สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 – 20 ก.ค.นี้

สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 - 20 ก.ค.นี้

สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 – 20 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“สีหศักดิ์” เผย เตรียมติดตาม “นายกฯอนุทิน” เยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16 – 20 ก.ค. ตามคำเชิญของนายกฯ จีน

เมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเยือนครั้งนี้ เป็นการกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นและสร้างประโยชน์สำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนเมืองสำคัญของจีน 3 เมือง ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

นายกสมาคมอัสสัมชัญพร้อมคณะ เยี่ยมคารวะนายกฯ อนุทิน ให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

13 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเรือเอก ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ พร้อมคณะกรรมการสมาคมอัสสัมชัญ ในฐานะศิษย์เก่าอัสสัมชนิกดีเด่น อสช. 2568 (AC รุ่น 98) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกสมาคมอัสสัมชัญได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งนำเสนอผลการดำเนินงานของสมาคมอัสสัมชัญและสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 และได้ไปเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญถึง 2 ครั้ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนอัสสัมชัญ พร้อมขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ 
    
ทั้งนี้ สมาคมอัสสัมชัญได้เชิญนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมอัญสัมชัญ พร้อมเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ASSUMPTION LEADERSHIP FORUM” เนื่องในโอกาสครบรอบ 122 ปีของสมาคมอัสสัมชัญ  และกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว
    
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียินดีที่จะให้สมาคมอัสสัมชัญนำนักเรียน “ทีม DAEDALUS” โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ไปคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (First Place Winner Award) ในการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2026 ด้านวิศวกรรมอวกาศและดาวเทียมจำลอง (CanSat) ระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2569 เข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรับฟังโอวาท สร้างขวัญกำลังใจและความภาคภูมิใจแก่คณะนักเรียน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นต่อไปในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

13 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามทุนเทาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านการเงิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้น โดโดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ เป็นการขยายไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานที่มาว่ามาจากไหน รวมถึงการแลกเงิน โดยนำเงินสด เช่น แบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือ แบงก์ 500 บาท ก็ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกแบบนั้น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและการใช้ระบบสถาบันการเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการให้รายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติทำให้มีการปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้นโยบายปราบทุนเทาของรัฐบาลมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจสอบธุรกิจนอมินี ซึ่งทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยง ลดลงประมาณ 60% ในไตรมาสแรกของปี 2569 การติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนเทาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท และการตัดวงจรการเงินเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถ อายัดทรัพย์ได้กว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 เมษายน – 10 มิถุนายน 2569

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปราบทุนเทาในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ให้ความสำคัญกับการทำลายฐานทุนและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม โดยอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายรายงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1.การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท

2.การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท

3.การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสาน รมต.ที่เกี่ยวข้อง ดูแลผู้บาดเจ็บ-ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิ และกม.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 พรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ เรื่องเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เร่งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในแต่ละหน่วยงาน เร่งดูแลผู้บาดเจ็บต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิและกฎหมายอย่างเต็มที่
 

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

ล่าสุด! ศูนย์เอราวัณ สรุปยอดผู้บาดเจ็บ ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน อยู่ ICU 25 แอดมิด 16 กลับบ้านแล้ว 32 ขณะที่เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน 

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) รายงาน สรุปสถานการณ์การนำส่งผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.)

ยอดผู้บาดเจ็บ รวมทั้งหมด 73 ราย (ชาย 34 คน หญิง 39 คน) ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 41 ราย ระดับแดง วิกฤติ 25 ราย เป็นผู้ป่วยในห้อง ICU ระดับเหลือง(ปานกลาง) 16 ราย พักรักษาตัวในวอร์ดปกติ (Admit Ward) และ ระดับเขียว(เล็กน้อย) ผู้บาดเจ็บที่ได้รับการรักษาจนอาการปลอดภัยและจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล กลับบ้านแล้ว 32 ราย 

สำหรับรายละเอียดผู้บาดเจ็บแยกตามรายโรงพยาบาล (เฉพาะผู้ที่ยังรักษาตัว) ดังนี้

1. รพ. เปาโลเกษตร ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 6 รวม 10 ราย

2. รพ. ราชวิถี ผู้ป่วย ICU 5 วอร์ดปกติ 2 รวม 7 ราย

3. รพ. พญาไท พหลฯ ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 2 รวม 6 ราย

4. รพ. ลาดพร้าว ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 3 รวม 4 ราย

5. รพ. จุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วย ICU 2 ราย

6. รพ. เปาโลโชคชัย 4 ผู้ป่วย ICU 2 ราย

7. รพ. พระมงกุฎเกล้า ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 1 รวม 2 ราย

8. รพ. ตำรวจ ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

9. รพ. จุฬาภรณ์ ผู้ป่วย ICU 1 ราย

10. รพ. วิมุต* ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

11. รพ. พระราม 9 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

12. รพ. พญาไท 2 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

13. รพ. CGH พหลโยธิน ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

14. รพ. รามาธิบดี วอร์ดปกติ 1 ราย 

15. รพ. วิภาราม ปากเกร็ด วอร์ดปกติ 1 ราย

ด้านสำนักงานเขตจตุจักรโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา ได้เข้าปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยกำหนด ห้ามใช้อาคารเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

“ผอ.JIC”ย้ำจุดยืน”ไทย” ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบ”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์ ด้าน”กต.”เก็บข้อมูลแจ้งประชาคมโลก ขณะที่”ทบ.”จับตาใกล้ชิด

13 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา วันนี้ ว่า ในส่วนของกองกำลังบูรพา ที่รับผิดชอบ จ.สระแก้ว ถือเป็นครั้งที่ 8 แล้ว เพื่อให้กำลังใจ และนำความห่วงใยของประชาชน มาสื่อสารถึงกำลังพลหน้าแนว ความลำบากซึ่งเข้าใจว่ากำลังพลมีความเสียสละและมีความลำบาก ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งข่าวปั่น ข่าวปล่อย ก็ถือว่าให้กำลังใจ

ส่วนเรื่องที่มีการขยายให้ใหญ่โตขึ้น ก็พยายามลดระดับลง โดยเรานำข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้ทหารหน้าแนวรับทราบ และขอให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าเราไม่ได้รุกรานและยิงก่อนแน่นอน ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง และกฎการใช้กำลัง พร้อมปฏิบัติตามถ้อยแถลงข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และตามที่ได้รับรายงาน กัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงเกือบ 20 กว่าครั้ง ย้ำว่า เรามีดูพื้นที่ไม่ใช่การยั่วยุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อม

พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึง ในพื้นที่นี้มี 24 หลักเขต เหลืออีก 11 หลักเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งอาจจะต้องรอกลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (JBC) แต่ก็ต้องรอเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อให้กัมพูชาหยุดยั่วยุ หยุดอ้างสิทธิฝ่ายเดียว เพื่อไปชี้แจงในเวทีประชาคมโลก โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบร่วมกัน หากมาพูดคุยกันตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญภารกิจการลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูล นำไปชี้แจงกับประชาคมระหว่างประเทศได้ ให้ไปรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หน่วยทหารในพื้นที่มีความร่วมมือกันในทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ สามารถมั่นใจได้ว่าการดูแลชายแดน การปรับปรุงพื้นที่ให้มีความพร้อมและปลอดภัย กับทหารหน้าแนวและประชาชน และดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง ส่วนกรณีที่มีการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา มีการประท้วงตามขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐานในสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการต่อ นอกจากนี้ จากการติดตามภาพข่าว จะเห็นได้ว่ากัมพูชามาความเคลื่อนไหวหลายอย่าง เช่น การสร้างบังเกอร์ ซึ่งอยู่ในการติดตามของฝ่ายไทยโดยตลอด ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเตรียมมาตราการรับมือในทุกมิติ ในขณะเดียวกันการดูแลกำลังพลตามแนวชายแดน ผู้บังคับหน่วย ยืนยันว่า ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา การเยียวยาเป็นไปตามขั้นตอนของราชการ รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ ทั้งหน่วยที่อยู่หน้าแนวและหน่วยที่มาสมทบ

พ.อ.ริชฌา ยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนใน จ.สระแก้ว ว่า ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พื้นที่ไหนที่มีความชัดเจน ก็พร้อมที่จะก่อสร้าง เช่น ชายแดนจันทบุรี ในขณะที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยังมีหลักเขตที่เห็นไม่ตรงกัน ต้องรอให้ได้ข้อยุติ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เรามีการลดตระเวน วางรั้วลวดหนาม นอกจากนี้ ยังรวมกับกองทัพไทยวางรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ระบบตรวจการเซ็นเซอร์ตลอดแนว

ด้าน พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในส่วนของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใย เร่งให้มีการขับเคลื่อนเร่งพัฒนาโครงการ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดีมีสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากบทเรียนจากการรบที่ผ่านมา ทหารจะรบไม่ชนะ ถ้าหากขาดพลังจากประชาชน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

นายกฯ หารือ รมต.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.45 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเอง เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสิงคโปร์ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค ก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อกระชับความสัมพันธ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย และแสดงความซาบซึ้งที่ได้เดินทางมาถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมการประชุมผู้นำไทย–สิงคโปร์ (Leaders’ Retreat) ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมคาดหวังว่าจะมีคณะผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำร่วมเดินทางมา เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ใช้การประชุม Civil Service Exchange Programme (CSEP) เป็นกลไกเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมผู้นำดังกล่าว

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับโครงการ ASEAN Power Grid ซึ่งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคให้แข็งแกร่ง
ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากนอกภูมิภาค เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานร่วมกัน และรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและด้านพลังงานเป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Seamless Connectivity หรือการเชื่อมโยงอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพื่อขับเคลื่อนการเชื่อมโยงอาเซียน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งภูมิภาค

แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง 'สมชัย' อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ 'พนิดา' ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ - อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

แต่งตั้ง‘สมชัย’อนุกมธ.มิชอบพ่นพิษ ‘พนิดา’ปชน. แถลงยอมรับ ซัดทอดมัดคณะ กมธ.กิจการศาลฯ และคณะอนุกมธ. บานปลาย ถูกดำเนินคดีอาญา-จริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่งโดนทั้งคณะ

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569  สืบเนื่องจากมีบุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.)ได้ไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา ในความผิดอาญา หลายข้อหา ภายในอายุความ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง กกต.โดยปฏิบัติหน้าเป็นกรรมการในองค์กรอิสระโดยจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบหน้าที่ โดยกระทำโดยจงใจใช้อำนาจเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมการในองค์กรอิสะร เจ้าพนักงานของรัฐ โดยจงใจฝ่าฝืนเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมกสารในองค์กรอิสระ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจเหนือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยไม่ได้ลาออกและสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.โดยตนเองใช้อำนาจ อิทธิพลในตำแหน่งเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเลขาธิการ กกต.โดยไม่เป็นธรรม ขาดความโปร่งใสและส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมโดยจงใจฝ่าฝืน พรป.ปปช.มาตรา 126(4) ต่อมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจยับยั้งเพื่อมิให้เกิดควาเมสียหายแก่รัฐและงบประมาณแผ่นดิน จึงได้ออกคำสั่งให้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ยุติปฏิบัติหน้าที่และพ้นจากตำแหน่ง โดยคดีอาญามีอายุความ 10 ปีโดยจะครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2571 ส่วนการดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรง ไม่มีอายุความตามกฎหมายนั้น โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 755/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แล้วนั้น

ขณะเดียวกันได้รับรายงานว่า นางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ปัจจุบันดำรงตแหน่ง สส.จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษในคดีเลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 756/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ข้อหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตกาอก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ และในความผิดฐานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกระทำการโดยจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน.มาตรา 219,235 วรรคหนึ่ง(1),วรรคสี่ ,มาตรฐานจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 27

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พบความเคลื่อนไหวของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก สังคมโซเชี่ยล โดยแถลงการณ์ยอมรับข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จริง โดยให้คำแถลงพาดพิง ชี้ช่อง หรือ “ซัดทอด” ว่า “การแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากรฯ เป็นมติของคณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ส่วนตำแหน่งรองประธาน อนุ กมธ.เป็นมติคณะอนุ กมธ.ทั้งคณะ” เท่ากับเป็นการโยนความรับผิดให้ตนเองพ้นผิด ทำให้กระแสลุกลามบานปลาย ส่อถูกสอยคดีอาญาและคดีจริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่ง ทั้งคณะ 

ผู้สื่อข่าว รายงานเพิ่มเติมว่า ข้อโต้แย้งของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง ฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้นายสมชัยฯ ยังไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่คำสั่ง คสช.ที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยับยั้งความเสียหายแก่รัฐ และคำสั่งเป็นที่สุด ทั้งคำสั่งคณะรัฐประหาร(คสช.) ถือเป็นกฎหาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นการทั่วไปแล้ว นางสาวพนิดาฯคณะ กมธ.และหรือคณะอนุ กมธ.ย่อมสามารถตรวจสอบได้ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง ทั้ง หากสงสัยในคุณสมบัตินายสมชัยฯ ต้องเสนอให้ เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง โดยนายสมชัย ฯ ได้กระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงและเป็นความผิดในตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 

ส่วนการดำเนินคดีอาญาและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ต้องมีบุคคลกล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายภายในอายุความ พร้อมกับความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรงเพื่อเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งตามกฎหมายเท่านั้น 

ผู้สื่อขาวได้รับรายงานว่า บุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.) จะมีการกล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมและกล่าวโทษต่อ ปปช.เพิ่มเติม ภายในสัปดาห์นี้ กับบุคคลใน คณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎรและ คณะ อนุ กมธ.ที่เกี่ยวข้องทั้งคณะ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ถือเป็นคดีแรก ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในการแต่งตั้งอนุ กมธ.โดยมิชอบ ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

“ภัทราภรณ์” ชนะโหวต นั่งประธานสภากทม.หญิงคนแรก “เนติภูมิ” รองประธานฯคนที่1 “นริสสร” รองประธานฯคนที่2 

วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ครั้งแรก วาระการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และคนที่ 2 โดยมี ส.ก.ที่อาวุโสสูงสุด คือ นางเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน ทำหน้าที่เป็น ประธานชั่วคราว ที่ประชุมได้มีการเสนอ ส.ก. 2 ท่าน คือ นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน และ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภากทม. 

ซึ่งที่ประชุมได้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการลงคะแนน ระหว่างการลงคะแนนแบบเปิดเผยและการลงคะแนนโดยลับ เพื่อเลือกประธานสภากทม. และรองประธาน สภากทม. นายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.บางแค พรรคประชาชน เสนอให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย 

นายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย เสนอการลงคะแนนแบบเปิดเผยทำให้สมาชิกไม่มีเอกสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระในการลงคะแนนแต่ละครั้ง ฉะนั้นในการลงคะแนนขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528 ดังนั้นการลงคะแนนด้วยวิธีลับ จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสภาใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ 

นายสมชาย เสสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่าข้อบังคับการเลือกประธานและรองประธานสภากทม. เขียนไว้ชัดเจน หากทำผิดระเบียบเดี๋ยวจะมีการฟ้องร้อง ดังนั้นจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ตนเองเป็นนักกฎหมาย เรียนกฎหมายมาตั้งแต่ปริญญาตรี กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแต่ตีความนอกกรอบ สภากทม.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติแต่ทำผิดกฎหมายเองจะดำเนินการอย่างไร ประธานในที่ประชุมต้องคิดใหม่ เป็นประธานเพียงประธานชั่วคราว เชื่อว่านางสาวภัทราภรณ์ ได้เป็นอยู่แล้ว แต่เสนอชื่อนายวิรัช มาให้เป็นสีสัน

นางสาวเมธาวี จึงกล่าวว่า คุณน่าจะคิดเยอะไปเพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบ ตนเองอยากทำหน้าที่ของให้ดีที่สุด ระเบียบมีชัดทุกคนก็รู้ แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างก็จะต้องโหวต 

ท้ายที่สุดที่ประชุม มีมติโหวตให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยวิธีการยกมือ 

เวลา 11.30 น. ส.ก.ได้ยกมือลงคะแนน เลือกนางสาวภัทรภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน เป็นประธานสภากทม. ด้วยคะแนน 39 ขณะที่นายวิรัช คงคาเขต ได้ 7 เสียง 

นางสาวภัทราภรณ์  ขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานสภากทม. โดยกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มอบความไว้บ้างใจให้ตนเอง เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระเมืองผ่านสภากทม.ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภากทม.ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของประชาชนจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกันกับเพื่อนสมาชิก เชื่อว่า พวกเราจะยกระดับสภากทม. และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นต่อไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน 

จากนั้นนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา พรรคประชาชนได้เสนอให้มีรองประธานสภากทม.จำนวน 2 คน โดยเสนอให้นายเนติภูมิ มิ่งรุ่งจิราลัย ส.ก.บึงกุ่ม จากกลุ่มคนทำงาน เป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 1 และ นายเอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี พรรคประชาชน เสนอให้นายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.บางเขน กลุ่มอิสระ เป็นรองประธานสภากทม.คนที่ 2 โดยไม่มีผู้คัดค้าน 

สำหรับประวัติ  นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประวัติการศึกษา  ปริญญาโท Master of Supply Chain Management, มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศ ออสเตรเลีย ประกาศนียบัตรเฉพาะทางด้านกลยุทธ์การตลาด หลักสูตรผู้บริหาร, มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนแลกเปลี่ยน Grade 10 ประเทศสหรัฐอเมริกา มัธยมศึกษาภาคภาษาอังกฤษ รร.โยธินบูรณะรุ่น 71

ประวัติการทำงาน กรรมการผู้จัดการ บจก.ลูกอัดและเศษเหล็กไทย Founder ธุรกิจบ้านเช่าเหมาหลัง ส.ก.เขตบางซื่อ 1 สมัย

ผลงาน4ปีในการผลักดันงบประมาณแก้ไขและพัฒนาพื้นที่เขตบางซื่อ อาทิ ผลักดันงบเขตสูงขึ้น 8 เท่า , แก้ปัญหาทั่วไปแล้วกว่า 1,559 เรื่อง โดยรับเรื่องร้องเรียนทั่วไป 1,745 เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการ 1 186 เครื่อง(ไม่รวมปัญหาใหญ่ที่ใช้งบประมาณแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว) ติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ริมคลอง 8 คลอง 394 จุด, ติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ในชุมชน 14 ชุมชน 167 ดวง ,ผลักดันให้มีการเปิดใช้อุโมงค์บางซื่อ-จตุจักร,ผลักดันโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะริมคลองประปาจากความเห็นของชาวบางซื่อเฟสแรกระยะทาง 2.8 กม.ตั้งแต่หน้าโลตัสประชาชื่นไปจนถึงทางรถไฟบางซ่อน ,ผลักดันให้ปรับปรุงทางเท้าถนนประชาราษฎร์สาย 2 ตลอดแนวทั้งสองฝั่ง

ขณะที่งานในสภากทม. มีผลงานโดดเด่นเช่น อภิปรายให้คืนงบประมาณเรื่องโครงการจ้างที่ปรึกษาประเมินกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวอาคารสูงในสังกัดกรุงเทพมหานคร ,ตรวจสอบและติดตามกรณีเทศกิจคุกคามทางเพศประชาชนให้มีการลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง,ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณกทมให้ตัดและปรับลดงบซ่อมสภากทม 4 โครงการรวม 194,430,000 บาททำให้ประหยัดภาษีประชาชนไปได้กว่า 90,000,000 บาท เป็นต้น

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ ชี้เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบจุดอับหลายจุด ไม่ขอชี้นำ รอตำรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์หลักฐานก่อนสรุปสาเหตุ สั่งดูแลเยียวยาผู้เจ็บ-ตายเต็มที่

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึง เหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่พร้อมนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เห็นสภาพที่เกิดขึ้น ดูการกู้ภัย ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุรอดชีวิตก็ได้นำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล กระจายตัวไปตามที่โรงพยาบาลต่างๆ เบื้องต้นผู้บาดเจ็บมีจำนวน 34 ราย ซึ่งขอให้ญาติไม่ต้องมีความกังวลเรื่องการดูแลรักษา ขอเรียนให้เกิดความมั่นใจว่า การรักษาพยาบาลดูแลในกรณีนี้เป็นไปตามพ.ร.บ.คุ้มครองของรัฐ ตามกฎระเบียบปกติที่มีอยู่แล้ว และจะทำให้ดีที่สุด
     
เมื่อถามว่า จากการลงพื้นที่มีผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาเล่าเหตุการณ์ว่าประตูทางหนีไฟถูกล็อกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ในรายละเอียดทางกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และชุดสืบสวนลงพื้นที่เก็บรายละเอียดตรวจสอบก่อนจะสรุป อยากจะให้รอผลรายงานอย่างเป็นทางการ แต่จากที่ตนเข้าไปในที่เกิดเหตุเห็นว่ามีจุดที่เป็นจุดอับหลายจุด ซึ่งเป็นจุดที่หากเกิดไฟลุกโชนขึ้นมา มันไม่เห็นทางหนีไฟ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ร้านอาหารนี้มีใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร สามารถมีวงดนตรีสดได้ถึงเที่ยงคืนตามกฎหมาย ซึ่งช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงประมาณ 5 ทุ่มกว่า
    
เมื่อถามว่า เรื่องโครงสร้างอาคารพื้นที่อยู่นอกโซนนิ่งหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า อย่างที่พูดไปแล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ขอเป็นสถานบันเทิง ซึ่งหากเป็นสถานบันเทิงจะเปิดตรงจุดนี้ไม่ได้ เพราะอยู่นอกโซนนิ่งจึงประกอบกิจการประเภทขายอาหาร ไม่ใช่ผับบาร์หรือคลับ
    
เมื่อถามว่า กรณีที่ร้านประเภทนี้มีในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากที่ขอใบอนุญาตเป็นร้านอาหาร และดัดแปลงเป็นกึ่งผับ หลังจากนี้จะตรวจเข้มสแกนให้มากขึ้นอย่างไร นายกฯ ย้ำว่า ในแต่ละพื้นที่ก็ต้องทำตามกฎระเบียบ ซึ่งตอนนี้เป็นร้านที่ใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร อนุญาตให้มีการแสดงดนตรี แต่เปิดได้ถึงเที่ยงคืน ดังนั้น เราต้องดูหลายประเด็นในเรื่องของอาคาร เชื่อว่าทุกปีต้องมีการตรวจสอบ เพราะต่อให้มีการขอใบอนุญาตก็ไปตรวจสอบการต่อใบอนุญาตร้านอาหาร ตรงนี้เชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเร่งสืบสวนสอบสวน ว่าก็มีการตรวจสอบอย่างไร ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีเกณฑ์ตรวจสอบอย่างไร
    
เมื่อถามว่า ที่มีกระแสข่าวออกมาว่ามีการปิดทางหนีไฟ เนื่องจากเกรงว่าลูกค้าจะไม่จ่ายเงินนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล เราไปพูดตรงนี้ก่อนจะเป็นการชี้นำ และเป็นเรื่องที่ตำรวจดำเนินการอยู่ ไม่มีการละเว้นอยู่แล้ว ถ้าตรงไหนมีการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย
    
สำหรับเรื่องการเยียวยา นายกฯ  กล่าวว่า ตอนนี้เราก็ดูแลผู้ป่วย ผู้ที่บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ส่วนผู้เสียชีวิตมีกองทุนต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว
    
ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีรายงานว่าเพิ่มขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ที่ได้อัพเดทจากผู้ว่าฯกทม. ที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 27 ราย ซึ่งได้เห็นการนับและการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุ  27 ราย แต่เมื่อนำส่งไปโรงพยาบาล มีทั้งเคสแดง คือ อาการหนัก ต้องเร่งรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
    
เมื่อถามถึงกรณีสปริงเกอร์ไม่ทำงาน ไม่มีน้ำออกมาขณะเกิดเหตุ นายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ไปดูในที่เกิดเหตุเห็นมีน้ำท่วมอยู่ข้างใน แต่อาจเป็นน้ำจากรถดับเพลิง ยังไม่ได้ไปถามรายละเอียดว่าสปริงเกอร์เป็นอย่างไร เพราะเข้าไปไฟก็ดับแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ใช้เวลานานเกินไป และไม่ได้มีผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร
    
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่พบว่าสถานที่ และบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นบรรยากาศที่ไม่น่าเอามาพูด เป็นบรรยากาศที่ไม่ดีเลย