รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์-หอกระจายข่าว

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท

“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาล,ชายแดนไทยกัมพูชา,บังเกอร์,หอกระจายข่าว,เตือนภัย,

‘ดร.ณัฏฐ์’ ชี้ ปมคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวรัฐบาล ‘อนุทิน’ จ่อดำเนินคดี ‘สมชัย’ เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:38 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ กลไก รธน.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ปม คดี ฮั้ว สว. เกิดขึ้นก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน เตรียมจ่อดำเนินคดี “สมชัย” อดีต กกต. เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

วันที่ 18 ส.ค.2569 สืบเนื่องจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น

ดร.ณัฏฐ์

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภาไทย สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปหลักทฤษฎี “การแบ่งแยกอำนาจ”

โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆนับแต่ปี 2475 ถึงปีจจุบัน

แต่ปัญหาว่า การตรวจสอบของ ระหว่าง ส.ส. กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยุถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้าน นำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิศษตรงให้อำนาจ สว.เห็นชอบองอค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนุญ โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการ

เป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับ ระบบ Parliament ส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส.ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่ออกแบบเช่นนี้ เพราพ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส.เลือก หัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน.ม.159

การตรวจสอบถ่วงดุล โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม.หรือ รมต.รายบุคคล แล้วแต่เหตผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส.ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย เพราะกลไกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านครองเสียงข้างน้อยในสภา

กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เฉพาะล่ารายชื่อ 1 ใน 5 หรือจำนวน 100 คนในการยื่นญัตติ พรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอ แต่ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามวา ฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งปมคดีฮั้ว สว. แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร ทั้ง พรรคประชาชน ทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งในยุครัฐบาลแพทองธาร ขณะนั้นเป็นพรรคก้าวไกล ก่อนถูกยุบพรรคและปรับโครงสร้างสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้ว อำนาจตรวจสอบเป็นของ กกต.มิใช่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถามว่า ปั่นกระแสการเมืองหรือไม่ และต้องถามหัวหน้าเท้ง ว่า มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ สส.ตรวจสอบ กรรมการในองค์กรอิสระได้ เว้นแต่ พรบ.ปปช.

ทำไมไม่ไปถาม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ กกต.และขณะนี้ อดีต กกต.รายนี้ ถูกดำเนินคดีอาญาหนักหลายข้อหาและข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมร้ายแรง ที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเก่งทุกเรื่องเรี่ยไรหาเงินมาต่อสู้คดี เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ได้สายลับแจ้งข่าวว่า เรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต น่าจะโดนคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนและ พรบ.คอมฯ ตามเป็นพรวน ตนจะไปกล่าวโทษด้วยตนเอง

ส่วนเวทีสัมมนาปมฮั้ว สว.เท่าที่ติดตาม เอาเหล้าเก่ามาเขย่าขวดใหม่ พยานบุคคลที่นำมาแสดง ต่างร้องคัดค้านต่อ กกต. เฉพาะปมคุณสมบัติ สว.ด้วยกัน ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ และไม่ใช่พยานในสำนวนคดี ที่ กกต.ไต่สวน ต้องไปถามบุคคลที่นำไปเปิดว่า จริงหรือไม่

ส่วนที่นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งทางภาคอีสาน เคยโพสต์ว่า “เพราะสิ่งนี้ที่เราทำนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อข้างบน มันเป็นภารกิจเพื่อข้างบนเข้าในนะฮะ” ต้องไปถามเจ้าตัวว่า ข้อความที่โพสต์ หมายถึงอะไร เพราะตีความได้หลายกรณี

แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. คุณอย่าไปเผาทำลายบ้านคนอื่นเขา พูดไปเรื่อย เป็นนักการเมืองท้องถิ่นประสาอะไร ไม่ศึกษากฎหมาย โพสต์ไปเรื่อย หากตีความว่า ข้างบน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ตนจะไปดำเนินคดีอาญากับนาย ว.เป็นคนแรก เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตนคงยอมไม่ได้ หากมีพฤติกรรมไปแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณจะดึงฟ้าต่ำเพื่อเกมการเมืองเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ พรป.สว.ได้ออกแบบกลไกเลือกไขว้ป้องกันทุจริตไว้แล้ว

ส่วนที่แอบอ้าง กกต. โดย กกต.เป็นองค์กรอิสระและได้รับความเสียหาย ต้องดำเนินคดีอาญา ต้องไปถาม ปธ.กกต.จะดำเนินคดีอาญาหรือไม่ ตนไม่เกี่ยวข้อง

การเมือง, ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, นักกฎหมาย, สว., ฮั้ว สว.

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:34 น.

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคารที่ 18 ส.ค.69 ดังนี้

เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ลงวันที่ 11 เมษายน 2569

2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 90/2569 ดังกล่าว โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

(1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ฯลฯ และในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทน ข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

3. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการพร้อมคณะร่วมเดินทาง ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569

4. เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในห้วงระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปราชการต่างประเทศในวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เห็นควรพิจารณามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นางรพีพรรณ โพธิ์ทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

2. นางธามน วิภูมิรพี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์หลังออกสู่ตลาด (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอรับโอนนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางอรวรรณ คงธนขันติธร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสราวุฒิ บุญสุข ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

2. นายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

3. นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

4. นายธิติ แสวงธรรม ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

5. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

6. นางสาวอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ)ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการจำนวน 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จำนวน 1 คน ดังนี้

1. ภาคราชการ

1.1 นายเฉลิมวิทย์ เดือนกลาง

2. ภาคเอกชน

2.1 นายสมคิด เชื้อคง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,

ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุม-เพิ่มการดูแลสุขภาพจิต พร้อมขอประชาชนอย่าใช้อารมณ์

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการควบคุมอาวุธปืนว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการครอบครองอาวุธปืนว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.กระทรวงมหาดไทย ได้มาขอหารือนอกรอบในเบื้องต้น และกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน

เมื่อถามว่า รายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืน และการพกพา จะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์คือต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาต รวมถึงการนำไปใช้ต่างๆ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว ยังรวมถึงเรื่องกระสุนปืน จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอด และระบบการอนุญาตต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือ ออกคนละใบสองใบก็ไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมด

ซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่า ปืนที่ขณะนี้มี 10 ล้านกระบอกในประเทศ จากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม

เมื่อถามว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วย ว่าจะขายให้ใคร และเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด

และในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก

ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายๆ ว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ในสิ่งที่กำลังทำ

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศที่ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฎหมายมา คือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาต แต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ที่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา

เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ

เมื่อถามย้ำว่า รวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฎหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง

เมื่อถามว่า จะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงครามเพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืน ดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อ เพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆ อย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน

ปืนเถื่อน, มหาดไทย, แนวหน้าออนไลน์

‘พลพีร์’ กำชับจังหวัด ลงพื้นที่ช่วย ปชช. ยื่นอุทธรณ์บัตรคนจน ให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

‘พลพีร์’ กำชับ จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรคนจนให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้ พร้อมสั่งกรมการปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยรวบรวมข้อมูลข้อติดขัดช่วยประชาชนยื่นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่น ที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า สำหรับประชาชนที่ขอยื่นอุทธรณ์ สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งขณะนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนที่เข้ามายื่นขออุทธรณ์ เนื่องจากตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองแล้วพบว่าไม่ได้รับสิทธิ์ จึงไม่ขอเข้ามายื่นอุทธรณ์ เพราะรู้ตัวว่าในบางหัวข้อไม่เข้าข่าย หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่ไหน จึงได้สั่งการกรมการปกครอง และผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้กับประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์เช็คเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะควรจะมีการบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ประชาชนต้องเดินทางไปกลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งมีความลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่า จะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะหมดเขตในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนเองไปตรงไหน ก็เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสั่งการอธิบดีว่า ให้จังหวัดช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะจะหมดเขตสิ้นเดือน ส.ค. นี้แล้ว และจะต้องยื่นเอกสารให้ทัน 20 ก.ย. นี้ ทุกพื้นที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในมืออยู่แล้ว ก็ให้ลงไปหาประชาชนเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้มีกรอบกำหนดจำนวนผู้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ขอให้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง.

บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ลพีร์ สุวรรณฉวี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง นิพนธ์ บุญญามณี คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:16 น.

18 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี

ศาลอุทธรณ์,ยกฟ้อง,นิพนธ์บุญญามณี,อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา,อบจสงขลา,

กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! ภัณฑิล จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:54 น.

กกต.ไร้ความน่าเชื่อถือ! “ภัณฑิล”จี้ส่งศาลฟันคดีฮั้ว สว. ถามกลับหลักฐานเพียบ ยังไม่เพียงพออีกหรือ ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอ กมธ.เรียกหลักฐานสอบต่อ พ่วงฟัน ม.157 แน่นอน

18 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในขณะนี้ ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ ความน่าเชื่อถือของ กกต.แทบไม่เหลือแล้ว และยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่ กกต.ให้ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพย สว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจาก เคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่ กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยาน ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

นายภัณฑิล กล่าวว่า เมื่อ กกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดี สว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้า และหลักฐานที่ชัดเจน กกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้ พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้น กกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่า สำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือ กกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้ กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้ กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล

ส่วนกรณีที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการ กกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนัก ก็สามารถส่งศาลฎีกาได้ และกรรมการ กกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก และใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่า นอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย นายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบิน โพย พฤติกรรมต่างๆ แล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้ กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ

“ดังนั้น ถ้า กกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ แล้วยังต้องการอะไรอีก ขอย้ำว่า ยังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยง และมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบ ก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า สุดท้ายแล้วหาก กกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางราย ก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้น จึงขอให้ กกต.ตระหนักว่า การลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ (กมธ.) มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้น เรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป

ภัณฑิลน่วมเจิม,พรรคประชาชน,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,

เอกนัฏ บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรงเนวิน แจงดูความเหมาะสม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

“เอกนัฏ”บอกชัด! สนใจแต่ปัจจุบัน หลังคนโยง”ปลัดพลังงานคนใหม่”สายตรง”เนวิน” แจงดูความเหมาะสม ลั่นใครพร้อมลุยแก้ปัญหาก็มาด้วยกัน รับ”ณัฐพล รังสิตพล”เคยเป็นตัวเลือก

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในเลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า ดูเป็นคนที่มีความเหมาะสม และช่วงนี้กระทรวงพลังงานมีงานสำคัญที่ต้องทำ เห็นว่า ต้องใช้ประสบการณ์ และมีความตั้งใจปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จึงตัดสินใจเลือกนายฉันทานนท์ เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งในกระทรวงพลังงานเอง อธิบดีเก่งๆ ก็มี แต่หลายคนยังมีอายุราชการอีกเยอะ เกษียณหลังปี 75 เป็นต้นไป ยังมีโอกาสได้ทำงานแสดง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอชื่อในวันนี้ นายเอกนัฏเป็นผู้เสนอเองใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐมนตรีเป็นผู้เสนออยู่แล้ว ต้องไปขอตัวจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และเสนอเข้า ครม.เป็นไปตามกระบวนการ เมื่อถามว่า มีการทาบทามกันนานหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า คุยกันอยู่แล้ว ตอนแรกก็มีทางเลือกหลายทาง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว มองว่านายฉันทานนท์เหมาะสมที่สุด เมื่อถามว่า เป็นโควตาบ้านใหญ่ทางการเมืองหรือไม่ นายเอกนัฏ หัวเราะ ก่อนจะบอกว่า เป็นคนละเรื่อง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏ อยากได้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปช่วยงาน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมทำงานด้วยกันดี ยอมรับว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะการตั้งปลัดกระทรวงสามารถเลือกปลัดจากกระทรวงอื่น หรือข้าราชการระดับเทียบเท่าได้ เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายฉันทานนท์ บ่อยหรือไม่ นายเอกนัฏ ยอมรับว่า คุยกันบ่อย

เมื่อถามว่า อายุราชการที่เหลืออยู่ 4 ปี เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลือกนายฉันทานนท์ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า กำลังดี เพราะวาระของปลัดกระทรวงจะมี 4 ปี หากไม่มีการโยกย้าย ซึ่งใกล้เคียงกับอายุราชการของนายฉันทานนท์ ส่วนงานในปัจจุบัน ยืนยันว่า อย่างไรก็ต้องเดิน ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายฉันทานนท์ เคยเป็นอดีตคณะทำงานของ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนสนใจแต่เรื่องปัจจุบัน และเรื่องอนาคตที่ตนต้องทำ ถ้าคุยกับใครแล้วเข้าใจตรงกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า เส้นทางที่จะเดินต่อไปในอนาคต ไม่ได้โรยด้วยความสบายแน่นอน ต้องสู้ ใครพร้อมสู้กับตนก็มาด้วยกันได้ แค่นั้นเอง

เอกนัฏพร้อมพันธุ์,กระทรวงพลังงาน,ฉันทานนท์ วรรณเขจร,ปลัดกระทรวงพลังงาน,เนวินชิดชอบ,

ยศชนัน สั่งปลัด อว. ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม

18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:19 น.

“ยศชนัน”สั่ง”ปลัด อว.” ตรวจสอบปมรัฐศาสตร์ ม.อ. เชิญตัวตึงพรรคส้มหลายคนร่วมเสวนา หลังจัดโปรให้ นศ.ฟัง แลก 3 ชั่วโมงกิจกรรม ย้ำเสรีภาพทางความคิดจำกัดไม่ได้ ขอเช็กจัดงาน-นับชั่วโมงถูกระเบียบหรือไม่

18 สิงหาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี เชิญบุคลากรของพรรคประชาชนเข้าร่วมเสวนาให้นักศึกษา โดยมีเงื่อนไขระบุว่านักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง ว่า ขณะนี้ตนได้พูดคุยกับปลัดกระทรวง อว. แล้ว และขอดูข้อมูลจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวว่า การจัดงานเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนรับทราบมาจากสื่อมวลชน ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ ขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าอิสรภาพทางความคิดถูกจำกัดไม่ได้ โดยสิ่งที่ตนจะตรวจสอบนั้น จะดูว่าการจัดกิจกรรมและการนับชั่วโมงกิจกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่

เมื่อถามว่า หลักเกณฑ์ในการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวมีเสรีภาพอยู่แล้ว แต่หากเรื่องนี้ถูกผูกกับหน่วยกิต และจัดกิจกรรม ต้องดูว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หากถูกต้องก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเนื้อหาก็มี พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยที่จะกำหนดว่าส่วนไหนได้หรือไม่ได้ ซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ดูแล ก็ขอให้รอการชี้แจงจากมหาวิทยาลัยก่อน

เมื่อถามว่า หากกิจกรรมดังกล่าวกระทำผิด จะต้องมีการออกระเบียบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวทางของเขา หากมีประเด็นอะไรเกิดขึ้นก็มีกระบวนการของเขาที่จะดำเนินการ กลุ่มนักศึกษาก็มีกระบวนการของตนเอง เช่นเดียวกับกลุ่มอาจารย์ ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่ดูว่าแต่ละมหาวิทยาลัยทำถูกต้องตาม พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากเรื่องไหนผิด มหาวิทยาลัยในแต่ละที่ก็มีหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว

ยศชนันวงศ์สวัสดิ์,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,พรรคส้ม,

มท.4 การันตี สถ. เป็นพนักพิง-เตรียมทีมกฎหมาย ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเดินหน้าเพิกถอนปมทุจริตสอบ ย้ำไม่ได้โยนเผือกร้อน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:21 น.

18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ตอนนี้ได้ส่งรายชื่อให้กับทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะประชุม ก.จังหวัด และจะส่งข้อมูลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับบรรจุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจกับผู้บริหารท้องถิ่น ที่ไม่ลงนามรับผิดชอบในการปลดออกอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการโดยพลการอยู่แล้ว แต่ทำตามข้อมูลและหลักฐานที่ทีมดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปให้ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เน้นย้ำไปเรียบร้อยแล้วว่า การส่งข้อมูลต้องไปพร้อมกับพยานหลักฐาน เพื่อให้เจ้าตัวหรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนจะได้สบายใจ ขณะเกียวกัน ทางอธิบดี สถ.จะประสานงานพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า หากส่วนกลางให้ความมั่นใจไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการจะมีมาตรการอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ที่จริงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระหรือเผือกร้อน แต่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย และส่วนกลางอยากทำให้เสร็จทั้งหมด แต่ด้วยขอบเขตกฎหมายและอำนาจของแต่ละคนที่แตกต่างกันจึงต้องดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราวางกรอบไว้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้ก.จังหวัดหลายที่จะมีการประชุมใน 1-2 วัน

เมื่อถามว่า นายก อบจ.ลำพูน มีความกังวลในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจ ไม่มีใครอยากทำอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการ โดยเริ่มจากฐานข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น และบุคคลเหล่านี้มีที่มาของคะแนนที่ผิดปกติ และปัจจุบันพิสูจน์ทราบได้แล้ว ว่าแต่ละคนคะแนนเป็นอย่างไร มีคะแนนเดิมเท่าไหร่ ที่ประกาศออกมาเท่าไหร่ ให้เริ่มต้นจากตรงนี้มากกว่า และอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น

เมื่อถามย้ำว่า หากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ทำ จะถือว่า มีความผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกันต่อ และที่จริงควรต้องทำ โดยมี สถ.เป็นพนักพิงหลังและสนับสนุนข้อมูลให้ รวมถึงเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้เช่นเดียวกัน ยืนยันว่า ทุกอย่างจะอยู่บนข้อเท็จจริง และบนกระดาษคำตอบก็มีชื่อและลายเซ็นของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาได้เปิดให้คนที่ประสงค์จะดูคะแนนสอบเข้ามาดูได้ และมีเข้ามาดูหลายคนโดยที่ไม่มีข้อติดใจอะไร

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมท้องถิ่นนัดแถลงการณ์เรื่องปัญหาการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รับทราบ ว่าจะมีการประชุมกันวันนี้ และที่จริงทางอธิบดี สถ.ได้ไปพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ตนเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องทำ

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,มท4,ทุจริตสอบท้องถิ่น,