กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! ภัณฑิล จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:54 น.

กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! “ภัณฑิล”จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอ กมธ.เรียกหลักฐานสอบต่อ พ่วงฟัน ม.157 แน่นอน

18 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในขณะนี้ ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ ความน่าเชื่อถือของ กกต.แทบไม่เหลือแล้ว และยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่ กกต.ให้ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพย สว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจาก เคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่ กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยาน ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

นายภัณฑิล กล่าวว่า เมื่อ กกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดี สว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้า และหลักฐานที่ชัดเจน กกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้ พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้น กกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่า สำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือ กกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้ กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้ กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล

ส่วนกรณีที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนัก ก็สามารถส่งศาลฎีกาได้ และกรรมการ กกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก และใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่า นอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย นายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบิน โพย พฤติกรรมต่างๆ แล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้ กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ

“ดังนั้น ถ้า กกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ แล้วยังต้องการอะไรอีก ขอย้ำว่า ยังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยง และมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบ ก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า สุดท้ายแล้วหาก กกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางราย ก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้น จึงขอให้ กกต.ตระหนักว่า การลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ (กมธ.) มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้น เรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป

ภัณฑิลน่วมเจิม,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,

เอกนัฏ บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรงเนวิน แจงดูความเหมาะสม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

“เอกนัฏ”บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยง”ปลัดพลังงานคนใหม่”สายตรง”เนวิน” แจงดูความเหมาะสม ลั่นใครพร้อมลุยแก้ปัญหาก็มาด้วยกัน รับ”ณัฐพล รังสิตพล”เคยเป็นตัวเลือก

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในเลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า ดูเป็นคนที่มีความเหมาะสม และช่วงนี้กระทรวงพลังงานมีงานสำคัญที่ต้องทำ เห็นว่า ต้องใช้ประสบการณ์ และมีความตั้งใจปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงตัดสินใจเลือกนายฉันทานนท์ เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งในกระทรวงพลังงานเอง อธิบดีเก่งๆ ก็มี แต่หลายคนยังมีอายุราชการอีกเยอะ เกษียณหลังปี 75 เป็นต้นไป ยังมีโอกาสได้ทำงานแสดง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอชื่อในวันนี้ นายเอกนัฏเป็นผู้เสนอเองใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐมนตรีเป็นผู้เสนออยู่แล้ว ต้องไปขอตัวจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และเสนอเข้า ครม.เป็นไปตามกระบวนการ เมื่อถามว่า มีการทาบทามกันนานหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า คุยกันอยู่แล้ว ตอนแรกก็มีทางเลือกหลายทาง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว มองว่านายฉันทานนท์เหมาะสมที่สุด เมื่อถามว่า เป็นโควตาบ้านใหญ่ทางการเมืองหรือไม่ นายเอกนัฏ หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า เป็นคนละเรื่อง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏ อยากได้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปช่วยงาน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานด้วยกันดี ยอมรับว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะการตั้งปลัดกระทรวงสามารถเลือกปลัดจากกระทรวงอื่น หรือข้าราชการระดับเทียบเท่าได้ เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายฉันทานนท์ บ่อยหรือไม่ นายเอกนัฏ ยอมรับว่า คุยกันบ่อย

เมื่อถามว่า อายุราชการที่เหลืออยู่ 4 ปี เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลือกนายฉันทานนท์ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า กำลังดี เพราะวาระของปลัดกระทรวงจะมี 4 ปี หากไม่มีการโยกย้าย ซึ่งใกล้เคียงกับอายุราชการของนายฉันทานนท์ ส่วนงานในปัจจุบัน ยืนยันว่า อย่างไรก็ต้องเดิน ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายฉันทานนท์ เคยเป็นอดีตคณะทำงานของ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนสนใจแต่เรื่องปัจจุบัน และเรื่องอนาคตที่ตนต้องทำ ถ้าคุยกับใครแล้วเข้าใจตรงกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า เส้นทางที่จะเดินต่อไปในอนาคต ไม่ได้โรยด้วยความสบายแน่นอน ต้องสู้ ใครพร้อมสู้กับตนก็มาด้วยกันได้ แค่นั้นเอง

เอกนัฏพร้อมพันธุ์,กระทรวงพลังงาน,ฉันทานนท์ วรรณเขจร,ปลัดกระทรวงพลังงาน,เนวินชิดชอบ,

ยศชนัน สั่งปลัด อว. ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:19 น.

“ยศชนัน”สั่ง”ปลัด อว.” ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม ย้ำเสรีภาพทางความคิดจำกัดไม่ได้ ขอเช็กจัดงาน-นับชั่วโมงถูกระเบียบหรือไม่

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี เชิญบุคลากรของพรรคประชาชนเข้าร่วมเสวนาให้นักศึกษา โดยมีเงื่อนไขระบุว่านักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง ว่า ขณะนี้ตนได้พูดคุยกับปลัดกระทรวง อว. แล้ว และขอดูข้อมูลจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวว่า การจัดงานเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนรับทราบมาจากสื่อมวลชน ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ ขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าอิสรภาพทางความคิดถูกจำกัดไม่ได้ โดยสิ่งที่ตนจะตรวจสอบนั้น จะดูว่าการจัดกิจกรรมและการนับชั่วโมงกิจกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่

เมื่อถามว่า หลักเกณฑ์ในการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวมีเสรีภาพอยู่แล้ว แต่หากเรื่องนี้ถูกผูกกับหน่วยกิต และจัดกิจกรรม ต้องดูว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หากถูกต้องก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเนื้อหาก็มี พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยที่จะกำหนดว่าส่วนไหนได้หรือไม่ได้ ซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ดูแล ก็ขอให้รอการชี้แจงจากมหาวิทยาลัยก่อน

เมื่อถามว่า หากกิจกรรมดังกล่าวกระทำผิด จะต้องมีการออกระเบียบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวทางของเขา หากมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นก็มีกระบวนการของเขาที่จะดำเนินการ กลุ่มนักศึกษาก็มีกระบวนการของตนเอง เช่นเดียวกับกลุ่มอาจารย์ ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่ดูว่าแต่ละมหาวิทยาลัยทำถูกต้องตาม พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากเรื่องไหนผิด มหาวิทยาลัยในแต่ละที่ก็มีหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว

ยศชนันวงศ์สวัสดิ์,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,พรรคส้ม,

มท.4 การันตี สถ. เป็นพนักพิง-เตรียมทีมกฎหมาย ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเดินหน้าเพิกถอนปมทุจริตสอบ ย้ำไม่ได้โยนเผือกร้อน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:21 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ตอนนี้ได้ส่งรายชื่อให้กับทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะประชุม ก.จังหวัด และจะส่งข้อมูลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับบรรจุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจกับผู้บริหารท้องถิ่น ที่ไม่ลงนามรับผิดชอบในการปลดออกอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการโดยพลการอยู่แล้ว แต่ทำตามข้อมูลและหลักฐานที่ทีมดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปให้ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เน้นย้ำไปเรียบร้อยแล้วว่า การส่งข้อมูลต้องไปพร้อมกับพยานหลักฐาน เพื่อให้เจ้าตัวหรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนจะได้สบายใจ ขณะเกียวกัน ทางอธิบดี สถ.จะประสานงานพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า หากส่วนกลางให้ความมั่นใจไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการจะมีมาตรการอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ที่จริงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระหรือเผือกร้อน แต่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย และส่วนกลางอยากทำให้เสร็จทั้งหมด แต่ด้วยขอบเขตกฎหมายและอำนาจของแต่ละคนที่แตกต่างกันจึงต้องดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราวางกรอบไว้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้ก.จังหวัดหลายที่จะมีการประชุมใน 1-2 วัน

เมื่อถามว่า นายก อบจ.ลำพูน มีความกังวลในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจ ไม่มีใครอยากทำอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการ โดยเริ่มจากฐานข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น และบุคคลเหล่านี้มีที่มาของคะแนนที่ผิดปกติ และปัจจุบันพิสูจน์ทราบได้แล้ว ว่าแต่ละคนคะแนนเป็นอย่างไร มีคะแนนเดิมเท่าไหร่ ที่ประกาศออกมาเท่าไหร่ ให้เริ่มต้นจากตรงนี้มากกว่า และอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น

เมื่อถามย้ำว่า หากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ทำ จะถือว่า มีความผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกันต่อ และที่จริงควรต้องทำ โดยมี สถ.เป็นพนักพิงหลังและสนับสนุนข้อมูลให้ รวมถึงเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้เช่นเดียวกัน ยืนยันว่า ทุกอย่างจะอยู่บนข้อเท็จจริง และบนกระดาษคำตอบก็มีชื่อและลายเซ็นของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาได้เปิดให้คนที่ประสงค์จะดูคะแนนสอบเข้ามาดูได้ และมีเข้ามาดูหลายคนโดยที่ไม่มีข้อติดใจอะไร

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมท้องถิ่นนัดแถลงการณ์เรื่องปัญหาการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รับทราบ ว่าจะมีการประชุมกันวันนี้ และที่จริงทางอธิบดี สถ.ได้ไปพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ตนเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องทำ

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,

อนุทิน-เอกนิติ ประสานเสียง จีดีพี ปีนี้โต 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ลั่นเศรษฐกิจไทยต้องทะยานไกลกว่านี้

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:15 น.

“นายกฯ อนุทิน”ควงคู่ขุนคลัง”เอกนิติ” ประสานเสียงจากออสเตรเลีย ลั่นตัวเลขจีดีพีปีนี้ที่สภาพัฒน์ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องโตทะยานไปได้ไกลกว่านี้ พร้อมแจกยาหอมชื่นชมรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจทำงานเข้าตา ขณะที่ขุนคลังกางตัวเลขไตรมาส 2 โต 1.9% ชี้รัฐบาลมาถูกทางหลังอัดฉีด 4 แสนล้านกู้ชีพผ่านโครงการ”ไทยช่วยไทย พลัส 60:40″ แต่ยอมรับยังผวา 3 วิกฤตมหาโหดรุมเร้า ทั้งด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อหด เล็งงัดแผนยุทธศาสตร์เร่งประคอง เปลี่ยนผ่าน และลงทุน ฟุ้งข่าวดีทุนนอกไหลเข้าพุ่งสุดในรอบ 13 ปี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย (เร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้

“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 ,5, 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

ขณะที่ นายเอกนิติ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า พอใจตัวเลขเศรษฐกิจของปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ ว่ายังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้

นายเอกนิติ ยังอธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวต่อว่าตัวเลขของจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่

1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ

และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง
“ถ้าที่ผ่านมาเราไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอี

อนุทินชาญวีรกูล,เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ,จีดีพี,เศรษฐกิจ,

ไชยชนก บอกไม่รู้จัก วิทยา หลังพรรคประชาชนเชื่อมโยงคดีฮั้ว สว. กับพรรคภูมิใจไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:05 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. โดยเชื่อมโยงถึง นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดย นายไชยชนก กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ไชยชนกชิดชอบ,นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,พรรคภูมิใจไทย,

พิพัฒน์ ซัดแรง ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ อัดค้านอะไรต้องมีเหตุผล

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

พิพัฒน์ ซัด ไทยติดกับดัก เอ็นจีโอ ชี้ จะค้านโครงการใหญ่ของรัฐบาลขอให้มีเหตุผล – นึกผลดีประเทศ แจง เตรียมฟื้นนิคมฯ จะนะ สงขลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ บอกเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เหน็บอยากมาตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย หลังโซเชียลปลุกม็อบบุกทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาล ล่าสุดคือโครงท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง

ซึ่งการประท้วง และยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้านบางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ตนเป็นคนแบบนี้พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของตน สวนมาสวนกลับก็ตรงๆแบบนี้

นายพิพัฒน์ ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ว่าไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

ขณะที่ โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง ตนอยากถามว่าผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่จะนะหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดงในส่วนพื้นที่หลังท่าเต็มความจุไม่สามารถขยายหรือรองรับได้มากกว่านี้

ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาให้เรารับทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดภาคใต้ และอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน

เมื่อถามถึงกรณีในโซเชียลมีการปลุกม็อบขึ้นมาต้านรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมี แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯก็ไม่เป็นไรเชิญตามสบาย ตนอาจจะใช้คำพูดที่แรงแต่จำเป็นแรงมาก็ต้องแรงไป

จะนะ, ท่าเรือน้ำลึก, พิพัฒน์, เอ็นจีโอ, แนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ ปิดปากปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:44 น.

พิพัฒน์ ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ เผย สุชาติ เตรียมลงพื้นที่แก้ปัญหาขยะ-มลพิษ วันนี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา  

EEC, นายกฯ, ปราจีนบุรี, แนวหน้าออนไลน์

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ ปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ มีประเด็นเรื่องขยะที่สร้างมลพิษ โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการทำกินของชาวบ้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า ในช่วงที่นายพิพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องการควบรวมจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ การขยายไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากต้องการเรื่องแรงงาน เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเป็นการมองในมิติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษามา

เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำฝ่ายค้านจะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้มี 2 กระทรวงที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลงพื้นที่ไปดูปัญหา

พิพัฒน์รัชกิจประการ,EEC,ปราจีนบุรี,

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:21 น.

เหน็บใคร!? นิพิฏฐ์ อวดกึ๋น จัดการพวกทุจริตท้องถิ่น แซะนักการเมืองของท่านทำอะไรบ้าง!?

เมื่อวันที่  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถ้าผมเป็นนักการเมืองของท่าน

ผมจะให้ผู้ที่สอบท้องถิ่น และถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสอบ ด้วยการแก้คะแนนมาพบ และจะนำไปพบปปช.

ผมจะต่อรองกับปปช.ว่า หากปปช.กันเขาไว้เป็นพยาน จะให้เขาให้การตามความจริงว่า เขาให้เงินใครไป

เพื่อให้ปปช.ดำเนินคดีกับบุคคลในระดับตัวการ หรือ ในระดับสูงกว่านั้น เช่น นักการเมือง

เวลานี้ ถึงเวลาแล้วที่“รัฐไทย” ต้องเลือกว่า จะจับการทุจริต ระดับปลาซิว หรือ ปลาช่อน

วิธีนี้ เป็นอย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถกวาดล้างการทุจริต และดำเนินคดีกับคนกลางที่รับเงินได้ และ ระดับที่สูงกว่านั้น

ผมไม่ได้เป็นนักการเมืองของท่าน

ส่วนนักการเมืองของท่าน ทำอะไรบ้างกับการกวาดล้างการทุจริตในประเทศนี้

หรือ นักการเมืองของท่านทุจริตเสียเอง เพื่อเอาเงินมาซื้อเสียงเวลาเลือกตั้ง”

การเมือง, ทุจริตสอบท้องถิ่น, นิพิฏฐ์, แนวหน้าออนไลน์