรม สถ. แจ้งชะลอการจ้าง

คำสั่ง สถ.1 และบทสรุปการยกเลิกสัญญา (พ.ศ. 2567-2568)

2 พ.ค. 67: รมว.อนุทิน มีคำสั่งการ (ตามหนังสือลับ มท. 0100.1/165) ให้กรม สถ. นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปดำเนินการ ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ ก.กลาง หลายครั้งตามข้อสั่งการดังกล่าว

12 พ.ย. 67: มีการเปลี่ยนแปลงอธิบดีกรม สถ. จาก นายขจร ศรีชวโนทัย เป็น นายพัชชา / นฤชา โฆษาศิวิไลซ์

16 ธ.ค. 67: กสถ. ประชุมครั้งที่ 5/2567 มีมติว่า หากดำเนินการตาม TOR เดิม อาจก่อให้เกิดความเสียหาย จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันทุจริตเพิ่มเติม

8 ม.ค. 68: กองคลัง กรม สถ. หารือกรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการยกเลิกการจ้าง ม.บูรพา

13 ก.พ. 68: อธิบดี นฤชา ออกประกาศยกเลิกการคัดเลือกการจ้าง ม.บูรพา อย่างเป็นทางการ

บทสรุป: จะเห็นได้ว่ากระบวนการยกเลิกการจ้าง ม.บูรพา ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังจากที่ รมว.อนุทิน มีคำสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา

กกต, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ตุลย์สิทธิสมวงศ์, หมอตุลย์, ฮั้วสว.

เจาะลึก TH-AI Passport ‘อรรถวิชช์’ กาง TOR ยันไร้ฮั้วประมูล ข้อมูลคนไทยปลอดภัย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 08:12 น.

หลังจากมีการเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับโครงการ TH-AI Passport เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 แต่ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยเฉพาะประเด็นความสุ่มเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยอาจรั่วไหลไปยังต่างประเทศและอาจขัดต่อ TOR ล่าสุด นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เพื่อเจาะลึกรายละเอียดสัญญาและไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุว่ารัฐบาลมีการปรับแก้เงื่อนไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติแล้ว และเสนอให้เดินหน้าโครงการต่อเพื่อยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ชี้เอกชนเสี่ยงขาดทุน ย้ำรัฐปรับ TOR ตามข้อท้วงติงแล้ว

นายอรรถวิชช์ ระบุว่าบริษัทเอกชนที่ประมูลงานนี้ไปมีความเสี่ยงขาดทุนสูง เนื่องจากสัญญาผูกติดกับจำนวนผู้ใช้งานจริง หากยอดไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคนตามที่กำหนดไว้ก็อาจประสบปัญหาได้ ส่วนข้อกังวลจากฝ่ายค้านและสังคมถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะเป็นโครงการเทคโนโลยีระดับชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ รับฟังข้อท้วงติงและนำมาปรับปรุงเงื่อนไขให้รัดกุมขึ้น พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด “ไม่พบการกระทำที่ผิดเงื่อนไข TOR” แต่อย่างใด

ปมฮั้วประมูล เกิดจากการตีความ TOR ไม่ครบถ้วน

สำหรับข้อครหาเรื่องการล็อกสเปก นายอรรถวิชช์ ชี้แจงว่าปัญหาเกิดจากการอ่าน TOR ไม่ครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ที่ระบุให้ทำ “แอนิเมชัน” ความยาว 15 วินาที จำนวน 10 ครั้งต่อเดือน เพื่อนำไปแสดงตามจุดต่างๆ ด้วยราคากลาง 900,000 บาท ซึ่งในงบประมาณระดับนี้ บริษัทโปรดักชันทั่วไปก็สามารถดำเนินการได้ จึงไม่ใช่การล็อกสเปกให้บริษัทป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

แยกชัดเจน “ข้อมูลส่วนบุคคล” อยู่ไทย ส่งออกเฉพาะ “คำสั่งประมวลผล”

ในประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล TOR ข้อ 2.2 ระบุชัดเจนว่าต้องแยกการประมวลผลออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) เช่น อายุ การศึกษา หรือพฤติกรรมการใช้งาน จะถูกจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย 100% เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของไทย
  • ข้อมูลคำถาม (Prompt) ส่วนนี้จำเป็นต้องถูกส่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา AI ในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกการทำงานพื้นฐานของระบบ AI ทั่วโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ล็อกสเปกข้อ 7 ห้ามต่างชาติใช้ข้อมูลคนไทยฝึก AI (Model Training)

เพื่อป้องกันการนำข้อมูลคนไทยไปใช้ประโยชน์ สัญญาในข้อ 7 (Terms and Condition) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่อนุญาตให้นำข้อมูลไปใช้ฝึกฝนโมเดล (Model Training)” ดังนั้น บริษัทเอกชนไทยที่เป็นผู้รับเหมาจะต้องเจรจากับผู้ให้บริการ AI ต้นสังกัดทั้ง 14 บริษัท (30 โมเดล) ให้ยอมรับเงื่อนไขนี้ หากบริษัทใดไม่ตกลงก็จะไม่สามารถนำโมเดลเข้ามาให้บริการได้ จึงเป็นการรับประกันว่าข้อมูลคนไทยจะไม่ถูกนำไปใช้เทรน AI ของต่างชาติ

ปรับแผนจ่ายตามจริง 24.70 บาทต่อหัว ช่วยรัฐเซฟงบประมาณ

นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า เดิมโครงการนี้ตั้งงบประมาณเหมาจ่ายไว้ที่ 1,600 ล้านบาท สำหรับเป้าหมาย 5 ล้านคน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่งบจะสูญเปล่า แต่ปัจจุบันได้มีการปรับแก้สัญญาใหม่เป็น การจ่ายเงินตามจำนวน “ผู้ใช้งานจริง (Active User)” ที่ผ่านเกณฑ์การเรียนรู้ ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น

หมายความว่า รัฐจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเริ่มต้นการเรียนรู้จริง หากมีผู้ลงทะเบียน 1 ล้านคน รัฐก็จะจ่ายเพียง 24.7 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินที่คุ้มค่าและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

เตือนอย่าชะลอโครงการ เสี่ยงกระทบสัญญาผู้ให้บริการต่างชาติ

แม้จะมีการปรับปรุงสัญญาให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่อง “ระยะเวลา” นายอรรถวิชช์ เตือนว่าไม่ควรชะลอโครงการ เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาได้ซื้อสิทธิ์การใช้งาน (License) จากค่าย AI ต่างชาติมาแบบมีกำหนด 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมปีหน้า หากโครงการล่าช้าออกไป สิทธิ์ที่ซื้อมาจะสูญเปล่า และอาจกระทบต่อกรอบเวลาการส่งมอบงานให้กระทรวงดิจิทัลฯ ในช่วงเดือนกันยายน

ชื่นชมมิติใหม่การเมือง ตรวจสอบเพื่อเดินหน้าสู่อนาคต

ในช่วงท้าย นายอรรถวิชช์ ได้ชื่นชมบรรยากาศการเมืองที่ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง และรัฐบาลพร้อมรับฟังเพื่อปรับแก้ไขโดยที่ยังไม่มีความเสียหายต่อเงินแผ่นดิน พร้อมย้ำว่าในยุคดิจิทัล ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ รัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบป้องกันและตอบสนองต่อปัญหาที่รวดเร็ว มากกว่าการปฏิเสธเทคโนโลยี

“และโครงการเนี้ย ผมคิดว่ายิ่งเปิดเผยมาก ไม่ว่าจะวิจารณ์เชิงบวกเชิงลบ ส่งผลต่อยอดการเรียนรู้ ผมอยากให้ยอดเรียนรู้มันเยอะ ผมไม่ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือใดๆ แต่ AiPassth วันแรกผมลงอันนี้ เพราะผมอยากรู้ว่ามันจะช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องต่างๆ เหล่านี้ หรือพัฒนาตัวเองได้ไงบ้าง ผมอยากเห็นเราก้าวข้ามไปเศรษฐกิจยุคใหม่ แล้วเราไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันอ่ะ คือเราพูดกันด้วยเหตุและผลแล้วปรับกันไป” กล่าวทิ้งทาย

AiPASS, TH-AI Passport, อรรถวิชช์

เปิดฉากเยือนนิวซีแลนด์! นายกฯ รับการต้อนรับอบอุ่นตามวิถีเมารี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 07:46 น.

เปิดฉากเยือนนิวซีแลนด์! นายกฯ รับการต้อนรับอบอุ่นตามวิถีเมารี ก่อนจับมือผู้นำนิวซีแลนด์เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงเวลลิงตัน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา เดินทางถึงทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการตามประเพณีเมารี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเปี่ยมด้วยไมตรีจิต สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ที่ดำเนินมายาวนาน และในปีนี้ครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

เมื่อเดินทางถึงบริเวณสนามหญ้าหน้าทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ ผู้อาวุโสชาวเมารี (Kaumātua) ประจำทำเนียบฯ และสตรีอาวุโสชาวเมารี (Kuia) ประจำทำเนียบฯ ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีด้วยการแตะจมูกตามธรรมเนียม ก่อนเข้าสู่พิธีต้อนรับตามประเพณีของชาวเมารี ชนพื้นเมืองของนิวซีแลนด์

ณ บริเวณสนามหญ้า ชาวเมารีในชุดประจำเผ่าออกมาต้อนรับและประกอบพิธีเวรอ (Wero) ซึ่งเป็นพิธีทดสอบเจตนาของผู้มาเยือนว่ามาด้วยไมตรีหรือไม่ โดยนักรบเมารีวางสิ่งของแกะสลักไว้บนพื้น ให้นายกรัฐมนตรีหยิบขึ้นมาและถือไว้ เพื่อแสดงว่าผู้มาเยือนไม่ประสงค์ร้าย ก่อนที่นักรบชาวเมารีจะเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีเข้าสู่พิธีต้อนรับแบบเมารี

จากนั้นเข้าสู่พิธีคารังกา (Karanga) เพื่อต้อนรับแขกระดับสูงที่มาเยือน โดยสตรีอาวุโสชาวเมารีจะเปล่งเสียงเรียกต้อนรับตามประเพณี ต่อด้วยการแสดงฮากา (Haka) การแสดงต้อนรับตามประเพณีเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้มาเยือน ตลอดพิธีเป็นไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ผสานความสง่างามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินไปยังบริเวณกลางสนามหญ้า โดยมีนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน (The Right Honourable Christopher Luxon) นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พร้อมภริยา รอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะขึ้นแท่นรับความเคารพ วงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาตินิวซีแลนด์ตามลำดับ ก่อนตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบริเวณสนามหญ้า นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์และภริยา เดินทางเข้าสู่อาคารทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีลงนามในสมุดเยี่ยม ก่อนที่ผู้นำทั้งสองและคู่สมรสจะร่วมถ่ายภาพและแลกเปลี่ยนของขวัญที่ระลึกระหว่างกัน

ต่อมา เวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก โดยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ในระยะต่อไป ภายหลังการยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) โดยมุ่งให้ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของไทยและนิวซีแลนด์ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ในบทใหม่สามารถสร้างโอกาสและประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยผู้นำทั้งสองจะร่วมหารือเต็มคณะต่อในเวลา 11.00 น.

นายกฯ, นิวซีแลนด์, อนุทิน, เมารี, แนวหน้าออนไลน์

อนุทินสยบข่าวลือ ทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยันไม่ทิ้งมิตรเก่า สั่ง’เอกนิติ’รื้อเกณฑ์ส่งเสริมรถอีวีใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

“อนุทิน” ออกโรงสยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยืนยันรัฐบาลไม่ทิ้งมิตรเก่าพร้อมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมเต็มที่ สั่ง “เอกนิติ” รื้อเกณฑ์ส่งเสริมรถอีวีใหม่เพื่ออุดช่องโหว่ความลักลั่นไม่ให้ค่ายรถเดิมเสียเปรียบ พร้อมงัดยอดลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกทะลุ 5.3 แสนล้านบาท การันตีความเชื่อมั่นฐานผลิตไทยยังแกร่งไร้สัญญาณย้ายฐานแน่นอน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระหว่างการเยือนประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้น ๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน

“ผมยืนยันว่า นโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้างและพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่าง ๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน

“นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้น ๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา ไม่ใช่เวลาต้องการเขาก็ยอมทุกอย่าง แต่เวลาเขาไปได้ดีแล้วเรามาเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ ภายหลัง”

นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุดได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

สำหรับรถยนต์ EV แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมากแต่ในอนาคตจะเกิดซัพพลายเชนใหม่ภายในประเทศแน่นอน ทั้งแบตเตอรี่ ระบบคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่จะถูกบังคับโดยกลไกการผลิตให้ต้องตั้งฐานในไทยต่อไป รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว

“ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลักตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีมีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้ว 530,000 ล้านบาทแล้ว จึงยังไม่เห็นว่า จะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม”

ทุนญี่ปุ่น, รถอีวี, อนุทิน, อุตสาหกรรมยานยนต์, เอกนิติ